ทายาทปริศนา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 966 Views

  • 19 Comments

  • 36 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    2

    Overall
    966

ตอนที่ 5 : โศกนาฏกรรม 2/1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 193
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    20 เม.ย. 59

                                                               ตอนที่ 2 

                                                        โศกนาฏกรรม

 

       “ นิ่ม นิ่ม กลับมาแล้วเหรอ เข้ามาหาแม่หน่อยสิ หายไปไหนมาซะนมซะนานเชียวนะ ” เสียงเรียกเสียงบ่นของมารดา ซึ่งนั่งดูทีวีอยู่ในห้องนอนดังออกมาทันที  ทำให้นิ่มนวลสาวใหญ่วัยสี่สิบต้นๆจำต้องถอยหลังเดินกลับมา และผลักประตูไม้หนาหนักที่แง้มอยู่นั้นเข้าไป

       “ มีอะไรเหรอจ้ะแม่ เรียกซะเสียงดังเชียว ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยสีหน้าขมวดมุ่น แต่ก็นั่งราบลงกับพื้นเรือนใกล้มารดา แล้วหันพัดลมเข้าหาตัว เอ่ยบ่นขึ้นอีก “ นี่ฉันออกจากโรงสีก็ไปแวะที่สวนมา และก็เลยไปซื้อกับข้าวที่ตลาดมาด้วย ถึงได้กลับมาซะบ่ายคล้อยน่ะ เหนื่อยและก็ร้อนชะมัดเลย ”

       “ แม่โทรหาเจ้าแก้วไม่ติดน่ะสิ อยากจะถามมันว่ามันปิดเทอมเหรอยัง คราวก่อนมันบอกว่าใกล้จะจบแล้ว รอฟังผลสอบอีกสองสามวิชา แม่ว่าจะให้แกไปดูและก็รับมันกลับมา เฮ้อ! เดี๋ยวนี้มันโตมันเริ่มสงสัย ถามโน่นถามนี่ จนบางทีแม่ก็ไม่รู้จะตอบมันว่ายังไงเหมือนกัน นี่ก็กลัวว่ามันจะกลับมาเอง เกิดไปแวะที่ไหนเจอใครเข้า คนปากมอมมันจะพูดให้เกิดปัญหาน่ะสิ ” นางขำหญิงชราวัยเจ็ดสิบปลายๆเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล

      “ แม่ก็เล่าความจริงให้แก้วมันฟังซะเลยสิ จะไปปิดบังทำไมล่ะ ปิดๆบังๆคนมันก็ยิ่งอยากรู้ แล้วแม่คิดเหรอว่าจะปิดมันไปได้สักกี่น้ำกันล่ะ แก้วมันโตแล้วนะจ๊ะ ฉันว่าเราควรบอกความจริงกับมันได้แล้วนะแม่ ”

      นางขำนิ่งเงียบหัวคิ้วบนหน้าผากที่ยับย่น ขมวดมุ่นเข้าหากัน ก่อนจะเอ่ย “ นิ่ม...บอกไม่ได้นะแม่กลัว แม่รักมันสงสารมันมาก แกก็รู้นี่ ”

      “ โธ่แม่....มันถึงเวลาที่เราควรบอกมันแล้วนะแม่ และดีกว่าที่มันจะไปรู้จากปากคนอื่น อย่านึกนะแม่ว่าจะปิดมันได้ตลอดไปน่ะ และนี่มันก็เรียนจบแล้วยังไงมันก็ต้องกลับมาที่นี่ หรือว่าแม่จะให้มันไปเรียนต่อที่เมืองนอก อย่างที่มันขอล่ะ ”

       “ ถ้าบอกแล้วมันรับไม่ได้ล่ะ แค่มันมีไอ้เกล็ดนั่น ทุกวันนี้มันก็ไม่มีความสุข มันกลัวมันวิตกกังวล ไม่กล้าให้ใครเห็น มันจะไปให้หมอรักษาด้วยซ้ำ โธ่แก้วตาของย่า เวรกรรมอะไรนักหนานะ “ นางขำเอ่ยคร่ำครวญขึ้น

      “ ก็บอกมันเสียสิแม่ เกล็ดนั่นมันก็ไม่ได้ขึ้นอีกนี่แม่ มีแค่ไหนก็แค่นั้น แม่เขาให้เขามาน่ะ บอกความจริงกับแก้วมันซะเถอะ มันจะได้ไม่ต้องอยากรู้อยากเห็นอีก และก็ส่งมันไปเรียนเมืองนอก มันบอกฉันว่ามันจะไปหาหมอที่เมืองนอกโน่น มันจะให้หมอตัดเกล็ดพวกนั้นออกนะแม่ ”

      “ ไม่ได้นะ ตัดก็ตายน่ะสิ ”

      “ แม่รู้ได้ยังไงล่ะ ”

      “ มันเป็นสัญญานของแม่เขาที่ติดตัวเขามาน่ะสิ ”

      “ แม่รู้ได้ยังไงล่ะ ”

      “ ก็หลวงพ่อวัดป่าท่านบอกน่ะสิ ”

      นางขำอ้างถึงคำของหลวงพ่อวัดป่า ที่ทุกคนในแถบนี้รู้ว่าท่านเป็นพระปฏิบัติ ซึ่งเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และเก่งกล้ามีวิชาอาคม ซึ่งท่านไม่ได้ออกมาให้ใครได้พบบ่อยนัก เพราะท่านจำพรรษาอยู่ในวัดกลางป่า  

       " แม่ไปพบท่านได้ยังไงล่ะ เห็นใครๆบอกว่าท่านอยู่แต่ในป่าในถ้ำ ไม่ค่อยออกมาให้ใครพบสักหน่อยนี่ “ นิ่มนวลเอ่ยถามด้วยความสงสัย

       “ แม่ไม่ได้ไปหาท่านหรอก แต่ท่านมาที่วัดทองมูลวัดบ้านเรานี่แหละ และก็ให้คนมาตาม แม่เงี้ยตกใจหมดเลย ที่คนมาบอกว่าหลวงพ่อพูนวัดป่าบอกให้ไปพบ มีธุระสำคัญจะบอก แม่ก็ไปกับไอ้เขียด ตอนแรกก็กลัวว่าจะถูกหลอก แต่นังนิ่มเอ๊ย....พอข้าเข้าไปกราบท่านเท่านั้นแหละ ท่านก็พูดเป็นช่องเป็นฉากราวกับตาเห็น เทศนาข้าซะยาวเหยียดเชียวละ ”

      “ แม่ไปมาเมื่อไหร่กัน ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยละ ” นิ่มนวลเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

      “ เมื่อเช้านี้เองตอนที่เอ็งไปที่โรงสีไงล่ะ ท่านพระครูปุ่นให้ลูกศิษย์มาตามแม่ที่บ้านนี่แหละ ”

      “ แล้วท่านเทศน์สอนหรือว่าเทศน์ด่าแม่ล่ะ” ลูกสาวเอ่ยแถมแกมประชด

       นางขำนั่งเงียบนิ่ง นึกถึงเมื่อเช้าที่ตนเองเดินขึ้นไปบนศาลาการเปรียญวัดทองมูล และเมื่อเห็นพระสงฆ์ทั้งสองรูป ก็รีบนั่งลงและคลานเข้าไปหน้าอาสน์สงฆ์ กราบลงสามครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง ท่าทางของหลวงพ่อพูนหลวงพ่อวัดป่าซึ่งครองจีวรสีคร่ำ ใบหน้าบ่งบอกถึงความเมตตา แต่มีอำนาจบางอย่างที่น่าเกรงขาม ท่านอยู่ในท่าทางเคร่งขรึม ที่ตนเองจำได้เพราะเคยเห็นท่านมาแล้วครั้งหนึ่ง ในงานทอดกฐินที่วัดนี้เมื่อปีก่อน ท่านชำเลืองมองมาและพยักหน้าน้อยๆให้นิดหนึ่ง แล้วผินหน้ากลับไป สนทนากับท่านพระครูสังฆรักษ์ปุ่น เจ้าอาวาสวัดทองมูล

      “ เล่าต่อสิแม่ ” นิ่มนวลเอ่ยเร่งเร้าขึ้นอย่างอยากรู้ เมื่อเห็นมารดานั่งเหม่อๆ

      “ อืมๆๆ ข้าจะเล่าให้ฟัง ” นางขำเริ่มเอ่ยเล่าเหตุการณ์ เมื่อเช้าให้ลูกสาวฟัง  

      “ เอ่อแม่ขำมาแล้วรึ พระอาจารย์ท่านอยากพบโยมขำน่ะ อาตมาก็เลยให้เด็กไปตาม งั้นอาตมาขอตัวไปทำธุระก่อนก็แล้วกันนะ ” ท่านพระครูสังฆรักษ์ปุ่นเจ้าอาวาสวัดทองมูลเอ่ยทักทาย และบอกเหตุผลที่ให้คนไปตาม และขอตัวไปทำธุระ เพื่อเปิดโอกาสให้ตนได้สนทนากับหลวงพ่อพูนวัดป่าตามลำพัง โดยมีนายเขียดที่ขับรถมาให้ ถอยออกไปนั่งที่ริมระเบียงห่างไปพอสมควร  

      “ หลวงพ่อมีอะไรจะให้อิฉันรับใช้หรือเจ้าคะ ถ้าหลวงพ่อจะให้ตั้งองค์กฐินหรือผ้าป่า ไปทอดที่วัดป่า อิฉันก็ยินดีเจ้าค่ะ ”  นางขำจำได้ว่าตนเองยกมือขึ้นพนม ก่อนจะเอ่ยถาม

      “ อาตมาไม่ได้เรียกโยมมา เพื่อขออะไรหรอกนะ อาตมาเรียกมาเตือน เพราะเขามาขอร้องอาตมาไว้น่ะ ”

      “ ใครหรือเจ้าคะ แล้วมาเตือนเรื่องอะไร อิฉันไปทำผิดคิดร้ายใครไว้หรือเจ้าคะหลวงพ่อ ถึงขนาดต้องไปรบกวนหลวงพ่อมาเตือน คนพวกนี้มันไม่รู้จักนรกหรือไงกัน ที่ไปรบกวนพระคุณเจ้าให้ต้องเดือดร้อนอย่างนี้ ” ตนเองเอ่ยรัวถามอย่างประหลาดใจ และยังตำหนิติเตียนคนที่หลวงพ่อกล่าวถึง  

      “ ไม่ใช่อย่างที่โยมเข้าใจหรอกนะ คนที่เขาไปขอร้องฉันนี่ เขาเป็นห่วงหลานสาวของโยมน่ะ โยมเคยทำอะไรกับแม่เด็กคนนี้เขาไว้บ้างล่ะ จำได้หรือเปล่า ถึงเวลาจะผ่านไปนานมากแล้ว โยมก็น่าจะจำได้สิจริงมั้ย ” หลวงพ่อพูนเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ แต่สายตาของท่านจับจ้องมองหน้า แล้วเมินสายตาหนี  

      คำของหลวงพ่อพูนวัดป่า ทำให้ตนเองเหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา เกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา อย่างไม่อาจระงับไว้ได้ เหงื่อเริ่มซึมบนใบหน้าและซอกคอ มือไม้เย็นจนเหมือนจะเป็นลมลงในบัดดล

      “ เอ่อ....อิฉันไม่ได้ตั้งใจนี่เจ้าคะ คือว่าครั้งกะโน้น เอ่อ...อิฉันเข้าใจผิดเจ้าค่ะหลวงพ่อ พอมารู้ตัวมันก็สายไปแล้ว แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ทุกข์ทรมานใจ ต้องก้มหน้ารับกรรมหนักอยู่แล้วละเจ้าค่ะ ” ตนเองเอ่ยสารภาพไปในทันที เหมือนผู้ร้ายที่เกรงกลัวอาญาจำต้องรีบสารภาพปากคอสั่น

       “ แต่เขาให้โยมร่ำรวยออกขนาดนี้ ความจริงโยมไม่ต้องทำมาหากินอะไร ก็รวยไม่ใช่รึ ทำไมถึงคิดว่าเป็นกรรมเสียล่ะ ” พระสงฆ์ร่างใหญ่เหมือนคนโบราณ เอ่ยถามด้วยเสียงเรียบเย็น สีหน้าขรึมๆของท่านไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ และยังจีวรสีคร่ำทำให้ท่านน่ากริ่งเกรงไม่ใช่น้อย

      “ โถหลวงพ่อ อิฉันไม่อยากให้เรื่องมันเป็นอย่างนี้หรอกเจ้าค่ะ เงินทองให้กองท่วมตัว ก็ไม่สำคัญเท่าลูกทั้งคนหรอกนะเจ้าคะ หลวงพ่อไม่เคยมีลูก หลวงพ่อไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าคนเป็นแม่ทุกข์ใจขนาดไหน ที่ต้องเห็นลูกชายตรอมใจไม่กินไม่นอน นั่งตากแดดตากฝนอยู่ที่ท่าน้ำ และจู่ๆก็หายสาบสูญไป ทิ้งหลานเอาไว้ให้เลี้ยงมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้วนะเจ้าคะ อิฉันก็ได้แต่รอว่าสักวันหนึ่งลูกชายหายโกรธก็จะกลับมาเอง บ้านช่องของเขาอิฉันก็ดูแลไว้ให้อย่างดี ลูกเขาอิฉันก็เลี้ยงดู ไม่ได้ทิ้งขว้าง และก็รักเขาเหมือนแก้วตาดวงใจ ”

      “ นี่แหละผลที่โยมหูเบาไปหลงเชื่อคำพูดคนอื่น ไม่ดูไม่คิดให้ถ่องแท้เสียก่อน ไปด่าทอ ทุบตีทำร้ายลูกสะใภ้จนบาดเจ็บ ทำให้เขาต้องหนีกลับไป กรรมก็จึงมาตกอยู่กับลูกและมาจนถึงหลาน และที่หนักกว่าใครก็คือโยมไงล่ะ ที่ต้องทนทุกข์กายทุกข์ใจอย่างนี้ ”

       นางขำจำได้ว่าตนเองถึงกับหน้าถอดสี เมื่อหลวงพ่อเอ่ยเท้าความหลังในการกระทำของตนเอง เหมือนท่านอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

      “ หลวงพ่อรู้ได้ยังไงล่ะเจ้าคะ คงมีคนปากเสียไปเล่าให้หลวงพ่อฟังละสิ เรื่องชาวบ้านละไม่ได้เชียวอุตส่าห์ไปเล่าให้พระให้เจ้าฟัง พวกนรกส่งมาเกิดเสียจริงๆ ”

      “ โยมขำอย่าไปโทษใครเลยนะ อาตมารู้เรื่องนี้มายี่สิบกว่าปีแล้วละ คนที่เล่าให้อาตมาฟังน่ะเขาไม่ได้นินทาโยมหรอกนะ เขามาปรับทุกข์เสียมากกว่าน่ะ ความรักก่อเกิดทุกข์มากมาย ไม่ว่าจะรักแบบไหนก็ตาม เหมือนอย่างที่โยมขำรักลูกมาก และตอนนี้ก็กลายเป็นรักหลาน ปล่อยวางเสียบ้างเถอะนะโยม ในเมื่อเรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้อีกแล้ว ”

      นางขำต้องก้มหน้า หลบสายตาเยือกเย็นคู่นั้น และน้ำตาร่วงเผาะๆลงบนตัก นึกถึงความเลวร้ายของตนเองที่ทำกับลูกสะใภ้ เพราะความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผีพราย อย่างที่ชาวบ้านเห็น และโจษจันกันในขณะนั้น และทำให้ตนเองถึงกับต้องไปขับไล่ลูกสะใภ้ โดยไม่รู้ว่าลูกชายไปได้ใครมาเป็นเมีย เพราะเมื่อถามถึงประวัติเทือกเถาเหล่ากอ ของหญิงสาวแปลกหน้า ที่ลูกชายรับมาอยู่กินด้วย  ลูกชายก็ไม่ยอมบอกกลับนิ่งเฉย และผู้หญิงคนนั้นก็งดงามอย่างประหลาด ซึ่งทำให้ตนเองยิ่งเชื่อคำเล่าลือว่าลูกชายอยู่กินกับผีพราย และอีกไม่นานลูกก็จะถูกสูบเลือดจนตาย

       ความรักและห่วงลูกทำให้ตนเอง ร้อนอกร้อนใจ และเริ่มวางแผนหาโอกาสเหมาะไปหาหมออาคม และวางแผนเมื่อลูกชายไปหาปลา ตนเองก็พาหลานชายและนิ่มลูกสาวไปจัดการไล่หญิงสาวผู้นั้นออกจากบ้าน ความกลัวความเกลียดชัง ทำให้ตนเองใช้ความป่าเถื่อนตีลูกสะใภ้ด้วยหวายเสก ที่อุตส่าห์ไปให้หมออาคมทำมาให้ เพราะคิดว่าลูกสะใภ้เป็นผีพราย ทั้งที่ลูกสะใภ้กำลังท้อง และเมื่อทนความเจ็บปวดไม่ได้  จึงทำให้ลูกสะใภ้วิ่งหนี ไปที่หัวสะพาน และกระโดดลงไปในน้ำ กลายเป็นนางเงือกว่ายหนีไป

      เมื่อนาคลูกชายกลับมา และรับรู้เรื่องราวที่ตนเองทำกับเมียเงือก ก็ถึงกลับทรุดกายลงร่ำไห้ และตั้งแต่วันนั้นนาคลูกชายก็ไม่พูดอะไรกับใครอีกเลย เขาได้แต่นั่งเฝ้าหัวสะพาน เหม่อมองไปในท้องน้ำ ไม่กินไม่นอนจนผ่ายผอม ด้วยความตรอมใจ ทำให้ตนเองถึงกับต้องบังคับให้ลูกกินข้าว และสี่เดือนต่อมาลูกชายก็อุ้มเด็กแบเบาะมาส่งให้

      “ แม่....นี่ลูกของฉัน แสงจันทร์เขาคลอดแล้วและเขาเอาลูกขึ้นมาให้จ้ะ เพราะลูกอยู่กับเขาไม่ได้ แต่ถ้าลูกอายุครบยี่สิบสามปีและยังไม่แต่งงาน เขาจะมารับลูกกลับไปอยู่กับเขาที่ใต้บาดาล แม่เลี้ยงเขาด้วยนะ เขาชื่อแก้วตา และนี่หวีกับกระจกทองคำ แม่เก็บเอาไว้ให้ลูกฉันด้วยก็แล้วกัน และแสงจันทร์เขาบอกว่าทองในห่อนี้ ให้เอาไว้เลี้ยงลูกให้เขาด้วย ทองมันจะเพิ่มมาเสมอ เมื่อแม่เอาไปใช้ เขาบอกมาอย่างนี้จ้ะ ”

        เป็นครั้งแรกหลังจากวันนั้น ที่ลูกชายพูดด้วยและยังยื่นห่อผ้าซึ่งมีทารกตัวจ้อยที่มีหวี กระจกและยังถุงทองคำส่งให้ แล้วหันหลังลงเรือนไป หนูน้อยในห่อผ้าน่าเกลียดน่าชัง ร้องไห้จ้าขึ้นทันที และกรีดร้องไม่ยอมหยุด ทำให้เกิดการโกลาหลกันไปทั้งบ้าน เพราะจะต้องหานมหาน้ำมาให้ทารกตัวจ้อยดื่ม และทำให้ตนลืมลูกชายไปอย่างสนิทใจ

      และนับจากวันนั้น ลูกชายก็หายสาบสูญไปจากบ้าน แม้จะส่งคนออกตามหา และจ้างคนลงไปงมในลำคลองหน้าบ้าน เมื่อเข้าใจว่าลูกชายอาจเป็นลมตกน้ำแต่ก็ไม่พบ ทั้งบนบานสานกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธ์ และยังจ้างอาจารย์ผู้มีอาคม มาทำพิธีเรียกวิญญาณ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะพบ ไม่ว่าจะเป็นศพที่คาดว่าจะลอยขึ้นมา หรือวิญญาณจะมาปรากฏให้เห็น และอาจารย์ผู้หนึ่งที่ตนเองดั้นด้นไปเชิญมา ได้ทำพิธีใหญ่ขึ้นอีกครั้งที่ริมคลองหน้าบ้านลูกชาย และในที่สุดก็บอกว่าลูกชายยังไม่ตาย แต่ไม่ต้องตาม สักวันนายนาคจะกลับมาเอง แต่เวลาผ่านไปถึงยี่สิบกว่าปีก็ไม่มีวี่แววว่าลูกจะกลับมา

      “ โยมขำอย่าไปคิดอะไรให้มันมากไปเลยนะ มนุษย์ทุกผู้ทุกนามเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมกันทั้งนั้นแหละ ” หลวงพ่อพูนเอ่ยทำลายภวังค์ขึ้น

      “ หลวงพ่อเจ้าคะ ถ้าอิฉันย้อนเวลากลับไปได้ อิฉันก็คงไม่ทำสิ่งที่ชั่วช้าแบบนั้นหรอกเจ้าค่ะ เอ่อ...แต่ที่หลวงพ่อเรียกอิฉันมา ก็เพื่อจะเตือนเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ ”

      “ ก็ไม่พ้นเรื่องที่โยมพูดหรอก จะครบยี่สิบสามปีแล้วมิใช่รึ ที่แม่เขาจะมาเอาลูกคืนน่ะ หลานโยมมีคู่รักหรือยังล่ะ ถ้ามีก็ให้เขารีบแต่งงานซะ ”คำเตือนของหลวงพ่อเป็นเรื่องที่ตนเองหลงลืมเสียสนิทใจ และทำให้ลมแทบจับร้องออกมาอย่างตระหนก

      “ ตายละหลวงพ่อ อิฉันลืมไปแล้วละเจ้าค่ะ ทั้งๆที่ปีที่แล้วก็ยังนึกได้อยู่นะเจ้าคะ แล้วจะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะ นังหนูของอิฉันก็ยังไม่มีคู่รักเสียด้วยสิ อย่างนี้คงต้องหาคู่ให้แล้วละเจ้าค่ะ อีกสามเดือนมันก็จะครบอายุยี่สิบสามแล้ว โธ่ๆแก้วตา ย่าลืมเสียสนิทเลยลูก ”

      “ แต่หลานของโยมไม่กล้าแต่งงาน หรือรักชอบใคร เพราะไอ้เจ้าสัญญาณของแม่ ที่ติดตัวอยู่ไม่ใช่เหรอ ” หลวงพ่อเอ่ยอย่างรู้ความเป็นไปทุกอย่างดี

      “ จริงด้วยเจ้าค่ะหลวงพ่อ อิฉันควรทำยังไงดี  หลานอิฉันมันต้องการให้หมอผ่าตัดเอาเกล็ดออกเจ้าค่ะ อิฉันจะให้แม่เขาเอาไปไม่ได้หรอกนะเจ้าคะ ช่วยหลานอิฉันด้วยเถอะเจ้าค่ะหลวงพ่อ ช่วยอิฉันด้วย ฮือๆ” นางขำเอ่ยอ้อนวอนด้วยเสียงสะอื้นไห้

      “ เกล็ดนั่นเอาออกไม่ได้หรอกนะโยม มันเป็นเหมือนอวัยวะสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตเขาเชียวละ ถ้าขืนไปเอาออกจะด้วยวิธีใดก็ตามหลานของโยมถึงแก่ชีวิตเลยละ นอกจากมันจะหายไปเองเมื่อถึงเวลา ”

      “ โธ่แล้วอิฉันควรจะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะท่าน อิฉันสงสารหลานเหลือเกิน เพราะถ้าเขายังมีเกล็ดนั่นอยู่ เขาก็คงไม่กล้าแต่งงานหรอกเจ้าค่ะหลวงพ่อ ”

      “ คนที่รักหลานของโยมจริงๆ เขาจะไม่รังเกียจเกล็ดนั่นหรอกนะ ”

      “ จริงหรือเจ้าคะหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อมีวิธีใดที่จะช่วยให้เกล็ดนั่นมันหายไปจากหลายของอิฉันไหมคะ เพราะใครๆก็บอกว่าหลวงพ่อมีวิชาอาคม ช่วยหลานอิฉันด้วยเถอะเจ้าค่ะ ” นางขำรีบพนมมือเอ่ยวิงวอนพระภิกษุร่างใหญ่

      “ อาตมาก็แค่มาเตือนความทรงจำของโยม เพราะเขาขอร้องมาเท่านั้นแหละ อาตมาเป็นพระจะไปทำเรื่องที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ไม่ได้หรอกนะ และวันนี้อาตมาต้องไปก่อน มีกิจสงฆ์ที่ต้องทำก่อนเพลรอช้าไม่ได้ เจริญพรนะโยมนะ ”

      หลวงพ่อเอ่ยเพียงเท่านั้นก็หยิบย่าม แล้วลุกขึ้นก้าวยาวๆลงบันไดศาลาไป ในขณะที่ตนนั้นกำลังร้องไห้คร่ำครวญด้วยความหวาดหวั่น ลืมคำถามทุกอย่างที่ตั้งใจ และพอนึกได้ ก็ร้องให้เจ้าเขียดวิ่งตามหลวงพ่อไป

     “ ไอ้เขียด ไอ้เขียด มึงวิ่งตามไปดักหลวงพ่อไว้ที ข้ามีความจะถามท่านสักข้อ ไปสิ ”

      นายเขียดคนงานในบ้านซึ่งขับรถมาให้ วิ่งตึงๆลงบันไดไปตามคำสั่งทันที และตนก็เร่งลุกขึ้นเดินกระย่องกระแย่งลงบันไดศาลาการเปรียญมา เหลียวหาไปตามทางเดินหน้าวัดหลังวัด ที่มีแต่ต้นไม้ร่มครึ้ม

      “ โยมขำไม่ต้องไปตามท่านหรอก พระอาจารย์ท่านคงกลับไปถึงวัดแล้วละ “ ท่านพระครูสังฆรักษ์ปุ่น เจ้าอาวาสวัดทองมูลที่ตนคุ้นเคย เดินออกมาเอ่ยบอก

      “ ท่านเพิ่งคล้อยหลังไปเมื่อครู่นี้เองเจ้าค่ะ อิฉันก็เลยให้เจ้าเขียดวิ่งไปตามแล้วละเจ้าค่ะ “ นางขำเอ่ยบอกท่านพระครูและหันไปมองหาเจ้าเขียด ด้วยท่าทางละล้าละลัง เพราะอยากจะเดินไปตามด้วย

      “ ใครก็ตามไม่ทันท่านหรอก ท่านย่นระยะทางได้ ฉันถึงบอกว่าป่านนี้ท่านก็คงถึงวัดแล้วไงล่ะ “ ท่านพระครูเอ่ยแล้วหันหลังเดินกลับไปกุฏิ นางขำเล่าให้ลูกสาวฟังจบแล้วนั่งเงียบ สีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยยับย่นด้วยวัยชรา มีแวววิตกกังวลมากมายนัก

     “ แม่ทำไมไม่ถามหลวงพ่อล่ะ ว่าใครกล้าไหว้วานท่านมาบอกแม่ เพราะต้องเป็นคนที่รู้เรื่องนี้เท่ากับเรา และทำไมคนๆนั้นไปบอกหลวงพ่อพูน ท่านไม่ได้อยู่ในเมืองเสียหน่อย วัดท่านก็อยู่ในป่าโน่น ใครจะเข้าไปหาท่าน ก็ไม่ใช่ไปง่ายๆเสียหน่อย แล้วคนๆนั้นทำไมไม่บอกกับท่านพระครูปุ่นล่ะแม่ หรือว่ามาบอกเราเองก็ได้นี่แปลกจัง “ นิ่มนวลเอ่ยปรารภกับมารดาอย่างนึกแปลกใจ

      “ ตอนนั้นความคิดของแม่มันสับสนไปหมด อยากจะอ้อนวอนให้ท่านช่วยแก้วตามันอย่างเดียว แต่พอท่านคล้อยหลังไป แม่ก็นึกได้ว่าใครกันที่ขอร้องให้ท่านมาเตือน แม่ก็ให้ไอ้เขียดวิ่งตามไปเพื่อหยุดท่านไว้ก่อน แต่ไอ้เขียดกลับมาบอกแม่ว่า มันเห็นหลังท่านไวๆ แต่วิ่งเท่าไหร่ก็ตามไม่ทัน ทั้งๆที่ท่านก็เดินไปธรรมดา ไอ้เขียดมันวิ่งหายไปตั้งนานสองนาน กลับมาเหงื่อโทรมเชียวละ ”

      “ หรือว่าพี่นาคจะไปเข้าฝันท่านล่ะแม่ ”

      “ เฮ้อนังนิ่มนี่ ไอ้นาคมันยังไม่ตาย จะไปเข้าฝันได้ยังไงล่ะ ” นางขำร้องปรามลูกสาวขึ้นทันที ทำให้นิ่มนวลแอบเบะปากนิดหนึ่ง กับความคิดของมารดาที่ยังมโนว่าลูกชายยังมีชีวิตอยู่

      “ อ้าวแล้วหลวงพ่อจะรู้ได้ยังไงล่ะแม่ แม่คงไม่คิดว่า เอ่อ.พี่แสงจันทร์ไปบอกหลวงพ่อหรอกนะ ”

      “ เอ๊ะนังนี่ ข้าก็อยากจะรู้อยู่นี่ไงล่ะ แต่ว่าเรื่องของเรื่อง แม่จะต้องให้แก้วตามันรีบแต่งงานเร็วที่สุดแล้วละ ”

      “ อ้าวแม่ แล้วมันจะแต่งกับใครล่ะ ” นิ่มนวลร้องถามขึ้น

       นางขำมีสีหน้าเป็นทุกข์ขึ้นอีก และทำท่านึกขึ้นได้  “ แล้วที่กรุงเทพฯน่ะ มันไม่มีคนมาชอบหรือยังล่ะ เอ็งอยู่กับหลานตั้งหลายปี ไม่รู้อะไรเลยเหรอไงวะนังนิ่ม แก้วตามันสวยออกอย่างนั้น มันต้องมีคนมาชอบบ้างละน่า ”

       “ มันก็มีคนมาชอบเยอะแยะไปหมดแหละแม่ ใครเห็นใครก็ชอบมัน แต่แก้วตามันไม่กล้ารักใคร ก็เพราะแม่น่ะแหละ ที่ไม่บอกความจริงอะไรกับมัน มันกลัวเรื่องเกล็ดนั่น มันเคยถามฉันว่า แม่ของมันหน้าตาเป็นยังไง เป็นคนที่ไหน แล้วแม่มันทำไมถึงทิ้งพ่อไป แม่มันเป็นคนไม่ดีใช่มั้ย สารพัดความสงสัยของมันแหละแม่ และมันยังถามฉันว่า ฉันเคยเห็นนางเงือกหรือเปล่า ฉันเงี้ยพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเชียวนะแม่ ฉันเชื่อว่าแก้วตามันกำลังอยากรู้ความจริงที่เราปิดๆบังๆ ” นิ่มนวลเอ่ยบอกมารดา พร้อมทั้งยกขาขึ้นมา อยู่ในท่ากอดเข่าอย่างเป็นทุกข์

      “ แล้วนังหนูมันมีท่าทีชอบใครบ้างมั้ยล่ะวะนังนิ่ม ”

      “ ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ แต่พวกเพื่อนของแก้วตา เวลาที่มันมาเที่ยวมาว่ายน้ำกันที่คอนโด เห็นมันล้อๆกับคนที่ชื่อพี่ภู แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นหรอกนะแม่ เขาว่าเป็นรุ่นพี่น่ะ แต่ฉันแอบถามเพื่อนมัน เด็กๆพวกนั้นมันบอกว่า ผู้ชายคนนั้นน่ะทั้งรวยทั้งหล่อเชียวละแม่ และผู้ชายคนนี้แก้วตาก็ออกจะปลื้มมากกว่าคนอื่นด้วยนะ ”

      “ เอ็งโทรตามแก้วตาทีสิ ทำไมวันนี้แม่โทรไม่ติดก็ไม่รู้ แม่จะต้องหาทางเร่งให้มันแต่งงานเสียแล้วละ ”

      “ เฮ้อ....แม่ก็นะ ทำเป็นวัยรุ่นใจร้อนไปได้ แก้วตาเคยบอกฉันว่าถ้ามันไม่รับโทรศัพท์ละก็ ให้คิดไว้ว่า มันอยู่ในห้องเรียน หรืออยู่ในโรงหนัง หรือไม่ก็แบตเตอรี่มือถือหมด เย็นๆเดี๋ยวฉันจะโทรให้ก็ละกันนะแม่ รีบยังไงมันก็คงไม่ได้แต่งงานวันนี้ พรุ่งนี้หรอกน่า ” นิ่มนวลเอ่ยบอกมารดาอย่างนึกหงุดหงิดขึ้นในใจ

      “ แม่น่ะแก่แล้วหลงลืมไปหมด เมื่อปีก่อนก็ยังนึกได้ถึงเรื่องนี้ แต่เห็นว่ามันยังเรียนอยู่ ไม่อยากให้มันคิดเรื่องผู้ชายจะทำให้เรียนไม่จบ แต่ทำไมมาปีนี้ ที่แม่ตั้งใจจะบอกให้มันหาคู่ครอง จะได้แต่งงานแต่งการกัน แต่ดันลืมมันไปได้ก็ไม่รู้ หรือว่าเราจะหาคู่ให้มันซะเอง ” นางขำบ่นงึมงำ

      “ โถอย่าว่าแต่แม่เลยฉันก็ยังลืม หรือว่ามันเป็นโชคชะตาของแก้วมันก็ไม่รู้นะแม่ ที่จะต้องกลับไปอยู่กับแม่มันน่ะ ยังไงเขาก็รักลูกเขา แม่ก็รู้ว่าเขาขึ้นมาบนบ้านนั้นบ่อยๆ เขายังอาลัยอาวรณ์กับความหลังของเขานะแม่ และฉันจะบอกให้นะ คู่น่ะมันไม่ใช่หากันได้ง่ายๆอย่างใจคิดเสียหน่อยนี่ อีกแค่สามเดือนจะหาทันหรือไงล่ะ ทำใจไว้บ้างก็ดีนะแม่นะ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นแม่จะได้ไม่ต้องมานั่งเป็นทุกข์อย่างทุกวันนี้ ”

      “ นังนิ่มอย่ามาพูดอย่างนี้นะ ข้าน่ะสู้กับโชคชะตาเพื่อหลานข้ามาทั้งชีวิตแล้ว ข้าไม่มีวันยอมแพ้หรอกโว้ย ” นางขำเปลี่ยนสรรพนาม เพราะเริ่มอารมณ์เสียกับคำพูดของลูกสาว

       นิ่มนวลจึงเป็นฝ่ายเงียบ เพราะรู้นิสัยมารดาของตนเองดีว่าเป็นคนทิฐิแรงกล้าเพียงใด แม่ไม่เคยท้อกับเรื่องของแก้วตา ด้วยความรักลูกชายมากนัก และความรักทั้งหมดจึงตกมาถึงหลานสาว ซึ่งมารดานั้นรู้ดีว่าได้ทำผิดไว้กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ทำให้ครอบครัวของลูก ต้องแตกสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง ซึ่งเป็นบ่วงบาปที่ปลดไม่ออก

      “ เอาเงี้ยฉันไปอาบน้ำก่อนนะแม่ แล้วเดี๋ยวจะโทรตามแก้วมันให้ก็แล้วกัน แม่ก็คิดต่อไปด้วยล่ะ ว่าจะหาหลานเขยที่ไหน อีกสามเดือนเท่านั้นนะแม่นะวางแผนหาผัวให้หลานเร็วๆเข้าเถอะ ฉันน่ะยอมแพ้แม่แล้วละ และเอ่อ...ฉันก็ไม่ใช่จอมวางแผนเสียด้วยสิ แม่ว่าไงฉันก็ว่าตามนั้นแหละ ”

      นิ่มนวลเอ่ยประชดประชันมารดา เพราะรู้ว่าตนเองนั้นไม่เคยหยุดยั้งความคิดของมารดาได้เลยสักครั้ง นิ่มนวลเอ่ยแล้วรีบลุกออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่นางขำ ยกขึ้นขว้างลูกสาว และกระทบลงกับบานประตูเสียงดังเปรี้ยง !  

      “ ปากดีนักนะนังนิ่ม แดกดันพ่อแม่ระวังเถอะ ตายไปจะเป็นเปรตปากเล็กเท่ารูเข็มเชียวนะมึง ” ตามมาด้วยเสียงแช่งชักของมารดา ที่นิ่มนวลถูกด่าเป็นประจำจนเลิกใส่ใจมานานแล้ว

 

       แก้วตาแต่งกายเรียบร้อยหยิบกุญแจรถมาถือไว้ ก่อนจะเปิดประตูห้องเสียงโทรศัพท์ของแก้วตาดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของย่าขำเธอก็ไม่รับ และกะว่าคืนนี้เธอจะไปนอนที่บ้านริมน้ำของบิดา แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเดินจากกระท่อมริมน้ำไปเซอร์ไพร้ส์ย่าที่เรือนใหญ่ แต่เมื่อสวมรองเท้าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้หญิงสาวคลี่ยิ้มตาเป็นประกาย เมื่อมองดูเบอร์ที่โทรเข้ามาและตัดสินใจรับ

       “ หวัดดีค่ะพี่ภู มีอะไรให้แก้วรับใช้คะ ” แก้วตาเอ่ยทักทายอย่างหยอกเย้าด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ 


* มาติดตามอ่านครึ่งที่เหลือกันนะคะ ส่งกำลังใจมาให้คนเขียนบ้าง จะติหรือชมก็รับฟังเสมอค่ะ *

                                 และอย่าลืม@มาเป็นแฟนพันธ์แท้กันนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #18 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2559 / 14:58
    น่าตื่นเต้น และตามลุ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป
    #18
    0
  2. #13 mook (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 เมษายน 2559 / 11:43
    แล้วจะไปเจอแม่ตัวเองมั้ยอ่ะ
    #13
    0
  3. #11 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 19:04
    แก้มตาจะรับได้ไหมนะถ้ารู้ความจริง
    #11
    0