ฤทธิ์หมัดมังกรราชันสยบฟ้า

ตอนที่ 8 : ในแววตาของราชัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ก.ย. 62


     หลังเหตุการณ์ความวุ่นวายในปราสาทกาเลเทียสงบลง  เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้าขุนพลบลูก็ถูกนำตัวขึ้นแท่นพิพากษาต่อหน้าสาธารณชนเพื่อให้เจ้าตัวได้รู้สึกอับอาย  อับอายกับการกล่าวหาที่ไม่ได้มีมูลความจริง  อับอายกับศักดิ์ศรีที่ป่นปี้ในชั่วข้ามคืนเพียงเพราะไม่เชื่อฟังคำสั่งขององค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์กาเลเทีย  ท้ายที่สุดฟาเรียได้ออกคำสั่งให้พวกทหารนำตัวเจ้าขุนพลไปขึงร่างไว้บนดาดฟ้าหอคอย  พร้อมสั่งอดข้าวอดน้ำเป็นการลงโทษท่ามกลางเสียงก่นด่าสาปแช่งของชาวบ้านที่ทราบข่าว 

     "อืออ..."

     ร่างกายของบลูแลดูซูบผอมอินโรยไปเล็กน้อยหลังผ่านไปสามวัน  กระทั่งจอมกษัตริย์แห่งกาเลเทียมีบัญชาให้นำตัวมาเข้าเฝ้ายังห้องบรรทมเป็นกรณีพิเศษเพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์วุนวายที่เกิดขึ้น  ร่างของเจ้าขุนพลถูกลากถูลู่ถูกังมานั่งคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์  ราชามีรับสั่งให้บรรดาองค์รักษ์และคนอื่นออกไปจากห้องให้หมด  คงเหลือไว้เพียงตนและยอดทหารเพียงลำพัง

     "องค์ราชา..."

     บลูก้มหน้าไม่กล้าสู้  จนองค์ราชาต้องมีรับสั่งให้เจ้าขุนพลลุกขึ้นและสนทนาโต้ตอบตามสบาย  บลูจึงรับบัญชาและลุกขึ้นโค้งคำนับให้แก่นายเหนือหัว  เขารู้สึกใจหายที่ได้เห็นสภาพของยอดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ร่วงโรยไปตามสังขารอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง  หลายปีมานี้ เครโต้ กษัตริย์แห่งกาเลเทียป่วยด้วยอาการแทรกซ้อนหลายประการ  อันเนื่องมาจากตรากตรำทำกรณียกิจเพื่อบ้านเมืองมากมายโดยไม่ใส่ใจสุขภาพ  ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วสวนทางกับความสงบสุขของอาณาจักรอันเพิ่มพูนขึ้น  ดังนั้นในช่วงหลายปีมานี้จอมกษัตริย์จึงได้มอบหมายภารกิจการดูแลบ้านเมืองให้แก่ผู้สำเร็จราชการแทนนามว่า ฟาลโด้  แต่ในทางปฎิบัติแล้วตอนนี้อำนาจส่วนใหญ่กลับตกไปอยู่ในกำมือของฟาเรียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     "ดูเหมือนว่าลูกสาวของข้าจะสร้างความลำบากให้แก่เจ้ามากสินะ"

     เครโต้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ  ยอดขุนพลมีท่าทีอึกอักไม่สบายใจหากจะต้องเล่าเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างสองพี่น้องและสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันด้วยเกรงว่าอาจทำให้อาการประชวรของผู้มีพระคุณยิ่งทรุดหนักลงได้  ทว่าจอมกษัตริย์กลับยื่นมือมาลูบศีรษะเบา ๆ อย่างอ่อนโยน

     "หึหึ... ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วที่ข้าชุบเลี้ยงพวกเจ้าทั้งสามมา  รู้สึกตัวอีกทีทุกคนก็เติบใหญ้ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้าเสียแล้ว  เหลือเพียงตาแก่คนนี้ที่โรยรารอวันอำลาจากโลก  กาลเวลานี่ช่างไร้ซึ่งความปรานีจริง ๆ"

     เรด บลูและกรีนต่างก็เป็นเด็กกำพร้าจากภัยสงครามในอดีตซึ่งเครโต้ได้เก็บมาเลี้ยงดูและสั่งสองเพลงหมัดวิหคสวรรค์ให้  ทั้งสามล้วนเติบโตภายใต้ร่มเงาของจอมกษัตริย์จนมีพลังแกร่งกล้าติดตัว  จากเด็กกำพร้าไร้หัวนอนกลายเป็นยอดฝีมือ  จากยอดฝีมือก็กลายเป็นศิษย์เอกแห่งเครโต้  กระทั่งไต่เต้าขึ้นไปจนถึงตำแหน่งจอมขุนพลในที่สุด  และนั่นคือความภูมิใจสูงสุดของผู้เป็นอาจารย์ที่เฝ้ามาพัฒนาการมาโดยตลอด  เครโต้ล้วนรักและเอ็นดูทั้งสามไม่ต่างไปจากลูกสาวแท้ ๆ ของตนเองเลย

     "องค์ราชาข้า... ข้า..."

     ยอดขุนพลขบฟันแน่น  จอมบุรุษที่อยู่เบื้องหน้านี้เป็นทั้งอาจารย์และผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตของตน  อีกทั้งยังแก่ชรามากแล้ว  การแจ้งข่าวสารไปตามจริงอาจเป็นการกระทำตามหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงตามครรลองลูกสมุนที่ดีควร  แต่อีกทางนั่นคงสร้างความปวดร้าวให้แก่พ่อเลี้ยงคนนี้อย่างยิ่งยวดแน่ 

     "เจ้ามีเรื่องอะไรในใจก็จงพูดออกมาเถอะ  ให้ข้าได้รับรู้เรื่องราวภายนอกบ้าง"

     เครโต้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายก็พอจะเดาได้  นับแต่อดีตแล้วที่ตนได้เลี้ยงดูสั่งสอนสามขุนพลนี้มา  เรดนั้นดื้อรั้นมีความเป็นตัวของตัวเองสูง  กรีนเองก็สงบเยือกเย็นเป็นผู้ใหญ่  ในขณะที่บลูนั้นมีลักษณะนิสัยอ่อนโยน  เสียสละยิ่งกว่าใคร ๆ  บางทีเจ้าขุนพลผู้นี้คงมีอะไรในใจที่มิกล้าเอ่ยปากเพราะกลัวกระทบกับความรู้สึกของตนก็ได้

     "ข้า...  ข้าขอเสียมารยาทขอรับ!  หากท่านรับสั่งเช่นนั้นก็จะกล่าวความตามจริง ณ บัดนี้!"

     ในที่สุดบลูก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างสองราชธิดาแห่งกาเลเทียให้จอมกษัตริย์ฟัง  รวมถึงเหตุผลที่แท้จริงซึ่งฟาเรียต้องการกำจัดน้องสาวให้พ้นเส้นทางการขึ้นครองอำนาจของตนเอง  แม้ว่านั่นอาจจะสร้างผลกระทบต่อจิตใจของผู้ชราอย่างร้ายกาจก็ตามที  แต่เขาก็เตรียมพร้อมจะเผชิญกับสิ่งที่จะตามมาแล้ว

     "หึหึ... เป็นเช่นนั้นเองหรือ..."         

     เมื่อได้ฟังความเป็นจริงจากปาก  แทนที่จอมกษัตริย์จะสะเทือนใจ  กลับกันเครโต้ยิ้มที่มุมปากพร้อมกับยื่นมือเข้าไปจับที่ลำคอของบลูแล้วดึงเข้ามาใกล้  เจ้าขุนพลสังเกตเห็นแววตาอันเป็นประกายอย่างมีชีวิตชีวาไม่เหมือนสายตาของชายแก่ใกล้ตายเมื่อสักครู่เลยแม้แต่น้อย 

     "แบบนี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือบลู?"

     "อะ อะไรนะขอรับ!"

     เครโต้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับว่าปัญหาความขัดแย้งของผู้สืบราชสกุลนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย  แต่ที่ทำให้เจ้าขุนพลตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือประโยคถัดไปต่างหาก

     "เช่นนั้นเจ้าจงให้การสนับสนุนฟาเรียไปเถิด! หากว่าเทพธิดาแห่งชะตากรรมได้เลือกให้นางได้เป็นผู้ถือครองแดนดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้แล้วล่ะก็..."

     "ท่านแน่ใจในเรื่องนี้แล้วหรือขอรับองค์ราชัน!"

     ใบหน้าของบลูบิดเบี้ยวขมึงเกลียวยิ่งกว่าเดิม  แต่ไหนแต่ไรมาเขามองเห็นแต่ความยุติธรรมที่ผู้เป็นอาจารย์มอบให้แก่ลูกสาวทั้งสองเรื่อยมา  ไม่ว่าจะในเรื่องการเลี้ยงดู การศึกษาหรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอื่น ๆ  เครโต้จะไม่แสดงอาการรักหลงลำเอียงแก่ลูกสาวคนใดทั้งสิ้น  ด้วยเกรงว่านั่นอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและการเติบโตของธิดาทั้งคู่ในอนาคตนั่นเอง  แล้วกระแสรับสั่งเมื่อครู่นี่คืออะไรกันแน่?  นี่มหาบุรุษตรงหน้ากำลังจะบอกว่าจงรับคำสั่งจากลูกสาวคนโตที่มีนิสัยโหดร้ายถึงขนาดสั่งกำจัดคนที่ขวางทางไม่เว้นกระทั่งน้องสาวได้ลงคอเชียวหรือ?    

     "บลูเอ๋ยบลู... เจ้าลองมองออกไปที่นอกหน้าต่างนั่นสิ"

     เมื่อมองลอดหน้าต่างห้องบรรทมของจอมกษัตริย์ออกไป  เบื้องล่างนั้นคือบ้านเมืองที่เรียงรายและเหล่าผู้คนแห่งราชอาณาจักรกาเลเทียที่ดำรงชีวิตอย่างสงบสุข  มิได้เดือดเนื้อร้อนใจกับภาวะตึงเครียดที่นอกกำแพงนั่นเลยแม้แต่น้อย  ด้วยเพราะบารมีแห่งมหาราชาที่ปกป้องปัดเป่าภยันตรายทั้งปวงออกไป  หากลองนึกย้อนไปสักราวยี่สิบถึงสามสิบปีก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นยุคแห่งความวุนวายโกลาหลแล้วล่ะก็  ทุกคนคงนึกสภาพความสงบสุขร่มเย็นอย่างทุกวันนี้ไม่ออกเป็นแน่

     "คิดว่าที่ผ่านมาข้าจ่ายอะไรไปบ้างเพื่อเป็นราคาค่างวดของความสงบเช่นนี้?"

     น้ำเสียงของเครโต้เข้มขรึมขึ้นเล็กน้อย 

     "เจ้าหลงลืมยุคสมัยแห่งการฆ่าฟันแล้วหรือ  ช่วงเวลาอันเลวร้ายที่ทุกคนต่างแก่งแย่งชิงดี  ลงมือประหัตประหารกันไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว  มันคือห้วงนรกอย่างแท้จริง!"

     บลูไม่มีวันลืมได้ลงหรอก  วันคืนแห่งนรกบนดินที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเอาตัวรอดไปวัน ๆ แม้จะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร  ได้แต่สู้ยิบตาเพื่ออาหารและที่ซุกหัวนอน  กระทั่งได้ความเมตตาของจอมกษัตริย์หยิบยื่นทุกสิ่งดังเช่นทุกวันนี้  ผู้คนที่เพิ่งเกิดในยุคหลังกำแพงเมืองคงจินตนาการช่วงเวลานั้นไม่ออกอย่างแน่นอน

     "การที่จะปกป้องผู้คนนั้นใช่... ประการหนึ่งคือความแข็งแกร่ง  และอีกประการนั่นก็คือ!"

     แววตาของเครโต้เปลี่ยนไป  ประกายความเอื้ออารีที่เคยมีบัดนี้แปรผันไปสู่เปลวเพลิงที่โหมไหม้ในดวงตา  จอมกษัตริย์เริ่มใช้น้ำเสียงที่ดุดันแข็งกร้าวยิ่งขึ้น

     "ความเหี้ยมโหดยังไงล่ะ! การจะปกป้องผู้คนในยามบ้านป่าเมืองเถื่อนเช่นนี้เราจำต้องละทิ้งความเมตตาทั้งปวงไปให้หมด  กำจัดศัตรูร้ายและผู้ขวางทางอย่างไม่ลังเลใจนั่นคือหนทางเดียวในการอยู่รอด!"

     ในการปกครองนั้นจำเป็นต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ  เมื่อจอมกษัตริย์ไม่ไว้วางใจให้ใครหน้าไหนสืบทอดบัลลังก์รวมถึงอภิเษกสมรสกับธิดาของตน  ก็มีแต่ต้องยกตำแหน่งผู้นำในรุ่นถัดไปให้แก่ลูกสาวคนใดคนหนึ่งเท่านั้น  และเงื่อนไขสำคัญในการรับมอบความไว้วางใจดังกล่าวก็คือการมองทะลุถึงความสามารถในการปกครองผู้คนให้อยู่ภายใต้อาณัติอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ตบรางวัลให้แก่ผู้ภักดีและหยิบยื่นความชิบหายให้แก่ผู้กระด้างกระเดื่อง ซึ่งตรงจุดนี้ดูแววว่าฟาเรียจะมีภาษีที่ดีกว่าน้องสาวอยู่โข  เพราะแนวทางของนางนั้นแน่วแน่ไม่ลังเลที่จะกำจัดเสี้ยนหนามขวางกั้นหนทางสำเร็จของตนเอาไว้  ในขณะที่ตัวน้องสาวอย่างมาเรียนั้นดูจะอ่อนโยนและอ่อนโลกมากกว่านัก

     "แม้ว่านั่นจะเป็นน้องสาวของตนเองอย่างนั้นหรือขอรับ?"

     บลูถามย้ำเพื่อความแน่ใจ  ในใจของเขาราวกับมีเหล็กถ่วงเหนี่ยวรั้งสำนึกในหน้าที่เอาไว้ไม่ให้ออกอาการต่อต้าน  เครโต้ผงกศีรษะอย่างหนักแน่นเป็นคำตอบ  ดูท่าว่าจอมกษัตริย์ได้เลือกผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ปกครองคนใหม่เรียบร้อยไปแล้ว  เช่นนี้ขุนพลอย่างเขาก็ไม่ควรจะทัดทานใด ๆ อีก

     "...และมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากไหว้วานเจ้า"

     เครโต้ยิ้มยิงฟันขาว  ลักษณะท่าทางไม่เหมือนคนใกล้ตายเมื่อสักครู่นี้เลยแม้แต่นิด

     "เจ้าช่วยเป็นธุระจัดการมาเรียให้ข้าตามคำสั่งของฟาเรียด้วยเถอะ!"

     แม้แต่ขุนพลเจนศึกที่ผ่านสมรภูมินรกมามากก็ยังต้องสั่นสะท้านเมื่อได้ยินคำสั่งล่าสังหารลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองเช่นนี้  บลูพร่ำถามตัวเองซ้ำ ๆ ในใจว่านี่ตนไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?  จอมกษัตริย์ผู้หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีและรักเถิดทูนลูกสาวทั้งสองมาตลอดกลับออกปากให้จงฆ่าลูกสาวคนเล็กเสีย!  มันเกิดอะไรขึ้นกับความคิดของมหาบุรุษที่เบื้องหน้าเขากันแน่?

     "ดูท่าจะยังลังเลอยู่สินะ  ตกลงว่าทำได้หรือไม่ได้?"

     บลูกัดฟันรับคำสั่งจากองค์ราชา  ยอดขุนพลลุกขึ้นและหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติม  แต่ท่าทีของเขาก็สร้างความพอใจให้กับจอมกษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง  เพราะเมื่อมาเรียถูกสังหารด้วยน้ำมือของบลูแล้ว  ก็ไม่มีอุปสรรค์ใดคอยขัดขวางการขึ้นเป็นเจ้าผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ของฟาเรียได้อีกต่อไป


@@@@@@@@@@@@


     "หึหึ... เจ้าหน้าโง่บลู  ดูเหมือนว่าจะยังไม่รู้สึกตัวสินะ?"

     ราชาเครโต้นั่งยิ้มยิงฟันอยู่ที่ข้างหน้าต่าง  เท่านี้แผนการของจอมกษัตริย์ก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน  แม้ว่าจะยังน่าเป็นห่วงเรื่องที่พวกหน่วยอาชาสวรรค์ยังตามหาตัวมาเรียไม่พบ  แต่อย่างน้อยการเคลื่อนไหวของบลูในครั้งนี้คงส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อท่าทีของพวกทหารทั่วไปที่คิดจะเข้าข้างลูกสาวคนรองอย่างแน่นอน

     "ท่านครับ  แล้วเรื่องของชายที่หนีไปจากคุกลับใต้ดินนั่น..."

     สององค์รักษ์ข้างกายจอมกษัตริย์ปรากฏกายอย่างเงียบเชียบหลังผ้าม่านในห้องบรรทม  หนึ่งคือบุรุษผู้สวมเกราะสีเงินแวววาวส่องประกาย  อีกหนึ่งคือบุรุษผู้สวมเกราะสีทองอร่ามท่าทางน่าเกรงขาม  ทั้งคู่มีร่างกายที่กำยำล่ำสันรวมถึงแววตาอันเยียบเย็นสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นยอดฝีมือแฝงไว้ภายใน 

     "อ้อ! เรื่องของเจ้านั่นน่ะเอง... ถ้ามันยังไม่แยกกับลูกสาวของข้าเดี๋ยวบลูก็คงไล่ตามไปจัดการทั้งคู่นั่นแหละ"

     เห็นแบบนี้บลูก็เป็นถึงหนึ่งในสามเจ้าขุนพลที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนกาเลเทีย  ต่อให้เจ้านั่นจะเก่งสักแค่ไหนคงไม่เกินมือมันไปได้แน่  หรือเอาเข้าจริงถ้าตายระหว่างการปะทะทั้งคู่ได้ยิ่งดี  ที่เหลือก็เพียงเรดและกรีนเท่านั้น

     "อืมม... แต่เพื่อให้แน่ใจ  พวกเจ้าทั้งสองจงไล่ติดตามไปช่วยอีกแรงดีกว่า  ถ้าคับขันยังไงจะลงมือจัดการเชือดเจ้านั่นไปเลยก็ได้  ถึงยังไง มังกร  ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับแผนการของข้าอีกต่อไปแล้ว!"

     เครโต้ออกคำสั่งกับลูกสมุนทั้งสอง  พวกมันโค้งรับบัญชาก่อนจะอันตรธานจากห้องไปราวกับหมอกควัน  ทิ้งให้จอมกษัตริย์นั่งมองทิวทัศน์ที่นอกหน้าต่างไปตามลำพัง



จบตอน



     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น