ทายาทปริศนา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 966 Views

  • 19 Comments

  • 36 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    2

    Overall
    966

ตอนที่ 6 : โศกนาฏกรรม 2/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    1 พ.ค. 59

          แก้วตาแต่งกายเรียบร้อยหยิบกุญแจรถมาถือไว้ ก่อนจะเปิดประตูห้องเสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของย่าขำเธอก็ไม่รับ และกะว่าคืนนี้เธอจะไปนอนที่บ้านริมน้ำของบิดา แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเดินจากกระท่อมริมน้ำไปเซอร์ไพร้ส์ย่าที่เรือนใหญ่ แต่เมื่อสวมรองเท้าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้หญิงสาวคลี่ยิ้มตาเป็นประกาย เมื่อมองดูเบอร์ที่โทรเข้ามาและตัดสินใจรับ

       “ หวัดดีค่ะพี่ภู มีอะไรให้แก้วรับใช้คะ ” แก้วตาเอ่ยทักทายอย่างหยอกเย้าด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

       “ วันนี้พี่รู้สึกว่าแก้วอารมณ์ดีเป็นพิเศษนะ พี่ดีใจที่ได้ยินเสียงหัวเราะของแก้วจ้ะ แล้วตอนนี้แก้วอยู่ไหนจ๊ะ ”

       “ แก้วอยู่ที่คอนโดกำลังจะกลับไปแปดริ้วค่ะ แก้วฟังผลเกรดเสร็จแล้วผ่าน จบกันเสียทีกับการเป็นนักศึกษา ก็เลยขี้เกียจอยู่กรุงเทพฯ เพราะเพื่อนๆเขาก็แยกย้ายกันไป แก้วก็เลยเหงาและก็คิดถึงบ้านคิดถึงย่า คิดถึงอานิ่ม คิดถึงกับข้าวที่บ้านด้วยค่ะ “ เธอตอบกลับเสียงใส

       “ พี่ยินดีในความสำเร็จของแก้วด้วยจ้ะ แต่พี่ก็มั่นใจอยู่แล้วละ ว่าแก้วต้องสอบผ่านแล้วใครมารับล่ะจ๊ะ ”

       “ แก้วจะแอบไปเงียบๆ กะว่าจะไปเซอไพร้ส์ย่าน่ะค่ะ รับรองว่าย่าเห็นแก้ว ย่าต้องตกใจทำท่าจะเป็นลมแน่เลย เพราะแก้วไม่เคยได้กลับบ้านไปคนเดียวเลยสักครั้ง ไม่ส่งอานิ่ม ก็ส่งน้าเขียดคนขับรถ มาขับรถกลับให้แก้วทุกที แก้วเหมือนลูกคุณหนูไฮโซบ้านนอกเลยละค่ะ อิๆ ” เธอเอ่ยเล่าเสียงใสและหัวเราะขันคำพูดของตนเอง

       “ อย่างนี้แสดงว่าแก้วก็ไม่รีบน่ะสิ งั้นแก้วค่อยกลับพรุ่งนี้ได้มั้ย พี่จะได้รับแก้วไปดูหนัง ไปทานข้าว หรือถ้าไม่ดึกนักก็ไปฟังเพลงด้วยกัน พักผ่อนสมองหลังสอบไงจ๊ะ บ้านกลับเมื่อไหร่ก็ได้นี่ จริงมั้ย ” เสียงเชิญชวนนุ่มๆ เป็นเสียงที่เธอได้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นมีความสุขทุกครั้ง

       หญิงสาวนิ่งคิดทันที จริงสินะ บ้านกลับเมื่อไหร่ก็ได้นี่ หลังสอบเสร็จเพื่อนทุกๆคน ก็มีแพลนไปเที่ยวกันทั้งนั้น แต่ละคนก็มีคู่รักสวีทหวานกัน มีแต่เรานี่แหละ ที่เฉิ่มเชยอยู่คนเดียว ทำตามใจตัวเองบ้างก็ดีเหมือนกันนะ ดินเนอร์ ดูหนัง ฟังเพลง ว้าว....นี่แหละคือฝันของสาวๆ แล้วก็ยังเป็นเดทครั้งแรกอีกด้วย

       “ แก้วคิดนานอีกแล้วนะ พี่น่ากลัวนักเหรอ ที่แก้วไม่กล้าไปไหนมาไหนกับพี่น่ะ แก้วเรียนจบแล้วแก้วต้องตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง และแก้วก็รู้จักพี่มานานแล้วด้วย ทุกวันนี้แก้วยังไม่ไว้ใจพี่อีกเหรอจ๊ะ “ เสียงชายหนุ่มรบเร้าและตัดพ้ออย่างน้อยใจ

       “ แล้วตอนนี้พี่ภูอยู่ที่ไหนล่ะคะ แก้วรออยู่ที่คอนโดละกัน พี่มาถึงก็โทรมาบอก แก้วจะลงไปหาค่ะ ” แก้วตาเอ่ยถามและตอบกลับดั่งที่ใจต้องการทันที

        “ จริงนะ แก้วอย่าหลอกพี่ล่ะ อีกไม่เกินสี่สิบห้านาที พี่จะไปรับแก้วจ้ะ ” น้ำเสียงชายหนุ่มเอ่ยอย่างดีใจ เมื่อเธอตกปากรับคำ อย่างที่แก้วตารู้สึกได้

       “ ค่ะแก้วจะรอ ” 

       แก้วตายิ้มกับโทรศัพท์ก่อนจะวางลงบนที่นอน และเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นกระโปรงยีนส์ตัวสั้นเลยเข่า และสวมเสื้อยืดพอดีตัวสีน้ำเงินเข้มมีลวดลายตัวการ์ตูนตัวเล็กๆน่ารัก สวมทับด้วยเสื้อไหมพรมแขนยาวสีน้ำเงินเข้มถลกแขนร่นขึ้น ซึ่งชุดนี้ตนเองซื้อมาแต่ไม่เคยสวมใส่เลยสักครั้ง เธอหยิบรองเท้าผ้าใบมาสวมและหมุนกายมองตนเองในกระจกเงาอย่างพอใจ

       ‘ กระโปรงก็ไม่สั้นจนเกินไปหรอกน่า ใครๆเขาก็ใส่กันทั้งนั้น ขาเราก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรสักหน่อย วันนี้ขอสวยใสสไตล์วัยรุ่นบ้างก็ดีไม่ใช่เหรอ เอ่อ...และวันนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นโอกาสพิเศษ เพราะเป็นเดทครั้งแรกของเรา นี่ถ้าสายวสันต์รู้ว่าเราออกเดทกับพี่ภู คงล้อเราไม่หยุดแน่ๆเลย หญิงสาวนิ่งคิดด้วยรอยยิ้มขันๆ

 

        บ่ายคล้อยแล้วนางขำเดินไปตามคันดินที่ทำไว้ สำหรับกั้นน้ำไม่ให้ท่วมสวนในยามที่น้ำขึ้นสูง และยังเป็นทางเดินที่ไปยังบ้านลูกชาย ซึ่งมีสะพานไม้สูงข้ามคลองซึ่งเดินถึงกันได้ โดยมีลำคลองกั้นอยู่ตรงกลาง

        บ้านหลังเล็กๆที่ลูกชายแยกมาปลูกอยู่ตามลำพัง เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตสันโดษอย่างที่ลูกชายชอบ ทั้งที่เรือนใหญ่ก็กว้างขวาง เรือลำน้อยที่ลูกชายใช้พายออกหาปลา ยังผูกไว้ที่เสาหัวสะพานหน้าเรือน ตลอดเวลาที่ลูกหายไป นางขำก็ให้คนดูแลไว้ บางปีก็นำขึ้นมาขัดทำความสะอาด จ้างคนเอาชันมายาตามรอยรั่ว อีกทั้งบ้านหลังน้อยนี้ก็ได้รับการดูแล เสมือนมีคนอยู่อาศัย ด้วยการส่งเด็กมาทำความสะอาดกวาดถู ปูที่นอนไว้อย่างดี ซึ่งนางขำและทุกคนแน่ใจว่ามีคนขึ้นมาใช้เครื่องเรือนบนบ้านหลังนี้ และก็เดาได้ว่าคนที่มาใช้เคยอยู่ที่นี่ ด้วยเสื้อผ้าผู้หญิงที่ยังไม่เคยโยกย้าย หรือทิ้งไปนับตั้งแต่วันนั้นได้ถูกนำมาใช้ ตะเกียงน้ำมันถูกจุด จนน้ำมันพร่องลง ไส้ตะเกียงก็สั้นลงด้วย หลายปีที่ผ่านมาแม้จะมีไฟฟ้าเข้าถึงแล้ว นางขำไม่ได้ต่อกระแสไฟฟ้ามาที่นี่ ยังให้มันคงบรรยากาศเดิมไว้ทุกอย่าง

        แรกๆนางขำเคยสงสัยว่าอาจจะมีคนถือโอกาส แอบมาใช้เรือนของลูกชายพักอาศัย และเกรงว่าจะมีคนติดยาเสพติดลักลอบใช้เป็นที่เสพยา จึงส่งคนมาแอบสังเกตการณ์อยู่ในบ้านหลังน้อยตอนกลางคืน แต่พอค่อนดึกลูกจ้างคนงานที่ส่งมา กลับได้ยินเสียงพิณแว่วหวาน และทำให้คนที่ตนเองส่งมาต่างก็ร้องลั่นสวนวิ่งกลับไปแทบไม่ทัน เมื่อเห็นหญิงสาวนั่งที่หัวสะพาน โดยมีท่อนล่างเป็นปลาหย่อนอยู่ในน้ำ เปลือยอก ปล่อยผมสยายยาวเลยกลางหลัง นั่งสางผมด้วยหวีทองคำ และเมื่อลุกขึ้นยืนกลับมีขาเรียวงาม เดินขึ้นมาบนบ้านมาด้วยท่าทางเศร้าสร้อย และทำให้นางขำซึ่งเป็นคนช่างสังเกต ก็เริ่มเก็บข้อมูลจากคำเล่าลือ จากผู้ที่ส่งไปและจากเพื่อนบ้านที่พายเรือผ่านมาพบเห็น และจากที่ประสพกับตนเองว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดในคืนพระจันทร์เต็มดวงทุกครั้ง

        นางขำเดินครุ่นคิดเงียบๆ จนมาถึงเรือนริมน้ำของลูกชาย เดินไปตามระเบียงบ้านที่ติดชายน้ำ เปิดฝาตุ่มน้ำดู และยังเดินไปชะโงกหน้าลงในอ่างดินใบใหญ่ เห็นปลาช่อนตัวโตถูกขังอยู่สามตัว

       “ เจ้าถึงคาดแล้วสินะ ที่ลูกสะใภ้ข้าถึงได้เอาพวกเจ้าขึ้นมาไว้ให้ข้า บนเรือนนี่น่ะ แสงจันทร์เอ๊ย...แม่ขอโทษนะลูกนะ แม่ขอร้องเอ็งอย่างเดียวอย่ามาเอาลูกไปเลย แม่รักแก้วตามันเหลือเกิน ถ้าแลกกันได้ก็มาเอาชีวิตแม่ไปเถอะลูก ” นางขำเอ่ยพึมพำ พร้อมยกชายเสื้อขึ้นซับน้ำตาที่เอ่อซึมปริ่มขอบตา

      นางขำนั่งลงที่ระเบียงเรือน เหม่อมองออกไปยังท้องน้ำ เหตุการณ์อันเลวร้าย เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ที่ตนเองเป็นผู้ก่อในคืนวันนั้นผุดพรายขึ้นในมโนภาพอีกครั้ง ทั้งที่ตนเองนั้นอยากลืม แต่กลับเป็นเรื่องที่ตนเองจำฝังใจ

      “ ไอ้เขียด ไอ้เบิ้มมึงจุดตะเกียงให้สว่างกว่านี้สิ วันนี้ผีก็ผีสิวะข้าจะเฆี่ยนให้กระเจิงเชียว หวายเสกอาจารย์คงนี่แหละ ข้าจะฟาดไม่ยั้งเชียวละ ”

     “ ป้าขำ....ถามจริงๆเถอะ ทำไมไม่ให้อาจารย์คงมาจัดการเองล่ะ ” เบิ้มลูกของน้องชาย เอ่ยถามเสียงสั่น

     “ อาจารย์คงแกไม่ว่างน่ะสิ ต้องอาทิตย์หน้าโน่น แต่ข้ารอไม่ได้หรอกว่ะ เกิดอีผีพรายมันเอาไอ้มากไปอยู่ด้วย ข้าจะทำยังไงล่ะ ”

     “ โธ่ป้าถ้าเขาจะเอาไปอยู่ด้วยเขาก็เอาไปแล้วสิ นี่เขาอยู่กันมาตั้งเกือบปีแล้วนะ และความจริงถ้าเอาอาจารย์คงมาไล่เอง มันน่าจะดีกว่าชัวร์กว่านะจ๊ะป้าขำ ” เบิ้มคนตัวโตแต่ใจเล็กเอ่ยเสียงสั่น

     “ ไอ้เบิ้มไอ้เวรแค่นี้ก็กลัวไปได้ คนอย่างกูแม้แต่โจรกูก็ยังยิงดิ้นมาแล้ว และอาจารย์คงแกก็บอกว่า พวกผีพรายน่ะแค่หวายเสกของแกก็เอาอยู่แล้วละ ”

      “ แล้วถ้าเอาไม่อยู่ล่ะจ๊ะป้า ” เบิ้มเอ่ยถามขึ้นอีก

      “ เดี๋ยวก็รู้น่ะไอ้เบิ้ม ว่าเอาอยู่หรือเปล่า ”

       ตนเองเอ่ยตอบหลานชาย ในขณะที่ก้าวตามนายเขียดที่ถือตะเกียงนำหน้า ส่วนเบิ้มถือไฟฉายกราดส่องไปทั่วๆด้วยความหวาดกลัว และอีกมือหนึ่งของตน ยังจับข้อมือนิ่มนวลกึ่งจูงกึ่งลากมาด้วย และเมื่อข้ามสะพานไม้มาทุกคนรู้สึกได้ว่าอากาศในค่ำคืนนี้เยือกเย็นกว่าปรกติ ทำให้เสียงเดินสวบสาบจากการเดินลุยต้นไม้ใบหญ้าดังอยู่ในความเงียบ แสงจันทร์ในคืนข้างขึ้นสาดรอดลงมาจากต้นไม้ใหญ่ใบบังเกิดเงาวูบวาบ เสียงกรีดปีกของแมลงกลางคืน และเสียงนกเค้าแมวร้องอยู่บนกิ่งไม้ ทำให้บรรยากาศโดยรอบน่าขนพองสยองเกล้า ทำให้เบิ้มเอ่ยเสียงสั่นขึ้น

      “ ป้า...แม่แสงจันทร์เขาอาจจะออกไปหาปลากับพี่นาคก็ได้นี่ ฉันว่าคอยให้อาจารย์คงมาจัดการเองดีกว่านะ ”

      “ ไอ้เบิ้มไอ้เวร ชอบชักใบให้เรือเสีย ตั้งแต่อีผีพรายมันท้องไอ้นาคมันก็ไม่ให้ไปไหนมาไหนตอนกลางคืน นั่น!มึงเห็นแสงไฟในบ้านไหมล่ะ” ตนเองเอ่ยอย่างเริ่มโมโหหลานชาย และบอกให้ดูแสงไฟวอมแวมในบ้านลูกชาย ที่เริ่มมองเห็นเมื่อเดินลงมาจนใกล้จะถึง

      “ ป้า...เขาอาจไม่ได้เป็นผีก็ได้นี่จ๊ะ ” เบิ้มเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นสะท้าน

     “ เดี๋ยวโดนหวายอาคมก็รู้ มึงอย่าพูดมากน่า ”

     “ ไม่ต้องลงอาคงอาคมอะไรหรอกป้า แค่หวายนี่ก็เจ็บตายแล้วละ แล้วถ้าพี่นาคเขารู้ว่ามาตีเมียเขาอย่างนี้ เขาต้องโกรธป้าแน่ๆเลยละ ” เบิ้มยังอดท้วงไม่ได้

      “ หวดมึงก่อนซะดีมั้ยเนี่ย ” คำของหลานชายทำให้ตนเองหยุดเดิน และยกหวายขึ้นจะตีอย่างนึกโมโห ทำให้ลูกสาวรีบยกมือจับข้อมือมารดาไว้ และยังเอ่ยอย่างเห็นด้วยกับลูกผู้น้อง

     “ แม่ก็ ! ไอ้เบิ้มมันพูดก็มีเหตุผลนะแม่ ใครๆเขาก็โจษกันทั้งนั้นว่าพี่นาคน่ะรักเมีย เมื่อวานยายงิ้มก็ยังเล่าให้ฟังว่า พี่นาคพาเมียไปเก็บสายบัว ยายงิ้มบอกเขากอดแล้วก็หอมแก้มเมีย ประคับประคองเมียให้นั่งอยู่บนเรือ ตัวเองลงไปแหวกว่ายเก็บสายบัวอยู่ในคลอง ยายงิ้มบอกว่าเหมือนดูนางเอกกับพระเอกในหนังกลางแปลงเลยนะแม่ ”

      “ แต่นังหมาย มันเล่าให้ข้าฟังว่า นางนั่นต้องเป็นผีพรายแน่นอน ไอ้สนลูกนังหมาย มันบอกแม่ว่าอีผีนั่นมันต้องมีมนต์สะกด ไอ้สนมันเล่าให้แม่มันฟังว่าตอนกลางคืนเจ้านาคกับเมียมันพายเรือไป ปลามันก็กระโดดขึ้นเรือเอง โดยไม่ต้องใช้สวิง หรือว่าไปดักลอบ ทอดแหให้เสียเวลาเลยละ และไม่สังเกตหรือไงล่ะนังนิ่ม ว่าตั้งแต่ไอ้นาคมันได้อีผีพรายนี่ มันเอาปลามาให้แม่ขายวันหนึ่งตั้งหลายสิบโล เพียงแต่ตอนนี้เจ้านาคมันออกไปหาปลาคนเดียว เพราะว่าอีผีพรายนี่มันท้องใหญ่แล้ว ”

      “ แล้วไม่ดีหรือไงล่ะแม่ ที่เรามีรายได้ดีกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะ เพราะถึงพี่นาคจะไปหาปลาคนเดียว ก็ได้ปลามามากกว่าเมื่อก่อนเยอะแยะ ” นิ่มนวลย้อนถาม

      “ เงินทองอะไรไม่สำคัญเท่าชีวิตลูกหรอกโว้ย ป้าแตงไทบอกข้าว่าพวกผีพรายน่ะ ใครได้มันมาก็จะลุ่มหลงตกอยู่ในอำนาจของมัน เขาเล่าต่อๆกันมาว่าเคยมีคนโดนแบบเจ้านาคนี่แหละ อยู่กันไม่ถึงปีก็ตาย และอีผีพรายมันก็หายไป ข้ายอมไม่ได้หรอกโว้ย ไป!เดินๆเสียที ” ตนเองยิ่งนึกถึงคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ ก็ยิ่งหวาดหวั่นอยากจะกำจัดลูกสะใภ้ เร่งออกเดินนำหน้า ทำให้ทุกคนจำต้องเร่งฝีเท้าตามมา


       และเหมือนกับเหยื่อจะรู้ชะตากรรมของตนเอง เมื่อทุกคนไปถึงบ้านก็พบกับความว่างเปล่า เมื่อออกค้นหาก็พบว่าเธอไปยืนแอบเงียบ อยู่ในมุมมืดที่ระเบียงหน้าเรือน ถือเครื่องดนตรีเป็นพิณเล็กๆในมือ แสงจันทร์ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าลูกสะใภ้ตัวสั่นงันงก และเอ่ยขึ้นก่อนที่ใครจะพูดหรือทำอะไร

       “ แม่ แม่จ๋า หนูไม่ได้เป็นผีพรายนะจ๊ะ แม่อย่าทำอะไรหนูเลย สงสารหนูและลูกในท้องด้วยเถอะจ้ะ หนูรักพี่นาคมากนะจ๊ะ ” เสียงของลูกสะใภ้สั่นสะท้าน

      “ อีผีพราย อย่ามาเรียกกูว่าแม่นะ และลูกผีในท้องมึงกูก็ไม่ได้ถือว่ามันเป็นหลานหรอก  มึงรีบไปจากที่นี่ซะดีๆ กูไม่อยากเฆี่ยนตีมึงหรอกนะ ไปซะจากลูกกู กูจะเอาลูกไปบวช ไปสิ ” ตนเองเอ่ยปากไล่พร้อมยกหวายในมือขึ้นสูงพร้อมที่จะฟาด และยังหันไปบอกเจ้าเขียด

     “ ไอ้เขียดมึงไปกระชากมันออกมาสิ ”

     “ พี่แสงจันทร์ไปเสียจากพี่นาคเถอะนะ แม่แกกลัวน่ะ แกรักพี่นาคมากและก็อยากให้ลูกชายคนเดียวได้บวชก่อนน่ะจ้ะ ” นิ่มนวลเอ่ยวิงวอนขึ้น

      “ ถ้าแม่จะให้พี่นาคเขาบวช ฉันก็ยินดีอนุโมทนาด้วย ฉันรอเขาได้จ้ะแม่ อย่าพรากเราพ่อแม่ลูกเลยนะจ๊ะ” ลูกสะใภ้เอ่ยวิงวอน ทั้งที่ยังพนมมืออันสั่นเทาไว้กลางอก

      “ เอ๊ะอีนี่นี่ พูดไม่รู้เรื่อง กูบอกให้ไปซะจากลูกกูไงล่ะ ไปสิ ไปเดี๋ยวนี้เลยนะ อย่ามาตอหลดตอแห-ล กูไม่เชื่อมึงหรอก มึงรู้ว่าผัวรักผัวหลง พอมึงบอกอะไรเผลอๆลูกกูก็อาจจะพามึงหนีไปอยู่ที่อื่นก็ได้นี่ และยังไอ้พิณผีนี่อีกล่ะ ที่ทำให้ลูกกูลุ่มหลงตกอยู่ในอำนาจของมึง ”

       “ แม่จ๋า...อย่าพรากเราเลยนะจ๊ะ ฉันมีศีลมีสัตย์ ฉันยอมแม่ทุกอย่างจ้ะ จะเอาพี่เขาไปบวชกี่พรรษาฉันก็ยอมจ้ะฉันจะไม่ยุให้พี่นาคพาฉันหนีแม่หนีบวช ให้เป็นบาปกับฉันหรอกจ้ะ เชื่อฉันเถอะนะจ๊ะแม่  และพิณนี่ก็ไม่ได้มีอำนาจวิเศษอะไร แต่มันเป็นของที่ติดตัวฉันมาจ้ะ ”

      ท่าทางน่าเวทนาของลูกสะใภ้ ที่พนมมือพร้อมด้วยพิณเล็กๆเอ่ยวิงวอนด้วยน้ำตาที่ไหลพราก แต่ในขณะนั้นตนเองกลับไม่ได้มีจิตเมตตาในคำท่าทีและคำวิงวอนนั้นแม้แต่น้อย เพราะเสียงของแม่เฒ่าแตงไท แว่วอยู่โสตประสาทตลอดเวลา

     “ นางขำเอ๊ย....ที่เอ็งมาถามข้าก็ถูกแล้วละ สมัยข้าสาวๆน่ะก็มีญาติของข้าในหมู่บ้านเรานี่แหละ มันชื่อไอ้เนาไปได้ผีพรายน้ำเป็นเมีย โฮ๊ยมันหลงใหลเมียมัน ใครพูดอะไรก็ไม่เชื่อเอะอะเอ็ดตะโรฟาดงวงฟาดงา หาว่าคนไปใส่ร้ายเมียมัน อยู่กันไม่นานไอ้เนามันก็ซูบซีดลงเรื่อยๆ ไม่ทันถึงปีไอ้เนาก็นอนตายคาบ้าน อีนังเมียผีของมันก็หายจ้อยไป ไม่มีใครเห็นอีกเลย ถ้าเอ็งไม่เชื่อเอ็งก็ไปถามคนเก่าๆรุ่นข้าดูเถอะ เขารู้กันทั้งคุ้งน้ำนี่แหละ เพราะเขาว่ามีวังผีพราย อยู่ใต้น้ำตรงหัวคุ้งต้นโพธิ์นั่นน่ะ ”

        คำของยายแตงไทผู้เฒ่าผู้แก่ ทำให้ตนเองไม่อาจทนกับคำเล่าลืออันน่าสยองขวัญ และคล้อยตามจนเห็นจริงทุกอย่างตามที่ยายแตงไทบอก ความรักลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ทำให้รีบวิ่งปราดไปกระชากร่างของลูกสะใภ้มา และฟาดด้วยหวายลงอาคมไม่นับ ขวั่บ!!!!

       เสียงกรีดร้อง เสียงวิงวอน อย่างเจ็บปวดท่ามกลางความเงียบสงัด ดังโหยหวนสะท้อนลั่นไปทั่วคุ้งน้ำ

       “ แม่จ๋าฉันเจ็บ สงสารฉันเถอะ อย่าตีฉันเลย กรี๊ดๆๆๆ ” ลูกสะใภ้กรีดร้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นปัดป้อง อีกมือหนึ่งทาบทาไว้บนท้องที่นูนออกมาให้เห็น นิ่มนวลวิ่งเข้ามาห้าม

     “ พอแล้วแม่ พี่เขาท้องนะแม่นะ สงสารเขาเถอะ ”

      “ อีนิ่มปล่อยกู ”

       ตนหันมาตวาดและผลักลูกสาวออกอย่างแรง และหันไปยกหวายในมือ ฟาดลงบนร่างบางอีกไม่นับ จนร่างนั้นสั่นระริก มีรอยเลือดเป็นทางยาว ตามรอยหวายตามแขนขา ในที่สุดก็วิ่งหนีไปยืนที่หัวสะพาน เอ่ยด้วยเสียงสะอื้น

      “ แม่ทำกับฉัน แล้วแม่จะเสียใจ ฮือๆๆๆ ”

     “ มึงแช่งกูเหรออีผีนรก อยากตายทั้งกลมหรือไง ได้สิ ! ” ตนแค้นเคืองในคำของลูกสะใภ้ วิ่งตามพร้อมทั้งยกหวายร่าไว้ในมือ แต่แสงจันทร์รีบหมุนกายหันหลัง และกระโดดลงไปในน้ำเสียงดังตูม !

      ทำให้ทุกคนวิ่งตามตนไปด้วยเกรงว่าตนจะตกน้ำ และทุกคนก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อเบิ้มกราดไฟฉายตามลงไป ร่างของแสงจันทร์ท่อนล่างได้กลายเป็นปลา มีครีบหางที่กำลังโบกไปมาอยู่ในน้ำ

      “ นางเงือก พี่แสงจันทร์เป็นนางเงือก “ นิ่มนวลเอ่ยออกมา ด้วยความตระหนกกับภาพตรงหน้า

      “ เงือก เงือกเหรอ “ ตนเองครางออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว ตายังคงเบิ่งมองหน้าลูกสะใภ้ ที่กำลังร่ำไห้

      “ แม่จ๋า....ฉันลาก่อน สักวันหนึ่งถ้าฉันมีบุญ ฉันจะกลับมาจ้ะ ” เสียงปนสะอื้นพร้อมทั้งหมุนกาย แหวกว่ายน้ำดำดิ่งเห็นหางที่มีเกล็ดสีเขียวที่โบกขึ้นและกระทบแสงไฟวาววับหายไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งทำให้ตนเองในขณะนั้น เข่าอ่อนทรุดตัวลงคุกเข่าลงบนหัวสะพานทันที และเพียงครู่ใหญ่เสียงจ๋อมๆของพายกระทบน้ำดังเร็วๆและเสียงตะโกนตามมา

      “ มีอะไรกันเหรอ ” ตนจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของลูกชายที่ตะโกนถามดังลั่น ซึ่งทำให้ตนเองรู้สึกใจหาย น้ำตาเอ่อคลอขึ้นทันที

      และเมื่อลูกรับรู้การกระทำของแม่ ลูกชายไม่ตัดพ้อต่อว่าเลยสักคำ แต่สายตาแดงก่ำรื้นขึ้นด้วยหยาดน้ำตาของลูกชายที่ทอดมองตน สีหน้าบ่งบอกความเสียใจอย่างที่สุดของลูกนั้น ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับตนเอง ทำให้ถึงกับต้องปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้นไว้ได้ ซึ่งภาพนี้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำแม้แต่วันเดียว

      เสียงพื้นระเบียงดังเอี๊ยดๆ ทำให้นางขำรีบปาดน้ำตาบนแก้มทิ้ง “ แม่มานั่งอยู่ที่นี่เอง ไปกินข้าวเถอะเย็นแล้ว ”

      นิ่มนวลเอ่ยแล้วเดินเข้ามาส่งมือให้จับ และยังพยุงร่างมารดาให้ลุกขึ้นพาออกเดิน ด้วยความรู้สึกสงสารมารดา ที่เธอรู้ว่าท่านขมขื่น เจ็บปวดกับโศกนาฏกรรมในครั้งนี้นัก และรู้ว่ามารดาลงโทษตัวเองเสมอมา ท่านเร่งทำบุญทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ และอุทิศบุญกุศล ให้ลูกชายและลูกสะใภ้รำพึงรำพันให้ลูกได้กลับมาร่วมชีวิตกันอีกครั้ง แต่เวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน เธอก็รู้ว่ามารดาไม่ได้เหลือความหวังใดๆอยู่เลย ความผิดของมารดาทั้งหมดทั้งมวล จึงกลายเป็นพลังที่ต้องปกป้องหลานสาว อย่างสุดชีวิตสุดหัวใจ

      “ โทรหาเจ้าแก้วมันเหรอยังล่ะนิ่ม ”

      “ มันโทรมาบอกว่าจะอยู่กรุงเทพฯอีกสักสองสามวัน แล้วจะกลับมาหาย่าจ้ะ มันจบปริญญาตรีแล้วนะแม่ มันยังบอกให้ฉันและแม่เตรียมตัวตัดเสื้อผ้า วันที่มันรับปริญญาด้วยนะจ๊ะ เสียงแก้วตามันมีความสุขมากเลยละจ้ะ มันบอกว่าคิดถึงย่า คิดถึงบ้าน มาคราวนี้จะไปพายเรือเล่นอย่างที่ฝันสักที ”

     “ โถแก้วตาของย่า หนูเป็นเด็กดีของย่าตลอดมา เพราะแม่ของหนูเป็นผู้มีศีลมีสัตย์ ย่าได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอให้แม่ของหนูยกโทษให้ย่า สิ่งสุดท้ายในชีวิตย่าก็คือเห็นหนูแต่งงาน และให้ย่าได้เห็นเหลน ย่าก็ตายตาหลับแล้วละลูก ” นางขำเอ่ยรำพันด้วยเสียงสั่นเครือ

       นิ่มนวลได้แต่รำพึงในใจ โธ่แม่...ชีวิตแม่ผิดแค่ครั้งเดียว แต่ต้องชดใช้ทั้งชีวิต และฉันซึ่งมีส่วนร่วมก็ต้องร่วมรับกรรม เป็นสาวทึนทึกขึ้นคานไปตลอดชีวิตด้วยอีกคน เพราะต้องมัวแต่ยุ่งกับหลาน จนไม่เคยมีเวลาเป็นของตัวเอง รักใครชอบใคร หรือใครจะมาสมัครรักใคร่ก็ไม่อาจสมหวัง เพราะไม่มีเวลาที่จะสานต่ออะไรต่อกัน จนในที่สุดเขาทนรอไม่ได้ ก็หนีไปแต่งงาน


* เหตุการณ์นี้ดูเหมือนแก้วตา คงหาคนแต่งงานด้วยไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่ เพราะยังมีเรื่องราวที่ลี้ลับ ซับซ้อนอีกมากมาย ถ้าชอบนิยายแนวนี้ รับรองความสนุกค่ะ เพราะไม่ใช่มีแต่ดรามา ทั้งโรแมนติค และมีคอมานดี้ด้วยนะคะ * 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #19 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2559 / 15:14
    น่าเห็นใจทุกคนจริงๆๆๆ เพราะความผิดครั้งเดียวแท้ๆๆ
    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #19
    0
  2. #15 mook (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2559 / 15:44
    เศร้าอ่ะ
    #15
    0
  3. #14 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 / 19:16
    สงสารแม่ของแก้วตาจัง
    #14
    0