ฤทธิ์หมัดมังกรราชันสยบฟ้า

ตอนที่ 31 : มาเรียและฟาเรีย ตอนที่04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 มิ.ย. 63


     คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่เหล่าสิบสองกรรัศมีเทพใช้โจมตีทั้งสามนั้นถึงกับทำให้กำแพงฟากหนึ่งของตัวปราสาทกลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่เลยทีเดียว  นั่นเพราะเป็นกระบวนท่าที่รวบรวมเอาพลังจิตต่อสู้ของยอดฝีมือทั้งหกมาอัดรวมกัน  ก่อนจะยิงออกไปเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งที่อยู่ในรัศมีให้พินาศสิ้น  ด้านฟาเรียเมื่อได้เห็นอานุภาพสมดั่งคำร่ำลือก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก  นางถึงกับลุกขึ้นยืนแล้วเปล่งวาจาแห่งชัยชนะออกมาเลยทีเดียว

     "ฮ่า ๆ สาแก่ใจข้ายิ่งนัก! เป็นยังไงบ้างเจ้าพวกขยะ  เห็นถึงความร้ายกาจของราชินีแห่งกาเลเทียแล้วรึยัง!!!"

     "ก็งั้น ๆ แหละนะ  พอแก้เมื่อยได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง..."

     ยังไม่ทันได้ลิ้มรสแห่งชัยชนะ  ความสิ้นหวังก็มาเยือนบนใบหน้าขององค์ราชินีเสียก่อน  เมื่อริวจินยืนปัดเศษฝุ่นที่เปื้อนตามตัวจากการโจมตีเมื่อครู่อยู่ตรงหน้า  นอกจากนี้ทั้งเรดและมาเรียเองก็ยังอยู่ดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว  ขนาดพวกสิบสองกรเองยังตกตะลึงกับภาพที่เห็น  มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อพวกตนใช้ท่าไม้ตายอันร้ายกาจที่สุดออกไปแล้วนี่นา?

     "มีฝีมือแค่นี้ยังกล้าอวดอ้างชื่อกลุ่มที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยปีอีกหรือ  หัดละอายต่อบรรพบุรุษเสียบ้าง!"

     เมื่อครู่ริวจินใช้กระบวนท่าลับของวิชาราชันมังกรเพื่อป้องกันตนเองและพวกพ้องจากลำแสงทำลายล้าง  ซึ่งหากเป็นเมื่อสักร้อยปีก่อนแล้วล่ะก็ต่อให้ป้องกันดีแค่ไหนคงไม่พ้นได้บาดแผลไปบ้างแห่งสองแห่งแน่นอน  ด้านมาเรียและเรดต่างรู้สึกฉงนที่เพื่อนร่วมทางผู้ลึกลับคนนี้รู้จักวิชาและเรื่องราวในอดีตที่ยาวนานมากว่าร้อยปีเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานได้อย่างไร?

     "แก! แค่ดวงดีรอดตายมาได้ทำโอหังนักนะ  จัดการมันซะ!!!"

     ฟาเรียแผดเสียงดังลั่นด้วยรู้สึกเสียหน้าที่ประกาศชัยชนะไปเรียบร้อยแล้ว  แต่ศัตรูกลับยืนหัวโด่ปลอดภัยไร้บาดแผลเสียนี่  ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจัดการดับลมหายใจของพวกมันให้ได้ในครานี้  กลุ่มสิบสองกรรัศมีเทพพยักหน้ารับคำสั่งพร้อมเตรียมลงมือจู่โจมต่อเนื่องทันที  พวกมันแยกเป็นสองทางซ้ายขวาฝั่งละสามคนแล้วเคลื่อนตัวจู่โจมด้วยรูปทรงสามเหลี่ยมมองดูคล้ายกับปีกค้างคาวที่สยายออกกว้าง  ด้านริวจินหาได้ครั่นคร้ามแต่อย่างใด  เขาชูมือทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อมกับประกาศว่า

     "จงดูให้ดี! นี่ล่ะคือแก่นแท้ของเพลงหมัด!"

     ความกล้าแกร่งดุจหินผาสถิตที่ด้านซ้าย  กระแสอันเชี่ยวกรากดุจสายนทีสถิตที่ด้านขวา  เพลงหมัดของริวจินหากมองแค่ผิวเผินอาจดูคล้ายการเคลื่อนไหวที่เรียบง่าย  หากแต่แฝงด้วยพลานุภาพอันร้ายกาจเหนือจินตนาการ  พลังทำลายล้างแผ่ออกจากกำปั้นของเขาดั่งกระแสคลื่นพายุท่ามกลางท่ามกลางมหาสมุทรอันแปรปรวน  ตรงเข้าบดขยี้ร่างของศัตรูทั้งหกในพริบตาทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวแทบไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายส่วนล่างเลยแม้แต่นิดเดียว  แค่ส่งแรงผ่านหมัดทั้งสองข้างก็ปราบฝ่ายตรงข้ามจนราบคาบหมดสิ้นพิษสงในคราเดียว

     "นี่มันบ้าชัด ๆ  ข้าต้องฝันไปแน่ ๆ ไอ้เรื่องแบบนี้!!!"

     ฟาเรียถึงกับลุกขึ้นจากบัลลังก์พร้อมนัยน์ตาที่เบิกกว้าง  จนถึงบัดนี้แผนการรวมถึงไพ่ตายของนางถูกอีกฝ่ายทำลายพินาศสิ้นไปจนหมดแล้ว  องค์ราชินียืนกำหมัดแน่นสั่นระริกไปทั้งตัว  ด้วยว่าชั่วชีวิตของนางไม่เคยรู้จักคำว่าพ่ายแพ้  ไม่เคยรู้จักการวางมือ  สิ่งใดที่ตนปรารถนาทุกคนก็ต้องหามาให้  สิ่งใดที่ตนรังเกียจย่อมถูกกำจัดทิ้ง  แล้วนี่มันคืออะไร?  ทำไมอีน้องสาวหน้าโง่รวมทั้งพลพรรคปัญญาอ่อนของมันยังไม่ยอมตาย ๆ ไปเสียที?

     "ไม่ใช่ความฝันหรอกเสด็จพี่... ท่านน่ะได้พ่ายแพ้ไปแล้วล่ะ!"

     "ใครเป็นพี่แก!!!"

     มาเรียพยายามเกลี่ยกล่อมให้อีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้  ทว่าฟาเรียกลับตวาดพร้อมถลึงตาใส่ด้วยความเคียดแค้น  และนางก็ทำได้เพียงเท่านั้นเพราะไม่เหลือพิษสงอะไรจะไปต่อกรกับเหล่าผู้บุกรุกได้อีกแล้ว  

     "ทำไม ๆ ทำไมกัน! ทำไมมันถึงต้องเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย! ข้าคือฟาเรียราชธิดาองค์โตแห่งกาเลเทียนะ! พวกแกต้องฟังคำสั่งของข้าสิ  ฟังคำสั่งของข้าสักทีสิวะ!!!"  

     เมื่อความโกรธขึ้งและความสิ้นหวังดำเนินมาจนถึงที่สุด  หยาดน้ำตาหลั่งไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของฟาเรีย  ราชินีไร้บัลลังก์ที่ถูกพรากจากสรวงสวรรค์ลงสู่ชั้นโคลนตมโสโครก  นางยืนตัวสั่นเกร็งจนมองเห็นเส้นเลือดปูดโปนบนใบหน้าได้ชัดเจน 

     "เฮอะ! เจ้าน่ะได้พ่ายให้แก่กิเลศและความริษยาของตัวเองไปนานแล้ว  จะมาคร่ำครวญอะไรเอาป่านนี้เล่า?"

     เจ้าขุนพลเรดถอนหายใจให้กับสารรูปอันน่าสังเวชขององค์หญิงองค์โตแห่งกาเลเทีย  หากว่าในเสี้ยวหนึ่งภายในจิตใจของนางยังคงเหลือคุณความดีซ่อนเร้นอยู่บ้างก็คงไม่คิดกระทำการชั่วช้าเป็นภัยร้ายแก่ชาติ  และร่วมมือกับน้องสาวช่วยกันทำนุบำรุงให้อาณาจักรกาเลเทียเจริญรุดหน้าไม่แพ้ผลงานของเหล่าบรรพชนในอดีตไปนานแล้ว  ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน...

     "พอได้แล้วล่ะฟาเรีย... ได้โปรด..."

     มาเรียพูดกับพี่สาวด้วยใบหน้ารื้นน้ำตา  นางรู้สึกสับสนกับความรู้สึกในใจยิ่ง  ด้วยว่าที่อยู่ตรงหน้านี้คือศัตรูร้ายที่ต้องกำจัดเพื่ออนาคตของกาเลเทียก็จริง  แต่นางก็เป็นพี่สาวเพียงคนเดียวในชีวิตของตน  การเลือกที่จะทำร้ายครอบครัวนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดเสมอ  ทั้งที่อีกฝ่ายไม่เคยคิดแบบนี้เลยแท้ ๆ

     "ขอให้เจ้าจงหยุดก่อกรรมชั่ว  ไม่ต้องฝืนตัวเองอีกต่อไปแล้ว!"

     แม้ว่าน้องสาวจะพูดอ้อนวอนโดยไม่คิดเอาชีวิตของตนขนาดนี้  ทว่าตัวพี่สาวนั้นกลับไม่สำนึกแถมยังเข้าใจว่านั่นคือการดูถูกดูแคลนอย่างถึงที่สุดอีก  ฟาเรียโกรธจนแทบเสียสติ  นางตะโกนด่าทุกคนในที่นี้ด้วยคำหยาบคายต่าง ๆ นานา  เจ้าขุนพลเรดเริ่มรำคาญจึงคิดจะจบเรื่องนี้ด้วยการใช้ฝ่ามือทำให้นางสลบก่อน  ทว่าจู่ ๆ ท่าทีขององค์ราชินีไร้บัลลังก์ก็ดูแปลก ๆ ไป 

     "ข้า... เกลียด... พวกแก... ที่สุด...!!!"

     ฟาเรียพุ่งเข้าจู่โจมเรดอย่างไม่ทันตั้งตัว  เจ้าขุนพลจึงยกแขนขึ้นปัดป้องด้วยความตกใจ  ไม่ทันคาดคิดว่าผู้หญิงอ่อนแอไม่รู้วิชาต่อสู้อย่างนางจะกล้าลงมือจู่โจมผู้เชี่ยวชาญการศึกเช่นนี้  กระนั้นแม้จะป้องกันไว้ได้แต่ก็ถูกแรงอัดพาให้กระเด็นออกมาไกลพอสมควร

     "นี่มันอะไรกัน!"

     ลำพังแค่ท่อนแขนของผู้หญิงร่างกายบอบบางถึงกับผลักขุนพลร่างใหญ่ให้ถอยร่นออกมาได้เลยเชียวหรือ?  ซึ่งทั้งมาเรียและริวจินเองก็ตกใจเช่นเดียวกันกับภาพที่ได้เห็น  ฟาเรียร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมทุกคนอย่างอาฆาตมาดร้าย

     "กรี๊ดดด!!!"

     เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วบริเวณ  หากแต่มันไม่ได้ดังมาจากทางมาเรียผู้ถูกจู่โจม  เสียงนั้นดังมาจากฟาเรียผู้ซัดฝ่ามือเดียวถึงกับทำลายพื้นหินส่วนหนึ่งของท้องพระโรงได้เลยทีเดียว!  เลือดสด ๆ สาดกระจายไปทั่วทุกทิศ  และมันก็ไม่ได้มาจากทางฝั่งทั้งสามอีกเช่นกัน  แต่มาจากข้อมือของฟาเรียที่ใช้โจมตีทุกคนต่างหาก 

     "นี่มันอะไรกัน? ข้าไม่เคยพบเจออะไรเช่นนี้มาก่อนเลย..."

     แม้แต่ยอดฝีมือมากประสบการณ์อย่างริวจินเองก็ยังตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะหากมองผ่าน ๆ ฟาเรียก็เป็นแค่ผู้หญิงร่างกายอ่อนแอที่ไม่เคยฝึกวิชายุทธมาแน่ ๆ  แต่ทำไมถึงเคลื่อนไหวจู่โจมได้อย่างยอดเยี่ยมราวกับเป็นนักสู้เจนสนามขนาดนี้  แถมยังเป็นกระบวนท่าที่เขาเองก็ไม่รู้จักเสียอีก?  แล้วยังความเจ็บปวดบนใบหน้าของอีกฝ่าย...  สีหน้าของฟาเรียดูบิดเบี้ยวและตื่นตระหนก  นี่มันผิดปกติเอามาก ๆ ไม่เหมือนกับนักสู้คน ๆ ที่ผ่านมา  หรือว่าบางทีอาจจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่...

     "ฮ่าห์!"

     ริวจินเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของฟาเรียได้แบบฉิวเฉียด  ระหว่างนั้นจึงได้มองเห็นเส้นปริศนาที่ขึงตรึงไว้ทั่วร่างของอีกฝ่าย  เขาจึงวาดฝ่ามือเพื่อตัดมันให้ขาดออกจากกัน  ทว่าวิชาของเขากลับเลยผ่านเส้นด้ายเหล่านั้นไปราวกับมันไม่มีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก  ฟาเรียส่งเสียงคำรามก่อนจะถีบริวจินกระเด็นออกมาอีกคน

     "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่เนี่ย!!!"

     คราวนี้ทุกคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับฟาเรีย  เมื่อมีเส้นปริศนายึดร่างของนางเอาไว้แล้วบังคับการเคลื่อนไหวราวกับกำลังเชิดหุ่นกระบอกยังไงยังงั้น  ที่สำคัญคือมันเป็นเส้นด้ายมหัศจรรย์ที่มองเห็นแต่ไม่สามารถตัดทำลายได้เสียด้วย

     "อ้าว ๆ ดูเหมือนว่าเรื่องจะแดงแล้วสินะ? น่าเสียดาย ๆ"

     พลันปรากฏร่างบุคคลลึกลับที่ด้านหลังของบัลลังก์  มันซ่อนเร้นกายาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนแม้กระทั่งยอดคนระดับริวจินและเรดยังมิอาจตรวจจับการมีตัวตนอยู่ได้เลยจนถึงบัดนี้  และเมื่อพิจารณาดูให้ดีก็จะพบว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้หญิงรูปร่างบอบบางไม่แพ้ฟาเรียในช่วงวัยไม่น่าจะถึงสามสิบด้วยซ้ำ  นางแต่งกายด้วยชุดผ้าคลุมสีขาวบางแนบลำตัว  ดูราวกับเป็นเทพธิดาในตำนาน  ผู้มาพร้อมกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายหรือที่รู้จักกันในนามว่าฮาร์พนั่นเอง

     "เจ้าเป็นใคร! แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกัน!"

     เจ้าขุนพลเรดตะโกนถามด้วยความฉงน  อีกฝ่ายเป็นใครกันแล้วทำยังไงถึงเข้ามาภายในปราสาทแห่งนี้โดยไม่มีผู้ใดพบเห็นได้?  หรือว่าจะเป็นพวกเดียวกันกับกลุ่มมือสังหารที่ฟาเรียจ้างมา?  แต่ดูจากท่าทางและการควบคุมร่างของนางด้วยเส้นปริศนานั่นแล้วก็ไม่น่าจะใช่อีก

     "คิก ๆ ใจเย็น ๆ ก่อนพ่อหนุ่มรูปหล่อ..."

     นางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวาล  เรือนผมสีทองเป็นประกายและนัยน์ตาสีเขียวมรกตดุจห้วงมหาสมุทรนั้นบ่งบอกว่าไม่ใช่ชาวกาเลเทียอย่างแน่นอน  บางทีอาจจะมาจากนอกอาณาจักรหรือไกลเกินกว่านั้นด้วยซ้ำ

     "ตอนนี้มีเรื่องสำคัญที่ควรกังวลมากกว่ามิใช่หรือ?"

     ว่าแล้วสตรีลึกลับผู้นั้นก็เริ่มบรรเลงสายพิณจากฮาร์พที่ตั้งอยู่ข้างตัวด้วยท่องทำนองอันรุนแรงรวดเร็วไม่เหมือนเสียงดนตรีทั่วไป  ฉับพลันนั้นริวจินและเรดก็ถูกขึงตรึงไว้ด้วยเส้นด้ายล่องหนเช่นเดียวกันกับฟาเรียในทันที!  ทั้งสองตกใจและพยายามจะดิ้นรนให้กลุดรอดจากพันธนาการ  หากแต่ต้นทางก็เร่งเสียงเพลงให้รุนแรงยิ่งขึ้น  ยิ่งนางดีดเครื่องสายมากเท่าไหร่  ริวจินและเรดต่างก็ถูกรัดรึงด้วยเส้นด้ายหนักมากขึ้นเท่านั้น

     "น่าเสียดายว่าการกักตัวยอดนักสู้ทั้งสองในเวลาเดียวกันนั้นถือว่าสุดฝีมือของข้าแล้ว  เจ้าจึงรอดพ้นวิชาไปนะมาเรีย  แต่โชคยังดีที่มีตัวหมากเหลืออีกหนึ่งคน..." 

     ด้วยว่าการยึดตรึงร่างของริวจินและเรดไปพร้อมกันนั้นเป็นเรื่องยากแสนยาก  มาเรียจึงเป็นผู้เดียวในที่นี้ที่นางไม่สามารถใช้วิชายึดร่างมาได้เหมือนคนอื่น  คราวนี้จึงคิดใช้ประโยชน์จากฟาเรียที่ถูกจับมาตั้งแต่แรกแล้วให้พุ่งเข้าเล่นงานน้องสาวของตัวเองแทน

     "ฮ่า ๆ สองพี่น้องได้ต่อสู้เพื่อตัดสินสิทธิ์ในการครอบครองราชบัลลังก์แห่งกาเลเทีย! มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ นี่เจ้าเองก็คิดแบบเดียวกันนี้ใช่ไหม?"

     นางกล่าวกับผู้มาเยือนท้องพระโรงแห่งนี้เป็นคนสุดท้าย  ร่างของชายชราผู้องอาจก้าวย่างออกมาจากมุมมืดที่หน้าปากประตูซึ่งเชื่อมต่อไปยังส่วนห้องพระบรรทมของจอมกษัตริย์  และนั่นจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกเสียจากจอมราชาเครโต้  อดีตผู้ปกครองราชอาณาจักรแห่งนี้!




จบตอน


     

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น