smile breathe and go slowly - (chanbaek)

ตอนที่ 45 : Happiness

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,391
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 196 ครั้ง
    5 พ.ค. 63


Happiness

 

 

 

 

*เรื่องนี้โกงส่วนสูงแบคฮยอน โปรดใชัจักรยานในการอ่าน*

 

 

 

 

 

วันนี้มีเลือกเข้าชมรมสำหรับปีหนึ่ง เด็กสายอาร์ต ติสท์ๆ แถวๆตึกนิเทศดูให้ความสนใจกับบูธนี่เป็นพิเศษ แน่ล่ะ... รวมถึงผมที่ยืนงงๆอยู่ตรงนี้ด้วย ไม่ได้มีอะไรพิเศษเป้าหมายของผมก็แค่เข้าชมรมนี้ให้ได้

 

 

 

คุณสมบัติรับน้อง

 

1. ส่วนสูง 180 เซนติเมตรขึ้นไป

 

 

อ่า ผมผ่าน

 

 

 

2. มีฝีมือถ่ายรูป (รางวัลการันตี)

 

 

ผมก็ได้อยู่ เต็มพอร์ตเลย

 

 

 

3. แต่งตัวจัด

 

 

ผมสีบลอนด์สว่าง เสื้อคอเต่ากับเชิ้ตตัวนอก กางเกงยีนส์ขายาว และคอนเวิร์สสีเหลือง

 

 

 

ปาร์คชานยอลมองไปที่กระจก ผมเจาะปาก เจาะมาตั้งแต่ก่อนจบมอปลายสองปี ตอนแรกแม่ก็ด่า หลังๆแกก็ชินกับสภาพผม แต่ผมเป็นเด็ก D นะ

 

คณิต D

อังกฤษ D

 

ยกเว้นศิลปะผม A ทุกเทอม

 

 

4. กลับบ้านดึกได้ไม่ลูกแหง

 

 

ตอนนี้แม่แทบขอร้องให้ผมกลับบ้าน... เอาจริงผมเป็นติดบ้านนะ แต่เวลาทำเพลงบางทีก็ไปคลุกอยู่บ้านเพื่อน

 

 

 

5. เข้ากับพวกเราได้ ทดลองอยู่สามเดือน

 

น่าสน ยังกับทำงานแล้วกับแค่เข้าชมรม แต่ข้อสุดท้ายน่าสนใจแหะ

 

 

6. ห้ามคบกับคนในชมรมเดียวกัน ฝ่าฝืนปลดออก

 

 

น่าสนใจ ผมสนใจมากๆเลยแหละ

 

 

ปาร์คชานยอลเด็กปีหนึ่งของคณะนิเทศ สาขาภาพยนตร์พร้อมมากๆที่จะได้อยู่กับชมรมนี้  ก็ท้าทายดีปีนึงรับแค่คนเดียวจากคนมาสมัครเป็นพัน

 

 

มีรุ่นพี่ผู้หญิงผมสั้น ตัวขาวยืนแจกยิ้มให้กับทุกคน แม้แถวจะยาวขนาดไหน ไหนจะแต่ละคนที่เรื่องเยอะอีก ทั้งรอคัดประวัติ คนต่อคิวก็ดูจะไม่ยอมแพ้กันเลย

 

กระทั่งมาถึงคิวผม

 

“สวัสดีค้าบ ใบสมัครและพอร์ตครับ”

 

“ขอเช็คคุณสมบัติคร่าวๆนะคะ” เธอเงยหน้ามายิ้ม น่ารักจัง

 

ผมเห็นคนก่อนหน้าผิดหวังไปก็หลายก็สิบคน เพราะคัดใบสมัครทิ้งตรงนี้เลย ไม่ผ่านก็ไม่คุยด้วย ง่ายๆก็คือเสียเวลา ผมหันไปมองหลังแถวอีกครั้ง

 

ยาวไปถึงญี่ปุ่นแล้ว

 

“เชิญเข้าไปด้านในเลยค่ะ”

 

เย้ ผมผ่านด่านแรกแล้วค้าบ

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนด้านในตอนนี้เราประชุมกันเพื่อรับเด็กใหม่เข้าเดอะแก็งหรือชมรมจี๊ดๆที่ใครๆก็บอกมาแบบนี้

 

“ไม่ถูกชะตา” แบคฮยอนดึงใบสมัครทิ้งเป็นสิบใบได้แล้ว

 

“หมดพอดีอ่ะพี่” เวนดี้บ่นออกมาก่อนจะหยิบกองใบสมัครที่แบคฮยอนไม่เอามาดูอีกหน นี่เขาอุตส่าห์คัดแล้วนะเนี่ย

 

“คนนี้อันดับหนึ่งผลิตสื่อวิดีโอเลยนะเว้ย ดูรูปรางวัล”

 

“ดูบุคลิก แว่นหนาเตอะแม่จะให้กลับบ้านดึกมั้ย”

 

“สูง 179.9” จงอินขำออกมาเมื่อชะโงกหน้าไปดูด้วย

 

‘หมายเหตุ ผมคิดว่าผมสูงได้อีก จี้ชิบหาย”

 

“กฎก็ต้องเป็นกฎจ๊ะ” ไอรีนดึงใบสมัครใบนั้นออกจากมือเวนดี้ก่อนจะโยนลงในกล่องเหมือนเดิม

 

“ไม่เห็นนี่หน่า”

 

เรายังนั่งคัดจนน่าจะผ่านไปราวๆสี่สิบห้านาที บางคนน่าสนใจ แต่เรากลับมองไปทางเดียวกันว่าไม่น่าเข้ากับแก็งได้ก็ต้องคัดออก

 

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านเข้ามาเพื่อไม่ให้เสียเวลา เราก็ปล่อยให้พวกเขากลับไปเรียนกันก่อน ถ้าผ่านค่อยเรียกตัวอีกที

 

ส่วนปีอื่นที่จะมาสมัคร เราก็ยินดี ถ้าคิดว่าคุณสมบัติพร้อม แต่ส่วนใหญ่ก็ถือว่าน้อยมากที่จะลดตัวลงมาแข่งกับเด็ก พวกเราได้ยินมาแบบนี้อะนะ

 

“เห้ออะไรวะเนี่ยปีนี้ ดูกองที่ยังไม่ได้คัดดิ” ซูโฮผู้นำเรื่องดีไซน์บ่นออกมาบ้าง เมื่อเห็นว่าประวัติเริ่มเหลือน้อยลง

 

คุณสมบัติบางคนได้อย่างเสียอย่าง แม้เขาจะแก่เดือนที่สุดในนี้แล้วได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชมรม แต่คนที่ครบทุกด้านและเพรียบพร้อมกับชมรมเราคือไอ้แบคฮยอนที่นั่งอ่านใบนึงอยู่ด้วยใบหน้าทำท่าคิ้วขมวด

 

“มึงอ่านนาน ได้เหรอวะ” ซูโฮชะโงกหน้าไปดูด้วย

 

เขาเลยให้มันเป็นคนคัดเลือกด่านแรกเพราะทางดนตรีมันก็ได้ ศิลปะก็เข้าใจ แฟชั่นก็จัดในย่านนี้

 

 

“พวกมึงลองดู สูง 186” เวนดี้รับมาสแกนเป็นคนที่สอง ถ้าขนาดหยุดสีหน้าเบื่อหน่ายของมันได้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว

 

“กูจำได้ คนนี้ที่คาแร็กเตอร์น้องแบ่บ... พี่ค้าบ ยังสมัครได้มั้ยค้าบ งี้เลย”

 

 

ใบสมัครและโปรไฟล์ถูกฉายขึ้นมาที่จอใหญ่ รูปเด็กผู้ชายแต่งตัวแนวสตรีท รูปที่แนบมาถือสเกตบอร์ด ปากคาบบุหรี่ แถมยังเจาะปาก

 

 

“ปาร์คชานยอล สูง 186 .. หน้าตาไม่เลวนะ เด็กปีหนึ่ง”

 

พวกเราเห็นด้วย

 

“เดี๋ยวนะประวัตินี่มันเกินกว่าที่เราคิดไว้ป่ะ”

 

“ไอ้สัดช้าๆ” ซูโฮตีมือจงอินที่มันกดยิกๆเลย

 

“ส่งมาขนาดนี้ดูท่าจะอยากร่วมงานกันเต็มที่”

 

“เล่นดนตรีได้ ถ่ายรูปได้ ไอ้เชี่ยแต่งเพลงให้ค่ายเพลง”

 

“รับค่ะ” หญิงสาวทั้งสองยกมือขึ้นพร้อมกัน

 

“รับได้จ้า แต่มึงสองคนกินไม่ได้นะจ้ะ”

 

“นานๆทีจะมีคนหล่อๆ กรุบกริบ”

 

“แล้วกูที่นั่งหัวโด่อยู่นี่ละ” แบคฮยอนบอก

 

“ไหน ไรโด่”

 

“มึงนี่นะ”

 

“เอาจริงๆน่าสนมากนะเว้ย แต่ประวัติจริงจังขนาดนี้ กับชมรมเราก็แค่ธรรมดาป่ะวะถ้าเอายื่นค่ายเพลงยังน่าสนใจกว่าอีก” จงอินร่ายยาว

 

“ไปเรียกน้องมาเลย” ซูโฮสั่งเมื่อทุกคนดูจะสนใจคนนี้

 

“งั้นคนอื่นก็...” แบคฮยอนโปรยกระดาษของผู้สมัครที่เหลือลอยขึ้นกลางอากาศ

 

 

“จบครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“สวัสดีค้าบ”

 

“ค้าบ เชิญนั่ง” จงอินเป็นคนสัมภาษณ์คนแรก เราแค่สุ่มกัน โดนมีกล้องคอยจับอยู่และคนที่เหลือนั่งฟังอยู่อีกห้อง

 

 

“สูงกว่าจงอินอีกนะนั่น” เวนดี้ถึงกับอึ้งไปเลยพอสองคนนั้นลุกขึ้นมาจับมือกัน

 

“พวกมึงว่าภายใต้สเวทเทอร์นั้น เด็กมันสักมั้ย”

 

“สัก” แบคฮยอนตอบอย่างมั่นใจ

 

“แบคฮยอนผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้บาน”

 

“กวนตีน” เขาเตะขามันไปทีก่อนจะฟังที่ไอ้จงอินสัมภาษณ์ต่อ แต่เอาเหอะแม่งคุยไรกันวะมีแต่เสียงหัวเราะ

 

“ใช่เวลาคุยเรื่องฟุตบอลเหรอวะ มันเข้าเรื่องงานบ้างหรือยัง” ไอรีนล่ะรู้สึกเอือม ให้ถามเรื่องคาแรกเตอร์ เรื่องถ่ายแบบถ้าให้ทำจะทำได้มั้ยแต่แม่งไม่มีเลย

 

“อาจจะเป็นการลองเชิง ว่าเข้ากันได้มั้ย”

 

จนเรากดออดหมดเวลา คนต่อไปที่เข้าไปก็คือเวนดี้

 

“เอ่า มองตาค้างเลยเดี๋ยวจะโดนนะ”

 

 

 

ต่อกันไปเรื่อยๆจนถึงซูโฮ เป็นคนที่มีหลักการที่สุดในกลุ่มเราแล้ว

 

 

“คิดยังไงถึงเลือกที่นี่ ได้ยินว่าไม่สมัครชมรมอื่นเลย”

 

“...”

 

“ทำไมมั่นใจขนาดนี้”

 

“ผมแค่คิดว่าผมมีคุณสมบัติตรงตามที่พี่ประกาศทุกอย่าง” เด็กชายชานยอลยิ้มแป้น พลางมองไปที่ป้ายคุณสมบัติข้างหลัง

 

“กลุ่มพี่มีผู้หญิงด้วยนะที่เราได้สัมฯไปด้วยก่อนหน้านี้”

 

“อ่า ครับ” ชานยอลแค่สงสัย

 

“อ๋อ... เรื่องกฎข้อสุดท้าย ไม่ต้องห่วงครับ”

 

ซูโฮไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักหรอก แต่สไตล์แบบนี้อาจจะสนใจแค่งานมากกว่าเรื่องรักๆใคร่ๆก็ได้ หรืออาจจะมีอยู่แล้วเป็นตัวเป็นตน

 

“แล้วมีแฟนยัง”

 

“บ้า พี่ก็” ดูมันทำมาเป็นอาย

 

“กวนตีน” ซูโฮหลุดยิ้มออกมา

 

“ฮ่า โทษค้าบ ไม่มีอ่ะพี่วันๆไม่ค่อยเจอใคร” เขามองรายละเอียดสิ่งที่ชานยอลทำได้สลับกับใบหน้าขี้เล่นนั้นอีกครั้ง

 

“อายุแค่นี้แต่ความสามารถเยอะเนอะ”

 

“...”

 

“คุ้มค่าเลยนะที่เลือกนาย”

 

“ดีใจเหมือนกันครับ ที่เลือกผม”

 

 

 

 

/

 

 

 

“มึงว่าซูโฮมันคิดว่าตัวเองรับสมัครเด็กเข้าทำงานป่ะ ซาจังนิมงี้”

 

“เออ ดูเครียดชะมัด”

 

“กูรอตูดบานละเนี่ย”

 

“บานอยู่ละจ้ะ” ไอรีนตบไหล่แบคฮยอนปุๆ ก่อนจะตัดคลิปงานรณรงค์เรื่องไวรัสโควิดรอ

 

ตอนนี้เหลือแค่แบคฮยอนคนสุดท้ายที่จะเข้าสัมภาษณ์ปาร์คชานยอลที่เอาแต่ยิ้มอยู่ได้ในห้องนั้น

 

“อ่ะ ออกมาซักที”

 

มันยกนิ้วโป้งให้ ก่อนแบคฮยอนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจสองสามทีและถอนหายใจยาวๆ ก่อนจะเดินเปิดประตูเข้าไป

 

ใครๆก็ว่าด่านแบคฮยอนยากสุด ไม่แปลกที่คนด้านนอกจะจับตามอง

 

 

เด็กปาร์คชานยอลโค้งให้เขาแต่แล้วจังหวะที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมานั้น

 

 

“...สวัสดีครับ รุ่นพี่”

 

     สายตาที่จดจ้องก่อนริมฝีปากจะคลี่ยิ้มออกมา

 

“นั่งดิ”

 

 

“หูย ดูเป็นกันเองเว้ยๆ”

 

 

“มาทำไรที่นี่”

 

“มาเลือกชมรมครับ”

 

“ทำไมไม่ไปเดบิวต์”

 

“ครับ? อ่า ชอบทำเบื้องหลังมากกว่าครับเพราะผมไม่ได้หล่อแบบพี่” แบคฮยอนพยักหน้า ก่อนจะแค่นหัวเราะ

 

“มีเป้าหมายยังไงกับชมรมนี้”

 

“อืม... ให้ทุกคนยอมรับผมให้ได้ก่อนครับ”

 

“แล้วจะทำยังไง”

 

“นั่นสิครับ แต่....คิดว่าทุกคนดูโอเคกับผมนะครับ พี่ว่าไง”

 

“คิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอชมรมนี้”

 

 

 

พวกข้างนอกมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ หน้าเสียกันไป ดูเด็กนั่นมันพูด แบคฮยอนมันคงคิดว่ามั่นใจเกินไปแน่ๆ เอาจริงๆแค่นี้พวกเขาก็ตกลงจะรับเข้าแก็งกันเกินครึ่งแล้ว

 

 

“แล้วถ้าพี่ไม่ยอมล่ะ”

 

“เหตุผลล่ะครับ” ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เขาพึ่งเคยเจอคนที่กล้าจ้องหน้าจ้องเขาขนาดนี้

 

“ไม่มีเหตุผล ถ้าพี่ไม่รับคนนึง นายก็ไม่ได้เข้าอยู่ดี เพราะทีนี้ทุกคนต้องเห็นพ้องกันหมด...ทุกคน”

 

 

 

 

“ไอ้เชี่ย อะไรของไอ้แบควะ”

 

“นั่นดิ เปลี่ยนกฎได้ไง”

 

 

ก่อนที่ซูโฮจะขำออกมา คนอย่างมันอ่ะฉลาดแกมโกงจะตาย

 

“ลองใจ”

 

 

 

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่รอยยิ้มที่ส่งมาให้ก็ยังยิ้มสดใสเหมือนเคย

 

“งั้นผมคงทำอะไรไม่ได้”

 

“ทำได้ แค่ขอถามอีกข้อเดียว”

 

“...”

 

“มีคติหรือความคิดที่เป็นตัวเองตอนนี้มั้ย”

 

“คนที่ชนะทุกอย่างครับ” แบคฮยอนเงยหน้าขำ

 

“ชนะทุกคนที่สมัครเข้ามาที่นี่ ชนะใจพี่...พี่ทุกคนที่นี่”

 

มั่นใจดีจริงๆไอ้เด็กนี่

 

 

“ได้ข่าวว่าตอนโทรไปก็ถามเลยว่ามาจากชมรมนี่หรือเปล่า แปลว่าสมัครไว้แค่ชมรมเดียวเลย”

 

“ใช่ครับ แบบที่ต้องสมัครและคัดเลือกผมเลือกแค่ที่นี่ ไม่ชายตาแลที่อื่นเลย”

 

“ดี มั่นใจดีนะ ฝีมือขอให้สมราคาคุยด้วยนะ”

 

“เพื่อพี่...พี่ ผมทำได้ทุกอย่างครับ”

 

เกลียดการเว้นวรรคมันจริงๆเลยเว้ย

 

 

 

ข้างนอกปรบมือกันเกรียวกราว ก่อนที่ทุกคนจะเข้ามารวมกันในห้อง

 

“ยินดีต้อนรับสู่มายแก็ง และงานอีกมหาศาล” ไอรีนหญิงสาวปีสี่พูดก่อนจะแนะนำตัว

 

“ไอรีน ปีสี่จ้ะ...รูปหน้ามหาวิทยาลัยรูปพี่เอง พี่เป็นนางเอก”

 

“สวัสดีค้าบ”

 

“อ่า พี่ซูโฮนะ ปีสี่เหมือนกันเป็นเหมือนสไตลิสต์อ่ะ”

 

“คูลมากครับ” ชานยอลยกนิ้วโป้งให้ ดูจากการแต่งตัวของพี่แกแล้วโคตรผู้ดีเลย แบรนด์เนมน่าจะทั้งตัว

 

“มันใส่ของปลอม” แบคฮยอนโพล่งขึ้นมาตอนมองไปที่ชานยอลที่คงเห็นว่าซูโฮมันใส่แบรนด์เนมมา

 

แล้วก็ถูกตีไปหลายทีเลย

 

“พี่ เวนดี้ ปีสาม เป็นช่างภาพ”

 

“แบกกล้องไม่ไหว” จงอินต่อให้ เป็นช่างภาพแบกกล้องทีก็หลายตัวแล้วดูตัวดิ บางเป็นหมูสไลด์

 

“มีมึงไงคะจงอินที่แบกให้กู”

 

“ค่ะ ส่วนพี่นะคะ จงอินค่ะ ปีสาม” ชานยอลหัวเราะตาม ก่อนจะจับมือกับพี่เขา เคยเห็นรูปพี่เขาในปกหนังสือด้วย

 

“เด็กมันตาดีนะ จำกูได้จากปกหนังสือข้างนอก”

 

“หนังสือขวัญใจผู้สูงวัยอ่ะเหรอ” แบคฮยอนมันล้อไม่เลิก ก็ตอนนั้นได้ถ่ายคอนเซ็ปต์ยุค 70 กางเกงขาม้าแล้วมันดันไปเห็นคุณยายคนนึงซื้อแล้วถือไว้พอดี

 

“ตามึงแนะนำซักทีไอ้เตี้ยเอ้ย”

 

“พี่แบคฮยอน” ชานยอลพูดขึ้นมาก่อนแบคฮยอนจะแนะนำตัวเองอีกหน

 

“อืม ปีสี่ ทำทุกอย่างที่เขาสั่ง”

 

“เออง่ายๆคือมันสบายสุดช่วยได้ทุกคน งานดนตรีก็พอได้คุยกันได้นะ”

 

“เอาล่ะ อีกกฎเหล็กที่พี่จะย้ำอีกรอบ พวกเราทำงานแบบเพื่อน แบบพี่น้อง ฉะนั้นจะไม่มีความสัมพันธ์เกินเลยในกลุ่มนี้”

 

จังหวะที่สายตาของชานยอลมองประสานไปกับคนที่ยืนพิงโต๊ะหลังสุด ก่อนจะหันมารับปากพี่ซูโฮ

 

“ครับ”

 

 

“วันนี้ก็กลับไปเรียนต่อก่อน มีงานจะเรียกอีกที อ่อ! ที่นี่ห้องชมรมนะมาได้ตลอดเวลาเพราะมีคนโดดเรียนอยู่เฝ้าห้องเป็นผีอยู่ตลอด”

 

ทุกสายตาหันไปมองแบคฮยอนที่อยู่ข้างหลังห้อง

 

“ก็กูเก่งแล้ว” ก่อนจะไหวไหล่ด้วยท่าทีสบายๆ

 

“เหลือแค่วิจัย สบาย”

 

“ครับ งั้นผมจะมาบ่อยๆ”

 

ชานยอลโค้งลาทุกคนก่อนจะเดินออกมาด้วยความโล่งอก พลางคิดว่าน่าสนุกกว่าที่คิดแหะ

 

 

 

 

 

“อยู่ไหน”

 

(หลังโรงอาหาร)

 

“ดูด?”

 

(แดกมั้ง)

 

 

 

มาถึงก็เจอคนที่บอกว่าแดกบุหรี่อยู่

 

“ทำไรอ่ะ!” ชานยอลแกล้งตะโกนเสียงดัง อีกฝ่ายที่หันหลังอยู่สะดุ้งโหย่ง ก่อนจะโดนไล่เตะ

 

“ผ่านป่ะ”

 

“แน่นอน” เซฮุนปรบมือสามจังหวะให้ “พอเหอะ คนมองหมดละ”

 

“กูหล่อ”

 

“ค่า”

 

เซฮุนเป็นเพื่อนแถวบ้าน ทำดนตรีด้วยกัน มันเรียนนิเทศแหละแต่สาขาดนตรีและขับร้อง เอออาจจะสงสัยว่าทำไมผมไม่ลงไปกับมันแต่มาลงภาพยนตร์ เพราะคิดว่าเป็นอย่างเดียวที่ผมยังไม่เคยทำ คือการถ่ายทำหนัง ถ่ายหนัง เบื้องหลังการคิดบท อะไรเทือกนี้

 

อีกอย่าง คงสบายหน่อย...จะได้โดดเรียนมาชมรมบ่อยๆ

 

“เข้าเรียนเถอะคาบแรก”

 

 

ชมรมเรานี้ที่จริงมันก็พึ่งตั้งไม่นาน ก็ตั้งแต่แบคฮยอนมาอยู่ จนตอนนี้ก็สี่ปีเอง เป็นชมรมที่มีส่วนร่วมแทบทุกกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เวลามีงานอะไรก็จะตรงมาที่นี่ด่านแรก

 

คิดว่าที่มันเป็นที่รู้จักและคนอยากเข้ามาเยอะมากๆก็คงเป็นเพราะเมื่อเข้ามาคุณก็จะเป็นที่รู้จักเช่นกัน

 

ไอรีน ... ถ้าลองมองไปทั่วมหาวิทยาลัย ไม่มีตรงไหนที่รูปโปรโมทจะไม่ใช่มัน

 

เช่นเดียวกับแบคฮยอน ที่โดนจีบมาหลายต่อหลายคนเพราะบุคลิกที่โคตรเป็นตัวเอง กรุ้มกริ่มแบบนี้ผู้หญิงก็เข้าหามันเยอะ แถมความสามารถรอบตัว ร้องเพลงเพราะเข้าถึงอารมณ์สุดๆ เทศกาลทีคนมารอดูมันเยอะไปหมด แต่ก็แล้วแต่อารมณ์มันนะว่าจะขึ้นหรือไม่ขึ้น อินดี้ชิบ

 

จงอินเองมันก็เหมือนกัน ไม่ได้ดังแค่ในมหา’ลัย แต่ถ่ายแบบเป็นพรีเซนเตอร์ให้ทั่ว

 

 

พวกเราคุยกันเรื่องงานแรกที่จะให้ชานยอลเปิดตัว คืองานแสดงดนตรี เพื่อรับบริจาคเงินให้กับนักศึกษาที่ครอบครัวประสบปัญหาในช่วงไวรัสระบาด อันนี้เป็นไอเดียของชมรมเราเอง

 

“งั้นก็ส่งลองงานแรกเลย รับน้อง”

 

“เออน่าสนนะ เพราะตัวน้องดูจากไอจีมันคนก็ตามหลักหมื่นอยู่”

 

“จัดไป!”

 

 

เราเริ่มประชุมแผนงานคร่าวๆระหว่างรอชานยอลเลิกเรียน เห็นบอกอีกสิบนาที

 

 

“ชานยอลเล่นกลองได้ใช่ป่ะ กีต้าร์ด้วย...” แบคฮยอนพยักหน้า

 

“อ้าว นั่นไงมาล่ะ”

 

“เล่นได้ครับ”

 

“เค ปกติเวลามีงานแสดงเราต้องอ้อนตีน เอ้ย อ้อนวอนชมรมดนตรี มีนายก็ดี ลองหน่อยมั้ย”

 

“ครับพี่แบคฮยอน”

 

“กู พี่ซูโฮพูด”

 

“อ่อ แหะ โทษค้าบ”

 

แบคฮยอนหันกลับไปขยับอุปกรณ์ ระหว่างที่เด็กนี้มันยังเหมือนทำตัวไม่ถูก

 

“งั้นพี่จะให้โจทย์ เราไปแต่งพามาแล้วกันเอาให้เข้าก่บสถานการณ์ตอนนี้ อืม มีเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์”

 

“...”

 

“...”

 

“แต่พี่ขอภายในสองวัน”

 

“ไอ้แบค” พวกมันเรียกเขาเป็นเสียงเดียว

 

 

“ได้ครับ”

 

ไอ้เด็กนี่ก็ยิ้มรับทุกปัญหาความท้าทายของชีวิต...

 

 

 

 

 

 

 

 

ตามทางกลับบ้านตามปกติ หลังมหาวิทยาลัยที่แต่ละคนคงทยอยกลับกันหมด แต่ก็มีอยู่สองคนที่ต่างรอกันอยู่มุมใดมุมนึงไม่ไกลจากนั้น

 

 

“สบายดีมั้ย”

 

“ตอนแรกก็คิดมากครับ พอวันนี้กลับสบายดี แล้วก็ดีใจที่ได้เจอพี่”

 

“เก่งนะเนี่ย” แบคฮยอนเดินมาลูบหัวอีกฝ่ายเหมือนเดิม

 

 

“ผมบอกแล้วไงครับ เป้าหมายมีเอาไว้ให้วิ่งทะลุมัน”

 

“แล้วจะสำเร็จมั้ยล่ะ”

 

“ถ้าเป้าอยู่นิ่งแล้ว ก็คิดว่าอีกไม่นานนะครับ”

 

แบคฮยอนหันกลับมามองหน้าเด็กที่อ่อนกว่าตัวเองสามปี

 

 

ไม่เจอกันนานเลยนะ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนึ่งปีที่ผ่านมา

 

 

หลังจากแยกย้ายกับคนอื่นๆ แล้ว วันนี้แบคฮยอนที่มากินไส้ย่างกับแก็งเพื่อนก็เดินกลับจะไปขึ้นบัสเหมือนปกติ

 

หมวกบักเก็ตสีดำใบใหญ่ เสื้อโอเวอไซส์ และกางเกงยีนส์ทรงบอยตัวใหญ่อีกนั้นพลางทุกอย่างของเขาได้ดีเลย คนอื่นชอบทักว่าทำไมชอบใส่แบบนี้ เขาแค่คิดว่ามันปลอดภัยดี นั่นแหละเรื่องเซ้นส์การแต่งตัวเขาคิดว่ามันขึ้นอยู่กับแต่ละคน ไม่อินก็แค่หุบปากไป

 

ระหว่างเดินไปก็มีลูกหมาตัวนึงวิ่งออกมาจากข้างทางเหมือนมันวิ่งหาอะไรซักอย่าง เขาหยุดตัวเองก่อนจะนั่งลงให้มันวิ่งเข้ามาใกล้

 

น่ารักจัง

 

“แกกลัวเหรอ” มันดูหวาดกลัว ลูกหมาสีขาวน้ำตาล ตาแบ็วเชียว

 

“หาแม่หรือไง หึ” ว่าแล้วก็อุ้มมันขึ้นมา แบคฮยอนตัดสินใจนั่งมันลงไปบนพื้นถนนแล้วคุยเล่นกับมัน

 

“โอ๋ ... แล้วถ้าแม่แกมามันจะกัดฉัน...”

 

ตอนนั้นเขาได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งมาทางนี่

 

“เอ่อะ” เด็กมัธยมผมสั้นกุด ในมือมีถ้วยกระดาษและนมสี่กล่อง สวมหูฟังอันใหญ่ สะพายกระเป๋าใบใหญ่

 

“เป็นเจ้าของของเหรอ” แบคฮยอนถามแต่อีกฝ่ายส่ายหน้า

 

“พี่ก็ไม่ใช่เหรอ ตอนแรกผมนึกว่าใช่เลยกำลังจะกลับครับ”

 

“แล้วนั่นซื้อมาให้มันใช่มั้ย ... มันคงหลงทางมาสินะ”

 

เด็กตรงหน้าจัดการรีบเทนมใส่ถ้วยกระดาษนั้น โดยมีเขาคอยอุ้มเจ้าลูกหมาเอาไว้ มันร้องใหญ่เลยสงสัยจะหิวมาก

 

“โอเคเสร็จแล้ว” แบคฮยอนปล่อยมันลง มันรีบเข้าไปกินอย่างดูหิวโหย

 

และเราก็ยังนั่งดูกันอยู่แบบนั้น ไม่ได้มีใครพูดอะไร จนแบคฮยอนตัดสินใจชวนคุยขึ้นมาก่อน

 

“เป็นคนแถวนี้เหรอ”

 

“ครับ กลับเส้นนี้อยู่แล้ว”

 

“อืม”

 

“พี่ล่ะครับ”

 

“เรียนตรงนู่นอ่ะ”

 

“...”

 

“เอามันกลับไปเลี้ยงดิ” เขาบอกอีกฝ่ายที่ดูเอ็นดูมันดีจัง มองมันกินแล้วก็ยิ้มขนาดนั้น

 

“แม่ด่าอ่ะดิครับ” สายตากลับจดจ้องไปที่ริมฝีปาก

 

“เจาะปากแม่ไม่น่าด่ามากกว่าเหรอ” อีกฝ่ายขำออกมา ถึงจะดึงจิวออก แต่พี่คนนี้ก็มองเห็นอีก

 

“ด่าครับ”

 

“...”

 

“แล้วพี่อ่ะ เลี้ยงมันได้มั้ย”

 

“ไม่ อยู่อพาร์ทเม้นท์เก่าๆ มันห้าม”

 

“งั้นไม่เป็นไรหรอกครับ ผมมาแถวนี้ทุกวันอยู่แล้ว”

 

ผมน่าจะอยู่ตรงนี้นานเกินไปแล้วหลังจากแยกย้ายออกมา ก่อนจะมีโทรศัพท์เข้ามา

 

 

“ยังไม่ได้กลับเลย”

 

 

“ธุระนิดหน่อย เออ แค่นี้แหละ”

 

 

“ไปละ”

 

 

 

 

พี่ผู้ชายคนนั้นหันหลังกลับไปแล้ว แต่ไม่ได้รู้เลยว่าใครแอบมองจนลับตา ก่อนจะหันกลับมาหาเจ้าน้องหมาที่กินนมดูท่าอร่อยเชียว

 

“หอมเนอะ หอมชะมัดเลย” ขนาดนั่งห่างกันเป็นวาขนาดนั้น

 

 

“พรุ่งนี้เดี๋ยวมาหาแกอีกนะ อยู่นี้ล่ะ” แม้จะชอบมันขนาดไหนแต่เขาก็คงเอากลับไปด้วยไม่ได้เพราะแม่ไม่ชอบหมา

 

“เผื่อพี่คนนั้นจะมาหาอีก”

 

 

แต่จะลองขอ...

 

 

 

“ไม่ให้! นี่แกกลับบ้านดึกอีกเพราะไปเล่นกับหมาเหรอ”

 

“ก็มันหิวอ่ะแม่ แม่สอนให้มีเมตตากับสัตว์โลกไม่ใช่เหรอ นี่ไง”

 

“ย้อนๆ” ผมยังถูกแม่ระดมตีเหมือนเดิม

 

 

ผมเป็นนักเรียนมอปลายปีสุดท้ายแล้ว ปีหน้าก็เตรียมเข้ามหาวิทยาลัย คงจะเห็นว่าผมโตได้ซักที แต่แม่ก็ยังทำเหมือนผมอยู่ชั้นประถมอยู่ดีนั่นแหละ

 

ผมขึ้นมาบนห้องมานั่งแต่งเพลงต่อ การบ้านเอาไว้ก่อน การแต่งเพลงเป็นงานอดิเรกผมแต่หลังๆมันก็เหมือนเป็นอาชีพไปแล้ว ผมไม่ชอบถูกกดดันหรือถูกเร่งเวลาทำมัน เพราะมันจะทำให้ผมคิดไม่ออก

 

 

ถ้าถามว่าแบบนี้มีใครมาซื้อเพลงผมมั้ย รายใหญ่ก็บิ๊กทรีของประเทศอ่ะครับ ผมขายเพลงที่ผมแต่ง ผมไม่ค่อยรับเพลงที่ถูกกำหนดโจทย์มา แต่จะขายเพลงที่เกิดจากแรงบันดาลใจตัวเองมากกว่า

 

แต่ตอนนี้ก็ยังคิดโจทย์ไม่ออกแหะ อารมณ์ไม่ค่อยมาเท่าไหร่ ฟังเพลงรักก็อยากจะแต่งและอินกับมันได้บ้างแต่ทำไม่ได้ ก็ไม่เคยมีใครนี่ เลยแต่งเพลงหวานๆไม่ได้

 

 

 เป็นเจ้าของเหรอ ’

 

 

เห็นแค่ครึ่งหน้ายังรู้เลยว่าน่ารัก ภายใต้หมวกนั้นกับดวงตาเล็กๆ คงจะน่ารักไม่น้อยเลยล่ะมั้ง

 

 

“เจอกันอีกหน่อยได้มั้ยครับ”

 

 

 

 

ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมมารอนะ เพราะผมก็ผ่านทางนี้ทุกวันอยู่แล้ว แต่วันนี้วันที่สามแล้ว...เห้อ เขาคงไม่แวะมาแถวนี้แล้วมั้ง

 

หลังจากผมให้อาหารน้องหมาที่ดูจะจำผมได้แล้วเสร็จ ตอนกำลังจะลามันกลับบ้าน ผมได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังวิ่งมา

 

“น้อง!”

 

 

เห้ย ใจผมเต้นแรงเฉย

 

 

“...พี่”

 

สองมือเขาถือถุงขนม ในนั้นเหมือนมีนม กับไก่ทอด

 

“โห ซื้อมาให้น้องเยอะเลยนะครับ น้องหมาจะกินหมดมั้ยเนี่ยพอดีผมพึ่งให

 

“ซื้อมาแบ่งคนด้วย แบ่งนายอ่ะแหละ”

 

 

ตึกตัก ตึกตัก

 

ผมจะตายเพราะใจทำงานหนักเกินป่ะ

 

 

 

แบคฮยอนเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่ตัวเองเดินมาแล้ว เลยตัดสินใจเดินกลับไปซื้อไก่ทอดก่อน แต่ร้านดันคนเยอะ ออกมาอีกทีก็เห็นลูกหมาตัวนั้นแทะกระดูกอยู่แล้ว

 

“ไม่ใช่ว่าเห็นน้องกินหมดแล้ว เลยบอกให้ผมกินเหรอ” ชานยอลลองกวนตีนเล่นๆ

 

“อ้าว อุตส่าห์รักษาน้ำใจ”

 

 

เจ็บจริงเลยค้าบ

 

 

“เอ่อ...ไม่เจอนานเลยนะครับ”

 

“นานเหรอ เหมือนไม่กี่วันเอง”

 

“สองหรือสามวันได้ครับ” แบคฮยอนไม่คิดว่าเด็กนี่มันจะนับวันเวลาด้วยแหะ

 

“กิจกรรมเยอะอ่ะ เข้ามหา’ลัยแล้วจะรู้” มือเล็กๆตีลงมาบนบ่า แต่แรงเยอะชะมัด

 

“แปลกเนอะมันไม่ยอมไปไหนเลย”

 

มากี่ทีเจ้าลูกหมาตัวนี้ก็อยู่แต่ตรงนี้ ถ้าเด็กนี้เอาของมาให้กินทุกวัน มันจะไม่ยอมเดินตามกลับไปด้วยเลยหรือไงนะ

 

“มันอาจจะรอคอยใครก็ได้ครับ”

 

“ห๊ะ” อยู่ๆก็ถูกจ้องหน้า

 

“แม่มันไง”

 

 

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ไม่ได้เห็นหน้าเต็มซักๆที เห้อ แล้วดูดิ ไอ้งั่งชานยอลเอ้ยลืมถามชื่อเขาอีก ดูเขาเหมือนต้องรีบตลอดเวลาเลย

 

เป็นไอดอลเหรอ ยังไม่ทันถามเลย

 

 

“เห้อ พรุ่งนี้จะมาอีกมั้ยครับ” เขากุมหัวตัวเองอย่างเซ็งเลย

 

 

 

 

 

ไม่รู้กี่อาทิตย์เข้าไปแล้วที่ยังใช้ชีวิตแบบนี้ ไปเรียน เดินมาหาน้องหมา รอใครบางคน กลับไปนอนนึกถึงทุกครั้ง ช่วงนี้ผมไม่ได้แต่งเพลงเลย แปบเดียวจะสอบกลางภาคอีกแล้ว มัวแต่เคลียร์งาน และวันนี้ผมก็นั่งทำมันตรงนี้แหละ โดยมีน้องหมามานอนคลอเคลียใกล้ๆ

 

“อ้อนเหรอ อยู่ด้วยอีกแปบนึงนะจะลองรอก่อน...”

 

 

“ไง”

 

“...พี่”

 

“คุยไรกับหมา”

 

“ถามมัน ว่าพี่จะมามั้ย”

 

“แล้วมันตอบว่าไง”

 

“มันบอกว่าไม่รู้...”

 

“...”

 

“แต่มันอยากเห็นพี่มาหามันทุกวัน”

 

“หมาพูดเหรอ” แบคฮยอนนั่งลงข้างๆ ก่อนจะถอดหมวกออก...

 

เท่านั้นแหละ ปาร์คชานยอลนิ่งค้างไปเลย

 

น่ารัก น่ารักมาก น่ารักชิบหาย

 

พึ่งได้เห็นชัดๆครั้งแรก พี่เค้ามีขี้แมลงวันน่ารักๆอยู่...ห้า หรือหกนะ

 

“นับครบยัง บอกพี่ด้วยมีกี่จุด”

 

“อ่า รู้เลย”

 

แบคฮยอนหัวเราะเสียงดัง เสียงโคตรแมน หน้าเด็กประถมแต่นิสัยคือโคตรแมน

 

จะชอบผู้ชายมั้ยวะ

 

“น่ารักอ่ะดิ”

 

“...ครับ”

 

“ใครๆก็บอกงั้น” แบคฮยอนก้มลงไปแกะกล่องไก่ ก่อนจะยื่นให้เด็กข้างๆน่องนึง ตัวเองก็กัดไปเต็มปากเต็มคำ

 

ชานยอลละสายตาจากใบหน้าขาวนั้นไม่ได้เลย จมูกนิดปากหน่อย ตาเล็กๆ หมวยๆ

 

อยากเป็นแฟนว่ะ

 

“อร่อยมั้ย”

 

“อร่อยครับ” ตอบออกไปอย่างเพ้อฝันเลย

 

 

 

“ถามจริง กินหมาป่ะ”

 

“...พี่” เด็กมันเรียกเสียงยาน

 

“บ้าหรือเปล่าใครจะกินมันล่ะครับ โถ่”

 

“เอ้า นึกว่าขุนมันไว้”

 

“พี่นี่น่ากลัวนะเนี่ย” อีกฝ่ายหัวเราะก่อนจะลูบหัวน้องหมาอย่างเอ็นดู

 

แล้วก็...

 

แล้วก็มาลูบหัวเขา

 

 

“ดีใจที่เจอคนรักและดูแลมัน ขอบใจนะ”

 

อีกฝ่ายกำลังจะลุกขึ้น เขาเรียกไว้ ไม่รู้ทำไมแค่คิดว่าอยากรู้จักมากขึ้น

 

“พี่ครับ!”

 

“ว่าไง”

 

“...พี่ชื่ออะไรอ่ะครับ”

 

อีกฝ่ายยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินหันหลังกลับมาใกล้ๆ

 

“พี่ชื่อ... แบคฮยอน”

 

“...อ่อ”

 

“รีบๆมาสอบให้ติดล่ะ” อีกฝ่ายพูดแล้ววิ่งขึ้นบัสไป

 

ทิ้งให้ผมยืนยิ้มคนเดียวกับน้องหมาหนึ่งตัวข้างๆ

 

“ขอบใจแกนะเว้ย”

 

ผมมีหลายเป้าหมายในชีวิตนะ วันนี้จะกลับไปบอกแม่ว่าผมมีเป้าหมายเพิ่มแล้ว

 

 

สอบเข้ามหาวิทยาลัยตรงนี้ให้ติด...

 

 

 

นี่คือเรื่องราวของเรา กับความสัมพันธ์ที่ไม่มีสถานะอะไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นี่มันแก...” จงอินฟังบีท มองรุ่นน้องที่กำลังโชว์มันอย่างชิวๆ

 

“ติดหูเลยอ่ะ บวกกับหน้าตาน้องแล้วเราได้เงินบริจาคเยอะแน่ๆ”

 

“เก่งมากไอ้น้อง คิดถูกว่ะ” ซูโฮหันไปมองหน้าแบคฮยอนที่ไหวไหล่อย่างคิดว่ามันก็เรื่องธรรมดา คนอย่างเขาน่ะ

 

ดูคนไม่ผิดหรอก...

 

“อ่ะ มาที่มึงอยากจะร้องเพลงไรจ้ะ จะได้ให้ชานยอลช่วยทำบีทให้ไง คัพเวอร์ๆ”

 

 

ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเข้ามามีเวนดี้ที่วิ่งมาจนหอบ

 

“มหา’ลัยทำตัดหน้าเราละ” เธอชูใบโบว์ชัวร์ขึ้นมา

 

“จัดแข่งเลยเหรอ”

 

“ได้เงินด้วย น่าสน...” แบคฮยอนหันไปยิ้มกับชานยอลที่ดู

 

“เลือดเย็นสัด” จงอินรู้เลยว่าแบคฮยอนต้องคิดอะไรในใจ

 

“ทำยังไงก็ได้ที่เราต้องชนะ นายต้องไปคิดมา”

 

“ดีนะที่เรายังไม่ทำประกาศออกไปทางการ”

 

“แต่นี่มันประกวดวงดนตรีนะคะ หนูทำไรไม่เป็นไรเลยนะ นอกจากร้องเพลง”

 

“ใครมีเรียนบ่าย แล้วเลิกกี่โมงบ้าง”

 

ไม่มีใครค้านอะไร บ่ายนี้เราเลยประชุมใหญ่กัน

 

“เท่าที่หนูถามทางมหาวิทยาลัยนะ วงที่ชนะได้สองล้านวอน ไม่มีฟิกเรื่องเพลง คนตัดสินคือคนดูวันนั้นกับกรรมการของมหา’ลัย”

 

“นั่นแหละ เป้าหมายของเราคือชนะที่หนึ่ง” แบคฮยอนยังคงย้ำ

 

“มันก็มีโอกาส ถ้าเป็นมึง” ซูโฮยิ้มให้มัน

 

“ได้...เดี๋ยวกูไปทำเพลงกับชานยอล”

 

“ยินดีครับ” เด็กใหม่ยิ้มกว้าง

 

“ไปด้วยดิ”

 

“ไปทำไมมึงอ่ะจงอิน ลงโปรโมทไปเหอะ”

 

“อย่าเลย เงียบๆดีกว่าเดี๋ยวไก่ตื่น” ไอรีนคิดแบบนั้น ถ้าเราตั้งวงแล้วลงแข่งจริงๆคนอื่นคงพูดกันไปทั่ว ขอไม่ถ่อมตัวแล้วกัน

 

 

 

 

“เป็นอะไร” หันไปก็เห็นมันโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแบบไม่กลัวหน้าจอจะแตกเลย

 

“ดู”

 

“ ‘ประตูเป็นทางเข้าห้อง แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้เข้าไปในหัวใจคุณบ้างครับ’ อุแหวะ”

 

“สะเหล่อชิบ” แบคฮยอนถอนหายใจ

 

“ทำไมพี่ไม่บล็อคเขาล่ะครับ” เป็นชานยอลที่พูดออกมาหน้านิ่ง

 

“เอาไปกดให้หน่อย” แบคฮยอนพูดออกมาอย่างอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก

 

“ครับ” ชานยอลรับโทรศัพท์อีกฝ่ายมาทำจริงๆ คนอื่นก็พากันหัวเราะ ก่อนจะกดบล็อคให้ ไม่สนหรอกว่านั่นคือการประชดหรือเปล่า

 

“ยังงี้แหละชานยอล ... หนุ่มฮอต”

 

 

คนที่มองอยู่อย่างไอ้ซูโฮก็ขำเพราะไม่คิดว่าไอ้เด็กนี่จะทำจริง

 

“นานไปละ เอามา” เขาก็เอาคืนให้ง่ายๆนั่นแหละ

 

“ไปเตรียมตัวทำเพลงกันได้ละไอ้น้อง”

 

 

ถ้าพูดถึงตอนนี้ก็คงเน้นไปที่เพลงให้กำลังใจหรือปลุกใจคนหน่อย ชาร์ตตอนนี้ก็คงไม่พ้น start over ของ Gaho พี่ๆเขาเลยให้ผมลองปรับคีย์ทำนองเพื่อให้เหมาะกับพี่แบคฮยอน

 

ส่วนคนที่บอกว่าจะมาทำเพลงด้วยก็แคนเซิลผมซะงั้น

 

“ทำไมอ่ะครับ”

 

“แล้วทำไมต้องทำเบะแบบนั้น”

 

“ก็เสียใจที่พี่ไม่ไป” ชานยอลงอแงระหว่างที่เดินออกจากห้องชมรมจะกลับห้อง

 

“พี่ขี้เกียจ เคนะ ลองทำดู”

 

“...”

 

“ไว้วิดีโอคอล”

 

“แบบนั้นค่อยมีกำลังใจหน่อย”

 

เด็กนี่เนี่ยหน่า

 

 

 

 

(อะแฮ่ม จ้องหาไร)

 

“หาพี่ครับ หาดูว่ามีตรงไหนไม่น่ารักบ้าง”

 

(แล้วรักมั้ย)

 

ชานยอลสตั๊นท์เลย อยู่ๆก็ถามออกมาตรงๆแบบนี้ แกล้งดีกว่า

 

“ผมต้องตอบเหรอ”

 

(ไม่ต้องตอบก็ได้ ไม่เป็นไร ... เพลงถึงไหนล่ะ)

 

“เหลือปรับดนตรีอีกนิดหน่อย เพลงที่ผมจะแต่งให้พี่ร้องอะนะ”

 

(ชื่อเพลงว่า ?)

 

“ไม่บอก”

 

(เออ วางละ)

 

“ :-( “

 

(กินข้าวยัง)

 

หลังจากประโยคนั้น ผมก็ไม่แต่งเพลงหรอก เพราะเอาแต่คุยกันหยิบยกเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมาถามไถ่ ตามประสาที่ไม่ได้เจอกันนาน

 

หลังจากที่แบคฮยอนพูดอย่างดูให้ความหวังชานยอลเรื่องสอบ เรายังมาเจอกันเรื่อยๆ จากแค่ที่มาเจอกันเพราะน้องหมาตัวนั้น ความสัมพันธ์เราก็เริ่มขยับ...

 

นัดเจอกันวันหยุด ไปเล่นเกมส์ด้วยกัน ซื้อของด้วยกัน แต่ไม่มีสถานะอะไรคืบหน้านอกจากคนรู้จัก

 

ผมโอเคที่มันเป็นแบบนี้ เพราะผมรู้ว่าเขาก็รู้ และผมก็รู้ว่าเขารู้สึกยังไง

 

พอเข้ามาแล้วก็เจออุปสรรคอีก แกล้งกันเก่งจริงๆ บอกชื่อชมรมที่อยู่ คิดว่าจะง่าย .... โหยากโคตรๆ

 

(นอนดีกว่า เดี๋ยวไม่น่ารัก)

 

“น่ารักอยู่ดีอ่ะครับ”

 

(นี่ จะบอกว่าถึงจะให้ฟังแค่บีท...แต่พี่ก็ชอบแล้วนะ นายทำได้ดีแน่ๆ พรุ่งนี้พี่จะจับตามอง)

 

“...งั้นช่วยมองแค่ผมนะครับ”

 

(โลภ!)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    วันนี้ผมทำเสร็จเรียบร้อยกะจะหาโอกาสมาเจอก่อน แต่คนอื่นๆก็มาถึงแล้วเหมือนกัน

 

    ผมเริ่มร้องให้ทุกคนฟังในสไตล์ผมเป็นครั้งแรก เอาจริงผมใจแป้วนะ ก็..

 

“ไม่เพราะเหรอครับ ขอโทษนะครับ”

 

     พวกเขาเงียบกันหมดเลย บางทีอาจจะไม่ถูกใจเขาอาจจะไม่กล้าบอกผมก็ได้มั้ง

 

“บอกผมได้นะพี่ ผมอาจจะรีบไปแต่แก้ให้ได้”

 

“เย็นก่อนๆ” จงอินยกมือขึ้น

 

“เราน่าจะมองเหมือนกัน คิดเหมือนกันถูกมั้ย...”

 

“อืม เอามันมาร้องแร็ปแทนกูเหอะ” แบคฮยอนไม่ได้ประชด แต่คิดว่าชานยอลเสียงเหมาะกว่าจริงๆ คงต้องฟังเต็มๆแล้วช่วยกันดูอีกรอบ

 

 

ชานยอลมีสเน่ห์อยู่แล้ว พออยู่กับดนตรีอยู่กับการขับร้อง ยิ่งดูมีอะไรให้น่าเรียนรู้ไปด้วยมากขึ้นไปอีก อะไรที่มันเป็นเขา สิ่งที่เขาชอบ

 

 

“ไม่ต้องทำหน้าเหมือนหมาเหงา มึงร้องเพราะแล้ว” ซูโฮหัวเราะ ปลอบใจเด็กขี้กังวล

 

“ทำเพลงส่งค่ายใหญ่ จนติดหูมาแล้วยังมาคิดมากอีก ถ่อมตัวมากเลยน้า” หญิงสาวที่อายุมากที่สุดในกลุ่มให้กำลังใจ เธอแค่อยากให้ชานยอลมั่นใจในสิ่งที่ทำ

 

“งั้นเพลงที่แต่งเองก็เอามาให้แบคร้องด้วยสิ” เวนดี้เสนอเพราะไหนๆชานยอลก็แต่งมาให้แล้ว เป็นเพลงรักใสๆเลย

 

“ลองร้องดิ”

 

“ไหนบอกแต่งเพลงรักไม่ได้ไง” ไอรีนจับผิด หรี่ตาจะแกล้งล้ออีกฝ่าย

 

“ไวไฟไง ไปจีบใคร”

 

“อะไรเนี่ย ผมยังไม่ทันพูดอะไรเลยพี่คิดกันเอง”

 

“สาบานว่าไม่ใช่สิ เห็นมีแต่คนพูดถึงว่ามีผู้หญิงมาแอบมองที่ห้อง”

 

“ก็ผมหล่ออ่ะ ผมคิดว่าธรรมดานะ”

 

“ไอ้นี่” จงอินขำ มันไม่ธรรมดาจริงๆหลงตัวเองเหมือนไอ้ซูโฮเลยนี่ขนาดไม่กี่อาทิตย์นะ

 

“พาดพิงอะไรกู”

 

“เปล๊า”

 

 

ตอนนี้เราเข้ามาอีกห้องมีแค่ชานยอลกับแบคฮยอน คนอื่นคุยเรื่องงานอื่นกันอยู่

 

“เพลงนี้ชื่อเพลง you are ครับ”

 

“เพลงแอบรัก” แบคฮยอนมองแผ่นเนื้อเพลง

 

“ครับ”

 

“กว่าจะยอมบอก...”

 

“...”

 

“แต่งให้ใคร”

 

“...ให้พี่ไงครับ” คำตอบสองแง่สองง่าม โอเคถือว่ารู้กัน

 

“น้องหมาของนายเป็นไง”

 

“มันตัวโตแล้วครับ เป็นพี่หมา”

 

พี่แบคฮยอนหัวเราะ มานั่งคุยกันแบบนี้ เขารู้สึกดีชะมัด

 

“อ่า แล้วตอนร้องพี่ต้องรู้สึกแอบชอบใครด้วยใช่มั้ย”

 

“ถ้าจะให้ดี ถ้าพี่อินมีอารมณ์ร่วมก็จะดีครับ”

 

“แต่พี่ไม่ได้ชอบใคร อาจจะแย่หน่อยนะ”

 

“ครับ” แบคฮยอนลูบหัวก่อนยักคิ้วให้อีกฝ่าย

 

พูดให้ใจแหลกตลอด แล้วก็อ่อนโยนทีหลัง อันตรายจริงๆผู้ชายคนนี้

 

“หงอยเลยดิ”

 

“เปล่าซักหน่อย” แล้วดูทำปากมูๆแบบนั้นอีก

 

“ทำไมวันนี้ไม่ใส่จิวอ่ะ”

 

“หายอ่ะพี่”

 

“ไปซื้อกันมั้ย”

 

“ครับ ? ... อ่า ไป ไปครับ”

 

“แล้ว ซ้อม...”

 

“เดี๋ยวกลับไปถึงห้องอัดให้ฟัง ตอนนี้ขี้เกียจละ” ว่าแล้วอีกฝ่ายก็ไหลนอนลงบนโซฟาพร้อมหลับตา

 

“งั้นผมออก...”

 

“อยู่ในนี้ก็ได้ ออกไปทำไมร้อนจะตาย” พูดออกมาทั้งที่หลับตา ไม่เห็นสินะว่าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามนั่งยิ้มอยู่คนเดียว

 

“พี่”

 

“หือ”

 

“...เมื่อไหร่จะเย็นซักทีล่ะครับ”

 

ได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆออกมา จนมีแค่เสียงลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ แบคฮยอนหลับไปแล้ว

 

 

When I open my eyes every day rather than (thinking of) breakfast

 

I think of your face and the smile spreads across my face

 

I spend all day working hard daily to make money again

 

Why don’t I feel sick of it, I’m only enjoying it

 

It’s fascinating how a girl like you

 

Entered my heart and refused to leave

 

I want to keep the door to my heart wide open

 

I made this song when I thought of you so listen....

 

 

 

 

 

“ทำไมข้างในเงียบ”

 

“กูวางเงินเลย หลับ...”

 

“เพื่อนมึงอ่ะ” ทั้งไอรีนและซูโฮเดาอะไรไม่เคยพลาดหรอก คนอย่างแบคฮยอนถ้าใครมาเจอมันครั้งแรกก็คงไม่อยากจะยุ่งกับมัน กับนิสัยที่คาดเดาอะไรไม่ได้เนี่ย

 

“แต่ชานยอลดูเข้ากับมันได้นะ”

 

“ดีละ นานๆจะพบความอัศจรรย์”

 




 

ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินเบียดเสียดในย่านวัยรุ่นนี้ เราเองก็เดินไหล่ชนกันไปมาตามทางไปหาร้านขายจิว หรือแม้แต่เครื่องประดับ แบคฮยอนเดินเซกระทบตัวเขาไปมาเพราะโดนเบียดจนเซ

 

มือใหญ่จึงถือวิสาสะคว้ามืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ก่อนจะกระตุกให้เดินเข้ามาใกล้กัน ชานยอลสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่ส่งกลับมา

 

“เห้อ คนเยอะชะมัด”

 

“สวยมั้ยครับ” ชานยอลหันหน้ามาให้อีกฝ่ายดูหลังจากเขาใส่มัน

 

“งั้นๆ”

 

“เค งั้นแปลว่าหล่อแล้ว” ปากแข็งจะตายบยอนแบคฮยอนน่ะ

 

“ไปหาอะไรกินกันมั้ยครับ”

 

“นาย”

 

“ครับ?”

 

“กินนายไง”

 

ชานยอลทำเหมือนขำออกมา ถึงเวลาจริงๆอีกฝ่ายน่ะป็อดจะตาย

 

“พูดดีไปเหอะ”

 

“อยากไปกินข้าวบ้านชานยอล”

 

แล้วชานยอลก็เงียบไป เพราะรู้เหตุผลดีว่าแม่ตัวเองหัวโบราณแค่ไหน แต่ก็เคยไปเจอแม่เขาครั้งนึงแล้วตอนไปขนของมาอยู่ข้างนอก แม่ก็คิดว่าเพื่อนนั่นแหละ...

 

“อ้าว ขอโทษ”

 

พี่แบคฮยอนชักจะเล่นกับใจเกินไปแล้ว

 

“อย่าคิดมากนะ” มือบางจับใบหน้าให้หันมาทางตนเอง ก่อนจะลูบจิวที่พึ่งใส่

 

“อยากจูบมากเลยอ่ะ แต่คนเยอะ”

 

มันคนเยอะแต่เรานั่งหันหลังไปตามเนินไหล่เขา เสื้อคลุมตัวนอกถูกถอดออก ก่อนจะเอามาคลุมหัวเราทั้งคู่

 

ภายใต้ความมืดของเสื้อที่ปกคลุม เราจ้องตากันอยู่ภายในนั้น แบคฮยอนยิ้มให้กับความร้ายกาจที่เผยออกมา

 

และไม่รอให้เสียเวลาซักวินาที ใบหน้าคมเคลื่อนเข้าหา ละเมียดแตะพร้อมงับริมฝีปากล่างแสนบางนั้น ค่อยๆละโมบดูดมัน กับลิ้นที่เกี่ยวพันกับรสจูบที่ถูกตอบกลับมาช่างแสนหวาน..

 

 

 

 

 

สองอาทิตย์กับการเตรียมตัวและซ้อม ในที่สุดวันนี้ก็เป็นวันประกวด มีวงดนตรีทั้งหมดสิบสองวง ที่ประกาศรายชื่อลงแข่ง

 

“มีแต่คนเก่งๆแน่เลยใช่มั้ยครับ”

 

“ทีมเราเก่งสุดแหละน้า” เวนดี้ตอบอย่างมั่นใจ เพื่ออยากให้ชานยอลเต็มที่กับตัวเองด้วย

 

 

สรุปเพื่อไม่ให้กินเวลาหรือเสียเวลามากไป เราตัดสามเพลงรวมกัน รวมเวลาก็ยังไม่ถึงสี่นาที พอซ้อมออกมาแล้วก็เป็นที่พอใจของแบคฮยอนเอามากๆ

 

และวงเราได้แสดงเป็นวงสุดท้าย

 

ไม่บ่อยนักที่ชมรมเราจะมาทำอะไรแบบนี้ แต่ก็เพื่อหน้าตาของชมรมและผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย เราทำมันแทบทุกปีอยู่แล้ว มีคนหมั่นไส้มั้ย ก็ทำธรรมดานะ

 

“พี่ดูไม่ตื่นเต้นเลย”

 

“เด็กๆ”

 

     เวทีนี้จะทำให้ชานยอลเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น มันก็คงมีทั้งข้อดีและข้อเสียกับคนที่มาดูหลายร้อยคน

 

     แค่คิดว่าทำให้สนุก ยังไงเราก็ชนะอยู่แล้ว

 

 

 








 

 

“เฮ!!”

 

ภายในห้องชมรมที่มีทั้งพิซซ่าและไก่ทอด หนึ่งเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ และสองเลี้ยงสำหรับชัยชนะ

 

คนที่ดื่มเอาๆอย่างชิลก็คือแบคฮยอนที่ไม่ได้สนอะไรมากนัก ขึ้นเวทีไปรับเงินมันยังให้ซูโฮขึ้นไปแทนเลย

 

 

“ดูไอจีเลยคนมาตามกี่คน”

 

“เพิ่มเป็นหมื่นกับอีกพันครับ” ชานยอลชูโทรศัพท์ให้ดูเขาเปิดสาธารณะไว้ แล้วรูปล่าสุดที่ลงก็สองเดือนก่อน

 

“ไม่ถึงสามชั่วโมงหนึ่งพัน...”

 

“งานเข้าแน่รอเลย”

 

“พี่ก็พูดไป แค่นี้เอง ... ผมจะใช้เหมือนเดิมแหละ”

 

“แล้วถ่ายแบบงานที่ติดต่อเข้ามาอ่า จะเอาใครบ้าง”

 

“ชนงานกูว่ะ” จงอินบอกออกมาเพราะติดถ่ายให้แบรนด์รองเท้าแบรนด์นึง

 

“กูวางเลยเอาชานยอลละหนึ่ง”

 

“ผ..ผม ? ถ่ายแบบอะนะครับ ไม่น่าไหว” เขาไม่เคยทำ คิดว่าทำไม่ได้หรอก

 

“อย่าพึ่งปฏิเสธ เดี๋ยวไอ้แบคช่วยสอน”

 

“งั้นโอเคครับ” ทุกคนหันมามอง

 

“ก็...ถ้ามีเพื่อนไปถ่ายก็น่าจะดีน่ะครับ”

 

 

 

ยามดึกดื่นเฉกเช่นทุกวัน ที่จะมีเราสองคนเคียงข้าง แบคฮยอนสังเกตมาตั้งแต่แรกละว่าไอ้เด็กนี่มัน

 

 

“นี่ ยิ้มอะไรวะ”

 

“ใจมันมีความสุขอ่ะครับ” ว่าแล้วก็กระชับมือเราให้แน่น

 

“มีไปเถอะ”

 

ถึงอย่างนั้นตัวเองก็แอบยิ้มเหมือนกันแหละหน่า

 

“ผมซื้อน้องหมาแล้วนะ”

 

“น้อง ?”

 

“น้องหมาคอร์กี้ที่หน้าเหมือนพี่”

 

“ส้นตีนจ้า”

 

“เจ็บ”

 

     แบคฮยอนลูบไหล่อีกฝ่ายแทนคำพูดที่อาจจะแรงไปหน่อย

 

“ตอนผมไปยืนเลือกนะ ผมก็มองๆตัวไหนเหมือนพี่ แม่งเหมือนทุกตัว จนน้องที่ผมเลือกมามองแล้ว”

 

“...”

 

“โคตรถูกใจ” มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แล้วยิ้มทะเล้นอย่างงี้อีกแล้ว แบคฮยอนดันหน้ามันออก

 

“อย่ามีอารมณ์กับน้องเพราะแค่หน้าเหมือนพี่ล่ะ”

 

“พี่อ่า”

 

 

ดูคนเราดิครับ ดูพูด.... อยากจะหยิกให้ก้นเขียว

 

 

“แล้วน้องตัวนั่นล่ะ ไม่เจอนานลืมไปเลย”

 

“เขาพาไปอยู่ในที่ดีๆแล้วครับ”

 

“อ่อ”

 

“...”

 

“ถ้าเราไปหาเราจะจำน้องได้มั้ย” ชานยอลหัวเราะออกมา น้องหมาคงมีหลายตัวแล้ว

 

“จำได้สิ เพราะน้องจะเด่นที่สุด”

 

“...”

 

“เหมือนพี่เลย”

 

“อะไร ว่าพี่เหมือนหมาเหรอ!”

 

“เปล่า ... หมายถึงเรื่องเด่นน่ะครับ”

 

“...”

 

“ต่อให้พี่จะยืนอยู่กับคนเป็นพันคน พี่ก็เด่นที่สุดในสายตาผมอยู่ดี เพราะมันมีไว้แค่มองพี่

 

“...”

 

“แค่พี่ เท่านั้น”

 

“รักมากเลยดิ”

 

“ลองมั้ยครับ จะรักมากๆให้ดู”

 

มันสู้แล้วว่ะ

 

 

 

 

 

“ห้องกว้างจัง”

 

“เดี๋ยว ทำเหมือนไม่เคยมา” แบคฮยอนหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะวางข้าวของที่ซื้อกันขึ้นมา

 

“ไม่เจอกันตั้งหลายเดือน ตอนนั้นผมจะตายอยู่แล้ว”

 

“ไหนดูสิมีเสื้อผ้าคนอื่นมั้ยน้า” ว่าแล้วก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าออก

 

“ไม่มีหรอก พอห่างกับพี่ผมก็กลับไปนอนกอดแม่ที่บ้าน”

 

พอสอบติดก็เลยขอแม่แยกออกมาอยู่ แปลกที่แม่ไม่ได้ว่าอะไร เช่าให้เสร็จสรรพ อาจจะเพราะผมทำให้แม่ภูมิใจได้มั้ง

 

 

 

แบคฮยอนได้แต่คิดว่าไอ้เด็กนี่มันตลกจัง แบคฮยอนเลยผละจากตู้เสื้อผ้าออกมากอดไปทางด้านหลัง เอาคางวางเกยไว้บนไหล่หนา

 

“คิดถึงพี่มากเลยเหรอ” ชานยอลพยักหน้าหงึกๆ

 

“มาๆให้นอนกอด”

 

แบคฮยอนทิ้งตัวลงนอนดึงอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมกอดตัวเอง ขาก็เกี่ยวกอดกันไว้แน่น

 

“มันต้องแบบนี้ครับ” พอใจ ชานยอลน่ะพอใจมากๆ

 

“เก่งมาก ยังไม่ได้ชมเลย”

 

ทั้งเรื่องสอบเข้าได้ เข้ามาเจอกันได้ ไหนจะเรื่องที่ชนะการแข่งขันอีก ... ทุกเรื่อง ชานยอลน่ะเก่งมากๆ

 

“ขอบคุณครับ เพราะพี่ทั้งนั้น” ชานยอลเขยิบเข้าไปในอ้อมกอดที่เป็นฝ่ายถูกกอด

 

 

เชื่อมั้ยถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่กล้าถามอะไร เรื่องกฎนั้น

 

“แต่เดี๋ยว แล้วไหนน้องหมาที่บอกว่าหน้าเหมือนพี่”

 

“แหะๆ อยู่บ้าน”

 

“หลอกกันนี่หว่า...หาเรื่องให้พี่ขึ้นห้องเหรอ”

 

“ใช่ครับ ไม่งั้นคงไม่ได้มานอนกด เอ้ยกอดแบบนี้” ว่าแล้วมันก็ขึ้นคร่อม ก่อนจะระดมจูบไปทั่วทั้งใบหน้า

 

จะว่าไปชานยอลนี่มันก็เหมือนน้องโกลเด้นชัดๆเลยนะ ดูตอนนี้ดิยังไม่หยุดจูบอีก

 

“เดี๋ยวๆชักจะเลยเถิดล่ะ”

 

แค่กลัวจะห้ามไม่ทันมันไหลลงไปที่คอเปิดเสื้อเขาและเอาหัวมุดมาแล้ว

 

“โอเค อาบน้ำนอนกันเถอะครับ เตรียมตัวถ่ายแบบ”

 

“ทำไมรีบนอนกลัวไม่หล่อเหรอ เห็นทุกวันก็แทบจะนอนเช้า”

 

“ครับ ถ่ายกับพี่ก็อยากหล่อในสายตาพี่หน่อย”

 

“...”

 

“เอ๋ หรือผมหล่ออยู่แล้วน้า” เท้าคางมองหน้าคนที่นอนอยู่ แบคฮยอนจ้องกลับก่อนจะผลักอีกฝ่ายออกแล้วลุกไปอาบน้ำ

 

เขาใช้ชีวิตตามปกติ ชีวิตที่มีเด็กคนนึงเพิ่มเข้ามาในชีวิต

 

 

 

 

 

 

ในชมรมวันนี้เครียดๆนิดหน่อย ไอรีนเตรียมเปลี่ยนรูปโปรโมทกับมหาวิทยาลัยอีกแล้ว ส่วนซูโฮก็บรีฟงานกับทางเอเจนซี่ที่จะให้ชานยอลกับแบคฮยอนไปถ่ายอยู่

 

“ชานยอลเรียนใช่ป่ะ จะได้รอสรุปดีเทลที่จะถ่ายทีเดียว”

 

“อืม เห็นบอกวิชานี้แปบเดียวก็ปล่อย” แบคฮยอนตอบก่อนจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับขงจื้อ

 

“เออ ไอ้คนนั้นยังตามจีบมึงอยู่ป่ะ”

 

“ไม่”

 

“...”

 

“ก็ชานยอลบล็อคไปแล้วไง” มันหัวเราะหน้าหงาย ก่อนจะทำหน้าโกรธ

 

“มันไปด่ามึงใน blog บอกมึงหยิ่ง”

 

“ก็ถูกของมันก็กูหยิ่ง ด้อนแคร์ค่า”

 

“แล้วน้องก็บล็อคให้มึงจริงจังเนอะ เหมือนผัวหวงเมีย”

 

“ก็เมียฮอต”

 

“เล่นไปเถอะ”

 

“ไรค่า”

 

“ตีอะไรกันค่าา” เป็นสาวสองพันปีนั่นเองที่เข้ามาในห้อง

 

ซูโฮยื่นชุดที่ทางนั้นเขาส่งมาที่จะให้แบคฮยอนกับชานยอลถ่าย

 

“โหมีแบรนด์เนมด้วย กล้านะ ของจริงเปล่ามึง”

 

“ถ่ายแบบจิวเวอรี่ ไม่ใช่โปรโมทร้านปลาหมึกป่ะ”

 

“น้องจะมายัง”

 

“เดี๋ยวก็วิ่งหัวเปียกมา”

 

นับหนึ่งยังไม่ถึงสิบเลย

 

“เชิญจ้า”

 

“วิ่งมาทำไม” ก็ปาร์คชานยอลมาในสภาพหัวเปียกมาเลย

 

“ผมหนีเพื่อนมา มันจะชวนไปเล่นเกมอ่ะพี่” ความจริงคือวิ่งหนีไอ้เซฮุนที่มันจะชวนเล่นบาส แต่ไม่อยากบอกมันตรงๆ ว่าพี่แบคฮยอนสำคัญกว่า ; _ ;

 

“เออเด็กวัยกำลังโตเนอะ”

 

“นึกว่าวิ่งหนีสาว คริๆ”

 

“โอ๊ย!” ใต้โต๊ะที่ไม่มีใครรู้ว่าเท้าใครที่จิกลงที่เท้าของชานยอล กับภายใต้ใบหน้าที่นิ่งสงบนั้น

 

“เป็นไรวะ”

 

“มดกัดครับ”

 

ชานยอลมองผ่านสายตาที่สื่อความหมายว่า ‘กลับไปโดนกัดคืนแน่’

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันถ่ายแบบของเรามาถึง เป็นบรรยากาศที่ดูจริงจังมาก เราเหมือนประกอบอาชีพกันเลย ทุกคนไม่รอช้าที่จะเริ่มละเลงหน้าเรา

 

ผมได้แต่งหน้าด้วย ... มันจะออกมาตลกมั้ยวะ

 

แต่คนที่เคยนั่งข้างๆที่แต่งเรียบร้อยแล้วกำลังโพสต์อยู่หน้ากล้องเนี่ยดิ ไร้ที่ติเลย

 

มีแต่คำว่าน่ารักลอยรอบตัวอ่ะ ผมจะบ้า

 

 

ระหว่างนั่งรอสลับเข้าไปถ่าย ผมนั่งกินขนมอยู่กับพี่ไอรีนที่มาช่วยคุมวันนี้ ไม่รู้จะชวนคุยอะไรเลยขอถามเรื่องพี่แบคฮยอนซักหน่อย

 

 

“พี่แบคฮยอนเรียนเก่งจริงเหรอครับ” ไอรีนที่เคี้ยวอยู่พยักหน้าแทนคำตอบ

 

“ไม่อยากจะเม้าท์ แต่มันเก่งจริงๆแบบมีพรสวรรค์อ่ะ”

 

“...”

 

“ตอนปีสองใช่ป่ะลงสแตทกันรู้ใช่มั้ยว่าคณิตยากพี่ก็ไม่ชอบเว้ย ตอนแรกพี่ก็ไม่รู้ว่ามันชอบไม่ชอบ แต่มันเข้าเรียนสามครั้งถ้วนทั้งคลาส มาเข้าวันแรก วันสปอยล์กับติวข้อสอบ มาสอบ...”

 

“แต่มันเอนะ ส่วนพี่เรียนทุกคาบบีบวกค่า”

 

ชานยอลหัวเราะไปกับเธอ แอบแซวไปว่านี่ขนาดไม่อยากจะเล่านะเนี่ย

 

“แล้วก็เศรษฐศาสตร์ พี่เคยเลือกไปลงเสรีกับมันด้วย โอโหยากมาก พี่ถามว่ามันเรียนไปได้ไง แต่รู้มั้ยมันเอทุกตัวนะ เห็นมันแบบนั้น”

 

“แม้จะเป็นอะไรที่มันไม่ชอบ เอ่อ... คือ พี่ไม่ควรพูดน่ะ”

 

“อ่อ ไม่เป็นไรนะพี่ๆ”

 

“มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของมันที่มันเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์”

 

เธอทำหน้าหงอย เป็นเรื่องเดียวเลยมั้งที่ทำให้มันกลายเป็นคนนิสัยแบบนี้ ไม่ใช่ว่านิสัยไม่ดีนะ แต่เป็นนิสัยไม่สนใจโลก... มันเหมือนขาดความอบอุ่นแต่ไม่แสดงออก เราถึงต้องอยู่ข้างๆมัน

 

มันจะเลือกคนที่จะอยู่กับมัน คนที่มันคิดและเลือกแล้วว่าจะทำให้มันมีความสุข

 

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ” เธอไม่รู้ตัวว่าน้ำตาคลอเบ้า

 

“อ่า น้ำตาเทียมพี่คงหยอดเยอะไปสินะ”

 

 

 

“เม้าท์ไรกันสองคน”

 

“เม้าท์มึง เสร็จแล้วใช่มั้ย” ไอรีนดันตัวชานยอลให้ออกไปเตรียมตัวถ่ายบ้าง สรุปคือเป็นการแบบแยกกัน

 

 

จนผ่านไปเกือบสิบห้านาทีการถ่ายแบบของชานยอลก็จบ ก่อนจะต่อรอบที่สองอีกยี่สิบนาที แต่พอเสร็จออกมาก็ไม่เห็นทั้งสองคน

 

อาจจะออกไปหาอะไรกินกันมั้ง

               

ชานยอลเดินหนีออกมาข้างบนดาดฟ้าของตึก หยิบบุหรี่ติดมาด้วยมวนนึงตอนแรกก็จะไม่สูบหรอก ก่อนจะเริ่มจุดมัน

 

เขาเองกลับมานึกถึงเรื่องที่พี่ไอรีนเล่า คงมีอะไรซักอย่างที่เป็นเรื่องลำบากใจของพี่แบคฮยอน ถ้าเราเป็นมากกว่านี้แล้ว ตัวเขาเองจะมีสิทธิรับรู้เรื่องพวกนั้นบ้างมั้ยนะ

 

 

จนสายตาดันไปสะดุดกับใครบางคน

 

 

 

“มาแอบสูบอยู่ตรงนี้ รายงานที่กองดีมั้ย”

 

แบคฮยอนไม่ได้ออกไปกับพี่ไอรีน แต่กลับมานั่งหลบอยู่หลังแท็งค์น้ำกับบุหรี่ในมือเหมือนกัน

 

คนถูกว่าไม่ได้สะทกสะท้านหลังจากขึ้นมาสูบบุหรี่บนดาดฟ้าของตึกที่ถ่ายทำงานวันนี้

 

“เดี๋ยวคนอื่นก็ขึ้นมาตามถูก แบบที่นายมาถูกนี่ไง”

 

          ผมไม่อยากให้เขาสูบมันเลย

 

“เลิกสูบครับ”

 

มือนั้นตรงเข้าไปผลักบุหรี่ให้ตกลงสู่บนพื้น พร้อมเท้าของคนที่จงใจขยี้มันจนป่นปี้

 

คนพี่มองตาขวาง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายตาเจ้าเล่ห์

 

“ติดให้มีอะไรมาอยู่ที่ปากอ่ะ” เจ้าตัวเคยบอกว่าลดมันอยู่

 

“...”

 

“ทำมันตกแล้ว ก็ชดเชยหน่อยสิ”

 

“...”

 

“รู้ไม่ใช่เหรอว่าต้องทำยังไง”

 

 

“... ขยี้ปากพี่จนพี่ต้องร้องขอชีวิต ใช่มั้ยครับ”

 

“อย่าช้า ไอ้น้อง”

 

 

ร่างกายแบคฮยอนถูกดันจนติดกับกำแพง เหมือนตัวเองแทบจะฝังลงไปอยู่แล้วถ้าไม่มีมือที่เลื่อนมาโอบกั้นไว้อีกทีนึง พร้อมริมฝีปากที่บดเบียดเข้ามาอย่างคนกระหาย เสียงของจูบดังออกมาในคราวที่ทุกอย่างกำลังเงียบ มือของแบคฮยอนเลื่อนโอบรอบคอพร้อมใช้ลิ้นเกี่ยวกระหวัดกัน ดูดดึงเข้าหา ค่อยๆคลายออกอย่างเชื่องช้า อมยิ้มให้กับมัน โหยหาเข้าปะทะกันเหมือนคลื่นกับทรายพร้อมจะละลายเข้าด้วยกัน

 

เราผละออกมาช้อนสายตามองกันอย่างหยั่งเชิง ก่อนปากที่เจ่อมีสีแดงฉ่ำจะเอ่ยออกมา

 

“ไม่เคยพอหรอก”

 

 

“ไปทำงานต่อได้แล้ว”

 

“บอกตัวเองเถอะครับ”

 

 

 

 

เราลงข้างล่างแล้วก็เจอไอรีนยืนทำหน้ายักษ์ใส่อยู่

 

 

“ไปไหนกันมา ห๊ะ!”

 

“ชานยอลหลงทาง”

 

“ว่าไงนะ”

 

“มันเดินขึ้นไปบนดาดฟ้านู่น”

 

“แน่ใจนะว่าชานยอล” แบคฮยอนพยักหน้าก่อนจะเดินไปดันไหล่เธอให้เดินไปด้วยกัน เพื่อเช็ครูปด่านสุดท้าย

 

 

แล้วการถ่ายทำวันนี้ก็จบลงแบบที่คิดว่าคุ้มเกินคุ้ม กับอะไรที่คาใจเยอะเหลือเกิน...

 

 

 

 

 

 

 

พี่แบคฮยอนไม่ได้มาที่ห้องผมทุกวันหรอก ผมชวนนะ เพราะผมอยากอยู่กับเขาทุกวัน แต่ก็โดนปฏิเสธตามระเบียบ ทำไงได้อ่ะ

 

อยากมาเมื่อไหร่บอกผมนะ :-(

 

 

จนวันนี้วันอาทิตย์ สองวันแล้วที่เราไม่ได้คุยกัน ตั้งแต่แยกย้ายกันเมื่อตอนถ่ายแบบ เขาเองก็จมปลักไปกับการทำเพลงกับเพื่อนในสายดนตรีนี้อยู่

 

(เดี๋ยวนี้ทำเพลงแอบรักเก่ง)

 

“ฟีลมันมาพี่”

 

(ค่ายติดต่อมาอีกมั้ย)

 

“ยังเลยครับ”

 

(ทำไม ไปแอบชอบใคร)

 

“มากกว่าแอบชอบแล้วพี่ เขารู้แล้ว...”

 

(แล้ว?)

 

“...เห้อ”

 

 

     ว่างเปล่า ในหัวผมน่ะ

 

(ไปดื่มกัน)

 

“ไปครับ!”

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้มีประชุมงานประจำเดือน เรานัดเข้าประชุมกันสิบโมงเช้า เอาวันและเวลาที่ทุกคนจะว่างตรงกัน ตอนนี้รุ่นพี่มากันครบแล้ว

 

ยกเว้น

 

“โทรตามก็ไม่ติดเหรอ” ซูโฮให้เวนดี้โทรตามชานยอลเป็นสิบสาย แต่ก็ไร้คนรับ

 

“ถ้าสิบโมงครึ่งยังไม่มา กูปลดออก”

 

“เห้ย ใจเย็น น้องมันอาจจะติดอะไรหรือเปล่า”

 

ตัวเขารู้ว่าเมื่อคืนชานยอลไปไหนและไปทำอะไรมา แม้มันจะไม่ได้ลงโซเซียล แต่มันนั่นแหละเป็นคนโทรหาเขาเองตอนเมาและบอกทุกอย่าง

 

     ตอนนี้คงยังไม่ตื่น

 

“มันเสียเวลา เดี๋ยวจงอินมีเรียนตอนบ่ายนี่ ไหนจะกินข้าวอีก”

 

 

บรรยากาศเงียบสงัดยามที่ประตูเลื่อนของห้องประชุมถูกเปิดออก เสื้อผ้าที่แต่งไม่เรียบร้อยกับบีนนี่ที่คลุมผมยุ่งๆเอาไว้

 

“อธิบายมา” เสียงเด็ดขาดของแบคฮยอนเอ่ยขึ้นคนแรก

 

“ผมออกไปกินเหล้าเมื่อคืนจนเมา ทำให้ตื่นสายครับ” ปาร์คชานยอลก้มโค้งเพื่อขอโทษอยู่แบบนั้นราวหนึ่งนาที

 

“โอเค นี่คือครั้งแรกอย่าให้เกิดขึ้นอีก” ซูโฮลุกขึ้นไปบอกด้วยเหตุผล

 

“โตแล้วควรมีวุฒิภาวะความรับผิดชอบมากกว่านี้หน่อย”

 

ซูโฮให้ชานยอลมานั่งข้างแบคฮยอนที่ทำหน้านิ่งจนหน้ากลัว

 

 

“เริ่มนะ งานเดือนนี้ที่ได้รับมามีน้อยกว่าทุกครั้ง จะมีแค่ส่วนของจงอินถ่ายแบบแค่นั้น กับไอรีนถ่ายให้กับมหาวิทยาลัย”

 

“...”

 

“เดือนนี้ก็คงจะได้กลับไปตั้งใจเรียนกันนะ พวกปีสุดท้าย”

 

“เห้ย! อย่าเครียดดิ” ไอรีนตบไหล่ชานยอลที่เอาแต่ก้มหน้า คิ้วขมวดตลอดเวลา

 

“แค่เป็นคนแรกที่ทำแบบนี้เอง ฮ่า”

 

“ขอโทษนะครับ”

 

“จบแล้วใช่ป่ะ กูออกไปซื้อกาแฟก่อนนะ”

 

 

ชานยอลลุกเดินตามออกมา ก่อนจะวิ่งไปเดินข้างๆ

 

“...ผมขอโทษ”

 

“รู้แล้ว เลิกพูดซักที”

 

“ผู้หญิงเป็นรุ่นพี่ที่ทำเพลงด้วยนะครับ ผมให้พี่ดูรูปได้” แบคฮยอนหยุดเดิน ก่อนจะหันมาจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิด

 

“พี่กำลังหงุดหงิด อย่ามาเซ้าซี้ตอนนี้”

 

แค่นั้นชานยอลก็หยุดเดินตาม เขารู้สึกผิดหวัง มันโหวงไปหมดเลย

 

ฝ่ายคนที่ไปหงุดหงิดใส่ก็ต้องหงุดหงิดอีกรอบ...น้อยใจเหรอ ทำไมไม่ตามมาอีก โธ่เอ้ย

 

 

“มานี่ แล้วเลี้ยงกาแฟด้วย” แบคฮยอนเดินกลับมาดึงแขนอีกฝ่ายให้เดินตาม จากที่ก้มหน้าเป็นหมาหงอยก็ยิ้มกว้างออกมาได้ทันที

 

“ครับ จะเลี้ยงอเมริกาโน่ตลอดชีวิตเลย”

 

 

เราได้มานั่งกันอยู่ในร้านกาแฟ ชานยอลขออธิบายเรื่องที่แบคฮยอนเข้าใจผิดให้ฟังอีกหน

 

“เธอชื่อพี่แอนนี่ครับ ลูกครึ่งออสเตรเลีย ทำเพลงเก่งมาก พอดีเขากลับมาเลยนัดเลี้ยงอ่ะครับ”

 

“...”

 

“มีผู้หญิงอีกสองคน ...”

 

“พอ พี่ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น แค่อย่าทำอีกก็พอมันดูไม่ดี ที่รุ่นพี่ต้องมานั่งรอรุ่นน้อง”

 

“ครับ”

 

“ไอ้หมาเอ้ย”

 

 

 

 

ฝั่งของห้องชมรม ที่ไม่รู้ว่าเจ้าชานยอลที่ตามแบคฮยอนออกไปจะโดนอะไรบ้าง

 

“ไปกันนานเลย มึงคิดว่าจะรอดมั้ย”

 

“แบคฮยอนมันเล่นน้องใหม่แน่”

 

แต่ผ่านไปอีกซักพักทั้งคู่ก็กลับมา

 

 

“กาแฟ ซื้อมาฝากค้าบ” ทุกคนมองหน้าสองคนที่พึ่งเข้ามาด้วยความรู้สึกแตกต่าง

 

ไอ้ชานยอลยิ้มแฉ่ง ส่วนแบคฮยอนเดินเข้ามานั่งข้างๆซูโฮเหมือนเดิม

 

 

“อ้าว นึกว่าน้องชานยอลจะโดนด่า ไหงกลับมาหน้าระรื่นเชียว”

 

“กูใจดีจะตาย”

 

 

ถ้าสิบโมงครึ่งยังไม่มา กูปลดออก หมาตัวไหนมันพูด” แบคฮยอนปาถุงขนมปังใส่ซูโฮ

 

“ของกินใครเขาให้ปากัน โว้ะ”

 

 

 

 

 

เหมือนเดิม เขามาอยู่ที่ห้องของผม มีผมที่นั่งมองเขาดูการ์ตูนตาไม่กะพริบ

 

“คิดว่าพี่จะโกรธจริงๆนะเนี่ย”

 

“หงุดหงิดเฉยๆ แต่ตอนนี้หายแล้ว”

 

“มีอะไรหลายอย่างที่อยากรู้เกี่ยวกับพี่เยอะเลย”

 

“ถามดิ”

 

“ทำไมน่ารักจัง”

 

“เห้อ ไปถามแม่นะ” แบคฮยอนเน้นคำนั้น ก่อนจะเขยิบไปนั่งข้างๆดึงอีกคนเข้ามากอด

 

“แต่แม่ตายแล้ว นายห้ามไปถามนะ”

 

“พี่มีเรื่องเครียดๆเยอะมั้ยครับ ให้ผมแบ่งมันมาได้มั้ย...”

 

“...”

 

“ช่วยไม่ได้ แต่อยู่ข้างๆพี่แบบนี้ได้นะ”

 

“อยากมีลูก ช่วยหน่อย”

 

“พี่อ่า”

 

             ไม่เคยที่จะจริงจังได้เลย

 

“เห้อ พี่ทะเลาะกับที่บ้านหนักเลย เลยออกมาอยู่ข้างนอก”

 

“...”

 

“เหตุผลก็เพราะแม่ไม่ชอบสิ่งที่พี่อยากจะเรียน แต่พี่ก็มาเรียนเศรษฐศาตร์แล้วนะ หลังจากนั้น”

 

แบคฮยอนกลืนก้อนสะอึกลงไป ก่อนจะถอนหายใจ

 

“ทั้งพ่อและแม่ก็รถคว่ำ .. ป้าพี่ก็จัดการทุกอย่างเป็นชื่อตัวเอง”

 

“...พี่ได้ฟ้องมั้ย”

 

“อืม ชนะ แล้วเขาก็ฆ่าตัวตาย” ชานยอลกระชับอ้อมกอดนั้นแน่นขึ้นอีก

 

“โอเค ผมรู้แล้วครับ รู้แล้วเนอะ”

 

“เป็นเพราะพี่...”

 

“ไม่หรอกครับ พอเนอะผมไม่อยากรู้แล้ว”

 

แบคฮยอนกลับยิ่งพูดต่อออกไปอีก ชานยอลก็เอาแต่บอกให้พอ พูดไปทั้งที่น้ำตาก็ไหลออกมา จึงจบมันด้วยจูบที่ปลอบประโลม

 

“ผมรักพี่นะ”

 

 

 

ตอนเช้าแบคฮยอนมีเรียนก่อนเลยออกมาก่อน เมื่อคืนเผลอร้องไห้หนักเฉยเลย ทั้งที่ไม่เคยอยากให้ใครมาเห็น

 

“แฮ่ เหม่อไร”

 

“จงอิน มาทำไมแต่เช้า”

 

“มานอน เปลืองไฟที่คอนโด”

 

“มึงนี่เนอะ

 

“แล้วไม่เรียนเหรอ” จงอินเงยหน้าดูตารางเรียนอีกคน

 

“เข้าไปเช็คชื่อแล้ว”

 

“เออดี สมกับเป็นพี่”

 

“เดี๋ยวมีอะไรจะบอก” แบคฮยอนบอกจงอินก่อน

 

“ท้องเหรอ”

 

“พ่อมึงจ้า”

 

เรื่องที่จะรอบอกทุกคนก็เรื่องงานใหม่อ่ะแหละ...

 

 

 

 

“มึงตอบรับงานถ่ายอาหารหมาเหรอ”

 

เรื่องช็อคเช้านี้ของเธอเลย...

 

“อืม” ไอรีนเหวอกิน มองหน้าคนอื่นที่ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้

 

“เกิดอะไรขึ้นกับมึง” เธอเอามือมาอังหน้าผากของแบคฮยอน

 

“ก็ช่วยน้องใหม่ไง เพื่อนมันพึ่งเปิดร้าน เศรษฐกิจแบบนี้อีก”

 

“แล้วมึงเป็นหมาเหรอ!!!”

 

“จะตะโกนทำไมเนี่ยพี่” เวนดี้ที่หาเสื้อผ้าอยู่ถึงกับหันมางง

 

“ก็พี่งง”

 

“ก็พี่แบคฮยอนก็ชอบหมา ไม่แปลก”

 

“แล้วของดีหรือเปล่า ถูกต้องตามหลักกฎหมายมีอะไรรับประกันมั้ย”

 

“ชิมยัง”

 

“กวนตีนนะไอ้ซูโฮ”

 

ไม่มีใครเข้าใจมันง่ายๆหรอก มันเป็นคนทำอะไรที่บางทีเราก็ไม่คาดคิดอยู่แล้วนั่นแหละ

 

“ปล่อยมันเถอะ เดือนนี้งานก็น้อยอยู่แล้ว”

 

ซูโฮหันไปมองคนที่นั่งแคะเล็บ ก่อนจะมองหาน้องใหม่ที่ตอนนี้ยังไม่เห็น

 

“ชานยอลไปไหนอ่ะ”

 

“เรียนไง” แบคฮยอนตอบทันควัน

 

“รู้ดี”

 

“ตารางเรียนก็แปะอยู่มึงนี่ก็นะ”

 

“ต่อยกับกูมั้ย”

 

“ไป”

 

“...”

 

“ไปกินข้าวเถอะกูหิว”

 

 

 

 

ง่ายๆก็คือแบคฮยอนตอบรับงานถ่ายโฆษณาอาหารน้องหมาให้เพื่อนในคณะของชานยอล เราคุยกันเมื่อคืน

 

ตอนนี้ที่มหาวิทยาลัยมีโครงการสนับสนุนนักศึกษา โดยสามารถมาขายของ ขายงานอาร์ต งานศิลป์ อาหาร บลาๆๆๆ ชานยอลเลยพูดเรื่องนี้ให้ฟังเมื่อคืนเกี่ยวกับเพื่อนในคณะ เขาเลยแนะนำเพจนี้ไปเผื่อปีหนึ่งอาจจะยังไม่รู้ข้อมูล

 

แต่ก็บอกว่าเพื่อนคิดคอนเท็นไม่เป็น ไม่รู้จะโปรโมทยังไง แบคฮยอนเลยพูดเล่นๆไปว่าจะไปถ่ายโปรโมทให้ สรุปมันรีบโทรไปบอกเพื่อนตอนเกือบจะเที่ยงคืนเลย แล้วทางนั้นคงโอเค

 

ก็แค่นี้แหละที่มา

 

 

 

“ดีใจแทนเพื่อนเลยค้าบ” ทันทีที่ชานยอลเข้ามาในห้อง เขาก็บอกเลย

 

“งั้นงานนี้ให้ชานยอลช่วยอะไรอ่ะ ประสานงานเองเลยใช่ป่ะ ไม่ต้องผ่านรีน”

 

“ทำได้มั้ย” แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นไปถาม

 

“ได้ครับ”

 

“งั้นช่วยคุยกับเพื่อนเรื่องคอนเซ็ปต์ ต้องการแบบไหน ประมาณไหน ไม่ก็ขอดูผลิตภัณฑ์ด้วย”

 

 



มันเป็นงานง่ายๆแค่ถ่ายรูปไม่กี่รูป ถ่ายกับน้องหมา เอาไปตัดต่อก็จบ แบคฮยอนไม่ได้ซีเรียสว่าต้องจ่ายค่าตัวให้ แค่ขอให้เขาเอาอาหารไปให้น้องๆที่ถูกทิ้งตามมูลนิธิบ้างแค่นั้นก็พอ

 

“พี่นี่น่ารักจริงๆเลย”

 

 

“ไง กูเห็นรูปละนะ หวานมาก” จงอินเดินถือโบรชัวร์เข้ามา

 

“ซื้อมาด้วยเหรอ”

 

“เนี่ย การตลาดป่ะกูซื้อเพราะพรีเซนเตอร์เลยนะ”

 

ก่อนที่คนอื่นจะเดินตามกันเข้ามาแซวยกใหญ่ อะไรหนักหนาแค่เปลี่ยนลุคให้ดูอ่อนโยนลงบ้างแค่นั้น

 

มันกลับมาพร้อมของกินเต็มมือเพราะไปเดินงานของมอกันมา ตัวเองอ่ะเหรอ...ขี้เกียจ

 

“ไม่ใช่ว่ามึงเขินเหรอ”

 

“กูร้อน”

 

“เชื่อป่ะ เดี๋ยวติดต่อมึงมาอีกเยอะแน่ เวนดี้เตรียมรับโทรศัพท์เลย” ไม่ทันขาดคำ เวนดี้หันมาให้ยิ้มกับจงอินที่พึ่งพูดหยกๆ

 

 

 

“เสื้อผ้าค่า สตรีทอ่ะ พี่ได้ ชานยอลได้อีกแต่เขาระบุแค่พี่แบคอ่ะ”

 

“อืม ได้หมดค่ะ คุยดู”

 

 

 

 

งานแบคฮยอนเข้าอีกครั้ง ครั้งนี้ชานยอลขออาสาไปด้วยเพราะอะไรน่ะเหรอ

 

“เหมาะกับหน้าร้อน ฮอตๆ”

 

“กูควรออกกำลังกายเพิ่มละ จะได้ฟิต” ทุกคนต่างคุยเล่นกันไปเรื่อย แต่กลับมีคนนึงที่อารมณ์ดูจะต่างออกไป

 

“เห้ย เป็นไรนั่งคิ้วขมวด” ซูโฮแกล้งสะกิดชานยอลที่แสดงท่าทีแบบนั้นจริงๆ

 

“อ..อ่อ คิดว่าพรุ่งนี้จะเข้าเรียนดีมั้ยครับ”

 

“โห ในสมองมีแต่เรื่องเรียนเหรอ ไม่คุยด้วย”

 

“เอองั้นสรุปเลยนะ เซตถ่ายแบบแบคฮยอนแก็งเดิม”

 

 

 

พอถึงเวลากลับบ้าน ชานยอลก็รีบเดินตามมาก่อนจะทำหน้าคว่ำใส่

 

“อะไร”

 

“โป๊แน่เลย”

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก ตราบใดที่ไม่ให้เหลือแต่กางเกงใน”

 

 

ข้างในชมรมเริ่มสังเกตว่าสองคนนี้ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่

 

“เดี๋ยวนี้เดินกลับบ้านด้วยกันบ่อย”

 

“หลายครั้งละกูเห็นตั้งแต่แรกๆ โดนด่าจนคุยกันได้มั้งน้องชานยอลอ่ะ”

 

“ขนาดแค่แบคฮยอนถ่ายแบบยังยอมโดดเรียนขอไปด้วยเลย”

 

“ติดพี่ล่ะมั้ง”

 

 

 

 

 

 

นี่คือเหตุผลที่ผมต้องมาด้วย ที่นี่มีทีมงานผู้ชายก็เยอะ (ทุกทีก็เยอะแบบนี้) แต่ครั้งนี้มันเยอะกว่าเดิม

 

แค่ชุดแรกผมก็หงุดหงิดแล้ว เขาเดินออกมาด้วยเสื้อกล้าม โคตรขาว พี่ไอรีนช่วยจับเซตทรงผม ส่วนผมไปยืนบังเพราะมีผู้ชายอยู่ข้างหลังเขา

 

“ชานยอล เป็นอะไร”

 

“มาช่วยดูด้วยครับ... ทำไมพี่ไม่ใส่เสื้อเอาไปพาดบ่าทำไม”

 

“ก็ร้อน เข้าฉากค่อยใส่”

 

“หวงมันเหรอ”

 

“ครับ เอ้ย! ไม่ใช่ครับเดี๋ยวเสื้อนอกยับ รีบใส่ครับ” ทั้งไอรีนและแบคฮยอนหัวเราะ ก่อนที่แบคฮยอนจะเดินเข้าเฟรมไป

 

 

“งั้นพี่ฝากเฝ้าต่อหน่อย เอากาแฟมั้ย”

 

“เอาครับ” รู้สึกผิดมากอยากอาสาไปซื้อให้เธอนะ แต่...คนทางนี้ก็ไม่อยากให้คลาดสายตาเลย

 

“ผมเลี้ยงได้มั้ยครับ”

 

“ห๊ะ ทำไมอ่ะ ไม่เป็นไรหรอกเฝ้ามันไปนะ”

 

 

ตาผมแทบไม่กะพริบตอนที่พี่แบคฮยอนถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วก้มลงกับโต๊ะกระจก แขนเสื้อมันหล่นมาข้างนึง ไอ้ตากล้องก็ช้อนเข้าไป

 

ผมอยากตะโกนว่าหยุด... แต่คงไม่มีใครหยุดหรอกนอกจากส้ม

 

 

กระทั่งถ่ายจบ อีกฝ่ายก้มโค้งให้ทุกคนอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินเข้ามาในห้องน้ำ ผมเลยตามมาด้วย

 

 

“ใครให้พี่ถอดเสื้ออ่า”

 

“ก็คนที่บรีฟไง”

 

“อย่ากวนผม”

 

เขารู้ว่าพี่แบคฮยอนอยากจะถอดเอง

 

“กวนอะไรของนายเหรอ กวนใจ ?” ว่าแล้วก็แกล้งแหย่ไปตามอกไล่ลงมาเรื่อยๆจนถึงขอบเข็มขัด

 

“พี่อ่าาาา” แบคฮยอนชอบทำให้ชานยอลสติแตก

 

“พี่ก็บอกเขาได้ไม่ใช่เหรอว่ามันโป๊อ่ะ มันนอกเหนือที่คุยกันไว้” เขาขำให้กับคนขี้หวง ก่อนจะเงียบและพูดออกไป

 

“เป็นอะไรกันมาหวงห๊ะ”

 

แต่ไม่รู้หรอกว่ามันจี้จุดในใจชานยอลขนาดไหน จุดในใจที่อยากถามมานานและเจียมตัวอยู่เสมอ

 

“เป็นคนที่จีบพี่ ที่ไม่รู้จะได้เป็นมากกว่าคนที่ตามจีบมั้ยไง”

 

ชานยอลพูดรัว ก่อนจะเดินออกไปเลย แบคฮยอนเองก็เดินตามออกมาแต่ไม่ทัน

 

 

“ทะเลาะกันเหรอ มันเดินออกไปไหน” ไอรีนเดินเข้ามาดูเพราะหาทั้งคู่ไม่เจอ

 

“กลับบ้านมั้ง”

 

“ก็ว่านะ...หน้าตาดูไม่พอใจ”

 

 

“ไม่ได้ขู่อะไรน้องมันแน่นะ”

 

“...เปล่า” แต่ดันไปย้ำรอยเดิมอ่ะดิ

 

 

“ยิ่งนายเข้าข้างชานยอลก็ยิ่งเอาแต่ใจ เด็กอ่ะเนอะ”

 

 

“มึงเป็นไรเนี่ย มันด่าเหรอหน้าหงอยเชียว” แปลกที่มันก็ดูหงอยลงไปเลย เหมือนไม่สบายใจ?

 

“กู?”

 

“เออ”

 

 

ผมคงยังไม่ชัดเจนซักทีมั้ง

 

 

“รีน...”

 

“หื้ม”

 

“มึงเคยมีแฟนเด็กกว่ามั้ย”

 

“ไม่อ่ะ กูชอบคนโตกว่าแต่ก็มีเด็กมาจีบนะหล่อเลยแหละ”

 

“...”

 

“กูสวยมั้ย”

 

แต่แบคฮยอนก็เงียบเหมือนไม่ได้ฟัง

 

“เอ่าเงียบ”

 

“ถ้าตกลงคบเด็กจะดีมั้ยวะ”

 

ผมไม่เคยให้สถานะเขาชัดเจนเลย ไม่เคย ไม่แม้แต่จะบอกให้ใครรู้ด้วย

 

“เดี๋ยวก่อนนะ” เธอเดินมาจ้องหน้าเพื่อนตัวเอง

 

“มึงหมายความว่ายังไง”

 

“...”

 

“คงไม่ใช่แบบที่กูคิด...ใช่มั้ย”

 

ผมกับเธออยู่ด้วยกันมาจนตอนนี้ก็ปีที่สี่แล้ว

 

“มึงนี่นะ” เธอตีผมก่อนจะยิ้มออกมา

 

 

เห้อ

 

 

 

ชานยอลไม่เคยงอนผม จะมีแค่นิดๆหน่อยๆแต่ไม่เคยหายไปนานขนาดนี้

 

“พรุ่งนี้วันเกิดแบคฮยอน ไปเลี้ยงที่เดิมกัน”

 

“กูไม่ไปได้มั้ย”

 

“เอ่า แต่วันเกิดมึงนะ” ซูโฮเดินมานั่งข้างๆ ก่อนจะเอาเหล้ามาอ้าง

 

“โทรบอกชานยอลจ้า”

 

“ไม่รับอ่า น้องมันมีสอบเก็บคะแนนป่ะเห็นวันไหนพูด”

 

“เออ เดี๋ยวค่อยบอก”

 

 

จนถึงช่วงเย็นก็ยังไม่มีใครได้เจอชานยอล แบคฮยอนเลยตัดสินใจ เขาเรียกทุกคนให้กลับมาที่นี่อีกครั้ง แจ้งไปว่าเรื่องด่วนแต่ไม่ได้บอกในกรุ๊ป...

 

“ว่า?” ซูโฮมันมาคนแรก ก่อนจะตามมาด้วยรีนและเวนดี้ ที่ต่างพากันงง

 

“อ่ออออ” เธอยิ้มออกมาพอจะรู้แล้วแหละ

 

“มากับครบยัง”

 

“ยัง ขาดไอ้น้องชานยอล”

 

“เออ ไม่เป็นไร”

 

“ห๊ะ เรื่องไรวะมึงจะไล่น้องออกเหรอ”

 

“ไล่มึงนั่นแหละ”

 

“อ่ะๆ ฟังมัน” ไอรีนรีบบอกเพราะดูเพื่อนจะร้อนรนอยากบอกจะแย่แล้ว

 

แบคฮยอนสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงดัง

 

“คือ...กู”

 

“...”

 

“กูชอบชานยอล”

 

 

“ห๊ะ!”

 

พวกเราทั้งหมดอุทานพร้อมกันเสียงดัง ก่อนจะพากันเงียบไป

 

“กูเลยอยากจะให้พวกมึงตัดสินใจ ถ้าตามกฎ...” แบคฮยอนจริงจัง

 

“เดี๋ยวๆ...นี่มันยังไงวะ”

 

“ก็กูชอบน้องก่อน ชอบจนทนไม่ไหว”

 

“...”

 

“กูยังไม่เข้าใจตัวเองเลย”

 

“มึงพึ่งเจอน้องไม่กี่เดือนเองนะ” แต่แบคฮยอนกลับหัวเราะก่อนจะส่ายหน้า

 

“ไม่หรอก เจอมาเป็นปีแล้ว”

 

“นี่มันอะไรกันคะเนี่ย” เวนดี้เองก็อยากรู้

 

“เจอกันปีที่แล้วตอนที่เราไปถ่ายงานอะไรซักอย่างหลังมอ แล้วไปกินข้าวกันต่ออ่ะ กูเจอน้องหมาใช่มั้ยมันน่าจะหลงกับแม่มัน แล้วน้องก็มากูคิดว่าหมาน้อง แต่ไม่ใช่ ตอนนั้นเลยได้คุยกัน”

 

“ปิ๊งเลยเหรอ”

 

“เปล่า แค่พอเจอบ่อยขึ้นๆจนมาถึงตอนนี้ยิ่งชัดว่ะ”

 

“ไม่อยากเชื่อ พรหมลิขิตเพราะน้องหมา”

 

“อืม แค่นี้แหละที่กูอยากบอก พวกมึงจะยังไงก็ลองปรึกษากันดูนะ”

 

“แล้วน้องรู้มั้ย”

 

“กูแสดงออกนะแต่ไม่เคยพูดตรงๆแบบนี้”

 

“แล้วทำไมไม่บอกน้องก่อน” จงอินถาม คนอื่นก็เห็นด้วย

 

“คงงอนกูอยู่อ่ะ เดี๋ยวค่อยว่ากัน”

 

“ไปห้องกันบ่อยแล้วแหละ” ไอรีนพูดแทรกขึ้นก่อนจะทำหน้าตาล้อเลียน

 

 

พวกเขารู้ดีเรื่องกฎของชมรมมันมีมาหลายปีแล้วก็ยังไม่เคยมีใครผิดกฎ แต่แบคฮยอนก็แหกกฎไปแล้ว ตั้งแต่รู้ว่าน้องมันได้เข้ามาอยู่ในชมรมนี้

 

ไม่สิ ชอบตั้งนานแล้วแต่ไม่เคยบอกจริงจัง ไม่เคยบอกใคร แม้การกระทำจะแสดงออกกับชานยอลมากมาย แต่เขาก็ไม่เคยพูดมันตรงๆซักที

 

 

 

 

 

 

พรุ่งนี้วันเกิดแบคฮยอน ไปกินขาวกันที่ร้าน xx ตอนสามทุ่มนะ!’

 

ชานยอลดีดตัวขึ้นมาเมื่อเห็นข้อความจากพี่เวนดี้

 

 

“เวรเอ้ย! ลืมได้ไงวะ จะเตรียมอะไรทัน” ปีที่แล้วก็ไม่ทันเพราะไม่รู้ ปีนี้ก็ลืมซะได้เพราะมัวแต่งอน

 

“แม่งเอ้ยยย”

 

ผมรีบวิ่งออกไปร้านทำเค้กที่รู้จักตอนสั่งทำให้รุ่นพี่ที่ทำเพลงด้วยกัน ไปอ้อนวอนให้เขารีบทำก่อนสามทุ่มพรุ่งนี้เพราะจะเอาไปเซอร์ไพร์สพี่แบคฮยอน

 

มัวแต่รีบและเตรียมนู่นนี่ จนเวลาผ่านไปรุ่งเช้า ชานยอลรีบตื่นขึ้นมาแล้วออกไปซื้อดอกไม้ เข้า blog ของมหาวิทยาลัยมีคนมาอวยพรพี่แบคฮยอนเต็มเลย

 

และลืมทำทุกอย่างกระทั่งตอบข้อความของพี่เวนดี้...

 

 

 

 

 

 

 

“น้องอ่านนะ แต่ไม่ตอบ”

 

“อืม ตามนั้น” จงอินตบบ่าอีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจ เรากำลังไปที่ร้านกันแล้ว

 

บรรยากาศครื้นเครงตามปกติ เดินเต้นเข้าไปตามจังหวะเพลง เครื่องดื่มก็พร้อมเต็มโต๊ะทั้งอาหารด้วย

 

 

“แล้วถ้าน้องไม่มาอ่ะ”

 

“ก็ ไม่มา ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยไปบอก”

 

ทั้งที่ความจริงลึกๆแล้ว วันเกิดเขาวันนี้ก็อยากให้มีชานยอลอยู่ด้วย

 

“มึงอยากบอกน้องวันนี้ด้วยนี่”

 

“เห้อ ถ้าน้องไม่งอนมึง มึงก็ไม่คิดจะบอกมันเลยว่างั้น”

 

“หยุดตอกย้ำ”

 

 

“หวัดดี” คนที่เปิดประตูเข้ามาไม่ใช่คนที่พวกเรารอ...แต่คือไอ้คนที่เคยตามจีบแบคฮยอนต่างหาก

 

“อ..อ้าว ไง มาไง”

 

“พอดีเห็นเลยแวะมาทักทาย สุขสันต์วันเกิดนะแบค”

 

 

 


‘ห้องไหนอ่ะครีบพี่เวนดี้’

 

แต่เวนดี้ไม่เห็นข้อความนี้ เพราะทุกคนกำลังหาวิธีที่จะให้ไอ้คนนี้ออกไปจากห้องนี้ซักที

 

 

“ดอกไม้ สำหรับแบคฮยอน”

 

“ขอบใจ แต่ทีหลังไม

 

เสียงประตูที่ถูกผลักเข้ามา กับผู้ชายตัวสูงที่เซตผมขึ้นแบบที่ไม่เคยเห็น ในมือของเขานั้นถือช่อดอกไม้กับกล่องเค้ก

 

“ชานยอล!”

 

เด็กคนนั้นถือทุกอย่างวิ่งออกมา โดยที่มีแบคฮยอนรีบวิ่งตามออกไป ก่อนที่จะคว้าตัวไว้ได้

 

“ฟัง เข้าใจผิดใช่มั้ย” ชานยอลเอาแต่ก้มหน้า

 

“มันมายังไงก็ไม่รู้ แล้วเอาดอกไม้มาให้พวกมันไล่กันอยู่ ไม่มีอะไรเลยนะ”

 

“...เพื่อนพี่” วิ่งตามกันออกมาแบบนี้ คนอื่นคงสงสัย  ทั้งที่เขาเองก็มาเพื่อจะมาบอกเรื่องของเราเหมือนกัน แม้ตัวเองจะต้องถูกไล่ออกจากชมรมให้น่าอาย..เขาก็ไม่สนแล้ว

 

“พี่บอกมันแล้ว บอกทุกคนแล้ว และก็รอนายเพื่อจะบอกในวันเกิดพี่วันนี้ด้วย”

 

“...”

 

“แล้ววิ่งออกมาทำไม นี่” แบคฮยอนตีลงไปที่หน้าอกอีกฝ่ายหลายที กับคนที่ยืนค้างเติ้ง

 

“บอกอะไรครับ” เขยิบเข้าไปใกล้อีกฝ่าย แม้สองมือนั้นจะเต็มไปด้วยของ

 

“พี่ขอโทษ ที่ไม่เคยชัดเจนพี่รู้ว่านายก็รู้ และอยากได้ยิน”

 

“...”

 

“พี่เองก็รัก รักนาย..นายเป็นความสุขของพี่”

 

แบคฮยอนไม่รู้ว่ายามที่พูดประโยคนี้ทำไมเขาถึงเหมือนจะร้องไห้ออกมาแบบนี้

 

ชานยอลถลาเข้าไปกอดอีกฝ่ายจนแน่น

 

“ผมรักพี่มากๆ”

 

“...”

 

ก่อนจะผละออกมายิ้มให้คนตัวเล็กที่น่ารักเป็นพิเศษ

 

“สุขสันต์วันเกิดนะเบบี๋” และแบคฮยอนก็ทำหน้าตลกเหมือนเลี่ยนกับประโยคนี้ออกมา ตัดความโรแมนติกไปเลย

 

“สุขสันต์วันเกิดครับ มีความสุขมากๆ ขอบคุณที่เกิดมาเจอกันนะครับ” แบคฮยอนรับของทุกอย่างที่ชานยอลยื่นให้ พอบอกแล้วเขินแปลกๆแหะ

 

 

 

“เอ่าๆ” ตามมาด้วยเสียงซูโฮ และคนอื่นที่เดินปรบมือออกมาก่อนจะโห่ร้อง เล่นเอาสองคนหน้าแดงทั้งคู่

 

ก่อนชานยอลจะดึงแบคฮยอนเข้ามากอดอีกหน แบคฮยอนก็ไม่รอช้าที่จะกอดไอ้ลูกหมาของตัวเองเหมือนกัน

 

 

 

 

“happy birthday to you ~”

 

“ดีใจด้วยที่มีผัวแล้ว ฝากดูแลมันด้วยนะ” คนโตสุดอวยพรก่อน หลังจากแบคฮยอนเป่าเค้ก

 

“เห้อ ขอให้มึงมีความสุขซักทีนะ” ไอรีนยีหัวมัน

 

“มีแน่นอนคืนนี้”

 

“ทุเรศ”

 

“แงพี่ หนูยังช็อคอยู่แต่ก็ขอให้มีความสุขนะคะ อยู่ข้างพี่เสมอ”

 

 

 

 

ผมอายุยี่สิบต้นๆ แต่หลายคนก็บอกเหมือนคนที่เผชิญเรื่องราวมาเยอะยังกับคนอายุสามสิบ พวกเรื่องที่ผมเคยเล่าให้ชานยอลและคนอื่นๆที่สนิทฟัง มันคือเรื่องเจ็บปวดของผม

 

ผมจมกับมันมานานหลายปี จนเริ่มคิดเองได้ว่าจะให้ทำยังไง จะให้พวกเขากลับมาได้ยังไง จนมีครั้งนึงที่ขึ้นไปยืนบนดาดฟ้า เกือบโดดแต่ไอรีนโทรมาก่อนบอกว่ามีงาน ถึงคิดได้ว่ามีชีวิตออกมาแล้วยังใช้มันไม่คุ้มเลย

 

ถึงช่วงชีวิตวันเรียนจะยากสำหรับผม แต่มีใครคนนึงที่กลับมาทำให้มันสุขในใจได้อย่างประหลาด เด็กที่อ่อนกว่าผมสามปี เพราะเขาเด็กล่ะมั้งทำอะไรก็น่ารักไปหมด

 

จนผม... รักเขา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“แหน่ะ ยิ้มอะไรครับ” ชานยอลถามคนที่พิงไหล่ตัวเองอยู่ แอบมองเมื่อกี้เห็นนะ

 

“มีความสุข”

 

ถึงตาเขาบอกกลับไปบ้าง ก่อนที่ไม่ทันตั้งตัวชานยอลก็โดนจู่โจมด้วยการถูกแบคฮยอนจูบ สองมือแกร่งกอดเอวอีกคนแน่น

 

“เข้าห้องกันครับ” ก่อนจะอุ้มเข้ามาเหมือนอุ้มเด็ก

 

 

“...พี่ให้ผมได้แค่ไหนอ่ะ”

 

“...แค่นี้ไง” แบคฮยอนเคลื่อนตัวไปนอนทับลงบนอกแกร่งแล้วเงยหน้าขึ้นไปส่งยิ้มน่ารักให้อีกฝ่าย

 

น่ารักแบบน่ารักมากๆ

 

“อ่าาา ผมจะตายแล้วนะพี่อย่าทำงี้ดิ นี่อั้นสุดๆแล้วรู้เปล่า”

 

คนขี้แกล้งหัวเราะเสียงดัง เวลาอยู่ด้วยกันสองคน เขารู้สึกว่าพี่แบคฮยอนจะน่ารักมากๆ แต่พออยู่รวมกับคนอื่นๆอีกฝ่ายจะเป็นผู้ใหญ่ จะเรียกว่าไงนะจัดจ้านเหรอ แล้วก็ปากดีชะมัด

 

“พี่อยากเป็นเด็กเวลาอยู่กับนายนี่ ไม่ได้เหรอ” แล้วดูมาทำปากคว่ำลงแบบนี้อีก

 

ชานยอลยังไม่พูดอะไรจนแบคฮยอนคิดว่าสงสัยคงไม่ชอบแบบนี้

 

“ไม่ชอบพี่แบบนี้เหรอ ห๊ะ” คนตัวโตถึงกับหลุดขำออกมา

 

“...เป็นพี่ ชอบหมดแหละครับ”

 

“เหรอครับ!”

 

“พี่ดูเจนโลก”

 

“ฮ่ะ แล้วแปลว่าพี่ต้องมีเซ็กส์กับคนอื่นไปทั่วแล้ว?”

 

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ...”

 

“มันก็ดีไม่ใช่เหรอ ถ้าพี่ยังไม่เคยมีอะไรกับใคร”

 

“...”

 

“จะมีแค่กับเรา...”

 

“พี่อ่า ผมจะไม่ไหวนะ”

 

“พี่ขอให้ทนเหรอ”

 

“เนี่ยก็เป็นงี้”

 

“...”

 

”พร้อมแล้วอ่อ ผมกลัวพี่เจ็บ”

 

“ก็กลัวต่อไปนะ เพราะพี่...ไม่กลัว”

 

“พี่...”

 

“พี่ไม่กลัวเลย”

 

“พี่กำลังเชิญชวนผม”

 

“เปล๊า” พูดแล้วก็เอามือคล้องคอสูงให้โน้มต่ำลงมา ก่อนจะขยับขึ้นไปจูบ

 

 

“รักนะ น้องโกลเด้นของพี่”

 

 

 

 

บทสรุปแล้วผมกับชานยอลตัดสินใจออกจากชมรมเอง ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับทุกคนในนั้นพวกมันเองก็ลำบากใจกับการที่จะต้องตัดสินใจ แต่เราทำตามกฎที่อยากให้มันศักดิ์สิทธิ์

 

ผมกับชานยอลยังช่วยงานและเจอทุกๆคนเหมือนเดิม

 

ส่วนเราทั้งคู่ก็มีเวลาไปไหนมาไหนด้วยกันมากขึ้น แสดงออกกันชัดเจน

 

 

 

“โอ้ยยยย จับมือๆ” แบคฮยอนหยิบแตงกวายัดปากจงอินมันที่แซวอยู่ได้

 

“ผู้หญิงมองเยอะเลย อิจฉาพี่แบคกันแน่”

 

“โหพี่อย่าพูดงั้นดิ” ชานยอลยกแขนให้ดู เขาไปสักเลขวันเกิดแบคฮยอนเอาไว้ ไม่ใช่อะไรแต่อยากหาเรื่องสักเพิ่ม พี่แบคฮยอนบอกว่าให้สักคำว่ารักแบคฮยอน ผมเกือบทำจริงนะ แต่พี่แกบอกคงจะตลก

 

“เลิกกันจะสมน้ำหน้าให้”

 

“ปากหมา!” ซูโฮถูกแบคฮยอนระดมตี เสียงดังลั่นร้านกันอีกแล้ว

 

 

 

แม้ชีวิตผมจะเดินผ่านไปยากแค่ไหน แค่มีพวกเขาเหล่านี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเสมอเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

#smileandgoCB

 

 



happy birthday พิแบคค้าบ ????

แอบลงก่อนด้วย...

 

ขอบคุณที่เข้าอ่านมาเสมอค่า

เนื้อเพลง you are พชย เวอร์อิ้งจาก  https://chanyeol-and-netz.tumblr.com/post/140508162163/chanyeols-new-song-you-are-lyrics-translation

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 196 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,055 ความคิดเห็น

  1. #2035 Jennysupat18 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:47
    เจ้าหมาตัวโตตตตต~
    #2,035
    0
  2. #1905 CB-614 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 17:11
    แงงงง น่ารักกก เจ้าโกลเด้นนน
    #1,905
    0
  3. #1891 JuJupcy (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 06:11

    น่ารักมากๆเลยค่ะ
    #1,891
    0
  4. #1886 Thanutchayapa_k (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 15:53

    น่ารักมากๆเลยค่ะ ชอบมากกกก
    #1,886
    0
  5. #1857 mcd. (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 23:27
    งุ้ยยย น่ารักมากเลยยย
    #1,857
    0
  6. #1856 PiyadaMookda (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 08:39
    น่ารักมากก ชอบมากค่ะ
    #1,856
    0
  7. #1855 P_JCK (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 17:10
    แงงง น่ารักมากเลยค่ะะะะ ชอบมากกกกกกกกกกกกอไก่ล้านๆๆตัววว
    #1,855
    0
  8. #1854 aueyaa (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 02:31
    น่ารักมากเลยมันดีมากๆอ่ะ
    #1,854
    0
  9. #1853 Darkmate (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 11:53
    โอ้ยยยย happiness สมชื่อ
    #1,853
    0
  10. #1851 pakawadeepeemmy (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 06:42
    ฮืออออออ เขินมาก
    #1,851
    0
  11. #1850 เฮียคริส_ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 05:53
    ดีมากๆๆๆคั้บ ชอบไปหมดเลย
    #1,850
    0
  12. #1848 pcy__somsom (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 23:46
    น่ารักคับ
    #1,848
    0
  13. #1846 LillyFine (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 00:40
    เขินนนนน
    #1,846
    0
  14. #1845 amdd0130 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 11:00
    น่ารักไปหมดเลยยยยยยย
    #1,845
    0
  15. #1844 513parkjeyo (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 02:51
    โอ้ย!! น่ารักไปหมดเลยค่าาาาา อง้งงง
    #1,844
    0
  16. #1843 Mat.ing (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 02:32
    ฮือน่ารักกกกกก น้องหมาพารักกกกก555555
    #1,843
    0
  17. #1842 kengkitlove (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 20:27
    น่ารักมาก ชอบ
    #1,842
    0
  18. #1841 ่CB21 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 13:15
    น่าร้ากกกก
    #1,841
    0
  19. #1839 mam_sukanya35 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 11:45
    ดีงามมากๆจ้า

    น่ารักทั้งชานแบค และเหล่าชาวแก๊งเลย

    ขอบคุณไรท์มากๆๆๆๆๆๆนะคะ
    #1,839
    0
  20. #1838 Power Prow ❤ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 09:40
    น่ารักกกกกกกก ชานยอลเหมือนหมาโกลเด้นจริงๆๆ555555555
    #1,838
    0
  21. #1837 Rung_moohham (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 09:13
    แงงงง น่ารักๆๆๆๆ
    #1,837
    0
  22. #1836 Mookdamama (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 09:10
    แงงง ชอบมากเลยค่ะ ดำเนินเรื่องได้ดีมากๆ มีมุกปะปราย อ่านเพลินๆเลยค้าบบบ
    #1,836
    0
  23. #1834 ZeegamePhannakan (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 06:16
    น่ารักมากๆเลยแงง
    #1,834
    0
  24. #1833 loeyloxepcy61 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 03:54
    น่ารักมากเลย 💕
    #1,833
    0
  25. #1832 hqhq (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 02:49
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ คิดถึงเสมอเลยน้า
    #1,832
    0