smile breathe and go slowly - (chanbaek)

ตอนที่ 49 : Into India

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    15 ก.พ. 64

 

Into India

(B ver.)

 

 

 

 

 

 

 

bbh

คิดถึงเหมือนกัน

 

 

pcy

เย็นนี้มากินข้าวด้วยกันนะครับ

ว่างมั้ยน้า

 

 

bbh

ว่าง

วันนี้เคลียร์งานเรียบร้อย กลับเร็วได้

คิดถึงจะแย่แล้วอ่ะ :-(

 

แปบนึงนะ

 

 

 

 

 

 

เมื่อข้อความถูกขึ้นว่าอ่านแล้ว พอๆกับที่หัวหน้าของตัวเองเปิดประตูออกมาจากห้องกะทันหัน แบคฮยอนก็จำเป็นต้องรีบวางโทรศัพท์ลงก่อน

 

 

บยอนแบคฮยอน เดี๋ยวผมขอคุยกับคุณด้วยหน่อยนะ...เชิญในห้องเลย

 

ครับ

 

เจ้านายตัวเองออกมาด้วยใบหน้าที่ค่อนข้างเครียด คงมีเรื่องอะไรที่สำคัญแน่ๆ หลังจากที่ประชุมบอร์ดไปเมื่อตอนกลางวัน มือบางรีบหยิบอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามเข้าไปเพื่อเตรียมจดรายละเอียด...สงสัยจะงานด่วนนั่นแหละเสียวสันหลังแปลกๆเลย

 

 

เดี๋ยวรอโอเซฮุนแปบนึงนะ

 

ได้ครับ

 

แบคฮยอนโค้งให้ก่อนจะนั่งรอในห้องด้วยความกดดันนิดหน่อย

 

 

 

 

 

 

bbh

เดี๋ยวค่อยคุยนะ

น่าจะงานเข้า

หัวหน้าเรียก

 

 

pcy

โอเคพี่

ขอให้มีแต่เรื่องดีๆนะครับ

เย็นนี้เจอกัน

เดี๋ยวแว๊นไปรับ

 

 

bbh

ขี่เวสป้า อย่าเรียกแว๊น ㅋㅋㅋㅋ

 

 

ก่อนที่จะรีบเก็บโทรศัพท์เพราะโอเซฮุนเพื่อนร่วมงานคนละสาขาเดินเข้ามาแล้ว มีแค่เราสองคนในฐานะพนักงานกับบรรยากาศที่เงียบสนิท

 

 

“...ที่ผมเรียกคุณสองคนมาวันนี้ ก็จะคุยเรื่องโปรเจคใหม่

 

ผมพึ่งร่วมประชุมกับวิศวกรระดับประเทศหลายท่านเมื่อสองวันที่ผ่านมาตามที่พวกคุณก็ได้ทราบ ตอนนี้เขามีโครงการร่วมชะล้างสารเคมีเหมืองที่อินเดียแล้วก็ทองที่นั่นด้วย มันเป็นเหมืองนึงในรัฐอุตตรประเทศ ... เป็นการขอความร่วมมือของวิศวกรนานาประเทศให้เข้าร่วม

 

“...”

 

ผมตกลงไปแล้วในส่วนของบริษัทเราและในฐานะตัวแทนของประเทศน่ะ เพราะคิดว่ามันมีผลดีต่อเราอย่างมากในอนาคต

 

“...”

 

ทั้งแบคฮยอนวิศวกรสิ่งแวดล้อมประสบการณ์สามปี ผลงาน... อืม โปรเจคที่คุณทำก็นับไม่ถ้วน กับโอเซฮุนวิศวกรไฟฟ้า ประสบการณ์สามปีเหมือนกัน ผมคิดว่าพวกคุณเหมาะอย่างมากกับโปรเจคระดับโลกนี้

 

“...”

 

จริงๆผมไม่ได้อยากบังคับ ... แต่ผมกลับมองว่ามันเป็นโอกาสดีของคุณสองคน ที่ผมในฐานะหัวหน้าจะหยิบยื่นให้หัวหน้าของพวกเราพูดพร้อมกับมองอุปกรณ์ไอแพดในมือ ที่คงจะเป็นประวัติของพนักงานสองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้

 

 

ผมอยากขอให้พวกคุณไปควบคุมและประจำที่อินเดีย

 

แบคฮยอนชะงักไป 

 

 

ประจำเลยอย่างนั้นเหรอ แล้ว จะนานแค่ไหนกันนะ....

 

 

โครงการที่นั่นจะนำผลประโยชน์มาให้ทั้งเรา ทั้งประเทศมหาศาลเลยนะ ... ถ้าห่วงเรื่องสวัสดิการผมก็จะบอกเลยแล้วกัน สวัสดิการต่างๆ รวมถึงค่าตอบแทน ผมรับประกันได้ว่ามันจะมากกว่าที่คุณได้ที่นี่สามเท่า ผมจะส่งรายละเอียดให้อีกทีทางอีเมล์

 

คนเป็นเจ้านายสลับมองลูกน้องไปมา

 

 

ผมรับรองให้ได้

 

“..แล้วระยะเวลาของโปรเจคนี้ล่ะครับแบคฮยอนถามออกไป

 

ประมาณ 3-5 ปี แล้วแต่สภาพ เราต้องไปวัดสภาพกันอีกทีตอนถึงที่โน่น ข้อมูลคร่าวๆที่ได้รับตอนเซ็นต์สัญญาก็ราวๆนี้

 

“...”

 

ไม่ต้องห่วงนะ เราอาจจะมองภาพที่นั่นติดลบ แต่ฉันรับรองได้ ที่อยู่ อาหารการกิน การอำนวยความสะดวกเราจะดูแลอย่างดี เวลาพักผ่อนมีให้เหมือนทำงานปกติซ้ำยังมีเอ็กซ์ตราให้อีก ผมจะคุยให้

 

“...”

 

ลูกน้องทั้งสองนั่งเงียบ ยังไม่มีใครปฏิเสธไปตรงๆหรือตอบรับอย่างดีไปตรงๆเช่นกัน

 

 

ผมมีเวลาให้พวกคุณตัดสินใจ หลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนนะแล้วค่อยมาให้คำตอบผมก็ได้ แล้วเราจะได้เริ่มดำเนินการกัน

 

 

ลองคิดดีๆล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

โอกาส ของงานที่รัก

 

การเดินทางที่เคยอยากทำ

 

อินเดียที่เคยใฝ่ฝัน

 

 

....

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าให้พี่เลือกสมมติว่าเราได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน พี่อยากไปที่ไหนเหรอครับ

 

อืมม ... พี่อยากลองไปอินเดีย พี่ชอบดูรายการท่องเที่ยวเขาทำให้อาหารพวกนั้นมันน่ากิน ผู้คนก็ดูเป็นมิตร...เกินไป ฮ่า

 

เห้ย ทำไมใจเราตรงกันขนาดนี้ ผมก็อยากไปมากๆ..กับพี่อ่ะ รอผมเก็บตังค์แล้วเราไปกันนะ

 

ไหนเคยบอกกลัว

 

ไหน! ใครกลัว ไม่มี๊ ไปฟังเสียงบีบแตร ปริ๊นๆ

 

คงจะหนวกหูน่าดู

 

‘...แต่แค่เราไปด้วยกัน ไปที่ไหนก็คงดีไปหมด

 

อื้ม แค่เราเนอะ

 

 

 

ผมเคยคิดว่าประเทศอินเดียคงเป็นประเทศที่ฝึกความอดทนน่าดู เพราะฉะนั้นถ้ายิ่งได้ไปกับคนรักก็คงจะพิสูจน์อะไรกันได้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่อินเดียหรอก เวลาเราได้เดินทางไปในที่ๆไม่คุ้นเคยกับใคร ประสบการณ์ต่างถิ่นแบบนั้นคงจะทำให้เราได้เรียนรู้นิสัยของเพื่อนร่วมทางได้อย่างดีเลยล่ะ

 

บางคู่ บางคนอาจจะยิ่งรักกันมากขึ้น หรือกลับมาแล้วอาจจะเปลี่ยนมุมมองของกันและกันไปเลย ร้ายแรงหน่อยก็อาจจะเลิกกันไป ... ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ของคู่รักหรอก ความสัมพันธ์แบบเพื่อนก็ด้วยนั่นแหละ อืม ผมคิดว่าในทางธุรกิจก็มีส่วนนะ จะลงทุนต่อ หรือจะมองหาทัศนคติใหม่ๆจากคนอื่น 

 

 

 

 

 

ปึก

 

 

เหม่อ!” แบคฮยอนสะดุ้ง

 

อ่า พี่ขอโทษ

 

 

เขาเอาแต่คิด...ไม่หยุดเลย

 

 

ข้าวผัดกิมจิไม่อร่อยเหรอ ไม่กินซักทีชานยอลก้มลงมองในจานที่ยังมีข้าวอยู่เต็มเลย แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่นั่งเหม่อ ทั้งยังเขี่ยไปมา

 

เปล่าๆ พอดีมีเรื่องให้คิดน่ะ

 

ผมรู้ได้มั้ยครับเขาคลี่ยิ้มออกมาได้นายรู้ได้ทุกเรื่องเลย

 

อีกฝ่ายเขยิบหน้าเข้ามาเหมือนจะทำกระซิบ ทำไมเด็กๆถึงเอาใจเก่งจังนะ

 

 

“..โดยเฉพาะเรื่องที่พี่รักนาย

 

คนตัวโตแต่เด็กกว่ายิ้มเขิน ก่อนจะเลื่อนมือไปบีบแก้มแฟนรุ่นพี่อย่างหยอกล้อ

 

ผมก็รักพี่พูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำในร้านอาหารให้คนอื่นได้มองมาเป็นตาเดียว

 

หึ่ย เสียงดังไปแล้ว

 

 

คบกับเด็กนี่มีความสุขจริงๆนะ ชานยอลไม่ใช่เด็กงอแงหรือทำอ้อนอะไรเสียจนขัดกับลุคขนาดนั้น เขามีลิมิตของเขา แต่เมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายเรียนเหนื่อยๆก็จะโทรมาอ้อน บางทีเขาก็ไม่ได้รับสายน้องเลยเพราะติดประชุมงาน

 

พอโทรกลับเด็กขี้งอนก็หลับไปแล้วตลอด

 

 

 

 

 

ชานยอลขับเวสป้ามาส่งผมที่อพาร์ทเม้นท์ เราจอดหลบๆอยู่ตรงมุมนึงของตึก มีเด็กน้อยที่เกลี่ยผมของผมไปมาอย่างกับรักใคร่กันหนักหนา

 

ผมไม่อยากห่างจากพี่เลยอ่ะก้มลงมาหัวหอมคนอายุมากกว่าไปหนึ่งฟอดใหญ่ ราวกับจะไม่ได้เจอกันอีกทั้งที่เรายังมีเวลาเจอกันอีกมากมาย

 

ติดเป็นตังเม

 

ยอมรับครับ

 

“...”

 

โคตรหลง พูดด้วยใบหน้ากระลิ่มกระเลี่ยอีกแล้วไอ้เด็กนี่

 

นอนด้วยดิ

 

แก่แดด!”

 

หวงตัวจริงๆเลยว่าแล้วก็บีบแก้มอีกฝ่ายจนหน้ายู่ แล้วก็เกลี่ยแก้มเล่นไปพลางๆ จ้องมองใบหน้าขาวที่วันนี้ดูจะล้านิดหน่อยแต่ก็กลบความน่ารักของแฟนรุ่นพี่ไม่ได้เลย

 

นอนที่แปลว่านอนเฉยๆสิครับ คิดอะไรเนี่ยทะลึ่งเหรอเราอ่ะ

 

               แบคฮยอนมองค้อนที่มันชักจะกล้าพูดกล้าทำมากขึ้นแล้ว จากแรกๆนี่หงิมเป็นลูกหมาเลย

 

 

“...แต่ถ้ามากกว่านั้นก็สุดแต่พี่จะรับไปพิจารณาครับหลังจากพูดจบก็โดนตีดังเพี๊ยะเลย

 

ไม่เคารพกันเลยนะ

 

อ่า แต่เทิดทูนเมียนะครับ

 

ยังโว้ย!” ว่าแล้วก็แสร้งทำเป็นสะบัดมือที่จับกันอยู่นั้นออก

 

เดี๋ยวๆ อันนี้เยอะล่ะครับ

 

จะขึ้นไปมั้ยล่ะอีกฝ่ายยิ้มกริ่ม ผมนี่รีบพยักหน้าเลยครับ

 

แต่..”

 

ไม่ทำอะไรจริงๆ ขอนอนกอด

 

พี่ถีบนะ

 

เอาดิแล้วก็พากันหัวเราะออกมา

 

 

เราสองคนเดินคุยหยอกล้อกันไปตลอดทางเข้าอพาร์ทเม้นท์แบคฮยอน เรื่องบางเรื่องลืมๆมันไปก่อนก็แล้วกัน

 

 

จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ 26 มิถุนายน ปาร์คชานยอลได้เหยียบห้องบยอนแบคฮยอนเป็นครั้งแรก

 

เว่อร์ๆ

 

ชานยอลมองคนที่เดินไปเดินมา ก่อนจะหายเข้าไปน่าจะส่วนของห้องนอน ได้ยินเสียงกุกกักสักพักอีกคนก็เดินออกมา พอๆกับเขาที่แอบมองไปรอบๆห้อง ห้องก็ค่อนข้างจะรกประมาณนึงตามประสาคนทำงานจนไม่มีเวลา กลับดึกมาก็คงจะเหนื่อย

 

เขาเดินไปถือวิสาสะหยิบโน่นหยิบนี่ที่วางเกลื่อนเก็บขึ้นมาให้มันพอดูเรียบร้อย

 

เห้ยๆ ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่เก็บเอง

 

ผมกลัวพี่สะดุดไง

 

น่าอายชะมัด

 

“...”

 

อ่ะ ไปอาบน้ำก่อนแบคฮยอนยื่นผ้าเช็ดตัวผืนใหม่กับเสื้อผ้าให้

 

มีไซส์ผมเหรอ

 

มี นายน่าจะใส่ได้

 

ของใหม่?”

 

อืม พี่ไม่เคยมีใครหรอกก่อนจะถูกหอมแก้มฟอดใหญ่แก้ตัวข้อหาที่อาจจะไปพูดให้คนรักคิดมาก แบคฮยอนเลยตีอีกฝ่ายด้วยความเขิน

 

อาบพร้อมกันเลยมั้ยอ่ะครับ ดึกแล้วจะได้ไม่เสียเวลา

 

อย่ามาตลก

 

ผมจริงจัง

 

ไอ้บ้า! ไปๆ เข้าไปอาบก่อนเลย

 

 

กว่าจะบังคับให้รีบเข้าไปอาบได้ก็เหนื่อยเลยเพราะไอ้เจ้าเด็กมันเอาแต่ออเซาะมาคลอเคลียขอนอนตักหน่อยอยู่อย่างนั้น พออีกฝ่ายเข้าไปแล้วแบคฮยอนเลยรีบผละออกมาเก็บของให้เข้าที่เข้าทาง จัดเตียงนอนให้เรียบร้อยหยิบผ้าห่มออกมาอีกผืน ยืนยิ้มอยู่ด้วยใจที่มีแต่ความสุข

 

 

เสร็จแล้ว

 

..เห้ย!” แบคฮยอนเอามือปิดหน้าก็ไอ้เด็กม.ปลายที่จู่ๆมันก็เดินโทงๆมาที่เตียงที่เขานั่งเหม่ออยู่กับผ้าขนหนูนั้นที่หมิ่นเหม่จะหลุดอยู่แล้วนั่น

 

ใบหน้าขาวขึ้นสีแดงแจ๋ หุ่นเด็กม.ปลายมันฟิตได้ดีขนาดนั้นเลยเหรอ แอบนับแพคก่อน...

 

อิจฉาอ่ะดิ

 

ก็...นิดนึง พี่ไม่ค่อยมีเวลาไง

 

ข้ออ้างของคนจะไม่ผอม

 

มากไปล่ะ” อีกฝ่ายมาทำง้อด้วยการเอาคางมาถูๆที่ไหล่เขา

 

พอเลย พี่จะไปอาบบ้าง

 

“...”

 

ง่วงก็นอนก่อนเลยนะ

 

ไม่ครับ เดี๋ยวเล่นเกมส์รอ

 

ตามประสาเด็กสินะ เขาเองก็ผ่านจุดนั้นมาแล้วแหละเวลาที่สนุกกับสิ่งที่ชอบ อยู่กับบุคคลที่รัก เฮฮาไปกับเพื่อนๆ

 

อืม...เราห่างกันสิบปีเลยครับ สาบานว่าตอนนั้นที่เจอกันเราไม่ได้เจอกันในแบบที่แต่ละคนอยู่ในหน้าที่ของตัวเอง ตลกมากที่ต่างคนต่างคิดว่าเราอยู่ในช่วงอายุเดียวกัน

 

ที่ไหนได้ ห่างกันเป็นสิบปี...

 

ผมเจอชานยอลที่มินิมาร์ทแถวๆโรงเรียนมัธยมที่ไปออกไซต์ ตอนนั้นน่าจะเลิกงานพอดี ตามประสาเด็กๆจีบกันอ่ะเนอะแค่เจอกันไม่ถึงสิบนาทีเขาเองก็เข้ามาทักผม ตอนนั้นก็แอบตกใจแล้วก็แปลกใจนิดหน่อย ผมไม่ได้เอ๊ะใจอะไรเลยแม้จะเจอกันแถวโรงเรียน แต่เวลานั้นชานยอลก็ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนเราเลยต่างคนต่างคิดว่าอยู่ในวัยเดียวกัน ต่อมาชานยอลก็เล่าให้ฟังว่ามาทำงานกับเพื่อนเลยใส่ชุดธรรมดา มางอนผมอีกเพราะคิดว่าผมหาว่าเขาหน้าแก่

 

 

และมันเป็นข้ออ้างเสมอ

 

 

ข้ออ้างที่อีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าจะได้เจอผมทุกเย็นที่นี่...

 

 

จนสองเดือนที่คุยกันมา ผมตกลงเป็นแฟนกับเด็กรุ่นน้องที่ไม่ได้เสียหายอะไรเลยซักนิด ผมมีความสุขตอนที่ได้คุย ตอนที่ได้เจอ แม้จะมีแค่เวลาน้อยนิดแต่เขาฮีลผมได้เสมอ

 

 

ใช้ครีมอะไรอ่ะครับ หน้าเด็กจังน่ารักด้วย

 

ครีมรกเด็กมั้ง กินเด็กด้วยเป็นอมตะใหญ่

 

               แบคฮยอนเขยิบขึ้นมาบนเตียงที่ชานยอลนั่งพิงหัวเตียงเล่นเกมส์อยู่ พอเห็นแบบนั้นอีกฝ่ายก็รีบวางโทรศัพท์ลง

 

ไม่เล่นต่ออ่ะ เปิดไฟพี่ก็นอนได้นะ

 

จะนอนกับพี่ หน้ามันนี่มีเลศนัยมากๆเลยล่ะ แบคฮยอนก็ทำได้แค่มองนิ่งๆใส่ แล้วมันก็ทำหัวเราะกลบเกลื่อน

 

 

ฝันดีครับ ผมรักพี่นะ

 

 

               อ่า ผมเข้าใจน้องผิดเพราะเมื่อผมเขยิบหนีจะนอนลงอีกฝ่ายก็ปิดโคมไฟ ก่อนจะสอดตัวเองเข้ามาอยู่กับอกผม กอดหลวมๆในตอนแรกแล้วรัดแน่นขึ้นเมื่อผมไม่พูดว่าอะไรซักที

 

 

 

ผมจะทำให้เขาเสียใจเกินไปหรือเปล่านะ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

/

 

 

 

 

 

 

แบคฮยอนมาทำงานตามปกติกับงานการที่เยอะเหมือนทุกๆวัน กลายเป็นว่าช่วงนี้เขากินอะไรไม่ค่อยลง กินลงไปก็เหมือนจะอาเจียนออกตลอด ... ไม่ได้บอกชานยอลหรอก ทั้งหมดก็คงเพราะอาการเครียด หมอบอกผมด้วย ผมรู้ตัวของตัวเองด้วยเลยไม่อยากให้น้องเป็นห่วงเพราะเจ้าเด็กนั่นกำลังสอบกลางภาค

 

 

....และวันนี้ผมต้องให้คำตอบหัวหน้าแล้ว

 

 

ได้ข่าวเรื่องจะได้ไปอินเดีย

 

อ่อครับพี่

 

ตัดสินใจหรือยังอ่ะ

 

เขาตอบรุ่นพี่ซูโฮออกไปว่าวันนี้แหละจะให้คำตอบกับหัวหน้าแล้ว

 

ประสบการณ์ดีจริงๆนะ ได้ไปแล้วน่ะ ขนาดหัวหน้าเราเองสมัยแกจบใหม่ๆก็สายลุยนะ ทำทุกอย่างไปทุกงาน ผู้ใหญ่ก็เห็นตรงนี้ ก่อนที่รุ่นพี่จะตบลงมาที่ไหล่ผมเบาๆ

 

โอกาสทองเลยนะแบค

 

 

               ผมกับโอเซฮุนแม้จะทำงานที่เดียวกันและแม้จะอยู่คนละชั้น แต่กับเรื่องนี้เราไม่ได้มีโอกาสได้ปรึกษากันเลยจนกระทั่งวันนี้

 

 

เซฮุนไปหรือเปล่าครับ ผมถามเลยได้มั้ย

 

ผม...ไปครับเซฮุนเหมือนจะตอบแบบกั๊กๆ เขามองหน้าผมเหมือนก็ลุ้นว่าผมจะไปด้วยกันหรือเปล่า

 

จริงเหรอครับผมเองก็ถามเขาออกไปด้วยความตื่นเต้น

 

แบคฮยอนล่ะ

 

...ผมคิดว่าผมจะไป มันคงแปลกใหม่และท้าทายดีพูดออกไปอย่างเลื่อนลอย ผมรู้ว่าใบหน้าของผมมันไม่ได้แสดงออกมาว่ามีความสุขเลย

 

 

งั้นบ่ายเราเข้าไปบอกพร้อมกันเลยนะครับ

 

              

 

 

 

 

 

 

หนึ่งเดือนต่อมา

 

 

 

 

 

 

bbh

วันนี้มาเจอกันหน่อยสิ

มีอะไรจะบอก

สอบเสร็จแล้วใช่มั้ย

 

 

pcy

ในที่สุด!

เสร็จแล้วค้าบบบ

ไปถึงขอกอดซักห้าชั่วโมง

 

 

 

ก็เพราะเราไม่ได้เจอกันหลายอาทิตย์แล้วน่ะสิ อยากอดตัวเล็กๆนั้นจะแย่

 

ชานยอลไม่ได้เอะใจอะไรที่อีกฝ่ายอ่านแต่ไม่ตอบ หลายครั้งก็เป็นแบบนี้แหละ พี่แบคฮยอนเคยบอกว่าบางทีกำลังจะตอบแต่งานเข้ามาก่อนก็มี บางทีโทรศัพท์ก็เผลอวางทิ้งจนลืมตอบไปเลย

 

ครั้งนี้ก็คงเหมือนกันมั้ง

 

 

 

ส่วนอีกฝั่ง..คนที่ตอบอะไรออกไปไม่ได้ ทำได้แค่กลืนก้อนน้ำลายก้อนใหญ่ลงไป รอเพียงเวลาที่แค่อยากให้มันเดินช้าลงซักหน่อย

 

 

 

 

 

เขาไม่ได้นัดน้องมากินข้าวเหมือนเคย แต่พามาที่สวนสาธารณะไม่ไกลจากบริษัทแทน ดูขนาดตอนนี้สิคนที่เห็นแก่ตัวก็คือตัวเองอยู่ดี

 

 

คิดถึงอ่าปาร์คชานยอลในชุดมัธยมปลายวิ่งผมปลิวมาหยุดยืนยิ้มอยู่ข้างหน้าตนเอง

 

จะรีบวิ่งมาอะไรขนาดนั้น

 

ก็...เพราะมีของดีอยู่ที่เส้นชัยไงครับ

 

แบคฮยอนไม่อยากให้น้องพูดอะไรแบบนี้เลย ไม่อยากให้น้องรู้สึก ไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกกับสิ่งที่กำลังจะทำมัน

 

 

คือพี่"

 

พี่กำลังทำผมตื่นเต

 

“...พี่ต้องไปอินเดีย

 

กี่วันครับชานยอลรีบถามออกมาด้วยความสดใสตามปกติ แต่สำหรับแบคฮยอนที่ได้เห็นแบบนั้นเขากลับกำลังจะร้องไห้ออกมา

 

“... สามปี

 

“...”

 

หรืออาจจะมากกว่านั้น

 

สีหน้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งงัน เขากำลังใจเสีย ไม่อยากเห็นน้องเป็นแบบนี้ ไม่เคยอยากให้มันเป็นแบบนี้เลยด้วย

 

 

ไม่ไป...ได้มั้ยครับ

 

 

แบคฮยอนเงียบอยู่ราวหลายวินาที ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาอย่างยากลำบาก

 

 

พี่ขอโทษนะ

 

“...”

 

แต่มะรืนนี้ พี่จะต้องบินแล้ว

 

 

ชานยอลเหมือนกำลังตกมาจากหน้าผา เหมือนถูกถีบลงมาจนเจ็บใจ คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามผมตอนนี้...กำลังจะทิ้งผมไป

 

 

พี่พูดอะไร ผมไม่ขำหรอกนะ

 

“...ชานยอลแบคฮยอนเรียกอีกฝ่ายอย่างอ่อนใจ

 

ผมไม่เข้าใจ!” สีหน้านั้นเริ่มมีโทสะขึ้นมา เมื่อความจริงเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้แล้ว

 

จู่ๆก็มาบอกกะทันหัน พี่จะให้ผมทำยังไง ผมมีเวลาทำอะไรได้บ้าง

 

“...”

 

พี่บอกผมดิ

 

เพราะรู้ว่ามาขนาดนี้แล้ว สิ่งที่เขาจะทำได้ดั่งที่ใจมันคิดอยู่ตอนนี้ก็แทบเป็นศูนย์ มันไม่มีแม้โอกาส และการเลือกมาบอกกันตอนนี้ ตอนที่ทุกอย่างดำเนินการไปหมดแล้ว ใจร้ายจริงๆ

 

 

พี่คิดมาซักพักแล้ว หัวหน้าก็เร่งเอาคำตอบพี่..”

 

ไหนบอกผมรู้เรื่องของพี่ได้ไง เรามีช่องว่างกันตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอครับ ทำไมพี่ต้องตัดสินใจคนเดียวในเมื่อมันเป็นเรื่องระหว่างเรา

 

ถึงคราวต้องเงียบอีกครั้ง เพราะแบคฮยอนรู้ว่าตัวเองผิดจริงๆ เขาตัดสินใจไปตั้งแต่เดือนที่แล้วโดยที่ไม่ได้บอกน้องหรือแม้กระทั่งปรึกษากัน เขาเลือกมาบอกกะทันหันก็เพราะ...เขาอยากให้น้องเกลียดตัวเองไปเลย

 

มันตั้งสามปี หรืออาจจะมากกว่านั้นเลยนะ

 

“...”

 

พี่ไม่อยากให้เรา...ต้องมานั่งจมอยู่กับคนอย่างพี่

 

แปลว่าพี่ไม่เคยคิดจะเชื่อใจผมเลย ว่าถึงตอนนั้นผมจะรอพี่อยู่

 

 

 

ไม่อยากให้เฝ้ารอกัน

 

 

 

พี่แม่งเก่งมาจากไหนมาห้ามไม่ให้คนอื่นเขารอ

 

“...”

 

พี่จะไปก็ไปดิ ผมห้ามไม่ได้อยู่แล้วนี่

 

“...”

 

แต่อย่ามาห้ามไม่ให้รู้สึก

 

 

เขาได้แต่ยืนนิ่งฟังถ้อยคำมากมายที่ออกมาจากปากอีกคนอย่างประชดประชัน

 

 

“...พี่แม่งโคตรใจร้ายเลย

 

“...”

 

ถึงวันนั้นถ้าพี่จะไปมีใคร จะพาใครมาที่นี่มันก็เรื่องของพี่

 

“...”

 

เพราะถ้าถึงตอนนั้น ... ผมก็ยังเป็นหมาที่รอแค่เจ้าของ

 

“...ชานยอล

 

 

แบคฮยอนจ้องหน้าอีกฝ่าย ทำมาเป็นผู้ใหญ่หัดจะสอนเด็กทั้งที่ความจริงตัวเองก็ไม่ได้เก่งกาจกล้าหาญมากจากไหนเลย

 

 

เอาล่ะ เพราะตอนนี้นายยังรู้สึก นายถึงพูดอะไรออกมาก็ได้

 

“...”

 

พี่จะไม่สนใจ เพราะพี่เอง...”

 

“...”

 

คงทนไม่ได้หรอก ถ้าถึงตอนนั้นนายมีใคร...เพราะคำสัญญาของนายในตอนนี้

 

“...”

 

อย่าพูด อย่าบอกให้พี่มีความหวัง มันสามปีเลยนะชานยอล

 

“...”

 

ไม่ใช่ห้าวัน

 

พี่พูดเหมือนระหว่างนั้นพี่จะไม่กลับมา

 

พี่ไม่รู้

 

แล้วพี่รู้บ้างมั้ยว่าผมรักพี่แค่ไหน

 

“...”

 

พี่เคยรู้และเข้าใจความรู้สึกของผมบ้างมั้ย

 

 

แบคฮยอนถึงคราวเงียบลงอีกครั้ง รู้สิ รู้ว่าเรารักกันมากแค่ไหน

 

 

พี่รู้นี่ว่าผมยังมีความรู้สึก...”

 

“...”

 

ผมต้องบอกกว่าผมยินดีที่พี่จะไป ผมยินดีที่พี่กำลังจะทิ้งผมอย่างงั้นเหรอ... ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมก็มีคนอื่นมาแทนพี่

 

“...”

 

เหอะ

 

“...”

 

พี่จะรู้สึกดีกว่าถูกมั้ย

 

แบคฮยอนพยักหน้าอย่างยากลำบาก อย่างน้อยถ้าการที่ชานยอลมีคนอื่นมีคนที่รักและทุ่มเทกับเขาได้มากกว่า แม้จะเจ็บ แต่คงไม่นานหรอก...

 

 

หรือเปล่าครับ

 

 

 

โอเค ผมเข้าใจแล้ว

 

“...”

 

งั้นพี่ก็ไปซะเถอะ

 

“...”

 

รีบไปเถอะครับ สิ่งที่พี่เลือกผมรู้....ว่าพี่เลือกสิ่งที่ดีสำหรับพี่ที่สุดแล้ว

 

 

ปาร์คชานยอลเดินออกไปจากตรงนี้ เพียงเสี้ยววินาทีที่ถูกหันหลังให้ หยดน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลออกมา และพรั่งพรูออกมาเต็มล้นปรี่ในตอนที่แผ่นหลังนั้นเลือนหายไปจนมองไม่เห็น

 

อนาคตที่ไม่แน่นอน อนาคตที่ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

 

ผมถึงไม่อยากให้เขารอ

 

ไม่ใช่เพราะผมไม่รักเขาเลย แต่เพราะผมรักมากผมถึงอยากให้โอกาสเขาได้เจอใครที่มีเวลาให้เขามากกว่าผม ... คนที่เลือกหน้าที่มากกว่าความรักกับเด็กวัยมัธยมปลายที่ยังต้องเจอใครๆอีกมากมาย

 

 

 

“...เพราะพี่เองก็จะไม่มีใคร พี่สัญญา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้เป็นวันที่ผมต้องเดินทางแล้ว ข้าวของทุกอย่างถูกเก็บลงเต็มกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สุด ของส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ที่คิดว่ามีประโยชน์มากกว่าเสื้อผ้าที่คงหาซื้อที่นั่นได้ง่ายอยู่ล่ะมั้ง...

 

ผมกำลังนั่งแท็กซี่ไปสนามบินตามเวลาก่อนที่เครื่องจะออกตอนประมาณตีสอง นัดกับเซฮุนและเจ้าหน้าที่ประสานงานไปอีกสองท่าน ตอนนี้เวลาก็เกือบจะห้าทุ่มแล้ว

 

ตั้งแต่วันนั้นผมไม่เจอน้องอีกเลย ไม่ได้ติดต่อไม่ได้เห็นหน้า ได้แต่ดูรูปของเราในแกลอรี่โทรศัพท์ของตัวเอง แค่ปีกว่าๆเราถ่ายรูปคู่กันน้อยจังเลยเนอะ ... เป็นเพราะคนไม่มีเวลาอย่างผม 

 

แม้จะอายุมากกว่าแต่ก็เหมือนว่าผมก้าวช้ากว่าน้องอยู่ดี ทั้งที่เขาพยายามพาเราเดินไปข้างหน้าด้วยกัน แต่ผมกลับย่ำอยู่ที่เดิม

 

 

สุดท้ายก็ต้องหยุดเดินแยกออกมา แล้วปล่อยน้องเดินต่อไป....

 

 

 

 

 

 

 

 

ตาบวม นอนน้อยหรือครับโอเซฮุนถามออกมาตอนที่เราขึ้นมาบนเครื่องและนั่งข้างกันแล้ว

 

อ่า ใช่ ตื่นเต้นมากกก นอนไม่หลับเลยเขาพยายามจะเมคเฟรนด์กับเพื่อนใหม่ที่ไม่ใหม่หรอกแค่ตอนที่ทำงานไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่

 

เขาตอบออกไปกึ่งประชดนิดหน่อยนั่นแหละ

 

 

ตอนแรกก็อยากไปนะอินเดีย แต่พอจะได้ไปจริงๆ...ก็รู้สึกแปลกๆ

 

จริง รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

 

ที่จริงก็อยู่บริษัทเดียวกันเนอะ แต่ไม่เคยรู้จักกันจริงๆจังๆซะที...”

 

“...”

 

โอเซฮุนนะ

 

แบคฮยอนเราแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งจับมือกันด้วยความขบขัน ก่อนจะยิ้มให้กัน

 

แล้วเราไปตอนหน้าร้อนซะด้วยนะเนี่ย

 

เราจะได้โชว์ซิกแพคก็งานนี้ล่ะมั้ง

 

ถามจริง จะโชว์ให้ใครดูมีเสียงหัวเราะเล็กๆออกจากคนที่นั่งข้างๆกัน

 

เออเนอะ เห้อ...”

 

เสียใจด้วยนะ แต่ถ้าอยากให้สาวอินเดียสนใจเราว่าน่าจะได้ผลอยู่

 

โอเซฮุนเองก็ศึกษาข้อมูลมาอยู่ คนอินเดียน่าจะชอบและสนใจสิ่งแปลกใหม่ที่ต่างจากสิ่งที่พวกเขามีอยู่

 

 

 

กระทั่งที่เครื่องบินกำลัง take off เราก็ต่างเงียบลง  วินาทีที่เหม่อมองออกไปหน้าต่างกลับมีใบหน้าของใครบางคนที่เด่นชัดในยามนี้ ยามที่ความรู้สึกดิ่งจนติดลบ ภาพที่ยิ้มให้กัน จับมือกัน หรือกระทั่งจูบกันมันชัดเจนจนแบคฮยอนเผลอปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา ค่ำคืนนี้คงเปลี่ยวเหงา

 

 

จะคิดถึงกันอยู่มั้ย

 

 

อย่าเลยนะ .. อย่าเสียใจเพราะพี่เลย

 

 

ทำนั่งนิ่งเฉยแต่กับน้ำตาบังคับให้มันหยุดไหลไม่ได้เลย

 

 

 

 

 

 

 

 

/

 

 

 

 

 

 

 

เวลามืดค่ำดึกดื่นขนาดนี้ ผมยืนมองท้องฟ้าที่มืดสนิท มีแสงไฟจุดนึงที่กำลังกระพริบเคลื่อนไหวห่างออกไปอยู่ไกลๆ เหมือนพาหัวใจของผมออกไปด้วยไกลแสนไกลด้วย

 

 

 

“...ใจร้าย

 

 

เลือดเย็น

 

 

พี่แม่ง..”

 

 

โธ่เว้ย!”

 

 

ผมโมโหเตะไปกับลมกับหญ้าแต่สุดท้ายก็ทรุดลงเหมือนหมา ร้องไห้ออกมาคนเดียว ผมจะจำไว้ว่าคนที่รักที่สุดคือคนเดียวกับคนที่ผมเกลียดที่สุดเหมือนกัน

 

อยากให้เกลียดกันมากใช่มั้ย แล้วพี่จะรู้สึก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DEL , Republic of India

 

 

 

เรามาถึงสนามบินเมืองเดลีแล้ว จากที่นั่งมานานก็รู้สึกเมื่อยเนื้อตัวสุดๆไปเลย แล้วตอนนี้ข้างนอกก็วุ่นวายมากด้วย เราเดินออกมารอรถของที่พักมารับแต่การสื่อสารกับคนที่นี่ก็มีปัญหาตั้งแต่เริ่ม

 

เราจะรอดมั้ยวะ

 

รอดดิ รวมกันเราอยู่แยกหมู่เราตายแน่ๆถึงแบบนั้นยังขำกันออกมาได้

 

สถานการณ์น่าอึดอัดนิดหน่อย เพราะเหมือนทางคนประสานงานดูเริ่มจะมีอารมณ์โมโหนี่ก็เลยเวลานัดมาเป็นชั่วโมงกว่าแล้ว แต่ทางคนขับรถก็ยังไม่มารับเราอีกทั้งอากาศข้างนอกยังร้อนสุดๆ แบคฮยอนพลันนึกไปถึงข่าวที่เคยได้ดูว่าอินเดียนั้นร้อนขนาดที่ยางราดถนนละลายออกมา....

 

 

อินเดียเราต้องรอด !

 

 

 

เขาบอกว่าอีกสิบนาทีค่ะ

 

ครับผม

 

ผมแทบจะหลับอีกรอบ ตอนนี้ก็ยังเป็นช่วงเช้าของอินเดีย สงสัยคนขับคนนั้นคงยังไม่ตื่นมั้ง แม้จะเช้าแต่ที่นี่ก็คึกคักมากๆเลย

 

พิงไหล่ผมเอาป่ะ

 

อ่า ไม่เป็นไรๆ

 

แบคฮยอนสะดุ้งตัวขึ้นมาเพราะตอนแรกแทบจะไหลไปกับเก้าอี้อยู่แล้ว

 

ไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อนเลย เรียกได้ว่าครั้งแรกเลยครับ แปลกๆเหนื่อยๆอ่ะ

 

เหมือนกันครับ เปิดโลกมากและก็ท้าทายมากที่อินเดีย

 

ต่างคนต่างหัวเราะออกมาให้กับบรรยากาศที่เราทั้งคู่ไม่คุ้นเคย แม้มันจะดูน่าเป็นกังวลไปซักหน่อย แต่เขาก็เชื่อนั่นแหละว่าทุกปัญหาย่อมมีทางเข้า... อ่า ทางออก

 

 

เราควรคิดแฮชแท็กประจำที่นี่กัน

 

โอโหอินเดีย?” แบคฮยอนหัวเราะ ก่อนจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปสิ่งต่างๆรอบตัว

 

เอามากล้องมาเหมือนกันเลยครับ

 

ผมนี่พร้อมเที่ยว แต่ก็นะเราจะมีเวลามั้ยถึงจะมีวันหยุดก็เถอะ

 

ส่วนผมตอนนี้พร้อมกลับไปนอนต่อมากๆเลยเซฮุนบอกออกมาหน้าตาดูง่วงไม่ต่างกัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะถามผมออกมา

 

ผมถ่ายรูปให้มั้ย

 

 

               และรูปถ่ายรูปนี้ก็เป็นรูปแรกของผมที่นี่...กับฉากหลังที่มีผู้คนที่นั่งคุยกันอยู่หันมามองที่กล้องเป็นตาเดียว และเซฮุนที่ระเบิดหัวเราะออกมา

 

 

 

 

 

 

 

ในที่สุดเราก็มาถึงที่พักในเดลี แต่สถานที่ทำงานของเราทั้งคู่อยู่ที่อุตตรประเทศ รัฐทางตอนเหนือของอินเดีย การจะเดินทางจากที่นี่ไปถึงพอได้ลองศึกษาข้อมูลคร่าวๆก็นั่งรถไฟไปราวๆ แปดชั่วโมง ซึ่งผมอยากลองนั่งมากๆ ขึ้นชื่อน้อยเสียที่ไหนการขึ้นรถไฟฟ้าสุดท้าทายที่นี่ ผมคิดว่าคงไม่มีใครไม่เคยเห็นภาพเบียดๆกันบนรถไฟของอินเดีย ผมยังทึ่งเลย

 

การเดินทางมาทำงานที่อินเดียย่อมมีสวัสดิการพิเศษที่ตกลงกันไว้ในสัญญา นอกจากในหนึ่งเดือนที่เราจะมีวันหยุดเพิ่มตามที่ได้คุยกับทางหัวหน้า บริษัทก็ยังเลือกที่พักให้เราไว้ด้วย อย่างน้อยเมืองนี้ก็โอเคอยู่ผมอ่านมาว่ามันเปรียบเหมือนยุโรปของอินเดียเลย แล้วก็ไม่ไกลจากอุตตรประเทศเท่าไหร่นัก อืม....ก็นั่นแหละครับแปดชั่วโมง ก่อนที่เราจะเดินทางไปพร้อมหัวหน้าที่จะมาจากโซลในอีกสามวัน

 

ส่วนที่อุตตรประเทศที่พักประจำก็ต้องอยู่ใกล้เหมือง มันแลกมากับความอันตรายและการอำนวยความสะดวกที่คงไม่ครบครันนัก ผมคิดว่าเราก็คงต้องนอนในตู้คอนเทนเนอร์ตามปกติวิสัยฉะนั้นสามวันนี้คงจะเป็นวันที่เราทั้งสองคนจะได้เริ่มต้นรู้จักกับประเทศอินเดีย ก่อนจะลงลึกถึงการทำงานที่นี่อย่างแท้จริง

 

 

เดี๋ยวๆ มีกล้องไว้สำหรับถ่าย vlog ด้วยเหรอนึกว่าเอามาแค่กล้องเซฮุนทักขึ้นตอนที่เรานั่งรอเช็คอินที่พักคงเห็นว่าผมหยิบมันออกมาต่อจากกล้องถ่ายรูปปกติ

 

อื้ม

 

จริงดิ จะไปถ่ายที่ไหนบ้างอ่ะ

 

ลิสต์ไว้อยู่...แต่เอาจริงป่ะมือใหม่เลยนะ พึ่งซื้อก่อนจะมานี่เองมันกะทันหันเลยเอามาลองที่นี่ที่แรกเลย

 

รอดูเลย เดี๋ยวเป็นวิวแรกให้ แบคฮยอนยกนิ้วให้

 

แล้วตอนอยู่เกาหลีไม่อยากถ่ายเหรอ

 

“...ก็เคยจะถ่าย เคยตั้งใจว่าจะเอาไว้ถ่ายอะไรบางอย่างอ่ะเผื่อได้ไปเที่ยวด้วย แต่ก็เพราะทำงานแบบนี้ไงไม่มีเวลาเลย

 

อืมก็จริง มันไม่มีเวลาได้ไปไหนนอกจากไปดื่มแบคฮยอนหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยพูดความจริงตามสายงานแบบเราออกไปต่อ

 

อาชีพแบบเราก็มีแค่นี้ ทำงานหัวโต โอฟรีบ้าง จบโปรเจคทีดื่มจนเมาเป็นวัน

 

จะทำ vlog ที่อินเดียก็น่าสนุกดีนะ แปลกใหม่

 

ใช่แบคฮยอนทำหน้าตามุ่งมั่น ก่อนจะถอนหายใจยาว

 

เอาจริงก็ไม่รู้จะทำได้มั้ยอ่ะ เป็นคนขี้อาย...”

 

อยู่ที่นี่รู้จักใครที่ไหนเล่า ไม่มีใครรู้จักอีก

 

เออนั่นสิ แต่ ก็พูดคนเดียวป่ะ

 

น่าสนุกออก

 

ลองมั้ยคนตัวเล็กที่จี้แกล้งนิดๆยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ทำตาปิ๊งๆคล้ายจะขอให้ร่วมถ่ายด้วย ก็แบบอยากมีเพื่อนเที่ยวน่ะ

 

เห้ยเขิน

 

อยู่ที่นี่รู้จักใครที่ไหนเล่า แบคฮยอนล้อเลียนประโยคที่เซฮุนพูดกับเขาก่อนหน้า

 

เดี๋ยวช่วยแชร์ อยากให้ได้ไอ้นั้นอ่ะโล่เหรอสีทองไปเลย

 

อันนั้นเว่อร์ไปแล้วครับ พวกเขาขำกันก่อนที่พนักงานจะเอากุญแจห้องมาให้พร้อมทั้งแนะนำเรื่องต่างๆแบบที่พูดรัวเร็ว เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราจะลองไปทวนกันอีกที 

 

 

นอนพักนะครับ กลางวันออกมากินข้าวกันครับ

 

 

คนประสานงานบอกกับเราแบบนี้ อืม เขาก็เพลียจะแย่แล้วตอนนี้ แค่วางของสำรวจห้องนิดหน่อยผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียง ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ผล็อยหลับไปในเสี้ยววินาที

 

 

 

 

ผมนอนไปสามชั่วโมง ปลุกตามเวลานัดลงมาก็เจอทุกคนรออยู่ อ่า นี่ผมช้าสุดเผลอขี้เซาอยู่อีกแล้ว คนประสานงานพาเราเดินออกมากินไม่ไกลจากที่พักระหว่างเดินกันมาตามทางก็ได้ยินเสียงแตรรถตลอดเหมือนต้อนรับกัน ผมกับเซฮุนพากันหัวเราะ

 

               เรามากินอาหารก็ยังไม่ใช่ร้านอาหารถิ่นอะไรมีเมนูสากลทั่วไปก็เยอะแบบตะวันตก ผมสั่งสปาเกตตี้คาโบนาร่า มีพิซซ่าฮาวาเอี้ยนที่กินคนเดียวไปก็สี่ชิ้นแล้ว มีกูยองกับพี่นาอึนที่ดูแลเราแนะนำเมนูที่คนที่นี่ทานกันมันคือ Lassi ที่เขาเองก็อ่านเจอ มีให้กินเยอะและก็เป็นที่นิยมของคนที่นี่ คงอารมณ์เหมือนกับกิมจิที่เกาหลีอะไรเทือกนั้น

 

 

 

กับวันแรกที่กำลังจะผ่านไปในห้องพักกลางๆที่ไม่ได้แย่ขนาดนั้น มีแสงไฟที่กำลังโอเคและกล้องที่กำลังขึ้นว่าถูกอัด

 

 

 

อินเดีย วันแรกของผม ... คิดถึงครับ

 

เหงาๆ และแปลกที่มาก อาหาร ผู้คน การเดินทางตามท้องถนน แต่เดียวผมก็คงชิน ... นี่เป็นห้องของผมชั่วคราวครับ

 

 

 

เจ้าของกล้องหยิบมันถ่ายไปรอบๆห้องที่ไม่ได้กว้างมากนัก กับเตียงที่แข็งใช้ได้ ยามนอนลงกับผืนเตียงแล้วมีมันที่ถือถ่ายไว้

 

 

 

ผมอาจจะถ่ายได้ไม่ดีแน่เลย แค่อยากจะเก็บเป็นความทรงจำกับการมาถึงวันแรก ... ยังไม่เจออะไรแย่กว่าที่คิดเลยครับ แต่แย่ยิ่งกว่าที่คิด เห้ย! ไม่ใช่

 

 

 

อ่า ผมคงเอาไปตัดออก....

 

 

ก่อนจะทำหน้าตาร้องไห้ คิดถึงห้องที่เกาหลี คิดถึงกิมจิ ไก่ทอด ซุปเต้าหู้ ... คิดถึงทุกอย่างที่นั่น

 

 

นี่แค่วันแรกนะ...

 

 

 

 

ผมจะสู้ๆครับ! กู๊ดไนท์

 

แล้วก็เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเริ่มไปเที่ยวเองแล้วครับ! จะรอดหรือไม่โปรดติดตามตอนต่อไปได้เลยนะครับ!’

 

 

 

 

 

แบคฮยอนพูดใส่เข้าไปว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยไปทั้งหมดขนาดนั้น แค่รู้ว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตที่นี่สามปี...

 

 

ก่อนที่จะสลบเหมือดไปอีกหน หลับสนิทแบบไม่รู้สึกตัวทั้งคืนเพราะเดินทางมาเหนื่อยมากๆ อากาศที่ร้อนก็ยิ่งทำให้เพลีย

 

 

โชคดีที่เราได้หยุดสามวันก่อนที่หัวหน้าจะตามมา ระหว่างนี้ก็อยากลองออกไปข้างนอกเหมือนกัน และเขาได้เตรียมตัวไว้แล้วแบบที่บอก ก่อนหน้าที่จะมาแบคฮยอนได้วางแผนไว้แล้วว่าสามวันนี้จะทำอะไรบ้าง แม้จะกะทันหันแต่ก็โชคดีที่ติดต่อไกด์เอาไว้ได้

 

แบคฮยอนไม่กล้าชวนเซฮุนแม้จะมากันสองคน แต่เราก็ยังไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น บางทีเขาอาจจะไม่อยากไปด้วยก็ได้ผมเลยไม่กล้าชวน เซฮุนอาจจะอยากพักมากกว่า ผมเลยตัดสินใจที่จะออกมาคนเดียว

 

ตอนขึ้นเครื่องก็ได้นั่งอ่านบทความในอินเทอร์เน็ตมาเยอะ ถึงข้อความและสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำที่นี่ เชื่อมั้ยครับผมไปร้านหนังสือหลากหลายที่ไม่ว่าจะร้านเล็กหรือร้านใหญ่ๆ แต่หนังสือที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่อินเดีย...หาไม่เจอเลยครับ

 

ผมเลยต้องมาหาอ่านจากในอินเทอร์เน็ต เลยกลายเป็นจมอยู่กับมัน ศึกษามันเหมือนทำรายงาน ทั้งเรื่องความเป็นอยู่และเกี่ยวกับสายงาน

              

สิ่งแรกที่ต้องรู้และควรเตรียมตัวมาให้ดีคือเรื่องมลภาวะเรื่องของฝุ่นที่ติดระดับท็อปของโลกเลย แบคฮยอนเตรียมหน้ากากอนามัยมาเยอะมากๆเพราะคิดว่าคงจะหาซื้อยาก  และจากที่สังเกตเมื่อวานตอนที่มาถึง เขาคิดว่าคนที่นี่ยังไม่ตระหนักถึงมันมากเท่าที่ควรด้วยซ้ำ อาจจะเป็นเพราะเรื่องการศึกษา การดูแลจากรัฐ ซึ่งมันยากมากๆกับความเป็นธรรมในประเทศนี้

 

อีกอย่างที่สำคัญคือเป้ที่แน่นหนาเพราะกลัวจะโดนกรีด โดนขโมย และที่ขาดไม่ได้คืออุปกรณ์ป้องกันตัว

 

...ไม่ค่อยแพนิกไปก่อนเท่าไหร่หรอก

 

 

 

 

 

และเช้านี้ตอนแปดโมงเช้าเขาจะเริ่มต้นจากการเที่ยวเล่นแถวๆที่พักนี้ก่อน ชาร์ตแบตกล้อง และก็เริ่มบันทึกมัน แบคฮยอนเปิดสมุดจดบันทึก สิ่งที่เขาอยากสัมผัส สิ่งที่เขาอยากรู้ อยากมาเห็นกับตาของประเทศที่คิดว่ามีอะไรที่ท้าทายและน่าเรียนรู้

 

ทั้งวัฒนธรรมประเพณี

 

ชนชั้น ความเลื่อมล้ำ

 

ภาษาอันหลากหลาย

 

แหล่งท่องเที่ยว

 

พิธีกรรม

 

หลายเรื่องราวหลักๆที่ผมอยากรู้ และจะถ่ายทอดมันผ่าน vlog ของผม ตลอดเวลาที่ผมจะได้อยู่ที่นี่

 

 

อินเดียในแบบของผม…..

 

 

start!

 

 

 

 

แบคฮยอนถ่ายเท้าสองเท้าที่กำลังก้าวเดินออกจากห้องไปสู่แสงแดดที่ร้อนมากๆ แม้จะเช้าขนาดนี้

 

 

 

 

วันนี้ผมลองติดต่อไกด์ไว้ครับ เขาอยู่แถวๆนี้ด้วย สบายเลย อ่า ผมรู้สึกเขินๆนิดหน่อยแหะ พวกเขามองตามกล้องกันเต็มเลย

 

ว่าแต่ผมยังไม่เห็นไกด์มาหาผมเลย เอาล่ะรออีกซักสิบนาทีก็ได้

 

 

 

ผมกดหยุดถ่ายเอาไว้ก่อนเพราะเริ่มกังวลแล้วก็ป่านนี้เขายังไม่มาเลย จะโดนทิ้งไว้กลางทางมั้ยนะ....

 

 

เฮ้ๆ สวัสดี

 

 

ผมเจอไกด์แล้ว!

 

 

สวัสดีครับ!” การสนทนากันภาษาอังกฤษของผมก็ไม่ได้เป๊ะเท่าไหร่ แต่คิดว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคระหว่างเราเลย

 

พอเจอกันแล้วทุกอย่างก็เริ่มขึ้น ผมแอบตื่นเต้นมากๆ ส่วนไกด์เองก็เป็นกันเอง เฟรนด์ลี่มากๆ เลยรู้สึกสบายๆและปลอดภัย

 

แถวนี้มีอะไรอร่อยครับ พอดียังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย

 

ไปกินข้าวที่บ้านผมมั้ย ถือว่าลองอาหารถิ่นก่อนเลย เพราะผมเองก็รีบออกมาหาคุณก็เลยยังไม่ได้ทานเหมือนกัน

 

 

แบคฮยอนหันมาทำตาโตให้กล้อง แต่ในใจก็แอบหวั่นๆแต่เอาล่ะถือว่าผมให้ใจเขาเต็มร้อยเลยก็แล้วกัน ไม่ลองก็ไม่รู้จริงๆในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว เอาวะ

 

 

ไม่ต้องกลัวนะ ผมเป็นมิตร มันจะดีและครอบครัวผมก็ยินดีต้อนรับมากๆ คุณเคยดูคลิปผมแล้วนี่!”

 

อ่อ จริงด้วย งั้นฝากท้องด้วยนะครับ!”

 

ผมเดินตามนาตาวไปและคอยถ่ายคลิประหว่างที่เดินไปด้วย เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีเลยนะ ยังเล่าให้ฟังระหว่างเดินไปด้วยว่าได้ทำงานเป็นไกด์ตั้งแต่พูดภาษาอังกฤษยังไม่ได้ รู้แค่ศัพท์ง่ายๆ ทำมาสามสี่ปีจนตอนนี้สนทนาได้ ฟังนักท่องเที่ยวถามก็เข้าใจ

 

แล้วส่วนใหญ่เจอคนเกาหลีมาให้เป็นไกด์บ้างมั้ยครับ

 

อืม..ไม่เลยนะ คุณคนแรก

 

อ่อ

 

อีกสามซอยจะถึงบ้านผม

 

ระหว่างทางเดินไปก็ค่อนข้างที่จะเดินลำบากอยู่ ถ้าถามว่าไกลมั้ยก็เหมือนจะไม่ แต่ตามทางเดินไปนี่สิ เป็นช่องแคบๆบ้าง ผู้คนเยอะและแออัดมากที่อาศัยอยู่รวมๆกัน เพราะในที่อยู่ของนาตาวเรียกได้ว่าเป็นชุมชนหรือสลัม ทุกอณูของพื้นที่แค่ไม่กี่ตารางฯก็เป็นที่อยู่ได้ แม้มันจะเล็กแบบที่เราไม่คาดคิดพวกเขาก็จำต้องอยู่รวมกัน...ให้ได้

 

 

ถึงแล้ว

 

โอ้

 

เล็กใช่มั้ยแบคฮยอนพยักหน้า

 

 

ผมถูกแนะนำตัวให้กับครอบครัวของนาตาวที่มีกันอยู่ห้าคน ผมขออนุญาตถ่ายแต่เดี๋ยวต้องไปเบลอใบหน้าของคนอื่นๆเอาไว้ ไม่ก็จะพยายามถ่ายไม่ให้เห็น

 

แม้พื้นที่จะเล็กกับสมาชิกครอบครัวขนาดใหญ่ มองจากมุมผมเองพวกเขาดูแลกันอย่างอบอุ่นมากๆเลยครับ พยายามแสดงความจริงใจให้ผมรับรู้และไม่กลัว ความจริงความคิดนั้นมันหายไปหมดแล้วครับ ตอนที่คุณแม่ของนาตาวพยายามคุยภาษาอังกฤษกับผม

 

ผมถ่ายหน้าตัวเองตอนกินอาหาร เชื่อเถอะว่าผมทำตาโตตอนที่กินแต่ละเมนูอย่างนับไม่ถ้วน คงตัดยับเพราะหน้าตาผมคงออกมาอาจจะไม่น่ามองเท่าไหร่นักแน่ๆ 

 

 

ตอนนี้เรากำลังเดินออกมาแล้ว ตลอดทางก็เจออะไรแปลกๆมากมาย ทั้งยังได้เห็นการดำรงชีพด้วยอาชีพต่างๆ เช่น การปั้นดินเผาจำนวนมากที่วางเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ แต่พอได้รู้ถึงค่าแรงกับสิ่งที่พวกเขาทุ่มเท มันแทบจะไม่คุ้มค่ากับผลงานที่รังสรรค์ออกมาของแต่ละผลิตภัณฑ์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้พอนำออกไปขายข้างนอกจะถูกขึ้นราคาไปอีกกี่เท่าตัว และที่อินเดียมันน้อยมากๆที่จะเห็นการใช้พวกเครื่องจักร ส่วนใหญ่พวกเขาทำมันด้วยมือทั้งสอง...

 

 

 

คราวนี้ไกด์พาผมขึ้นรถที่เหมือนจะเป็นคนรู้จักเขาอีกที เขาจะพาผมนั่งรถชมเมืองจะว่าไปในส่วนของคนที่พูดได้ว่าจนก็จนจริงๆ ตัดภาพมาที่อีกฝั่งของถนนกับโซนมหาวิทยาลัยขึ้นมาหน่อยก็เริ่มเห็นคนที่แต่งตัวดีดูดีมีภูมิฐาน และที่ชัดไปกว่านั้นนาตาวชี้ให้ผมดูกับตึกสูงใหญ่และหรูหราตึกนึงข้างหน้าเรามันเป็นที่อยู่ของมหาเศรษฐีและนักธุรกิจที่แทบจะผูกขาดของอินเดีย เขาร่ำรวยติด 1 ใน 20 ของโลก

 

เนี่ยแหละความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจนของที่นี่...

 

 

 

 

 

ก่อนที่ผมกลับมาห้องด้วยความรู้สึกเหนื่อยมากๆ เพราะส่วนใหญ่เราเดินมากกว่าขึ้นรถ บอกได้แค่ว่าเพลียมากๆ และก่อนจะหลับผมก็ไม่ลืมจะปิดคลิปก่อน

 

 

 

สำหรับทริปแรกที่อินเดียแบบ one day สนุกมากครับ แม้จะเดินเยอะไปหน่อย มีเสียงแตรที่บีบตลอดเวลาบ้าง ผมคิดว่าเราก็แค่ยังไม่ชิน ... ไม่มีอะไรแย่เลยครับ ผมกลับได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น เกือบครบเลยมั้งครับกับสิ่งที่ผมอยากรู้และจดไว้

 

 

ถ้าได้มีคลิปต่อไปอีก ผมจะได้ไปเมืองไหนในอินเดียต่อ...ฝากติดตามด้วยนะครับ วันนี้ต้องนอนแล้ว บะบ๊าย

 

 

              

 

               แบคฮยอนหลับคาโทรศัพท์และกล้องที่เอาไว้สำหรับถ่าย แม้กับเซฮุนเองเขายังลืมตอบข้อความเลย มันเหนื่อยจริงๆแต่ก็สนุกกับการได้ผจญภัยในต่างแดน มีเรื่องราวที่รอให้เราได้รู้อีกนับแสนล้านเรื่องจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลานหน้าโรงเรียนมัธยมปลายเต็มไปด้วยผู้คนที่ล้วนดูมีความสุขปกติดี เด็กนักเรียนเดินพลุ่กพล่านกันเต็มสนามหญ้าสีเขียวที่บางส่วนเริ่มแห้งเฉาเหมือนใจใครบางคน ...

 

และไอ้สามเพื่อนตัวดีโบกมือมาให้แต่ไกล ชานยอลได้แต่ถอนหายใจ

 

 

เห้ย มึง ไม่สบายเหรอวะ จงแดตกใจกับสภาพมันที่เห็น เมื่อไม่กี่วันก่อนมันยังดูร่าเริงอยู่เลยตั้งแต่จะได้ไปเจอแฟนมัน แต่คือสภาพวันนี้ยังกับคนอกหัก

 

มึงไปทำอะไรมาวะ จะว่าเล่นเกมส์ก็ไม่ใช่ มึงไม่เข้าอ่ะเมื่อคืน

 

“...”

 

จงอินลุกขึ้นมาจับหัวไหล่เพื่อน ก่อนจะก้มลงไปมองคนที่ค่อยๆก้มหน้าลง 

 

 

“...มึง เป็นอะไรเนี่ย

 

 

มันนั่งกระแทกลงไปกับโต๊ะก่อนจะก้มฟุบหน้าลง ท่ามกลางความงุนงงของพวกเรา

 

 

...เห้ย เป็นอะไรวะสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กได้แต่ตบบ่ามันอยู่ราวสองสามนาที ในใจก็เดากันไปในเรื่องต่างๆนานา แล้วจู่ๆคนที่ฟุบลงไปก็เงยหน้าขึ้นมาเล่นเอาคนอื่นตกอกตกใจ ทั้งแขนทั้งมือมันปัดป่ายคราบน้ำตาออก

 

 

               มันร้องไห้ว่ะ

 

 

มึงร้องทำไมวะ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย

 

“...แบคฮยอนทิ้งกูไปแล้ว

 

 

 

วันที่ทะเลาะกัน วันที่เขาเดินมาบอกให้ผมมีคนอื่น ผมเก็บงำมันไว้ไม่ได้ระบายให้พวกมันได้ฟัง เพียงเพราะคิดว่าตัวเองยังมีโอกาส สองวันต่อจากนั้นผมอาจจะมีโอกาส ที่เขาจะเปลี่ยนใจ...

 

แต่การตัดสินใจของเขาในคืนนั้นช่างเด็ดเดี่ยว วันที่เขาบอกจะออกเดินทางแล้ว วันเดียวกับที่พาหัวใจของผมไปด้วย

 

 

แค่อินเดียเอง เนอะ ฮ่ะ หน่ามึง...” จงอินพยายามกอดไหล่ปลอบมัน เข้าใจว่าคงเสียใจและคงจะเจ็บใจไม่น้อย

 

ร้องไห้เป็นเด็ก เก๊กมาหมดหล่อหมดแล้วไอ้ควาย

 

แม่ง...”

 

“...”

 

พวกมึงพากูไปอินเดียไม่ได้ก็อย่ามาพูดมากได้ปะวะ

 

จู่ๆชานยอลมันก็ปิดหน้าก้มลงร้องไห้อีกรอบ หมดสภาพเลยเพื่อนสุดเท่ของพวกเรา ที่พูดไปก็อยากจะปลอบใจมันทั้งนั้น ไม่เคยเห็นมันเป็นได้ถึงขนาดนี้เลย

 

 

เห้ย ... มึงคนอื่นๆมองหน้ากัน มันเริ่มสะอื้นไหล่สั่นจนรู้สึกว่ามันน่าสงสารเลยคราวนี้                   

 

 

กับความสัมพันธ์ที่เพื่อนอย่างเราไม่ได้รู้รายละเอียดอะไรมากนักหรอกตั้งแต่แรกเลยเพราะมันก็ไม่ค่อยพูด บางทีก็อยากเสือกแหละเอาตรงๆอะนะ มันก็ไม่ได้บอกอะไรเยอะหรอก เรารู้แค่ว่าเพื่อนของเราจริงจังกับรุ่นพี่คนนั้นแค่ไหน ตัวจริงก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอเลย เข้าใจว่าพอเวลาที่พี่คนนั้นว่างเขาก็อยากใช้เวลาด้วยกันสองคน สายงานวิศวะแบบนั้นทำงานแทบไม่ได้ดูนาฬิกาหรอก

 

 

 

เดี๋ยวเขาก็ต้องกลับมาอยู่แล้วแหละ...ไม่ใช่เหรอวะ

 

เหมือนเขาไม่ได้คิดแบบนั้น แต่บอกเลิกกูเลย ให้กูไปมีคนอื่น ให้กูได้เจอคนอื่น

 

“...”

 

กูต้องการเหรอวะ เขาเคยถามกูก่อนมั้ย มีเวลาให้กูหาวิธีที่ดีกว่านี้หรือยัง

 

“...”

 

แค่เด็กกว่า คิดว่ากูจะทำอะไรไม่ได้เลยเหรอวะ

 

 

สีหน้ามันที่แสดงออกมาเหมือนคนที่เจ็บใจ ทั้งเสียใจ ยกมือปาดน้ำตาลวกๆ นี่ถ้าอยู่กลางวงเหล้าก็คิดว่ามันดื่มเยอะไป เพ้อขนาดนี้

 

ก็หาใหม่เลยดิจงแดยักคิ้วกับจงอินอย่างรู้กันว่ากวนตีนมัน อยากให้มันดีขึ้นด้วย...

 

คนอย่างมึงกูเชื่อ แปบเดียวแหละมาตอมเป็นขี้

 

 

มันไม่ฟังแถมดูเหม่อลอย ดวงตานั้นยังมีน้ำตา พวกผมรู้สึกผิด ยิ่งพูดปลอบใจมันแค่ไหนก็ดูมันจะยังไม่รับฟัง

 

 

อย่างว่า แผลยังใหม่..

 

 

แค่คบกันไม่นาน เจ็บขนาดนี้เลยเหรอวะจงอินถามแกมตัดพ้อกับมัน

 

“..มึงเคยคบใครจริงๆจังๆบ้างมั้ยล่ะ มึงเคยให้ใจใครไปทั้งหมดบ้างมั้ย อีกอย่างอย่าทำพูดเหมือนแบคฮยอนไม่มีค่า

 

ชานยอลพูดจบก่อนจะลุกเดินออกมา รักมากแต่ก็เจ็บมาก อีกฝั่งก็คงรักมากเหมือนกันไม่รู้เลยว่าไปคุยให้จบกันแบบไหน อีกฝ่ายถึงขนาดไม่ให้มันรอ ยินดีถ้ามันจะมีรักใหม่

 

ทิ้งกันกลางทางโคตรๆเลย เริ่มเข้าใจมันแล้ว

 

บางทีถ้าอ่านใจคนได้ก็คงดี จะได้รู้ว่ารักกันจริงๆมั้ย

 

 

แต่กับเรื่องของมันจะเรียกว่าเข้าใจดีมั้ย ความรักกับเด็กธรรมดาคนนึง ไหนจะเรื่องอนาคตที่ดูก้าวหน้า 

 

 

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไรกันนะ.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               วันเวลาผันเปลี่ยนแปรไปชีวิตของเด็กมัธยมปลายก็ใกล้ถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน อีกไม่นานก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว... ในหน้าหลักของเกมส์สุดฮิตที่กลุ่มเรามักจะเล่นกันอยู่ตอนนี้ แต่จงอินก็พึ่งสังเกตบางอย่าง

 

เอ่า ไอ้ชานยอลมันไม่ได้เล่นอีกแล้วเหรอวะวันนี้

 

ไหน ... เออว่ะมองหาชื่อทุเรศๆของมันที่แม่งชอบตั้งชื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่เห็นจริงๆ

 

มันลืมมั้งจงแดว่า

 

แปลกๆ หรือมันยังไม่มูฟออนวะมึง

 

ควาย ลองไปบอกมันงี้ดิเดี๋ยวมีน้ำโหอีก ลืมแล้ว! ถามเหี้ยไรอีก พูดทำไมจงแดเลียนแบบสิ่งที่ชานยอลมันมักจะชอบพูดเวลาเราถามถึงเรื่องนั้น

 

รักมาก พอต้องลืมมันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ

 

กูโทรหามันดีกว่าจงแดพลันหยิบโทรศัพท์ก่อนจะวิดีโอคอลไป นานพักใหญ่เลยกว่ามันจะรับ

 

 

 

 

(...อะไร)

 

 

ดูแม่งทักเพื่อนดิ

 

 

ทำไรคร่า เกมส์ไม่เข้า

 

 

ปลายทางยกบางอย่างที่เหมือนหนังสือขึ้นมาก่อนที่มันจะเอาวางลงในทันที

 

เดี๋ยวนะมึง

 

(...)

 

มึงอ่านหนังสือเหรอ เห้ย พวกมึงงงง! ไอ้ชานยอลอ่านหนังสือ

 

(กูวางนะ)

 

เดี๋ยวๆๆๆ

 

(นี่พวกมึงมารวมตัวกันอีกแล้วเหรอ ทำไร เล่นเกมส์?)

 

ค่า แล้วทำไมมึงไม่เข้ามา

 

(จะอ่านหนังสือ เดี๋ยวอ่านจบอาจจะไปเล่นด้วย ดูอีกที)

 

 

แล้วมันก็ตัดสายไปแล้ว...

 

 

 

กูงง สรุปคนอย่างมันอ่านหนังสือ จริงจังกับสอบเข้าแล้วว่างั้น

 

ไหนมันว่าเรียนอะไรก็ได้ไงวะ สอบได้อยู่แล้ว แล้วมันอ่านอะไร

 

คงอ่านไปอย่างงั้นมั้งมึง กลัวพลาดอะไรแบบนี้เราถกเถียงหาลือกันเรื่องชานยอลมัน ก่อนจะมุ่งสู่วิถีเกมเมอร์ต่อโดยอนาคตช่างมันไปก่อน

 

 

 

ปล่อยมันเถอะถ้ามันจะขยัน ส่วนเราฆ่าแม่งให้หมด!!!”

 

 

 

 

ปาร์คชานยอลทิ้งตัวพิงกับเก้าอี้เหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ นี่เขาอ่านหนังสืออยู่เกือบสามชั่วโมงรวดอย่างงั้นเหรอ

 

ทำได้ไงวะ

 

เขามองตัวหนังสือและตัวเลขหยึกยือบนหน้ากระดาษ มองกระดาษที่ใช้ทดอันน้อยนิด เก่งเหมือนกันนี่หว่าเราเนี่ย

 

สุดท้ายความสำเร็จก็เกิดขึ้นง่ายๆ แค่พยายามนี่เอง

 

 

 

 

คอลมาบ่อยขนาดนี้ ไม่มีการบ้านต้องทำหรือไง หือ

 

ก็พี่สำคัญกว่าการบ้านนี่ครับ

 

‘...’

 

อ่า งั้นทำไปด้วยเปิดกล้องไปด้วยได้มั้ยครับ

 

พี่จะอาบน้ำ ดึกแล้ว

 

อ่อ ดูด้วยดิ

 

ทะลึ่งใหญ่

 

 

....

 

 

เห็นมั้ย แค่พยายามก็ทำได้ แค่อ่านให้เข้าใจแล้วทำ

 

ผมเก่งใช่มั้ย

 

เก่งที่สุดในโลกเลยแหละ

 

 

 

 

แม่ง

 

 

 

 

กูเล่นด้วย

 

(เชิญครับเพื่อนนน)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปกตินิสัยของผมไม่ใช่คนขยันอะไรเลย เรียนๆเล่นๆเพราะรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องจบออกไปได้ แต่ครั้งนี้ผมก็ไม่รู้เกิดบ้าอะไรที่มาทำให้ผมเปลี่ยนความคิด หรือผมแค่รู้สึกฮึดขึ้นมาเพราะมีเป้าหมายมั้ง และมันยังมั่นคงอยู่ตรงนั้น

 

 

...ที่เส้นชัย

 

 

 

 

 

              

 

 

เยส!!”

 

 

หน้าจอคอมพิวเตอร์กับรายชื่อเด่นหราของตัวเองที่ปรากฎอยู่หน้านั้น มือผมสั่นไปหมดเพราะดีใจก่อนจะรีบวิ่งออกไปเพื่อจะบอกแม่เป็นคนแรก

 

 

แม่ๆๆๆๆ

 

อะไรลูก เบาๆ เสียงดังไปทั้งบ้านเลย

 

สอบติดแล้วครับ!” ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วตรงเข้าไปกอดเข้าไปหอม จนแม่ต้องผลักออกเพราะหายใจไม่ออก

 

ลูกชายของแม่เก่งมากๆ

 

ใช่มั้ยล่ะครับ

 

แล้วบอกพี่แบคฮยอนหรือยังลูก

 

“...”

 

อ้าว แม่ลืมอีกแล้วเธอทำหน้ายิ้มฝืนๆก่อนจะบีบมือลูกเอาไว้แล้วเข้าไปกอดอีกรอบ

 

ไม่รู้จะบอกทางไหนเหมือนกันครับ กลัวเขาไม่อยากรู้แล้วด้วยเหมือนกัน

 

ไม่ได้คุยกันเลยใช่มั้ยลูกชายที่ดูฝืนยิ้มพยักหน้า ก่อนจะพยายามเปลี่ยนเรื่องแล้วพากันไปนั่งที่โซฟามองโทรทัศน์ที่แม่กำลังเปิดอยู่

 

 

 

สารคดีประเพณีสำคัญของประเทศอินเดียวันนี้ เราอยู่กันที่เมือง...’

 

 

 

แม่อ่า

 

 

แม่เอาแต่หัวเราะ ตอนนั้นแค่ครั้งเดียวที่เจอกันแม่บอกผมเลยว่าชอบคนแบบนี้ เขาอ่อนน้อม อบอุ่น รู้จักการเข้าหาผู้ใหญ่ ทุกอย่างที่เขาทำมันเป็นธรรมชาติไม่มีอะไรใดๆต้องปรุงแต่ง

 

แต่ก็คงจบอยู่แค่นั้น

 

 

เดี๋ยวผมไปคุยไอ้พวกนั้นก่อนนะว่ามันได้ที่ไหนกันบ้าง

 

ครับลูก

 

 

 

 

มันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมมีความสุข อนาคตที่กำลังจะเข้าสู่อีกขั้นของชีวิต ผมเคยมองว่ามันคือการที่จะได้เติบโตไปกับเขา ถ้าเรายังอยู่ด้วยกันป่านนี้ผมก็คงรีบโทรไปเพื่อบอกเขาแล้ว แต่ไม่เป็นไร...

 

 

 

เมื่อไหร่จะเลิกคิดถึงได้ซักทีวะ

 

 

 

ชานยอลทึ้งหัวตัวเอง ก่อนที่จะเห็นแจ้งเตือนจากการที่ไม่ได้รับสาย ทั้งเฟสไทม์และการโทรมาหลายครั้ง

 

 

(โห่ ตกใจหมดทำไมมึงไม่รับโทรศัพท์พวกกูวะ ลุ้นๆ)

 

(เออ แล้วเป็นไงวะ)

 

 

ชานยอลกดวิดีโอคอลกลุ่มไป

 

 

“...”

 

(เงียบ)

 

 

(สรุปมึงติดอะไร แม่งลีลากูลุ้นนะเนี่ย)

 

จงแดเริ่มอยู่ไม่นิ่ง เพราะไอ้ตัวดีมันไม่เคยยอมบอกเลยว่าเลือกเรียนอะไร

 

“....วิศวะสิ่งแวดล้อม

 

(ห๊ะ!!!)

 

(เชี่ย แล้วไหนมึง...)

 

 

 พวกผมมองหน้ากัน ทำหน้าประหลาดใจที่ดูเกินไป

 

 

(ไหนมึงบอกจะไม่มีวันเรียนต่อวิศวะไงวะ!)

 

ตื่นเต้นอะไรกับกู วันเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ใจก็เปลี่ยน...ไม่ได้เหรอวะ

 

 

ที่เหลือถอนหายใจหันหน้าหนีกับสิ่งที่...อะไรของแม่งมันไม่รู้ ไอ้ชานยอลมันไม่ใช่คนโลเลเลย แต่มันก็เปลี่ยนไปจริงๆ บ้าบออะไรของมันอีกก็ไม่รู้

 

 

(เออ แต่มึงก็ได้ฟิสิกส์อยู่แล้ว)

 

(คนอะไรไม่อ่านแต่แม่งเกือบท็อป)

 

(จริงไอ้จงอิน แม่งเล่นเกมส์ก็เล่นอยู่ด้วยกันหนีไปท็อปเฉย)

 

 

ก่อนที่ปลายสายจะหัวเราะกันออกมา

 

 

(แล้ว...คิดดีแล้ว?)

 

อยู่ๆก็อยากทำงานเป็นวิศวะ คงท้าทายดี อยากรู้ด้วยว่าชีวิตมันวุ่นวายขนาดนั้นเลยเหรอ

 

“...”

 

มันไม่มีเวลาที่จะรักตัวเอง แล้วก็รักคนอื่นเลยหรือไง

 

(เจ็บแล้วจำคือชานยอล เจ็บแล้วยังทนก็คือไอ้ควายชานยอล)

 

(มูฟออนเถอะมึง เปิดใจให้คนอื่นบ้างเถอะ)

 

 

ปาร์คชานยอลเงียบ ในหัวตัวเองก็ว่างเปล่าคล้ายๆจะ...

 

 

อือ เป็นวงรี เหนื่อยหน่อยเพราะสุดท้ายก็ยังอยู่ในวงจรของเขาอยู่ดี

 

 

 

               แต่เดี๋ยวก็คงทำได้เอง

 

 

 

(หมาอีกแล้วเพื่อนกู เข้ามหาวิทยาลัยอย่าให้เห็นว่าควงสาวอื่น กูจะเตะให้)

 

 

 

ไม่รู้สิ ผมไม่รู้สึกว่าต้องขวนขวาย เหมือนมันตายด้านไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

/

 

 

 

 

 

จากการที่ได้มาทำงานและศึกษาพื้นที่ รวมถึงโครงสร้างของเหมืองทำให้ผมเข้าใจเนื้องานมากขึ้น การออกมาปฏิบัติงานจริงในสถานที่แบบนี้แน่นอนว่ามีอันตรายรายล้อม อย่างว่าแหละที่เรามาทำคือเหมืองทองคำที่บอกตรงๆว่าไม่สามารถตีออกมาเป็นมูลค่าได้ นั่นแหละคือเรื่องเสี่ยงอันตราย ที่นี่มีการขุดลงไปใต้ดินลึกเทียบเท่ากับตึกสองถึงสามชั้น ผมไม่ได้พูดผิดครับนั่นคือสิ่งที่เราได้รับรู้ในสองวันแรกของการแนะนำพื้นที่รอบเหมือง ไหนจะล้อมรอบไปด้วยน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารเคมีเกินกว่าที่กำหนดเป็นแสนเท่า

 

 

หน้าที่ของเราไม่ใช่แค่คนที่ออกปากสั่ง แต่คือคนที่ต้องคิดวางแผน ตัดสินใจต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าและลงมือทำ ช่วยให้คนงานหรือคนในพื้นที่ได้ลงไปสำรวจได้อย่างปลอดภัย..

 

ผมกับเซฮุนมีโอกาสได้ลงไปแล้ว ถามว่ากลัวมั้ยก็แน่นอนว่าต้องกลัว เพราะข้างล่างมันมืดและอันตรายเราลงไปเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้นเพื่อศึกษาพื้นที่คร่าวๆ สภาพวันนั้นเลยค่อนข้างเละเทะ นับถือใจคนที่นี่จริงๆเพราะพวกเขาต้องดิ้นรนทำเพื่อความอยู่รอด เรื่องอันตรายจากตรงนี้พวกเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอเลย ตั้งแต่มาทำก็เจออุบัติเหตุรายวันเลย

 

และตามสัญญาสิ่งที่เรารอคอยคือในหนึ่งเดือนเราจะมีวันหยุดเจ็ดวัน จะหยุดสามวันในอาทิตย์แรก และอีกสี่วันในอาทิตย์สุดท้าย เป็นการหยุดสลับกับวิศวกรท่านอื่นๆ แล้วแต่แต่ละหน้าที่ของแต่ละคนเพราะเหมืองที่นี่ก็ไม่ได้ขุดทุกวันจะมีวันหยุดเพื่อดูสภาพเหมือง พื้นดิน ใต้ดิน และความปลอดภัยของสถานที่รอบๆเหมือนกัน

 

เท่าที่จำได้ผมเจอวิศวกรมาจากจีนก็เยอะ สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น ไทย และก็เป็นไปตามสเต็ปคนเอเชียด้วยกันเราก็มักจะเลือกผูกมิตรกับชาวเอเชียด้วยใช่มั้ยครับ แต่ไปๆมาๆผมกับเซฮุนก็ดันไปสนิทกับวิศวกรจากสหรัฐฯเสียได้ก็เพราะทำงานร่วมกัน พวกเขาคุยสนุก บางทีก็สื่อสารกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างนั่นแหละคือสีสัน พวกเขาตลกกันมากจากที่ผมขี้อายก็รู้สึกจะพูดมากขึ้น

 

สามเดือนกับที่นี่ผมว่าชีวิตมันเริ่มสนุกแล้วสิครับ มันยังมีอะไรรอให้เราได้เรียนรู้อีกเยอะเลย

 

ส่วนวันหยุดที่ผ่านๆมา ไม่ได้ไปไหนเลยเพราะถึงเวลาจริงๆมันเหนื่อยมาก แทบจะนอนทั้งวันทั้งผมกับเซฮุนเอง เราคิดกันไว้ว่าคงจะใช้เวลาปรับตัวกันไปก่อน เพราะช่วงนี้ยังหนักสำหรับเรา ผมเลยได้มีเวลาตัดคลิปจนเสร็จ ตอนที่ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ผมปรบมือให้กับผลงานตัวเองที่งมมาแรมเดือน เพราะผมคิดเสมอว่าไม่มีอะไรยากเกินไปถ้าเราตั้งใจทำมัน

 

และคนแรกที่ได้ดูก็โอเซฮุนนั่นแหละ วิวแรกของผม

 

 

 

 

 

เห้อ

 

แบคฮยอนถอดหมวกเซฟตี้ออกก่อนจะนั่งถอนหายใจยาวๆ นี่มันกำลังจะผ่านไปอีกวันแล้ว

 

เหนื่อยๆ แค่นี้ทำเหนื่อยอีกฝ่ายแซวผมทั้งที่สภาพตัวเองตอนนี้ก็นอนแผ่อยู่ไม่ต่างกัน

 

ความจริงแล้วสามสี่เดือนผ่านไป มันก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ อาจจะเพราะเรายุ่งจนลืมวันลืมเวลาไปก็ได้มั้งเลยรู้สึกว่ามันเร็วมากๆ

 

จะว่าไป ... วันเวลามันก็ผ่านไปเร็วจริงๆเนอะ

 

หายคิดถึงยังแบคฮยอนหันขวับกลับไปมอง

 

หมายถึงบ้าน ฮ่ะ

 

เดี๋ยวนี้กวนตีนอ่อเธอ

 

 

ที่จริง...มันค่อนข้างยากกับผมมากๆเลยเวลานั้น มีแค่เซฮุนที่ผมพอจะเล่าออกไปให้ฟังได้ ได้ระบาย แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกัน...เหล้าเข้าปากออกทุกเม็ด เราสนิทกันเพราะเปิดใจคุยกันเนี่ยแหละ พอได้บอกได้เล่าออกไปก็สบายใจมากขึ้นคงดีกว่าเก็บมันไว้คนเดียว

 

 

ตอนนี้เป็นเวลาพักและมันคงจะพอดีถ้าจะพักผ่อนหย่อนใจ ผมเปิดดูเว็บไซต์นึงขึ้นมาเพราะจำได้เสมอว่าช่วงวันนี้...

 

 

แบคฮยอน” 

 

 

โอเซฮุนเรียกเพราะผมเงียบไปและเอาแต่ดีใจจนเผลอยิ้มออกมาอยู่มั้ง

 

 

เขาจะได้ดูคลิปที่ผมลงไปมั้ยก็ไม่รู้ หรือเขาอาจจะเลือกไม่สนใจผมแล้ว บางทีเขาก็คงจะไม่รู้มั้ง

 

 

หื้ม ... นี่ คำว่ายินดีด้วยคนอินเดียพูดว่ายังไงนะนั่นทำให้โอเซฮุนเลิกคิ้วขึ้นมา

 

 

 

น้องสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วน่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาษาอินเดียที่ผมจะนำเสนอวันนี้

 

बधाई हो!

badhaee ho!

ยินดีด้วย

 

 

 

แล้วพบกันคลิปต่อไปนะครับ!’

 

 

 

               ผมกลับมามองคลิปที่ตัดเสร็จอีกคลิปรอการอัพโหลดลงบนเว็บไซต์ คลิปนี้เป็นคลิปที่สองแล้ว ส่วนคลิปแรกมีคนเข้ามาดูอยู่ประมาณ...ถ้าตอนนี้ก็หนึ่งพันกว่าวิวแล้วครับ เกินคาดผมนะเอาจริงๆ แล้วก็คิดว่าที่มียอดวิวก็คงเป็นเพื่อนๆกันนี่แหละเข้ามาดู เพื่อนที่บริษัท เพื่อนสมัยเรียน เพราะผมไม่ได้โพสต์ลงโซเซียลใดๆเลย

 

               เพราะก็แอบคาดหวังว่าคนที่เข้ามาดูเขาจะเผลอเสริชหาและเลือกเข้ามาดูเอง มีคนมาคอมเม้นท์ด้วยประมาณสี่ถึงห้าคอมเม้นต์ แค่นี้ก็รู้สึกใจฟูๆสุดเลย ผมพึ่งเข้าใจความรู้สึกอะไรแบบนี้..

 

 

 

 

 

 

 

/

 

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตปีหนึ่งของชานยอลก็มีอะไรที่แปลกใหม่ในชีวิตดี ทั้งเพื่อน การเรียน การปรับตัว การเริ่มต้นใหม่ ผมเรียนวิศวะสิ่งแวดล้อม และยังได้มีโอกาสทำอะไรหลายอย่างที่จริงจัง นั่นก็คือแข่งบาสเกตบอลที่แรกเริ่มจากการที่มีรุ่นพี่มาชวนเพราะเห็นผมเก๊กๆโชว์ชู๊ตอยู่วันที่โดดเรียน เลยได้มาเล่นกับทีมมหาวิทยาลัยแบบงงๆ ได้สนิทกับเพื่อนรุ่นพี่หลายคน จากนั้นชีวิตก็เริ่มเละเทะนิดหน่อย ผมไปเที่ยวกลางคืนแทบทุกวัน จนรู้สึกว่าไม่ใช่ ผมเลยดึงตัวเองกลับมาก่อนที่มันจะพัง กลับมาตั้งใจเรียน เล่นกีฬา อยากเป็นคนเก่งตามที่เคยบอกใครซักคนไว้

 

 

กระทั่งวันนึง

 

 

 

(กูมีอะไรให้มึงดู)

 

 

จงแดมันโทรหาผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแปลกๆในยามวิกาลแบบนี้ด้วย แม่งจะแกล้งส่งคลิปผีสะดุ้งมาให้ผมตกใจอีกแน่เลย

 

 

สำคัญมั้ย งานกูเยอะ

 

(แหม่ สำคัญไม่สำคัญก็ไม่รู้สินะ เดี๋ยวให้ตัดสินใจเอง)

 

“...”

 

(อ่ะ ส่งไปละดูเลยค้าบไอ้คุณเพื่อน)

 

 

ที่จงแดมันส่งมาในแชทส่วนตัวเป็นลิ้งค์ของ youtube และกรอบข้อความที่ขึ้นมาว่า อินเดียแบบของผมอะไรซักอย่าง

 

 

อืม ผมกดเข้าไป...เพียงแค่ได้เห็นดวงตาที่กำลังยิ้มจนตาหยีกับเสี้ยวหน้าที่โผล่ขึ้นมาเพียงนิดเดียวจากปกคลิป

 

 

‘ ... อินเดียแบบของผม

 

 

 

และเสียงของเขา

 

 

 

สวัสดีครับ ……. อินเดีย วันแรกของผม ... คิดถึงครับ

 

 

 

 

เพียงแค่นี้ ผมก็รู้ว่าเขายังไม่เคยหายไปไหนเลย คิดถึงเหมือนกัน...

 

 

 

 

 

ส่งอะไรมาให้กู

 

(มาอย่าโป้ปดว่ามึงไม่ได้กดดูรอบที่สาม)

 

 

มันอยู่บ้านผมปะวะ แต่แม่งก็ทายผิดอยู่ดี เพราะผมดูไปห้ารอบ...

 

 

(เงียบ ไอ้ควาย)

 

“...”

 

(คลิปใหม่เพื่อนกูบอกว่าน่าจะออกวันนี้มั้ง)

 

ใครถาม

 

(อยากจะแหม่ไปถึงอินเดีย แข็งแต่ปากเนอะมึงอ่ะ)

 

อย่างอื่นก็แข็ง เช่นเท้า วางละรำคาญมึง

 

(...)

 

 

แต่มันก็ไม่ได้กดวางแบบที่มันพูดหรอก แค่เงียบไปถึงจะฟอร์มแค่ไหน ผมก็ดูมันออก

 

 

แดกเหล้ากัน

 

 

 

คนที่ยังลืมไม่ได้

 

 

 

 

 

กับพวกมันไม่ได้เจอกันมาก็นานอยู่ตั้งแต่แยกย้ายกันเรียน โตขึ้น ความชอบความสนุกสิ่งที่สนใจต่างกัน แต่ก็ยังคุยกันได้เสมอ

 

ทำไมอยู่ๆก็อยากเมา

 

อกก็หักอยู่แล้ว ไปแจมอีกหน่อยดีปะ

 

หญิงสาวสวยคนนึงเดินตรงมาทางนี้ เป้าหมายของเธอก็คือไอ้คนตัวสูงที่ลุกขึ้นยืนอยู่ตอนนี้เหมือนกัน

 

 

โชว์ให้พี่ซักเพลง มีค่าขนมให้

 

ค้าบ เพื่อพี่ผมให้ได้แหละ

 

วู้ว ธรรมดาที่ไหนจงแดกระซิบกับจงอิน ก่อนคนที่ถูกนินทาจะหันกลับมา

 

เดี๋ยวกูมา

 

มันถือกีต้าร์ไว้ในมือ แล้วก็เดินขึ้นไปทางเวทีแล้ว

 

อ่าที่แท้ก็แบบนี้ มึงว่ามันจะร้องเพลงอะไร เพราะนึกว่ามันมีสาวซะอีก

 

ก็ไม่พ้นเพลงเดิมอกหักอยู่กับที่

 

กับไม่มูฟออน

 

 

 

 

 

Like we always do

Was I a fool 

To think that we always would ?

 

 

ผมโง่หรือเปล่านะ ที่เอาแต่คิดว่าเรายังเป็นเหมือนเดิม

 

(always - keshi)

 

 

 

 

 

 

 

ไปร้องเพราะมาจากไหนวะก็ปกติมันเคยมาร้องให้ฟังจริงๆจังๆเสียที่ไหน 

 

กูเก่งไง

 

อ่าครับ

 

มึงมาร้องบ่อยเหรอ

 

เปล่า พอดีที่เล่นบาสแล้วคุยถูกคอกับพี่ซองชานคุยไปคุยมารู้ว่าพี่แกทำวงเลยมาแจม ก็ว่างๆ แล้วก็มารู้จักร้านนี้ 

 

 

แต่ก็ไม่ปฏิเสธเลยว่ามันโคตรมีเสน่ห์ตอนอยู่บนเวที่มีแสงสีแบบนั้น สาวๆใจละลายแย่ แต่ไม่บอกมันหรอกเดี๋ยวแม่งลอย

 

แล้วเพลงที่ร้องคือ?”

 

ยังรอเธอเสมอ อ่าม ยังรักเธออยู่น่ะ ฮ่าๆพวกมันหัวเราะกันสนุกปาก ผมเลยปาขนมที่วางอยู่ใส่

 

ถามอีกหน่อย ไม่ได้ติดต่อกันเลยจริงๆใช่มั้ย มึงสอบติดขนาดนี้เขาก็ไม่ส่งข้อความมาแสดงความยินดีเลยเหรอวะ

 

ใจร้ายเหมือนกันเนอะ น่ารักแต่ใจร้ายอ่ะ

 

 

ทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากมาด้วยกัน

 

 

หยุดพล่ามเหอะ

 

 

               ผ่านมานานแล้ว ช่างมันเถอะ

 

 

อ่าพวกเราทำมือปิดปากอย่างสลด เอาจริงก็เห็นใจมัน แต่ก็คิดว่าเดี๋ยวมันคงลืมได้ในซักวัน

 

 

แต่ผ่านมากี่เดือนละวะ ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้เป็นวันที่เราได้หยุด ผมกับเซฮุนเลยนั่งรถไฟมาเที่ยวกันที่เมืองเดิม เดี๋ยวนี้เราไปไหนด้วยกันบ่อยมากขึ้น ส่วนใหญ่ก็ไปกันสองคนเพื่อนต่างชาติคนอื่นเลือกนอนพักกันมากกว่า เซฮุนเองก็ออกเที่ยวกับผมมากขึ้น พอสนิทกันก็เข้าใจนิสัยใจคอกันหลายๆอย่างโชคดีมากๆที่เราเข้ากันได้ ตั้งแต่แรกๆที่ผมเลือกไปไหนมาไหนคนเดียวเพราะจะทำคลิปหลังๆก็มีเขาเข้ามาแจมด้วยแล้ว

 

“หลับมั้ย หัวกระแทกขอบหน้าต่างหมดละเดี๋ยวลงไปดูอีกทีหัวโนเท่าลูกแตงโมทำไง”

 

“อ่า...”

 

“ไหล่เรานิ่ม”

 

“...”

 

“เคยนอนแล้วนี่”

 

แบคฮยอนยิ้มก่อนจะเอนหัวลงไปนอนพิงกับไหล่อีกฝ่าย เคยคุยกันอยู่เพราะตัวเองเคยบอกว่าเซฮุนเป็นคนไหล่กว้างมากๆและมันเข้ากับรูปร่างของเขาที่ดูดีมากเช่นกัน

 

“ไปถึงกินอะไรก่อนดี”

 

“ไก่ทอดร้านนั้น” ร้านประจำที่ขึ้นมากินด้วยกันสองสามรอบได้แล้ว

 

“โอเคครับ” เซฮุนไม่อยากจะกวนต่อเพราะเสียงที่ตอบกลับมานั้นช่างดูง่วงเหลือเกิน

 

 

แบคฮยอนทำให้ผมยิ้มได้ความจริงแล้วเขาเป็นคนอารมณ์ดีมองโลกในแง่บวก ทีแรกที่เจอกันเขาออกจะนิ่งๆ วันที่มาขึ้นเครื่องเขายิ่งดูแปลกๆไปทั้งสีหน้าที่ดูกังวล ดวงตาที่ค่อนข้างบวม และวันนั้นผมก็รู้...ว่าเขาร้องไห้

 

ผมเองก็คิดแค่ว่าเขาคงจะคิดถึงบ้าน แค่นั้น จนผ่านไปหลายเดือนที่เราได้คุยกันจนสนิท และถึงแม้จะหลายเดือนผ่านมาแล้วเขาก็ยังดูไม่ดีขึ้น หมายถึงว่าเขาซึมๆจนอดห่วงไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจเล่าเรื่องของตัวเองให้เขาฟังก่อน แค่อยากแสดงออกถึงความจริงใจว่าผมอยากรับฟัง และเป็นที่ระบายหรือเป็นความสบายใจให้เขาได้ เพราะเราเองก็มีกันอยู่สองคน

 

ผมถึงรู้ว่าเขาบอกเลิกแฟนรุ่นน้องเพื่อเลือกมาทำงานที่นี่ เข้าใจเลยว่าคงจะเจ็บปวดมากทั้งๆที่ยังรัก เขาเล่าออกมาทั้งน้ำตาแต่ก็ยังทำเป็นยิ้มและหัวเราะ จนผมเผลอดึงเขาเข้ามากอดวินาทีนั้นเขาถึงปล่อยโฮออกมา

 

 

 

“อร่อยอ่ะ ซื้อเฟรนไชส์ดีมั้ยเอาไปเปิดที่ไซต์” แบคฮยอนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เพราะไก่ทอดมันอร่อยเกินไป ความจริงมันอร่อยที่สุดแล้วที่นี่ แต่ดันอยู่ไกลอยากกินทีก็ทรมานสุดๆไปเลย

 

“กินเยอะๆ ... เห้ยเลอะแล้ว” นิ้วโป้งนั้นปาดออกให้อย่างเคยชิน เซฮุนทำแบบนี้ให้หลายครั้งแล้ว

 

“ฮ่าๆ สกปรกเนอะ”

 

เพื่อแก้อาการประหม่าก็ทำกลบเกลื่อนไปแบบนั้น

 

“น้ำหนักขึ้นเยอะเลยอ่ะ”

 

“ว่าไม่ได้นะมีแต่ของหนักๆ”

 

“ไปกินอะไรต่อดีอ่ะ” ดูดิคนเราบ่นว่าน้ำหนักขึ้นแต่ชวนกินต่ออีกแล้ว

 

“อยากเดินห้างอ่ะ แต่มีอะไรให้ซื้อวะ”

 

“รู้ละ ช่วงนี้แขกมาบ่อยซื้อขนมไปไว้มั้ย”

 

“ขนม!” คนตัวเล็กกว่าตาลุกวาว ก่อนจะคว้าแขนเพื่อนร่วมทางเดินแหวกฝูงชนขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรอเรียงรายและเรียกเราไปเสียทุกคัน

 

 

 

เราซื้อของกันเต็มสองมือ หอบหิ้วกันจนลืมสถานการณ์ภายภาคหน้าที่ต้องเจอ....แล้วทริปสองวันหนึ่งคืนเราก็จบเพียงเท่านี้ แค่เวลาเดินทางไป-กลับก็กินเวลาชีวิตไปเยอะแล้ว กลับไปก็ขอนอนทั้งวันแล้วกัน

 

 ชีวิตที่นี่น่าเบื่อมั้ย ? ผมตอบได้เลยว่าไม่ ทุกๆวันจะได้เจอสิ่งที่ไม่คาดคิดได้ตลอด โอโหอินเดียจริงๆ...

 

 

 

 

 

 

 

/

 

 

 

 

 

 

 

 

ผ่านมาปีที่สองย่างเข้าปีที่สาม ถึงเวลาที่ผมจะต้องไปฝึกงานและนับว่าเป็นโอกาสดีที่เกรดผมออกมาดี เลยมีโอกาสได้เลือกไปฝึกงานต่างประเทศได้

 

ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าบอร์ดประชาสัมพันธ์ และโครงการฝึกงานที่เหมืองอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย กำลังสะดุดตาผมเป็นอย่างมาก

 

 

บังเอิญ โลกกลม ผมลิขิต

 

 

ก่อนหน้านี้ผมไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมด้วย ตั้งใจและจมอยู่กับมันจนตอนนี้พอพูดได้บ้าง อีกอย่างจะไปฝึกงานก็ดันมีทดสอบเรื่องภาษาเพิ่มเข้ามาอีก เลยถือโอกาสเรียนสนทนาเพิ่มไปเลย

 

 

มีสองประเทศที่ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัย จากที่ได้ยินและเห็นมาชานยอลเองก็มีประเทศที่ตัวเองสนใจอยู่แล้ว และทันทีที่เอ่ยประเทศแรกออกมา...

 

 

อุตตรประเทศ อินเดีย

 

ผมครับ

 

ในเซคหันมามองที่ผมที่ตอนนี้มีแค่ผมคนเดียวที่ตอบรับออกไปว่าจะเลือกไปอินเดีย ก็เพราะไม่รู้ว่าจะต้องลังเลอะไรไง

 

มีปาร์คชานยอลคนเดียวงั้นเหรอ

 

ผมด้วยครับชานยอลหันไปยิ้มกับมัน...ไอ้จอห์นนี่ไงจะใครล่ะ

 

 

มันพูดจริงทำจริง คนอย่างมันนี่นะไม่อยากจะบอกมันหรอกว่าดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกัน ถึงแม้ว่าตอนแรกที่เจอกันมันทำหน้าเหมือนเกลียดกันมาแต่ชาติก่อนก็ตอน ทั้งเก๊กทั้งหยิ่งพอได้ทำงานด้วยกันช่วงหลังๆมาเลยรู้ว่าแม่งเก๊กไปงั้นความจริงโคตรเด็กน้อย

 

 

 

ทำไมล่ะผมถามตอนเราเดินออกมาด้วยกัน

 

อยากไปกับมึงมั้ง

 

ชอบกูเหรอ

 

ส้นตีนเถอะ

 

ปาร์คชานยอลหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเดินออกไปหาอะไรกินกัน

 

แค่อยากลองไปใช้ชีวิตแอดเวนเจอร์

 

“...”

 

แต่ก็ต้องสอบสัมภาษณ์อีก ติวมั้ยคืนนี้

 

กูกลายเป็นคนขยันตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมกูไม่รู้ตัวเลยวะ

 

มึงเคยพูดกับกูตอนปีหนึ่งว่ามึงมีเป้าหมายอยู่ที่เส้นชัย กูยังจำได้

 

“...อืม กูเกือบลืมประโยคนั้นไปแล้ว

 

 

 

สองปีแล้ว ... แล้วยังไงครับ ก็แค่มีโครงการที่น่าสนใจผมเลยตัดสินใจไป

 

คงเป็นโอกาสดีถ้าได้ไปจริงๆ 

 

 

 

 

 

ชานยอลนัดเจอกับพวกเพื่อนๆที่ร้านแฮงเอ้าท์ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ความจริงเราก็ไม่ได้ห่างหรือถึงกับไม่ได้ติดต่อกันเลย ก็ยังเจอกันบ้าง

 

เป็นคนนัดมาก่อนด้วยมีเรื่องอะไรวะ

 

จะไปฝึกงานที่อินเดียทั้งสองคนทำตาโต

 

เดี๋ยว ... ถามจริง

 

ไหนบอกว่าไม่ชอบอินเดีย เพราะพา...ไปมันทั้งคู่หัวเราะเยาะ

 

มันลืมได้แล้วมั้งจงแดหยุดไว้ก่อนจะเงยหน้าสบตาเพื่อนตัวดีที่เอาแต่ยกดื่มหมดแก้วแล้วแก้วเล่า สองปีแล้วนี่

 

“...ใช่มั้ย

 

ก่อนที่นิ้วซักนิ้วของมันจะชูขึ้นมาลอยๆอย่างกวนตีน ชานยอลยกดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า ไม่เมาก็น่าจะเดินกลับบ้านไม่ตรงอยู่

 

ไปนานเท่าไหร่วะ

 

หกเดือน

 

พนันกันมั้ยไอ้จงอิน กูว่าได้

 

พอคุยกันแบบนั้นเลยโดนจ้องเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

 

แต่เอาจริงๆนะ มึงคิดดีแล้วเหรอวะที่จะไปไหนจะพวกเรื่องความปลอดภัย บลาๆ

 

มีคนเกาหลีอยู่ที่นั่น อาจารย์ก็ไปคงไม่มีอะไรมั้ง

 

บอกแม่ยังอ่ะ

 

“...”

 

ลีอาอีก 

 

อืม พวกมันกำลังแซว คนที่ผมเคยลองเปิดใจคุยกับเธอมาซักพักนึงแล้วตอนนี้ก็ไม่ได้ไปต่อกันแล้ว

 

แล้วทำไมไม่พามาด้วย

 

แพ้แอล

 

เชี่ยจริงป่ะ ลูกคุณหนูจริงๆชานยอลเอาแต่ส่ายหัวให้กับพวกมันที่เมาและหลอกง่ายจริงๆ

 

เลิกพูดถึงเขาเถอะ ไม่ได้คุยกันแล้วคนละสไตล์ว่ะ

 

เอ่า เร็วจังวะ

 

ก็ถ้ามันไม่ใช่ จะฝืนคุยให้เสียความรู้สึกทั้งเขาและกูทำไมวะ

 

ไม่ใช่ว่ายังลืมไม่ได้อีกเหรอ

 

จงอินนี่แม่งยังขยี้เก่งเหมือนเดิมเลยจริงๆว่ะ

 

ถ้ากูตอบว่าไม่เคยลืมมึงจะพอใจสินะ มันตบโต๊ะก่อนจะหัวเราะกันร่าลั่นไปทั่ว พอๆกับที่จอห์นนี่เดินเข้าแจมด้วย

 

hi, Johnny

 

ก็คนเกาหลีด้วยกันมันตอบกวนๆกลับไปคนที่กรึ่มได้ที่พอเวลาแบบนี้แม่งพูดภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อ

 

 

 

 

สรุปแล้วทั้งผมและจอห์นนี่สอบสัมภาษณ์ผ่านแบบไม่มีคู่แข่งใดๆ เรื่องอื่นๆทางมหาวิทยาลัยจะเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง แต่ค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากนั้นทางเราต้องออกเองตามปกติ

 

แค่คิด...ก็รู้สึกอยากให้เวลามันเดินผ่านไปเร็วๆแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

สามเดือนต่อมา

 

 

อินเดียเข้าสู่ช่วงอากาศเย็นอีกครั้งและคงจะเย็นขึ้นเรื่อยๆที่จะมาพร้อมกับควันพิษ วันนี้เรามีประชุมในช่วงเช้าเห็นว่ามีหลายเรื่องเลย

 

 

ได้ข่าวว่าจะมีคนมาดูงาน

 

เหรอ คราวนี้จากไหนอีกนะ 

 

รอบที่ผ่านมาเป็นลูกท่านหลานเธอ ผมกับเซฮุนปรนนิบัติกันเหนื่อยพอตัวเลย

 

 

เอาล่ะๆ มารวมกันได้

 

 

ผมจะมาแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบว่าในวันพรุ่งนี้จะมีนักศึกษาฝึกงานมาจากเกาหลีใต้สองท่าน คณะอาจารย์อีกสามท่าน ฝากแต่ละฝ่ายช่วยดูแลด้วยนะครับ โดยเฉพาะวิศวกรสองท่านจากเกาหลีใต้...

 

               เอาจริงก็น่าตื่นเต้นดีที่จะมีคนจากเกาหลีมา เราสองคนมองหน้ากันหลังจากได้รู้รายละเอียดคร่าวๆว่าจะต้องเทรนด์อะไรบ้าง ส่วนประวัติของเด็กทั้งคู่เราก็ยังไม่ได้รับมาเป็นกิจจลักษณะ รู้แค่ชื่อมหาวิทยาลัย แบคฮยอนน่ะอยากฝากหิ้วกิมจิมาให้อีกจังที่มีอยู่ก็ใกล้จะหมดแล้ว

 

 

               และก็ไม่ได้เอ๊ะใจอะไรเลยซักนิดเลย....

 

 

 

 

เช้าวันต่อมา

 

 

แบคฮยอนทางนี้ครับ

 

               ยุ่งแต่เช้าอีกแล้ววันนี้ ไหนจะเด็กฝึกงานที่ต้องไปรับ เขาเลยให้เซฮุนออกหน้าไปก่อนเพราะต้องไปแก้ปัญหาหน้างานด่วน

 

 

 

 

อะไรวะชานยอล

 

               หลังจากลงมาจากรถตู้ที่คือสถานที่ฝึกงานของเรา ชานยอลแค่เห็นคนที่รู้สึกคล้ายๆวิ่งผ่านไป...อาจจะไม่ใช่ ทั้งที่ในใจมันสั่นแทบบ้า

 

เปล่า... อึ้งๆว่ะที่นี่ใหญ่ดี

 

               ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ออกมารับ พวกเขาคุยกับอาจารย์เราอยู่เขาเองเลยต้องมาสนใจสถานการณ์ข้างหน้า แต่ถึงแบบนั้นระหว่างที่เรากำลังจะถูกพาเข้าไปข้างในที่เหมือนเต๊นท์อะไรซักอย่าง

 

 

คนๆนั้น...กำลังวิ่งกลับมา

 

 

 

พี่เคยโดนล้อว่าวิ่งหนีบๆเหมือนเด็กผู้หญิงอ่ะ ... พี่เลยไม่ชอบวิ่งเลย

 

น่ารักออกนี่ครับ ไม่เห็นต้องสนใจใครเลย

 

ก็คิดแบบนั้นแต่ก็ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากวิ่งอยู่ดี

 

แต่ผมชอบนะน่ารักจะตาย วิ่งอีกเยอะๆเลยนะครับ :- (

 

 

 

               เขากำลังวิ่งเร็วเลยแหละ เลยกลัวว่าจะล้ม

 

               เพราะไม่อยากให้เจ็บอีก....

 

 

 


               แบคฮยอนรีบวิ่งกลับมาเพราะเห็นหัวหน้าตัวเองกำลังรีบเดินเข้าห้องประชุม รีบตามเข้าไปมองหาเพื่อนที่ไปยืนหลบมุมอยู่โดยที่ไม่ได้มองข้างๆเลยว่ามีใครมาใหม่และกำลังมองด้วยแววตาที่...

 

 

 

สบายดีมั้ยครับ

 

 

               ผมอาจจะกำลังนอนอยู่แล้วฝันไป เพราะเป็นน้องที่อยู่ตรงนี้

 

 

 

...ชานยอลสีหน้านั้นดูตกใจ ตาเล็กๆกำลังเบิกกว้างและสั่นไหว

 

“...”

 

"ไม่เห็นตอบผม

 

...”

 

อ้าว รู้จักกันเหรอครับโอเซฮุนที่เลือกเข้ามากอดคอแบคฮยอน ตอนเห็นว่าแบคฮยอนคุยกับเด็กฝึกงานอยู่ ก่อนที่เด็กคนนั้นจะโค้งแล้วขอตัว เดินกลับไปรวมกับคณะอาจารย์อีกฝั่ง

 

เราดูน่ากลัวเหรอแบคฮยอนถอนหายใจ ก่อนจะมองหน้าโอเซฮุนนิ่งๆทั้งที่ในใจวูบโหวงแทบบ้า

 

ไม่รู้สิ

 

อ่า

 

 

ทำไมถึงมาได้... นั่นคือสิ่งผมคิด ผมแค่รู้ว่าเขาสอบติดมหาวิทยาลัยแต่ไม่รู้ว่าเขาเลือกเรียนต่ออะไร จะว่าผมเลือกที่จะไม่รับรู้ก็ได้

 

ถ้าอย่างนั้นเขาเลือกเรียนวิศวกรรมอย่างนั้นเหรอ

 

ทำไมล่ะ เขาไม่ชอบไม่ใช่หรือไง...

 

 

 

สองท่านนี้เป็นนักศึกษาโครงการฝึกงานจากมหาวิทยาลัยที่โซลจะมาฝึกงานกับเราเป็นเวลาหกเดือน ผมขอให้อาจารย์และน้องๆสองท่านช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ

 

 

ผมชานยอลครับจากมหาวิทยาลัย x คณะวิศวกรรมศาสตร์ ขอฝากตัวด้วยครับ และจะตั้งใจทำงานครับ

 

 

ผมจอห์นนี่ครับ ฝากตัวด้วยครับ

 

 

เขาพูดภาษาอังกฤษ เด็กคนนั้นเก่งขึ้นเยอะเลยนะ

 

 

 

 

ตอนที่คบกันแรกๆเราไปเดทกันแถวอิแทวอน ตรงนั้นอย่างที่รู้กันว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเยอะ อาจจะเพราะตอนนั้นชานยอลเอาแต่ชวนผมคุยล่ะมั่ง คงจะคิดว่าเด็กคนนี้คุยเก่ง มีชาวต่างชาติสี่คนเดินตรงเข้ามาหาเรา พอเจอรัวคำถามเข้าไป เด็กนี่ก็เหวอไปพักใหญ่ จนถอยหลังหนี ผมเลยตอบแบบถูๆไถๆไปแทน

 

น่าอายว่ะพี่ ผมควรไปเรียนเพิ่มผมจะได้เก่ง

 

‘...’

 

จะได้ยืนข้างพี่แบบกล้าหาญซักที

 

 

 

ตอนนั้นเขากำลังดูถูกตัวเอง

 

 

พี่ไม่ได้สนใจ นายไม่ต้องเก่งไปทุกอย่างหรอกนะ อย่าคิดมากเลยเป็นตัวนายก็พอ

 

 

 

 

เป็นอะไรป่ะ ทำไมดูเหม่อแบคฮยอนยืนมองกระดานที่จดรายละเอียดงานวันนี้แต่มันไม่ได้เข้าไปในหัวสมองของเขาเลย

 

เปล่าหรอก นั่นเก็บของจะออกไปดูน้องแล้วใช่มั้ย

 

ใช่ เตรียมของตัวเองหรือยัง

 

ระดับนี้แล้วเขาหยักคิ้วไปให้อีกฝ่าย ก่อนจะถูกขยี้หัวจนมันน่าจะยุ่ง

 

เออนี่ เราควรแยกกันสอนดีมั้ยหลังจากที่แนะนำรวมๆแล้วหน่ะ จะได้ไม่ตกเป็นภาระใครคนใดคนหนึ่ง

 

อืม ได้ ตามนั้นเลย

 

 

 

ผมกับเซฮุนเดินเข้ามาอีกห้อง ที่มีผู้ใหญ่อยู่ในนั้นหลายท่านรวมถึงเด็กทั้งสอง

 

มากันแล้ว งั้นเดี๋ยวเริ่มกันเลยนะ ฝากเด็กๆของเราด้วย

 

คนที่เป็นอาจารย์ฝากฝังเราอย่างดี ก่อนที่จะเดินออกไปกัน ทิ้งไว้แต่ความอึดอัดที่คงมีแค่เขาคนเดียวที่รู้สึก อีกฝ่ายไม่ได้สนใจกันเพียงแค่มองการเคลื่อนไหวของโอเซฮุนที่กำลังชวนทุกคนคุยอย่างอยากให้บรรยากาศมันผ่อนคลาย 

 

 

พี่ชื่อเซฮุน ส่วนนั่นก็แบคฮยอนทั้งสองคนลุกขึ้นโค้งให้เรา

 

เซฮุนยังเอาแต่พูดต่อไป ก่อนจะเปิดวิดีโอที่ตัดต่อเองเหมือนเป็นการนำเสนอข้อมูลของเหมืองที่นี่คร่าวๆ อีกตำแหน่งที่เราได้ทำคือประชาสัมพันธ์เวลามีแขกคนสำคัญมาที่นี่ ผมกับเซฮุนได้รับโอกาสให้พรีเซนต์เหมืองแห่งนี้

 

และตอนที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปผมไม่รู้ตัวเลยว่าเอาแต่มองน้อง..กระทั่งที่เด็กอีกคนที่ชื่อจอห์นนี่หันมามองผม ก่อนจะยิ้มมาให้ ผมถึงรู้ตัวว่าผมยังไม่ละสายตาออกจากชานยอลเลย

 

 

 

 

 

               ในช่วงพักกลางวันที่นี่จะพักสองชั่วโมง อาหารวันนี้ก็จะพิเศษหน่อยเพราะมีเด็กฝึกงานมา เราได้กินอาหารตะวันตก มีพิซซ่าด้วย กินดีไปอีกวัน คนอื่นๆในทีมก็ซัพพอร์ตและพยายามเข้าหาเด็กทั้งสองคน ชวนคุย หาอะไรเล่นกันจนกลายเป็นว่าทั้งเขาและเซฮุนไว้ใจที่ฝากเด็กๆไว้กับวิศวกรท่านอื่นก่อน เพราะมีงานที่แทรกเข้ามา

 

 

               จอห์นนี่กับชานยอลเดินออกมานั่งคุยกันหลังจากที่เห็นคนอื่นนอนหลับพักสายตากัน เลยอดแซวคนที่มีสีหน้าเหมือนจะดีขึ้นมาไม่ได้

 

คนนี้เหรอเป้าหมายที่เส้นชัย ชานยอลหันไปมองหน้าเพื่อน นี่เขาแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอ

 

เก่งมาก ขอมือหน่อย

 

ไม่โกรธเขาแล้วหรือไง ชานยอลเพียงแค่เงยหน้ามองฟ้าก่อนจะถอนหายใจออกมา

 

 

เหมือนเดิม

 

 

รักเหมือนเดิม ?

 

 

 

               เราสองคนมาถึงก็ไม่ได้ปรับตัวยากอะไร ทุกคนก็ดูให้การตอบรับดีโดยเฉพาะพี่เซฮุนที่เฟรนด์ลี่ดี ผมดีใจที่อย่างน้อยเขายังมีเพื่อนมาด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่า แค่เพื่อน หรือเปล่า

 

               แต่เขายังเหมือนเดิม ตัวเล็กเหมือนเดิม มีแค่ผิวที่ดูจะคล้ำลงนิดหน่อยตอนได้อยู่ใกล้ๆ ทำงานหนักเหมือนสินะ นอนเต็มที่บ้างหรือเปล่า ผมอยากถามเขาแต่ก็กลัวจะไม่มีสิทธิแล้ว

 

 

               พวกผมถูกสอนงานโดยทั้งพี่แบคฮยอนและพี่เซฮุน เขามืออาชีพมากๆ มีเสน่ห์ตอนที่พูดถึงรายละเอียดงานที่อยู่ตรงหน้า ผมไม่เคยรู้เลยว่าเขาเก่งขนาดนี้ แต่ก่อนเอาแต่น้อยใจที่เขาเอาแต่ทำงานจนเราไม่มีเวลาให้กัน อย่างที่ใครหลายคนว่าไม่มีใครรู้หรอกถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริงๆ ... และผม เกือบจะเข้าใจมันแล้ว

 

 

 

 

สองอาทิตย์ต่อมา

 

 

               เช้าวันนี้เซฮุนกับแบคฮยอนดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษหลังจากวันหยุดที่ผ่านมา เพราะออกไปเที่ยวกันอีกแล้ว ใจจริงอยากจะชวนเด็กๆไปด้วยแต่ก็ยังมีกฏจากมหาวิทยาลัยอยู่เลยยังพาเด็กๆออกไปไหนไม่ได้ วันนี้พวกเขาเอาขนมมาฝาก มานั่งเล่าให้ฟังกับประสบการณ์หลายสิ่งที่เจอมา และเพราะวันนี้ฝุ่นเยอะมากทำให้เราต้องหยุดพักกันก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งออกมา เลยถือโอกาสได้เป็นเวลาพักผ่อนไปเลย

 

 

และช่วงที่ได้หยุดนี่แหละที่แบคฮยอนคิดว่าเขาควรบอกเซฮุนได้แล้ว เพราะตัวเองรู้มาตลอดว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไงต่อกัน แม้จะไม่ได้บอกตรงๆแต่การกระทำหลายๆอย่างทำให้เขาเริ่มรู้ และไม่อยากปล่อยมันไว้เนิ่นนานจนมันมากกว่านี้กลัวว่ามันจะทำให้มิตรภาพดีๆของเรามันต้องพังลง

 

 

‘เรารู้ รู้แล้ว’

 

‘...’

 

‘สายตาแบคฮยอนที่มองน้อง มันชัดเจนมากเลยรู้หรือเปล่า ทั้งโหยหาและคาดหวัง’

 

แบคฮยอนเอาแต่ก้มหน้าเพราะเขาเองก็ปฏิเสธอะไรไปไม่ได้เลย ทุกอย่างที่เซฮุนพูดมันคือความจริงทั้งหมด

 

 

‘ขอบใจที่แคร์ความรู้สึกเรานะ’

 

‘ขอโทษ’

 

               เซฮุนที่ได้ฟังแต่ประโยคขอโทษซ้ำๆส่ายหัวไปมาเพื่ออยากจะบอกว่าไม่เป็นไร

 

 

คนแบบเราน่ะ

 

...

 

คนแบบเรา...มันเห็นแก่ตัว เรายังไม่เคยลืมเขา

 

...

 

‘ม..ไม่เคยคิดจะลืม ด้วยซ้ำ’

 

 

แบคฮยอนกลืนก้อนที่จุกอยู่ตรงลำคออย่างยากลำบาก เขากำลังห้ามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมายามมองไปที่ใบหน้าของเพื่อนที่แสนดีตรงข้ามที่ยังคงยิ้มอบอุ่นมาให้เหมือนอย่างเคย พร้อมมือที่เอื้อมมาสัมผัสลงบนศีรษะและลูบมันลงมาอย่างแผ่วเบา และเป็นเขาที่ถลาเข้าไปกอดอีกฝ่าย

 

 

‘ขอโทษนะ เรา..ขอโทษจริงๆ’

 

‘....มันเป็นแค่ความรู้สึกแอบรักของเรา เราเข้าใจ เราก็ไม่ได้หวังว่าแบคฮยอนต้องตอบรับความรู้สึกของเราหรอก ... ถึงไม่กล้าบอกไง’

 

 

เพราะเซฮุนเองก็กลัวเหมือนกัน

 

 

‘เราไม่สมควรได้มันจากเซฮุนเลย’

 

‘ไม่เป็นไร’ สองมือนั้นก็เอื้อมกอดตอบแน่นเพื่อยืนยันว่าเซฮุนเอง

 

 

‘...ไม่เป็นไร’

 

 

 

 

               เขาเผลอไป ทุกคนก็ด้วยแต่พอมองไปดีๆกลับเห็นว่าน้องไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว มองจากกล้องก็ไม่เห็น เห็นแบบนั้นตัวเองเลยรีบเดินออกตามหาอย่างร้อนใจ

 

               ทำไมไปไหนถึงไม่ยอมบอกกันก่อน ทำไมชอบทำให้เป็นห่วง

 

 

 

 

ตรงนี้ห้ามสูบบุหรี่ ลืมหรือไง

 

ปาร์คชานยอลหันกลับไปมองคนที่เดินมาและหยุดพูดอยู่ข้างหลัง พลันทิ้งมันลงกับพื้นบี้จนแหลกละเอียด ก่อนจะหันไปโค้งให้เพราะเขาทำผิดกฎของที่นี่

 

ขอโทษครับ

 

“...เป็นอะไร จู่ๆก็เดินออกมา ทำไมถึงไม่บอกกันก่อน

 

ผมไม่รู้ว่าเขาพูดเพราะเป็นห่วง หรือจะเอาแต่ตำหนิ

 

แล้วเขาจะมีเวลาฟังผมมั้ย ถ้าผมจะบอกว่าผมหึงเขาทั้งที่ใจมันไม่อยากจะไปยุ่งแล้วด้วยซ้ำ สุดท้ายผมมันก็แค่ไอ้คนที่สับสนกับตัวเอง ขี้แพ้เพราะแค่เป็นเขา ไม่อยากเห็นเขากับพี่เซฮุนอยู่ใกล้กัน หัวเราะด้วยกัน แม่ง...ผมมันเหมือนหมาบ้าเลยต้องออกมาสูบมันอีก

 

 

งั้นเดี๋ยวผมจะกลับเข้าไปเดี๋ยวนี้ครับเมื่อตั้งท่าจะเดินผ่านไป กลับเป็นเขาที่เอ่ยออกมาดักผมไว้ก่อน

 

พี่สลับกับเซฮุนแล้ว ต่อจากนี้ พี่จะสอนงานและดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับนายนะ

 

จากที่ตอนแรกเราผลัดกันดูแล แบคฮยอนคุยกับเซฮุนว่าต่อจากนี้ตัวเองจะขอสอนชานยอลเอง

 

ทำไมล่ะครับ ...” ชานยอลทำเก่งเอ่ยปากถาม และติดจะประชดประชันต่อไปอยู่แบบนี้

 

 

พี่กลัวเขาจะรู้เรื่องเราเมื่อก่อนเหรอ

 

 

แบคฮยอนไม่อยากให้น้องประชดเขาเลย

 

 

ไม่ต้องกลัวหรอกครับ ผมก็ไม่อยากนึกถึงมันเหมือนกัน

 

 

เหมือนโดนอะไรมาบีบอยู่ที่หัวใจ พอเป็นฝ่ายโดนบ้างก็เจ็บเหมือนจะตายเลย ไม่แปลกถ้าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนไปแล้ว ... จะมานึกเสียดายอย่างงั้นเหรอ ก็เลือกทำเองทั้งนั้น จะไปโทษใคร

 

 

แล้วมาที่นี่ทำไมเพราะปากไว เลยเผลอขึ้นเสียงใส่บ้าง

 

 

จะมาทำไม ถ้านายยังไม่ลืมพี่

 

 

นี่ผมกำลังหวังอะไรอยู่

 

 

ชานยอลเลือกจะโค้งให้อีกครั้งก่อนจะเดินหลบออกมา เพราะไม่ได้อยากทะเลาะหรือมาเพื่อทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงไปอีก ... เขาเองก็เจ็บไม่ต่างกัน ก่อนจะเดินมาเจอพี่เซฮุนที่ยืนพิงอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าไม่ไกลจากเมื่อครู่

 

 

ไปกินกาแฟกัน ป่ะ

 

 

เขาดูมีเรื่องอยากจะคุยกับผม และก็ใช่เขาบอกเหตุผลที่เปลี่ยนตัวกับแบคฮยอนมันไม่ใช่เหตุผลของความไม่ชอบพออะไร แต่เป็นเพราะเนื้องานและการสอนที่สลับกันในโค้งที่สอง และคงจะเป็นแบบนี้กระทั่งโปรเจคฝึกงานนี้จบลง

 

 

ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจนะครับ แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรถ้าพี่แบคฮยอนจะเป็นคนมาสอนงาน

 

“...”

 

ผมยินดี

 

 

ยินดีมากๆเลยด้วย

 

อืม อย่าเข้าใจผิดล่ะ เราก็เข้ากันได้ดีนี่จนกระทั่งนายเอาแต่คิดไปเองนี่แหละนะอีกฝ่ายยกยิ้มเหมือนยียวน หรือพี่เขารู้แล้ว...อย่างงั้นเหรอ

 

ไม่ต้องทำหน้างง ไปทำงานกันต่อเถอะไปตามมันมาด้วยยืนเคว้งแล้วนั่น

 

               ก่อนที่รุ่นพี่เซฮุนจะเดินเข้ามากระซิบ แล้วตบบ่าเขา ยักไหล่ให้อีกแล้วเดินกลับเข้าไปข้างใน

 

 

ปาร์คชานยอลหันกลับไปมองอีกคนที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม สองเท้ายาวรีบก้าวเดินออกไป ก่อนคว้าเข้าที่ข้อมือเล็กที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมเพราะอากาศที่หนาวจัดและพาเดินออกมาจากตรงนั้น

 

 

อะไร

 

“...”

 

ชานยอล

 

ไปทำงานครับ สอนงานผมด้วยผมต้องทำอะไรต่อ

 

...อื้ม

 

แบคฮยอนมองตามคนที่เดินนำเอาแต่พูดจาและก็ไม่ได้กลับมามองตัวเองเลยด้วยซ้ำ ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจ...แต่ก็เอาเถอะ

 

 เขาปล่อยให้น้องจับข้อมือเดินไปอยู่อย่างนั้น กระทั่งเข้าไปข้างใน ทุกอย่างก็ดูปกติทุกคนรอรวมตัวเพื่อดูภาพจากกล้องที่ลงไปสำรวจยังจุดที่ขุดใหม่ ตอนนี้อากาศเปิดแล้ว เราจะได้ลงไปพร้อมกับเด็กๆ ซึ่งจะเป็นจุดที่ไม่ได้ลึกและไม่ได้อันตรายขนาดนั้นมันเป็นเพียงจุดที่แค่ให้รู้ถึงสถานการณ์ความเป็นจริงด้านล่างเบื้องต้น ว่าทำไมเราถึงต้องมาที่นี่

 

 

ผู้เชี่ยวชาญช่วยกันแนะนำถึงข้อควรทำและไม่ควรทำเวลาที่ลงไปแล้ว เพื่อความปลอดภัยของทุกคน แบคฮยอนจับคู่ไปกับชานยอล ส่วนเซฮุนไปกับจอห์นนี่

 

 

พอเข้าใจใช่มั้ยลงไปต้องมีสติตลอดเวลา ถ้าไฟดับหาดวงไฟคนอื่นให้เจอ

 

ครับ

 

 

 

               เมื่อทุกคนรับทราบเราก็ต้องมาใส่อุปกรณ์เซฟตี้เพื่อเตรียมพร้อมก่อนลงไป โดยมีเจ้าหน้าที่หลายท่านลงไปด้วยเหมือนกับการทำงานตามปกติจริงๆ

 

 

เดี๋ยวๆแบคฮยอน ข้างหลังยังไม่ได้ติดเลย

 

ห๊ะ จริงดิ สงสัยติดไม่ถึงโอเซฮุนเดินมาซ้อนด้านหลังเขา

 

ไหน หันดีๆยืนนิ่งๆด้วย

 

และพอตัวเองหันไปสบตา ปาร์คชานยอลก็หันหลบไปทางอื่น

 

นี่...ไปดูน้องต่อเถอะ เขาใส่กันเรียบร้อยมั้ยเดี๋ยวเราดูเองก็ได้

 

อ่อ ได้ดิ” 

 

เซฮุนก้มลงไปใกล้อีกครั้งเพื่อขยับชุดแบคฮยอนให้เข้าที่ก่อนเพราะอีกฝ่ายตัวเล็ก มันเลยดูหละหลวมไปหมด ก่อนที่จะเดินไปหาเด็กสองคนที่กำลังช่วยกันจัดชุดตัวเองอยู่

 

 

ไหนลองเปิดไฟฉายสิ ....โอเค งั้นไปกันเลย

 

 

               เราแบ่งกันลงไปเป็นคู่ ค่อยๆลงบันไดไปส่วนของรอบข้างมืดสนิท ชานยอลกังวลนิดหน่อยเพราะเป็นครั้งแรกและเขาลงทีหลังพี่แบคฮยอนนั่นแปลว่าตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ด้านล่างเขา ตัวเองเลยต้องค่อยๆลงเพราะกลัวจะไปเหยียบอีกฝ่ายเข้า ถึงจะรู้ว่าชำนาญกว่า...แต่ก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี

 

               ทันทีที่เท้าแตะพื้นแบคฮยอนก็ยืนรอน้องและค่อยๆจับให้อีกฝ่ายลงมาอย่างสะดวก

 

โอเคหรือเปล่าเขาต้องถาม เพราะเราใช้เวลาอยู่นานกว่าจะลงมาถึงด้านล่าง มันไม่ได้ง่ายนักสำหรับมือใหม่

 

ครับ

               ทันทีที่ทุกคนลงมาครบ เราแยกย้ายกันเดินไปดูตามมุมต่างๆ แบคฮยอนพาชานยอลเดินเข้าไปในช่องทางที่ค่อนข้างแคบลง ในหัวก็เอาแต่คิดว่าเมื่อกี้เหมือนน้องจะใส่ใจเขา แต่มันก็ยังมีท่าทีห่างเหินอยู่ดี เอาใจไม่ถูกแล้วเหมือนกัน..

 

แน่ล่ะทำให้เจ็บปวดขนาดนั้น ไม่แปลกถ้าน้องจะโกรธหรือเกลียดกันมันเป็นสิ่งที่ตัวเองเคยบอกน้องนี่

 

เป็นไง เจ็บจนพอใจหรือยังแบคฮยอน

 

 

“โอย”

 

“พี่!”

 

ชานยอลทิ้งไฟฉายในมือก่อนจะตรงเข้าไปคว้าตัวอีกคนให้หันมาประจันหน้ากันอย่างรวดเร็ว ที่หัวพี่แบคฮยอนมีเลือดออกเพราะชนกับคานไม้เข้า

 

ลงมาในนี้พี่อย่าเหม่อดิตัวเองก็พูดย้ำว่าในนี้มันอันตรายให้ระวัง แต่ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองเลย

 

 

แม่ง ทำไมพี่ชอบทำให้ผมเป็นห่วงวะ

 

ดูแลตัวเองหน่อย

 

               เราต่างคนต่างเงียบ และเพราะไฟจากหน้าผากตัวเองทำให้เขาเห็นใบหน้าขาวนั้นชัดขึ้นและก็รู้ว่าอีกฝ่ายมีน้ำตาคลอ

 

 

นาย...ดูแลพี่ได้มั้ย

 

“...”

 

เป็นนาย อีกครั้งได้หรือเปล่า

 

 

 

 

 

 

 

               ผ่านมาแล้วกับประสบการณ์ลงใต้ดินครั้งแรกของทั้งจอห์นนี่และชานยอล พอขึ้นมาก็หัวเราะกันยกใหญ่เพราะสภาพที่ไม่สู้ดีนัก แต่คนที่หุบขำแทบไม่ทันเมื่อเห็นแบคฮยอนคือเซฮุน คนที่รอบคอบยิ่งกว่าอะไรไปทำยังไงถึงหัวแตกได้วันนั้นเลยโดนสวดกันไปยกใหญ่ แบคฮยอนเอาแต่ขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเรา จนชานยอลต้องเอ่ยปากว่าที่แบคฮยอนก็เพื่อปกป้องตัวเองแล้ว

 

               และวันนี้ที่ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ แผลของแบคฮยอนเริ่มดีขึ้นเพราะ

 

 

แผลหายเร็วเนอะ ขนาดคิดว่าน่าจะต้องเย็บแต่ดีขึ้นผิดหูผิดตาใช่ป่ะจอห์นนี่

 

ยาดีมั้งพี่

 

แหม่ ผมไม่ได้ยินเลยครับชานยอลหันไปพูดกับเซฮุน และมองอาฆาตไอ้เพื่อนตัวดี

 

 

แสบมั้ยครับ

 

ไม่แล้วแบคฮยอนตอบเสียงอู้อี้เพราะเริ่มจะเขิน

 

พรุ่งนี้หยุด ไปไหนกันป่ะตอนนี้เด็กๆได้อิสระแล้วด้วย

 

หรือนอนดีนะ เพราะพี่กับแบคฮยอนก็ออกกันทุกวันหยุดเลย ไง พักมั้ยเซฮุนหันมาถามแบคฮยอน ซึ่งแน่นอนว่าเขาน่ะอยากพักอยู่แล้ว

 

 

 

 

               และทุกวันหยุดจะมีชานยอลมานอนเล่นที่ห้องเขา นอนคุยกันด้วยเรื่องทั่วๆไป vlog ของเขาเองก็แทบไม่ค่อยได้ถ่ายเพราะงานที่ยุ่งมากๆ มีโอกาสแค่หยิบมาถ่ายติดๆไว้เล็กๆน้อยๆแค่นั้น เราคุยกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องที่ผ่านมาบาดแผลของเราทั้งคู่ อินเดียเหมือนยาใจ เราอยากเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้ง

 

วันนี้เราไม่ต้องออกไปไหนได้มั้ย

 

อ่า แล้วไอ้จอห์นนี่ล่ะครับพูดแล้วก็เอาตัวเองไปซุกกับอกอุ่นๆ ผ่านไปสองสามปีร่างกายกำยำขึ้นตั้งเยอะ เป็นหนุ่มแล้วสินะ

 

เมื่อกี้เซฮุนส่งข้อความมาบอกว่าเดี๋ยวพาน้องออกไปกินข้าวเองอ่ะคนตัวเล็กชูโทรศัพท์ในหน้าบทสนทนาหนึ่งให้ดู

 

“...แต่ผมก็อยากไป

 

แบคฮยอนคว่ำปากเคลื่อนตัวขึ้นไปนอนทับทั้งกกกอดแฟนรุ่นน้องไว้แน่น ส่วนคนที่รู้และทำซึนขี้แกล้งก็ยิ้มได้ใจเต็มๆ พี่แบคฮยอนโหมดแมวขี้อ้อนนี่จะทำผมตายเอา

 

ไม่อยากอยู่กับพี่เหรอพูดอู้อี้อยู่กับไหล่หนา ที่คนที่โดนความน่ารักเล่นงานมันเขี้ยวจนอยากจะจับมาจูบไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน

 

 

ส่วนแบคฮยอนก็เอาแต่กลัวว่าน้องจะหายไปอีก...

 

 

อยากครับ

 

“...”

 

อยากอยู่ในตัวพี่

 

ทุเรศ

 

เรานอนมองกันเงียบๆภายในห้องที่มีแสงเล็ดลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแทบจะพร้อมกันก็ยังไม่มีใครลุกจากกันไปไหนเลย

 

 

นาย...ได้คบใครมั้ยก่อนหน้านี้

 

“...”

 

แต่ไม่บอกก็ได้นั่นแหละทีแรกก็อยากรู้แต่พอมองหน้าน้องกลับกลัวคำตอบเสียอย่างนั้น ทั้งที่ตัวเอง..

 

และคำตอบคือน้องพยักหน้า

 

เห้อ เจ็บที่หัวใจเลยแหะ

 

ไม่เชิงคบหรอกครับ แค่คุยระหว่างบอกก็มองหน้าอีกฝ่ายไปด้วย

 

ไม่ได้ทำอะไรมากกว่าจับมือเลยครับ

 

ก็ไม่ได้ว่าอะไรแบคฮยอนตอบออกมาเสียงเบา

 

แล้วพี่กับพี่เซฮุนล่ะครับ

 

เนี่ยแหละ ความจริงตั้งแต่น้องเข้าใจผิดก็ไม่เคยได้อธิบายจริงจังเสียทีและไม่รู้ทำไมเขาถึงอยากรีบบอกน้อง เหมือนกับว่ารู้สึกว่าต้องบอก น้องอาจจะเข้าใจผิดในตอนแรกแม้ตอนนี้จะเข้าใจแล้วแต่เขาก็อยากเล่าให้ฟังอยู่ดี

 

พี่...”

 

เขาถูกน้องดึงเข้าไปกอด คางนั้นเกยอยู่บนบนศีรษะเขา  แบคฮยอนเองก็เขยิบกายเข้าหาร่าง

 

ไม่เป็นไรครับ

 

“...”

 

ผมบอกตัวเอง ฮ่า

 

เหมือนนาย ไม่ได้มีสัมพันธ์อะไรกันลึกซึ้งหรอกนะ...แต่พี่เคยเกือบจูบกับเขา

 

ชานยอลทำหน้างอคว่ำน่าเอ็นดู ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะเคลื่อนเข้ามาใกล้ ละเอียดละไมเล่นหยอกเย้ากับริมฝีปากเล็กสีเจลลี่นุ่มนิ่ม ผละออกแกล้งกันอยู่แบบนั้นไม่ยอมจูบเขาจริงๆจังๆซักที จนตัวเองต้องต้องผละออกมา แล้วยื่นมือเข้าไปจับใบหน้าที่ดูโตขึ้นอย่างมากเอาไว้แทน

 

เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน จูบน้องก่อนทำแบบที่น้องเคยทำให้เพราะโหยหา คิดถึง และคิดถึง

 

พี่อย่า

 

ทำไมล่ะ

 

พี่กำลังทำให้ความอดทนผมหมดน่ะสิครับ

 

“...”

 

ผมโตแล้วนะ

 

 

ผม...”

 

 

ผมอยาก

 

 

 

พูดจบอีกคนก็หน้าแดงแจ๋ กับสถานการณ์ตอนนี้เขารู้ว่าน้องหมายถึงอะไร

 

 

ทำไมพูดจาอะไรแบบนี้เนี่ย!” แบคฮยอนทำเป็นเสียงดัง เขาน่ะ เขินมากๆเลย

 

ได้หรือเปล่า

 

พี่หิวข้าว

 

งั้นไปกินข้าวกันแล้วค่อยกลับมาเอ

 

หยุดเลยคนเป็นพี่ทั้งเขินทั้งขำ ดูไอ้เด็กนี่ดิ

 

ผมล้อเล่น อย่าซีเรียสครับเอาเมื่อพี่พร้อม

 

“...”

 

เอ้ย ที่พี่พร้อม

 

เขาลุกขึ้นมาก่อนจะถอนหายใจ น้องเองก็มาอยู่หลายเดือน อดเจอใครๆหรืออะไรที่ทำให้สบายใจสบายตา เรื่องอย่างว่าก็คงห่างหาย

 

คืนนี้...ค่อยว่ากันนะ

 

เยส!”

 

ห๊ะ ไม่หงอยแล้วหรือไง

 

ไปกินข้าวกันดีกว่าครับ เอ้ยพี่พรุ่งนี้ปีใหม่

 

ไปเคาท์ดาวน์กัน

 

 

 

 

 

 

จริงๆ...

 

ผมไม่รู้ว่าคนที่นี่เขาตื่นเต้นกับเทศกาลปีใหม่กันมากน้อยขนาดไหน แต่ก็ต้องตกใจตอนที่พี่แบคฮยอนพามาถึง Gateway of india ของมุมไบ คนเยอะมากๆ ก่อนเราจะมองเห็นพี่เซฮุนกับไอ้จอห์นนี่อยู่ตรงนั้น 

 

 

ไง นึกว่าจะไม่ออกมาเที่ยวด้วยกันซะแล้ว

 

เอาจริงป่ะ เกือบลืมไปว่าปีใหม่

 

ประมาณว่าได้อยู่กับเธอวันอะไรก็ไม่สำคัญแล้วหรือเปล่าครับจอห์นนี่แซวแบคฮยอน เลยถูกตีเบาๆไปหนึ่งที

 

คนมันเขินอ่ะเนอะ มีความรักก็งี้เซฮุนแกล้งหยอกแกมอิจฉาอีกคน

 

 

ตอนนี้ผู้คนกำลังครื้นเครงอยู่กับดนตรีจังหวะสนุกๆที่เปิดรอเวลาอยู่ ผู้คนนับพัน นับหมื่นก็พูดคุยเจื้อยแจ้วกันเสียงดัง และท่ามกลางความวุ่นวาย ความอบอุ่นจากสองมือที่สอดประสานกันแนบแน่นอยู่ตลอดทำให้รู้ว่าคืนนี้และวินาทีต่อจากนี้มันก็พิเศษได้แล้ว

 

 

แค่สองเราจริงๆ

 

 

ในมือเราถือเบียร์กันอยู่คนละกระป๋อง คุยกันเรื่องตลกๆกับปีนี้ที่ได้เจอ ตะโกนคุยกันแบบไม่สนใจอะไร หัวเราะกันเสียงดัง ได้ทำอะไรหลุดโลก...

 

 

 

3

 

2

 

1

 

 

Happy New Year !

 

 

 

รอบกายที่ผู้คนโฮร้องกันออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่กับเรา

 

...

 

 

เชี่ย จูบข้ามปีจอห์นนี่ที่หันไปเห็นทำเป็นเอามือปิดตา ตอนมองไปเห็นคู่ข้างๆที่กำลังจุ๊บกันอยู่โดยที่พี่แบคฮยอนหน้าแดงจัดๆเลย

 

เซฮุนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปให้พร้อมหัวเราะคิกคักปิดปากกันอยู่สองคนกับรุ่นน้อง ที่จริงไม่ได้มีใครสนใจเราหรอก ทุกคนสนใจกับพลุด้านหน้าต่างหาก มันสวยมากๆและยิ่งตัดกับบริเวณที่เป็นประตูและแม่น้ำแล้วนั้น 

 

โคตรสวยเลย...มุมไบ

 

 

เคาท์ดาวน์ด้วยกันที่นี่ เป็นอีกความทรงจำที่ดีมากๆเลยล่ะครับ

 

 

โอโห กลับกันเหอะจอห์นไม่สำคัญแล้วเรา

 

ขอโทษค้าบพี่

 

ชานยอลผละออกมาแล้วโอบเอวแฟนรุ่นพี่ไว้แน่น แบคฮยอนเลยกอดน้องตอบเพราะไม่กล้ามองหน้าทั้งสองคนที่กำลังมองแซวอยู่

 

เราทั้งสี่คนเดินถ่ายรูปกันอยู่ซักพักก็แวะไปหาอะไรกินกัน พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผ่านมาของแต่ละคนเหมือนเคย เรื่องแปลกๆที่แต่ละคนได้เจอ และพวกเราไม่ได้ขออะไรไปมากกว่าการที่จะได้กลับบ้านกันเสียที

 

แล้วปีใหม่ของพวกคุณเริ่มต้นเป็นอย่างไรกันบ้างครับ

 

 

ส่วนของผม

 

.

 

.

 

.

 

 

 

 

 

...เดี๋ยวสิ คือพ..พี่

 

พี่สั่น ?” ไอ้เด็กที่เดินเบียดเขาจนติดกำแพงห้องแล้วก้มลงมาใกล้ขนาดนี้นี่มันยังไงเนี่ย

 

ไม่ลืมนะ

 

แบคฮยอนเบือนหน้าหนี เขาเขิน

 

ไม่ลืมอะไรเล่า 

 

เมื่อตัวเองเงียบไปอีกฝ่ายก็ล่าถอยออกห่าง ก่อนจะยกมือทำท่ายอมแพ้

 

เหนื่อยอ่ะดิพี่อ่ะ ไปอาบน้ำนอนกันดีกว่าจะว่าไปก็อยากนอนกอดพี่แล้วครับ

 

อ้าว แบคฮยอนเกาหัวงงๆ แต่แบบนั้นก็ได้ น้องก็คงเหนื่อยถึงไม่อยากทำแล้วล่ะมั้ง

 

พี่อาบก่อนเลย

 

อ่อ ด..ได้ๆ

 

 

ที่ห้องเขาไม่ใช่ที่พักหรูหราอะไรมันคือห้องธรรมดาๆและคงไม่เก็บเสียง อุปกรณ์หลายอย่างก็จะพังหมดอยู่แล้วตามให้ช่างมาซ่อมจะสามปีก็ยังไม่ได้มาซ่อมให้จนเขาชินไปละ และตอนนี้เขาตั้งใจที่จะไม่ล็อคประตูห้องน้ำเอาไว้ เพียงแค่ปิดมันเข้ามาแบบไม่สนิท แบคฮยอนรีบอาบเพราะอากาศที่เย็น หลับตาข้างนึงเพราะสายน้ำแรงๆจากฝักบัว ตาที่หรี่ขึ้นข้างเดียวทำให้เขาเห็นอะไรๆไม่ชัดนัก แต่ทว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเหมือนเสียงประตูเปิดเข้ามาและก็

 

 

ช้าจังครับ

 

“...”

 

ผมรอไม่ไหวหรอกนะ

 

เนื้อตัวเปลือยเปล่าที่สัมผัสกันยิ่งทำให้คนที่ยืนนิ่งอยู่ภายใต้ฝันบัวขนลุกมากกว่าเดิม เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังสั่น มัน..ทั้งน่าตื่นเต้น ภายในท้องมันวูบวาบแปลกๆ

 

 

เลิกเขินได้แล้วครับ แดงไปหมดทั้งตัวแล้ว 

 

จะว่าทะลึ่งก็ไม่ปฏิเสธทั้งตัวของพี่แบคฮยอนเหมือนศิลปะ เขาตัวเล็กแต่มีกล้ามเนื้อและเอวคอดนิดหน่อย กับสะโพกผายๆ แม่ง

 

ผมตื่นละอ่ะพี่ ทำไงอ่ะ

 

คือพี่ พี่ไม่เคย

 

ผมก็ไม่เคย

 

 

ลองมั้ยครับ

 

 

 

 

 

 

Cut

 

(** ฉากใน cut สามารถเลือกอ่านหรือไม่อ่านได้ค่ะ ไม่กระทบกับเนื้อเรื่องหลักค่า )

 

 

 

 

 

 

ตลอดค่ำคืนยันฟ้าสว่างสองร่างยังนอนทับกกอดกันราวไม่อยากให้หลุดจากกัน มันยังคงค้างในตัวเขา พอสร่างแล้วแบคฮยอนเขินแทบบ้าและไม่กล้าขยับออกห่างเลยซักนิด แค่ขยับมันก็ตื่นเต็มที่อยู่ข้างในอีกแล้ว

 

ชานยอล... ชานยอล คือพี่ปวดฉี่

 

อือ... ไม่เอา

 

“...”

 

ไม่ให้ไปไหน

 

 

แบคฮยอนอ้าปากหวออยู่คนเดียว มีแค่อีกฝ่ายที่ตอบมาด้วยเสียงงัวเงียกับตาที่ไม่ยอมลืมเลย

 

 

จะให้พี่ฉี่รดที่นอนหรือไงเล่า!” เขาดุไปแบบนั้นและยิ่งอีกฝ่ายขยับเข้ามากอดรัดมันยิ่ง...เหมือนถูกกระแทกเข้ามาอีก

 

 

พอ.. พอแล้วแบคฮยอนพยายามขืนตัวออก ถ้าขยับอีกนิดมัน มันต้องปล่อยออกมาทั้งหมดแน่

 

นายกำลังทำให้พี่อายนะ

 

งั้นเจ้าหญิงจุ๊บเจ้าชายนิทราหน่อยครับ

 

มั่วแล้วมือบางลูบผมที่ปรกหน้าออกให้ ก่อนจะเสยมันขึ้นไปจนเห็นหน้าผากกว้าง เพราะมันเขี้ยวเลยหอมลงไปหนึ่งฟอด

 

 

กว่าจะได้อาบน้ำก็ลีลากันเกือบบ่าย จนจอห์นนี่โทรมาตามชานยอลจึงยอมผละออกจากกัน แบคฮยอนรีบวิ่งเข้าห้องน้ำเพราะแทบจะไม่ไหว ก่อนที่เราจะเตรียมตัวกลับเหมืองกัน

 

 

ยุงที่กัดพี่แบคฮยอนตัวใหญ่เนอะ

 

มึงมองอะไรไอ้...จอห์นนี่โดนจ้องเขม็งก่อนจะโดนด่าคำหยาบต่อจากนั้นอีก มันหันขวับมามองแรง ในตอนที่เราอยู่บนรถไฟแล้ว

 

เด็กๆใกล้จะได้กลับกันแล้ว จะว่าไปก็ใจหาย

 

คงเงียบน่าดูแบคฮยอนเองก็คงจะเหงาเหมือนกัน

 

อยากให้พี่กลับก่อนวันวาเลนไทน์ จะเป็นไปได้มั้ยครับมือหนาเลื่อนไปกุมมือบางเพราะตอนนี้เรานั่งตรงข้ามกัน เขาเองนั่งข้างเซฮุนอยู่

 

กูว่ากูควรเปลี่ยนที่คนที่รู้สึกว่าอยู่ผิดที่พูดกับรุ่นน้อง

 

 

จริงๆอีกประมาณหนึ่งอาทิตย์ การฝึกงานของชานยอลและจอห์นนี่ก็จะจบแล้ว ทั้งคู่ต้องเดินทางกลับตามกำหนดการที่เคยขอเลื่อนกลับมาก่อนหน้านี้

 

ส่วนทั้งเขาและเซฮุนก็ใกล้จะครบสามปีแล้ว อีกอย่างเหมืองก็ค่อนข้างไปในทางที่ดีขึ้นในหลายๆด้านทั้งสิ่งแวดล้อมที่เคยมีปัญหาหนักก่อนหน้านีั มันคงยากถ้าจะแก้จนเป็นศูนย์แต่พวกเขาก็ทำได้ดีจนถูกชมเชย และมีรางวัลติดมืออยู่ แบคฮยอนเองก็คาดหวัง ว่าจะได้กลับเกาหลีเร็วๆ

 

 

 

               จนมันถึงเวลาที่เด็กทั้งคู่ต้องกลับแล้วจริงๆ แบคฮยอนได้ออกมานั่งคุยกับชานยอลก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินทางไปสนามบิน

 

 

อยากกลับพร้อมพี่

 

รอ...คงไม่นานแต่พี่ก็ไม่แน่ใจ มันยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยไม่รู้ว่าเขาจะให้ทีมจากอังกฤษรันต่อส่วนที่เหลือมั้ย ชานยอลทำหน้างอในความมืด

 

กลับไปตั้งใจเรียน มีงานมีการดีๆทำ ถ้าพี่ได้กลับพี่จะรีบบอกนายเลยนะ

 

ชานยอลกอดรัดตัวแบคฮยอนแน่นขึ้นอีกในอ้อมกอดอุ่นๆกับอากาศที่หนาวเข้าขั้นสำหรับวันนี้ อยากอยู่แบบนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาโหยหาอีกฝ่ายแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายก็แพ้ให้แค่พี่เขาอยู่ดี

 

 

พี่ขอโทษนะ

 

ผมรู้แล้ว พี่จะขอโทษอะไรอีกครับ ผมให้อภัยไม่ต้องโทษตัวเองแล้ว

 

“…”

 

ขอโทษพี่เหมือนกันนะครับ ที่เคยพูดไม่ดีใส่

 

               เราปรับความเข้าใจกันตั้งแต่วันนั้นวันที่เขาอยากให้ชานยอลกลับมาดูแลกันเหมือนเดิม ตอนนั้นเอาแต่คิดว่าถ้าน้องกลับมาเขาจะไม่มีวันปล่อยน้องไปอีก จะรักให้สมกับสามปีที่มันหายไป

 

ผมรักพี่ ไม่ว่าที่ผ่านมามันจะห่าเหวแค่ไหน

 

 

ผมก็รักแค่พี่

 

 

 

               ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมานั่งร้องไห้บนเครื่องบิน มันเหมือนกับเราจะไม่ได้เจอกันอีกนานแสนนาน เพราะในใจมันเอาแต่กลัว ผมได้แต่ภาวนา

 

               ให้พี่แบคฮยอนกลับมาเร็วๆ...

 

 

 

 

โทรหามันดิ ป่านนี้ยังไม่มาอีกจงอินที่แต่งตัวหล่อจัดเต็มยืนเซ็งเพราะนัดชานยอลไว้แล้วยังไม่มาอีก แถมตอนนี้เพื่อนมันอย่างจอห์นนี่ก็กำลังเดินมาแล้วด้วย

 

เกิดอะไรขึ้น

 

เพื่อนยูยังไม่มาอ่ะ ไอจะโทรไปด่ามันแล้ว

 

พูดธรรมดาก็ได้

 

อ้าวเหรอ

 

 

               จงแดที่รีบวิ่งหน้าตาตื่นมาก็พอเข้าใจสถานการณ์

 

มันยังไม่มาเหรอ จะล่มมั้ยวะ

 

 

มันรับละๆ

 

อยู่ไหนวะมึง

 

(ข้างทาง พี่แบคฮยอนไม่รับสายกู...กูไม่อยากทำอะไรแล้วกลับได้ป่ะ)

 

ไม่ได้!” ทั้งสามคนตะโกนเข้าไปพร้อมกัน

 

วันนี้วันวาเลนไทน์ ออกมาตี้เร็วมึงเผื่อเจออะไรดีๆ

 

(ไม่มีอารมณ์)

 

มึงมา! มึงได้มีอารมณ์แน่

 

 

 

               พวกเราได้แต่ภาวนาให้มันมา ถ้ามันไม่มาล่มหมดแน่ๆ

 

พี่ร้อนแล้วอ่า เฉลยดีมั้ย

 

โห่พี่แบคครับ แกล้งมันเหอะอยากเห็นมันร้องไห้อีกอ่ะ ในที่สุดพวกผมก็ได้เจอเขาจริงๆซักทีว่าแล้วทำไมมันหลงนัก ก็น่ารักขนาดนี้

 

 

 

               ชุดตุ๊กตามาสคอสน้องหมาที่ตัวเองสวมใส่อยู่มันอึดอัดไม่น้อย แบคฮยอนกลับมาแล้วแต่เขาไม่ได้บอกน้อง จอห์นนี่เองก็รู้และพอรู้ก็อยากให้เขาแกล้งเซอร์ไพร์สชานยอล เขาเองก็ตกลงเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาน้องเหมือนกัน

 

เหยื่อมาหนึ่งเปลี่ยนครับ

 

               ทั้งหมดสังสรรค์ทำทีรื่นเริงกันปกติ บนโต๊ะเต็มด้วยเครื่องดื่มมากมาย

 

มาแล้วโว้ย มาๆไอ้น้องมาบริการหน่อยคนที่ทำหน้าเซ็งๆมองตามมาสคอตที่กำลังยื่นแก้วแอลกอฮอลล์มาให้ และมันกำลังเต้นยั่วอีกต่างหากตามจังหวะเพลงที่เปิดอยู่

 

ว้าวๆๆๆๆเสียงปรบมือเกรียวกราว ใครจะคิดว่าจะทำได้ขนาดนี้

 

อะไรวะเนี่ยชานยอลดันตัวออกห่างแต่เจ้ามาสคอตก็เขยิบเข้ามาใกล้อีก ก่อนจะก้มหน้าลงมาใกล้จน... หัวหลุด

 

เห้ย!”

 

 

พี่…..

 

ไง

 

อะไรกันเนี่ย ทำไมทำไมพี่ไม่บอกผมอ่ะ

 

 

               แล้วชานยอลก็น้ำตาไหลออกมาจริงๆ ก่อนจะถูกแบคฮยอนดึงเข้าไปกอดแล้วร้องไห้ออกมาด้วยกัน คนอื่นๆเลยรู้สึกซึ้งกับภาพที่เห็นไปด้วย เพราะมันถึงเวลาของทั้งสองคนแล้วจริงๆ อะไรที่ทำร้ายกันที่ผ่านมา มันก็แค่อดีตถึงจะลบไม่ได้แต่ก็คงเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าจะไม่กลับไปทำแบบเดิมอีก

 

 

 

ดอกกุหลาบครับมันเป็นแค่กุหลาบขาวธรรมดาๆหนึ่งดอกที่ชานยอลยื่นให้คนที่เดินด้วยกันข้างๆตอนนี้

 

ขอบคุณครับ

 

สวัสดีวันแห่งความรักนะ คนรักของพี่

 

สวัสดีวันแห่งความรักครับ คนที่ผมรักมากๆ

 

              

               คิดไม่ออกเลยว่าถ้าวันนี้ที่เขาได้กลับมาแล้ว เกิดไม่มีชานยอลอยู่ด้วยกันแบบนี้จะเป็นยังไง เขาอยากขอบคุณที่น้องยังเลือกที่จะอยู่กับเขา ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ชานยอลไม่เปลี่ยนใจแม้ตัวเองจะทำตัวแย่ใส่แค่ไหน

 

 

พี่ร้องไห้ทำไมอีกฝ่ายกลับส่ายหน้า ก่อนที่จะถูกคว้าเข้าไปกอด

 

ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปไงครับ

 

ปัจจุบันผมรักพี่ แค่นี้ก็พอแล้วหรือเปล่าครับ

 

“….”

 

แต่ถ้าอยากรู้ว่าจะรักมากกว่านี้อีกได้มั้ย

 

 

กลับห้องกันนะครับ

 

 

               เพราะความคิดถึงที่มากกว่าสิ่งไหนๆ

 

 

              

 

 

 

End.

 

 

ก่อนอื่นเลย สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังและขอให้มีความสุขกับวันแห่งความรัก(ที่จะผ่านไปแล้ว T-T) นะคะ

ไม่ได้มาลงก็พอสมควร คิดถึงม้ากมากคับ

 

แหะๆจะขอมาเล่าว่าเรื่องนี้เราแต่งตั้งแต่มิย 63 ค่ะตามวันที่ชานยอลเข้าห้องแบคในเรื่องเลย อาจจะก่อนหน้านั้นอีก5555555

เพราะช่วง wfh  มีโอกาสได้ดูคลิปท่องเที่ยวที่อินเดียเยอะมากๆๆๆเลยได้แรงบันดาลใจ แอบชอบอินเดียด้วย ข้อมูลบางส่วนเลยได้ไปศึกษามาเพิ่ม เราดูคลิปของคุณมิ้น i roam alone เถื่อนทราเวล คุณสิงห์ วรรณสิงห์ ชอบม้ากมากกก ไปดูกันได้นะคะ

 

into india ตอนนี้เป็นเพียงการแต่งที่มาจากมุมมองและทัศนคติแบบคนนอกของเราที่เล่าผ่านตัวละครเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ!

 

ที่จริงกะจะให้มันมีสองเวอร์ชั่นแต่มันนานเกินไปหน่อยเลยหมดไฟนิดนึง เลยคิดว่าแค่ตอนเดียวดีกว่า อาจจะนานๆมาอัพทีแต่จะไม่หายไปไหนแน่นอล รักชานแบคมากๆค่ะและหากผิดพลาดตรงไหนสามารถบอกได้เลยยย

 

ขอให้อ่านอย่างมีความสุขเสมอนะคะ

 

#smileandgoCB

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,042 ความคิดเห็น

  1. #2041 Inyamuuu (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 08:47
    สนุกมากก น่ารักมากๆด้วยค่ะ เพิ่งมีโอกาสได้อ่าน ไม่ผิดหวังเลย 🥰🤟🏻
    #2,041
    0
  2. #2040 seoi (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:00
    สนุกมากๆเลยค่ะ
    #2,040
    0
  3. #2039 Jennysupat18 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:09
    ชอบอะ!!!!ต่ออีกได้มั้ยคะไรท์ คิดถึงงงง
    #2,039
    0