ทายาทปริศนา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 969 Views

  • 19 Comments

  • 35 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2

    Overall
    969

ตอนที่ 4 : สัมผัสที่หก 50 %

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 เม.ย. 59





         แก้วตาเล่าว่าเธอกำพร้าพ่อแม่ และอยู่กับย่ามาตั้งแต่จำความได้ และย่าก็ทั้งรักและตามใจ แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่ท่านขีดไว้ให้ แก้วตาจึงมีความคิดที่ยังโบราณ อย่างเช่นเธอไม่ยอมสวมชุดว่ายน้ำ ไม่ว่าใครจะคะยั้นคะยอ และถ้าจำเป็นต้องลงสระว่ายน้ำ เธอก็จะเพียงแต่ สวมกางเกงขาสั้นแนบเนื้อเท่านั้น และที่แปลกอีกอย่างก็คือแก้วตาว่ายน้ำได้รวดเร็ว พลิ้วไหวสวยเหมือนปลา แต่เมื่อทางมหาวิทยาลัยขอให้เธอเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เธอกลับปฏิเสธเสียงแข็ง และบอกเหตุผลว่าย่าไม่ต้องการให้เธอ เกี่ยวข้องกับกีฬาทางน้ำเป็นอันขาด

      “ สาย...เธอมองฉันแบบนี้นานแล้วนะ ฉันไม่เหมือนมนุษย์หรือไง วันหลังอย่ามาขอให้บอกอะไรอีกล่ะ ย่าฉันน่ะสั่งห้ามบอกอะไรกับใครเด็ดขาดมานานแล้ว แต่วันนี้ฉันเกิดรู้สึกได้ขึ้นมาเฉยๆ แต่ก็ช่างมันเถอะ เพราะพวกเราก็จะจากกันแล้ว เฮ้อ!ฉันไม่น่าพูดบ้าๆออกมาเลยใช่มั้ยล่ะ ” แก้วตาตัดพ้อเพื่อนสาวด้วยสีหน้าบึ้งตึง

      “ แก้วฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเสียหน่อย เราสองคนยังไงก็ยังต้องพบกันได้ปรกติ เพราะเราต่างก็อยู่กรุงเทพฯ แต่สำหรับเพื่อนๆที่อยู่ต่างจังหวัด เขาก็อยากกลับบ้านไปหาพ่อแม่ บางคนก็มีแพลนไปเที่ยวหลังจบ แต่ยังไงซ้อมรับปริญญาเมื่อไหร่ พวกเราก็ต้องมาเจอกันอยู่ดีละน่า และเพื่อนๆที่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ก็ต้องกลับมาหางานทำในกรุงเทพฯกันแทบทั้งนั้นแหละ บ้านนอกจะมีงานอะไรให้ทำนักหนาล่ะแก้ว ” คำของสายวสันต์ทำให้เธอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

     “ แต่ฉันรู้สึกว่า เธอรู้สึกแปลกๆกับฉันใช่มั้ยล่ะสาย บอกมาตรงๆดีกว่าน่า “ สายตาของเพื่อนรักที่จ้องมองเธอ ทำให้แก้วตาเอ่ยถามขึ้นอีก เมื่อสัมผัสได้ถึงความคิดของเพื่อน

      “ แก้วฉันก็แค่คิดว่า เธออาจจะเป็นคนที่เรียกว่ามีซิกเซนส์ เป็นมนุษย์ที่โชคดีมีสัมผัสพิเศษเท่านั้นแหละ และฉันว่ามันดีออกนะ เพราะถ้าเธอเปิดสำนักรับดูดวงเป็นแม่หมอแก้วตา รับรองรวยไม่รู้เรื่องเลยละ อย่าคิดมากสิ ” สายวสันต์รีบเอ่ยปลอบใจ เมื่อเห็นแก้วตามีสีหน้าไม่ดีนัก

      “ มันไม่ดีหรอกนะสาย ฉันไม่อยากเป็นอย่างนี้ เพราะบางครั้งสัมผัสนี้มันก็หายไป ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลานี่ จะไปเป็นหมอดูได้ยังไงล่ะ ” เธอเอ่ยตอบซื่อๆ

      “ อ้าวเหรอ ฉันนึกว่าเธอรู้สึกตลอดเวลาเสียอีก ”

      “ ไม่หรอก บางครั้งฉันพยายามที่อยากจะให้มันเกิดเวลาที่ฉันอยากรู้อะไร แต่มันก็หายไป แต่อยู่ดีๆมันก็มาเองแบบวันนี้น่ะ ซึ่งย่าก็ไม่ต้องการให้ฉันเป็นอย่างนี้หรอก ย่าเป็นห่วงและสั่งห้ามบอกอะไรกับใคร ย่าบอกว่ามันอาจจะเป็นอันตรายกับฉันได้ ”

       “ อืม!!!ก็จริงของย่าเหมือนกันนะ เพราะถ้าเกิดไปพูดอะไรที่มันไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน คนๆนั้นเขาอาจโกรธเธอแบบโสก็ได้นี่ ”

       “ ใช่ย่าก็บอกแบบนั้นเหมือนกัน ”

       “ เรากลับกันเถอะแก้ว ไม่มีใครอยู่แล้วละ ” สายวสันต์เอ่ยชวน ทำให้ทั้งคู่ลุกขึ้นและออกเดินเคียงคู่กันมาเอื่อยๆตามทางเท้า

       “ ฉันอยากกลับแปดริ้วจังเลย แต่ย่าไม่อยากให้ฉันกลับ ย่าบอกแต่ว่าถ้าฉันจะกลับบ้าน ให้บอกล่วงหน้าจะได้ให้คนมารับห้ามไม่ให้กลับไปเองน่ะ และถ้าฉันไม่ได้มามหาลัย ฉันก็ไม่รู้จะทำอะไร คราวนี้แหละฉันคงเหงาแย่เลย  ” แก้วตาเอ่ยบ่นด้วยสีหน้าเซ็งๆ

      “ อ้าวทำไมย่าไม่อยากให้กลับล่ะ พวกเพื่อนเราที่มาจากต่างจังหวัด ฉันเห็นมีแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายต่างก็คิดถึง และอยากให้ลูกหลานกลับบ้านกันทั้งนั้น ฉันไม่เข้าใจย่าเธอเลยนะแก้วตา ” สายวสันต์เอ่ยด้วยสีหน้าขมวดมุ่น

      “ ย่าบอกแบบนี้ทุกครั้งที่ปิดเทอม ถ้าย่าอยากให้กลับก็จะมารับ และคุมตัวไปแบบนักโทษเลยละ เพราะพอไปถึงก็ได้แต่อยู่บนเรือน ไม่ให้ฉันเดินไปไหนมาไหนหรอก นอกจากจะแอบหนีลงมาเดินเล่น เวลาย่าเผลอ แต่ฉันก็อยากกลับนะ คิดถึงบ้านคิดถึงย่า คิดถึงกับข้าวที่บ้านมากๆเลยละ เบื่ออาหารจานด่วนซ้ำๆซากๆอย่างนี้จะแย่แล้วด้วย เฮ้อ....”  แก้วตาเอ่ยเล่าเอ่ยบ่นและตามด้วยเสียงถอนหายใจ

     “ อืมแปลกเนาะ ทำไมย่าต้องทำอย่างกับเธอ เหมือนกับเป็นนักโทษแบบนั้นด้วยล่ะ ” สายวสันต์ขมวดคิ้วถามอย่างแปลกใจ

      “ สาย....มีอะไรในชีวิตที่ฉันไม่เข้าใจมากมาย แต่ก็ไม่มีใครบอกฉัน ฉันไม่ได้มีความสุข อย่างที่คนอื่นเข้าใจหรอกนะ และฉันก็ไม่รู้จะไประบายให้ใครฟัง เรียนจบแล้วก็ยังไม่รู้จะทำอะไรเลย ย่าไม่ให้ฉันทำงานน่ะ ฉันอาจจะเรียนโทต่อก็ได้นะ ”

      “ ก็ย่าเธอรวยจะตาย จะให้หลานไปทำงานเดือนละไม่กี่ตังค์ทำไมล่ะ ”

      “ สายแต่คนเราต้องมีจุดมุ่งหมาย มีความหวัง มีความฝันในชีวิตไม่ใช่เหรอ เราจะอยู่เป็นเด็กไม่รู้จักโตได้ยังไง ฉันอยากไปเรียนต่อเมืองนอก ฉันอยากมีโลกส่วนตัวของฉัน อยากมีชีวิตเหมือนคนอื่น และบางครั้งก็อยากแหกกฎดูบ้างน่ะ ” หญิงสาวระบายความคับข้องใจออกมา

      “ ก็ชีวิตเป็นของเธอนี่แก้ว เธอก็ทำอย่างที่อยากทำบ้างก็ได้นี่ เรียนจบปริญญาตรีแล้ว ไม่ใช่เด็กสักหน่อย แล้วถ้าเธอยังอ่อนด๋อยเป็นเด็กในคาถาของย่าอย่างนี้น่ะเหรอ จะไปเรียนต่อเมืองนอก แค่คิดก็พับโครงการในฝันไปได้แล้วละ ”

      “ เธอรู้ไหมสาย ฉันเหมือนคนที่เกิดในคุกมาเกือบตลอดชีวิต พอถูกปล่อยก็กลัวไปสารพัด ฉันรู้จักเพียงแค่คอนโดกับมหาลัยเท่านั้น แม้แต่บ้านเกิดตัวเองฉันยังแทบไม่รู้อะไรเลย ” เสียงเล่าออกมาจากสีหน้าหวานๆและประกายตาหม่นเศร้า

      “ แล้วเธอไม่รู้สึกจากสัมผัสของเธอบ้างเหรอว่า อนาคตเธอจะเป็นยังไง ” สายวสันต์หันมาเอ่ยถามอย่างอยากรู้ ทำให้แก้วตาเอ่ยด้วยเสียงกระชั้นขึ้น

      “ ฉันก็อยากรู้นะอยากรู้มากเลยละ แต่พอคิดทีไรก็มีภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง ผุดพรายเข้ามาในความรู้สึก และเขาก็เหมือนฉันมาก หรือว่าฉันเหมือนเขาก็ไม่รู้นะ ฉันเห็นเขาอยู่ในถ้ำพร่าเบลอเหมือนผืนน้ำ ในภาพที่ฉันเห็นเขากำลังนั่งสมาธิถือศีลประมาณนั้นน่ะ ซึ่งฉันไม่เข้าใจเหมือนกันว่า มันคือภาพอะไร หมายความว่ายังไง พอฉันบอกย่าถามย่า ย่าก็ทำท่าตกใจ และเอ็ดตะโรดุฉันเป็นการใหญ่หาว่าฉันดูหนังดูละครมากเลยเพ้อเจ้อ ฉันไม่อยากเถียงย่าก็เลยเงียบ ”

       แก้วตาเอ่ยเล่าด้วยเสียงอ่อยๆ จากสีหน้าที่เศร้าสร้อยลง ทำให้เพื่อนสาวมองเธออย่างรู้สึกเห็นใจ ก่อนจะเอ่ย

      “ แก้ว...ฉันรู้สึกว่า ย่าเธอปิดบังอะไรเธอไว้สักอย่างหนึ่ง และท่านกลัวว่าเธอจะรู้น่ะ ”

      “ ใช่ฉันก็รู้สึกอย่างนั้น แต่ฉันอ่านใจย่าไม่ได้มากนัก รู้แต่ว่าบางครั้งย่ากังวลกับฉันมาก และฉันรู้แต่เพียงว่าย่ากำลังต่อสู้ขัดขืนกับอำนาจอะไรบางอย่าง เรียกว่าอย่างสุดความสามารถของท่าน ฉันรู้ว่าบางครั้งท่านท้อ ท่านเหนื่อยและหวาดหวั่น และตอนนี้ย่าก็แก่มากแล้ว ทำให้ฉันไม่อยากขัดใจท่านน่ะสาย ”

      “ แก้ว...ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะต้องค้นหาความจริงที่ย่าเธอปิดบังไว้ ซึ่งมันต้องเป็นความลับสุดยอด ซึ่งมันอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความจริงอันโหดร้าย หรืออาจจะเป็นความจริงที่เธอไม่ควรรู้ อืม..คิดไม่ออกเหมือนกันว่ะ อิๆ ” สายวสันต์เอ่ยคาดเดาแต่ลงท้ายก็จนปัญญาที่จะคิด

      “ สาย...มันอาจจะเป็นความจริงที่น่ากลัว ที่ฉันไม่ควรรู้ก็ได้นะ เพราะบางครั้งฉันสัมผัสได้ว่าอานิ่มกลัวว่าฉันจะรู้อะไรบางอย่างที่ทุกคนกำลังช่วยกันปิดบัง ทำให้ฉันพยายามถาม แต่แกก็พูดไปเรื่องอื่นจนฉันเขวทุกครั้ง ” แก้วตาเอ่ยแล้วถอนหายใจ

      “ ฉันว่าเธอน่าจะกลับไปเงียบๆไม่บอกใคร ซึ่งเธออาจจะทำให้เธอได้รู้อะไรบางอย่าง เพราะถ้าฉันเป็นเธอ ฉันคงทำไปนานแล้วละ ”

      “ กลับไปเงียบๆเหรอ ” แก้วตาทวนคำเพื่อนรัก สายตาเธอมีแววกังวลขึ้น

      “ ก็ใช่น่ะสิ เพราะเธออาจจะได้รู้อะไรที่เธอไม่เคยรู้ อะไรที่คุณย่าเธอปิดบัง และทำไมต้องเป็นความลับ ซึ่งอาจจะจากเพื่อนบ้านของย่า จากบรรดาญาติๆที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งอาจจะทำให้เธอรู้เรื่องราวในอดีตที่ถูกปิดบังที่เธอไม่เคยรู้ก็ได้นะ ”

      “ ใช่ทุกอย่างในชีวิตฉันเหมือนมีความลับบางอย่าง ที่ทุกคนพยายามปกปิด ย่าส่งอานิ่มมาอยู่กับฉัน ตั้งแต่ฉันออกมาจากโรงเรียนประจำ นี่อานิ่มก็เพิ่งกลับไปอยู่บ้านเมื่อตอนย่าป่วย และเวลาที่ฉันจะกลับบ้านแต่ละครั้ง อานิ่มหรือย่าก็จะมารับ ไม่ก็ใช้ก็ให้นายเขียดขับรถมารับ และพอไปถึงบ้าน ฉันก็จะเหมือนอยู่บนหอคอยงาช้าง ที่แทบจะไม่เคยเท้าแตะดิน ถ้าจะเดินไปไหนก็จะมามีอานิ่มตามประกบ และไม่ได้ให้ไปไหนคนเดียวเลยด้วยละ ฉันเหมือนนักโทษมั้ยล่ะ ” แก้วตาเอ่ยเล่าและหันหน้ามาถามเพื่อน

      “ อืม!! แปลกจริงๆด้วยละ แล้วพ่อแม่เธอล่ะแก้ว เธอไม่เคยเห็นพูดถึงท่านเลยนี่ ”

      “ ฉันไม่เคยเห็นหน้าทั้งพ่อทั้งแม่หรอกนะสาย และพอถามย่าหรือว่าอานิ่ม ทั้งสองคนก็อ้ำอึ้งไม่ตอบอะไร และบอกแต่ว่าไม่ต้องไปถามถึงเขาหรอก แต่พอฉันซักมากๆก็พาลโกรธปึงปังพูดไปเรื่องอื่น ฉันก็เลยเบื่อไม่ซักไม่ถาม และก็เลยไม่เคยรู้เรื่องของพ่อแม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านชื่ออะไร แม้แต่รูปก็ไม่เคยเห็นตลกมั้ยล่ะ ”

      “ ไม่ตลกหรอกจ้ะแก้ว แต่โคตรจะแปลกเลยละ ถ้าฉันเป็นเธอนะฉันต้องซักเอาความให้ได้ เธอไม่อยากรู้เรื่องพ่อแม่หรือไงล่ะฉันไม่เข้าใจ และฉันว่านะน่าจะเป็นเรื่องพ่อแม่ของเธอนี่แหละ ที่ทุกคนกำลังปกปิดเป็นความลับ ” สายวสันต์คาดเดาขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

      “ ก็ฉันเกิดมาก็มีแต่ย่ากับอานิ่ม แล้วก็มาโตในโรงเรียนประจำ ทำให้ฉันไม่ได้รู้สึกคิดถึงพ่อแม่เลย หรือว่าพ่อแม่ของฉันประวัติไม่ดี ทุกคนก็เลยกลัวว่าฉันจะรู้อะไรที่ไม่ดีของท่าน ฉันรู้จากอานิ่มที่พลั้งปากบอกฉันว่า ย่ารอคอยการกลับมาของพ่อซึ่งหายตัวไป บางครั้งฉันคิดว่าพ่ออาจจะทำร้ายแม้ แล้วไปติดคุก ทุกคนก็เลยไม่อยากพูดถึงแม่ เพราะไม่อยากให้ฉันมีปมด้อย สาย..ฉันคิดไปสารพัดจนเลิกคิดแล้วละ ” แก้วตาเอ่ยเล่าความในใจให้เพื่อนฟังด้วยสีหน้าซื่อๆ

     “ แหม...แก้วเธอดูข่าวในทีวีมากไปมั้งหึๆ ” สายวสันต์เอ่ยด้วยเสียงหัวเราะขันๆ

     “ ก็จริงนี่สาย ทำให้บางครั้งฉันลืมไปเลย ว่าชีวิตฉันก็ต้องมีพ่อแม่เหมือนคนอื่น ” 

     “ เฮ้อ..ชีวิตเธอนี่ช่างแปลกประหลาดเสียจริง ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อแม่เลยสักอย่าง อย่างกับคนถูกขอมาเลี้ยงแน่ะ ”

     “ ฉันก็เคยคิดแบบที่เธอพูดเหมือนกันนะสาย แต่ฉันก็เหมือนนักโทษอย่างที่บอกน่ะแหละ ก็เลยไม่รู้จะไปถามใครน่ะ มีญาติลูกพี่ลูกน้องอยู่คนหนึ่ง พอถามมัน มันก็ไม่บอกอะไร บอกแต่ว่าไม่รู้ไม่เห็นเพราะมันเด็กกว่าฉัน ส่วนย่าก็หวงไม่ให้ฉันได้พูดได้คุยกับใครแถวบ้านเลยสักคน ”

      “ ก็หลานสาวสวยขนาดนี้ ย่าก็ต้องหวงเป็นธรรมดาแหละน่า แต่มันก็แปลกเนาะ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย ซึ่งถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะต้องหาทางรู้ความจริงเรื่องนี้ให้ได้ แก้วเธอต้องแอบไปหาความจริงโดยไม่ให้ใครรู้ ไม่เห็นจะยากเสียหน่อยนี่ ฉันว่าคนแถวบ้านเธอต้องมีคนรู้เรื่องนี้จริงมั้ย ย่ากับอานิ่มถึงไม่ให้เธอคบหาสมาคมกับใครไงล่ะ ”

      คำของเพื่อนรักจุดประกายความคิดของแก้วตาขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่เธอเองก็คิดถึงโอกาสนี้อยู่บ่อยครั้ง ว่าเธอจะต้องค้นหาความลับที่ทุกคนพากันปกปิด ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองกำลังสงสัยก็เป็นได้

ปริ้น!!เสียงแตรรถดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม และยังมีใบหน้าของชายหนุ่มผู้หนึ่งโผล่ออกมา ทำให้แก้วตาคลี่ยิ้ม และเอ่ยกระเซ้าเพื่อนขึ้นทันที

      “ นั่น! ที่รักเธอมารับแล้วละสาย อิจฉาจังเลย ”

      “ แหม!อย่ามาอิจฉาฉันเลย พี่พิงค์ภูของเธอออกจะเลิศเลอเพอเฟ็กส์ แต่เธอไม่สนจนเขาอกหักแล้วมั้งจ๊ะ ระวังแต่มือดีจะคาบไปกินซะหรอก สาวๆแต่ละคนมองเขาตาเป็นมัน ยายโสมันอิจฉาเธอก็เพราะพี่ภูนี่แหละ และถ้าเธอไม่สนเขาฉันว่าเธอโง่มากเลยนะ และฉันก็เสียดายแทนเธอที่ซู๊ดเลยด้วย ” เพื่อนสาวเอ่ยด้วยสีหน้าทะเล้น

      “ บ้าน่ะสาย เสียดายผู้ชายเหรอ ผู้ชายมีให้เกลื่อนโลก จะเสียดายผู้ชายคนเดียวไปทำไม ตลกจัง ” แก้วตาเอ่ยด้วยสีหน้าขันๆ

      “ เธอรู้มั้ยแก้ว ถ้าฉันสวยและรวยอย่างเธอละก็ ฉันจะจับพี่ภูให้อยู่หมัดเลยละ ใครๆก็อยากได้ทายาทตระกูลนี้กันทั้งนั้น แม่โสภาวดีอยากได้พี่ภูของเธอจนตัวสั่น ใครเป็นสะใภ้ตระกูลนี้นะ วันๆแค่นั่งนับตัวเลขในบัญชี ก็เมื่อยสายตาแล้วละ” สายวสันต์นำความจริงมาเอ่ยเย้าเพื่อนรัก

       “ เป็นผู้หญิงพูดว่าจะจับผู้ชายอย่างนี้ มันน่าเกลียดนะสาย ” แก้วตาเอ่ยด้วยแก้มที่แดงก่ำ ประกายตาหวานวิบวับขันๆ

       “ ฮื้ออย่าโบราณไปหน่อยเลยน่าแก้ว สมัยนี้มือใครยาวสาวได้สาวเอา คนสวยระดับนางเอก นางงาม เขาก็แย่งชิงผู้ชายรวยๆกันทั้งนั้นแหละจ้ะ มัวมาทำหงิมๆอย่างเธอจะได้ขึ้นคานน่ะสิ หรืออยากอยู่คานทองนิเวศน์เป็นเพื่อนอานิ่มของเธอล่ะ ” สายวสันต์ยื่นหน้ามาเอ่ยถาม และความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ทำให้เธอกล้าพาดพิงไปถึงอาสาวของแก้วตา

        “ เฮ้อ..ฉันยังมองไม่เห็นอนาคตตัวเองเลย และฉันก็ไม่กล้าจะรักใครเพราะ..เอ่อ ” เธอเอ่ยได้เพียงเท่านั้น และรีบเก็บความในใจที่ตนเองยังไม่กล้าเปิดเผยออกไป ทำให้สายวสันต์มองหน้าแก้วตาแล้วส่ายหน้าน้อยๆ

       “ แก้วเชื่อฉันนะ ความฉลาดก็ต้องมีความกล้าด้วย ไปค้นหาความจริงของตัวเองได้แล้วละ และถ้าเธอต้องการตัวช่วยก็โทรหาฉัน เพราะฉันว่างสำหรับเธอเสมอ แล้วยังไงค่อยโทรคุยกันอีกทีละกัน ฉันจะไม่ทันดูหนังรอบบ่ายน่ะ แล้วเจอกันนะแก้ว บายจ้ะ ” สายวสันต์เอ่ยแล้วโบกมือให้ ก่อนจะหมุนกายวิ่งเหยาะๆไปที่รถของแฟนหนุ่มซึ่งจอดรออยู่

      แก้วตาจึงออกเดินไปยังที่จอดรถ คำของเพื่อนรักอลวนอยู่ในความคิด ในขณะที่ขับรถกลับคอนโด และพึมพำเบาๆกับตนเอง

      “ ค้นหาความจริงงั้นเหรอ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นเรื่องที่เรา พยายามทำมาตลอดหลายปี แต่ยิ่งค้นหาสืบถาม ย่าก็ยิ่งกีดกันไม่ให้กลับไปบ้านที่แปดริ้ว เราเป็นอะไรกันแน่ เรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น และความจริงของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเราหรือเปล่านะ ที่ย่าและอานิ่มหวาดหวั่นและพยายามปิดบังเรา ”

      เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เสียงหนึ่งซึ่งตนเอง ไม่เคยลืมก็แว่วเข้ามาอีกครั้งหนึ่งทันที “ อีแก้ว มึงมันไม่ใช่คน แม่กูบอกว่ามึงเป็นลูกนางเงือก อีลูกนางเงือก อีลูกนางเงือก อีพวกผีพรายผีน้ำ ”

      เสียงตะโกนด่าทอ ของเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งในขณะที่เรียนชั้นประถม ทำให้เธอวิ่งแจ้นกลับมาถามย่าที่บ้าน

      “ ย่า ย่าจ๋า เงือกคืออะไรจ๊ะ แม่หนูชื่อเงือกหรือจ๊ะย่า บอกหนูหน่อยสิ ”

       แก้วตาจำได้ว่าผู้เป็นย่ามีสีหน้าตกใจสุดขีด ก่อนจะละล่ำละลักถาม “ แก้วตามีอะไรเหรอ ทำไมหนูถามย่าอย่างนี้ล่ะ ไหนบอกย่าสิลูก ”

      “ ก็อีน้อยหน่าลูกน้าสังวาลมันทะเลาะกับหนู และก็ด่าว่าหนูเป็นลูกนางเงือก เป็นพวกผีพราย ผีน้ำ มันแปลว่าอะไรล่ะจ๊ะย่า ทำไมเขาว่าหนูเป็นผีล่ะจ๊ะ แม่หนูเป็นใครกันจ๊ะเป็นผีหรือเปล่าหนูอยากรู้ ” เธอเอ่ยถามพร้อมทั้งเขย่าแขนย่า

      แต่ย่ากลับนั่งนิ่งขึงสีหน้าของย่าเคร่งเครียด แววตาแข็งกร้าวกำมือทั้งสองข้างเข้าหากัน หายใจแรงจนอกสะท้อนถี่ทำให้เธอในขณะนั้นมองอากัปกริยาผู้เป็นย่าอย่างหวาดหวั่น ไม่กล้ารบเร้าถามอะไรอีก แต่เมื่อท่านมองหน้าที่รอคำตอบของเธอ ก็เอ่ยบอกแต่เพียงว่า

      “ ย่าจะส่งหนูไปเรียนที่กรุงเทพฯ ไม่ต้องไปเรียนโรงเรียนนี้อีกแล้ว ”

      และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ย่าก็ไม่ให้ไปโรงเรียนอีก แม้คุณครูประจำชั้นมาตาม ย่าก็ไม่อนุญาต และพอเปิดเทอมใหม่ เธอก็ถูกส่งมาเข้าเรียนโรงเรียนประจำในกรุงเทพฯ ในชั้นประถม5  ซ้ำชั้นจากโรงเรียนเดิม และไม่ได้กลับไปแปดริ้วจนกระทั่งจบมัธยมต้น และเมื่อเริ่มโตเป็นสาวเธอก็เริ่มคิด เริ่มสงสัย เริ่มหาเหตุผล กับข้อห้ามมากมายของย่าและอานิ่มซึ่งเป็นน้องสาวของพ่อ และแล้วไม่นานนัก สิ่งที่ทำให้ตนเองหวาดกลัวก็เริ่มก่อเกิดขึ้น….

      แก้วตาครุ่นคิดเรื่องราวของตนเองในอดีต และเมื่อกลับมาถึงคอนโด เธอก็ถอดกระโปรงนักศึกษาออก โดยนำผ้าขนหนูมาพันท่อนร่างไว้ และนั่งลงที่ริมขอบเตียงนอน และค่อยๆเลิกผ้าขนหนูขึ้นมาจนถึงโคนขา ไล้ปลายนิ้วไปบนเกล็ดสีเขียวแวววับที่โคนขา

      ‘ก็สิ่งนี้ไงล่ะ...ที่เราจะต้องค้นหาให้ได้ ว่าเราเป็นอะไรกันแน่ เกล็ดสีเขียวที่ขึ้นบนโคนขาทั้งสองข้าง ซึ่งบางวันมันก็เปลี่ยนเป็นสีทอง ที่เราให้ย่าดูเมื่อสี่ปีก่อน ในขณะที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย และเมื่อท่านเห็นก็เบ่งตาโต กรีดร้องอย่างตกใจและเป็นลมพับไปในทันที และทำให้ย่ารีบซื้อคอนโดให้ และให้อานิ่มนวลน้องสาวของพ่อมาอยู่ด้วย และอานิ่มก็เลยกลายเป็นผู้คุมของเราตลอดมา จนปีสุดท้ายอานิ่มต้องกลับไปช่วยย่า ทั้งงานบ้านงานนา งานสวน เพราะย่าแก่ลงมากแล้ว และยังป่วยออดๆแอดๆ คราวนี้น่าเป็นโอกาสของเราแล้วละ เราต้องกล้าสิ เราจะแอบกลับไปเงียบๆ ไปที่บ้านพ่อหลังที่อยู่ริมน้ำก็ได้นี่ เราเคยแอบไปมาแล้ว และบ้านหลังนั้นย่าก็ให้คนดูแลซ่อมแซม ทำความสะอาดไว้เป็นอย่างดีเพื่อรอพ่อกลับมา แต่เวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา พ่ออยู่ที่ไหนกันล่ะ...

       แก้วตาเข้าห้องน้ำจัดการ กับตนเองเรียบร้อยแล้ว รีบเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวใส่เป้ ยกขึ้นสะพาย มองตนเองในกระจกอย่างพึงพอใจ ที่วันนี้เธอแต่งกายทะมัดมะแมง ด้วยกางเกงยีนส์ และเสื้อยืดคอกลม มีเสื้อไหมพรมแขนยาวสวมทับ หยิบหมวกแคปมาสวมปิดบังหน้าตาตนเองไว้ครึ่งหนึ่ง และยังแว่นกันแดดแบบเท่เก๋ไก๋ ยี่ห้อดังมาสวม

      ‘ แค่นี้ก็โอเคแล้วละ เพราะอันที่จริงแล้วคนแถวบ้านก็จำเราไม่ได้หรอก ยิ่งคนที่ไม่ได้อยู่ใกล้บ้านย่าหรือเป็นญาติกันก็ยิ่งไม่เคยรู้จักเราด้วยซ้ำ เราจะขับรถไปที่ตลาดก่อนดีกว่า เผื่อจะได้ซื้ออะไรไปไว้กินคืนนี้ แต่เราจะเข้าไปในบ้านพ่อได้หรือเปล่าน้า อานิ่มเคยบอกเราว่าบ้านหลังนั้นตั้งแต่ไม่มีพ่ออยู่ ก็ไม่มีใครกล้าย่างกรายไปใกล้ แต่พอเราถามว่าทำไม อานิ่มก็เงียบและบอกแต่เพียงว่าคนคงกลัวผีมั้ง แต่เราไม่กลัวหรอก ย่าบอกคนดีผีคุ้มนี่ อืม....เราควรหาเครื่องมืองัดแงะไปบ้าง ก็น่าจะดีกว่าไปมือเปล่า

       แก้วตาคิดแล้วค้นหาเครื่องมือซึ่งมีเพียงไขควงและมีดพับใส่ลงในเป้ แล้วยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ จากสีหน้าที่มุ่งมั่น ที่จะไปค้นหาสิ่งที่ตนเองเคลือบแคลง ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่คำว่าเงือกก็วนเวียนอยู่ในสมอง

       ‘ คราวนี้ถ้าเราทำไม่สำเร็จ เราจะต้องคาดคั้นเอาความจริงจากย่าและอานิ่มให้ได้ ว่าพ่อแม่ของเราเป็นใคร และย่ากับอานิ่มกำลังปิดบังเราเรื่องอะไรบ้าง เราจะอ้างว่าเราโตแล้วและควรรู้เรื่องทุกอย่างที่เป็นตัวตนของเรา เราต้องขู่ย่ากับอานิ่มว่าถ้าไม่บอกความจริง เราจะหนีไปอยู่ต่างประเทศกับเพื่อน    


 นิยายเรื่องนี้ โรแมนติค ดราม่า คอมมาดี้ แฟนตาซีลึกลับตื่นเต้น ชวนให้ค้นหา

คอมเม้นท์ส่งกำลังใจมาให้พี่บุษกันบ้างนะคะ 

ตอนหน้ามาอ่านตอนโศกนาฎกรรมในอดีตกันค่ะ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #17 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2559 / 14:34
    ความจริงที่น่าค้นหา 
    #17
    0
  2. #10 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 18:50
    แก้วตาจนค้นหาตัวเองยังไงนะ
    #10
    0
  3. #9 mook (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 เมษายน 2559 / 17:45
    จะรอค่ะ^_^
    #9
    0