สิเน่หาสัญญารัก พิมพ์กับสำนักพิมพ์ Sugar Beat

ตอนที่ 3 : องค์รัชทายาท อัพ100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,168
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    10 มี.ค. 55

 
  

           
ตอนที่ 3 องค์รัชทายาท อัพ100%

 

ชายหนุ่มใช้เป้แทนหมอนรองหนุนหลัง กอดประคองร่างบาง ที่หลับสนิทให้นอนทอดกาย ลงในอ้อมแขน มองใบหน้างามที่หลับตาพริ้ม ด้วยรอยยิ้มเยือนเปี่ยมสุข จดริมฝีปากลงบนเปลือกตา จุมพิตลงบนแก้มนวล บนปลายจมูก และแตะลงบนกลีบปากเบาๆ เพลิงปรารถนาจากธรรมชาติในกายบุรุษเพศ ลุกโชนจนใจเต้นระทึก มือหนาไล้ลงบนแก้มเนียน อยากปลุกเธอให้ตื่น ขึ้นมารับรู้ความทรมานในอก ศัลยา......เธอจะรู้มั้ยนะว่าน้ำมันอยู่ใกล้กองเพลิงเมื่อใด ก็ดุจไฟสวาทอันร้อนเร่ายามที่หนุ่มสาวได้อยู่แนบชิดกายกันฉันนั้น ......

เขาคิดพร้อมทั้งพยายามข่มใจ และนึกถึงเวลาที่ผ่านมาในเมืองไทย ในระยะเวลาแรกๆที่เริ่มคุ้นเคยกัน ภาพใสๆของสาวน้อย ปรากฏขึ้นในมโนภาพ เมื่อหญิงสาวขับรถเก๋งคันเล็กๆเข้ามาจอด เธอลงจากรถ หันมากวาดสายตามอง และเมื่อพบเป้าหมายก็เดินก้าวยาวๆ ฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้แต่ไกล ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่เขาเริ่มคุ้นชิน ในอ้อมแขนของหญิงสาวมีหนังสือ และสะพายกระเป๋าใบโตไว้ที่ไหล่ มืออีกข้างถือถุงขนม  ร้องทักทายเดินตรงเข้ามาหาที่ซุ้มหน้าคณะ ทำให้มหาดเล็กที่นั่งอยู่ด้วยกัน พากันลุกขึ้น ซึ่งทำให้เธอร้องเรียก แต่บรรดาหนุ่มๆทำเหมือนไม่ได้ยิน และเดินห่างออกไป

“ พวกเพื่อนๆคุณนี่แปลกนะคะอัสวา เวลาเห็นศัลมาทีไรก็เดินหนี ศัลอุตส่าห์ซื้อขนมมาฝาก แล้วทีนี้เราสองคนจะกินหมดเหรอไงล่ะ “ ศัลยาจึงนั่งแปะลงตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยบ่น แต่มือก็ยังทำงานคลี่ปากถุงขนมออก

“ อ่ะค่ะ......อ้าปากสิคะอัสวา นี่เขาเรียกว่ากล้วยแขก เป็นขนมชนิดหนึ่งของคนไทยค่ะ เจ้านี้รับรองว่าอร่อยที่สุดในโลก เขาวิ่งมาขายตรงไฟแดงเลยนะคะ ลองสิคะ ลองสักคำอ่ะ.....อิๆๆ “ เธอเอ่ยอวดพร้อมทั้งหยิบ ขนมชนิดหนึ่งมาจ่อปากให้เขา พยักหน้าเอ่ยเชิญชวน

“ ฮื่มอร่อยแปลกๆ จัดว่าอร่อยมากเลยละ และน่าจะที่สุดในโลกด้วยมั้ง แต่ว่ามันทำด้วยอะไรเหรอ “ เขาอ้าปากรับมาเคี้ยว เอ่ยชมอย่างเย้าๆคำของเธอ และเอ่ยถามในตอนท้าย มองหน้าลุ้นของเธอ อย่างขันๆ

“ มันคือกล้วยน้ำว้า มาชุบแป้งทอดน่ะค่ะ ศัลดีใจนะคะ ถ้ามีชาวต่างชาติชื่นชมอาหารไทย “ เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างแล้วทำท่าคิด ก่อนจะเอ่ยอย่างนึกขึ้นได้

“ อื่ม.......ศัลรู้แล้วละค่ะ......เย็นนี้ศัลจะพาคุณไปทานก๋วยเตี๋ยวผัดไท รับรองคุณต้องชอบแน่เลย เพราะจัดอยู่ในอาหารลำดับต้นๆ ที่ชาวต่างชาติบอกว่าอร่อยที่ซู๊ด คุณพ่อบอกศัลว่าคนไทย ไปตั้งกระทะผัดขายที่อเมริกา มีคนอเมริกันมาเข้าคิวรอซื้อ เหมือนคนไทยไปรอเข้าคิวซื้อ โดนัส คริสปี้ครีมที่สยามพารากอนเลยนะคะ ฟังแล้วคุณเริ่มอยากทานผัดไทเหรอยังคะ “ เธอเอ่ยเล่ายาวเหยียดพร้อมทั้งยื่นหน้า ทำตาบ้องแบ๊วเข้ามาเอ่ยถาม

“ คงแล้วแต่คุณจะกรุณามั้งครับ “

“ ฮื้อ......ไม่ต้องพูดเป็นทางการ แบบนี้กับศัลดีกว่าค่ะ พูดแบบเพื่อนกันสิคะ เรารู้จักกันมาหลายวันแล้วนี่ “

“ ครับก็ได้ ผมตื่นเต้นและอยากทานแล้วละ “ และพอเขาเอ่ยจบ เธอก็ดีดนิ้ว เอ่ยด้วยสีหน้าเบิกบานคลี่ยิ้มกว้าง

“ ศัลจัดให้ เพราะศัลก็อยากทานเหมือนกัน เย็นนี้เราไปโลดเลย คุณเลี้ยงผัดไทศัล แต่ศัลขับรถไปให้คุณ เราเจ๊ากันนะคะอิๆๆ “  

และเย็นนั้นเธอก็พาเขาไปทานผัดไท ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำ และเมื่อเขาทำท่าเกะกะ กับการหยิบตะเกียบ เธอก็หัวเราะและก็รีบเอ่ยบอก พร้อมทั้งสาธิตให้ดูให้

“ คุณใช้ส้อมดีกว่าค่ะ จิ้มแล้วม้วนแบบสปาร์เก็ตตี้ก็ได้ค่ะ อย่างนี้ค่ะ.....อืมหรือว่า......ศัลป้อนให้ก็ได้นะคะ ศัลเทคแคร์แบบไม่เกี่ยงงอนเลยค่ะ เพราะศัลเต็มใจกับการได้ฝึกงานแบบนี้ที่สุดเลย เพื่อนๆอิจฉาตาร้อนศัลกัน ทั้งเซคเลยนะคะที่ศัลได้โอกาสฝึกงาน แบบแฮปปี้ขนาดนี้ แถมยังมีสาวๆอิจฉาศัล ที่ได้ควงหนุ่มหล่อไปเที่ยวทุกวัน เฮ้อ......ศัลช่างโชคดีซะจริงๆเลย อ่ะค่ะศัลป้อน “ เธอเอ่ยจ๋อยๆ พร้อมทั้งก้มหน้าก้มตา ม้วนก๋วยเตี๋ยวผัดไทเข้ากับส้อม และเงยหน้ายกขึ้นป้อนเขา

“ เอิ่ม.....และพรุ่งนี้นะคะ  ศัลจะพาคุณไปเที่ยววัดพระแก้ว แล้วก็ชมพระบรมมหาราชวังด้วยค่ะ รับรองคุณต้องร้องว้าว!เลยละ เพราะเป็นสถานที่ ที่อเมซิ่งที่สุด แค่คิดก็สนุกแล้วละค่ะ “ เธอเอ่ยจบ เมื่อเห็นเขามองหน้านิ่งๆ เธอก็ยิ้มเฝื่อนๆ เอ่ยถามเสียงเบาๆ

“ เอ่อ......คือ มีนักท่องเที่ยวไปเยอะมาก และก็ไม่ได้สนุกหรอกค่ะ แต่จะเรียกว่าน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่า “ และเมื่อเห็นเขานิ่งฟัง เธอก็ยิ้มแหยๆก่อนจะยื่นหน้ามาเอ่ย

“ ศัลขอโทษนะคะ ที่ศัลพูดมากไปหน่อย จนไม่ได้เว้นวรรคให้คุณพูดเลย คุณพูดบ้างก็ได้ค่ะ แหะๆ “

“ ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะครับ ผมชอบฟังคุณคุยนะ ฟังแล้วเพลินดีออก พูดอีกสิครับ พูดอะไรก็ได้ผมอยากฟัง “

“ ฮื้อ.......ไม่พูดแล้วละค่ะ ศัลพูดมากไปแล้วละ เราต้องเปิดโอกาสให้คู่สนทนา ได้พูดหรือออกความเห็นบ้าง แต่ศัลไม่ได้เรื่อง พูดอยู่ข้างเดียวเลย เวลาที่คุณรำคาญเบรกศัลได้นะคะ ศัลจะ......” เธอเอ่ยแล้วทำท่ารูดซิปบนริมฝีปากตนเอง แล้วมองเขาด้วยสายตาขันๆกลั้นยิ้มไว้

ศัลยา......จึงเป็นความชื่นอกชื่นใจจริงๆ เธอมีอารมณ์ขัน ชอบเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟัง ครั้งแรกที่คิดว่าจะต้องจากอังกฤษมาอยู่เมืองไทย ก็ทำให้เขานึกท้อ เพราะคิดว่าคงจะลำบากกับทั้งภาษา อาหารการกิน ความเป็นอยู่ และขนบธรรมเนียม ของคนไทย ที่เขาเคยศึกษามาบ้าง แต่เมื่อพบเธอ พบเพื่อนคนไทย ที่มีแต่รอยยิ้ม มีน้ำใจไมตรี ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย ช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขนัก และทำให้ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อรู้สึกได้ว่า เมืองไทยน่าอยู่กว่าที่ไหนในโลกนี้

 

ราตรีอันแสนหนาวเหน็บ เมื่อทั้งคู่หลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า เวลาผ่านไปจนดึกสงัด เปลวไฟเจียนมอดดับ เหลือเพียงรอยเถ้ากรุ่นแดง ศัลยารู้สึกตัวว่าตนเองหนาวจนเหมือนจะขาดใจ เธอค่อยๆลืมตามาท่ามกลางความมืด แล้วรีบลุกขึ้นนั่ง รีบเอื้อมมือควานไปหยิบกิ่งไม้แห้ง ลงใส่ในกองไฟ ด้วยมืออันสั่นเทา ฟันกระทบกันกึกๆ ชายหนุ่มรู้สึกตัวและนิ่งมองการกระทำของเธอเงียบๆ เสียงเธอเอ่ยเบาๆ

“ ติดสิ.....ติดเร็วๆโธ่เอ๊ย......หนาวจนจะตายอยู่แล้ว ปู้ด!!!! “ เธอเอ่ยด้วยเสียงสะท้าน ก้มหน้าลงไปเป่าเบาๆ เปลวไฟเริ่มลุกโชนขึ้นทีละน้อย ทำให้ศัลยายื่นมือออกไปอัง และเริ่มมองเงาตนเองบนผนังถ้ำ จากแสงของเปลวไฟ ที่จับสะท้อนเป็นเงาใหญ่ทะมึน เสียงสัตว์บางอย่างส่งเสียงแว่วเข้ามาแปลกๆ ทำให้ศัลยาขยับกายแต่ไม่หันหน้ามา แต่เอื้อมมือมาเขย่าเขาแรงๆ

“ อัสวา.....อัสวา ตื่นเถอะค่ะ จะเช้าแล้วมั้งคะ “ เธอหาเรื่องเรียกให้เขาตื่นมาเป็นเพื่อน

อัสวาลุกพรวดขึ้นนั่ง และรวบร่างบางเข้ามากอดไว้ “ ตัวคุณเย็นเฉียบเชียว ผมขอโทษนะที่หลับจนไฟมอด “

“ เอ่อ......เสียงอะไรก็ไม่รู้ค่ะ “ เธอกระซิบบอกเสียงสะท้าน

สาวน้อยศัลยากลัวจนกาย สะท้านสั่นระริก อีกทั้งความเย็นยะเยือก ของบรรยากาศรอบกาย เสียงนกกลางคืน กับคนที่เคยอยู่แต่ในเมืองหลวง อย่างเธอไม่เคยได้ยิน.......เขาจับมือเย็นเฉียบของเธอมากุมไว้

“ ศัลยา.......เราอาจจะต้องอยู่ในป่า กันอีกหลายวันก็ได้นะ คุณต้องทำใจให้เข้มแข็งสิครับคนดี “

เธอเงยหน้ามองเขาด้วยสายตามีคำถาม ทำให้เขาต้องเอ่ยบอก “ ผมต้องรอกองกำลัง ที่จะมารับเราเข้าเมืองน่ะ ตอนนี้ในเขตชั้นใน ยังทำสงครามกันอยู่ และผมจะต้องไปแสดงตัว เพื่อให้สงครามครั้งนี้ยุติ แต่เราต้องรอคนมารับ และดูสถานการณ์ให้รอบคอบก่อน เช้านี้คุณต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ปลอมตัวเป็นผู้ชายนะครับ “

“ คุณเป็นใครกันแน่คะอัสวา “ เธอเอ่ยถามพร้อมทั้ง จับจ้องมองหน้าเขาค้นหาคำตอบ

“ ก็เป็นคนที่คุณบอกรักไงล่ะ “ เขาเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ทอดสายตาวิบวับให้ ซึ่งก็ได้ผลอย่างที่ชายหนุ่มคาดไว้ เพราะเธอรีบเบือนหน้าหนี แก้มก่ำแดง และไม่เอ่ยถามสิ่งที่เขายังไม่อยากตอบ

“ ศัลยา......คำว่ารักที่เราบอกกัน ไม่ได้น่าละอายสักหน่อย ความรักเป็นความรู้สึกที่เรา มีให้กันมานานมากแล้วไม่ใช่เหรอศัล เพียงแต่เรามีข้อจำกัดมากมาย ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่วันนี้กำแพงตรงนั้น มันทลายลงแล้วนะ เพราะเราจะแต่งงานกัน เราจะเป็นของกันและกัน และเราก็จะไม่พรากจากกัน คุณคิดเหมือนผมมั้ย “ เสียงเอื้อนเอ่ยของเขากระเส่าพร่า ทำให้เธอก้มหน้างุดลง หลบสายตากรุ้มกริ่ม

“ ศัลยังเด็กและก็ยังเรียนไม่จบ จะแต่งงานกันได้ยังไงล่ะ “ เธอเถียงเสียงอุบอิบ ก้มสายตาลงหลบเขานิดหนึ่ง

“ อายุยี่สิบแล้วไม่เด็กแล้วละ ผู้หญิงพื้นบ้านที่พูริมบัง พออายุสิบห้าสิบหกเขาก็มีสามีกันแล้ว และในเมื่อคุณยังเรียนไม่จบก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เราก็จะเรียนรักกันไงล่ะ รับรองจบปริญญาโทเลยละ ผมมีฝีมือสามารถเป็นอาจารย์ ให้คุณทำปริญญาออกมาวิ่งเล่นได้ก็แล้วกัน “

เธอกำมือทุบเขาแรงๆ พร้อมทั้งทำตาคว่ำหน้าบึ้ง เอ่ยต่อว่าต่อขาน “ อัสวา.......เมื่อก่อนคุณไม่เคยเห็นพูดอะไร ร้ายกาจอย่างนี้เลยนะคะ ศัลชักจะไม่ไว้ใจคุณแล้วละ “

“ ศัลยา.......ก็ตอนนั้นเรายัง ไม่ได้บอกรักกันนี่ แต่ตอนนี้เราเปิดเผยความในใจกันแล้ว เราก็ต้องพูดถึงอนาคตได้แล้วไม่ใช่เหรอ ผมไม่ได้ร้ายกาจสักหน่อย นับจากเวลานี้ คุณต้องยอมรับความจริงของเรานะครับ  “

นายอัสวาร้ายกาจชะมัด เขาฉลาดที่จะใช้คำพูด มาหว่านล้อม ....... แต่อย่างนี้น่าจะต้องเรียกว่า ตีขลุมเสียมากกว่า ผู้ชายก็คงเหมือนกันทุกคนละน่า พออยู่ด้วยกันสองต่อสอง ก็คงจะต้องคิดมิดีมิร้ายแน่เลย แถมยังเอาคำที่เราบอกรัก มาอ้างอีก

“ ศัล.......ทำไมต้องทำหน้าบึ้งด้วยล่ะ เราจะไม่เรียนรักกันในถ้ำนี้หรอกน่า หึๆ “ เขาเอ่ยยั่ว

“ นี่ๆๆๆๆร้ายกาจนักนะ ศัลยังไม่อยากเรียนอะไรทั้งนั้น อย่ามาทำเนียนเลยน่า “ เธอรัวทุบพร้อมทั้งสะบัดค้อน

“ ศัลครับ...... ผมบอกให้คุณเตรียมใจไว้ไงล่ะ “

เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ ซึ่งเธอเพิ่งเคยเห็นยิ้มแบบนี้เป็นครั้งแรก และทำให้เธอหันหลังสะบัดกายหนี และโดนรวบกายจากทางด้านหลังมากอดไว้ ซุกจมูกลงบนซอกคอ และหัวเราะเบาๆ

“ เราจะเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกเดินทางกันเลย ไปครับคนแสนงอน “

เขาเอ่ยเมื่อค้างคาวบินกลับเข้ามาในถ้ำ และทำให้เธอรีบหันกายกลับมากอดเขาไว้แน่น เสียงเขาจึงหัวเราะหึๆขันเธออยู่ในลำคอ

แสงสว่างเรืองๆเริ่มสาดฉายเข้ามาบางๆ เธอและเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นชาวบ้าน ที่เธอคิดว่าเหมือนคนบ้านป่าบ้านไร่เสียมากกว่า เสื้อคล้ายม่อฮ่อม กางเกงขาก๊วย ที่เขาม้วนเป็นก้อนกลมอยู่ก้นกระเป๋า ถูกนำออกมาให้เธอเปลี่ยน โดยเขาก็หันหลังให้และเปลี่ยนให้ตนเองเช่นกัน และเมื่อเธอเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว เขายังบอกให้เธอตลบผมเกล้ามุ่นขึ้น และหยิบผ้าชิ้นยาว มาโพกผมพันไว้รอบศีรษะให้อย่างแน่นหนา

“ หนุ่มน้อยหน้าสวย ตาคม ปากแดง ช่างน่ารักเสียจริงๆ “ เขาแต่งตัวให้เธอเรียบร้อยแล้วเอ่ยชม ด้วยสีหน้าขันๆ ยื่นจมูกมาจดลงบนแก้มบ่มแดงเบาๆ

เธอมองเขาในเครื่องแต่งกายเช่นเดียวกับเธอ แล้วโต้กลับ “ ชาวบ้านป่าหน้าตาเทรนฝรั่งแบบนี้ ก็ไม่มีหรอกค่ะ “

เขารวบกายเธอมากอดไว้ “ ศัลอดทนหน่อยนะครับ มันอาจจะลำบาก อาจจะอันตราย แต่ถ้าเราสองคนรอดไปได้ จำไว้ว่าพูริมบังคือบ้านเมืองของคุณ เราสองคนมีหน้าที่ ที่จะต้องช่วยกันดูแล ปกครองรัฐนี้ด้วยกัน ไปกันเถอะ “ เขาเอ่ยจบ หยิบเป้ดึงมีดสปาต้า ออกมาถือไว้ในมือ มืออีกข้างฉวยข้อมือเธอ พาออกเดินกลับมาทางปากถ้ำ

คำพูดของเขาที่เผยสถานะ ออกมาทีละน้อย ทำให้เธอเริ่มครุ่นคิด ....... อัสวาพูดแปลกๆบ่อยครั้งขึ้น หรือว่าเขาจะเป็นกบฏ เป็นหัวหน้าผู้ก่อการจริงๆ แต่ตอนแรกเขาก็พูดถึงการล้มล้างราชวงศ์ ที่เขาเป็นฝ่ายเดียวกับทางราชสำนัก และเท่าที่เราดูข่าวเกี่ยวกับพูริมบัง และสนใจค้นคว้าความเป็นไปในแคว้นนี้  ด้วยเขาเป็นคนที่ได้ก้าวเข้ามาในความรู้สึกอย่างเงียบเชียบ และทำให้เริ่มเราค้นหาในอินเทอร์เน็ต ในทุกเรื่องราวของราชอาณาจักรพูริมบัง แต่ประวัติที่เรียกว่าเบื้องลึก เกี่ยวกับราชวงศ์ ก็มีให้ศึกษาน้อยมาก หรือว่าเขาเป็นคนในราชวงศ์ เฮ้อ......อัสวา ศัลคงต้องพยายามทำให้คุณเปิดปากพูดให้ได้ ทำไมล่ะจะบอกสักนิด ให้คนที่คุณบอกรักฟังบ้าง ไม่ได้เหรอยังไง ยังต้องรอเวลาอะไรอีกนะ....

อากาศยามรุ่งอรุณงดงาม น้ำค้างยังคงเป็นเกล็ดใส จับพราวอยู่บนยอดหญ้า นกกาพากันออกหากิน อัสวายกมืดฟันกิ่งไม้ริดก้านออก ใช้ฟาดลงไปบนพื้นเบื้องหน้า และรีบเอ่ยบอกเธอที่ข้างหูเบาๆ เมื่อสายตาเธอเริ่มมองเขาอย่างมีคำถาม

“ ตอนเช้าๆงูมันจะออกมาผึ่งแดด เราจะไล่มันไป ก่อนที่เราอาจจะเหยียบมันน่ะ “

“ อัสวา......” เธอครางเรียกชื่อเขาเบาๆ สีหน้าแหยๆ ด้วยความกลัวที่แล่นเข้าจับขั้วหัวใจ ภาพอสรพิษที่ผู้หญิงทุกคนในโลกหวาดหวั่น ปรากฏขึ้นในมโนภาพ เธอรีบก้มมองพื้นหญ้ารกๆ อย่างหวาดระแวงทันที และรีบเตือนตนเอง .....เราจะต้องเข้มแข็งอดทนสิศัลยา อย่ากรี๊ด อย่ากลัวไปหมดทุกอย่าง จนน่าขันแบบนี้ เขาบอกแล้วนี่ ว่าจะต้องลำบาก ความรักทำให้เราบงการตัวเอง ให้มาแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ถ้าจะเกิดอะไรขึ้น ก็อย่าเสียใจกับการตัดสินใจสิศัลยา

เธอคิดแล้วมองใบหน้าคมสันของชายหนุ่ม ที่ก้าวเดินนำไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งกำข้อมือเธอไว้ สายตากวาดมองไปรอบๆ มือเรียวหนาอีกข้าง ยกมีดขึ้นฟันเถาวัลย์ ที่ห้อยย้อยลงมากีดขวาง สีหน้าเขามีพลัง ที่ทำให้เธอเกิดความอุ่นใจ พาเดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ และหันมามองเธอเป็นระยะๆ ด้วยสายตาห่วงใย ส่งยิ้มเยือนมาปลอบประโลม

แสงอาทิตย์ทอดลำแสงสวย ผ่านทะลุเมฆหนาลงมา และทอแสงสาดไปทั่วราวป่า ศัลยาทอดสายตาเหม่อมอง ภาพอันงดงามตรงหน้า ท้องเริ่มร้องหาอาหาร จนเธอต้องลอบกลืนน้ำลายตนเอง และเริ่มรู้สึกทรมาน ....วันนี้ถ้าไม่พบใครคงต้องเป็นลมตายอยู่ในป่านี่แน่เลย ....เฮ้อ....ในป่าของพูริมบังนี่ จะพอมีกล้วยให้เก็บกินบ้างมั้ยนะ ยอมเป็นลิงสักครั้งก็ไม่เป็นไรนี่ .....

“ ศัล......ถึงแม่น้ำชาร์กีแล้วละ “

“ เอ่อ......เราจะลงไปจับปลากันเหรอคะ “ เธอเอ่ยพร้อมทั้งปรายตายิ้มเย้า

“ หึๆ......ผมรู้ว่าศัลหิว รอสักพักหนึ่งนะ ถ้าเราไม่พบคนที่จะมารับเรา ผมมีวิธีจับกุ้งมาย่างให้คุณทาน แม่น้ำชาร์กีช่วงนี้ มีน้ำทะเลหนุนน้ำจะกร่อย พวกกุ้งจะเมาน้ำ และลอยหัวอยู่ตามริมตลิ่ง จับไม่ยากหรอก “

“ จริงเหรอคะ หลอกศัลเหรอเปล่า คุณพูดซะศัล เห็นภาพกุ้งเผาจานโตๆเลยนะคะ “ เธอเข้าจับแขนเขย่าถาม

“ ผมจะหลอกศัลทำไมล่ะครับ ผมสงสารศัลจะแย่แล้วนะ อดทนอีกนิดนะ “ เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มประโลมใจ

“ ดีจังเลย.......ศัลจะลงไปช่วยคุณจับนะคะ แค่นึกก็สนุกแล้วละค่ะ “

แต่ก่อนจะถึงกระท่อมร้างเล็กๆตรงหน้า อัสวาก็พาเธอหมอบลงข้างในป่าละเมาะเงียบๆ และมองกราดสายตาไปรอบๆ อยู่ครู่หนึ่งและ ยกนาฬิกาข้อมือดูเวลา

“ ไป......เราจะพักที่กระท่อมนั่นก่อนนะศัล วันนี้ผมเชื่อว่า เราจะต้องพบคนมารับ แต่ถ้าไม่พบเราก็จะรออยู่ที่กระท่อมนั่น แล้วเราจะลงไปจับกุ้งมาย่างทานกัน ไม่อดหรอกน่า...... “ เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย้า พาเธอออกเดิน

แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินถึง เสียงเรือก็แล่นตึ่กๆ เข้ามาใกล้ ทำให้เขารีบพาเธอวิ่ง ไปหมอบลงข้างต้นไม้ใหญ่ ส่งมีดให้เธอถือ และชักปืนที่เหน็บเอวมากระชับไว้

“ อัสวา......เรารีบหนีไปจากตรงนี้เถอะค่ะ ในเรืออาจจะเป็นพวกฝ่ายตรงข้าม ที่ออกตามล่าเราอยู่ก็ได้นี่คะ ศัลเห็นคนในเรือด้วยค่ะ ไปเถอะค่ะ “ เธอเอ่ยเร่งเขาด้วยเสียงสะท้าน ดึงแขนเขาให้หนี สายตาหวาดหวั่นขึ้นทันที

“ รอดูก่อนศัล เพราะที่นี่เป็นจุดนัดพบ ซึ่งความจริงแล้วผมต้องมาพบ กับพวกเขาตั้งแต่เมื่อวาน แต่ความที่ผมต้องการพบคุณ เพื่อที่จะได้เห็นหน้าคุณ ทำให้แผนทั้งหมดพลาด ซึ่งผมเป็นคนผิดเอง ที่ไม่อาจจากคุณมา ทั้งที่ยังไม่ได้บอกลา ซึ่งผมก็เสียใจนะ ที่ให้ความรักมามีอิทธิพล เหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่เข้มแข็งพอน่ะ “

เธอมองหน้าเขา ที่เอื้อนเอ่ยบอกความจริงออกมา ด้วยสายตาที่สลดลง และเธอก็รู้ว่าเขาโทษตนเอง ที่ทำให้เพื่อนๆต้องตาย แต่คำพูดเขาก็ทำให้เธอเข้าใจ และมองเขาด้วยความซาบซึ้ง เขายิ้มเยือนน้อยๆ ก่อนจะยื่นจมูกมาหอมแก้มเบาๆ

“ ศัลยา......คุณไม่รู้หรอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาของเรา คุณทำให้ผมรักคุณมากแค่ไหน “

“ ขอบคุณที่รักศัลค่ะ และต่อไปนี้ศัลก็จะอยู่เคียงข้างคุณ และช่วยคุณทุกอย่างค่ะ ศัลจะเข้มแข็งและอดทน “

“ ผมดีใจที่ได้ยินคำนี้จากศัล เราจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไปนะครับ “ เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข จดริมฝีปากลงบนหน้าผากเธอเบาๆ

เสียงเรือวิ่งเข้ามาเทียบที่ตลิ่ง ที่มีสะพานไม้เล็กๆยื่นออกไป ศัลยามองเรือติดเครื่อง ลำไม่ใหญ่โตอะไรนัก และมีคนในเรือสามคน แต่งกายแบบคนบ้านป่า เช่นเดียวกับเธอและอัสวา ทั้งสามคนโพกศีรษะด้วยผ้าสีเข้ม ชายสองคนกระโดดขึ้นมาบนตลิ่ง ซึ่งคนขับเรือยังคงนั่งประจำหน้าที่อยู่ในเรือ

ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคร้ามแดด คมดุน่ากลัว กำด้ามปืนพกอยู่ในมือ เขากราดสายตามองไปรอบๆ และออกเดินสำรวจ ศัลยาหวาดหวั่นจนใจเต้นระทึก เอื้อมมือไปจับแขนเขาไว้แน่น ชายผู้นั้นหันไปมองหน้า ชายรุ่นหนุ่มที่มาด้วยกัน ส่ายหน้าน้อยๆด้วยสีหน้าวิตกกังวล แสดงความหนักใจ อัสวาซึ่งเห็นภาพนั้น เช่นเดียวกับเธอ ฉุดรั้งเธอให้ยืนขึ้น และตะโกนเรียก

“ วังมิง......ฉันอยู่นี่ “

พอสิ้นเสียงเขา ชายทั้งคู่ก็หันขวับมามอง แต่เสียงปืนจากทางด้านหลังก็ลั่นเปรี้ยง!!!!ขึ้น เสียงวิ้ว! ของลูกกระสุน วืดหวิวผ่านหูเธอไป เปลือกของต้นไม้ ต้นข้างหน้ากระจุย ร่างเธอถูกอ้อมแขนแข็งแรง ตวัดจนล้มคว่ำลงกับพื้น ชายหนุ่มตวัดกายหันไป ยกปืนยิงสกัดไปยังต้นเสียง ปัง!!!! และแล้วเสียงปืนก็แผดขึ้นดังลั่นป่า อัสวายังคงลั่นไกไม่หยุด เธอพยายามขยับกาย

“ ศัลนอนนิ่งๆ อย่าลุกขึ้นเป็นอันขาด “ เสียงเข้มกร้าวของเขาดุปราม พร้อมทั้งกระชับ แขนข้างที่กอดเธอไว้แน่น

“ ฝ่าบาทระวังนะพระเจ้าค่ะ “ เสียงหนึ่งตะโกนก้อง

ในขณะที่เธอยังต้องจดหน้าอยู่กับพื้นดิน เสียงฝีเท้าวิ่งอย่างสับสน สวบสาบลงในดงหญ้า  เสียงคนถูกยิงร้อง อย่างเจ็บปวดดังลั่นขึ้น เสียงตวาดให้หยุดยิง เสียงโต้กลับให้ยอมจำนน เป็นภาษาอังกฤษดังลั่น ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน เสียงวิ่งไปมาดังไม่ห่างนัก เสียงปืนยังแผดสนั่นยิงปะทะกันไม่หยุด เหมือนกับสงครามย่อมๆ ที่ปะทะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เธอยังคงแนบหน้าอยู่กับพื้น ในอ้อมแขนเขา ใจเธอสั่นระรัวดังมีคนมารัวกลองในอก เมื่อมีเสียงรองเท้าวิ่งหนักๆ เข้ามาหยุดอยู่ใกล้ตัว ทำให้กายเธอเย็นวาบ ความรู้สึกเหมือนดังกับมัจจุราช ที่มายืนทวงชีวิตอยู่ตรงหน้า อีกทั้งความหิว ความอ่อนล้า ความหวาดหวั่นพรั่นพรึง เสียงปืนอีกนัด เปรี้ยง! ฝังลงที่พื้นไม่ห่างจากเธอนัก เสียงตะโกนดังลั่น

“ อาลิส......แกพาฝ่าบาทหนีไปให้ได้ เร็วสิเร็ว ก่อนที่พวกมันจะแห่กันมาอีก ไม่ต้องห่วงฉัน ไปสิ......“ เสียงที่เอ่ยดังลั่น แต่ก้องสะท้อนแผ่ว อยู่ในความรู้สึกอันเหลือน้อยนิด เธอแปลอังกฤษเป็นไทยโดยอัตโนมัติ ......ใครกันคือฝ่าบาท......เธอถามตนเอง ก่อนที่สติจะดับวูบลงในที่สุด  

 
           ใบหน้าคมหล่อของอัสวามองเธอ ด้วยแววหวานกรุ้มกริ่ม โน้มใบหน้าลงมาประทับจูบ กายหนาทาบทาลงแนบกายบาง เคล้าเคลียกกกอด ละไล้ฝ่ามือสัมผัสลงบนเรือนกายละมุน ที่บัดนี้ไม่เหลืออาภรณ์ใดๆ อกงามบดเบียดอยู่กับอกกว้าง รู้สึกได้ถึงไรขน บนแผ่นอกหนา ลมหายใจอันร้อนผ่าว ที่ราดรดลงบนซอกคอ เลื่อนไล้ลงมาบนเนินอกอิ่ม เม้มริมฝีปากลงบนตุ่มไต ที่ทำให้หัวใจหวิวดังเจียนจะขาด มือบางถึงกับต้อง ประคองใบหน้าคมหล่อ ที่กระทำการอย่างอุกอาจนั้นไว้ และเมื่อเขายังคงรุกไล่ระรานต่ำลงมา  เธอก็ระทึกจนแทบขาดใจ

“ พอแล้วอัสวา พอแล้ว “ เธอครวญครางวิงวอน

“ ศัล.......ผมรักคุณ ผมต้องการคุณนะ “

“ ไม่ได้นะ อย่าเพิ่ง ไม่ได้......” เธอกรีดร้องเมื่อร่างหนาขึ้นทาบโถม

กายงามก็ผวาเฮือก ตกใจตื่นลืมตาขึ้น จากความฝันอันวาบหวิว มือบางกอบกำผ้าห่มขึ้นมา กระชับกายไว้แน่น และต้องตกใจสุดขีด เมื่อกายตนเองใต้ผ้าห่มผืนบางๆ เปลือยเปล่าขาวโพลน อีกทั้งปวดมึนศีรษะ และกายยังเจ็บร้าว ผิวหนังตามแขนขา แสบจี๊ดตามรอยขีดข่วน อกงามที่พุ่งชูชัน ระบมจนต้องยกมือลูบคลำเบาๆ ......เราถูกนายอัสวาร่วมรักแล้วใช่มั้ย ......ต้องใช่แน่ๆเลย.......ฮึ๋ย.......นายอัสวา นายมันร้ายกาจจริงๆคอยดูนะ ฉันจะโกรธนาย เกลียดนาย ไปตลอดชีวิตเลย.....เธอคิดอย่างแค้นเคือง น้ำตาปริ่มรินลง ร้องไห้เงียบๆ แล้วเริ่มมองสำรวจห้องที่นอนอยู่ 

ความคิดสะดุดลง เมื่อเสียงของอัสวาดังแว่วๆเข้ามา ทำให้เธอนิ่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ ไอ้พวกนั้นมันตามไล่ล่าฉัน ฉันเกือบถูกยิงตายตั้งแต่ที่กรุงเทพฯหนหนึ่งแล้ว พอลงฮ.มามันก็ยังกล้ายิงฉัน มันมีเครือข่ายที่กว้าง พอสมควรเลยนะวังมิง เพราะจากกรุงเทพฯมาถึงชายแดนไม่ใช่ใกล้ “

 “ เมื่อวานเกล้าหม่อมฉันและอาลิส มารอฝ่าบาทอยู่ที่นัดหมายจนค่ำ แต่เมื่อพลาดเวลา ก็รู้สึกเป็นห่วงฝ่าบาทเหลือเกิน แล้วพวกราชองครักษ์ทั้งสามล่ะพระเจ้าค่ะ “ คำถามที่เอ่ยขึ้นกับเขา ทำให้เธอนิ่งฟังเงียบๆ

“ เบดาซ.....ถูกยิงตาย พร้อมทั้งบันดู และลาซาส พวกมันตามล่าเราในกรุงเทพฯ ฉันก็เกือบจะไม่รอดเหมือนกัน ดีแต่ว่ามีคนช่วยไว้ได้ แล้วนี่แหละคนที่ช่วยฉันให้รอดมาได้ “

“ พ่อหนุ่มน้อยคนนี้น่ะเหรอพระเจ้าค่ะ ที่เป็นคนช่วยฝ่าบาท “

“ เอ่อ.....นั่นคือศัลยาเป็นชายาของเรา ไม่ใช่หนุ่มน้อยหรอกนะวังมิง เราเพียงแต่จับท่านปลอมเป็นชายน่ะ “

เสียงเงียบงันไปในทันที ศัลยาเองก็รู้สึกตกใจ กับคำสนทนา และยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อถูกเรียกด้วย คำราชาศัพท์

“ เอ่อ......เกล้าหม่อมฉันต้องขอ พระราชทานอภัยด้วยพระเจ้าค่ะ เกล้าหม่อมฉันคิดว่าเป็นเด็กหนุ่ม “

“ วังมิงตอนนี้เหตุการณ์ เป็นยังไงบ้างรายงานเรามาสิ “

“ พระอาญามิพ้นเกล้า ตอนนี้พวกนายพลอาคีรา ถูกท่านนายพลอัชมาแม่ทัพฝ่ายเรา ใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร ซุ่มโจมตีและตัดเสบียงอาหาร จนถอยร่นไปตั้งกองกำลังอยู่ที่นอกเมือง และออกปล้นสะดมข้าวปลาอาหารจากราษฏร จนตอนนี้ประชาชน จึงยิ่งออกมาเป็นแนวร่วมกับทางพระนคร ช่วยกันส่งข่าว ช่วยกันต่อต้านพวกมันทุกอย่าง แต่ที่มันยังไม่ยอมแพ้เรา ก็เพราะได้อาวุธจากฝ่ายมหาอำนาจ ที่คอยช่วยเหลืออยู่พระเจ้าค่ะ “

“ เราคงต้องหาหลักฐาน การให้อาวุธสนับสนุนครั้งนี้ แล้วก็ฟ้องประชาคมโลก ถึงการเข้ามาแทรกแซงเสียแล้วละ แล้วเรื่องการขุดน้ำมันล่ะ ได้รับผลกระทบอะไรเหรอเปล่า “

“ ทางเราได้ส่งกำลังทหารไปคอยคุ้มกัน ตรงแท่นขุดเจาะบ่อน้ำมันอย่างเข้มแข็ง ซึ่งสงครามกลางเมืองคราวนี้ ทำให้งานล่าช้าลงไปมาก เพราะเราปิดประเทศ และให้บริษัทที่ได้รับสัมปทาน นำพวกคนงานกลับออกไปทั้งหมด จนกว่าเราจะกำชัยชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือองค์สมเด็จทรงเกรงว่า จะเป็นการเสี่ยงถ้าเกิดถูกโจมตี จะทำให้เสียหายหนัก เราจึงต้องใช้กองกำลังส่วนหนึ่ง เข้าคุ้มกันอย่างแน่นหนาพระเจ้าค่ะ “ วังมิงเอ่ยกราบทูล

“ เราต้องการพบ นายพลอัชมาด่วนที่สุด “

“ ขอพระราชทานอภัย ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด คือสมเด็จทรงมีพระราชเสาวนีย์ ให้เกล้าหม่อมฉัน กราบทูลให้ฝ่าบาทประทับอยู่ในที่ที่ ปลอดภัยเสียก่อนพระเจ้าค่ะ มีพระกระแสรับสั่ง กับเกล้าหม่อมฉันว่า อย่าเพิ่งให้ฝ่าบาทเปิดเผยพระองค์ “

“ ทำไมล่ะเราไม่เข้าใจ “

“ องค์สมเด็จรับสั่งว่า เรื่องภายในราชสำนัก ยังคงวุ่นวายนัก พระองค์ทรงต้องพระประสงค์ ให้งานศึกครั้งนี้จบก่อน และจะทรงทูลเชิญฝ่าบาทเข้าวัง ในภายหลังพระเจ้าค่ะ “

“ วังมิง......เราทำตามพระราชเสาวนีย์ไม่ได้หรอกนะ เจ้าต้องไปเข้าเฝ้าองค์สมเด็จ กราบบังคมทูลพระองค์ว่า เราไม่อาจอยู่นิ่งเฉย คอยอยู่อย่างนี้ เราเป็นพระโอรส เราควรที่จะต้องถวายงาน อยู่เคียงข้างพระองค์ท่าน ในยามที่บ้านเมืองวิกฤติ เหตุการณ์ภายในราชสำนัก ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรสักหน่อยนี่ เราจัดการได้น่ะ “

“ เอ่อ.......เกล้าหม่อมฉัน เกรงว่าในขณะนี้ เหตุการณ์รอบด้านยังไม่เป็นที่ ปลอดภัยนัก หม่อมฉันยังคงทิ้งฝ่าบาทไปไม่ได้พระเจ้าค่ะ แต่ก็จะหาทางเข้าไปกราบบังคมทูล ให้เร็วที่สุดถึงพระประสงค์ ของฝ่าบาทพระเจ้าค่ะ “ วังมิงราชองครักษ์ที่สมเด็จพระนางอนาสตาเซีย ทรงวางพระทัยรีบกราบทูลตัดบท

“ วังมิง.......เจ้าอย่าพูดแบ่งรับแบ่งสู้ อย่างนี้กับเราเป็นอันขาด มีเรื่องปิดบังอะไรเรา ทำไมไม่เล่ามาให้หมด “

“ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉันมิกล้าปิดบังความใด ต่อ....... “ เสียงนั้นยังเอ่ยไม่ทันจบ

เสียงบางสิ่งบางอย่าง ถูกขว้างเปรี้ยง!ลงบนพื้น ตามมาด้วยเสียงตวาดกร้าว

 “ วังมิง......การที่เราถูกส่งไปอยู่ต่างแดน ไม่ได้ทำให้เราถึงกับไม่รู้อะไรหรอกนะ เราไม่ใช่เด็กอมมือ เจ้าคิดเหรอว่าคนอย่างเรา จะเชื่อเรื่องที่เจ้าพูด สมเด็จทรงหวั่นเกรง ความปลอดภัยสำหรับเรา ภายในราชสำนักงั้นเหรอ ในเมื่อเราเป็นองค์รัชทายาท ยังต้องกริ่งเกรงอะไรอีก เจ้าอย่าพูดในสิ่งที่ไร้เหตุผลให้เราฟังอีก “ ศัลยารู้สึกตกใจกับเสียงของอัสวา ชายหนุ่มที่เธอมอบหัวใจ ด้วยเธอไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง ถึงความเกรี้ยวกราดขนาดนี้

“ พระอาญามิพ้นเกล้า “

“ หยุดนะวังมิง เจ้ากำลังดูถูกสติปัญญาคนอย่างเรางั้นหรือ อย่าคิดมาปิดบังอะไรเรา และถ้าเจ้าไม่บอกความจริง เราก็จะค้นหาสิ่งที่เราสงสัย ด้วยตัวของเราเอง “   

อีกฝ่ายหนึ่งเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยกราบทูล ด้วยเสียงที่ลดระดับลง จนเธอไม่ได้ยิน ว่าเขาพูดว่าอะไรบ้าง แต่เสียงนั้นก็ร่ายยาวอยู่นานพอสมควร

“ เราคาดไว้ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย  แล้วทำไมสมเด็จแม่ของเรา จึงทรงยินยอม หรือว่าพระองค์ทรงถูกบังคับ “

“ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉันคิดว่า องค์สมเด็จทรงเสียสละเพื่อบ้านเมือง และเอ่อ......ท่านนายพลอัชมา ก็เป็นนายทหารที่จงรักภักดี และทำการทุกอย่างเพื่อพูริมบัง โดยไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูง และรอให้บ้านเมืองสงบ เพื่อกราบบังคมทูลเชิญฝ่าบาทขึ้นครองราชย์พระเจ้าค่ะ “

“ เจ้าไม่ต้องพูดอะไร ข่าวลวงข่าวลับ ที่เราได้รับรู้มาโดยตลอด เราไม่อาจเชื่อใจใครได้ เราจะต้องได้เห็นด้วยตาประจักษ์ด้วยใจของเราเอง และถ้าเจ้ายังจงรักภักดีกับเรา  เจ้ากับอาลิสไปเตรียมแผนการ ให้เราเดินทางเข้าเมืองไปให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใด เราจะไม่มีวันรออยู่ที่นี่เป็นอันขาด ไปจัดการโดยเร็วที่สุด นี่เป็นคำสั่ง “ เสียงบัญชาหนักแน่นเข้มห้วน

“ เกล้าหม่อมฉัน รับใส่เกล้าพระเจ้าค่ะ “

“ และจำไว้ว่าทั้งเจ้า และอาลิสจงอย่าได้แพร่งพราย เรื่องพระชายาของเราเป็นอันขาด เพราะเราจะให้พระองค์เป็นบุรุษหนุ่มน้อยอย่างนี้ และเป็นผู้ติดตามเราเข้าวัง จนกว่าเราจะเปิดเผยกับพระมารดา ด้วยตัวของเราเอง เจ้าไปเตรียมหาฉลององค์เตรียมไว้สำหรับท่านด้วย “

 

และเพียงครู่องค์รัชทายาท ก็ดำเนินกลับเข้ามา ทอดเนตรมองใบหน้างาม ที่จับจ้องมองพระองค์นิ่งๆ สายตาเธอรอคำอธิบาย อย่างที่ทรงรับทราบอารมณ์นั้นได้อย่างดี

“ ศัลเป็นยังไงบ้าง บอกผมสิ ปวดหัวตัวร้อนมั้ย “ รับสั่งด้วยสีพระพักตร์ไม่รู้ไม่ชี้ และทรงเข้าประคองร่างเธอ หยิบหมอนรองหลังให้ พร้อมทั้งทรงแตะหลังพระหัตถ์ลงบนหน้าผากเธอ

“ ตัวร้อนรุมๆ เดี๋ยวทานอะไรแล้วค่อยทานยานะ “

ศัลยารีบกระชับผ้าห่ม ปิดทรวงอกไว้แน่น เมื่อตนเองอยู่ในลักษณะครึ่งนั่งครึ่งนอน และมองพระพักตร์ที่มีรอยสรวลจางๆ ด้วยสีหน้ามึนตึง

“ เอ่อ......คุณโกรธผมเหรอ ผมอธิบายได้นะ “

พระองค์ชายรับสั่งแล้วแย้มสรวล จนเห็นไรพระทนต์ และทำให้เธอเพียงแต่เมินหน้าบึ้งๆงอนๆหนี อย่างไม่รู้ว่าตนเองสมควรจะทำตัวยังไง ในสถานการณ์นี้ และนิ่งคิดเงียบๆ.... นึกแล้วเชียวว่าเขา ต้องมีความสำคัญอะไรสักอย่าง กับพูริมบัง พวกนั้นถึงได้ตามล่าเขาขนาดนี้ จะบอกเราสักนิดก็ไม่ได้ คงชอบใจสินะ ที่เห็นความเปิ่นเทิ่นของเรา แล้วต่อไปนี้ล่ะ เราจะทำยังไง เราต้องพูดกับเขาด้วย คำราชาศัพท์สินะ แล้วเราพูดเป็นซะที่ไหนล่ะ ไม่ได้เกิดมาในรั้วในวังสักหน่อย ตั้งแต่เกิดมา ก็ไม่เคยเข้าเจ้าเข้านายเลยสักครั้ง แล้วเขาก็ร้ายกาจ ที่บอกว่าทหารคนสนิท ว่าเราเป็นชายา ทั้งที่ยังไม่ได้เป็นสักหน่อย  และเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ก็ใจหายวาบ ฮึ๋ย.....เป็นสิ......ก็เราโป๊เปลือยอยู่นี่ไงล่ะ และเราก็ยังเจ็บระบมไปทั้งตัว .....

“ ศัลยา .......ผมขอโทษนะที่ไม่ได้บอกแต่แรกว่าผมเป็นใคร เพราะมันเป็นความลับ เกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยน่ะ ฟังผมอธิบายนิดหนึ่งนะครับ “ พระสุรเสียงทอดอ่อน จับจ้องด้วยสายเนตรคมหวาน และเมื่อเห็นเธอหลุบเปลือกตาลง ก็ทรงรับรู้ได้ว่าหญิงสาว ยังคงโกรธนัก ทรงเชยคางเธอขึ้น

“ ฟังผมเล่าสักนิดนะคนดี ผมคือองค์รัชทายาทนิโคไร ของพูริมบัง  วังมิงกับอาลิส เป็นทหารราชองครักษ์ของผม เขาทั้งสองอยู่ถวายงานที่อังกฤษ และกลับมาที่พูริมบังก่อนที่ผมจะไปอยู่ที่ประเทศไทยน่ะศัล และส่วนสามคนนั่น เพิ่งถูกส่งไปจากพูริมบัง เป็นทหารมหาดเล็ก ที่ไม่ได้ฝึกมาเป็นองครักษ์เต็มตัวสักเท่าไหร่ เพราะผมคิดว่าจะอยู่ที่เมืองไทย เพียงแค่สามเดือน แต่การรบที่นี่กลับยืดเยื้อ มันเป็นความประมาทของผมเอง คือผมอยากให้วังมิงกับอาลิส กลับมาช่วยสมเด็จแม่ทรงงาน เพราะทั้งสองเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยน่ะ“

รับสั่งอธิบายให้เธอฟังจบแล้ว แต่ยังทรงเห็นใบหน้าสวยนั้นเรียบนิ่ง ปากงอนเชิด เบือนหน้าหนี ทำให้ทรงแย้มสรวลบางๆ ลดพระสุรเสียงลงเบาๆรับสั่งถาม  

“ แล้วทำไมทำหน้าอย่างนี้ล่ะครับ อย่าทำหน้าอย่างนี้สิ ยังโกรธอะไรผมอีกล่ะหึ “ สิ้นพระสุรเสียงจากพระพักตร์ที่ทรงขัน ทำให้เธอปรายตาค้อน หน้าสวยยังคงบึ้งตึงขึ้งโกรธ จนน้ำตาคลอ

“ ศัลอย่าโกรธเป็นเด็กๆที่ไม่มีเหตุผลสิครับ คุณน่าจะรู้ถึงความจำเป็นของผมนะ “ พระสุรเสียงทอดอ่อน ดังผู้ใหญ่สอนเด็กดื้อ ทำให้เธอตวัดสายตามองพระพักตร์ ก่อนจะกราบทูลด้วยเสียงสะบัดห้วน

“ คุณทรงข่มขืนศัล ในขณะที่ศัลไม่รู้สึกตัว ศัลยังไม่มีเหตุผลอีกเหรอ “

สิ้นคำเธอสีพระพักตร์ขององค์รัชทายาท ทรงกลั้นรอยสรวลไว้เต็มที่ จนพระปรางแดงก่ำ ในที่สุดก็รับสั่งทั้งที่ทรงสรวลออกมาดังๆ

“ ห่ะๆๆ อะไรนะศัลยา พูดใหม่สิ “

           และทำให้เธอยิ่งโกรธ จนลมออกหู อยากประทุษร้าย กัดริมฝีปากตนเองไว้แน่น และในที่สุดก็อดไม่ได้ ยกมือขึ้นกำทุบรัวลงบนพระอุระไม่นับ......พร้อมทั้งร้องไห้ฮือๆๆ

* มาลุ้นกับความน่ารักของศัลยา ว่าตกลงเธอเสียสาวแล้ว หรือว่าเป็นการจินตนาการ และยังเรื่องราวที่จะต้องผจญภัย และยังความลับในพระราชสำนักที่ต้องค้นหา *



 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

497 ความคิดเห็น

  1. #465 กันช่า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กันยายน 2555 / 16:21
    อยากรู้ว่าพูดกันด้วยภาษาอังกฤษหรอที่เจ้าชายคุยกับองครักษ์น่ะค่ะ

    เพราะให้เป็นประเทศสมมุตน่าจะมีภาษาของตัวเอง ยิ่งบอกให้อยู่ติดชายแดนไทยด้วย

    แต่ก็อาจมีภาษากลางเป็นภาษาอังกฤษก็ได้นะ เราว่าไรเตอร์ควรอธิบายหน่อยนะคะ จะได้เข้าใจเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น
    #465
    0
  2. #241 กระต่ายจอมซน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2555 / 22:06
    ศัลน่าจะจิ้นเองละมั้ง
    #241
    0
  3. #43 สายลมแห่งโชคชะตา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2555 / 16:22
     เป็นกำลังใจไห้ไรเตอร์ ค่ะ
    #43
    0
  4. #36 ตาล แฟนใหม่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2555 / 13:51
    เพลงประกอบไพเราะมากๆค่ะ ซึ้งอ่ะ 55
    #36
    0
  5. #35 ตาล แฟนใหม่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2555 / 13:50
    น้องศัลน่ารักจังเลย ส่งกำลังใจให้องค์อัสวาค่ะ
    #35
    0
  6. #34 lullana (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2555 / 16:25
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจมาฝากกกกกกกกกจ้าพี่บุษ
    #34
    0
  7. #33 tungkn4841 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2555 / 20:51
    คิดว่าเจ้าชายคงยังไม่กล้าหรอก  แต่คงจะทำอะไรสักอย่างเลยถือเอาผลประโยชน์จากตรงนี้
    ทำให้ศัลโกรธอย่าง......มาก

    รอไรเตอร์มาเฉลย
    #33
    0
  8. #32 jeabkiss (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2555 / 21:55
    ลุ้นระทึกอีกแล้ว
    #32
    0
  9. #31 tookta12 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2555 / 12:33
    เอาใจช่วย น้องศัลกับอัสวาค่ะ
    #31
    0
  10. #1 jeabkiss (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2555 / 18:35
    ศัลต้องฝันไปแน่ๆเลย
    #1
    0