ตำหนักรักข้ามภพ ตีพิมพ์ครั้งที่2กับส.น.พ.ปองรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,067 Views

  • 32 Comments

  • 114 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    31

    Overall
    7,067

ตอนที่ 8 : ต้องสงสัยเป็นปีศาจ100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 651
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    15 ก.พ. 61


ปกตำหนักรักข้ามภพวางแผงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้นะคะ 


โปสเตอร์แถมในเล่มค่ะ


สมุดโน๊ตหูหนังเป็นของชำร่วยสำหรับผู้ที่สั่งจอง100ท่านแรกกับสำนักพิมพ์



เครดิตภาพจากนิตยสารไฟนอล


ตอนที่ 8 ต้องสงสัยเป็นปีศาจ

 

พระองค์ชายประทับนั่งนิ่งเงียบเมื่อได้สดับเรื่องที่แพรวาทูล สายพระเนตรทอดมองหน้าของแพรวาที่พระองค์ทรงขอร้องให้เธอนอนลง พระขนงขมวดเข้าหากันก่อนจะรับสั่งถาม

“แพรวา เจ้าได้ยินเสียงคนพูดกันงั้นรึ เป็นเสียงของผู้คนที่นี่ รึว่าคนในเวลาของเจ้า

“คนในเวลาของแพรเพคะ เพราะการที่แพรหายตัวมาอย่างลึกลับ จึงต้องมีความพยายามในการออกติดตามค้นหา และเขาก็ไปที่วังโบราณซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่พบแพร มันมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงกันระหว่างเวลาของที่นี่กับเวลาของแพร อาจเป็นนกแกะสลักตัวหนึ่งที่ตู้โบราณ ซึ่งคงเป็นตู้ในยุคนี้เพคะ

“ตู้รึ” รับสั่งทวนคำของเธอพร้อมทั้งขมวดพระขนง “แต่ตู้ตามวังตามตำหนักมีมากมาย จะรู้ได้เช่นไรว่าตู้ใบไหนเป็นตู้ที่มีนกแกะสลัก

“อย่าเพิ่งทรงคิดอะไรมากเลยเพคะ มันคงเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตให้แพรต้องมาที่นี่ และเมื่อถึงเวลาก็อาจจะต้องกลับไป

ทรงก้มลงไปกอดแพรวาไว้ทันที

“แพรวา เจ้าอย่าพูดเยี่ยงนั้นเป็นอันขาด เราจะไม่ให้อะไรมาลิขิตพรากเจ้าไปจากเรา เจ้าไม่รักเรารึแพรวา ถึงพูดเหมือนดังว่าจะยอมแพ้โชคชะตา เราสองคนต้องไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“แพรไม่ได้คิดที่จะจากฝ่าบาทไปเพราะแพรมอบกายถวายดวงใจให้ฝ่าบาทไปแล้ว ทำไมถึงต้องคิดที่จะจากไปด้วยล่ะเพคะ ทว่าแพรไม่รู้อนาคต จึงไม่อาจคาดเดาอะไรได้เลย แต่อย่าทรงวิตกเลยเพคะ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แพรก็จะอยู่ที่นี่ ตายที่นี่ และจะตายในอ้อมพระอุระของฝ่าบาทเพคะ

“เจ้าช่างเจรจาให้เราชื่นใจนัก แต่เราก็ยังห่วงกังวลเหลือเกิน

พระองค์ชายมีสายพระเนตรที่แสดงถึงความวิตกกังวล สีพระพักตร์เคร่งเครียด ทำให้คนมองรับรู้ได้ว่าทรงสนิทเสน่หาเพียงไร

“อย่าให้ความหวาดวิตกมาทำให้เราหมดซึ่งความสุขสิเพคะแพรวากราบทูลด้วยรอยยิ้มเยือน ด้วยไม่ต้องการให้พระองค์ทรงเคร่งเครียดจนเกินไป

พระองค์ชายโน้มพระวรกายลงมาจุมพิต คลอเคลียพระโอษฐ์บนใบหน้าเธอ ทั้งเปลือกตา แก้ม คิ้วคาง และจบลงที่ริมฝีปาก พระองค์ประทับนิ่งนานจนแพรวารู้สึกถึงความดื่มด่ำในหัวใจ และต้องยกมือขึ้นโอบรอบพระศอแล้วจูบตอบ เสียงกระซิบรับสั่งแผ่วหวานดังอยู่ข้างแก้ม

ถ้าจะเป็นตอนนี้ก่อนตะวันตกดิน เจ้าจะมีความสุขรึไม่แพรวา เราอดทนมาหลายราตรี จนเจียนจะขาดใจ เจ้าจะไม่ถวายงานเรารึ เราไม่อาจทนรอจนอาทิตย์อัสดงได้หรอกนะ” รับสั่งออดอ้อนด้วยสีพระพักตร์กรุ้มกริ่ม

แพรวาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแต่เมินหน้าหลบสายพระเนตรหวานระยิบระยับ เบี่ยงกายน้อยๆ เมื่อถูกพระหัตถ์ซุกซนกอบกุมบัวคู่งาม แก้มแดงจัด ร้อนวูบวาบ สะเทิ้นหวามไหวในหัวใจ นับตั้งแต่วันถวายตัวเธอก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ทรงรู้ว่าเธอยังชอกช้ำ จึงทรงอดกลั้นที่จะทรงสำราญด้วย แต่วันนี้ทรงออดอ้อนเว้าวอนด้วยสายพระเนตรหวานเชื่อม

“แพร...เอ่อ...”

เธอพูดได้เพียงแค่นั้น ริมฝีปากก็ถูกปิดด้วยพระโอษฐ์อุ่นๆ

สายลมพรูพัดแผ่วเข้ามาทางบานพระแกล จนเครื่องห้อยพัดไหวโยนไปมา กลิ่นกรุ่นอ่อนของดอกไม้ที่ร้อยไว้โชยพลิ้ว อุระผึ่งผายของพระองค์ชายที่ดึงร่างเธอเข้าแนบชิดเหมือนกำแพงที่โอบล้อมกายใจให้อบอุ่นอวลรัก พระวรกายงามสง่ารับสั่งรำพันเว้าวอนอยู่เบาๆ

หัวใจวาบหวาม กายร้อนเร่าดังเพลิงผลาญ ไฟรักไฟปรารถนามิอาจหยุดยั้ง บัวงามกระเพื่อมตามแรงลม ท้าทายแสงตะวันและสายลมให้โลมไล้ ผึ้งภู่สีสวยเวียนเคล้าหาทางที่จะลงไปให้ถึงเกสร มันเซาะซอนซุกไซ้ร่างลงในกลีบที่ปิดสนิทด้วยความพยายามที่ยากลำบาก แต่กลิ่นหวานของเกสรบัวก็ไม่อาจห้ามใจให้หยุดยั้ง จนลืมตัวกลัวตายหมายมุ่งแทรกกายลงในกลีบช้าๆ ความคับแคบรัดรึงกายแทบขาดใจ

เมื่อกลีบดอกโดนแทรกผ่านเข้ามาอย่างอุกอาจ จึงจำต้องค่อยๆ คลี่บานออกน้อยๆ ยอมให้เจ้าภู่ผึ้งตัวงามซอกซอนหาความหวาน และยังโถมเข้าโรมรันเร่งกระชั้น บัวคู่งามกระเพื่อมไหวระริกตามจังหวะรักที่ไม่อาจหยุดยั้ง มือบางจับพระพาหาไว้แน่น ริมฝีปากอิ่มสวยเผยอครางครวญอย่างลืมตัว

“แพรเจียนจะขาดใจแล้วเพคะ

เสียงเธอดังจะบอกให้เกมนั้นต้องเร่งกระชั้นขึ้น ด้วยเกรงว่าเธอจะขาดใจด้วยความรัญจวน และเมื่อเกมรักจบต่างก็พร่ำกระซิบสวาทต่อกัน

“แพรวา เจ้ามีความสุขรึไม่ บอกเราให้ชื่นใจสักคราเถอะรับสั่งถามหลังทอดพระวรกายลงเคียงข้าง

แพรวาขวยเขินแก้มแดงซ่านเมื่อพระองค์ยังเวียนจุมพิตไม่สร่างซา สุรเสียงรำพึงรำพันกระซิบแผ่วดังข้างแก้มอย่างสนิทเสน่หา เสียงแพรวากระซิบตอบดังเสียงของสายลมครวญบอกความในอกว่าเธอรู้สึกถึงความสุขมากมายแค่ไหน ทั้งสองหนุ่มสาวต่างฐานันดรบอกกับตนเองว่าไม่อาจจะถอนใจจากกันได้อีกแล้ว ด้วยทั้งรักทั้งเสน่หาในกันและกันมากมาย เกินกว่าที่จะยอมให้อะไรมาพรากได้

“แพรวา เรารักเจ้ามากนะ ถ้าเจ้าจากไป เราคงไม่อาจมีลมหายใจต่อไปได้อีก

“เพคะ ถ้าเราต้องจากกัน แพรก็คงจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่ได้

นับตั้งแต่วันที่ได้ถวายตัว ความรู้สึกหวงแหนเป็นเจ้าของในพระองค์ก็เกิดขึ้นในใจของแพรวา นี่คือความรู้สึกที่เรียกว่ารักสินะ ต้องใช่สิ...เพราะบัดนี้หัวใจของเรามีพระองค์ชายวิชิตชลอยู่เต็มหัวใจ

หม่อมทั้งสี่คนไม่ได้รับความเสน่หาจากพระองค์อย่างที่เคยประทานให้อีกเลย ทำให้ต่างหงุดหงิดพลุ่งพล่าน และจากที่เคยด่าทอทุ่มเถียงเอาชนะกันก็มารวมหัวกันปรึกษาหารือ และมีข้อสรุปในที่สุดว่าจะให้บิดาของหม่อมรื่นเข้ากราบทูลเสด็จ เพราะบิดาของหม่อมรื่นรับใช้ใกล้ชิดฝ่ายในที่สุด

 

พระองค์ชายมีสีพระพักตร์เป็นกังวลเมื่อมหาดเล็กในวังสมเด็จพระมารดานำความมากราบทูล พระองค์จึงมีรับสั่งให้บ่าวชายมาแต่งองค์ถวายให้ และเมื่อเรียบร้อยแล้ว ทรงดำเนินออกมา พบกับแพรวาที่นั่งราบอยู่บนพื้นกับนมเอิบ ยามนั้นบ่าวชรากำลังสอนแพรวาให้ทำบุหงา พระองค์ทรงครุ่นคิดก่อนจะตัดสินพระทัยตรัสสั่งนมเอิบแต่งกายให้แพรวาให้ดีที่สุด เพราะมีรับสั่งให้พระองค์เข้าเฝ้าฯ อย่างเร่งด่วน บ่าวชรามีสีหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่สบายใจ ก้มหน้านิ่งๆ ทำให้ต้องตรัสถาม

“นมเอิบ มีอะไรรึ เหตุใดถึงไม่เร่งไปทำตามที่เราสั่ง

“เอ่อ...คือนมเป็นห่วงที่ฝ่าบาทจะทรงนำคุณหญิงเข้าเฝ้าฯ เพคะ เพราะคงมีคนไปเพ็ดทูลบางประการเป็นแน่ ก่อนหน้านี้นมเห็นพวกหม่อมทั้งสี่รวมหัวคุยกันมาหลายเวลาแล้วเพคะ และอาจจะให้คนในวังเข้ากราบทูลความกับเสด็จก็ได้เพคะ”

“เรารู้แล้วละว่าต้องมีคนคาบข่าวไปกราบทูลเสด็จแม่ แต่ช่างหัวมันเถอะ จะนำความเท็จไปกราบทูลประการใด เราก็ไม่หวั่นเกรง เราจะพาคุณหญิงแพรวาไปเข้าเฝ้าฯ เสด็จแม่

รับสั่งด้วยสีพระพักตร์เรียบตึง ก่อนจะทรงหันมารับสั่งถามแพรวา

“คุณหญิงแพรวา เจ้าพร้อมจะไปกับเรารึไม่ เราจะพาเจ้าเข้าเฝ้าฯ เสด็จแม่ของเราตามพระบัญชา เราอยากให้มันรู้แดงรู้ดำในวันนี้

“แพร...คงแล้วแต่ฝ่าบาทเพคะ ขอเพียงรับสั่งบอกแพรว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเท่านั้น แพรไม่ทราบเรื่องการเข้าเฝ้าฯ อะไรแบบนี้เลย แพรรู้แต่เพียงว่าการเข้าเฝ้าฯ เจ้านายจะมีธรรมเนียมปฏิบัติมากมายนัก เช่นนี้แล้วสมเด็จท่านจะกริ้วไหมเพคะ ถ้าแพรทำอะไรที่ไม่เหมือนคนที่นี่แพรวาทูลถามด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ยิ้มออกมาอย่างนึกภาพของตนเองที่อาจจะไปทำอะไรเปิ่นๆ ในวังหลวง

“แล้วเราจะบอกเจ้าเอง สมเด็จมีพระประสงค์ให้เราพาเจ้าไปให้ดูตัว ก็คงอย่างที่นมเอิบบอก ว่ามีคนไปเพ็ดทูลบางประการ ซึ่งแต่แรกเราคิดว่าจะไปเข้าเฝ้าฯ เพียงลำพังก่อน แล้วค่อยพาเจ้าไปภายหลัง แต่เราตัดสินใจแล้ว จะเป็นเช่นไรก็ต้องเป็น เจ้าเพียงทำตัวสงบเสงี่ยมและเดินให้เรียบร้อยเท่านั้น ส่วนเรื่องหมอบกราบเจ้าคงรู้ว่าต้องทำเช่นไร เพราะนมเอิบได้สอนเจ้าแล้ว สมเด็จทรงออกจะเคร่งธรรมเนียมปฏิบัติสักหน่อย

“ถ้าทรงเคร่งครัดละก็ แพรคงยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลยสินะเพคะ

เธอพูดจบก็ถอนหายใจ ท่าทางเธอทำให้พระองค์ต้องสาวพระบาทมาทรงโอบไหล่เธอให้ยืนขึ้น

“แพรวา ถ้าเจ้าเป็นคนมาจากเวลาที่ศิวิไลซ์แล้วเช่นนี้ ไยต้องกลัวสิ่งใดด้วยล่ะ และในเมื่อเจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เราก็จะอยู่เคียงข้างเจ้า จะเป็นฉัตรแก้วกั้นเกศคุ้มภัยแก่เจ้าด้วยชีวิตของเรารับสั่งให้กำลังใจเธอด้วยรอยแย้มสรวลบางๆ

“ขอบพระทัยเพคะ

เธอเอ่ยแล้วทรุดกายลงกราบพระบาท ซึ่งทำให้พระองค์แน่พระทัยในทันทีว่าแพรวาทำได้ทุกอย่าง ด้วยความฉลาดและมั่นใจในตัวเองของเธอ

 

รถม้าซึ่งถูกส่งมาจากในวังคอยรับเสด็จอยู่หน้าพระตำหนัก แพรวาในเสื้อลูกไม้สีขาวคอตั้งปิด เข้าชุดกับโจงกระเบนไหมสอดดิ้นทองสีเขียวเข้ม และยังพาดสังวาลสายประดับมรกตที่พระองค์ชายทรงส่งให้แม่เอิบไว้แต่งกายให้เธอ แม่เอิบกับบ่าวอีกสองคนรวบผมให้แพรวาเป็นมวยไว้ด้านหลัง ไม่ปล่อยผมสยายอย่างปรกติ ใบหน้าเรียวสวยรับกับจมูกโด่งและริมฝีปากเต็มอิ่ม จึงน่ามองไปอีกแบบหนึ่ง เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อยแล้ว นมเอิบก็ลูบหน้าลูบหลัง เอ่ยชมเธอไม่ขาดปาก

“คุณหญิงของบ่าวงดงามเหลือเกิน ไปกันเถอะเจ้าค่ะ จะทรงรอบ่าวชราจูงมือเธอออกมาจากห้อง

ทรงตื่นตะลึงและแย้มสรวลเมื่อได้ทอดพระเนตรมองเธอในความงดงามดังนางในวรรณคดี พระองค์รู้สึกปลื้มในพระหทัยจนถึงขั้นทรงดำเนินเข้ามาสวมกอด พร้อมจุมพิตที่หน้าผากอย่างสนิทเสน่หา

“เจ้าสวมเครื่องทรงของเสด็จแม่ได้อย่างเหมาะเจาะ พระองค์ท่านทรงเก็บไว้ที่นี่เมื่อครั้งเสด็จมาประทับค้างแรมกับเราเมื่อปีก่อน รู้ตัวไหมแพรวา ว่าเจ้างดงามมากเหลือเกิน จนเราอยากจะเก็บเจ้าไว้ไม่ให้ใครได้แลเห็น

“สมเด็จจะไม่กริ้วแพรเหรอเพคะ ที่บังอาจนำของส่วนพระองค์มาใช้แบบนี้

“ในเมื่อมีพระดำรัสให้นำเจ้าไปเข้าเฝ้าฯ เราก็ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียม จะให้เจ้ากะเร่อกะร่าเข้าไปในฝ่ายในได้เยี่ยงไร นี่เราให้เจ้า สร้อยคอทองคำเส้นนี้เป็นของเราเอง

รับสั่งแล้วนำสายสร้อยที่กำไว้ในพระหัตถ์สวมให้เธอ และทำให้เธอต้องกราบลงบนพระอุระ

บ่าวต่างหมอบราบลงกับพื้นเมื่อทรงดำเนินจูงมือแพรวาลงมาจากตำหนัก บรรดาทาสหญิงต่างมาแอบดูคุณหญิงแพรวาในเครื่องแต่งกายของหญิงสูงศักดิ์ ซึ่งคุณหญิงก็แสนจะงดงาม ตามคำของนังปุกที่ขึ้นมาแอบดูก่อนหน้าแล้วลงไปประโคมข่าวจนบ่าวไพร่ต่างมาออกันเหมือนจะเฝ้าแหน และต่างก็ซุบซิบลงความเห็นกันว่าเธอเหมือนนางไม้หรือนางฟ้าจำแลง แพรวายิ้มให้กับบ่าวที่มาออกันอยู่ที่เชิงบันไดอย่างอ่อนหวาน และเมื่อเธอก้าวขึ้นรถม้า พระองค์ก็ทรงโอบประคองอย่างห่วงใย

แพรวาตื่นตาอีกทั้งตื่นเต้นที่ได้เห็นกรุงเทพฯ ในอดีต เธอชี้ชวนทั้งซักถามอะไรมากมายหลายอย่างไปตลอดทาง ในขณะที่พระองค์ชายมีพระดำรัสตอบและแย้มสรวลน้อยๆ อย่างรู้สึกสำราญในพระหทัยนัก ทรงจับมือเธอกุมไว้ตลอดเวลา

“ฝ่าบาทเพคะ สมเด็จจะไม่โปรดแพรไหมเพคะ

“เสด็จแม่ทรงมีเหตุมีผลพอสมควร ถ้าลูกของท่านรัก ท่านก็จะโปรดด้วย เจ้าอย่ากังวลเลยนะ

“แล้วพระโอรสของสมเด็จจะรักแพรตลอดไปไหมเพคะแพรวาย้อนถามด้วยสีหน้าหยอกเย้า

“แล้วเราจะบอกกับเจ้าทุกคืน ว่าเรารักเจ้ามากแค่ไหนรับสั่งด้วยสีพระพักตร์กรุ้มกริ่มเช่นกัน

“รับสั่งคนละเรื่องแล้วเพคะแพรวาเอ่ยอย่างขวยเขิน เมินหน้าหนี

 

รถม้าที่แพรวารู้สึกได้ถึงความงดงามอลังการ มีทหารมหาดเล็กในวังแต่งกายเต็มยศเป็นสารถี ได้ขับพามาเรื่อยๆ

นี่หรือกรุงเทพฯ มีแต่ป่ารกชัฏ จะโล่งหน่อยก็ตรงที่มีบ้านเรือน หรือเข้ามาถึงชั้นใน แพรวาพยายามนึกถึงสถานที่ที่เธอเคยเห็น และเปรียบเทียบกับเวลาที่เธอจากมา มันไม่มีตรงไหนที่เหมือนกันเลยสักนิด มันเหมือนคนละเมือง คนละสถานที่ นอกจากยอดประสาทพระราชวังเท่านั้นที่ทำให้เธอแน่ใจว่าที่นี่คือกรุงเทพฯ

สารถีพาเธอและพระองค์ชายมาลงที่หน้าพระทวารสูงใหญ่แห่งหนึ่ง ท่านรับสั่งว่าที่นี่เป็นวังของเสด็จแม่ของท่าน ซ้ำยังเป็นที่ที่ท่านประสูติและเจริญพระชนม์ ทรงดำเนินพาเธอเดินเข้าประตูวังที่มีทหารมหาดเล็กยืนเฝ้าและถวายความเคารพท่าน จึงได้พบกับนางข้าหลวงที่มายืนคอยรอรับเสด็จ พร้อมกราบทูลว่าสมเด็จประทับคอยอยู่ที่พระตำหนัก ก่อนจะค้อมหลังเดินนำเสด็จไป

แพรวาเดินมองแผ่นอิฐศิลาแลงที่ทอดเป็นพื้นรอบบริเวณวังแห่งนั้น ช่างงดงามเหมือนเธอเดินเข้าไปในวังโบราณที่ไหนสักแห่งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแตกต่างตรงที่ผู้คนที่เดินไปเดินมาหรือว่ากำลังหมอบคลานล้วนแต่งกายย้อนยุค รวมทั้งเธอด้วย เธอรู้ว่ามีคนแอบดูเธออยู่ตามหน้าต่าง ตามเรือนถือปูนที่สร้างเรียงเป็นแถวยาวและคงมีห้องเรียงกันอยู่ด้านใน คล้ายในวังที่เธอเข้าไปถ่ายละครครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหลุดมิติมาอยู่ที่นี่ แต่มันก็ไม่ใช่วังเดียวกัน ผู้คนในวังช่างอยู่กันอย่างเงียบเชียบ จนแพรวาเริ่มรู้สึกหวาดๆ จนต้องเงยหน้าขึ้นถามพระองค์ชาย

“ทำไมฝ่าบาทไม่ประทับอยู่ในวังนี้ล่ะเพคะ

“ในฝ่ายในนี้มีข้อห้ามมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือห้ามผู้ชายอยู่ ตอนที่เราเรียนจบกลับมาจากอังกฤษใหม่ๆ เสด็จแม่จึงประทานตำหนักนั้นให้เราได้อาศัย เพราะเด็กผู้ชายจะอยู่ในนี้ได้แค่อายุเจ็ดขวบเท่านั้น

แพรวาฟังแล้วนึกทึ่งเมื่อได้รับรู้ว่าทรงสำเร็จการศึกษามาจากประเทศอังกฤษ พระองค์ชายทรงพาเธอเดินผ่านตำหนักใหญ่น้อยที่ประดับประดาด้วยพันธุ์ไม้นานาพรรณ ทำให้รอบๆ บริเวณร่มครึ้มดูร่มเย็น แต่แพรวากลับรู้สึกเย็นยะเยือก ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงรองเท้าของตนเองและของพระองค์ชายชลที่ย่ำไปตามพื้นหินเรียบ

กระทั่งมาถึงตำหนักใหญ่หลังหนึ่ง นางข้าหลวงที่นำมาก็เริ่มลงคลานเข่าเพราะกำลังจะเข้าถึงพระตำหนักชั้นใน ทรงพาเธอเดินช้าลงจนมาหยุดอยู่ที่หน้าพระตำหนักที่มีบันไดหินอ่อนห้าขั้น ก่อนที่นางข้าหลวงจะดันพระทวารหนาหนักเข้าไป สุรเสียงของหญิงทรงอำนาจดังออกมาจากด้านใน ด้วยพระทวารนั้นเปิดแง้มอยู่

“เสด็จมาแล้วรึ นำใครมาด้วยรึไม่ล่ะ

พระองค์ชายและแพรวาไม่ได้ยินเสียงตอบ ด้วยคนตอบใช้เสียงที่เบามาก แพรวาเริ่มใจเต้นระทึกดังใครมารัวกลองอยู่ในอก มือเย็นเฉียบ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อรวบรวมความกล้า

พระองค์ชายรับสั่งให้แพรวาทรุดกายลงและคลานด้วยเข่า ก่อนจะทรงดำเนินไปเปิดพระทวารเข้าไปภายใน แล้วทรุดพระวรกายลงคลานเข่าเข้าไปที่พระแท่น ซึ่งองค์สมเด็จพระมารดาประทับอยู่ พลันนั้นเจ้าของพระตำหนักหันมาทอดเนตรมองแพรวา ขณะที่พระองค์ชายก้มลงกราบแทบพระบาทเสด็จแม่ แพรวาเห็นเช่นนั้นก็คลานเข้าไปและทำตาม

“กราบฝ่าละอองพระบาทพระเจ้าค่ะ”

องค์สมเด็จทรงก้มลงโอบกอดพระโอรสไว้ในอ้อมพระกร แพรวามองสองแม่ลูกผู้สูงศักดิ์กอดกันอย่างรู้สึกปลื้มใจ

“ชายชล...นี่รึผู้หญิงที่ลูกรับเป็นนางใน

องค์สมเด็จที่แพรวาคาดว่าน่าจะมีพระชันษาประมาณไม่เกินหกสิบปี พระวรกายโปร่งบาง พระพักตร์มีแววพระเมตตาอย่างเต็มเปี่ยม ตรัสถามพระโอรสพลางทอดสายพระเนตรมองเธออย่างพินิจพิจารณา

“พระเจ้าค่ะเสด็จแม่ เธอมีชื่อว่าแพรวาพระเจ้าค่ะ

คนถูกถามหันพระพักตร์มาที่เธอ กราบทูลแนะนำและให้แพรวาเข้ามากราบพระบาทใกล้ๆ แพรวาคลานเข่ามาจนถึงหน้าตั่ง แล้วกราบแทบพระบาทอีกครั้ง ในใจนั้นนึกยินดีที่เคยท่องบทก่อนรับแสดงเป็นนางทาสจนสามารถนำมาใช้ได้จริง

ทรงก้มลงมาเชยคางเธอขึ้นทอดพระเนตรสำรวจหน้าตา

“นี่รึ...ที่ใครๆ มาบอกแม่ว่าลูกสำราญเสพสุขอยู่กับนางผีนางพราย อืม...เจ้างามจริงๆ อย่างที่เขาเล่าอ้าง รึว่าเจ้าเป็นนางพรายจำแลงมาจริงๆตรัสถามแพรวาในตอนท้าย

“ถ้าแพรวาเป็นภูติผี คงคล้องพระของชายไว้ที่ตัวเองไม่ได้หรอกพระเจ้าค่ะเสด็จแม่

องค์สมเด็จทรงจำสายสร้อยและพระเครื่องเลี่ยมทองที่ประทานให้โอรสได้ ทำให้ทรงนิ่งอึ้ง ถอนพระปัสสาสะ ก่อนที่จะมีรับสั่ง

“ลูกคงไม่รู้หรอกนะชายชล ว่าเรื่องของหญิงผู้นี้ถูกเล่าลือกันดังกระฉ่อนวังว่าเป็นปีศาจ จนท่านเสนาบดีกรมวังมาขอคำปรึกษาจากแม่ พวกเขาต้องการจะสอบความจากเธอว่าเป็นใคร มาจากไหน และแม่เองก็เห็นชอบด้วย ลูกจะว่าเช่นไร

“สอบความอันใดกันเสด็จแม่ ทำเสมือนเมียของหม่อมฉันเป็นผู้ร้ายใจทมิฬ หม่อมฉันไม่ยอมหรอกพระเจ้าค่ะสุรเสียงของพระองค์ชายกร้าวขึ้นอย่างไม่พอพระทัยทันที

“มีคนบอกว่าลูกถูกเสน่ห์ หลงใหลนางพราย และคงจะถูกนางพรายดูดเลือดไปทีละน้อยๆ จนตาย และแม่ก็อยากจะรู้ว่ามันเท็จจริงประการใด แม่เป็นแม่นะลูก จะไม่ให้ห่วงลูกงั้นรึ

ตรัสจบก็หันพระพักตร์มามองหน้าแพรวา ทรงจับมือเธอมากุมไว้ด้วยความห่วงใย และทรงรู้ว่าเธอคงนึกกลัว ด้วยฝ่ามือที่เย็นเฉียบ ทรงรู้สึกสงสารแพรวาที่นั่งก้มหน้านิ่ง

“ก็มาสอบสิพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจะอยู่ด้วย แต่ถ้าพูดไม่ดีกับแพรวา หม่อมฉันจะถือว่าคนผู้นั้นดูหมิ่นและไม่ให้เกียรติหม่อมฉันนะพระเจ้าค่ะ

“เอาละลูก แม่จะให้ความยุติธรรมกับทุกคน ถ้าไม่จริงก็ไม่เห็นจะเป็นไร แต่ถ้านางเป็นนางพรายจริง ลูกก็ต้องให้ขับไล่วิญญาณร้ายไปเสีย ผู้คนยิ่งหวาดกลัวกันอยู่ จะว่าไม่มีจริงรึก็ไม่ได้ อย่างเรื่องนังนาคที่พระโขนง คนก็ยังไม่หายหวาดกลัว แล้วยังมาเรื่องนางพรายของลูกนี่อีก ผู้คนในวังต่างซุบซิบกันจนแม่เกรงจะมากความ อย่างที่เขาบอกว่าปากคนยาวกว่าปากกา และหากข่าวนี้หนาหูขึ้น จะทำให้ร้อนจนไปถึงพระเนตรพระกรรณได้นะลูก

แพรวาเข้าใจในทันทีว่ามีคนคิดว่าเธอคือภูตผีปีศาจ และคงมีการป้ายสีใส่ความให้น่ากลัวมากขึ้น เพื่อให้สมเด็จสั่งลงโทษเธอ หรือให้ทำการอะไรสักอย่างเป็นแน่ คนถูกใส่ร้ายจึงตัดสินใจกราบทูล

“หม่อมฉันยินดีให้สอบสวนเพคะ เผื่อว่าทุกคนจะหายหวาดกลัวเป็นกังวล และพระองค์จะได้สบายพระทัย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเพคะ

“อืม...เจ้าพูดได้ฉะฉานน่าฟังดี เราจะไปกันที่ฝ่ายหน้า เขาเตรียมพร้อมที่จะสอบสวนเจ้ากันแล้วละ

“แสดงว่ามีการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าสำหรับการสอบสวนเมียของหม่อมฉันงั้นรึพระเจ้าค่ะรับสั่งถามพระมารดาด้วยสีพระพักตร์เรียบตึง

“ชายชล เจ้าอย่าได้โกรธขึ้งแม่เลยนะลูก เจ้าคงไม่รู้หรอกว่ามีคนที่ตำหนักของเจ้านำข่าวนี้มาฟ้องท่านเสนาบดี และคงจะมีการป้ายสีจนน่ากลัว คราแรกถึงกับมีการขอกำลังทหารเพื่อจะไปจับนางพราย แต่แม่ขอไว้ว่าแม่จะบอกลูกให้พานางมาพบและค่อยสอบสวนทวนความกัน ท่านเสนาบดีก็คงกริ่งเกรงแม่อยู่เหมือนกัน แม่ถึงได้กำชับให้ลูกพานางมาให้ได้ไงล่ะตรัสเล่าความด้วยสุรเสียงเนิบช้า ยกพระหัตถ์แตะลงบนพระพาหาของโอรสเบาๆ

 

ห้องกว้างในเรือนหลังใหญ่ที่แพรวาเปรียบในใจว่าเหมือนศาลาการเปรียญ มีตั่งวางเรียงอยู่ตรงหน้าหลายตัว รวมถึงด้านข้างทั้งสองด้าน พระองค์ชายทรงกุมมือเธอไว้แน่นพลางตรัสปลอบให้กำลังใจเธอตลอดเวลา ขณะที่สมเด็จทอดพระเนตรมองเธอด้วยสีพระพักตร์แปลกพระทัยอยู่หลายครั้งหลายครา

ในห้องนั้นจะว่าเหมือนท้องพระโรงก็เหมือน หรือจะเป็นที่ประชุมอะไรสักอย่างก็น่าจะใช่ ในนั้นมีผู้ชายที่แต่งกายงามสง่านั่งเป็นประธานอยู่แล้ว แต่ก็ลงมาหมอบกราบสมเด็จและพระองค์ชายก่อนที่จะขึ้นไปนั่งบนตั่งตรงหน้าอีกครั้ง แล้วยังมีชายอีกสองคนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ก็ลงมาหมอบกราบสมเด็จก่อนจะกลับขึ้นไปนั่งตามเดิม นอกจากนี้ยังมีชายฝรั่งคนหนึ่งนั่งทางด้านซ้าย ส่วนแหม่มหญิงอีกผู้หนึ่งอยู่ทางด้านขวา ทว่าสิ่งที่ทำให้แพรวาแปลกใจและตกตะลึงก็คือพระสงฆ์ชรารูปหนึ่งที่นั่งอยู่บนอาสนะ

ตั่งตัวหนึ่งถูกนำมาให้เธอนั่งตรงกลาง ตรงหน้าองค์คณะที่จะทำการสอบสวน พระองค์ชายและสมเด็จประทับนั่งอยู่ใกล้กัน แพรวาหันไปมองพระพักตร์ของพระองค์ชายที่ทอดมองเธอด้วยสีพระพักตร์และแววเนตรแห่งความห่วงใย ทรงกระซิบกับเธอก่อนจะเข้ามาในห้องนี้ว่าจะอยู่เคียงข้างเธอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าใครจะทำอะไรเธอ ท่านก็พร้อมที่จะรับโทษด้วย

พระดำรัสนั้นทำให้คนฟังรู้สึกใจชื้นขึ้น และพร้อมแล้วที่จะสู้กับชะตากรรม การพิจารณาความเริ่มขึ้นเมื่อสมุหพระกลาโหมเอ่ยถามเธอ

คุณหญิง ท่านมีนามว่าอะไร เป็นใคร มาจากไหน และเป็นบุตรของใครในสยามนี่เสียงทรงอำนาจจากชายที่นั่งด้านซ้ายขององค์ประธานเริ่มสอบประวัติเธอ

“ดิฉันชื่อแพรวา เป็นคนในประเทศสยาม เป็นลูกของคุณพ่ออภินันท์ และคุณแม่วิริยา สิริยศ ขณะนี้คุณพ่ออยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนคุณแม่เสียชีวิตแล้ว

“เรือนของคุณหญิงอยู่ที่ใดในสยาม

“ดิฉันซื้อบ้านอยู่แถวบางเขนค่ะ

“ทุ่งบางเขนงั้นรึชายทางด้านขวาขององค์ประธานเอ่ยถามเสียงสูง

“ใช่ค่ะ”

“วันเดือนปีเกิดของคุณหญิงล่ะ

“ดิฉันเกิดวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2530

เสียงเหมือนตวาดดังขึ้นจากชายหน้าเข้มวัยชราที่นั่งเป็นประธานทันที

“คุณหญิงอย่าเล่นสำนวน พูดความจริงเถอะ ว่าท่านเกิดเมื่อใด ทุกคนสงสัยที่มาที่ไปของท่านมาก

สิ้นเสียงเหมือนดุตวาด พระองค์ชายขยับพระวรกายทันที แต่ถูกสมเด็จยุดข้อพระกรพร้อมกับทรงกระซิบให้นิ่งฟังก่อน

แพรวานึกโกรธขึ้นมาและลุกขึ้นยืนทันที

“ถ้าท่านต้องการความจริง ดิฉันก็กำลังพูดความจริงอยู่ ดิฉันมาจากอนาคตของพวกท่าน ดิฉันเกิดปีพ.ศ.2530 และเวลาที่ดิฉันมาที่นี่เป็นปีพ.ศ.2552 ดิฉันไม่รู้ว่ามาที่นี่ได้ยังไง แต่ดิฉันไม่ใช่ภูติผีปีศาจ หรือเทวดานางฟ้า ดิฉันเป็นมนุษย์ที่เดินทางมากับกาลเวลา โดยไม่ได้เจาะจงต้องการมาที่นี่ ซึ่งดิฉันก็ไม่มีสิ่งใดที่จะพิสูจน์คำพูดได้เหมือนกันเจ้าค่ะ

เสียงฝรั่งผู้ชายอุทานขึ้น “Time Travel”

แพรวาหันไปที่ต้นเสียงและเอ่ยตอบ “Maybe...I don’t know.”

ทุกคนหันหน้าเข้าปรึกษากันเสียงงึมงำ แพรวาเอ่ยออกมาอีก ซ้ำยังเป็นภาษาอังกฤษด้วย

“ดิฉันขอยืนยันว่าดิฉันไม่ได้เป็นปีศาจ ดิฉันไม่ได้ต้องการมาที่นี่ แต่ดิฉันก็ไม่รู้จะกลับไปในเวลาของดิฉันได้ยังไงเหมือนกัน

“แล้วทำไมคุณหญิงจึงยอมเป็นนางห้ามของพระองค์ชาย ถ้าท่านมาจากอีกกาลเวลาหนึ่งจริงๆ

เธอเอ่ยตอบขึ้นทันที “ความรัก...เลือกเวลาเกิดได้ด้วยหรือเจ้าคะ ถ้าท่านจะรักใครสักคนด้วยหัวใจ มันก็เกิดที่หัวใจ ไม่เกี่ยวกับกาลเวลา

คำตอบที่ฉะฉานฉลาดหลักแหลมของเธอทำให้ทุกคนในที่นั้นเริ่มลังเลกับความคิดที่ว่าเธอคือปีศาจ อัครมหาเสนาบดีจึงเอ่ยถามคล้ายจะเยาะ หรือต้องการให้เธอแสดงภูมิปัญญาก็สุดจะเดา

คุณหญิงลองเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสยามในห้วงเวลาของคุณหญิงให้พวกเราฟังประดับสติปัญญาสักอย่างสองอย่างได้รึไม่ เราจะได้คิดตามไปกับคนในอนาคตที่เผอิญหลุดเข้ามาในอดีต

ทุกคนในที่นั้น นอกจากพระองค์ชายชล หัวเราะดังก้อง เธอรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังถูกเยาะเย้ยถากถางเหมือนไม่เชื่อ

“ในปีพ.ศ.2552 กรุงเทพฯ หรือบางกอกมีคนอาศัยอยู่ประมาณห้าล้านคน มีรถยนต์มากกว่าหกล้านคัน เรามีรถไฟฟ้าที่แล่นอยู่บนรางชั้นบนเหนือบ้านเรือนของพวกเรา มีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ขุดอุโมงค์ลงไปในชั้นดินที่ลึกมาก เพื่อรองรับผู้คนที่ออกไปทำงาน เพราะท้องถนนไม่เพียงพอให้รถยนต์วิ่ง เรามีการสื่อสารที่ทันสมัยติดต่อกันได้ทั่วโลก เราสามารถคุยกับผู้คนทั่วโลกทุกชาติทุกภาษาได้ทุกเวลาเหมือนอยู่ในบ้านเดียวกัน ผ่านเครื่องมือสื่อสารที่มีการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต เรายังมีเครื่องมือสื่อสารอีกชนิด นั่นคือโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถติดต่อเห็นหน้ากันได้ทางหน้าจอเล็กๆ และยังมีอะไรอีกมากมายที่ดิฉันอยากบอก แต่ดิฉันไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด ดิฉันไม่ทราบว่าท่านพอใจหรือไม่กับคำตอบของดิฉัน ดิฉันไม่ได้ต้องการให้ท่านเชื่อ แต่ต้องการให้ท่านไตร่ตรองดูว่าดิฉันเป็นมนุษย์หรือปีศาจ เพราะถ้าดิฉันเป็นปีศาจก็น่าจะมีอิทธิฤทธิ์เสกเป่าให้ท่านเชื่อโดยไม่ต้องอธิบายจนเหนื่อยอย่างนี้ ดิฉันก็มีลมหายใจมีจิตวิญญาณเช่นเดียวกับท่าน ท่าน และก็ท่าน แพรวาชี้ไปที่เหล่าขุนนาง

พระองค์ชายชลทรงเพิ่งเคยได้ยินแพรวาเอ่ยถึงเวลาของเธอ ซึ่งดูเหมือนโลกในจินตนาการอันไกลโพ้นที่ยังไม่มีใครในยุคนี้จะคิดไปถึง ถ้าเธอไม่ได้มาจากอนาคตจริงๆ ก็คงจะเป็นคนที่มีอัจฉริยภาพในจินตนาการที่สูงส่งจริงๆ

ทุกคนนิ่งเงียบ ด้วยยังงงงวยในคำพูดของเธอและแทบจะคิดไม่ทัน ก่อนที่แหม่มจะถามขึ้น

“คนในยุคนั้นพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคนงั้นหรือ

“เราพูดได้หลายภาษา เพราะมีการสื่อสารอย่างรวดเร็วว่องไวถึงกันทั่วโลก ซึ่งเป็นการย่อโลกใบนี้ให้เล็กลง เรามีการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย และมนุษย์ในปีพ.ศ.ที่ดิฉันจากมาสามารถเดินทางออกไปนอกโลกด้วยยานอวกาศ และการเดินทางของมนุษย์ในเวลาของดิฉันนั้น เราข้ามทวีปไปมาหากันหรือส่งสินค้าผ่านทางเครื่องบิน ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น นี่คือความจริงค่ะ

“โอมายก็อด!” ชายชาวตะวันตกร้องอุทานเสียงดังออกมา

“ดิฉันจะไม่ตอบอะไรอีก จะขอพูดเพียงแค่นี้ เพราะถึงพูดไป หากทุกท่านไม่เชื่อก็จะมองว่าดิฉันเป็นคนสติวิปลาส ดิฉันไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ก็จริง แต่ถ้าวันหนึ่งดิฉันสามารถเดินทางกลับไปและได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ดิฉันจะหาอะไรสักอย่างมาให้พวกท่านดู แต่ตอนนี้ดิฉันแล้วแต่พวกท่านจะตัดสินใจว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ และจะพิสูจน์ยังไงก็พิสูจน์ ให้พระมารดน้ำมนต์ หรือว่าพาเข้าไปที่โบสถ์ หรือว่าจะจับดิฉันขังไว้ในคุก ก็คงแล้วแต่พวกท่านจะตัดสินใจ

แพรวาเอ่ยทุกอย่างออกมาจนจบ และเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษด้วย ก่อนที่จะนั่งลงอย่างรู้สึกเหนื่อย เธอเหมือนได้ใช้พลังทั้งหมดที่มี หมดไปกับการอธิบาย

 

*ทุกคนจะเชื่อแพรวาหรือไม่ ในเมื่อเรื่องราวของเธอมันเหนือจินตนาการถึงอนาคตที่แสนจะเพ้อเจ้อ ใครกันจะมาช่วยเธอให้พ้นจากข้อหาเป็นปีศาจในคราวนี้ มาติดตามกันค่ะ รับรองความสนุก หวานรักโรแมนติก *

 @มาเป็นแฟนพันธ์แท้และส่งกำลังใจกันมาบ้างนะคะ

มีรางวัลเป็นหนังสือ4เล่มค่ะ

ประกาศผลเดือนมีนาคมโดยการสุ่มจับ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #32 supakornwangsai (@supakornwangsai) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 20:19

    วันนี้ได้ย้อนกลับมาอ่าน comment ของตนเองทำให้ทราบว่า คุณบุษบาพาฝันได้เข้ามาตอบ รู้สึกดีใจและเป็นสุขใจมากค่ะ ต้องขอโทษนะค่ะที่ไม่ได้ติดตามต่อเนื่องตั้งแต่แรก ด้วยไม่คิดว่าตนเองจะได้รับรางวัลนี้ และช่วงเดือนกุมภาถึงกลางปี มีงานรัดตัวอย่างมาก จึงไม่สามารถเข้ามาได้ และมีความสุขมากค่ะที่จะได้รับนวนิยายเรื่องนี้มาเป็นสมบัติดังตั้งใจ ขอบพระคุณคุณบุษบาพาฝันอีกครั้งนะค่ะ ??????’???’???’???’???’?

    #32
    1
    • #32-1 บุษบาพาฝัน (@intuon55) (จากตอนที่ 8)
      3 สิงหาคม 2561 / 13:37
      ขอบคุณน้องเช่นกันค่ะที่ได้ติดตามอ่าน
      #32-1
  2. #14 tookta12 (@tookta12) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:23
    เเพรวาต้องสู้อีกหลายยก สู้ๆนะจ้า
    #14
    0
  3. #13 supakornwangsai (@supakornwangsai) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:38
    ได้อ่านตำหนักรักข้ามภพแล้ว มีความรู้สึกอินกับบทละครในเรื่องนี้มาก ด้วยความละเมียดละไม ของตัวละคร โดยเฉพาะ ท่านชายชิดชล ที่มีบุคลิก ที่มีเสน่ห์อย่างมาก ที่ทำให้แพรว่าหลงรักท่านในบัดดล ท่านชายมีความละเมียดละไม มีอำนาจอยู่ในตัว การแสดงออกมีทั้ง ความสุขุม เยือกเย็น เร่าร้อน และมีอำนาจอยู่ในตัว อ่านนิยายรักเรื่องนี้ทำให้รู้สึกว่า การจินตนาการเรื่องความรัก ข้ามภพ ทำให้มีความรู้สึกดีในเรื่องของความรัก ว่ารักแท้มีอยู่จริง แม้จะอยู่กันคนละภพชาติ ก็ตามหากันจนเจอ ทำให้คนอ่านมีความสุขมากค่ะ ขอบคุณคุณ บุษบาพาฝัน ที่แต่งเรื่องนี้นะค่ะ พาฝันไปไกลมากค่ะ 
    #13
    1
    • #13-1 บุษบาพาฝัน (@intuon55) (จากตอนที่ 8)
      9 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:40
      ได้อ่านข้อความนี้แล้วคนเขียนรู้สึกปลื้มปริ่มจริงๆค่ะ และอยากจะเดาว่าน้องได้อ่านจบไปแล้วไม่ว่าจะเป็นในแบบรูปเล่มหรือว่าebook ดีใจนะคะที่ทำให้คนอ่านมีความสุข และต้องขอบคุณน้องเช่นกันค่ะที่ทำให้คนเขียนก็มีความสุขด้วย
      #13-1