สิเน่หาสัญญารัก พิมพ์กับสำนักพิมพ์ Sugar Beat

ตอนที่ 5 : หมู่บ้านผี อัพ100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 878
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    15 มี.ค. 55

           
 

          

 ตอนที่ 5  หมู่บ้านผี อัพ 100 %

 

ทหารรักษาพระองค์ที่เป็นผู้ขับเรือ ใช้เท้าพาดยันตลิ่ง พร้อมทั้งกำกอหญ้าไว้เพื่อพยุงเรือ ไม่ให้ล่ม เมื่อกายบางเหยียบกราบเรือ โหนตัวและจับปลายหัตถ์ไว้ได้ พร้อมทั้งความกลัวสุดขีด เป็นพลังขับเคลื่อน ให้เธอกระโดดแผลวขึ้นไป ด้วยความตกใจเสียงปืน และถูกฉุดกระชากพาออกวิ่ง ไปท่ามกลางความมืด เข้าไปในป่าหญ้าที่สูงถึงอก เสียงเหมือนคนกระโจนลงในน้ำดังตูม ! เสียงกราดด้วยอาวุธสงคราม ยังคงดังเป็นระยะๆ

พระองค์ชายนิโคไร ยังคงพาเธอออกวิ่งไปเรื่อยๆ ด้วยเกรงว่าอาจจะถูกติดตามมา และในพระทัยนั้นทรงห่วงศัลยา ยิ่งกว่าพระองค์เอง

“ อัสวาคะ........พวกเขาจะถูกยิงมั้ยคะ ศัลเป็นห่วงเขา “ เธอทูลถามปนเสียงหอบถี่ ทั้งที่ยังคงวิ่งตามไปไม่หยุด

“ ไม่ต้องห่วงหรอกนะศัล เขาสองคนชำนาญพื้นที่ดี นี่เป็นแผนสำรองของเรา เพราะวังมิงก็ค่อนข้างมั่นใจ ว่าจะเจอเรือตรวจลำน้ำของพวกมัน เพราะกองกำลังของมันบางหน่วย ออกลาดตระเวนในลำน้ำตลอดเวลา พวกเขาจะล่อพวกมันไว้ ให้เราหนีไปทางลัดไงล่ะ ไปกันเถอะศัล ไม่ต้องกลัวอะไรนะ “ รับสั่งพร้อมทั้งยังวิ่งนำไปข้างหน้า

ความหวาดหวั่นพาเธอให้วิ่งตามไป อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย จนพ้นทุ่งหญ้าคา และเมื่อห่างมาพอสมควร เมื่อทรงแน่พระทัยแล้ว ว่าไม่ได้ถูกติดตาม ก็ลดระดับความเร่งรีบลง และเพียงดำเนินนำไปเรื่อยๆอีกครู่หนึ่ง ก็เข้าเขตหมู่บ้าน ที่พอมองเห็นหลังคาบ้านที่มุงด้วยหญ้า ของคนบ้านป่าอยู่ไม่ไกลนัก

“ อัสวาคะ มีหมู่บ้านด้วยค่ะ ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

พระองค์ชายทรงขมวดพระขนงเข้ากัน ทอดเนตรมองหมู่บ้าน ที่เงียบสงัดนั้นด้วยสีพระพักตร์ แสดงความสนเท่ พาเธอนั่งลง และทรงหยิบไฟฉายกระบอกจิ๋ว ออกมาจากเป้สะพาย ดึงแผนที่จากฉลององค์ออกมา ทรงฉายไฟลงในแผนที่ และทรงมีสีพระพักตร์ขมวดมุ่นขึ้น ทรงเงียบนิ่งถอนพระหทัยน้อยๆ

“ แผนที่นี้ก็ละเอียดพอสมควร แต่ทำไม...........อืม...แปลกจริง “ ทรงรำพึงขึ้นเบาๆ แต่ไม่ทรงหมดที่ทรงคิด

“ เอ่อ......มีเสียงเขาร้องรำ ทำเพลงกันด้วยค่ะ ฟังสิคะ “ เธอกระซิบบอกด้วยเสียงตื่นเต้น  

พระวรกายสูงสง่าค่อยๆประทับยืนขึ้นอีกครั้ง ทอดเนตรมองไปยังหมู่บ้าน เมื่อครู่ที่เงียบสนิท แต่บัดนี้กลับมีแสงจากคบเพลิงลุกโชนวูบไหว เสียงกลอง และยังเสียงร้องรำทำเพลงครึกครื้น

และจู่ๆเสียงสุนัขก็หอนโบว๋!!!!!ยาวขึ้น และรับกันเป็นทอดๆ และเสียงนี้ก็เย็นจนจับขั้วหัวใจ ทำให้หญิงสาวรู้สึก ขนลุกเกรียวขึ้นมาทันที และรีบจับข้อพระหัตถ์ไว้แน่นทันที

“ เอ่อ......เราต้องเดินผ่านเข้าไปในหมู่บ้านนั้นมั้ยคะ คือ......ศัลรู้สึกอยากพบผู้คนเสียแล้วละค่ะ แถวนี้มันมีบรรยากาศแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ค่ะ “

เธอเอ่ยด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนัก เริ่มเหลียวมองไปรอบๆ เสียงหอนของสุนัขหอนยาว ดังอยู่ไม่ห่างนัก และหอนรับจากชายป่า เข้าไปยังในหมู่บ้าน โดยไม่เห็นตัวตนของมัน แต่เสียงแมลงกลางคืน ที่กรีดปีกอยู่โดยรอบ กลับเงียบสนิทลง สายฟ้าตรงหน้าแลบแปลบปลาบลงมาให้เห็น แต่เสียงร้องรำทำเพลง ก็ยังคงดังมากับสายลม

ทรงขบพระทนต์เข้าหากัน สายพระเนตรกร้าวขึ้น สอดพระหัตถ์ลงไปในเป้ ทรงควานหาของที่อยู่ ซอกกระเป๋าเล็กๆอยู่ครู่หนึ่ง และทรงหยิบออกมา รับสั่งขึ้น

“ นี่เป็นแหวนของผม ที่มีตราราชวงศ์น่ะศัล “

รับสั่งแล้วทรงสวมพระธำมรงค์ ลงในพระดัชนีกำหัตถ์ไว้แน่น ซึ่งหญิงสาวไม่เข้าใจนัก ว่าทรงสวมพระธำมรงค์ทำไมในโอกาสนี้ และพยายามนึกหาคำถาม ที่ตนเองสงสัยเงียบๆ .......เกิดอะไรจะต้องมาสวมแหวนขึ้นตอนนี้นะ อัสวาชอบทำอะไรให้เราแปลกใจอยู่เสมอ......แต่เธอก็ไม่ถาม เพียงแต่ขมวดมุ่นคิ้วมองพระพักตร์ เพื่อจะค้นหาคำตอบด้วยตนเอง แต่เธอก็เห็นแต่เพียงสายเนตร ที่กำลังทรงครุ่นคิดเท่านั้น .......

“ เอ่อ......เราจะเข้าไปในหมู่บ้านมั้ยคะ “ ศัลยาทูลถามขึ้นอีก  

“ ศัล.......เราจำเป็นที่ต้องผ่านหมู่บ้านนั้นอยู่แล้วละ เพราะมันเป็นเส้นทางบังคับ และเราก็รอเวลาไม่ได้ “

“ ก็ดีสิคะ เราจะได้พบผู้คนบ้าง และเราก็อาจจะขอให้เขา เดินไปส่งเรา เป็นเพื่อนเดินทาง และเราอาจจะได้ข้อมูลของพวกกบฏ จากคนพวกนี้บ้างก็ได้นะคะ คนบ้านป่าเขาน่าจะใจดี และถ้าเขารู้ว่าคุณเป็นองค์รัชทายาท เขาคงจะดีใจด้วยไม่ใช่เหรอคะไปกันเถอะค่ะ “ หญิงสาวเอ่ยคาดการณ์ อย่างมีความหวังในภาวะที่เธอหวาดหวั่น กับความมืดและยังบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้

ทรงหันพักตร์มาทอดเนตรมองศัลยา รำพึงในพระทัย โธ่เอ้ย......ศัลยา ทำไมไม่สังเกตุอะไรบ้างนะ นี่มันประมาณตีสองแล้ว ใครจะมาจัดงานรื่นเริงอะไรล่ะ และเมื่อครู่หมู่บ้านยังเงียบ และมืดสนิท แต่จู่ๆก็มีแสงไฟ เสียงร้องรำทำเพลง มันไม่ใช่เรื่องปรกติเลยสักนิด และวังมิงก็บอกเราเมื่อบ่ายว่าหมู่บ้านนี้ มันเพียงแต่เคยมี แต่มันหายไปจากแผนที่ เพราะได้ถูกพวกกบฏเข้าปล้นสดมภ์ และเมื่อขัดขืนก็ฆ่าทิ้ง และเผาหมู่บ้านนี้จนไม่เหลืออะไร แต่เวลาที่เร่งกระชั้นก็ไม่อาจที่จะรอคอยอะไรได้ และถ้าเกิดฝ่ายตรงข้ามรู้แกว และตามมา ก็จะยิ่งอันตราย.......เพียงแต่ศัลยาเท่านั้น ที่เธอจะผ่านไปกับเราได้หรือไม่ เพราะแค่นี้ เธอก็กลัวจนสีหน้าไม่สู้ดีแล้ว .......ทรงมองศัลยาด้วยสีพระพักตร์ เครียดขรึม ครุ่นคิดเป็นกังวล

 

ท่านอภิชาติเข้าพบผู้บังคับการฝ่ายความมั่นคง เพื่อขอคำปรึกษา และร้องขอหน่วยปฏิบัติภารกิจลับ เข้าไปช่วยนำตัวลูกสาวกลับออกมาจากสาธารณรัฐพูริมบัง ซึ่งทางฝ่ายผู้บังคับการหน่วยลับนี้ มีสีหน้าครุ่นคิด เป็นกังวล ก่อนจะวิเคราะห์สถานการณ์ออกมา

“ ท่านครับ......เรื่องส่งหน่วยของเรา เข้าไปปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ ปัญหาก็คือถ้าหนูศัลยา อยู่กับองค์รัชทายาท การเข้าถึงตัวคงยากมาก เพราะพระองค์ทรงลอบเข้าไป ในขณะที่มีสงครามกลางเมือง เราไม่รู้ในพระประสงค์ ว่าพระองค์ทรงคิดจะทำการอะไรบ้าง และพระองค์ชายพระองค์นี้ พระองค์ท่านทรงพระปรีชา มีหน่วยราชองครักษ์ ที่พร้อมจะพาพระองค์ท่านหลบหนี และบ้านเมืองนี้ ก็ยังมีภูมิประเทศ ที่เอื้ออำนวยซะด้วยนะครับ “

“ แต่ท่านก็ไม่ใช่นักรบ ไม่ใช่ทหารไม่ใช่เหรอครับ เพราะเท่าที่รู้ ท่านทรงศึกษาทางด้านภาษา และการปกครอง เท่านั้นนี่ครับ คงไม่น่าจะคิดเข้าทำการรบกับพวกกบฏ  “ ท่านอภิชาติแย้งขึ้น

“ ไม่ใช่อย่างที่ท่านทูตเข้าใจหรอกนะครับ แต่ฝ่ายข่าวของเราได้ประสานงาน ไปทางหน่วยข่าวของอังกฤษ แจ้งถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และขอข้อมูลลับ ทำให้เราได้รับรู้ว่า ในขณะที่ทรงศึกษาอยู่ในอังกฤษ พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ในฐานะองค์รัชทายาท ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชน แต่ทางการอังกฤษได้ถวายความช่วยเหลือลับๆ และทรงได้เข้ารับการฝึกทางทหาร ควบคู่กับการศึกษามาโดยตลอด  ผมถึงบอกว่าท่านทรงพระปรีชาไงล่ะครับ “ 

“ แต่เท่าที่ผมรู้เมืองพูริมบัง ก็ไม่ได้มีอาณาเขตกว้างใหญ่สักเท่าไหร่ ไม่ใช่เหรอครับ และหน่วยปฏิบัติการลับ ของประเทศเรา ก็เรียกได้ว่ามีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนกว่าประเทศไหน ซึ่งไม่น่าจะเกินความสามารถ เพราะเพียงรู้ว่าองค์รัชทายาทประทับอยู่ที่ไหน ลูกสาวผมก็น่าจะอยู่ที่นั่น ซึ่งท่านอาจจะเสด็จเข้าเขตพระราชฐานไปแล้วก็ได้ คือที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่ ก็คือ....เพียงให้ผมรู้ว่าลูกผมยังมีชีวิต ผมก็ยังคลายความกังวลไปได้บ้าง ท่านผู้การคงเข้าใจนะครับ “

“ ท่านครับคนประเทศนี้ อยู่กับสงครามมายาวนานนะครับ และก็เก่งกล้าในการรบทัพจับศึก ไม่เคยเพลี่ยงพล้ำกับผู้ล่าอาณานิคม และมีข้อมูลที่ยืนยันตรงกัน ว่าสาธารณรัฐพูริมบังเป็นแคว้นที่มีค่ายกล และมีเมืองลับๆที่จะรู้เฉพาะคนในราชวงศ์ชั้นสูง ที่กษัตริย์องค์ก่อนๆได้ทรงทำไว้เป็นเส้นทางลับหลบหนีข้าศึก และยังทรงใช้ลำเลียงพวกราชทรัพย์ส่วนพระองค์มาซ่อนไว้ ในยามที่จวนตัวน่ะครับ และผู้สร้างเมืองลับนี้ กับผู้ที่รู้เส้นทาง ก็ถูกเก็บไม่มีใครได้รอดชีวิตอยู่ ซึ่งผู้ที่กำความลับนี้ เชื่อว่ามีอยู่ไม่กี่พระองค์ ซึ่งน่าจะรวมองค์รัชทายาท อยู่ด้วยน่ะครับ “ 

“ ท่านผู้การหมายความว่ายังไงครับ “ ท่านอภิชาติขมวดคิ้วมุ่นกับข้อมูลใหม่นี้ขึ้นทันที

“ คือเอ่อ......ที่ผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าอยากให้ท่านทราบว่า ถ้ามันมีเส้นทางลับนี้อยู่จริง ตามคำเล่าลือ เราก็คงจะหาพระองค์ชาย และหนูศัลจะยิ่งยากขึ้นไปอีกน่ะครับ เพราะพระองค์จะต้องใช้เมืองนี้ หรือเส้นทางนี้เป็นที่หลบซ่อน มันจึงเป็นภารกิจที่ออกจะต้องใช้เวลา ซึ่งผมกำหนดหรือกะเกณฑ์อะไรไม่ได้เลย คือคงต้องใช้เวลาน่ะครับ “ คำของผู้บังคับการทำให้ท่านทูต ถึงกับทอดถอนหายใจออกมา อย่างหนักหน่วง

“ คือผมขอโทษนะครับ ผมคิดว่าท่านผู้การก็คงมีลูก และเข้าใจความรัก ความห่วงใยของคนเป็นพ่อ ที่ไม่อาจทนกับการที่ลูกไปเสี่ยงชีวิต ในสงครามกลางเมืองและยังในต่างแดน อย่างที่ก็ยังไม่รู้ชะตากรรม หรือข่าวสารของความเป็นไป อย่างนี้นะครับ ผมครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ ผมไม่มีแก่ใจที่จะไปทำงานเลยด้วยซ้ำ ช่วยแนะนำผมหน่อยเถอะครับ พูดให้ผมสบายใจสักนิดก็ได้ “ ท่านทูตเอ่ยออกมาอย่างอึดอัดขัดใจ กับคำของนายพลท่านนี้

“ โอ๊ะท่านครับ......ผมเข้าใจดีครับ เพราะผมก็มีลูกสาววัยเดียวกับหนูศัลยา แต่ที่ผมเรียนเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นเพียงการวิเคราะห์สถานการณ์โดยรวมให้ท่านฟัง เพราะภารกิจนี้จะเรียกว่างานหิน เพราะเขาปิดประเทศ เราไม่สามารถได้ข่าวสารอะไรเลย เพียงแต่มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังกันไว้ แต่เราก็จะส่งหน่วยปฏิบัติการของเรา เข้าไปช่วยหนูศัลยานะครับ และผมจะรายงานความคืบหน้าท่านเป็นระยะๆ แต่ท่านครับผมมั่นใจนะครับว่า ขณะนี้หนูศัลยายังปลอดภัย “ ท่านผู้บังคับการรีบเอ่ยปลอบขึ้น

“ ขอบคุณครับที่กรุณา เรื่องแบบนี้ถ้าไม่เกิดขึ้นกับใคร ก็คงไม่รู้หรอกครับ ว่าความทุกข์นั้นมากมายขนาดไหน ผมมีลูกสาวแค่คนเดียว แกเป็นแก้วตาดวงใจของผม แกเป็นเด็กดีมากนะครับ และผมก็เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ เลวร้ายแบบนี้กับลูก “ เสียงของท่านทูตเครือสะท้าน สร้างความรู้สึกสะเทือนใจ ให้ผู้ที่รับฟังไม่น้อย

“ ท่านครับ.....คิดในแง่ดีไว้ก่อนเถอะนะครับ ผมสัญญา ว่าจะให้คนของผม เข้าไปหาข้อมูลมาให้ได้มากที่สุด และภารกิจสำคัญ ก็คือถ้าพบหนูศัลยา ก็จะให้เขาหาทาง พากลับมาให้ได้ครับ “ ท่านผู้บังคับการเอ่ยอย่างแข็งขัน อย่างต้องการให้กำลังใจท่านอภิชาต ที่กำลังทุกข์อย่างแสนสาหัส

“ ผมบอกตรงๆนะครับผู้การ ทันทีที่เมืองนี้เปิด ผมจะต้องไปพาลูกสาวผม กลับมาให้ได้ ” ท่านทูตเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่สีหน้าและแววตาหม่นหมองนัก

“ ผมเข้าใจความรู้สึกของท่านดีนะครับ แต่ผมเชื่อว่าองค์รัชทายาทนิโคไร จะต้องทรงดูแลหนูศัลยา เท่าพระชนม์ชีพของพระองค์ เพราะหนูศัลยาเธอก็ถวายการดูแล พระองค์ท่านมาเกือบปี  เรียกได้ว่าทรงสนิท กับหนูศัลยามากกว่าใคร และหนูศัลยายังได้แสดงความจริงใจ เสี่ยงชีวิตเข้าช่วย พระองค์ในยามคับขัน เบาใจได้ครับท่าน พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งหนูศัลยาหรอกครับ ผมทราบมาว่าพระองค์ชายนิโคไร ทรงเป็นสุภาพบุรุษมากนะครับ “ คำของผู้บังคับการ ทำให้ท่านทูตเบาใจลงไปได้ระดับหนึ่ง  

 

ศัลยายังคงมองพระองค์ชาย ที่ทรงประทับยืนนิ่งๆสีพระพักตร์เครียดขรึม เหมือนจะทรงอยู่ระหว่างการตัดสินพระทัย ทำให้เธอทูลถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ อัสวาคะ.......คุณไม่กล้าเข้าไปในหมู่บ้าน เพราะกลัวว่าพวกชาวบ้าน จะจำคุณได้เหรอคะ “

“ พวกชาวบ้านป่าไม่รู้จักผมหรอก หรือถึงแม้คนเมืองก็เถอะ แทบจะไม่มีใครจำผมได้ ที่นี่ไม่เหมือนเมืองไทย ที่เจริญด้วยข้อมูลข่าวสาร และผมก็ไม่ได้อยู่ที่นี่เกือบห้าปีแล้ว มีแต่นายทหารและข้าราชบริพารฝ่ายในเท่านั้น ที่จะรู้จักหรือจำผมได้ “ รับสั่งอธิบายให้เธอฟัง

“ งั้นเราก็ไปกันเถอะค่ะ จะรีรออะไรอีกล่ะคะ เราต้องทำเวลาที่จะไปถึงจุดนัดหมายไม่ใช่เหรอ “

ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นจับบ่าเธอไว้ ทอดสายเนตรมองหน้าเธอนิ่งๆ ก่อนจะรับสั่ง

“ ศัล......ที่พูริมบัง จะมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะ ว่าการเดินทางตอนกลางคืน เราจะไม่ตกใจกลัว กรีดร้องในสิ่งที่เราเห็นหรือได้ยิน เพราะมันเพียงภาพลวงตา มันเป็นมิติหนึ่ง ที่พยายามทดสอบความเข้มแข็ง ของจิตใจมนุษย์ ว่าจะแสดงความหวาดกลัวออกมาหรือไม่ มันเป็นเล่ห์เหลี่ยมกลลวง ที่ต้องการให้เราคุมสติไม่ได้ เพื่อเข้าครอบครองจิตวิญญานของเรา ศัลเข้าใจที่ผมพูดมั้ยครับ “ รับสั่งอธิบายอย่างอ้อมค้อม ด้วยศาสตร์และศิลป์

“ เอิ่ม......หมายความว่า จะมีคนมาใช้เล่ห์เหลี่ยม หลอกให้เรากลัว และให้เราหนีไป หรือว่ายอมจำนนใช่มั้ยคะ “

ทรงลอบถอนพระหทัยออกมานิดหนึ่ง ทรงครุ่นคิดหาคำตอบ และรับสั่ง “ ก็ประมาณนั้นน่ะศัล คือผมอยากให้ศัลคิดว่าสิ่งที่เราจะต้องพบต้องเห็น เป็นแค่เล่ห์กล ที่ศัตรูใช้มาหลอกหลอนเราให้หวาดกลัว ให้เราพ่ายแพ้ใจตนเอง ผมขอให้ศัลเชื่อมั่นในตัวผม ว่าผมจะจัดการทุกอย่างได้ ผมจะผูกผ้าไม่ให้ศัลเห็นอะไร และเดินไปกับผม ศัลเชื่อใจผมมั้ยล่ะครับ “

ศัลยามองพระพักตร์ ด้วยดวงตาบ้องแบ๊ว และตื่นตระหนกขึ้นทันที ก่อนจะเอ่ยเสียงสะท้าน

“ เอ่อ.......คุณหมายถึง เราจะต้องเจอ  ......”

และก่อนที่เธอจะพูดคำสุดท้ายออกมา ทรงรวบกายบางเข้ามากอด จดริมโอษฐ์บดเบียด มอบความหวานซ่านซึ้งให้กับหญิงสาว และเลื่อนมาคลอเคลียจดจูบ ที่ริมแก้ม รับสั่งประโลมใจ  

“ ที่รักเชื่อใจผมนะ ไม่ว่าอำนาจใดๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่ เท่ากับอำนาจแห่งความรัก อย่ากลัวอะไรในขณะที่ เรามีกันและกัน จงมั่นใจในตัวผม องค์รัชทายาทแห่งพูริมบัง ผมมีอำนาจเหนือเล่ห์กลมายาใดๆ ในแคว้นนี้ รับปากกับผมว่าจะทำใจให้มั่นคง รับปากสิครับ “

หญิงสาวทอดสายตามองพระพักตร์ และพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยทูล “ ศัลจะพยายามค่ะ “

ทรงดึงผ้าที่พันพระศอ ออกมาผูกตาเธอไว้ รับสั่งให้สติอีกครั้ง “ ศัลยาจำไว้ว่าคุณคือลมหายใจของผม ผมจะพาศัลเดินไปในหมู่บ้าน ผมจะจับมือคุณไว้ และถ้ากลัวอย่าวิ่ง อย่ากรีดร้อง ถ้าคุณทนไม่ได้ก็กอดผมไว้นะศัล เชื่อผมนะครับ “

*ศัลยาก้าวตามไปด้วยใจที่เต้นระทึก ขาพาลสั่นอย่างไม่อาจบังคับไว้ได้ มือเธอถูกกระชับแน่นไว้ในอุ้งพระหัตถ์ ความช่างเจรจาหายไป เหลือไว้แต่เพียงความหวาดหวั่นพรั่นพรึง จนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา ได้แต่นิ่งคิดในใจเงียบๆ......อัสวาพูดมาทั้งหมด เขาหมายถึงอะไร เรากำลังจะเจอในสิ่งที่น่าหวาดกลัว จนอัสวาไม่ต้องการให้เราเห็น แสดงว่าผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ ที่กำลังร้องรำทำเพลง คือมิติที่เขาหมายถึงใช่มั้ย อัสวารู้ว่าพวกนั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดาสินะ ถ้าไม่ใช่คนก็ต้องเป็น ........

ใช่ต้องใช่แน่เลย คนอะไรจะมาร้องรำทำเพลงกัน ดึกๆดื่นๆกลางป่าท่ามกลางสงครามอย่างนี้ล่ะ แล้วหมาเจ้ากรรมก็ยังหอนเสียงเย็น เหมือนในหนังผีไม่หยุด ศัลยา......มันชัดยิ่งกว่าชัดเสียอีก แต่เขาไม่พูดให้เราฟัง เพราะรู้ว่าเรากลัว โธ่......แค่มนุษย์ที่พยายามตามมาเข่นฆ่า ก็แทบจะตายแล้ว แต่ไอ้ที่ไม่ใช่มนุษย์นี่ล่ะ เราจะไหวงั้นเหรอ......จะหัวใจวายตายเสียก่อนถูกยิงเสียอีกละมัง คุณพระคุณเจ้า ช่วยลูกด้วยเถอะเจ้าค่ะ ........

เธอตั้งคำถามกับตนเอง ขึ้นอย่างมากมาย พร้อมทั้งตอบเอง และสรุปในใจ ด้วยความพรั่นพรึง ที่เข้าครอบงำความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวล และเริ่มกะระยะทาง กับการก้าวเดินไปข้างหน้า แสงไฟเริ่มสาดสว่าง ผ่านผ้าที่ผูกตาเข้ามา จนเธอรู้สึกได้ว่า กำลังย่างเข้าเขตหมู่บ้าน เสียงกลองที่รัวเร้าใจ กับเสียงร้องรำทำเพลงหยุดกึก เหมือนปิดเครื่องเสียงอย่างกะทันหัน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายเงียบกริบ และเงียบจนได้ยินเสียง ลมหายใจของตนเอง รอยเท้าที่ย่างไปตามแรงฉุดรั้งเร็วขึ้น เสียงใบไม้แห้งกรอบแกรบ ที่ตนเองเหยียบย่ำลงไป เหมือนเดินอยู่บนกองใบไม้แห้ง แสงไฟที่สาดผ่านผ้าผูกตาเข้ามาเมื่อครู่หายไปและมืดสนิท ตามมาด้วยเสียงกดสวิทช์ไฟฉายกระบอกจิ๋วดังแชะ! เกิดแสงเรืองๆ ผ่านผ้าผูกตาเข้ามา ที่ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าเหตุการณ์ไม่ปรกติกำลังเกิดขึ้นแล้ว  

สมองแทบจะไม่สั่งการให้ขาก้าวเดิน มันขัดกันเองจนเจียนจะล้ม ทำให้พระวรกายสมาร์ทชะลอฝีพระบาทลง

“ ก้าวช้าๆก็ได้นะครับ “

สิ้นพระสุรเสียง ก็เกิดเสียงหัวเราะคิกๆเบาๆ ดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง จนเธอต้องกระชับมือ อีกข้างลงบนต้นพระพาหา แนบกายบดเบียดกับพระวรกาย  เหมือนเกรงว่าพระองค์จะหายไป และจากเสียงคิกๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะอย่างขบขันที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

“ ห่ะๆๆๆๆๆๆๆ “

เสียงหัวเราะ ที่จำแนกแจกแจงไม่ได้ ว่ามาจากหญิงหรือชาย ดังรอบทิศรอบทาง เสียงหัวเราะหยุดลง เสียงสุนัขหอนรับกัน โบว๋!!! เสียงเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ร่างของหญิงสาวสั่นสะท้าน ลมหายใจเหมือนจะขาดลงเป็นห้วงๆ กลิ่นสางๆเหมือนจากซากสัตว์ โชยคลุ้งขึ้นจนเธอถึงกับสำลัก  เสียงนกกลางคืน อยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ร้องเสียงประหลาด ดังก้องขึ้นในความเงียบ เพิ่มความวังเวง จนศัลยาหัวใจเจียนจะหยุดเต้น เสียงฟ้าเปรี๊ยะเปรี้ยง และครางกระหึ่มขึ้น จนหญิงสาวรู้สึกว่าพื้นดินสะเทือน

และในที่สุดเกิดความรู้สึกว่าตนเอง สมควรจะต้องเผชิญหน้า กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งน่าจะดีกว่า เหมือนคนตาบอด ที่ถูกจูงลงไปในอุโมงค์อันดำมืด เพราะถ้าจะต้องตาย ก็น่าจะได้รับรู้ ว่าความตายนั้นมาจากอะไร ทั้งที่กลัวจนเสียงที่เอ่ยออกมาสั่นระรัว

“ อัสวา.......ศัลอยากเปิดผ้าผูกตาออกแล้วค่ะ นะคะ “

“ อย่านะศัล......อย่าเป็นอันขาด ” รับสั่งห้ามเสียงเข้ม เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังเผชิญอยู่ ถ้าเธอเห็นอาจจะช้อค หรือว่าสติแตกไปเลยก็ได้ เพราะปีศาจแต่ละตัว ที่ปรากฏอยู่รอบพระวรกาย นั้นน่าสะพรึงกลัว เหมือนซากศพที่ถูกเผาจนเกรียม เนื้อหนังห้อยรุ่งริ่ง กำลังเดินเข้ามาห้อมล้อม ตีวงแคบเข้ามาทุกที

ศัลยารู้สึกได้ว่ามีลมหมุนอยู่รอบกาย เสียงอื้ออึง จนเธอรู้สึกได้ว่าฝุ่นละออง ลอยมาปะทะกาย

“ เกิดอะไรขึ้นคะ เหมือนมีพายุ “

“ ไม่มีอะไรก้าวเดินไปเรื่อยๆ เราใกล้จะออกนอกเขตหมู่บ้านแล้วละ “ รับสั่งพร้อมทั้งออกดำเนิน ฝ่าวงล้อมปีศาจที่แตกกระเจิงออกไป แต่ก็ยังคงดาหน้ากันเข้ามาไม่หยุด บางตัวยืดกายสูงขึ้นจนเลยยอดไม้

และคราวนี้เสียงกรีดร้องโหยโหน ดังขึ้น วี๊ดๆๆๆและดังขึ้นใกล้เหลือเกิน เสียงกรีดร้องทรมานนั้น บาดเข้ามาในความรู้สึก ศัลยากลั้นลมหายใจ และนึกถึงเรื่องเล่าของเพื่อนคนหนึ่งถึงเปรต......เสียงเปรตแน่ๆเลย .......

และที่สุดแล้วสมองก็สั่งให้ขา ที่กำลังก้าวเดิน ของเธอหยุดกึกอยู่กับที่ ทำให้พระวรกายสมาร์ทจำต้องหยุด และพยายามดึงมือเธอให้ออกเดิน เสียงกรีดโหยหวนดังขึ้นใกล้มาก จนเหมือนอยู่ใกล้แค่เพียงวาเดียว พื้นดินสะเทือนกายเธอดังถูกเขย่าแรงๆ ศัลยารู้สึกเหมือนประสาททุกส่วน ในตัวตนตึงเขม็ง ร่างเกร็ง อ้าปากจะกรีดร้อง แต่เธอก็นึกถึงคำเขา ว่าการเดินทางกลางคืนห้ามกรีดร้อง

“ อัสวา.....อัสวา.......ศัลทนไม่ไหวแล้ว “ เสียงเธอร้องครางกระเส่า และโผเข้าสวมกอด องค์นิโคไรไว้แน่น

พระกรข้างหนึ่งโอบกอดร่างสั่นเทิ้มไว้ ทรงระลึกถึงคำของพระนม “ ฝ่าบาทเพคะ พระธำมรงค์ที่สมเด็จ ทรงพระราชทานวงนี้ มีอำนาจศักสิทธิ์ ด้วยเป็นพระธำมรงค์เก่าแก่ ตราแผ่นดินบนตัวเรือน แสดงถึงพระบารมีเหนืออำนาจใดๆ บนแผ่นดินของพูริมบัง ใช้ปราบภูตผี สิ่งชั่วร้ายได้ชะงัดนักนะเพคะ “

“ นม....ฉันไม่ได้คิดจะเป็นหมอผีนะ และฉันก็จะไม่เดินไปให้ ผีหลอกหรอกน่า หึๆ “ ทรงจำได้ว่าทรงยื่น พระพักตร์ที่มีรอยสรวล ไปรับสั่งยั่วเย้าพระนม

ในนาทีที่เธอหวาดกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น พระสุรเสียงดังกร้าวประกาศก้อง พร้อมทั้งชูพระหัตถ์ข้าง ที่สวมพระธำมรงค์ขึ้น

“ ข้าขอประกาศให้พวกเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นข้ารองบาทแห่งเรา องค์รัชทายาทนิโคไร จงหลีกทางให้เราแต่โดยดี อย่าให้เราต้องสาปแช่งพวกเจ้า นี่คือตราแผ่นดินแห่งราชวงศ์พูริมบัง “

ทุกสรรพสิ่งที่กำลังบังเกิดรอบกายเงียบงัน ลมฟ้าลมฝน เสียงสะเทือน หยุดนิ่งเหมือนเวลาบนโลก ได้หยุดลงอย่างกะทันหัน อ้อมพระกรอุ่นทรงกอดร่างสั่นเทา ดังลูกนกไว้แน่น นิ่งและนาน มองทุกอย่างรอบพระวรกาย ที่ค่อยๆจางหายไปจากสายพระเนตร พระวรกายที่ทรงเครียดเกร็ง ค่อยๆผ่อนคลายลง ทรงยอมรับในพระหทัย ว่าเป็นครั้งแรก ที่ทรงได้พบกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ทั้งที่เคยได้สดับ มาจากราชองครักษ์บ้าง แต่ก็ไม่เคยใส่พระทัย เพราะทรงเห็นว่าเป็นเรื่องความเชื่อของแต่ละบุคคลเท่านั้น

“ ศัลยาอย่ากลัวนะ ไม่มีอะไรแล้วละที่รัก ผมบอกแล้วไงล่ะ ว่าผมจัดการทุกอย่างได้ ผมเปิดผ้าผูกตาให้นะ “ รับสั่งพร้อมทั้งทรงแก้ปมบนผ้าผูกตาประทานให้

น้ำตาอุ่นๆซึมผ่านลงในฉลององค์ และปล่อยเสียงสะอื้นไห้โฮออกมา “ ฮือๆๆๆๆ”

 “ หึๆร้องไห้ทำไมล่ะที่รัก ลืมตามองสิ ไม่มีอะไรแล้วละ “

ศัลยาอยากจะทูลบอกนักว่า เธอกลัวจนปัสสาวะแทบราด และถ้ายังเป็นไปอีกสักพัก เธอคงสติแตกแน่ๆและการร้องไห้ ก็เหมือนได้ปลดปล่อย ความสุดขีดในอกออกมา

ทรงรู้สึกได้ว่ากายเธอยังสั่นเทิ้ม เสียงร้องไห้เหมือนเด็กๆ ดังฮือๆอยู่ที่ข้างพระกรรณ ทรงเชยคางเธอขึ้น ประทับรอยจุมพิตแผ่วซับน้ำตาบนแก้ม

“ คัลยาฟังผมนะ.......ขณะนี้คุณเป็นพระชายาของผม การเป็นเจ้าต้องสำรวมกริยา ต้องไม่แสดงออกถึงพระอารมณ์ใดๆ ให้ใครได้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง ต้องทรงเข้มแข็งอดทนอดกลั้น เพราะอีกไม่นาน เราจะครองแผ่นดินนี้ด้วยกัน แล้วผมจะค่อยๆสอนให้คุณใช้คำราชาศัพท์ เพราะว่าคุณต้องใช้กับผม กับสมเด็จ จะพูดคำสามัญกับผม ต่อหน้าข้าราชบริพารไม่ได้ และจงจำไว้ว่า คุณเป็นองค์หญิงศัลยา พระชายาในเจ้าฟ้าชายนิโคไร แห่งพูริมบังแล้วนะที่รัก  “

จำต้องทรงเริ่มสอน บทเรียนแรกประทานให้ เพื่อหันเหความรู้สึกหวาดกลัว ศัลยาค่อยๆเผยอเปลือกตาขึ้นทีละน้อย ทั้งที่ยังคงสะอื้น และเหลียวมองรอบกาย ไม่มีหมู่บ้านให้เห็น นอกจากป่ารกครึ้ม และเศษปรักหักพังของบ้านเรือน และรอยคราบเขม่าไฟ ของสิ่งปลูกสร้างที่ถูกไฟเผาทำลาย และหันมาสบเนตรที่มีรอยสรวลบางๆ

“ ศัลไม่อยากเป็นเจ้าหญิง “ เธอกราบทูลทั้งที่ยังสะอื้นกระซิกๆ

“ กษัตริย์ตรัสแล้วไม่อาจคืนคำ “ รับสั่งด้วยรอยสรวลเย้าๆ

“ ศัลยังไม่ได้เป็นสักหน่อย “ เธอเถียงขึ้นทันที

“ งั้นก็จะต้องเป็นก่อนเข้าวัง เป็นทันทีนับจากนี้ เมื่อมีโอกาส “ รับสั่งเรียบๆ แต่ด้วยแววเนตรกรุ้มกริ่ม

“ อย่ามาฉวยโอกาสเลยน่า ศัลไม่หลงกลง่ายๆหรอก “

เธอทูลพร้อมทั้งสะบัดสายตางอนๆค้อนบางๆ ปากสวยงอนเชิดขึ้นน้อยๆ ทำให้ทรงยกกระบอกไฟฉาย กราดบนใบหน้างามไปมาอย่างเย้าๆ นึกขันที่เธอเหมือนเด็กๆ ที่กลัวจนสั่นระริก กอดรอบพระวกรายไว้จนแนบแน่น ร้องไห้จนกายสะเทือน และน้ำตายังฉ่ำชื้นอยู่บนแก้ม แต่เมื่อโดนยั่วก็ลืมความหวาดกลัว เมื่อครู่จนหมดสิ้น

“ หึๆคุณนะแหละ อย่ามาคิดเถลไถลเกเรเลยน่า เราจะเป็นของกันแลกัน ในวันที่สวยงาม “ รับสั่งขึ้นด้วยรอยสรวลยั่วเย้า ฉกริมโอษฐ์ลงจุมพิตแก้มนวลแรงๆ ทำให้หญิงสาวยืนหน้าคว่ำ

เมื่อทรงเห็นอากัปกริยางอนๆ ทรงแสร้งรีบสาวพระบาท ออกดำเนินไปข้างหน้าเร็วๆ ทำให้ร่างบางรีบวิ่งตาม และเข้าจับพระพาหาไว้แน่น บ่นด้วยเสียงโกรธๆ

“ คนอะไรใจร้าย “

“ คนแสนงอน โยเย พูดไม่รู้เรื่อง หึๆ“ รับสั่งตอบโต้ ด้วยเสียงสรวลหึๆในลำพระศอ

“ คอยดูนะ........ศัลจะไม่ยอมเป็นชายาหรอก “

“ แล้วผมจะทำให้ศัลต้องวิงวอน อาจจะภายในวันนี้ก็ได้นะ “

ทรงหันมารับสั่ง พร้อมทั้งทรงยกไฟฉายส่องหน้าเธอ อย่างยั่วเย้า สายเนตรหวานรักกรุ้มกริ่ม ทำให้ศัลยากำมือทุบลง บนพระพาหาแรงๆ ทรงเบี่ยงพระวรกายหนี หันมาทำสีพักตร์หยอกเย้า เธอเข้าจิกรั้งฉลององค์ไว้ และโถมทุบ และส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กๆ อย่างพึงพอใจ ที่ทำให้องค์นิโคไรได้เจ็บสมแค้น ทั้งสององค์พากันหยอกเย้า ทุบตีกันไปเรื่อยๆตลอดทาง เยี่ยงคู่รักสามัญชน จนท้องฟ้าเริ่มสาง และได้ยินเหมือนเสียงเครื่องยนต์ องค์นิโคไรรวบกายเธอ ให้หมอบราบลงบนทุ่งหญ้าเงียบๆ  



*มาลุ้นรักหวานชื่นกันค่ะ ว่าพระองค์นิโคไร จะทำให้ศัลยาวิงวอน ก่อนเข้าวังได้หรือไม่ การผจญภัยหน้าต่อไปจะเป็นยังไง หน่วยภารกิจลับจะพบศัลยาหรือไม่  

*มีรางวัลสำหรับคำวิจารณ์เรื่องนี้ เป็นหนังสือ เกมร้ายเกมรัก พิมพ์ครั้งที่สาม เวอร์ชั่นใหม่ปกสวย 1 เล่ม และถ้ามีหลายคำวิจารณ์ พี่บุษจะจับสลากนะคะ *

 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

497 ความคิดเห็น

  1. #81 นางฟ้ารัมภา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2555 / 02:53
    หมู่บ้านปีศาจ สยองมากกกคะพี่บุษ
    #81
    0
  2. #57 tungkn4841 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มีนาคม 2555 / 03:47

    น่ากลัวจริงๆๆ หมู่บ้านนี้ เหมือนกับภาพลวงตา แต่ทั้งสองก็เอาตัวรอดมาได้ ก็ด้วยพระธำมรงค์ที่มีอยู่ติดตัว

    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #57
    0
  3. #56 jeabkiss (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มีนาคม 2555 / 21:31
    เสียวแทนจริงๆเห็นชื่อหมู่บ้านแล้ว
    #56
    0
  4. #55 gemarco (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มีนาคม 2555 / 19:00
    หวานๆกันก่อนเพื่อเป็นกำลังใจไว้เวลาที่ท้อแท้
    #55
    0
  5. #54 ปาล์ม ปาม (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มีนาคม 2555 / 10:48
    อดทนนะน้องศัล คิดเสียว่า เป็นแค่วิญญานที่ไม่มีตัวตน 55 คนอ่านยังกลัวเลยค่ะ 55
    #54
    0
  6. #53 Jasper (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2555 / 21:42
    อ่านไปก็กลัวเหมือนกันว่าหนูศัลจะทนไม่ไหว แต่อัสวาให้ปิดตานี่เป็นทางออกที่ฉลาดมากเลยค่ะ





    ไม่ไหวแล้ว นิยายสนุกมากจนอดไม่ไหวขอเมนต์หน่อยค่ะ
    #53
    0
  7. #52 tungkn4841 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2555 / 20:32

    ภาพของศัลยาคือความใสซื่อ จะผ่านด่านทดสอบที่ไม่เคยเจอไปได้หรือปล่าว

    รอไรเตอร์มา up ต่อ

    #52
    0
  8. #51 จินนี่ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2555 / 19:42
    แค่ผู้ร้ายก็หนีกันจะแย่แล้ว



    ยังมีผีมาอีกท่าทางงานนางเอกของเราจะแย่
    #51
    0
  9. #50 lullana (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2555 / 19:32
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #50
    0
  10. #49 gemarco (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2555 / 17:02
    อัสวารักหนูศัลจริงๆและ หนูศัลจะผ่านการทดสอบหรือเปล่า คงต้องมาลุ้นกันต่อไป
    #49
    0