เล่ห์สวาททาสรัก พิมพ์ครั้งที่3กับส.น.พ ปองรัก

ตอนที่ 29 : ทาสรัก70%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    14 ธ.ค. 61


เล่ห์สวาททาสรัก วางแผงจำหน่ายแล้วที่ซีเอ็ด&นายอินทร์ บี2เอส และร้านค้าออนไลน์ 




รพี&มินตรา



29

ทาสรัก

 

      เวลาผ่านไปสองชั่วโมง รพีต้องสะดุ้งตื่นเมื่อจู่ๆ มินตราก็ลุกพรวดวิ่งเข้าห้องน้ำ เพียงครู่ก็กลับมานอนที่เดิม เธอลืมตามองเพดานนิ่งๆ ก่อนจะหันมองทุกอย่างที่อยู่ใกล้ๆ ตัวด้วยสีหน้าแปลกใจ และหันมามองเขา

        “เรามาถึงภูเก็ตแล้วเหรอคะ แต่ทำไมมินถึงจำไม่ได้ว่าเรามากันยังไง นี่กี่โมงแล้วคะ”

รพีมองเธอด้วยสายตานิ่งๆ สีหน้าเรียบเฉย และลุกขึ้นนั่ง มินตราทำหน้าเหลอ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองหน้าเขา แล้วถามอีก

       “เรามาถึงภูเก็ตแล้วเหรอคะคุณพี”

    เขาถอนหายใจออกมาน้อยๆ ถึงแม้เขาจะโกรธเธอมากเพียงใด แต่ความสงสารก็ท่วมท้นหัวใจ เมื่อเห็นสีหน้าที่มองเขาอย่างรอฟังคำตอบ เขาจับต้นแขนเธอทั้งสองข้างพลางจ้องหน้าเธอ มินตรามีสายตาหวาดหวั่นขึ้นทันที จนเขาต้องฝืนยิ้มออกมาน้อยๆ

      “มินรู้ตัวไหมว่าทำอะไรลงไป ทำไมมินถึงทำอย่างนี้ ผมจะตายแล้วรู้ไหม ผมจะตายก่อนมินด้วยซ้ำ”

    มินตรายังคงมองเขานิ่งๆ หากแต่สมองพยายามนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา กระทั่งจำได้ว่าเธอกินยากล่อมประสาทเข้าไประหว่างนั่งรถออกมาจากปากช่อง หลังจากที่แพงมายืนชี้หน้าด่าเธอที่ข้างรถ จนถูกรพีผลักกระเด็น แล้วเขาก็หยิบปืนออกมา

     ใช่สินะ เรากินยาเพื่อต้องการหลับ เพราะเส้นประสาทในตอนนั้นมันตึงเครียดจนเหมือนจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

    เธอเกลียดกลัวปืน เนื่องจากเคยเห็นพวกมาเฟียใช้มันฟาดหน้าพ่อจนเลือดไหล และเมื่อเห็นปืนที่วางอยู่บนตักของเขา หัวใจเธอเหมือนจะหยุดเต้น มือสั่นใจสั่นจนไม่อาจระงับความกลัวลงได้ สุดท้ายก็ต้องควานหายาในขวดมาใส่ปาก

      แล้วตกลงเราหลับหรือเปล่า หรือว่าเราอาละวาดใส่เขาเหมือนที่เคยอาละวาดใส่จี๊ด

       “มินอาละวาดใส่คุณเหรอคะ มินไม่ได้หลับเหรอคะคุณพี” เธอถามด้วยสีหน้าที่แย่ลง รู้ตัวว่าตนเองผิด

      “มิน ผมไม่รู้หรอกนะว่ามินเคยอาละวาดแบบไหน แต่มินเพ้อเจ้อเข้าใจไหม มินทำให้ผมเป็นห่วง ทำไมมินต้องทำอย่างนี้ด้วย มินรักผมบ้างไหม ผมขอถามจากใจของมินเลยนะ มินช่วยบอกผมหน่อยเถอะ”

เขาเอ่ยถามด้วยสีหน้าวิงวอน สายตาของเขาบ่งบอกถึงความเสียใจอย่างที่เธอรู้สึกได้ ทำให้น้ำตาเริ่มเอ่อคลอนัยน์ตาของมินตรา

       “รักค่ะคุณพี มินรักคุณพีมากเหลือเกิน” เธอเอ่ยพร้อมกับโผเข้ากอดเขา

    “แล้วทำไมมินต้องกินยาอะไรนั่นด้วย กินเพื่ออะไร บอกผมหน่อยได้ไหม” รพีโอบร่างเธอแนบอก เอ่ยเสียงเครือสะท้าน

      “มินขอโทษค่ะ มินจะไม่กินอีกแล้ว อย่าโกรธมินเลยนะคะ” เธอเอ่ยด้วยเสียงสะอื้น น้ำตาไหลพรากลงมา

    “เด็กโง่...รู้ตัวไหมว่าผมรักมิน เป็นห่วงมินมากแค่ไหน ผมเกือบจะพามินเข้าโรงพยาบาลแล้วรู้ไหม มินพูดพล่ามจนผมเป็นห่วงแทบขาดใจ อย่าทำอย่างนี้อีกนะมิน สัญญากับผมได้ไหม แล้วผมจะพามินไปบำบัด จิตใจของมินจะได้ดีขึ้น มินจะได้เลิกหวาดกลัวเสียที และเราจะลืมเรื่องนี้ นะมินนะ ผมขอร้องอย่าทำอีก ผมขอแค่นี้ละ”

มินตราพนมมือกราบแทบอกของเขา

     “มินสัญญาค่ะว่าจะไม่ทำอีก มินขอโทษนะคะ มินคงอาละวาดใส่คุณใช่ไหมคะ มินเสียใจ อย่าโกรธมินเลยนะคะ” มินตราพร่ำขอโทษด้วยเสียงสะอื้น

     “มิน ก่อนที่มินจะทำอะไรลงไป ผมอยากให้มินคิดว่าผมรักมินและพยายามทำทุกอย่างเพื่อมิน มินโตแล้วนะ อย่าคิดอะไรเหมือนเด็กๆ อีกหน่อยมินก็ต้องเป็นแม่คน ถ้ามินยังเป็นแบบนี้จะสอนลูกได้ยังไง ไหนจะลูกน้องอีกตั้งหลายร้อยคน ถ้าลูกพี่ทำตัวเป็นเด็กแบบนี้ ลูกน้องจะเคารพเหรอ ผมอาจจะอารมณ์ร้าย แต่บางครั้งเหตุการณ์เฉพาะหน้าก็บังคับให้เราต้องแข็งกร้าว ถ้าเราไม่เด็ดขาดมันก็ไม่ได้ ผมอยากให้มินเชื่อผมสักนิด แค่นั้นผมก็พอใจละ” รพีพยายามอธิบายให้เธอฟัง

     มินตราก้มหน้าลง น้ำตาร่วงเผาะๆ เห็นจริงตามที่เขาเอ่ยทุกอย่าง

   เราไม่มีวุฒิภาวะอะไรเลย เป็นคนบ้าที่ไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง ที่กินยากล่อมประสาทเข้าไปก็คงจะเพ้อคลั่ง ทำตัวทุเรศน่าละอายสินะ เราแทบจะหาความเหมาะสมคู่ควรกับเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ดูเขาสิ บุคลิกมาดมั่นเป็นผู้ใหญ่ มีลูกน้องที่เคารพเกรงกลัว ถ้าเขาทำตัวไม่เด็ดขาด ก็คงไม่มีใครเกรงเขา แล้วทำไมเราต้องกลัวผู้หญิงคนนั้นด้วย ในเมื่อเขาไม่ได้ให้ความสำคัญเลยสักนิด เรามีความคิดแค่หางอึ่งแบบนี้ แต่เขาก็ยังรักยังเมตตา

คิดถึงตรงนี้มินตราก็ก้มลงกราบแทบตักของเขา

     “มินขอโทษค่ะ มินจะไม่ทำแบบนี้อีก”

     เขายกข้อมือขึ้นดูเวลา ไปแต่งตัวจ้ะ นี่เพิ่งบ่ายสองเอง เราไปหาคุณแม่กัน มินคิดถึงคุณแม่ไม่ใช่เหรอ”

     มินตราเงยขึ้นมองหน้าเขาทันที ดวงตาเปล่งประกายแจ่มใสดีใจอย่างที่สุด เธอโผเข้ากอดเขา

     “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากที่สุด มินคิดถึงแม่เหลือเกิน”

    เธอพูดจบก็รีบลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งตรงไปยังหน้ากระจก ใช้พัฟแตะแป้งลบคราบน้ำตา จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วหมุนตัวช้าๆ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ลืมความขุ่นข้องหมองใจไปในพริบตา ยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าเหมือนเด็กๆ ยามได้ของขวัญถูกใจ จนรพียังนึกขันอยู่ในใจ ที่เธอยังมีนิสัยของเด็กอยู่เกินครึ่ง แต่เพราะนิสัยแบบนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้ชีวิตอันแสนจะเคร่งเครียดของเขาแช่มชื่นเป็นสุข

     เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย มินตราก็วิ่งกลับมาหาชายหนุ่มอีกครั้ง แล้วดึงเขาให้ลุกขึ้น

     “ไปกันเถอะค่ะคุณพี มินคิดถึงแม่ใจจะขาดแล้วค่ะ”

     “ผมชักจะอิจฉาคุณแม่แล้วสิ ถ้าเราจากกันบ้าง มินจะคิดถึงผมไหม” เขาถามยิ้มๆ ในขณะที่ลุกขึ้นยืน

    “คิดสิคะ แต่มินจะไม่ให้คุณจากมินไปไหนหรอกค่ะ และมินก็จะไม่จากคุณไปด้วย” เธอพูดพลางจัดแต่งเสื้อผ้าให้เขาดูเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มมีความสุข หล่อที่สุดในโลกแล้วค่ะ คุณรพีของมินตรา”

เอ่ยจบก็จูบแก้มทั้งสองข้างของเขาด้วยรอยยิ้มเย้า

      รพีจับมือเธอทั้งสองข้างพร้อมทั้งจ้องมองเธอด้วยสีหน้ายิ้มๆ

      “สัญญาก่อนว่าไปแล้วจะกลับมาพร้อมกับผม ไม่ค้างบ้านแม่ เพราะผมนอนคนเดียวไม่ได้”

     “เจ้าค่ะเจ้านาย มินสัญญาว่าคืนนี้หรือคืนไหนๆ ก็จะนอนอยู่ข้างๆ เจ้านาย” เธอประสานมือไว้ที่หน้าอกพลางพูด พร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ คลี่ยิ้มกว้างจนตาหยี ฉวยข้อมือเขาให้ออกเดิน

    นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความสดใสที่ทำให้เขามีความสุข เธอเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยๆ ที่นำพาความสดชื่นมาสู่ชีวิตเขาด้วยรอยยิ้มและความน่ารัก เธอลืมความทุกข์ได้อย่างรวดเร็ว และก็เป็นทุกข์ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

รพีขับรถไปตามทางที่มินตราบอก ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มส่งให้เธอรับสายแล้วบอกให้เธอเปิดลำโพงเพื่อให้เขาฟังด้วย

      “จี๊ดเหรอ...ดีใจจังเลย ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน อยู่กับคุณนิพิธใช่ไหม แล้วมีความสุขดีหรือเปล่า คิดถึงแกจังเลยแป้นแล้น”

   เสียงปลายสายถามกลับทันที “ตกลงแกยังไม่ตายสินะ แล้วกินยาบ้านั่นเข้าไปทำไม แกเคยสัญญากับฉันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะไม่กินยากล่อมประสาทอีก มันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แกถึงต้องกินเข้าไปน่ะ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้”

     เธอเหลือบตามองหน้ารพีเหมือนจะถามว่าเขาเป็นคนที่บอกจี๊ดใช่ไหม ทว่ารพีเพียงแค่ปรายตามามอง แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้มองตรงไปข้างหน้าเหมือนเดิม เขาเห็นเธอมีสีหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะตอบเสียงอ่อย

     “อืม...ฉันขอโทษ มันติดอยู่ในกระเป๋าน่ะ แต่ฉันจะไม่กินอีกแล้วละ คุณพีคงโยนมันทิ้งไปหมดแล้วด้วย และฉันก็สัญญาว่าจะไม่ไปซื้อมากินอีก สัญญาจริงๆ”

    “ฉันว่าอีกหน่อยผัวแกคงบ้าก่อนแกแน่ๆ เขาโทร.มาหาฉัน เสียงเขาเหมือนจะตายก่อนแกด้วยซ้ำ แกเลิกบ้าได้แล้ว รู้ไหมว่าแกน่ะโชคดีที่สุดแล้วที่ได้อยู่กับคนที่รักแกจริงๆ ฉันสบายใจนะที่คุณพีรักแก ไม่งั้นเขาคงไม่ทนกับความปัญญาอ่อนของแกหรอก” จี๊ดตำหนิไม่ยั้ง

  “อืม...ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทำตัวปัญญาอ่อนอีกแล้วละ แต่แกยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าแกกับคุณนิพิธเข้าใจกันหรือยัง แล้วก็รักกันหรือยัง มีอะไรกุ๊กกิ๊กกันจริงหรือเปล่า” มินตรารัวคำถามด้วยเสียงกลั้วหัวเราะอย่างอยากรู้

     “ไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น ฉันไม่คิดจะรักคนที่ไม่ได้รักฉันหรอก แค่นี้นะ แกยังหายใจและพูดจ้อยๆ ได้แบบนี้ ฉันก็โล่งใจแล้วละ ถ้าฉันถึงกรุงเทพฯ แล้วจะโทร.หานะ”

     “เฮ้ยๆ” มินตราร้องท้วงเมื่อเพื่อนรักวางสายไปเฉยๆ

  ด้านจี๊ดเหลือบตามองคนขับหลังวางสาย เห็นอีกฝ่ายปรายตามองมายังเธอพร้อมกับถอนหายใจน้อยๆ นิพิธมีสีหน้าเศร้าสร้อย ด้วยรู้ชะตากรรมของตัวเองแล้วว่ากำลังถูกหญิงสาวตาคมถากถางแดกดัน และยังถูกบอกตัดสัมพันธ์ทุกอย่าง ตอนนี้เขาคงได้แต่ใช้วิธีตื๊อเท่านั้น

 

   รถยนต์ซึ่งมีรพีทำหน้าที่เป็นสารถีแล่นมาจอดหน้าบ้านสองชั้นซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินประมาณร้อยตารางวา ทันทีที่รถจอดสนิทและเขาปลดล็อก มินตราก็เปิดประตูรถแล้วรีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วเหล็กโปร่งๆ ทาสีใหม่เอี่ยม จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในบริเวณบ้าน พร้อมทั้งตะโกนเสียงดังลั่น

          “แม่ แม่ขา แม่ มินกลับมาแล้วค่ะ แม่อยู่ที่ไหนคะ”

        หญิงวัยห้าสิบเศษๆ แต่งกายเรียบร้อยสะอาดสะอ้านเดินออกมาจากข้างในทันทีที่ได้ยินเสียงลูกสาว และแทบจะอ้าแขนรับไม่ทันเมื่อลูกสาวโถมเข้ากอด

       “มินมายังไง ไม่เห็นโทร.มาบอกแม่ก่อนเลย แล้วมากับใครล่ะ”

      “มินมากับคุณพีค่ะแม่ อ้าว...เดี๋ยวนะคะ มินลืมคุณพีไว้ข้างนอก แป๊บหนึ่งนะคะ”

   โดยไม่ทันที่มารดาจะเอ่ยอะไร เธอก็รีบวิ่งออกไปหน้าบ้านแล้วลากแขนชายหนุ่มเข้ามา ก่อนจะรีบปล่อยมือเมื่อเห็นสายตาของมารดาที่มองมา มินตรายิ้มกร่อยๆ พลางเอ่ยแนะนำ

     “คุณพีคะ นี่แม่ของมินค่ะ แม่คะ นี่คุณพี เจ้านายของมินค่ะ”

      รพีทำความเคารพคุณวนิดาอย่างนอบน้อม ทำให้เจ้าของบ้านรีบรับไหว้ชายหนุ่มและเอ่ยเชิญเชื้อ

      “สวัสดีค่ะ เชิญเข้ามาข้างในก่อนค่ะ ยายมินไปหาน้ำมาให้เจ้านายสิ”

    รพียิ้มให้ว่าที่แม่ยายและเดินตามเข้าไปนั่งที่เก้าอี้รับแขก มินตราวิ่งหายไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับน้ำเย็นในแก้วใส เมื่อวางลงตรงหน้าชายหนุ่มเรียบร้อย ก็ย้ายไปนั่งแปะข้างมารดา กอดเอวท่าน และซุกหน้ากับบ่าของมารดา

   “มินคิดถึงแม่จังเลย แม่ซ่อมบ้านแล้วเหรอคะ บ้านสวยขึ้นเหมือนตอนที่เรามาอยู่ใหม่ๆ เลย” เธอเอ่ยพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้าน

    “ก็ใช้เงินที่มินถูกหวยนั่นแหละ มินเป็นคนบอกแม่เองไม่ใช่เหรอว่าให้แม่เอาไปซ่อมบ้านให้สวยๆ แล้วเป็นไง ถูกใจไหม นี่แม่เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคากับฝ้าใหม่ ทาสีบ้านและก็รั้ว ปลูกหญ้าที่สนาม แล้วก็เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทั้งหมด อย่างที่มินบอกไงล่ะลูก”

      เธอยิ้มแหยๆ มองหน้ารพีซึ่งมีสีหน้าเปื้อนยิ้ม แววตาขำขัน

      “ถูกใจสิคะ และทุกอย่างก็สวยมาก มินจะได้ไม่อายคุณพี”

      “และก็เลิกไปขอหวยได้แล้วนะลูก อย่าโลภมาก เดี๋ยวลาภจะหาย ขยันทำงานดีกว่าไปหวังพึ่งโชคลาภนะ”

เธอเหลือบตามองรพีนิดหนึ่ง มินไม่ได้ไปขอแล้วค่ะแม่ เจ้าพ่อคงไม่ให้มินอีกแล้วละ

คุณวนิดาเอ่ยขึ้นกับรพี เอ่อ...ขอโทษนะคะคุณพี ไม่ทราบว่าคุณเป็นหลานของคุณหญิงเครือมาศใช่ไหมคะ”

     “ใช่ครับคุณแม่”

     “เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นคุณคงทราบแล้วใช่ไหมคะ ว่าคุณหญิงมาสู่ขอมินให้คุณน่ะค่ะ” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามเขาตรงๆ

   “ทราบครับ เพราะผมเป็นคนเรียนคุณย่าให้มาทาบทามสู่ขอมินเองครับ และก็ให้ท่านหาฤกษ์แต่งให้เร็วที่สุด แต่เห็นคุณย่าบอกว่าคุณแม่จะรอถามมินก่อน” เขาออกอาการเก้อเขินนิดๆ ที่โดนถามตรงๆ

     “อ๋อ...ค่ะ ถามเขาทางโทรศัพท์แล้วละค่ะ และก็ตอบตกลงกับคุณหญิงไปแล้ว ท่านก็เมตตาไปหาฤกษ์หายามให้       "เอ่อ...ขอโทษนะคะ แม่ขอถามตรงๆ ได้ไหมว่านึกยังไงถึงมารักยายเด็กกะโปโลนี่ ความจริงแม่ก็ยังไม่อยากให้แต่งกันเร็วนักหรอก ยายมินยังไม่ค่อยประสาอะไรสักเท่าไร กลัวจะไปทำให้คุณอายใคร”

    “ผมรักมินมากครับคุณแม่ และผมก็ทราบดีว่ามินเป็นยังไง แต่ผมก็ไม่อยากรออีกแล้ว ผมอยากให้มินอยู่ใกล้ๆ เวลาผมไปทำงาน ผมอาจจะต้องเดินทางไปไหนมาไหนบ่อยๆ ตอนนี้ให้เขาเป็นเลขาฯ ผมไม่อยากให้ใครครหาก็เลยอยากจะแต่งเร็วๆ น่ะครับ”

       คุณวนิดามองหลานคุณหญิงเครือมาศอย่างรู้สึกชื่นชมในบุคลิกของเขา เธอรู้มาว่าเขาเป็นพ่อม่ายเพราะเลิกร้างกับภรรยา ถ้าเขาจะเริ่มต้นใหม่กับมินตรา เขาคงตัดสินใจดีแล้ว ถึงแม้เขาจะมีอายุห่างจากลูกสาวของตนหลายปี แต่มันกลับเป็นข้อดีในการสวมบทบาทเป็นผู้นำของลูกสาวซึ่งไม่รู้จักโตเสียที ทว่าคุณวนิดาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มฐานะระดับเศรษฐี เรียกได้ว่าเป็นผู้ดีมีสกุล จึงเลือกลูกสาวของเธอ และความข้องใจนั้นก็ผลักดันให้เธอเอ่ยถาม

       “เอ่อ...ขอโทษนะคะ คืออยากทราบว่าทำไมคุณถึงรักยายมิน เพราะแม่คิดว่าน่าจะมีผู้หญิงคนอื่นที่เหมาะสมกับคนอย่างคุณพีมากกว่าลูกสาวของแม่ ยายมินไม่มีอะไรที่คู่ควรกับคุณเลย ยังงอแงงอดแงดไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพายอะไรนัก” คุณวนิดามองหน้าเขาอย่างต้องการคำตอบ

         เขายิ้มน้อยๆ มองไปที่มินตราซึ่งกำลังเงยหน้ามองแม่ด้วยรอยยิ้มแหยๆ

       “ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ แต่ตอนที่ผมยังเด็กๆ ผมอยากมีน้องสาวมาก คุณพ่อคุณแม่มีผมคนเดียว ผมเลยรู้สึกเหงา พอผมได้เจอมิน ผมก็มีความรู้สึกอยากดูแลเขา เขาเหมือนเด็กๆ อย่างที่คุณแม่บอก แต่เขาก็มีความคิดความมุ่งมั่นนะครับ”

      “งั้นแม่ยกให้ไปเลี้ยงเลยค่ะ จะได้โตเสียที” คุณวนิดาฟังเหตุผลของเขาจบแล้วก็เอ่ยยกให้ด้วยรอยยิ้มขำๆ

      จังหวะนั้นเองน้องสาวของมินตราก็กลับมาจากโรงเรียนพอดี เมื่อทำความเคารพทุกคนและนั่งสนทนาได้ครู่หนึ่งก็ถูกมินตราจูงมือหายขึ้นข้างบน ปล่อยให้เขาคุยกับคุณวนิดาตามลำพัง รพีเลยได้รู้เรื่องราวของมินตราจากปากของมารดาเธออีกหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือไร่ของเขาที่ปากช่องเคยเป็นของพ่อเธอมาก่อน มิน่าล่ะ มินตราถึงรักไร่นี้ และอยากทำงานในไร่ตลอดมา

         นอกจากนี้ยังได้รู้ว่าเธอชอบดนตรีกับงานศิลป์ แต่ถูกพ่อขอร้องให้เรียนเกษตร

      ด้วยความที่มินตรารักและผูกพันกับพ่อมาก เธอเลยเป็นโรคซึมเศร้าตอนที่พ่อเสียใหม่ๆ ทำให้คุณวนิดากลัวว่าลูกจะเป็นโรคจิต จึงพามินตรานั่งสมาธิจนอาการดีขึ้น

 

     ตลอดทางที่นั่งรถเข้ากรุงเทพฯ จี๊ดนั่งเงียบ หากแต่รู้สึกสบายใจหายหงุดหงิด หลังรู้ว่ามินตราไม่ได้เป็นอะไรมาก ผิดกับนิพิธที่ว้าวุ่นใจเป็นที่สุด เมื่อจี๊ดดูเหมือนตัดสินใจแล้วที่จะเลิกกับเขา

 

*รักอลวนของทั้งสองคู่จะลงเอยกันด้วยดีหรือไม่ ไปอ่านฉบับเต็มในแบบรูปเล่ม หรือโหลดอ่านแบบebookได้แล้วนะคะ รับรองความสนุกค่ะ นิยายเรื่องนี้ยาวถึง43ตอน พร้อมตอนพิเศษแถมท้าย *



 










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

39 ความคิดเห็น