คัดลอกลิงก์เเล้ว

[ FIC INFINITE ] >>>Ghost<<< { MyungSoo x SeongYeol }

โดย INSPIRIT_LN

"ซองยอล" ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะได้พบกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เมื่อเขาได้รู้จักกับวิญญาณของ "คิมมยองซู" ความใกล้ชิดก่อเกิดเป็นความรัก แต่แล้ววันหนึ่ง "มยองซู" มลายหายไป "ซองยอล" จะทำเช่นไร...

ยอดวิวรวม

456

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


456

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


13
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 ส.ค. 59 / 18:51 น.
นิยาย [ FIC INFINITE ] >>>Ghost<<< { MyungSoo x SeongYeol } [ FIC INFINITE ] >>>Ghost<<< { MyungSoo x SeongYeol } | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้






 

>>> Ghost <<<

 

 

Pairing : KimMyungsoo x LeeSeongyeol

 

 

Genre : Au , Romantic Drama

 

 

Rate : PG-13

 

 

Author : INSPIRIT_LN

 

 

Note : เนื้อเรื่องค่อนข้างยาวนะคะ อาจจะดูน่าเบื่อ TT

 

 

Note : ☃ ฟิคเรื่องนี้เป็น 1 ในฟิคโปรเจ็คส์  ของบ้าน @MyungyeolFic และ บ้าน @AlienChoding ☃ เรามาอัพใหม่ในแอคตัวเองนะคะ เผื่อใครยังไม่เคยอ่าน แฮร่ !!!











 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 ส.ค. 59 / 18:51


ซองยอลก้าวขาเรียวเข้าไปในบริเวณบ้าน หลังจากคุณลุงผู้ดูแลบ้านเปิดประตูรั้วให้กับเขา ดวงตากลมโตวาบวับไปด้วยความพอใจเมื่อได้มองตัวบ้านอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก บ้านหลังสวยขนาดกะทัดรัดสองชั้นกลางเก่ากลางใหม่ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยอาจจะดูลึกลับไปบ้างแต่ตรงกับความต้องการของซองยอลผู้พิศมัยความสงบและความรื่นรมย์ ริมฝีปากหยักสวยเผยรอยยิ้มพึงใจอย่างปิดไม่มิดขณะที่เดินตามคุณลุงไปรอบๆบ้าน ทั้งภายในตัวบ้านและนอกบ้าน ยิ่งเป็นภายในตัวบ้านด้วยแล้วยิ่งเป็นที่ถูกใจผู้เยี่ยมชมยิ่งนัก เฟอร์นิเจอร์ครบชิ้นที่จัดวางได้อย่างลงตัวเข้ากับตัวบ้านบ่งบอกถึงความใส่ใจของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างดีเยี่ยม มือเรียวแตะต้องโซฟาชุดใหญ่สีดำทรงสง่ากลางห้องรับแขกอย่างหลงใหล

 

 

 

 

 

เป็นยังไงบ้างครับคุณซองยอล ”  คุณลุงผู้ดูแลเอ่ยถามซองยอลหลังจากพาสำรวจตัวบ้านเรียบร้อย

 

 

 

 

 

สวยมากเลยครับ ผมชอบ ผมตกลงเช่าบ้านหลังนี้ครับ

 

 

 

 

 

ได้ครับ งั้นเดี๋ยวเราทำสัญญากันพร้อมชำระค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือนนะครับ

 

 

 

 

 

ครับ

 

 

 

 

 

ถือเป็นการตัดสินใจเช่าบ้านหลังนี้ในเวลาที่รวดเร็วมาก หลังจากซองยอลเห็นประกาศเช่าบ้านหลังนี้ในเวบไซด์หนึ่ง รูปภาพของบ้านหลังนี้ในเวบนั้นชวนให้ซองยอลตกหลุมเสน่ห์ของมันถึงขั้นโทรติดต่อคุณลุงผู้เป็นคนดูแลบ้าน นัดหมายมาดูสถานที่ในวันรุ่งขึ้นในทันที แม้จะอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองโซลแต่ถือว่ายังเดินทางได้สะดวกสำหรับคนมีรถส่วนตัวอย่างซองยอล ยิ่งในด้านราคาด้วยแล้วถือว่าค่าเช่าบ้านหลังนี้อยู่ในระดับราคาที่ถูกมากจนน่าแปลกใจ ทั้งขนาดของตัวบ้าน ทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่มีให้พร้อมใช้สอยประโยชน์ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นเสน่ห์ของบ้านที่ซองยอลได้สัมผัสด้วยตาตัวเองนั่นต่างหากที่เป็นคำตอบสุดท้ายที่ซองยอลตกลงที่จะเช่าบ้านหลังนี้

 

 

 

 

 

ซองยอลเป็นนักเขียนอิสระ รับเขียนคอลัมน์ให้กับนิตยสารหลายๆสำนักพิมพ์ มีงานเขียนที่ตีเล่มเป็นของตัวเองอยู่หลายเล่ม เขามีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ ครอบครัวของซองยอลนั้นค่อนข้างมีฐานะแต่ต่างคนต่างอยู่ พ่อแม่แยกทางกัน พี่น้องสามคนต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง ช่วงหลังมานี้ซองยอลเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตในคอนโดกลางใจเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและหลายๆครั้งมันส่งผลต่องานเขียนของเขา เขาไร้ซึ่งจินตนาการในการเขียน ผลงานที่ออกมามันทำให้ซองยอลรู้สึกไม่พอใจและไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาบ้านเช่าที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยธรรมชาติเพื่อจะได้ตอบโจทย์ในการสร้างสรรค์ผลงานงานเขียนของเขา

 

 

 

 

 

หลังจากทำการตกลงทำสัญญาเช่าและชำระค่าเช่าล่วงหน้าเรียบร้อย ซองยอลก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ในทันที หลังจากจัดข้าวของของตนเข้าที่เรียบร้อย ซองยอลก็ออกมาเดินเล่นในสวนภายในบริเวณบ้าน ขณะกำลังซึบซับรับบรรยากาศอันเงียบสงบ ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยเรียกซองยอลเข้า

 

 

 

 

 

พ่อหนุ่ม พ่อหนุ่ม

 

 

 

 

 

ซองยอลหันไปตามเสียงเรียก ก่อนจะพบคุณป้าคนหนึ่งยืนเกาะประตูรั้วกวักมือพร้อมตะโกนเรียกซองยอลอยู่แบบนั้น ซองยอลเดินตรงไปหาคุณป้าคนนั้น มือเรียวดึงบานประตูรั้วเปิดออก ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับคุณป้าคนนั้น

 

 

 

 

 

พ่อหนุ่ม เรามาเช่าบ้านหลังนี้ใช่ไหม

 

 

 

 

 

ครับ มีอะไรหรือครับคุณป้า

 

 

 

 

 

บ้านหลังนี้ผีดุนะพ่อหนุ่ม เปลี่ยนใจไม่เช่ายังทันนะ

 

 

 

 

 

ผีดุ? ที่นี่มีผีด้วยหรอครับ ”  ซองยอลเอ่ยถามคุณป้าออกไป

 

 

 

 

 

มีสิพ่อหนุ่ม ตั้งแต่เจ้าของบ้านหลังนี้ตายไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว บ้านนี้ก็กลายเป็นบ้านร้าง ใครมาเช่าอยู่กี่คนต่อกี่คนก็อยู่ไม่ได้ โดนผีหลอกหัวโกร๋นกันไปหมด นี่ไม่มีใครกล้ามาเช่าที่นี่ร่วมปีแล้ว มีพ่อหนุ่มนี่แหละเป็นรายแรก

 

 

 

 

 

แล้วผีที่เขาเจอนี่เขาโดนหลอกประมาณไหนหรอครับ

 

ซองยอลเอ่ยถามอย่างสนใจ ไม่ใช่ว่าเพราะเขาเป็นคนกลัวผี เขาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว แต่เพราะอยากได้ข้อมูลในการเขียนคอลัมน์ใหม่ๆมีมากกว่า จึงเอ่ยถามออกไปแบบนั้น

 

 

 

 

 

เห็นว่าเป็นผีผู้ชายนะ ใส่ชุดดำทั้งตัว มาโผล่ให้เห็นแล้วก็หายวับไป คนแถวนี้เขาเจอกันทั้งนั้น บางทีแค่เดินผ่านมองเข้าไปในบ้านก็เห็นยืนอยู่ตรงระเบียงบ้าง ใต้ต้นไม้บ้าง บางคืนก็มีเสียงคนเล่นเปียโนดังแว่วออกมา พูดแล้วขนลุก ที่ป้ามาเตือนก็เพราะไม่อยากให้พ่อหนุ่มเจอดี

 

 

 

 

 

หลังจากคุยกับคุณป้าผู้หวังดีอยู่อีกพักใหญ่ คุณป้าก็ขอตัวกลับไป ซองยอลจึงกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง และเขาก็พึ่งสังเกตว่ามีเปียโนที่คลุมไว้ด้วยผ้าสีขาวอย่างดีตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น ซองยอลไม่ใส่ใจกับมันมากนักเพราะเขาเล่นเปียโนไม่เป็น หลังจากจัดการกับอาหารเย็นที่ซื้อติดมือมาตั้งแต่เมื่อเช้าเรียบร้อย ซองยอลก็ขึ้นไปชั้นบนตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง บนชั้นสองมีห้องนอนอยู่สองห้อง ซองยอลเลือกนอนในห้องเล็กเนื่องจากห้องนี้มีวิวที่มองจากหน้าต่างที่ดูสวยกว่าห้องใหญ่เพราะอยู่ตรงกับสวนด้านข้างที่ปลูกดอกไม้หลายๆชนิดเอาไว้ เรื่องดอกไม้นี้ซองยอลก็นึกแปลกใจอยู่เหมือนกันเพราะจากคำบอกเล่าของคุณป้าว่าบ้านหลังนี้ถูกทิ้งให้ร้างไม่มีคนเช่ามาร่วมปีแต่ทำไมดอกไม้ถึงได้ออกดอกสวยงามราวกับมีคนคอยรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยดูแลเป็นอย่างดี แต่ซองยอลคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคุณลุงผู้ดูแลบ้านหลังนี้มากกว่า เหมือนกับภายในบ้านหลังนี้ที่ถูกดูแลรักษาและทำความสะอาดเป็นอย่างดี

 

 

เมื่ออาบน้ำชำระร่างกายเสร็จสิ้นเรียบร้อย ซองยอลก็ยึดโต๊ะทำงานริมหน้าต่างนั่งเขียนคอลัมน์ที่ต้องส่งให้ทางสำนักพิมพ์ปิดเล่มภายในอาทิตย์หน้า เขียนไปได้ไม่นาน เขาก็เผลอฟุบหลับไปเพราะความอ่อนล้า แต่พลันต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเปียโนดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ซองยอลพยายามเงี่ยหูฟังเสียงเปียโนนั้นอีกครั้งแต่ก็มีแต่ความเงียบเท่านั้นที่เป็นคำตอบ

 

 

 

สงสัยหูจะฝาด ฟังที่ป้าเล่ามากเกินไปนะเรา

 

 

 

ซองยอลเอ่ยกับตัวเองก่อนจะจัดการปิดไฟและพาตัวเองไปนอนบนเตียง แต่ครั้นพอจะเคลิ้มหลับ เขาก็ได้ยินเสียงเปียโนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ซองยอลพยายามจับทิศทางของเสียง เสียงเปียโนเหมือนอยู่ใกล้เขาแต่มันดูแผ่วเบาราวกับอยู่ไกลแสนไกล ที่สำคัญบทเพลงที่เปียโนบรรเลงนั้นมันช่างดูเศร้าสร้อยจนน่าใจหาย ซองยอลตัดสินใจพาร่างออกจากที่นอนคว้ามือถือมาเปิดไฟฉายแล้วออกจากห้องเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง ขาเรียวค่อยๆก้าวไปที่แผงสวิสต์ไฟที่เขาสำรวจไว้เมื่อกลางวันว่าอยู่ตรงไหน ทันทีที่นิ้วเรียวแตะสัมผัสไฟบริเวณชั้นล่างก็สว่างไสว เสียงเปียโนที่ดังเมื่อครู่ก็เงียบหายไปพร้อมกัน

 

 

 

 

 

ซองยอลปิดไฟฉายจากมือถือลง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่าทุกๆอย่างดูปกติดียกเว้นเปียโนหลังนั้นเท่านั้นที่ตอนนี้ผ้าคลุมสีขาวที่ซองยอลคลุมกลับให้เหมือนเดิมหลังจากเปิดออกดูเมื่อกลางวัน แต่ตอนนี้มันถูกเปิดออกและกองตกอยู่ที่พื้นข้างเปียโน ซองยอลสาวเท้าเข้าไปใกล้ก่อนจะก้มลงหยิบผ้าคลุมขึ้นมาแล้วคลุมเปียโนใหม่อีกครั้ง

 

 

 

 

 

เมื่อกลางวันเราลืมคลุมหรอ? ”

 

 

 

 

 

กล่าวกับตัวเองด้วยความงุนงง ซองยอลจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันเขาคลุมผ้าเปียโนนี้เรียบร้อยแล้วแน่นอน ขณะที่กำลังครุ่นคิดเรื่องผ้าคลุมอยู่นั้น เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเคลื่อนผ่านด้านหลังของเขาไป ซองยอลหันกลับไปมองด้านหลังก็พบแต่ความว่างเปล่า คำพูดของคุณป้าเรื่องบ้านหลังนี้มีผีก็หวนเข้ามาในความคิด แต่คนที่ไม่เคยเชื่อว่ามีผีอยู่บนโลกใบนี้แบบซองยอลนั้นกลับคิดว่าน่าจะเป็นคนมากกว่า ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนของตกลงบนพื้นที่ชั้นสอง ซองยอลสาวเท้าเดินกลับไปที่ทางขึ้นบันไดแล้วเขาก็เห็นเงาอะไรบางอย่างอยู่บนชั้นสอง ซองยอลจึงก้าวขึ้นบันไดสู่ชั้นบนในทันที เขามั่นใจว่าสิ่งที่เห็นต้องไม่ใช่ผี ต้องเป็นคนและอาจเป็นขโมยก็เป็นได้ แต่เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนซองยอลก็พบแต่ความว่างเปล่า คิ้วเรียวเริ่มขมวดเป็นปมอย่างครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปยังห้องนอนของตนเองเปิดมันออกแล้วกวาดสายตาไปทั่วห้อง ก้าวขาตรงไปยังห้องน้ำพาตัวเข้าไปด้านในสำรวจจนทั่วแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ซองยอลถอนหายใจด้วยความโล่งใจแต่ยังไม่เบาใจนัก เขาเปลี่ยนเส้นทางออกจากห้องนอนของตนไปอีกครั้งตรงไปยังห้องนอนห้องใหญ่อีกห้องที่เหลือทำการสำรวจตรวจตราจนทั่วแต่ก็ไม่พบสิ่งใดเช่นกัน

 

 

 

 

 

นี่เพราะฉันง่วงใช่ไหม ถึงตาฝาด หูฝาดขนาดนี้อีซองยอล

 

 

 

 

 

ซองยอลจับหัวของตนโคลงไปมาเบาๆ ก่อนจะสาวเท้ากลับมาที่ห้องนอนของตนอีกครั้ง แต่เมื่อเปิดประตูห้องออก ดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเขาเห็นร่างชายหนุ่มคนหนึ่งสวมใส่ชุดดำทั้งร่างกำลังนั่งอยู่ที่ปลายเตียงของเขาในลักษณะหันด้านข้างให้กับเขา ฮู้ดสีดำถูกดึงปิดส่วนของใบหน้าไว้ทั้งหมด ซองยอลยืนนิ่งตั้งสติเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจก้าวขาเข้าไปใกล้ร่างนั้นมากขึ้น

 

 

 

 

 

นายเป็นใคร เข้ามาในห้องนี้และบ้านหลังนี้ได้ยังไง

 

ซองยอลเอ่ยถามออกไป

 

 

 

 

 

ฉันอยู่ที่นี่ อยู่มานานแล้ว

 

เสียงเย็นๆเอ่ยตอบซองยอลกลับมาโดนที่ไม่หันใบหน้ามาหา

 

 

 

 

 

นายจะอยู่ที่นี่ได้ยังไง ฉันพึ่งจะมาเช่าบ้านหลังนี้

 

 

 

 

 

ฉันเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ ”  เสียงเย็นๆตอบกลับมาอีกครั้งโดยที่ไม่หันมาเช่นเคย

 

 

 

 

 

จะเป็นเจ้าของได้ยังไง ก็คุณป้าคนนั้นเล่าให้ฟังว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ตายมา 2 ปี แล้ว

 

 

 

ซองยอลเถียงคนตรงหน้าออกไป แต่เมื่อลองทวนคำพูดของตนเมื่อครู่อีกครั้งในใจ อยู่ๆขนในกายก็ลุกชันขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ จากเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องผี เรื่องวิญญาณ เป็นครั้งแรกที่ซองยอลรู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล

 

 

 

 

 

ใช่ เจ้าของบ้านหลังนี้ตายไปแล้ว สองปีแล้วที่ฉันต้องอยู่ที่นี่เพียงลำพัง

 

เสียงเยือกเย็นนั้นตอบกลับมาอีกครั้ง ซองยอลเริ่มโมโห ความหวั่นกลัวเริ่มเข้าครอบคลุมจิตใจแต่เพราะด้วยความที่ไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซองยอลจึงมีความโกรธมากกว่าความกลัว

 

 

 

 

 

อย่ามาล้อเล่นน่ะ ฉันไม่ขำ นายเป็นใครกันแน่ เข้ามาได้ยังไง อ่อ นายใช่ไหมที่แกล้งหลอกผีเขาไปทั่วจนคนที่มาเช่าบ้านและคนแถวนี้เขากลัวกันไปหมด ออกไปเลยนะ !!!

 

 

 

 

 

มือเรียวเอื้อมไปยังคนตรงหน้าด้วยหวังจะคว้าแขนกระชากลากตัวให้ออกไปจากห้องนี้และบ้านหลังนี้ แต่สิ่งที่ได้คือความว่างเปล่า มือของซองยอลเหมือนจับอากาศมันทะลุผ่านร่างคนตรงหน้าไปราวกับไม่มีตัวตน ซองยอลพยายามลองใหม่อีกครั้งแต่ก็ได้ผลลัพธ์เช่นเดิม ใบหน้าสวยเริ่มซีดเผือด ตัวสั่นเทิ้มมือสั่นเพราะเหตุการณ์ที่ประสบตรงหน้ามันเหนือความคาดหมาย

 

 

 

 

 

น...นะ....นาย ม...ไม่ใช่คน

 

ซองยอลเอ่ยออกมาแทบจับใจความไม่ได้ ร่างตรงหน้าหันกลับมาหาซองยอลเป็นครั้งแรก ใบหน้านั้นซีดขาวไม่มีสีเลือดจนดูน่ากลัว

 

 

 

 

 

ใช่ ฉันไม่ใช่คน

 

และนั่นคือประโยคสุดท้ายที่ซองยอลได้ยินก่อนที่สติจะดับวูบลงไปพร้อมกับร่างบางที่ทรุดลงไปกองกับพื้น

 

 

 

 

 

เปลือกตาสีไข่ค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ ดวงตากลมสวยกระพริบซ้ำๆเพื่อให้สายตาคุ้นชินกับภาพตรงหน้า ซองยอลมองเห็นเพดานห้องและพบว่าตนเองกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงหลังกว้าง คนร่างบางขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ประมวลความคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อย่างรวดเร็ว ซองยอลจำได้ว่าเขาพบชายชุดดำที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้และซองยอลไม่สามารถแตะสัมผัสชายคนนั้นได้เพราะร่างนั้นโปร่งใสหลังจากนั้นตัวเขาก็หมดสติไป ซองยอลถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างโล่งอก

 

 

 

 

 

ที่แท้ก็ฝันไป ฝันอะไรทำไมเหมือนจริงขนาดนี้

 

 

 

 

 

ใครบอกล่ะว่านายฝัน มันคือความจริงต่างหากล่ะ

 

เสียงเย็นๆเอ่ยขึ้นที่ด้านซ้ายของเตียง ซองยอลสะดุ้งเฮือก ใบหน้าสวยหันไปมองทางต้นเสียงในทันที และก็พบชายหนุ่มในชุดดำยืนอยู่ที่ข้างเตียง ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดนั้นจ้องมองมาทางซองยอลนิ่ง

 

 

 

 

 

ผะ...ผี อย่ามาหลอกกันเลย ขอร้องล่ะ ขอร้อง

 

ซองยอลถอยหลังกรูดแทบจะตกจากเตียงอีกฝั่งเพราะความกลัว แต่แล้วเขาก็ต้องผวาอีกครั้ง เมื่อชายหนุ่มชุดดำเมื่อครู่หายตัวมาปรากฏตัวที่อีกฝั่งของเตียงข้างหลังของซองยอล

 

 

 

 

 

เฮ้ย !!! กลัวแล้ว อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย

 

ซองยอลยกมือเรียวขึ้นมาปิดตาของตนแน่น

 

 

 

 

 

ถึงนายจะปิดตาเอาไว้ ฉันก็ยังอยู่ตรงนี้อยู่ดี ”  เสียงเยือกเย็นตอบกลับมา

 

 

 

 

 

ก็ไปซักทีสิ อยากกินอะไรก็บอก เดี๋ยวจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

 

 

 

 

 

ฉันอยากเป็นเพื่อนกับนาย

 

 

 

 

 

จะบ้าหรอ คนกับผีจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง ใครเขาอยากจะเป็นเพื่อนกับผี เป็นผีก็อยู่ส่วนผีสิ มายุ่งวุ่นวายกับคนทำไม !!!

 

 

 

 

 

ซองยอลตะโกนลั่นทั้งๆที่สองมือปิดตาแน่น แต่เสียงเยือกเย็นนั้นก็เงียบหายไป นิ้วเรียวค่อยๆแยกออกห่าง ดวงตากลมโตมองลอดช่องว่างของนิ้วไปยังจุดที่มีร่างของชายชุดดำอยู่เมื่อครู่นี้แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า ซองยอลถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอีกครั้งและลดมือที่ปิดตาไว้ลงมาแต่เมื่อหันกลับมาทางปลายเตียง ซองยอลก็ต้องสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง เมื่อร่างของชายชุดดำที่เขาคิดว่าหายไปแล้ว ตอนนี้กำลังนั่งหันหลังให้เขาอยู่ที่ปลายเตียง

 

 

 

 

 

นี่นายยังไม่ไปอีกหรอ ไปซักทีเถอะ ขอร้อง ฉันกลัวแล้ว

 

ซองยอลเอ่ยอ้อนวอนออกมา ถ้าร้องไห้ออกมาได้ซองยอลคงทำไปแล้ว ใครจะไปคิดว่าคนที่ไม่เคยกลัวและไม่เคยเชื่อมาตลอดชีวิตว่าผีมีอยู่จริงบนโลกใบนี้จะต้องมาเผชิญหน้ากับผีเข้าอย่างจัง ซ้ำยังต้องมานั่งขอร้องให้ผีหายตัวไปอีก มันช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน

 

 

 

 

 

นี่ คุณผี ตกลงจะนั่งอยู่แบบนี้ทั้งคืนหรือไง!!!

 

ซองยอลเอ่ยถามอีกครั้ง เมื่ออีกฝ่ายเงียบนิ่งไปไม่ตอบคำถามของเขา เริ่มแรกซองยอลยอมรับว่ากลัวคนตรงหน้ามากเหลือเกิน แต่ตอนนี้ไม่รู้เขาได้ความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าถามออกไปแบบนั้น

 

 

 

 

 

นี่ !!! ฉันถาม ไม่ได้ยินหรือไง

 

ซองยอลถามกลับไปอีกครั้ง เมื่อยังคงไม่มีสัญญาณตอบรับจากคนตรงหน้า

 

 

 

 

 

ได้ยิน แต่ขออยู่ตรงนี้ซักพักได้ไหม

 

เสียงเยือกเย็นตอบซองยอลกับมา ซองยอลยู่ปากเล็กน้อย หากผีตนนี้ต้องการที่จะนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไป แล้วซองยอลควรทำอย่างไรดี จะให้ล้มตัวลงนอนทำตัวเป็นปกติราวกับไม่มีใครอยู่ด้วยซองยอลคงทำไม่ได้ สุดท้ายหลังจากต่างฝ่

 

ายต่างเงียบอยู่พักใหญ่ ซองยอลก็ตัดสินใจเอ่ยถามออกไป

 

 

 

นายอยู่ที่นี่มานานแล้วหรอ

 

 

 

 

 

สองปี

 

 

 

 

 

งั้นนายก็คือเจ้าของบ้านหลังนี้ตามที่คุณป้าคนนั้นเล่าน่ะสิ แล้วนายเป็นอะไรตาย ทำไมต้องไปหลอกชาวบ้านเขาด้วยล่ะ คนเช่าบ้านกับคนแถวนี้เขากลัวนายกันหมดล่ะ

 

 

 

 

 

ฉันไม่ได้หลอก

 

 

 

 

 

ไม่ได้หลอกอะไร ที่นายทำกับฉันก็หลอกผีฉันเหมือนกัน !!! ถ้าฉันช็อกหัวใจวายตายไปจะทำยังไง

 

 

 

 

 

ก็บอกว่าไม่ได้หลอก ก็แค่อยากมีเพื่อน

 

 

 

 

 

อยากมีเพื่อนนี่นะ? ”

 

 

 

 

 

ฉันเหงา ฉันอยู่ที่นี่แค่คนเดียว ก็แค่อยากมีเพื่อนคุยก็แค่นั้น แต่พอทุกคนเห็นฉันต่างก็พากันกลัวและวิ่งหนีกันไปหมด

 

 

 

 

 

ใครไม่กลัวก็บ้าล่ะ ผีหลอกให้เห็นเป็นตัวเป็นตนขนาดนี้

 

 

 

 

 

นายชื่อซองยอลใช่ไหม

 

 

 

 

 

เฮ้ย !!! เป็นผีนี่รู้ทุกอย่างเลยหรอ

 

 

 

 

 

เปล่า ฉันเห็นชื่อนายในสมุดจดของนาย

 

 

 

 

 

แล้วนายล่ะ ชื่ออะไร

 

 

 

 

 

ฉันชื่อมยองซู คิมมยองซู ฉันต้องไปแล้ว แล้วฉันจะมาหานายใหม่นะ

 

หลังจบประโยคร่างของชายชุดดำก็หายวับไปในทันที

 

 

 

 

 

เฮ้ย !!! บทจะไปก็ไปตกใจหมด แล้วก็ไม่ต้องมาแล้วก็ได้ ฉันกลัวนะโว้ย

 

ซองยอลตะโกนตามหลังไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------  ^^ Ghost ^^  --------------------------------------------

 

 

 

 

 

วันรุ่งขึ้นซองยอลนั่งเขียนคอลัมน์ที่ค้างไว้จนเสร็จก่อนจะส่งต้นฉบับผ่านทางอีเมล์ไปให้ทางสำนักพิมพ์ หลังจากนั้นเขาก็ออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของใช้ต่างๆที่ยังขาดเข้าบ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ตกค่ำพอดี เมื่อเก็บของเรียบร้อยก็ขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง เข้าห้องน้ำอาบน้ำชำระร่างกายก่อนจะออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าเช็ดตัวพันเพียงท่อนล่างเพียงผืนเดียว มือเรียวใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมที่ตนพึ่งสระแบบลวกๆ แต่เมื่อเดินพ้นประตูห้องน้ำออกมาได้ไม่กี่ก้าว ตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อมองเห็นร่างในชุดดำของมยองซูนั่งอยู่บนเตียงกำลังมองมาทางเขา

 

 

 

 

 

เฮ้ย !!! มาตั้งแต่เมื่อไร

 

 

 

 

 

มาตอนที่นายเข้าไปอาบน้ำนั่นแหละ

 

 

 

 

 

ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวค่อยมาใหม่ได้ไหม

 

ซองยอลยืนกอดอกด้วยความเขินอาย ถึงจะเป็นผู้ชายด้วยกันแต่เขาก็ไม่เคยอยู่ในชุดที่มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกับใครมาก่อน ยิ่งต้องมาเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าด้วยยิ่งไปกันใหญ่ ซ้ำคนตรงหน้าก็ยังไม่ใช่คนอีก

 

 

 

 

 

ตามสบาย นายก็เปลี่ยนไปสิ

 

 

 

 

 

งั้นก็หันไปทางอื่นสิ !!!

 

 

 

 

 

นายอายฉันหรือไง ฉันเป็นผีทำไมต้องอาย

 

 

 

 

 

จะผีหรือคนก็อาย มันไม่ชิน จะให้มาแต่งตัวต่อหน้าคนอื่นได้ยังไง

 

 

 

 

 

งั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันมาใหม่ แต่จะบอกนายไว้ซักอย่างนายควรทำตัวให้ชินกับฉันได้แล้ว เพราะฉันไปได้ทุกที่ แม้กระทั่งในห้องน้ำที่นายอาบเมื่อครู่

 

เมื่อเอ่ยจบประโยค มยองซูก็หายวับไป

 

 

 

 

 

ไอ้ผีบ้า ทำไมพูดอย่างนี้วะ คิดว่าเป็นผีจะทำอะไรก็ได้หรือไง ขอความส่วนตัวบ้างได้ไหม !!!

 

ซองยอลตะโกนตามหลังมยองซูไป

 

 

 

 

 

หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ซองยอลก็ลงไปที่ชั้นล่าง เปิดตู้เย็นเพื่อรินน้ำมาดื่ม แต่เมื่อปิดประตูตู้เย็น เขาก็ต้องสะดุ้งอีกครั้ง เมื่อพบมยองซูปรากฏตัวอยู่ข้างๆเขา

 

 

 

 

 

โอ๊ย!!! หัวใจจะวาย จะมาก็ให้ซุ่มให้เสียงกันบ้าง ตกใจนะ

 

 

 

 

 

ฉันบอกนายแล้วว่าให้นายปรับตัวให้ชินกับฉันซักที

 

 

 

 

 

ใครมันจะไปชิน เดี๋ยวก็แวบมา แวบไป

 

 

 

 

 

แต่นายก็เริ่มชินไม่กลัวฉันแล้วนิ

 

 

 

 

 

เจอจะๆมาสองวันเต็ม จะเหลือให้กลัวไหมล่ะ

 

ซองยอลเอ่ยตอบกลับไป มยองซูยิ้มบางๆอย่างพอใจ และเป็นครั้งแรกที่ซองยอลได้สังเกตมยองซูอย่างเต็มตา มยองซูในวันนี้ดูน่ากลัวน้อยกว่าเมื่อวาน ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือดนั้นบัดนี้ดูมีสีเลือดมากขึ้น ซองยอลละสายตาจากใบหน้าของคนตรงหน้า ก่อนจะเดินออกมาตรงไปนั่งที่โซฟาสีดำในห้องนั่งเล่นแทน มยองซูหายตัวมานั่งลงข้างๆซองยอล ซองยอลหยิบหนังสือของเขาที่วางกองไว้บนโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่าน

 

 

 

 

 

ชอบอ่านหนังสือหรอ มยองซูเอ่ยถามออกมา

 

 

 

 

 

อืม ชอบ ฉันเป็นนักเขียน อ่านหนังสือเยอะๆจะได้เขียนงานได้คล่องขึ้น

 

 

 

 

แล้วทำไมถึงเลือกมาอยู่บ้านหลังนี้ล่ะ

 

 

 

 

 

ก็มันสวยดี พอเห็นรูปก็รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง ทำให้อยากมาที่นี่ ซองยอลเอ่ยออกมา ก่อนคนน่ารักจะนึกขึ้นได้หันมาหามยองซูเพื่อเอ่ยถาม ว่าแต่นายเถอะ ฉันถามเรื่องของนายบ้างได้ไหม

 

 

 

 

 

ก็ถามมาสิ

 

 

 

 

 

นายเป็นอะไรตาย ทำไมวิญญาณถึงยังวนเวียนอยู่ที่นี่ ญาตินายคนอื่นๆล่ะไปไหนหมด ทำไมถึงทิ้งบ้านหลังนี้ให้ร้างทั้งๆที่มันสวยมากขนาดนี้ แล้วทำไมนายถึงต้องไปหลอกชาวบ้านด้วย ตกลงนายเป็นคน เอ้ย!!! เป็นผีแบบไหนกันแน่

 

ซองยอลถามมยองซูออกมารวดเดียวตามที่เขาสงสัยในหลายๆเรื่อง

 

 

 

 

 

ถามเยอะขนาดนี้ จะให้ตอบอันไหนก่อน

 

 

 

 

 

อันไหนก็ได้ ตอบมาเถอะ

 

 

 

 

 

ฉันเป็นอะไรตายน่ะหรอ ไม่รู้สิ ทำไมถึงวนเวียนอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าฉันไม่สามารถออกไปนอกบริเวณบ้านหลังนี้ได้ ส่วนญาติฉัน ฉันก็ไม่รู้ ฉันเห็นแค่คุณลุงคนที่พานายมาดูบ้านแค่คนเดียวเท่านั้น ส่วนเรื่องหลอกชาวบ้าน ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้หลอก ฉันก็แค่เหงาอยากมีใครพูดคุยด้วยก็แค่นั้น

 

มยองซุตอบคำถามซองยอลกลับมายืดยาว

 

 

 

 

 

นายจะบอกว่านายไม่รู้อะไรซักอย่างเลยนี่นะ เฮ้ยคนเราตายไปจะจำอะไรไม่ได้เลยหรอ ไม่น่านะ เท่าที่เคยอ่านมา วิญญาณต้องจดจำตัวเองและเรื่องราวของตัวเองได้สิ ”  ซองยอลขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แล้วทำไมนายจำชื่อตัวเองได้ล่ะ

 

 

 

 

 

จริงๆแล้วแม้แต่ชื่อ ฉันก็จำไม่ได้ ที่ฉันรู้ว่าฉันชื่อมยองซูและเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ก็เพราะคุณลุงคนนั้นเรียกชื่อฉันตลอดเวลาที่มาบ้านหลังนี้

 

 

 

 

 

แล้วนายมั่นใจได้ยังไงว่านั่นคือชื่อนาย คุณลุงอาจจะเรียกชื่อคนอื่นก็ได้

 

 

 

 

 

ไม่รู้สิ แค่รู้สึกว่ามันใช่

 

 

 

 

 

แล้วอย่างอื่นล่ะ จำอะไรได้ไหม

 

ซองยอลเอ่ยถามอีกครั้ง มยองซูส่ายหัวเบาๆ

 

 

 

 

 

งั้นนายก็เป็นผีความจำเสื่อมน่ะสิ !!!

 

 

 

 

 

คงงั้นมั้ง

 

มยองซูเอ่ยตอบมา ก่อนจะหายตัวไปแล้วปรากฏตัวอีกครั้งที่เปียโน ผ้าคลุมสีขาวเลื่อนหลุดลงมากองกับพื้น มยองซูทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะเริ่มเล่นเปียโนขึ้นมาช้าๆ ซองยอลฟังเสียงเปียโนอย่างสนใจ เพลงที่มยองซูเล่นเพราะมาก มันไพเราะจนซองยอลรู้สึกทึ่งไปกับมัน มยองซูเล่นเปียโนจนจบเพลงก่อนจะหยุดมือลง

 

 

 

 

 

หยุดเล่นทำไม เพราะดี น่าแปลกนะที่นายไม่ลืมวิธีเล่นเปียโนได้

 

 

 

 

 

เรื่องนี้ฉันก็แปลกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าตัวเองจะเล่นเปียโนได้

 

 

 

 

 

แล้วนายจะทำยังไงต่อไป

 

 

 

 

 

ไม่รู้สิ ก็คงต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปล่ะมั้ง

 

 

 

 

 

ฉันจะช่วยนายเอง ฉันจะสืบเรื่องของนายให้

 

 

 

 

 

จริงนะ นายจะช่วยฉันจริงนะ

 

มยองซูตาโตด้วยความดีใจ ซองยอลพยักหน้ารับเบาๆ มยองซูแย้มยิ้มอย่างพอใจ

 

 

 

 

 

ขอบใจมากนะซองยอล งั้นฉันไม่กวนนายแล้ว นายอ่านหนังสือไปเถอะ

 

ครั้นพูดจบประโยค มยองซูก็หายตัวไป

 

 

 

 

 

อีกล่ะ บอกว่าอย่าทำแบบนี้ มันตกใจนะ !!!

 

ซองยอลบ่นออกมาเบาๆไม่จริงจังอะไร ก่อนมือเรียวจะหยิบหนังสือมาเปิดอ่านใหม่อีกครั้ง

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------  ^^ Ghost ^^  --------------------------------------------

 

 

 

 

 

ตั้งแต่นั้นมาซองยอลก็ใช้ชีวิตร่วมกับมยองซูภายในบ้านหลังนั้น มยองซูจะปรากฎตัวให้เห็นในเวลากลางคืนเท่านั้น ซองยอลเริ่มคุ้นชินกับการหายตัวไปมาของมยองซู ขณะที่มยองซูเองก็พยายามปรับตัวไม่ทำอะไรให้ซองยอลตกใจหรือรู้สึกไม่สบายใจ ยิ่งอยู่ใกล้ชิดกันทั้งคู่ก็สนิทสนมกันมากขึ้น ซองยอลต้องคอยตอบคำถามคุณป้าผู้หวังดีคนนั้นรวมถึงเพื่อนบ้านคนอื่นๆในเรื่องที่ซองยอลสามารถพักอยู่ที่บ้านหลังนั้นได้นานกว่าคนอื่น และยังจะเรื่องเสียงเปียโนที่มักดังในเวลากลางคืน ซ้ำหลายคนยังเห็นซองยอลพูดคุยกับใครซักคนทั้งๆที่อยู่เพียงลำพัง

 

 

 

 

 

สำหรับเรื่องที่ซองยอลรับปากมยองซูไว้ว่าจะสืบหาเรื่องราวของมยองซูให้นั้น ซองยอลเริ่มต้นจากการสอบถามคุณลุงผู้ดูแลบ้าน แต่ซองยอลก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลย ถัดมาคือการสำรวจทุกๆอย่างภายในบ้านแต่ก็ไม่พบอะไรเลยแม้แต่รูปของมยองซู นอกนั้นเขาก็พยายามหาทางค้นหาข้อมูลจากด้านอื่นๆ แต่ก็คว้าน้ำเหลวในทุกครั้ง จนย่างเข้าเดือนที่สาม ซองยอลก็ยังไม่พบข้อมูลอะไร สุดท้ายก็เป็นมยองซูเองที่บอกให้ซองยอลล้มเลิกหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขา

 

 

 

 

 

ไม่เป็นไรหรอกซองยอล พอเถอะ นายไม่ต้องสืบเรื่องฉันแล้ว

 

มยองซูเอ่ยบอกซองยอลอีกครั้งหลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยบอกซองยอลไปหลายครั้งแล้ว แต่การที่ต้องเห็นซองยอลทำหน้าเครียดแบบนี้มยองซูก็พลอยรู้สึกผิดไปด้วย

 

 

 

 

 

แต่ฉันอยากช่วยนายจริงๆนะ บางทีถ้าทำสำเร็จ นายจะได้ไม่ถูกกักขังวิญญาณไว้แบบนี้ไง นายจะได้ไปเกิดใหม่ ไม่ต้องทนอยู่ในบ้านหลังนี้อีกต่อไป

 

 

 

 

 

ดูเหมือนนายจะอยากให้ฉันไปจากที่นี่เหลือเกินนะ รำคาญฉันมากใช่ไหม ถึงอยากให้ไปพ้นๆ

 

มยองซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดออกจะงอนคนตรงหน้า

 

 

 

 

 

เปล่านะ ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นซะหน่อย ฉันก็แค่อยากช่วยนาย

 

 

 

 

 

ช่วยหรอ นายเบื่อและรำคาญผีอย่างฉันก็บอกมาตามตรงเถอะซองยอล

 

 

 

 

 

เอ๊ะ !!! มยองซู อย่าพาลสิ ฉันแค่อยากช่วยนายจริงๆ

 

 

 

 

 

แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าช่วยหรอก เขาเรียกว่าอยากไล่ส่งมากกว่า !!!

 

 

 

 

 

แล้วนายจะเอายังไง !!!

 

ซองยอลเริ่มหงุดหงิดกับอารมณ์ขึ้นๆลงๆของคนตรงหน้า

 

 

 

 

 

นายอยากทำอะไรก็ทำเถอะ เอาที่นายสบายใจ

 

มยองซูเอ่ยเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะหายตัววับไป

 

 

 

 

 

โอ๊ย !!! ไอ้ผีบ้านี่ นอกจากจะเป็นผีความจำเสื่อมแล้วยังจะเป็นผีขี้งอน ขี้น้อยใจ อีกหรือไง

 

ซองยอลบ่นมยองซูด้วยความหงุดหงิด ทุกสิ่งที่เขาทำลงไปก็เพียงหวังที่จะช่วยมยองซูก็เท่านั้น จริงอยู่ว่าการช่วยเหลือครั้งนี้หากทำสำเร็จก็จะหมายถึงเป็นการช่วยปลดปล่อยวิญญาณของมยองซูให้ไปสู่สุคติ ซึ่งซองยอลเองก็ใจหายหากเขาและมยองซูจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว แต่เขาก็ต้องทำ ต้องทำเพื่อมยองซูเท่านั้น

 

 

 

 

 

หลังจากมีปากเสียงกัน มยองซูก็หายไปไม่มาปรากฏร่างให้ซองยอลเห็นมาสามวันแล้ว จากที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันจนกลายเป็นความเคยชิน เมื่ออีกฝ่ายหายไปก็เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง ซองยอลเริ่มหงุดหงิดโดยไม่มีเหตุผล เขานั่งขยำกระดาษที่นั่งเขียนร่างคอลัมน์แบบคร่าวๆทิ้งกองเต็มพื้นไปหมด ประเด็นแรกคือไม่มีสมาธิมากพอที่จะทำมัน อีกประเด็นนึงก็คือใจคอยแต่จะห่วงคิดถึงเรื่องของมยองซูวนไปเวียนมา สุดท้ายซองยอลก็เขียนงานต่อไปไม่ได้ เขาตัดสินใจพาตัวเองลงมาที่ชั้นล่าง เปิดเอากล่องนมในตู้เย็นมารินใส่แก้วยกขึ้นดื่ม ซองยอลเริ่มสัมผัสได้ว่าเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังแล้วในตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเขาอยู่ ซองยอลวางแก้วลงก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องนั่งเล่น สายตาคู่สวยกวาดตามองไปรอบๆเพื่อค้นหาต้นตอที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้นแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ

 

 

 

 

 

มยองซู ฉันรู้ว่านายอยู่แถวนี้ ออกมานะ !!!

 

 

 

 

 

คิมมยองซู !!! ฉันบอกให้นายออกมาไง ได้ยินไหม !!!

 

 

 

 

 

มยองซู ไอ้ผีบ้า ไอ้ผีขี้งอน เป็นผีอะไรขี้งอน ขี้น้อยใจ จะออกมาไหม ไม่ออกจะสาปแช่งแล้วนะ !!!

 

ซองยอลตะโกนเรียกมยองซู ดวงตาคู่กลมกวาดมองหามยองซูไปด้วย แล้วซองยอลก็ทำสำเร็จเมื่อปรากฎร่างในชุดดำของมยองซูขึ้นห่างจากเขาไปไม่มากนัก มยองซูกำลังกอดอกมองมาทางเขา

 

 

 

 

 

กว่าจะออกมาได้ ”  ซองยอลยู่ปากใส่ดวงวิญญาณขี้งอนด้วยความหมั่นไส้

 

 

 

 

 

เรียกทำไม !!!

 

 

 

 

 

นี่ !!! เลิกงอนฉันซักทีมยองซู

 

 

 

 

 

ใครงอน ไม่ได้งอน !!!

 

 

 

 

 

หรอ หึหึ เป็นผีประสาอะไร งอนคนก็ได้ ”  ซองยอลกอดอกเถียงมยองซูอย่างไม่ยอมแพ้

 

 

 

 

 

ฉัน...เปล่า... โอ๊ะ ….. โอ๊ย !!!

 

มยองซูกำลังจะเอ่ยเถียงซองยอลกลับมา แต่ทันใดนั้นใบหน้าซีดขาวนั้นก็เต็มไปด้วยสีหน้าของความเจ็บปวด สองมือกอดร่างตนแน่นราวกับมีอะไรบางอย่างทิ่มแทงไปทั้งร่าง

 

 

 

 

 

มยองซู !!! นายเป็นอะไร

 

ซองยอลเอ่ยถามด้วยความตกใจ มยองซูได้แต่กอดตัวเองร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนจะทรุดลงไปนอนคุดคู้อยู่ที่พื้น ซองยอลพุ่งตรงไปหามยองซูด้วยหวังต้องการที่จะช่วยเหลือแต่เมื่อเขายื่นมือเข้าไปหวังจะพยุงร่างหนาก็พบว่ามันช่างไร้ประโยชน์เพราะซองยอลไม่สามารถแตะต้องมยองซูได้เหมือนที่ผ่านมา พอจะแตะสัมผัสก็เหมือนคว้าอากาศเพราะมันทะลุผ่านร่างมยองซูไป

 

 

 

 

 

มยองซู เกิดอะไรขึ้น นายเป็นอะไร ทำไมถึงเจ็บปวดแบบนี้

 

ซองยอลทรุดตัวลงอยู่ข้างๆมยองซู เขาทำได้แค่เพียงมองมยองซูด้วยความเป็นห่วงและสงสาร มยองซูดิ้นรนไปมาด้วยความเจ็บปวดทรมาณ ก่อนที่ร่างของมยองซูจะค่อยๆจางลงเรื่อยๆแล้วหายวับไปกับตา

 

 

 

 

 

มยองซู มยองซู ไม่ !!! นายอยู่ไหน

 

ซองยอลตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถึงมยองซูจะเคยหายตัวไปต่อหน้าเขาเป็นประจำจนเขาคุ้นชิน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้ง ร่างของมยองซูจางหายไปเอง ซ้ำมยองซูยังเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาณให้เขาเห็นต่อหน้าต่อตา ดังนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้ต้องไม่ปกติแน่ๆในสายตาของซองยอล

 

 

 

 

 

มยองซู นายอยู่ไหน มยองซู กลับมาหาฉันนะ มยองซู

 

ซองยอลตะโกนเรียกมยองซูด้วยหวังจะให้มยองซูปรากฏตัวให้เห็นอีกครั้ง แต่พร่ำเรียกหาเท่าไรมยองซูก็ไม่ปรากฏตัว ซองยอลเริ่มใจไม่ดีร่างบางตัดสินใจออกเดินหาและเรียกมยองซูไปรอบๆบ้านแต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีแต่ความเงียบงัน สุดท้ายซองยอลก็ยอมแพ้ทิ้งตัวลงบนโซฟา หยาดน้ำใสๆไหลรินออกมาด้วยความเสียใจ จากที่เริ่มแรกซองยอลกลัวและไม่อยากพบวิญญาณอย่างมยองซูแต่ตอนนี้มันกลับตรงกันข้ามซองยอลแค่ต้องการให้มยองซูกลับมาหาเขา

 

 

 

มยองซู นายอยู่ไหน กลับมานะ กลับมาหาฉัน ไหนนายบอกนายเหงา ต้องการเป็นเพื่อนกับฉันไง ฉันอยู่นี่แล้ว ฉันจะไม่ว่านายอีก กลับมานะ ขอร้อง

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------  ^^ Ghost ^^  --------------------------------------------

 

 

 

 

 

เวลาล่วงผ่านเป็นอาทิตย์นับตั้งแต่วิญญาณของมยองซูสลายหายไปต่อหน้าต่อตาซองยอล ซองยอลคอยร้องเรียกหามยองซูในยามค่ำคืนในทุกๆคืนแต่ก็ไร้ซึ่งร่องรอย ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนครั้งที่ซองยอลทะเลาะกับมยองซู เพราะในครั้งนั้นแม้มยองซูจะไม่มาปรากฏร่างให้ซองยอลเห็นแต่ซองยอลก็สัมผัสได้ว่ามยองซูวนเวียนอยู่ภายในบ้านหรือไม่ก็อยู่ใกล้ๆตัวเขาเพียงแค่ไม่ปรากฎตัวให้เขาเห็นแค่นั้น แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ซองยอลรู้สึกว่าบ้านหลังนี้ดูว่างเปล่า เขาไม่สามารถสัมผัสมยองซูได้เลย สุดท้ายซองยอลก็ตัดสินใจโทรไปหาคุณลุงผู้ดูแลบ้านหลังนี้นัดคุณลุงให้มาพบเขาที่บ้าน

 

 

 

 

 

คุณลุงคงพอจำได้นะครับ ที่ผมเคยถามถึงเรื่องวิญญาณผู้ชายที่วนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้

 

ซองยอลเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาก่อน

 

 

 

 

 

ครับคุณซองยอล และผมก็จำได้ว่าเคยบอกคุณซองยอลไปหลายครั้งแล้วว่าที่บ้านหลังนี้ไม่มีวิญญาณอะไรทั้งนั้น คนแถวนี้และคนเก่าๆที่เคยมาเช่าบ้าน เขาตาฝาดและประสาทหลอนไปเองทั้งนั้น ตัวผมมานอนที่นี่ไม่รู้ตั้งกี่ครั้งไม่เห็นเคยเจออะไรเลย

 

คุณลุงเอ่ยตอบซองยอลไปด้วยท่าทางที่สุขุม ไม่มีพิรุธอะไรเหมือนกับหลายๆครั้งที่ซองยอลเคยเอ่ยถาม

 

 

 

 

 

แล้วถ้าผมบอกว่าผมได้เจอและได้พูดคุยกับวิญญาณดวงนั้น คุณลุงจะเชื่อผมไหมครับ

 

 

 

 

 

เป็นไปไม่ได้หรอกครับคุณซองยอล วิญญาณไม่มีจริงหรอกครับ

 

คุณลุงหัวเราะออกมาเบาๆเพราะความไม่เชื่อในเรื่องนี้

 

 

 

 

 

แล้วถ้าผมจะบอกว่าวิญญาณดวงนั้นชื่อคิมมยองซู เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ และตายไปเมื่อสองปีก่อน คุณลุงคิดว่าไงครับ

 

 

 

 

 

คุณไปเอาชื่อนี้มาจากไหน

 

คุณลุงเอ่ยถามกลับมา น้ำเสียงและใบหน้าดูเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินชื่อของมยองซูเข้า

 

 

 

 

 

มยองซูเป็นคนบอกผม

 

คุณลุงมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ฟังซองยอลก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเอ่ยกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจ

 

 

 

 

 

ถ้าคุณจะเรียกผมมาคุยเรื่องไร้สาระแล้วละก็ ผมเห็นจะต้องขอตัว


 

ถ้าเรื่องนี้มันไร้สาระ แล้วทำไมคุณลุงต้องทำสีหน้าตกใจด้วยล่ะครับ คุณลุงมีอะไรปกปิดผมอยู่ใช่ไหม ทุกสิ่งที่ผมพูดออกมามันคือความจริง วิญญาณที่ผมเจอที่นี่คือคิมมยองซู

 

 

คุณเป็นใครกันแน่ ต้องการอะไร ถึงได้แต่งเรื่องพวกนี้ขึ้นมา !!!

 

คุณลุงเริ่มไม่พอใจซองยอล เอ่ยออกมาด้วยเสียงที่ดังมากขึ้น


 

 

 ผมไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ผมแค่อยากทำเพื่อมยองซู มยองซูต้องทนทุกข์ทรมาณถูกกักขังอยู่ในบ้านหลังนี้มานานสองปี ผมก็แค่อยากช่วยเขาให้หลุดพ้นด้วยการตามหาความจริงที่เกี่ยวกับตัวเขา ความจริงที่วิญญาณอย่างเขาไม่สามารถจดจำอะไรได้เลย

 

 

 

 

 

แต่ถ้าคุณลุงจะไม่บอกผม ก็ไม่เป็นไร เพราะต่อให้ผมคาดคั้นเอาคำตอบจากคุณลุงสำเร็จ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว เพราะตอนนี้มยองซูไม่อยู่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำมันไปเพื่อใคร

 

ซองยอลเอ่ยออกมาด้วยความเศร้าจากหัวใจ เป็นความจริงต่อให้ซองยอลได้คำตอบของเรื่องราวทั้งหมด มันก็สายเกินไปแล้ว เพราะไม่มีมยองซูอีกต่อไปแล้วในตอนนี้ คุณลุงสบตาซองยอลอย่างครุ่นคิดพร้อมกับการชั่งใจอยู่ในทีก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาอีกครั้ง

 

 

 

 

 

ผมเชื่อได้ใช่ไหมว่าสิ่งที่คุณพูดมันคือความจริง และผมเชื่อใจคุณได้ใช่ไหมคุณซองยอล

 

 

 

 

 

สิ่งที่ผมพูดทั้งหมดอาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ผมยืนยันได้ว่าผมพูดความจริง

 

ซองยอลตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง คุณลุงยิ้มตอบกลับมาบางๆก่อนจะล้วงกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมายื่นส่งให้ซองยอล

 

 

 

 

 

ถ้าคุณบอกว่าคุณเจอวิญญาณคุณมยองซูจริง คุณพอจะบอกผมได้ไหมว่าเขาคือคนไหน

 

 

 

 

 

ซองยอลรับกระดาษแผ่นนั้นมาก่อนจะคลี่กางออก มันคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่เหมือนจะฉีกออกมาจากหนังสือรุ่นของมหาวิทยาลัย ในรูปเป็นรูปที่นักศึกษายืนเข้าแถวถ่ายรูปรวมกัน ซองยอลกวาดตามองไปตามแต่ละแถว ก่อนจะแตะนิ้วเรียวลงไปที่ผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงกลางของแถวที่สอง ผู้ชายที่เขาคุ้นหน้าและอยู่ด้วยกันมาตลอดเวลาสามเดือนที่ผ่านมา คุณลุงมองตามที่ซองยอลชี้ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

 

 

 

 

 

คุณบอกตอนนี้คุณมยองซูไม่อยู่แล้ว หมายความว่ายังไง เกิดอะไรขึ้น

 

 

 

 

 

ผมก็ไม่รู้ อยู่ๆเมื่ออาทิตย์ก่อน มยองซูก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ดิ้นไปมา แล้ววิญญาณของเขาก็สลายหายไป ตั้งแต่วันนั้นมา ผมก็ไม่สามารถติดต่อเขาได้อีกเลย

 

 

 

 

 

เมื่ออาทิตย์ก่อนงั้นหรอ ”  คุณลุงเอ่ยออกมาอย่างใช้ความคิด

 

 

 

 

 

มีอะไรหรอครับ

 

 

 

 

 

คุณซองยอลคิดว่าคนเราถ้าหากไม่มีวิญญาณสถิตอยู่ในร่าง คนๆนั้นจะยังสามารถมีลมหายใจอยู่ไหมครับ

 

 

 

 

 

เท่าที่ผมเคยอ่านหนังสือมาก็อาจเป็นไปได้นะครับ เพราะมีหลายเคสที่มีคนเล่าว่าตนป่วยหนักแล้ววิญญาณออกจากร่างไปที่อื่นก่อนจะกลับเข้าร่างดังเดิม และช่วงที่วิญญาณออกไปร่างของเขาก็ยังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล

 

ซองยอลออกความคิดเห็นตามที่เขาเคยอ่านเจอมา

 

 

 

 

 

เอ๊ะ...คุณลุงถามแบบนี้หมายความว่า… ”  ซองยอลเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

 

 

 

 

ใช่ คุณมยองซูยังไม่ตาย

 

 

 

 

 

อะไรนะครับ คุณลุงบอกว่าอะไรนะ!!! ”  ซองยอลตาโตด้วยความตื่นเต้นระคนตกใจ

 

 

 

 

 

คุณมยองซูยังมีชีวิตอยู่ หลังจากประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเมิ่อสองปีก่อน เขาก็กลายเป็นเจ้าชายนิทรา นอนแน่นิ่งไม่ได้สติมาตลอด นั่นทำให้ผมไม่เคยเชื่อว่าจะมีวิญญาณวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้ เพราะคุณมยองซูยังไม่ตาย

 

 

 

 

 

มยองซูอยู่ที่ไหนครับ พาผมไปพบเขาได้ไหม

 

ซองยอลอ้อนวอนคุณลุงด้วยความใจร้อน คุณลุงพยักหน้ารับคำเบาๆ

 

 

 

 

 

คุณลุงพาซองยอลไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังนั้นมากนัก ซองยอลเดินตามคุณลุงเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย ยิ่งสาวเท้าเข้าไปใกล้เตียงมากเท่าไร ซองยอลก็ยิ่งตื่นเต้นใจเต้นระรัว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้พบมยองซูในสถานะที่ไม่ใช่วิญญาณแต่เป็นมนุษย์ที่จับต้องได้ มือเรียวยกขึ้นปิดปากด้วยความตกใจเมื่อได้มองเห็นร่างบนเตียงอย่างเต็มตา สายตาเริ่มพร่ามัวเพราะม่านน้ำตาเอ่อล้นมาบดบัง สภาพมยองซูในตอนนี้ช่างน่าสงสารจับใจ ร่างกายผ่ายผอมจนบางส่วนเห็นรอยกระดูกดุนดันขึ้นมาชัดเจน แขนขาลีบเล็กเพราะไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ใบหน้าที่หลับใหลโดยมีสายเครื่องช่วยหายใจสอดเข้าที่จมูกนั้นดูผอมแห้งจนไม่มีชีวิตชีวาซ้ำยังซูบซีดไม่มีสีเลือด

 

 

 

 

 

คุณพ่อของคุณมยองซูท่านมีภรรยาหลายคน คุณมยองซูเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาคนสุดท้ายที่เสียชีวิตไปตั้งแต่คุณมยองซูยังเล็ก พอคุณท่านเสีย ทรัพย์สมบัติถูกแบ่งให้กับภรรยาและลูกๆทุกคน แต่ด้วยความที่คุณท่านรักและเป็นห่วงคุณมยองซูมาก คุณมยองซูจึงได้รับทรัพย์สินมากกว่าคนอื่นทำให้พี่น้องของคุณมยองซูไม่พอใจ ซึ่งคุณมยองซูก็ทราบดีจึงย้ายตัวเองมาอยู่ที่บ้านเก่าของผู้เป็นแม่ ซึ่งก็คือบ้านหลังที่คุณไปเช่าอยู่

 

 

 

 

 

วันเกิดเหตุ ทางบริษัทเชิญคุณมยองซูเข้าประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี แต่ขากลับจากบริษัทรถที่คุณมยองซูขับก็ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ตำรวจตรวจสอบสาเหตุพบว่ารถถูกตัดสายเบรก ผมกลัวว่าคนที่คิดทำร้ายคุณมยองซูจะตามมาทำร้ายเขาอีก ก็เลยสร้างเรื่องว่าคุณมยองซูเสียชีวิตแล้วแอบพามารักษาตัวที่นี่

 

 

 

 

 

เมื่ออาทิตย์ก่อน น่าจะเป็นวันเดียวกับที่คุณซองยอลบอกว่าวิญญาณคุณมยองซูสลายหายไป ร่างของคุณมยองซูอยู่ๆหัวใจก็หยุดเต้น หมอต้องใช้เวลาปั๊มหัวใจช่วยชีวิตคืนกลับมาอยู่นาน ถ้าตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมาวิญญาณของคุณมยองซูออกจากร่างไปสถิตวนเวียนอยู่ที่บ้านหลังนั้น แล้วตอนนี้ล่ะวิญญาณคุณมยองซูไปอยู่ที่ไหนกัน ในเมื่อไม่อยู่ทั้งที่บ้านหลังนั้นและก็ยังไม่กลับเข้าร่าง

 

 

 

 

 

ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คืนนี้ผมขอเฝ้าไข้มยองซูได้ไหมครับ เผื่อวิญญาณเขาอาจจะวนเวียนอยู่แถวๆนี้ ผมอาจจะติดต่อเขาได้

 

 

 

 

 

งั้นฝากด้วยนะครับ ผมเองอยู่กับคุณมยองซูมาตั้งนานแต่ไม่เคยติดต่อวิญญาณเขาได้เลย บางทีคุณและเขาอาจจะมีอะไรบางอย่างที่สื่อถึงกันได้

 

คุณลุงยิ้มอ่อนโยนให้ก่อนจะออกจากห้องไป ปล่อยให้ซองยอลอยู่กับมยองซูเพียงลำพัง ซองยอลลากเก้าอี้มานั่งข้างๆเตียง มือเรียวเอื้อมไปกอบกุมมือผอมบางของมยองซูเอาไว้

 

 

 

 

 

วันนี้ฉันจับมือนายได้แล้วนะ นายอยู่ที่ไหน ถ้านายรู้ว่านายยังไม่ตายนายต้องดีใจมากใช่ไหม กลับมานะมยองซู กลับเข้าร่างนายให้ได้ ฉันรอนายอยู่นะ

 

 

 

 

 

ซองยอลพยายามหาทางติดต่อมยองซูทั้งนอนเฝ้ามยองซูที่โรงพยาบาลบ้างหรือไม่ก็กลับไปนอนที่บ้านของมยองซู แต่คืนแล้วคืนเล่าก็ไม่ปรากฏวี่แววของมยองซูจนซองยอลเริ่มท้อใจ แต่เมื่อมองร่างของมยองซูที่ยังหายใจอยู่บนเตียง กำลังใจก็กลับคืนมาอีกครั้งเพราะอย่างน้อยซองยอลยังเชื่อว่าตราบใดที่ร่างของมยองซูยังมีลมหายใจ วิญญาณของมยองซูก็จะยังคงอยู่แต่เขาแค่ไม่รู้ว่าวิญญาณของมยองซูอยู่ที่ไหน

 

 

 

 

 

คืนนี้กลับไปนอนที่บ้านไหมครับคุณซองยอล คุณเฝ้าคุณมยองซูติดกันมาหลายคืนแล้ว

 

คุณลุงเอ่ยกับซองยอลด้วยความเป็นห่วง

 

 

 

 

 

ไม่เป็นไรครับ ผมอยากอยู่ที่นี่มากกว่า เอ๊...ทำไมวันนี้ถึงซื้อดอกไม้ช่อใหญ่มาล่ะครับ สวยจัง

 

ซองยอลเอ่ยทักด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นคุณลุงถือแจกันดอกไม้ช่อใหญ่สีสวยหอมกรุ่นนำมาวางบนโต๊ะข้างเตียงของมยองซู

 

 

 

 

 

พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดคุณมยองซูน่ะครับ ผมก็เลยอยากให้ห้องดูสดชื่นขึ้นมาบ้าง

 

 

 

 

 

อ่า วันเกิดมยองซูหรอครับ หวังว่าวันเกิดจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นกับเจ้าของวันเกิดนะครับ

 

ซองยอลยิ้มออกมาอย่างคาดหวัง

 

 

 

 

 

คืนนั้นซองยอลนอนเฝ้ามยองซูเหมือนกับคืนที่ผ่านมา เขามองไปรอบๆห้องแล้วพึมพำเรียกชื่อมยองซูอยู่หลายครั้ง แต่ทุกอย่างก็เงียบสนิทไม่มีเสียงตอบรับใดๆเช่นเดิม ซองยอลจึงเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม มือเรียวเอื้อมไปขยับผ้าห่มดึงขึ้นปิดหน้าอกให้มยองซู มือเรียวค่อยๆบีบนวดมือและแขนให้มยองซูเพื่อบริหารกล้ามเนื้อ สีหน้าของมยองซูดูสดชื่นขึ้นกว่าเดิมมากซองยอลรู้สึกแบบนั้น

 

 

 

 

 

พรุ่งนี้วันเกิดนายแล้ว นายควรตื่นมาได้แล้วนะ นายนอนนานเกินไปแล้ว ไหนบอกว่าเหงา ไหนบอกว่าอยากมีเพื่อนไง มัวทำอะไรอยู่ล่ะ ตื่นขึ้นมาได้แล้ว

 

ซองยอลเอ่ยกับมยองซู แม้จะรู้ว่ามยองซูจะไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลย

 

 

 

 

 

วิญญาณนายอยู่ที่ไหนมยองซู ฉันอยากเจอนาย ได้ยินไหม ออกมาหาฉันสิมยองซู ฉันจะไม่บ่นไม่ดุนายแล้ว อยากจะทำฉันตกใจแค่ไหนหรือจะงอนฉันก็ได้ ฉันจะไม่โกรธนายเลย ฉันสัญญา

 

ซองยอลร้องไห้ออกมาเบาๆ ก่อนจะซบใบหน้าสวยลงบนเตียงข้างๆมยองซู มือเรียวกุมมือมยองซูเอาไว้แน่น ซองยอลปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาเพื่อระบายความอึดอัดที่อยู่ภายในใจ สุดท้ายเขาก็เผลอหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย

 

 

 

 

 

ซองยอลมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อยามรุ่งเช้า เมื่อเขาสัมผัสแรงเคลื่อนไหวที่มือของตนที่กอบกุมมือของมยองซูเอาไว้ แม้แรงสัมผัสจะดูอ่อนแรงแต่ก็เรียกให้ซองยอลขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตากลมโตจับจ้องมือของมยองซู ก่อนริมฝีปากสวยจะแย้มยิ้มด้วยความดีใจเมื่อซองยอลมองเห็นนิ้วมือของมยองซูขยับไปมาอย่างชัดเจน ซองยอลลุกขึ้นในทันที เดินตรงไปกดปุ่มฉุกเฉินเรียกหมอและพยาบาลทันที ภาพสุดท้ายที่ซองยอลเห็นก่อนที่จะออกจากห้องนั้นมาเพื่อหลีกทางให้หมอและพยาบาลเข้าไปตรวจมยองซูก็คือมยองซูลืมตาตื่นขึ้นมาและมองมาที่เขา แค่นั้นหัวใจของซองยอลก็พองโตจนเกือบควบคุมเอาไว้ไม่ได้

 

 

 

 

 

ซองยอลกลับเข้าไปในห้องอีกครั้งพร้อมกับคุณลุงหลังจากคุณหมอและพยาบาลตรวจมยองซูเสร็จเรียบร้อย คุณลุงเดินเข้าไปยืนข้างเตียงมยองซูด้วยความดีใจ ซองยอลเดินไปหยุดอยู่ข้างๆคุณลุง สายตาจับจ้องมองมยองซูด้วยความดีใจ

 

 

 

 

 

ค...คุณลุง ”   มยองซูเอ่ยเรียกคนตรงหน้าเบาๆเนื่องจากยังพูดได้ไม่ถนัดนัก

 

 

 

 

 

ผมดีใจนะครับที่คุณมยองซูฟื้นมา ขอบคุณนะครับที่ยังมีชีวิตอยู่

 

มยองซูยิ้มตอบรับคำพูดคุณลุงไป สายตาคมมองเลยไปที่ซองยอลขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากถามออกไป

 

 

 

 

 

น...นั่น ใครกัน

 

 

 

 

 

คุณซองยอลไงครับ นี่คุณมยองซูจำคุณซองยอลไม่ได้หรอครับ ”  คุณลุงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

 

 

 

 

 

ซ...ซองยอล งั้นหรอ

 

มยองซูทวนชื่อซองยอล ดวงตาคมยังคงจับจ้องมองซองยอลด้วยความสนใจระคนแปลกใจ

 

 

 

 

 

ใช่ครับ คุณซองยอล คุณมยองซูลองนึกดีๆสิครับ

 

 

 

 

 

น...นึกไม่ออก จ...จำไม่ได้ ”  มยองซูส่ายหัวเบาๆ

 

 

 

 

 

คุณซองยอลคือคนที่คุณมยองซูเจอตอน....

 

 

 

 

 

มยองซูจะจำได้ยังไงครับคุณลุง ผมพึ่งมาตอนที่เขาไม่รู้สึกตัว ผมชื่อซองยอลครับ เป็นคนที่คุณลุงให้มาดูแลคุณ

 

ยังไม่ทันที่คุณลุงจะเอ่ยจบประโยค ซองยอลก็ตัดสินใจพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน เขาไม่อยากให้มยองซูเครียดทั้งๆที่พึ่งฟื้นขึ้นมา และมองดูแล้วมยองซูไม่น่าจะจดจำเรื่องราวในช่วงที่ตนเป็นวิญญาณได้เลย แค่มองสายตาที่ว่างเปล่าซองยอลก็รู้สึกเจ็บไปทั้งใจ เขาจึงเลือกที่จะโกหกมยองซูซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด มยองซูพยักหน้ารับรู้เบาๆ

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------  ^^ Ghost ^^  --------------------------------------------

 

 

 

 

 

หลังจากวันนั้น ซองยอลก็กลายเป็นคนดูแลมยองซูตามที่เขาโกหกมยองซูออกไป เวลาเป็นเดือนที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันเริ่มทำให้มยองซูเริ่มคุ้นชินกับซองยอล ซองยอลเลือกที่จะปิดเรื่องวิญญาณของมยองซูเอาไว้และตั้งใจที่จะให้เรื่องนี้เป็นความลับแค่เขาและคุณลุงเท่านั้น

 

 

 

 

 

ทำอะไรหรอ ”  มยองซูเอ่ยถามซองยอลที่กำลังง่วงอยู่กับการขีดเขียนบนสมุดเล่มเล็กอยู่

 

 

 

 

 

เขียนคอลัมน์น่ะ พรุ่งนี้ฉันต้องส่งปิดเล่ม

 

 

 

 

 

อ๋อ งั้นนายกลับไปทำที่บ้านสิ ฉันอยู่คนเดียวได้ เดี๋ยวงานนายจะไม่เสร็จนะ

 

 

 

 

 

ไม่เป็นไร ฉันใกล้เสร็จละ ไปเดินเล่นในสวนไหม

 

 

 

 

 

เดี๋ยวคุณลุงมาค่อยไปก็ได้ ฉันไม่อยากกวนนาย

 

 

 

 

 

ไม่กวนหรอกน่า

 

ซองยอลปิดสมุดในมือลงและวางบนโต๊ะข้างเตียง หลังจากนั้นก็เดินไปเข็นรถเข็นเข้ามาใกล้ๆเตียงก่อนจะขยับไปช่วยประคองมยองซูให้ย้ายมานั่งรถเข็น ถึงแม้มยองซูจะได้รับการทำกายภาพบำบัดอยู่ทุกวัน แต่เพราะกล้ามเนื้อแขนขาของมยองซูไม่ได้ใช้งานมาถึงสองปี ดังนั้นอาจต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างนานที่จะทำให้มยองซูกลับมาเดินได้เหมือนเดิม

 

 

 

 

 

ค่อยๆนะ

 

 

 

 

 

ซองยอลเอ่ยบอกมยองซูเบาๆ ก่อนจะช่วยประคองมยองซูขึ้นแต่ด้วยที่ซองยอลประคองมยองซูในท่าทางที่ไม่ถนัดกลับกลายเป็นว่ามยองซูเอนลงไปนั่งที่เตียงเหมือนเดิมแต่มีร่างของซองยอลเซเอนลงไปอิงแอบมยองซูแทน แก้มขาวแตะสัมผัสกับจมูกโด่งเข้าอย่างจัง มือเรียวทั้งสองคว้าเข้าที่อกเสื้อพยาบาลที่มยองซูใส่อยู่เพราะตกใจ จังหวะหัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบจะออกมานอกอก ซองยอลขยับตัวจะลุกขึ้น แต่มยองซูคว้าแขนรั้งเขาเอาไว้ เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่สบตากันในระยะที่ประชิดกันมากขนาดนี้ และไม่ทันที่ซองยอลจะทันตั้งตัว มยองซูก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะทาบริมฝีปากหยักลงไปที่กลีบปากสวย มันนุ่มนวลอ่อนโยนจนเหมือนล่องลอยอยู่ในอากาศ สัมผัสนั้นแนบแน่นอยู่นานแม้ไม่ได้รุกล้ำแต่ก็ช่างละมุนอ่อนหวาน มยองซูค่อยๆถอนจูบออกมา ทั้งคู่สบตากันอีกครั้ง ก่อนจะเป็นมยองซูที่เอ่ยออกมาก่อน

 

 

 

 

 

ซองยอล ฉัน...ฉันขอโทษ

 

มยองซูเอ่ยคำขอโทษออกมาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

 

 

 

 

 

ช่างเถอะ

 

ซองยอลตอบมยองซูกลับไป ก่อนจะผละออกมาจากมยองซู มยองซูรั้งข้อมือซองยอลเอาไว้ไม่ให้คนตัวบางเดินหนีไปจากเขา

 

 

 

 

 

ซองยอล

 

 

 

 

 

นายไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฉันเข้าใจ เมื่อกี้นายก็แค่เผลอตัวทำอะไรลงไปเพราะไม่รู้ตัว

 

ซองยอลส่งยิ้มบางๆให้มยองซูเพื่อให้คนตรงหน้ารู้สึกสบายใจขึ้น

 

 

 

 

 

ถ้าฉันบอกว่ามันไม่ใช่แค่ความเผลอตัวล่ะ นายจะโกรธฉันไหม

 

มยองซูตัดสินใจถามซองยอลออกไป

 

 

 

 

 

แล้วนายจะบอกว่าเพราะอะไรล่ะ

 

 

 

 

 

ไม่รู้สิ แต่มันคือความตั้งใจ ฉันแค่รู้สึกว่าอยากทำมัน อยากทำแบบนี้มานานแล้ว ”  มยองซูเอ่ยออกมาจากความรู้สึกส่วนลึกของตัวเอง แม้ไม่เข้าใจกับความรู้สึกของตัวเองแต่เขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ซองยอล เราพึ่งเจอกันจริงๆใช่ไหม ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นเคยกับนายมานานกว่านั้นล่ะ อยู่ใกล้นายทีไร ฉันรู้สึกแบบนั้นทุกที

 

 

 

 

 

เราอาจจะเคยเจอกันมาก่อน แต่นายจำมันไม่ได้มั้ง ”  ซองยอลเอ่ยออกมา มยองซูขมวดคิ้วใช้ความคิดพยายามนึกเรื่องราวต่างๆ ไม่ต้องขมวดคิ้วแล้ว ฉันล้อเล่น เราเจอกันครั้งแรกก็วันที่นายฟื้นยังไงล่ะ

 

 

 

 

 

อย่าล้อเล่นแบบนี้สิซองยอล ฉันเชื่อนะ

 

ซองยอลขำเบาๆกับสีหน้าที่ดูแตกตื่นของมยองซู

 

 

 

 

 

ไม่ล้อเล่นแล้วก็ได้ ตกลงนายยังจะไปเดินเล่นในสวนอีกไหม

 

ซองยอลเอ่ยถาม มยองซูสั่นหัวเบาๆ ซองยอลจึงเปลี่ยนมาจะพยุงให้มยองซูล้มตัวลงนอน แต่มยองซูกลับดึงเขาลงไปนั่งข้างๆแล้วรั้งซองยอลเข้ามาใกล้โอบกอดเขาเอาไว้แน่น

 

 

 

 

 

ขออยู่แบบนี้ซักพักได้ไหม

 

ซองยอลพยักหน้ารับเบาๆ มือเรียวลูบแผ่นหลังมยองซูกลับไปช้าๆ

 

 

 

 

 

ครั้งนี้เป็นความตั้งใจหรือเผลอตัวอีกล่ะ

 

ซองยอลเอ่ยถามมยองซู มยองซูคลายอ้อมกอดออก ดวงตาคมสบตากับดวงตาคู่สวยคู่นั้น

 

 

 

 

 

ถ้าไม่ใช่ทั้งคู่ล่ะ

 

 

 

 

 

หืมมมม ”  ซองยอลมองมยองซูด้วยความสงสัย

 

 

 

 

 

ถ้าทำเพราะชอบนายล่ะ ได้ไหม

 

 

 

 

 

ห่ะ!!!

 

 

 

 

 

ฉันชอบนาย

 

มยองซูย้ำคำพูดนั้นอีกครั้งเมื่อเห็นซองยอลหน้าเหวอ

 

 

 

 

 

ฉันชอบนาย ฉันชอบนายจริงๆนะ ตลอดเวลาที่อยู่กับนาย ฉันรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับนายมาก่อนหน้านี้ แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก หลายครั้งที่ฉันรู้สึกอยากกอดนาย จูบนาย แต่ก็พยายามหักห้ามใจตัวเองเรื่อยมา จนวันนี้ฉันถึงได้รู้ตัวว่าฉันชอบนายจริงๆ

 

 

 

 

 

พอ พอ พอแล้ว ”  ซองยอลเอ่ยห้ามมยองซู

 

 

 

 

 

ทำไม นายโกรธฉันหรอ ฉันขอโทษที่อยู่ๆก็สารภาพออกมาแบบนี้

 

 

 

 

 

เปล่า ไม่ได้โกรธ

 

 

 

 

 

แล้วทำไมนายถึง...

 

 

 

 

 

มันเขิน เข้าใจไหม จะบ้าหรอ อยู่ๆก็มาจูบ มากอด มาสารภาพว่าชอบ ฉันเป็นคนนะไม่ใช่ตุ๊กตา เขินเป็นนะโว้ย!!!

 

ซองยอลโวยวายมยองซู แก้มแดงระเรื่อเพราะความเขินอาย

 

 

 

 

 

ก็ไม่บอก ตกใจหมด แล้วนั่นจะไปไหน

 

มยองซูเอ่ยถามเมื่อเห็นซองยอลขยับตัวลุกขึ้น

 

 

 

 

 

ไปสงบสติอารมณ์ อยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว

 

 

 

 

 

แล้วกลับมาเร็วๆนะซองยอลอ่า ฉันคิดถึงนายนะ

 

มยองซูแย้มยิ้มจนแก้มขึ้นบุ๋ม ดวงตาคู่คมอ่อนแสงออดอ้อนเหมือนแมวอ้อนเจ้าของ

 

 

 

 

 

โอ๊ย!!! พอแล้ว บอกว่าเขินๆ นี่ก็ยิงใส่จัง

 

ซองยอลลุกเดินไปที่ประตูจะเปิดประตูออกไป แต่มยองซูกลับตะโกนมาที่เขาเสียก่อน

 

 

 

 

 

ซองยอล ฉันรักนายนะ

 

ซองยอลได้ยินคำพูดของมยองซูชัดเจน แต่ทำแกล้งเป็นไม่ได้ยิน ก่อนจะรีบเปิดประตูห้องพาตัวเองออกไป เมื่อบานประตูปิดลง มือเรียวยกขึ้นแนบแก้มด้วยความเขิน แก้วเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อยิ่งกว่าเดิม

 

 

 

 

 

คิมมยองซูบ้า !!! ตอนเป็นผีก็ว่าวุ่นวายแล้ว เป็นคนนี่ร้ายกาจกว่าเดิมอีก ทำอะไรไม่เห็นใจคนอื่นบ้าง คนมันเขินนะโว้ย พูดอยู่ได้

 

ถึงจะพูดบ่นมยองซูไปแบบนั้นแต่ตอนนี้ซองยอลก็ไม่สามารถหยุดยิ้มได้ ใบหน้าสวยเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของความสุข ซึ่งไม่ต่างอะไรกับมยองซูที่ไม่สามารถหยุดยิ้มได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------  ^^ End ^^  --------------------------------------------

 

 
 

 

 Note : ☃ ฟิคเรื่องนี้เป็น 1 ในฟิคโปรเจ็คส์  ของบ้าน @MyungyeolFic และ บ้าน @AlienChoding ☃ เรามาอัพใหม่ในแอคตัวเองนะคะ เผื่อใครยังไม่เคยอ่าน แฮร่ !!!

 

 

 

 

 

ผลงานทั้งหมด ของ INSPIRIT_LN

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 - IFN - (@srathonghon) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 22:08
    ชอบบบบบบ อยากให้มีต่ออ่ะ มยองรุกแรง พี่ยอลก็เขิลยอมรับตรงๆอีก มีความมุ้งมิ้ง 555555 ขอบคุณที่แต่งฟิคมยองยอลนะคะ อยากให้แต่งอีกเรื่อยๆเลย สู้ๆ ค่ะ
    #1
    0