สิเน่หาสัญญารัก พิมพ์กับสำนักพิมพ์ Sugar Beat

ตอนที่ 1 : สุภาพบุรุษ อัพ100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,901
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    5 มี.ค. 55

 

 

ตอนที่ 1 สุภาพบุรุษ อัพ100 %

เสียงปืน ปัง!!!!ตามมาด้วยเสียงขู่ดังลั่น เป็นภาษาอังกฤษให้ยอมจำนน ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งล้มคว่ำลง เลือดพรั่งลงนองพื้น อีกสองคนถูกตามไล่ยิง และพยายามวิ่งหนีเอาตัวรอด นักศึกษาในคอนโดหรู ที่นั่งอยู่ในร้านอาหารชั้นล่างสุด มองผ่านกระจกออกไปเห็นภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญ ต่างพากันแตกตื่น ลุกขึ้นวิ่งหนีอลหม่านอย่างตระหนก เสียงกรีดร้อง พร้อมทั้งเสียงเรียกหากัน ดังเซ็งแซ่ ศัลยาลุกพรวดขึ้นยืน สายตาจับจ้องผ่านผนังกระจก มองไปที่ร่างที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือด ด้วยอาการตกตะลึง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง และจำได้ว่าเขาคือนักศึกษาแลกเปลี่ยนคนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยที่เธอรู้จักดี ศัลยากรีดร้องเรียกชื่อเขา

" เบดาซ "

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า ก็ลุกพรวดขึ้นเช่นกัน เขาเข้าคว้าข้อมือเธอพาออกวิ่ง ในขณะที่เธออยู่ในอาการนิ่งขึง แต่ก็ออกวิ่งตามแรงฉุดรั้งนั้นขึ้นลิฟท์ไปด้วยกับเขา

" อัสวา....นี่มันเกิดอะไรขึ้น เบดาซเพื่อนคุณถูกใครยิง เขาแน่นิ่งเขาตายแล้ว พวกเพื่อนๆของคุณ ก็โดนไล่ยิงด้วยนะ " เธอร้องถามเพื่อนหนุ่ม เป็นภาษาอังกฤษเสียงสั่น ด้วยความอกสั่นขวัญแขวน

" ศัลยา......พวกเราถูกฝ่ายตรงข้ามในพูริมบัง เข้ามาตามล่าน่ะ ผมจะขึ้นไปเก็บของ ผมเตรียมตัวไว้แล้ว "

" ฝ่ายตรงข้ามคือใคร คุณหมายถึงอะไรบอกศัลได้มั้ย " เสียงเธอกระชั้นถาม ประตูลิฟท์ถูกเปิดออก เธอถูกเขาพาวิ่งไปที่ห้องพัก กดรหัสผ่านหน้าประตู พาเธอเข้าไปในห้อง เปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบกระเป๋าเป้ พร้อมทั้งหันมาคว้าปืนในลิ้นชักหัวเตียง เหน็บเอวไว้ ศัลยายืนเบิ่งตามองเขานิ่งๆ ก่อนจะรบเร้าถามเขาขึ้น ด้วยเสียงสั่นระริก

" อัสวาบอกศัลก่อนสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ศัลไม่เข้าใจนะ ได้โปรดบอกศัลเถอะ "

" เราถูกฝ่ายตรงข้ามสืบจนรู้ ว่าเราทั้งหมดอยู่ที่นี่ และผมคือเป้าหมาย พวกมันต้องการฆ่าผม เพราะไม่ต้องการให้ผมและเพื่อนๆกลับไปกอบกู้บ้านเมือง ตอนนี้ที่แคว้นพูริมบัง ได้สู้รบกับพวกที่ต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ และขณะนี้ฝ่ายเรากำลังจะได้ชัยชนะ และรอพวกเรากลับไป พวกนี้ก็เลยตามล่าหาทางฆ่าเราน่ะ พวกมันสืบอยู่ตลอดเวลา และเพิ่งรู้ว่าเราทั้งหมดอยู่ที่นี่ " เขาอธิบายคร่าวๆ

" โธ่......แล้วคุณจะหนีรอด คนพวกนั้นไปได้ยังไงล่ะคะ พวกนั้นคงรู้แล้วว่ายังเหลือคุณอยู่บนนี้น่ะ " หญิงสาวเดินเข้ามาจับแขนเขาไว้ เอ่ยถามด้วยสีหน้าปริวิตก

" ใช่......ศัลรีบกลับลงไปเถอะนะ อันตรายมาก ผมขอบใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่ศัล มีให้กับผมและเพื่อนๆเสมอมา ไปเถอะ.....สักวันหนึ่งถ้าผมรอดไปได้ ผมจะกลับมาหาศัล รีบกลับลงไปนะศัล......" เขาเอ่ยแล้วจับต้นแขนหญิงสาว เดินมาที่ประตูเอ่ยด้วยสีหน้าห่วงใย และยังความอาลัยอาวรณ์ ที่เธอไม่เคยเห็นจากแววตานี้

 " ศัลรีบลงบันไดไป รีบไปเถอะ ผมเป็นห่วงคุณนะ......เอ่อ....โชคดีนะศัล " เขาเอ่ยบอกพร้อมทั้งมองหน้าเธอนิ่งๆ ดังต้องการตราภาพเธอไว้ในความทรงจำ หมุนลูกบิดประตู และพยายามดันเธอออกไป แต่หญิงสาวขืนตัวไว้ กระแทกตนเองปิดประตู เอ่ยบอกเขาด้วยสีหน้าท่าทางกระวนกระวาย สายตาเธอบอกความหวาดหวั่น และห่วงใยเขา

" อัสวา....คุณหนีไม่รอดหรอก เชื่อศัลสิ พวกเพื่อนๆคุณก็อาจจะถูกเก็บหมดแล้ว และกว่าที่คุณจะข้ามชายแดนไปพูริมบังได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ เพราะคุณจะต้องเดินทางออกจากกรุงเทพฯไปอีกไกล และจะไปทางไหน ไปยังไง ศัลเป็นห่วงคุณนะ "

" ผมมีคนมาคอยรับที่ชายแดนแล้วละ เพียงแต่ผมจะต้องไปถึงให้ได้ ผมได้ศึกษาแผนที่การเดินทาง และเตรียมตัวไว้แล้ว ไม่ยากหรอกนะ อย่าห่วงผมเลยนะศัล รีบกลับออกไปเถอะ ผมจะลงบันไดหนีไฟ  จะดูทางหนีทีไล่ก่อน ผมอาจจะซ่อนตัวอยู่ในตึกนี่ จนกว่าจะปลอดภัย และออกไปทีหลัง รีบไปสิศัล .....พวกมันอาจจะกำลังค้นทุกห้องในตึกนี้อยู่ ขอร้องละศัล รีบไปเถอะ อย่าอยู่กับผม มันจะฆ่าทุกคนที่อยู่กับผม.......เชื่อผมนะศัล " เขาจับแขนเธอไว้ทั้งสองข้าง เอ่ยวิงวอนด้วยสีหน้าขมวดมุ่น เป็นกังวลในความปลอดภัยของเธอ

" อัสวา.....แต่ศัลเป็นห่วงคุณนะคะ ศัลจะช่วยพาคุณหนีไปที่ชายแดนเอง ยังไงที่นี่ก็เป็นประเทศของศัล ศัลรู้ทางหนีทีไล่ และชำนาญเกี่ยวกับเส้นทาง มากกว่าคุณ เพียงแต่ตอนนี้เราแค่ออกไปให้ถึงรถของศัล ที่จอดอยู่ที่หน้าคอนโดให้ได้เท่านั้น ศัลจะพาคุณหนีเองค่ะ " เธอเอ่ยบอกเขาอย่างที่ตัดสินใจแล้ว

" ไม่ได้นะศัล......มันเสี่ยงเกินไป ผมไม่ต้องการให้คุณเอาชีวิตมาเสี่ยงกับผม  ผมรับรองว่าผมไปรอด เชื่อผมสิ ผมเตรียมการหนีไว้แล้ว เพียงแต่มันผิดแผน ที่ทำให้พวกมันสบโอกาส เข้ามาก่อนเท่านั้น ได้โปรดเถอะนะศัล รีบออกไป ไปสิศัล " เขาวิงวอนด้วยสีหน้าวิตกกังวล ในความปลอดภัยของเธอมากกว่าตนเอง

" อัสวา.....แต่ศัลทิ้งคุณไม่ได้หรอกค่ะ คุณต้องการคนช่วยนะคะ " สิ้นคำของเธอ ชายหนุ่มจ้องหน้าเธอนิ่งๆ ซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนสาวชาวไทย

" ศัล.......ขอบคุณมากที่คิดจะช่วยผม แต่มันอันตรายเกินไปสำหรับคุณ  รีบออกไปจากที่นี่ และรีบขับรถกลับบ้าน อย่าให้ผมเป็นห่วงคุณมากกว่านี้เลยนะ ผมหนีไปคนเดียวจะง่ายกว่า คล่องตัวกว่า กลับบ้านไปเถอะศัล รีบกลับออกไป ผมขอร้อง อย่าดื้อสิ "

ชายหนุ่มวิงวอน แต่หญิงสาวกลับทอดสายตามองเขานิ่งๆแล้วส่ายหน้าน้อยๆ สายตาที่สบประสานกัน ในเวลาวิกฤตินี้ ทำให้ทั้งคู่ไม่อาจเก็บความในใจ ที่มีต่อกันไว้ได้อีก ศัลยาน้ำตาเอ่อคลอ ใจหายกับการที่จะต้องจากพรากกัน อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และยังในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ ต่อการมีชีวิตรอดของชายหนุ่ม

" อัสวา......แต่ศัลตัดสินใจแล้ว ศัลจะต้องช่วยคุณ อย่าผลักไสศัลเลยนะคะ ถ้าคุณเป็นอะไรไป ศัลจะต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิต ศัลทิ้งคุณในสถานการณ์นี้ไม่ได้ค่ะ อย่าไล่ศัลเลยนะคะ ถึงศัลจะเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็อาจจะช่วยคุณได้บ้าง เราเป็นเพื่อนกัน จะทิ้งกันในยามทุกข์ยาก ได้ยังไงล่ะคะ ศัลทำไม่ได้หรอกค่ะ " เธอเอ่ยบอกเขาด้วยเสียงเครือสะท้าน น้ำตารินพรากลง

" ศัลยา.......ผมขอบคุณและซาบซึ้งในมิตรภาพ ที่คุณมีให้กับผม แต่ในเวลานี้คุณไม่สมควรเข้ามา มีส่วนพัวพัน มันเป็นอะไรที่อันตรายถึงกับชีวิต มันจะฆ่าทุกคนที่อยู่กับผม มันไม่มีทางละเว้นใคร เชื่อผมสิศัลกลับไปเถอะนะ " เขาเอ่ยอธิบายให้เธอเข้าใจในสถานการณ์ แต่หญิงสาวก็ส่ายหน้า เม้มริมฝีปากที่สั่นระริกไว้      

 และเพียงครึ่งชั่วโมง เสียงไซเรนจากรถ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดังขึ้น และเรียกว่าดังจนลั่นไปหมด เหมือนดังได้ถูกล้อมไว้ทุกทิศทุกทาง ทำให้ศัลยามีสีหน้าตื่นเต้น แววตาเธอมีความหวัง รีบเอ่ยบอกเขา

" ตำรวจมาแล้ว ศัลจะขอความช่วยเหลือ เราจะได้ขอความคุ้มครองไงล่ะ "

" ไม่ได้นะศัลยา เขาอาจจะจับผมส่งพวกมัน มันเป็นเรื่องทางการเมือง ที่ประเทศคุณไม่เข้าใจ รีบกลับออกไปสิศัล กลับไป " เขาร้องห้าม และเอ่ยผลักไสเธออีกทันที และคำพูดของเขาก็ทำให้ สีหน้าที่มีความหวังของหญิงสาว สลดวูบลง

" อัสวา......ศัลทิ้งคุณไม่ได้ ได้โปรดอย่าไล่ศัลเลยนะคะ ศัลไม่ไป " เธอยืนยันหนักแน่น

ปัง!!!! เสียงเคาะประตูดังลั่นขึ้น จนหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ชายหนุ่มรวบกายสั่นระริก ที่ตระหนกสุดขีดเข้ากอดไว้

เสียงใช้โทรโข่งดังก้องเข้ามา " ส่งตัวประกันออกมา แล้วมอบตัวซะดีๆ อย่าคิดหนีอย่าคิดสู้เป็นอันขาด เราล้อมไว้หมดแล้ว " เธอรีบแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เขาฟัง และเอ่ยบอก

" เราควรบอกตำรวจนะคะ ว่าเราจะขอติดต่อ กับทางสถานทูตไทย ทางการไทยอาจจะได้ช่วยคุณก็ได้นี่คะ คุณควรจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจนะคะ " เธอเอ่ยด้วยเสียงกระชั้น

ชายหนุ่มนึกขึ้นได้และปราด ไปหยิบรีโมตทีวีมากดเปิด ซึ่งนักข่าวสาวกำลังรายงานสด จากสำนักข่าวดังในช่องเคเบิลเป็นภาษาอังกฤษ

" เมื่อเวลาเก้านาฬิกาได้เกิดเหตุการณ์ นักศึกษาจากราชอาณาจักรพูริมบัง จี้ตัวประกันไว้ในห้องพักของคอนโดมิเนียม ใกล้กับมหาวิทยาลัยชื่อดัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการปิดล้อมไว้โดยรอบ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่า เป็นเรื่องการเมืองภายในรัฐพูริมบัง ที่กำลังมีการสู้รบ โดยมีนักศึกษาเหล่านี้ เป็นฝ่ายต่อต้านการปกครอง และถูกตามล่า เกิดการสังหารไปแล้วสามศพ และยังคงเหลือและหลบซ่อนตัวอยู่ห้องพัก ซึ่งคาดว่าเป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ ที่ทางการพูริมบังต้องการตัว เหตุการณ์นี้ได้รับการบอกเล่าจากผู้เห็นเหตุการณ์ ว่าผู้ก่อการได้จับนักศึกษาสาวชาวไทย ซึ่งทางเราเพิ่งได้รับทราบว่า เป็นบุตรสาวของท่านอัครราชทูตไทย ประจำประเทศเวียตนาม ไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังส่งทีมเจรจากับผู้ก่อการ ซึ่งยังไม่ทราบจำนวน ให้ปล่อยตัวประกัน ซึ่งทางซีเอ็นเอ็น กำลังเกาะสถานการณ์ความเคลื่อนไหว และจะรายงานให้ รับทราบเป็นระยะๆ และนี่คือเหตุการณ์ที่หน้าคอนโดมิเนียมแห่งนั้น "

เสียงรายงานสด และยิงภาพมาที่หน้าคอนโด ที่บัดนี้คลาคล่ำไปด้วย รถตำรวจ รถนักข่าว รถโมบายจากสถานีข่าว มีเทปมาปิดล้อมกั้นไว้ และยังบรรดาผู้คนที่อาศัยอยู่ในคอนโด วิ่งหนีออกไปจากห้องพัก ลงไปยืนรายล้อมห่างๆมองดูเหตุการณ์อยู่ด้านล่าง อีกทั้งบรรดาไทยมุง ที่เริ่มทยอยกันเข้ามา

" อัสวา......ทำไมเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ล่ะ มันกลายเป็นว่าคุณเป็นผู้ก่อการไปแล้ว คุณต้องเจรจาให้ทางการไทยให้เข้าใจนะคะ ว่าคุณเป็นผู้ถูกกระทำ "

" วางอาวุธและส่งตัวประกันออกมา ทางการของประเทศคุณ ได้ขอให้เราส่งตัวคุณ ในฐานะผู้ก่อการกบฏ โดยจะมีรถมารับคุณไปจากที่นี่ คุณจะปลอดภัย อย่าให้ทางเราต้องเข้าไปวุ่นวาย กับเรื่องประเทศของคุณเลย ส่งตัวประกันมาดีกว่า และยอมให้เราควบคุมตัวคุณ ทางการของคุณรับรอง ความปลอดภัยกับเราแล้ว เพราะคุณเป็นแค่นักโทษทางการเมืองเท่านั้น " เสียงจากโทรโข่ง ที่ดังจากหน้าห้อง เธอแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เขาฟัง เขาพยักหน้ารับรู้

" อัสวา......แล้วตกลงพวกที่มันตามล่าคุณ ใช่คนของทางการในพูริมบังหรือเปล่าคะ หรือว่าเป็นพวกไหน บอกศัลให้เข้าใจหน่อยสิคะ "

" ตอนนี้ที่พูริมบังกำลังเกิดสงครามกลางเมือง พวกกบฏอ้างตัวว่า ได้ล้มล้างระบอบกษัตริย์ลงแล้ว แต่ไม่ใช่นะศัล ประชาชนและทหารส่วนมากไม่ยินยอม และออกมาต่อต้านพวกกบฏ ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นสงครามกลางเมือง ทำให้เกิดความสับสน กับคนทั่วโลก ผมถึงจำต้องกลับไปช่วยบ้านเมืองไงล่ะ และถ้าผมถูกจับส่งตัวไป ผมก็ต้องตายสถานเดียว เพราะฝ่ายกบฏต้องการตัวผม ไปเป็นตัวประกัน เพื่อบีบบังคับให้อีกฝ่ายยินยอม "

" ทำไมต้องคุณด้วยล่ะคะ " เธอเร่งเร้าถาม กราดมองหน้าเขาอย่างค้นหาคำตอบ

" ศัล.....แล้วผมจะอธิบายทีหลัง " ชายหนุ่มตอบสั้นๆไม่ได้ขยายความให้เธอเข้าใจ

" อัสวา.......ศัลนึกออกแล้ว ถ้างั้นคุณก็จับศัล เป็นตัวประกัน ขอฮ.จากทางการไทย ไปส่งคุณที่พูริมบังดีมั้ยคะ " เธอเสนอความคิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที

ชายหนุ่มร่างสมาร์ท หน้าเข้มตาคม จมูกโด่งเป็นสัน หน้าเรียวแบบลูกครึ่ง มองหน้าศัลยานิ่งๆ ด้วยสายตาที่ทึ่งอย่างนึกไม่ถึง ในการตัดสินใจของเธอ ปีหนึ่งที่ผ่านมา ความสนิทสนมในฐานะ ที่เธอถูกทางมหาวิทยาลัย ส่งมาเป็นพี่เลี้ยงหรือพี่รหัสของเขา ในสถานะนักศึกษาแลกเปลี่ยน เพราะศัลยาเก่งภาษาอังกฤษ เธอผู้นี้น่ารักงดงามด้วยอัธยาศัย มีน้ำใจกับผู้ที่พลัดบ้านพลัดเมืองมา ทุกอย่างที่เป็นตัวตนของเธอ จึงเป็นความประทับใจ อย่างยากที่จะลืมเลือน

และวันนี้เขาเป็นคนเชิญเธอมาทานข้าว เพียงเพื่อที่จะได้เห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้ายโดยที่เธอไม่รู้ว่าเขากำลังจะไปจากเมืองไทย และคิดว่าเป็นการชวนมาทานข้าวตามปรกติ เพราะวันนี้มีเรียนแค่ช่วงบ่ายเท่านั้น แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน ......เราควรจะทำยังไงดี......ทำตามที่เธอบอกงั้นหรือ เพราะเหตุการณ์ข้างหน้า ถ้าพลาดก็หมายถึงชีวิต และหมดสิ้นราชวงศ์พูริมบัง .....

" คุณอัสวา ทางการไทยจะไม่กักตัวคุณไว้ เราจะส่งตัวคุณให้ทางพูริมบัง แต่ถ้าคุณจับคนไทยเป็นตัวประกัน คุณจะเป็นผู้ที่ทำผิดกฎหมายไทย ในคดีอาญาอย่างร้ายแรง ได้โปรดปล่อยตัวคุณศัลยาออกมา เราจะส่งตัวคุณให้ทางเจ้าหน้าที่ของคุณจะได้ไม่เสียเลือดเนื้อ เราไม่ต้องการใช้วิธีรุนแรงกับคุณ  " เสียงภาษาอังกฤษสำเนียงดี ที่ศัลยาคิดว่าน่าจะเป็นนักเจรจา ที่ถูกส่งเข้ามาเกลี้ยกล่อม 

" อัสวา.....บอกพวกเขาว่าคุณต้องการ ฮ. ไปส่งที่ชายแดน และมีศัลไปเป็นตัวประกันบนเครื่อง เมื่อถึงชายแดน จะปล่อยกลับมาทันที บอกเขาว่าคุณมีอาวุธ และขู่เขาว่าถ้าไม่ทำตาม คุณจะฆ่าศัล บอกสิคะ บอกสิ ......" เธอเอ่ยเร่งเร้า และเข้าเขย่าแขนเขาเบาๆ

*ชายหนุ่มนิ่งมองหน้าเธอเงียบๆ เม้มริมฝีปากเข้าหากัน พ่นลมหายใจน้อยๆขมวดคิ้วมุ่น อย่างครุ่นคิดตัดสินใจ ในขณะที่นักเจรจาก็พยายามเกลี้ยกล่อม

" คุณคิดให้ดีๆนะครับ สถานการณ์อย่างนี้ คุณไม่มีทางรอดหรอก กำลังของเราล้อมคุณไว้หมดแล้ว เรามาเจรจาหาทางออกกันดีกว่านะครับ เราอาจจะช่วยคุณได้ ทางการของคุณก็พร้อมที่จะช่วยคุณอยู่แล้ว เชื่อผมสิ "

" อัสวา......คุณคิดว่า ทางการของคุณ จะยินยอมช่วยคุณอย่างที่เขาพูดมั้ยคะ "

" ศัลยา.......เขาเป็นนักเจรจา เขากำลังหว่านล้อมผม แต่ผมรู้ดีว่าพวกที่ตามล่าผม จะไม่มีทางช่วยผม คุณก็เห็นว่าพวกนั้นยิงเบดาซ โดยไม่คิดแม้จะแค่จับกุม เขาต้องการเก็บทุกคน "

 " ถ้าอย่างนั้นคุณต้องทำอย่างที่ศัลบอกนะคะ ศัลรู้ว่าคุณอาจจะทำเพราะอุดมการณ์ เกี่ยวกับการปกครอง ของบ้านเมืองคุณ ศัลคิดว่าคุณมีเหตุผล เพราะศัลเห็นในข่าวมาหลายวันแล้ว ศัลรู้ว่าพูริมบังกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครอง ถ้าคุณทำเพื่อชาติบ้านเมืองโดยสุจริตใจ ก็อย่าลังเลที่จะทำค่ะ ถึงศัลจะไม่รู้ว่าคนในบ้านเมืองคุณ ต้องการอะไร แต่ศัลคิดว่าคุณหวังดีกับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นอย่าเกรงใจศัล ศัลเข้าใจและก็อยากช่วย บอกเขาสิคะ " ศัลยาเงยมองหน้าเขา เอ่ยเร่งกระชั้น บอกความคิดตนเอง ให้เขาตัดสินใจ

ชายหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะตัดสินใจตะโกนออกไป " ผมต้องการ ฮ. ลำหนึ่งเพื่อพาผม และตัวประกันไปส่งที่ ชายแดน และผมสัญญาว่าจะส่งตัวประกัน กลับมาพร้อมฮ. ทันทีที่ผมปลอดภัย ให้ฮ.มาจอดลงบนดาดฟ้าคอนโดมิเนียม ผมขอเตือนว่าอย่าตุกติกเป็นอันขาด ไม่งั้นผมจะฆ่าตัวประกันทิ้ง " เสียงภาษาอังกฤษดีเยี่ยม จากอัสวาตะโกนออกไป

เสียงโทรโข่งจากภายนอกเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกรอกเสียงกลับมา " เราต้องขอเวลาเตรียม ฮ.และนักบินชั่วโมงหนึ่ง " ศัลยาฟังจบและรีบส่ายหน้าทันทีเอ่ยบอกเขา

" บอกเขาว่าคุณรอนานขนาดนั้นไม่ได้ เขากำลังถ่วงเวลาคุณนะคะ "  

" ผมให้เวลาครึ่งชั่วโมง ไม่งั้นผมจะฆ่าตัวประกัน และจะฆ่าตัวตาย เลือกเอาก็แล้วกันนะ " เสียงกร้าวเอ่ยขู่

" ผมว่าคุณไม่ทำเธอหรอก เพราะเธอเป็นเพื่อน และเป็นคนที่ดูแลคุณมาตลอด ไม่ใช่เหรอครับคุณอัสวา " เสียงคนที่ถูกส่งมาเจรจาเอ่ยหยั่งเสียงขึ้น

" ไม่นะคะ.......เขาบ้าไปแล้ว เขาบอกฉันว่าเขาจะฆ่าฉัน และฆ่าตัวตายด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย ฉันกลัว ฉันยังไม่อยากตาย ใครก็ได้ช่วยเรียนคุณพ่อฉันด้วย ว่าฉันถูกจับเป็นตัวประกัน ฮือๆๆๆ " เสียงศัลยาตะโกนออกไปดังลั่น บอกความหวาดกลัวในน้ำเสียงที่สะอึกสะอื้น

" ไม่ต้องกลัวนะครับคุณศัลยา ตอนนี้เราแจ้งให้ท่านทูตทราบแล้ว ท่านกำลังจะบินมาครับ เราจะจัดการทุกอย่างเพื่อช่วยคุณนะครับ " เสียงปลอบกรอกกลับมาจากโทรโข่ง

" ผมจะพาตัวประกันไปรอบนดาดฟ้า และถ้ามีอะไรตุกติกแม้แต่นิดเดียว ผมยิงเธอแน่ ผมขอให้ทุกคนถอยห่างไปจากหน้าห้อง และจากบันไดทุกชั้น และอย่าตามมาเป็นอันขาด จำไว้ว่าผมไม่ได้ขู่ " อัสวาตะโกนเสียงเข้มกลับออกไป

" โอเค.....เราจะทำตามที่คุณต้องการทุกอย่าง แต่คุณอย่าทำร้ายตัวประกันเป็นอันขาด "

ศัลยาเอ่ยขึ้นบอกเขา ด้วยสีหน้าหวาดวิตก เอ่ยเตือนเขาด้วยเสียงสั่นสะท้าน " อัสวา......คุณต้องทำให้สมจริงนะ และต้องระวังตัวให้มากๆ เพราะเขาอาจจะมีหน่วยแม่นปืน คอยยิงคุณก็ได้ ศัลเป็นห่วงคุณค่ะ "

เขารวบร่างบางที่กายสั่นเทิ้ม เข้ามากอดไว้ " ศัล......ขอบคุณคุณมากนะ ถ้าผมรอดไปได้ สักวันคุณจะรู้ว่า คุณมีบุญคุณกับชาวพูริมบังมากแค่ไหน อย่ากลัวนะครับ "

เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ตะโกนกลับออกไปถึงเวลานัดหมาย นับจากนั้นครึ่งชั่วโมง เสียงข้างนอกรับคำ และกำชับไม่ให้เขาทำร้ายตัวประกันอีกครั้ง

ทั้งสองมองสบตากัน สายตาเธอตื่นกลัว ฉายแววหวาดหวั่น อย่างที่ระงับไว้ไม่ได้ เขาดึงร่างบางเข้ามากอดไว้ กายเธอสั่นจนเขารู้สึกได้

" ศัลยาคุณตัวสั่น คุณกลัวมากใช่มั้ยครับ "

" ศัลไม่ได้กลัวค่ะ เพียงแต่ตื่นเต้นมากไปหน่อยเท่านั้น คุณไม่ต้องห่วงนะคะ ศัลต้องทำได้ค่ะ " เสียงเธอตอบเบาๆอยู่กับอกเขา ทำให้ชายหนุ่มลูบลงบนเรือนผมเธอเบาๆ แล้วกดศีรษะเธอแนบไว้กับอกเขาครู่หนึ่ง    

อัสวายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา พยักหน้าบอกเธอ เขาใช้ปืนจ่อขมับเธอไว้ ศัลยาเอื้อมมือไปเปิดประตู และแขนข้างหนึ่งล็อกคอเธอไว้ พาเดินออกไปโดยทาบกายไว้กับผนัง ออกเดินถัดไปช้าๆ ตาคอยจับจ้องกวาดไปทั่ว ศัลยาเองก็หวาดหวั่นจนใจเต้นระทึกขาที่ก้าวเดินสั่นระริก เพราะไม่เคยคิดว่าตนเอง จะต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้ เธอช่วยเขามองกราดไปรอบๆ กลัวการบุกจู่โจมจากหน่วยสวาท เหมือนในหนังที่เคยดู แต่เธอก็รู้ว่าลูกสาวทูตอย่างเธอ ก็การันตีความปลอดภัย ให้เขาได้ในระดับหนึ่งทีเดียว

การเดินขึ้นบันไดก็เป็นความฉลาด ของชายหนุ่ม ที่สามารถมองเห็นทุกอย่างรอบกาย และผนังตึกที่มิดชิดก็เป็นกำแพงอย่างดี เพียงแต่ต้องคอยเงยมอง ที่อาจจะมีหน่วยจู่โจม คอยตามอยู่บนชั้น ที่ทั้งคู่ค่อยๆเดินขึ้นไปช้าๆทีละขั้นๆ

" อัสวา.....ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ศัลจะอยู่ข้างๆคุณ จนกว่าคุณจะปลอดภัย ระวังตัวนะคะ " เธอกระซิบบอกเขาด้วยเสียงสั่นสะท้าน หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น  

ถึงชายหนุ่มจะรู้สึกระทึก กับนาทีวิกฤตินี้ แต่เขาก็มีความสุข ซาบซึ้งกับคำของหญิงสาว ที่เขาแอบมอบหัวใจให้ แต่งานเมืองที่แบกไว้หนักอึ้งบนบ่า ที่เขาไม่กล้าที่จะสารภาพรัก ทั้งที่เขาก็มั่นใจว่าเธอนั้นก็มีใจ แต่เขาก็รู้ว่าระหว่างเขาและเธอ เป็นได้เพียงแค่เส้นขนาน ที่ไม่อาจจะบรรจบกันได้ เพราะเขายังไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์บ้านเมือง จะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใด และพยายามตัดใจจากเธอมาตลอด ซึ่งวันนี้จะเป็นวันที่เขาจะต้องจากลา ซึ่งเขาควรหนีไปตั้งแต่เมื่อคืน แต่เขาเองที่ตัดใจไม่ได้ และผัดผ่อนกับตนเอง ขอพบเธออีกสักครั้ง จึงทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น ......

ชายหนุ่มพาเธอขึ้นไปถึงชั้นบนสุด ก้าวพาเธอเดินไปช้าๆ สายตากวาดไปทั่วโถงทางเดิน ที่บันไดสามขึ้นพาเธอก้าวขึ้นไป เปิดกลอนหนาหนักของประตูเหล็ก ที่เปิดออกไปยังดาดฟ้าที่เป็นลานกว้าง แต่ไม่กล้าที่จะพาเธอออกไปยืนในที่โล่ง และแนบกายไว้กับประตู กราดสายตามองไปโดยรอบ เสียงเฮลิคอปเตอร์ดังเข้ามาใกล้

" ศัล.......พร้อมมั้ย " เขาเอ่ยถามเมื่อ ฮ. ค่อยๆบินร่อนลง ซึ่งเธอเพียงพยักหน้าน้อยๆ

" เราจะค่อยๆเดินไปที่ฮ.นะ อื่ม.....ผมคิดว่ามีนักแม่นปืนอย่างที่คุณพูด อยู่อีกตึกตรงข้ามกับเรา คุณเห็นหน้าต่างที่เปิดและมีม่านสีฟ้ามั้ย "

" เห็นค่ะ.....คุณจับฉันหันหน้าไปทางนั้นสิคะ เขาไม่กล้ายิงมาหรอกค่ะ " เธอเอ่ยบอกด้วยเสียงที่สั่นเครือ แข่งกับเสียงของใบพัดเฮลิคอปเตอร์

อัสวารัดร่างบางไว้ในวงแขน ปืนยังคงจ่ออยู่ที่ขมับหญิงสาว ดันร่างเธอออกเดินไปที่ฮ. หญิงสาวใจเต้นระทึก กระโปรงพลีสนักศึกษา ที่สวมอยู่ปลิวสะบัด กับแรงลมจากใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ และรู้สึกหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อได้ก้าวเข้าไปนั่งในตอนหลังนักบินคู่กับเขา เครื่องค่อยๆยกตัวเหินขึ้น แต่การแสดงก็ยังคงต้องแสดงต่อ โดยที่ศัลยานั่งเงียบ ปืนยังคงกำกระชับ พร้อมลั่นไกอยู่ในมือเขา แต่มืออีกข้างเลื่อนมาจับมือเธอกุมไว้ บีบเบาๆปลอบใจ หญิงสาวหันมาสบตา ทอดบอกความห่วงใย ออกมาจากสายตา และนิ่งคิดเงียบๆ

อัสวาหล่อสมาร์ทมาดแมน จนเธอเป็นที่อิจฉาจากบรรดาสาวๆ เพื่อนนักศึกษาร่วมสถาบัน ที่ไม่ว่าเขาจะเดินย่างกรายไปตรงไหน ก็มีสาวๆกรี๊ด และมาขอถ่ายรูปด้วย ซึ่งการถ่ายรูปเป็นอะไรที่อัสวา หลีกเลี่ยงมากที่สุด อีกทั้งเบอร์โทรศัพท์ ที่เขาถูกขอแทบทุกวัน แต่เขาปฏิเสธอย่างสุภาพว่าไม่ได้ใช้โทรศัพท์ จนบางครั้งเธอนึกรำคาญและค่อนให้

" เฮ้อ.....ศัลอย่างกับเป็นผู้จัดการส่วนตัว ซุปเปอร์สตราเลยนะคะ เซ็งชะมัด "

และเขาจะเพียงแค่คลี่ยิ้ม และหัวเราะหึๆ อัสวาเป็นสุภาพบุรุษ ที่เธอไว้วางใจตลอดเวลา ที่ได้ใกล้ชิดเขา ชายหนุ่มไม่เคยล่วงเกินเธอ แม้แต่การจับมือถือแขน ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกัน ในเวลาไหน เขาจะสุภาพมาก ทั้งในยามที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง และถ้าต้องสื่อสารอะไร ออกมาจากสายตา เขาจะรีบก้มสายตาหนี ไม่เคยที่จะเปิดเผยให้เธอได้รับรู้ความใดๆ ที่จะอ่านได้จากสายตาเขาเลยสักครั้ง แม้แต่เมื่อเช้าเสียงเชิญ สุภาพทางโทรศัพท์ ก็ยังทำให้เธอต้องอมยิ้มขันๆ

" ศัลยาครับ ......คือว่า......ผมขออนุญาตชวนคุณ มาทานข้าวด้วย คือเอ่อ......ผมอยากพบคุณ มีอะไรจะให้คุณน่ะ "

" เกิดอะไรขึ้นหรือคะอัสวา ช่วงบ่ายมีเรียนก็ต้องพบกันอยู่แล้วนี่คะ "

" เอ่อ.......ขอโทษนะครับ ถ้าคุณไม่ว่างก็ไม่เป็นไร คือบ่ายนี้ผมจะไม่เข้าเรียนน่ะ "

" ทำไมล่ะคะ คุณไม่เคยขาดเรียนเลยนี่ จะไปไหนเหรอ "

" คือผมกับเพื่อนๆ มีธุระนิดหน่อย ก็เลยอยากพบคุณ ผมมีอะไรจะให้คุณไว้เป็นที่ระลึก "

" อัสวาคะ.......พูดอย่างกับเราจะไม่ได้พบกันอีกแน่ะ หรือว่า.......คุณจะต้องกลับพูริมบัง " เธอเอ่ยออกไปแล้วใจหาย เพราะเห็นข่าวว่าบ้านเมืองเขา กำลังมีปัญหาภายใน และบิดาก็ยังเอ่ยเตือนเมื่อคุยกับท่านทางโทรศัพท์ เธอเองก็เห็นเขากับเพื่อนๆสองสามคน มีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าปรกติ

" คือ......พวกเรายังไม่แน่ใจน่ะครับ ผมอาจจะกลับไปอย่างกะทันหัน โดยไม่ได้บอกลา เพราะเหตุนี้ผมถึงอยากพบคุณ อยากจะมีโอกาสได้มอบของที่ระลึก และขอบคุณในไมตรีจิตของคุณ ที่มีให้กับเรา "

" ตายละอัศวา......คุณพูดเป็นทางการ จนศัลรู้สึกว่าตัวเอง เป็นคนพิเศษเลยนะคะหึๆ " เธอเอ่ยเย้ากลับไปด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

" ก็คุณเป็นคนพิเศษจริงๆนี่ครับ "

" โอเคค่ะ......จะให้ศัลไปพบที่ไหนคะ ศัลชักตื่นเต้นเสียแล้วสิคะ " เธอเอ่ยด้วยเสียงขันๆ ทั้งๆที่เริ่มรู้สึกใจหาย

" เอ่อ.......เป็นห้องอาหารที่คอนโดที่ผมอยู่ดีกว่านะ ผมไม่สะดวกที่จะออกไปข้างนอกน่ะ "

ศัลยาเข้าไปจอดรถหน้าคอนโดหรู สูงหลายสิบชั้น และพบเขาในเครื่องแต่งกายสุดเท่ ด้วยแสลคสีดำ เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมปลายแขนเรียบร้อย และเสื้อกั๊กสีดำสวมทับ มายืนรอเธออยู่ที่หน้าห้องอาหาร เขาก้มศีรษะให้น้อยๆอย่างที่เคยทำทุกครั้ง ที่ได้พบกัน แต่วันนี้สีหน้าเขาเรียบเศร้า ไม่มีรอยยิ้มเยือนบนสีหน้าเช่นเคย ทั้งคู่นั่งลงตรงข้ามกัน โดยมีเพียงเครื่องดื่มคนละแก้ว และมองสบตากันเงียบๆ สีหน้าและสายตาอาวรณ์อาลัยของเขา บอกถึงกาลเวลา ที่มีให้กันเหลือน้อยเต็มที และจะเป็นการจากกัน อย่างที่ไม่มีกำหนดเวลา ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ เป็นสัญชาติฌานที่เธอรับรู้ได้โดยอัตโนมัติ

" เราจะได้พบกันอีกใช่มั้ยคะ " เธอเอ่ยถามขึ้นเบาๆ

สายตาเขาที่ทอดมองเธอ ไม่ปิดบังความในใจเหมือนเช่นเคย พร้อมทั้งพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ย

" ผมซาบซึ้งในน้ำใจไมตรีที่คุณมีให้เรา และคงคิดถึงคุณมากนะศัล สักวันหนึ่งผมจะกลับมาเมืองไทย หวังว่าเวลาที่เราจากกัน คุณคงจะคิดถึงผมบ้าง ผมจะไม่ลืมคืนที่คุณพาผมไปชมแม่น้ำเจ้าพระยา และมองท้องฟ้าด้วยกัน คุณบอกผมว่า ดวงจันทร์ดวงนี้ ก็เป็นดวงเดียวกับที่พูริมบัง ....... ผมจะมองดวงจันทร์ที่พูริมบัง แล้วคิดถึงคุณ และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใด ผมก็จะไม่มีวันลืม หญิงสาวชาวไทยที่ชื่อศัลยา......."

คำของชายหนุ่มทำให้เธอรู้สึกเศร้าสร้อย หัวใจดวงน้อยเกิดความอาลัยอาวรณ์ ใจหาย อย่างที่ไม่เคยเกิดอารมณ์แบบนี้ กับชายหนุ่มคนไหนมาก่อน เธอทอดสายตามองหน้าเขา ก่อนจะเอื้อนเอ่ยขึ้นเบาๆ

" ค่ะ.......ศัลก็จะมองดวงจันทร์ และคิดถึงคุณนะคะ แต่อีกไม่กี่เดือนศัลก็จะไปต่อโทที่อังกฤษ ศัลก็จะมองดวงจันทร์ที่อังกฤษ และก็จะคิดถึงคุณค่ะ แต่สักวันหนึ่งศัลอาจจะมีโอกาส ได้ไปหาคุณที่พูริมบังก็ได้นี่คะ ระยะทางไม่ได้เป็นอุปสรรค ที่เราจะพบกันหรอกค่ะ ขึ้นอยู่ที่โอกาสและเวลามากกว่า จริงมั้ยคะ "

" เอ่อ......ไม่ว่าศัลจะอยู่ที่ไหน ผมจะไปหาศัล เพราะพูริมบังยังไม่มีอะไร ที่น่าอวดศัลนักหรอก เรายังไม่มีความเจริญ เรายังล้าหลัง และอยู่กับธรรมชาติ พูริมบังเป็นแคว้นเล็กๆ ที่ต่อสู้กับภัยสงครามรอบด้านมายาวนาน เพราะแคว้นอื่นก็ต้องการทรัพยากรจากแคว้นของเรา และเกิดการสู้รบกัน พอเราเข้มแข็งปกครองตัวเองได้ ก็เกิดศึกภายใน มันมีอะไรซับซ้อนหลายอย่าง ที่โลกภายนอกไม่อาจเข้าใจ ปัญหาที่แท้จริงของพูริมบัง " เขาเอ่ยอธิบายพร้อมทั้งถอนหายใจน้อยๆ

" ที่แคว้นพูริมบัง เพิ่งพบบ่อน้ำมันไม่ใช่เหรอคะ แคว้นคุณไม่ได้ยากจนอีกแล้วนี่คะ "

" สมบัติทางธรรมชาตินี่แหละศัล ที่ทำให้เกิดเรื่องราวมากมาย ทั้งศึกภายในราชสำนัก และจากอำนาจทางทหาร ที่ถูกประเทศมหาอำนาจ พยายามแทรกแซง ยุยงให้เราสู้รบกันเอง และฉวยโอกาสเป็นมือที่สาม ในยามที่เรามีความคิดเห็นต่างกัน เพื่อหวังครอบครองบ่อน้ำมัน ผมอยากกลับไปช่วยบ้านเมือง อยากกลับเข้าไป ทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย ให้หันมาปรองดองกัน และถ้าเป็นความต้องการของประชาชน ก็อาจจะปรับเปลี่ยนการปกครอง ให้เป็นไปตามที่สากล "

คำบอกเล่าจากสีหน้าที่เจ็บร้าว แต่สายตาเขามุ่งมั่น เธออยากจะเอ่ยถามเขานัก ว่าเขาเพียงคนเดียว จะไปทำอะไรได้ แต่เธอก็เก็บคำถามนั้นไว้ในใจ นิ่งมองเขา.......อัสวา มีอะไรที่แตกต่างกับเพื่อนๆของเขามาก เพราะทั้งเบดาซ และเพื่อนอีกสองคน รู้สึกเกรงใจเขามาก และไม่ได้ตีสนิทเหมือนเพื่อน ที่ร่วมเป็นร่วมตายกัน แต่พวกนั้นเหมือนเป็นบริวาร ที่คอยระแวดระวัง ดูแลบริการเขาเสียมากกว่า และเท่าที่เธอรู้ เขาเดินทางมาจากอังกฤษ ไม่ได้มาจากพูริมบัง และการที่เขามาเรียน ก็เหมือนเป็นการเรียน ที่แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องภาษา และวัฒนธรรมเท่านั้น  เท่าที่เธอสัมผัสคุ้นเคยกับเขา เขาเก่งและรอบรู้ทุกด้าน พูดได้หลายภาษาอย่างน่าทึ่ง และกำลังเรียนภาษาไทย อย่างขะมักเขม้น ที่นอกชั่วโมงในห้องเรียน เธอก็เป็นอาจารย์สอนเขาไปโดยปริยายอีกด้วย

" ศัลยาผมมีอะไรจะให้คุณไว้เป็นที่ระลึก " เขาเอ่ยจบและยังไม่ทัน ที่จะให้อะไรเธอ เสียงปืนก็แผดสนั่นขึ้นก่อน

เสียงนักบินทำลายภวังค์ขึ้น " ผมจะนำเครื่องลงในทุ่งหญ้าข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของพรมแดนนะครับ เราใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว "

สิ้นเสียงนักบิน ทั้งคู่หันมามองหน้ากันนิ่งๆ สายตาของทั้งคู่ไม่อาจปกปิดความในใจอีกต่อไป เมื่อรู้ว่าจะต้องจากกันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เขาจับมือเธอมาบีบไว้ วางปืนลงบนตัก และล้วงแหวนในกระเป๋าเสื้อ สวมให้อย่างรวดเร็ว และยกมือเรียวขึ้นจุมพิต

" ศัลยา.......ผมรักคุณ " เขาสารภาพรักในนาทีสุดท้าย สายตาที่ทอดมองเธอยืนยันความในใจ และยังเอ่ยต่อ

" เอิ่ม....แต่ผมไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน ผมรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ดูแลตัวเองดีๆนะ และขอให้คุณประสพความสำเร็จในชีวิต สักวันหนึ่งถ้าผมยังมีลมหายใจ ผมจะไปหาคุณ ไปแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน "

น้ำตาของหญิงสาวเอ่อคลอ และรินพรากลง เม้มริมฝีปากที่สั่นระริกไว้ เมื่อนาทีสุดท้ายในการจากพราก เธอก็ได้รู้หัวใจตนเองเช่นกัน

" ศัลก็รักคุณค่ะอัสวา ศัลจะรอคุณนะคะ ฮือๆๆ " เธอเอ่ยด้วยเสียงสะอื้น

" ศัล.......ถ้าพบใครที่ดูแลคุณได้ ก็อย่ารอผม ให้โอกาสตัวเองนะครับ ผมไม่มีจุดหมายที่แน่นนอน ผมไม่อยากผูกมัดคุณด้วยคำว่ารัก ความจริงแล้วผมไม่อยากบอกคุณ แต่ผมก็ไม่สามารถเก็บมันไว้ได้ ลาก่อนนะศัล......"   

เสียงนักบินเอ่ยรายงานศูนย์บังคับการ ถึงพิกัดที่จะนำเครื่องบินลง เครื่องค่อยๆลดระดับ และจอดลงบนทุ่งโล่ง ศัลยาโผเข้ากอดเขาไว้ร่ำไห้ ไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงละครต่อไปอีกแล้ว

" อัสวา......ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ฮือๆๆ "

เขาพยักหน้าน้อยๆ ไม่อาจเอ่ยอะไรได้อีก เมื่อความรู้สึกในอกเต็มตื้น และหยิบเป้มาสะพาย มือที่เกาะกุมกันไว้ค่อยๆคลาย เลื่อนหลุดออกจากกัน เมื่อเขาก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์ และหันมามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย

และนาทีนั้นเสียงปืนก็แผดสนั่นขึ้น ปัง!!!! และทำให้อัสวาคว่ำกาย ราบลงกับพื้นทันที ศัลยามองภาพนั้น แล้วหวีดร้องสุดเสียง


*มาติดตามลุ้นตอนต่อไปกันค่ะ ว่าอัสวาจถูกยิงหรือไม่ ทั้งสองจะพรากกัน ทั้งที่ได้เพิ่งเผยความในใจต่อกันงั้นหรือ *

 

 

         
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

497 ความคิดเห็น

  1. #237 กระต่ายจอมซน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2555 / 12:24
    แค่ตอนแรกก็ตื่นเต้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปเนี่ย อัสวาต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่เลย ถึงมีการตามล่าเอาชีวิตเนี่ย
    #237
    0
  2. #18 tungkn4841 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มีนาคม 2555 / 20:11
    เกิดอะไรขึ้นกับอัสวา  หรือ กำลังโดนแผนซ้อนแผน

    #18
    0
  3. #17 สายลมแห่งโชคชะตา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มีนาคม 2555 / 07:46
     มาตอนแรก ก็เลือดสาด เลยค่ะ เป็นกำลังใจไห้นะค่ะ ^^
    #17
    0
  4. #16 lullana (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 21:14
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจมาฝากกกกกกกกกค่ะพี่บุษ
    #16
    0
  5. #15 ตะบองเพชรจิ๋ว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 20:51
    ตอนแรกก็ลุ้นระทึกแล้วค่ะ
    #15
    0
  6. #14 jeabkiss (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 18:49
    อัสวาจะโดนยิงหรือเปล่าลุ้นค่ะ
    #14
    0
  7. #13 ไหมจันทร์ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 17:11
    แค่เริ่มต้น ก็ลุ้นสนุกแล้วค่ะ
    #13
    0
  8. #12 สาวแก้ว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 14:23
    ตื่นเต้นจนครบ100% เลยค่ะ สงสัยอ่านเรื่องนี้จบ เป็นโรคหัวใจแน่ๆ 
    #12
    0
  9. #11 tookta12 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 12:05
    ตื่นเต้น ลุ้นค่ะ อัสวาอย่าเป็นอะไรนะ สู้ๆๆ
    #11
    0
  10. #10 nicky (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 09:13
    เปิดเรื่องมาก็เห็นเค้าความเร้าใจมารอตรงหน้าค่ะ แบบชอบแนวนี้มากๆค่ะผจญภัยกับโรแมนติก อ่านได้ไม่เบื่อ เป้นกำลังใจให้นะคะ
    #10
    0
  11. #9 gemarco (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 07:50
    ฉากบู้เริ่มตั้งแต่บทแรกเลย มารอลุ้นต่อไปคะ
    #9
    0
  12. #8 tungkn4841 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2555 / 05:01

    น่าตื่นเต้นตั้งแต่ตอนแรกเลย

    รอไรเตอรืมา up ต่อ

    #8
    0
  13. #7 นัควัต (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 22:34
    สนุกค่าา มารออ่านต่อออ
    #7
    0
  14. #6 jeabkiss (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 20:58
    มาตอนแรกก็ตื่นเต้นเลยค่ะ
    #6
    0
  15. #5 lullana (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 15:58
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจจมาฝากกกกกกกกกกกกค่ะพี่บุษ
    #5
    0
  16. #4 ปาล์ม ปาม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 14:10

    ดีใจจัง  ได้อ่านแนวราชวงษ์แล้วค่ะ    นางเอกก็ไม่ได้ต่ำต้อยกว่าเจ้าชายมากนัก     เป็นถึงลูกสาวของท่านฑูต   ชอบมากๆๆค่ะไรเตอร์  รอลุ้นค่ะ    จับน้องศัลเป็นตัวประกันไปเลยค่ะ .....  เชลยใจ  555   

    #4
    0
  17. #3 สาวแก้ว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 12:54

    เปิดเรื่องมา ตื่นเต้นเร้าใจ หายอิน กับความรักของพี่ภาคย์กับน้องเจสเลยค่ะ

    #3
    0