คัดลอกลิงก์เเล้ว

[OS INFINITE] Valentine's Day {Myungsoo x Seongyeol}

โดย INSPIRIT_LN

มยองซูและซองยอลมีปัญหาผิดใจกันจนถึงขั้นเลิกลาทั้งๆที่อีกเพียงสองอาทิตย์ก็จะถึงวันวาเลนไทน์อยู่แล้ว ต่างคนก็ต่างมีทิฐิแล้วทั้งคู่จะสามารถปรับความเข้าใจกันและกลับมารักกันอีกครั้งในวันวาเลนไทน์ได้หรือไม่

ยอดวิวรวม

615

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


615

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


15
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ก.พ. 58 / 20:30 น.
นิยาย [OS INFINITE] Valentine's Day {Myungsoo x Seongyeol} [OS INFINITE] Valentine's Day {Myungsoo x Seongyeol} | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้






TITLE : [OS]  Valentine's Day









COUPLE


KIMMYUNGSOO x LEESEONGYEOL




RATE  :  PG-13



UPDATE  :  150215








Author : INSPIRIT_L_N










<< Valentine's Day >>




















 







มยองซูและซองยอลมีปัญหาผิดใจกันจนถึงขั้นเลิกลา

ทั้งๆที่อีกเพียงสองอาทิตย์ก็จะถึงวันวาเลนไทน์อยู่แล้ว

ต่างคนก็ต่างมีทิฐิแล้วทั้งคู่จะสามารถปรับความเข้าใจกันแ

ละกลับมารักกันอีกครั้งในวันวาเลนไทน์ได้หรือไม่






เนื้อหาของแฟนฟิคเรื่องนี้อ้างอิงจากแฟนแอคบางส่วน

นอกเหนือจากนั้นเป็นเรื่องที่ทางผู้แต่งสมมุติขึ้นมาเอง

เนื้อหามีความรักระหว่างคู่ ชาย x ชาย





 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ก.พ. 58 / 20:30









" ซองยอล ซองยอล "

 

ผมลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบากด้วยอาการสลึมสลือเพราะรู้สึกหนักเปลือกตาเป็นอย่างหนัก ผมผละหัวตัวเองที่เอนพิงมันไว้กับไหล่หนาของมยองซูขึ้นมามองใบหน้าหล่อของมยองซูที่กำลังเอ่ยเสียงทุ้มปลุกเรียกผมให้ตื่นจากการหลับใหล

 

" ถึงเกาหลีแล้ว "

 

มยองซูเอ่ยบอกผม ผมพยักหน้ารับรู้เบาๆ ก่อนจะพยายามขยับแขนขาตัวเองให้รู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้น เมื่อวานนี้พวกเรา INFINITE พึ่งเสร็จสิ้นจากงานคอนเสิร์ตเจแปนทัวร์ที่ฟุกุโอกะมันเป็นคอนเสิร์ตทัวร์ในญี่ปุ่นวันแรกของปีนี้ พวกเรารู้สึกสนุกมากและประทับใจเป็นที่สุด เราห่างหายกับคอนเสิร์ตใหญ่ๆมานาน ผมค่อนข้างเหนื่อยมากเมื่อคืนว่าจะนอนพักผ่อนให้เต็มที่เพราะเช้าวันนี้พวกเราต้องรีบเดินทางกลับเกาหลีเพื่อไปอัดรายการกีฬาสีไอดอลตามตารางงาน แต่เมื่อคืนนี้พี่อูฮยอนเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจชวนผมเล่นเกมแข่งกันแล้วผมมันก็เป็นประเภทใครท้าไม่ได้เสียด้วยสิ ผมก็เลยเล่นเกมแข่งกับพี่อูฮยอนไปเสียหลายเกม มารู้ตัวอีกทีนาฬิกาก็ชี้เวลาเกือบตีสี่ก็ตอนที่มยองซูเดินมาตามผมที่ห้องพี่อูฮยอนกับพี่ซองกยูและดุผมไล่ให้ผมกลับไปนอนเพราะต้องไปสนามบินแต่เช้า

 

พอขึ้นเครื่องบินได้ผมว่าจะงีบหลับซักงีบก่อนเครื่องจะถึงเกาหลี พี่ซองกยูก็เกิดอารมณ์หงุดหงิดนั่งบ่นเรื่องที่ตัวเองต้องไปอินเดียเพื่อถ่ายรายการกับแก็งคยูไลน์ พี่ซองกยูบ่นบอสไม่หยุดว่าทำไมต้องเป็นเขาเมมเบอร์คนอื่นก็มีเยอะแยะทำไมบอสต้องเลือกพี่ซองกยูด้วย ผมน่ะรู้ทันพี่ซองกยูนะที่พี่เขาบ่นแบบนี้ไม่ใช่อะไรหรอกพี่เขากลัวจะอยู่ห่างจากพี่อูฮยอนเสียมากกว่า ทำเป็นบ่นยืดยาวไปแบบนั้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากพี่อูฮยอน พี่ซองกยูบ่นวนไปวนมาอยู่นานจนสุดท้ายตัวเองก็เหนื่อยแล้วก็ฟุบหลับไปเอง นั่นแหละผมถึงได้งีบหลับสมใจ มยองซูเห็นผมนั่งหลับสับประหงกก็เลยจับหัวผมไปพิงไหล่เขา ค่อยยังชั่วนอนแบบนี้ค่อยสบายขึ้นหน่อยแต่นอนสบายได้ไม่ทันไรก็ถึงเกาหลีซะล่ะ
 

ที่สนามบินมีอินสปิริทมารอรับพวกเราค่อนข้างมาก ผมง่วงมากแทบจะลืมตาไม่ขึ้นแต่เพราะไม่อยากให้อินสปิริทที่น่ารักของพวกเราผิดหวังและเสียใจ ผมฝืนความง่วงยิ้มทักทายให้กับพวกเขาตามปกติอย่างที่เคยทำ หลังจากที่พี่ซองกยูแยกตัวออกไปเพื่อจะต่อเครื่องบินไปสิงคโปร์แล้วต่อเครื่องอีกครั้งไปอินเดีย พวกเราที่เหลือก็ออกจากสนามบินนั่งรถตรงไปยังสถานที่จัดงานกีฬาสีไอดอลในทันที ขาดแต่พี่ดงอูกับโฮวอนที่จะตามเราไปที่หลัง

 

รถจอดส่งพวกเราเรียบร้อย ระหว่างเดินไปยังสถานที่จัดงานผมก็พยายามกระโดดข้ามนู้นข้ามนี่เพื่อกระตุ้นตัวเองให้พร้อมกับการแข่งขันกระโดดสูงที่ผมต้องลงแข่งวันนี้ แต่ผลที่ได้รับก็คือผมโดนพี่ผู้จัดการบ่นผมเสียหูชา และแล้วเราก็มาถึงสถานที่จัดงานกีฬาสีไอดอล  งานของวันนี้เริ่มงานไปตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว มีการให้นักกีฬาแต่ละทีมเดินพาเหรดเข้าสู่สนามซึ่งพวกเรา INFINITE มาไม่ทัน จึงเหลือเพียงวงLovelyzและ Tasty เท่านั้น แต่ก็ยังมีสแตนดี้ของพวกเราเป็นตัวแทนเดินเข้าสนามด้วยนะ ดูเก๋มากและน่ารักดี พวกเราศิลปินอุลลิมอยู่ทีม W ผมรู้สึกชอบนะเพราะ W ก็คือ Woollimดูตรงตัวดีทุกคนว่าไหมครับ

 

ผมมาเตรียมตัววอร์มร่างกายให้พร้อมสำหรับการแข่งขันอยู่ที่สนามแข่งกระโดดสูง เพราะอีกไม่ถึงชั่วโมงจะเริ่มการแข่งขันแล้ว ผมชะเง้อมองหามยองซูไปมาจนพี่อูฮยอนที่ยืนอยู่ข้างๆเอ่ยปากทักผม

 

" มองหาใครหรอซองยอล มยองซูหรอ "

 

" ใช่ มยองซูไปไหนหรอพี่อูฮยอน "

 

" น่าจะไปสนามบาสนะ คงไปเตรียมตัวก่อนลงแข่งล่ะมั้ง "

 

" อ่า งั้นหรอ "

 

ผมแอบผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่มีมยองซูมาดูผมแข่งกระโดดสูงเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา ผมรู้สึกมีกำลังใจและมั่นใจมากขึ้นเวลามยองซูมองดูผมอยู่ข้างสนาม ถ้าอินสปิริทยังพอจำได้ในครั้งก่อนๆที่ผมลงแข่งกระโดดสูง ผมเคยควบคุมความดีใจของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่เผลอกระโดดขึ้นกอดมยองซูกลางสนามหลังตัวเองกระโดดผ่านสำเร็จ จนทุกวันนี้อินสปิริทหลายคนยังคงล้อผมกับมยองซูเรื่องนี้ไม่เลิกในหลายๆโซเชี่ยลที่ผมแอบเข้าไปอ่าน รูปพวกนั้นผมยังเห็นอินสปิริทยังคงโพสกันไม่หยุดหย่อน ผมเห็นแล้วก็อดที่จะเขินอายกับสิ่งที่ผมทำลงไปไม่ได้ มันน่าอายจริงๆนะ คือในเวลานั้นเมมเบอร์คนอื่นก็อยู่กันครบ ทุกคนก็ต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับผม แต่ผมกลับมองเห็นแค่มยองซูเพียงคนเดียวแล้วโผเข้ากอดเขาไปแบบนั้น

 

“ อยากให้มยองซูอยู่ด้วยล่ะสิท่า ”  พี่อูฮยอนเอ่ยแซวผม

 

“ เปล่าซักหน่อย ” 

ผมปฎิเสธพี่อูฮยอน แต่ก็ก้มหน้าก้มตาหลบสายตาพี่อูฮยอนที่จ้องมองผมอย่างจับผิด

 

“ ไม่ต้องเลย ฉันรู้ทันนายนะ ทำไมฉันจะมองคนกรุ๊ปบีเหมือนกันไม่ออก ”

 

“ ทีพี่ล่ะ ผมก็มองออกเหมือนกันนะ ว่าพี่ไม่อยากให้พี่ซองกยูไปอินเดีย เพราะกลัวเค้าจะกลับมาไม่ทันวันเกิดพี่ ”

ผมเอ่ยกับพี่อูฮยอนกลับไปตามนิสัยที่ไม่ยอมใครของตัวเอง

 

“ เออ ฉันยอมรับก็ได้ ฉันล่ะเบื่อจริงๆที่มีคนรู้ทันฉันอย่างนาย ทุกวันนี้ฉันนึกว่านายเป็นแฝดฉันแล้ว ”

 

“ พี่จะเป็นแฝดผมได้ไง ถึงเราจะหน้าคล้ายกันแบบที่อินสปิริทบอก แต่ผมว่าความสูงพี่ไม่ผ่านแน่ๆ ”

 

“ ย่าห์ !!! อีซองยอล นั่นปากหรอ ”

 

“ เอาน่าพี่อูฮยอน สูงแค่นี้ก็พอแล้วพี่ซองกยูเค้าชอบ อย่าเสียใจไปเลย เลิกเหมาเสริมส้นมาใส่ได้แล้ว มันเมื่อยเท้าจะตายไป ”

 

“ ไอ้เด็กประถม ไอ้หน้านกฮูก วันนี้แกตายแน่ !!!

 

ผมหัวเราะและวิ่งหลบหนีพี่อูฮยอนที่ยกขาสั้นๆไล่เตะผมไปมา การที่ผมกวนประสาทพี่อูฮยอนทำให้ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้นจากการครุ่นคิดแต่เรื่องของมยองซู แต่ถึงยังไงผมก็ยังอยากให้มยองซูมาอยู่ด้วยกันกับผมในเวลานี้ แต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากไปยืนเชียร์มยองซูเล่นบาสเหมือนกัน ทำไมผมถึงกลายเป็นคนเรื่องมากอย่างนี้นะ ก็รู้อยู่ว่าทุกอย่างมันคืองาน หรือเพราะเหตุผลทุกอย่างมันคือมยองซู ผมถึงได้เป็นมากได้ขนาดนี้ผมล่ะไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ

 

หลังจากผมแข่งกระโดดสูงเสร็จ ผมก็มานั่งอยู่ข้างสนามมองดูพี่ดงอูกับโฮวอนที่มาถึงสนามได้ซักพักกำลังแฟนเซอร์วิสอินสปิริทบนสแตนด์ด้วยการเต้นเพลง Candy jelly love ของรุ่นน้อง Lovelyzผมมองแล้วก็นึกขำ การที่ผู้ชายแมนๆจะมายืนเต้นเพลงน่ารักๆแบบนี้ก็ดูตลกดีและยิ่งเป็นโฮวอนด้วยแล้วยิ่งแปลกไปกันใหญ่ แต่ดูเหมือนอินสปิริทจะไม่คิดแบบผมพวกเขาดูจะชอบมันมาก พวกเขายิ้มแย้มอย่างมีความสุข ซองจงมานั่งลงข้างๆผมก่อนจะหันมาเอ่ยถามผม

 

“ พี่ซองยอลไม่ไปเชียร์พี่มยองซูเล่นบาสหรอ

 

“ อยากไปเหมือนกัน ไปด้วยกันไหมล่ะซองจง ”

 

“ เอ๊ะ กี่โมงแล้วนะ โห!!! นี่คงแข่งใกล้เสร็จแล้วมั้ง เราไม่ต้องไปหรอก รอนี่เถอะพี่ซองยอล ”

ซองจงหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดูเวลา ก่อนจะเอ่ยบอกผม

 

“ งั้นหรอ พี่ง่วงจังซองจง เดี๋ยวขอพี่ไปแอบงีบซักพักนะ ”

ผมขยี้ตาตัวเองไปมา ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำผมอีกครั้ง

 

“ ไปเถอะพี่ซองยอล แล้วรีบมานะ เดี๋ยวเค้าจะแข่งวิ่งกัน พี่มยองซูลงแทนพี่โฮวอนด้วยนะ ”

 

“ โอเคๆ ”

ผมพยักหน้ารับคำซองจงไป ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อเดินออกไป อินสปิริทตะโกนถามผมกันใหญ่ว่าผมจะไปไหน ผมก็เลยตอบพวกเขาไปตามจริงว่าผมจะขอไปนอนหลับซักพักเพราะผมง่วงนอน

 

ผมเผลอนอนหลับไปอยู่นานเพราะรู้สึกสบายไม่ถูกใครรบกวนก่อนจะตื่นขึ้นมา ผมจึงกลับมาที่สนามอีกครั้ง ผมเห็นมยองซูกำลังยืนอยู่กับเมมเบอร์คนอื่นๆเพื่อเตรียมตัวจะลงแข่งวิ่งผลัดแทนโฮวอน ผมจึงเดินเข้าไปยืนข้างๆเขา มยองซูหันมามองผมแวบเดียวก่อนจะก้มลงไปผูกเชือกร้องเท้าผมหันไปหยิบไม้ผลัดมาจากมือพี่ดงอูก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆข้างมยองซู

 

“ นี่เวลานายถือไม้นายต้องถือแบบนี้ กำแน่นๆเวลาส่งไม้ต้องขยับมือเลื่อนลงมาจับด้านล่างเพื่อให้เหลือพื้นที่ด้านบนเอาไว้ คนที่รับไม้ต่อจากนายจะได้จับถนัดไม่หลุดมือ ”

 

ผมกำไม้ผลัดในมือก่อนจะพูดสาธิตวิธีการให้มยองซูฟังแต่มยองซูก็ยังไม่สนใจผม เมื่อผูกเชือกรองเท้าเสร็จเขาก็ลุกขึ้นยืนบิดตัววอร์มตัวเองไปมา ผมเริ่มมองออกแล้วว่ามยองซูดูแปลกไป เขาต้องโกรธหรืองอนผมเป็นแน่ ปกติแล้วมยองซูไม่เคยที่จะไม่ฟังผมหรือไม่พูดกับผม เขามักตั้งใจฟังและมองหน้าผมอย่างตั้งใจเสมอทุกครั้งเวลาที่ผมพูดกับเขา

 

“ เวลาวิ่งนายก็ต้องระวังนะ ถึงจะอยากเร่งความเร็วเพื่อจะเอาชัยชนะ แต่นายก็ต้องรู้ถึงลิมิตตัวเองด้วย ฝืนตัวเองไปขานายอาจเจ็บก็ได้นะ ”

 

ผมยังเพียรพยายามหาเรื่องคุยกับมยองซู ทำทีเป็นสอนเขาเรื่องวิ่ง มยองซูไม่พูดอะไรเขาหันไปเรียกโฮวอนแล้วหันไปคุยเรื่องวิ่งกับโฮวอนแทน ผมมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ ก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้นแต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองมยองซูอยู่บ่อยครั้ง มยองซูลงวิ่งแข่งแทนโฮวอนเพราะกลัวว่าหากโฮวอนลงแข่งอาจส่งผลกระทบต่อเท้าของเขาที่พึ่งจะหายดีได้ไม่นาน ยิ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงคอนเสิร์ตเจแปนทัวร์ด้วยแล้วคงจะไม่ใช่เรื่องดีนักถ้าโฮวอนผู้เป็นเมนเต้นของวงจะต้องเจ็บตัวอีกครั้ง

 

การแข่งขันวิ่งผลัดสิ้นสุดลง ผลการแข่งขันปรากฎว่าทีม W ของเราได้เป็นอันดับ 3 ผมตัดสินใจเดินกลับไปหามยองซูอีกครั้ง มยองซูถือเหรียญทองแดงไว้ในมือไม่ยอมคล้องมันใส่คอเหมือนกับคนอื่นๆ ผมจึงแย่งเหรียญทองแดงมาจากมือเขาก่อนจะคล้องมันใส่คอมยองซู มยองซูเห็นผมทำแบบนั้น เขาก็เอามือมาจับข้อมือผมไว้เหมือนเป็นการสั่งห้ามให้ผมหยุด แต่ผมไม่ยอมแพ้ดึงดันจะคล้องเหรียญใส่คอมยองซูให้ได้

 

“ ซองยอล อย่าเล่นน่า !!!

มยองซูดุผมเบาๆ นับเป็นคำพูดแรกเลยที่มยองซูเอ่ยออกมาหลังจากปั้นปึงมานาน

 

“ ทำไมล่ะ คล้องเหรียญไว้สิ นี่มันคือความภาคภูมิใจของนายเลยนะ แล้วเหรียญบาสล่ะ ได้เหรียญเงินไม่ใช่หรอ ”

 

“ ฉันไม่ชอบ ”

มยองซูเอ่ยกับผม น้ำเสียงนิ่งจนผมใจไม่ดี

 

“ มยองซูยา นายโกรธฉันหรอที่ฉันไม่ได้ไปเชียร์นายเล่นบาส ”

ผมตัดสินใจเอ่ยถามออกไป ถึงผมจะเป็นคนไม่ค่อยชอบง้อใคร แต่กับมยองซูหลายๆครั้งที่ผมยอมง้อเขา

 

“ ฉันจะโกรธนายทำไม นายง่วงนอน ฉันจะไปกวนเวลานอนอันมีค่าของนายได้ยังไงกัน ”

มยองซูเอ่ยตอบผมมา ฟังดูก็รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังงอนผมมากแค่ไหน

 

“ มยองซู อย่าพูดแบบนั้นสิ ตอนแรกฉันจะไปดูนายแข่งเหมือนกัน แต่เห็นซองจงบอกว่านายน่าจะแข่งใกล้เสร็จแล้ว ฉันก็เลยไปนอน ”

 

“ อย่าโทษซองจงสิซองยอล แข่งใกล้เสร็จก็จริงแต่ทีมเราได้เข้ารอบ เลยได้แข่งอีกนัด นายไม่อยากไปดูก็บอกฉันตรงๆก็ได้ ไม่ใช่โทษคนอื่น ”

มยองซูเอ่ยกับผม ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง มยองซูคงโกรธผมมากจริงๆ

 

“ ก็ฉันไม่รู้นี่น่า ”

ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกมาอีก เพราะผมเป็นคนผิดจริงๆ ได้แต่ส่งสายตาอ้อนมยองซูให้ใจอ่อนอยู่แบบนั้น

 

“ ช่างมันเถอะ เราอย่ามาพูดเรื่องนี้กันเลย ”

มยองซูเอ่ยตัดบทก่อนจะหันหลังให้ผมขยับเดินหนีไปอีกทาง เขาดึงเอาฮู้ดขึ้นปิดหัวตัวเองไม่สนใจผมอีกต่อไป ผมเดินตามเขาไปทิ้งระยะห่างจากมยองซูพอสมควร แต่ไม่วายเอื้อมมือไปแตะไหล่เขาเบาๆเพื่อง้องอนเขาต่อ

 

“ มยองซู อย่าทำแบบนี้สิ ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว ”

ผมเอ่ยขอโทษเขาจากข้างหลัง

 

“ มยองซูยา อย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันขอโทษ”

 

ผมพร่ำพูดขอโทษมยองซูไปมา แต่มยองซูกับไม่พูดอะไรออกมาซักคำ ความน้อยใจเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจ ผมพยายามง้องอนเขาขนาดนี้แล้วทั้งๆที่ปกติไม่เคยที่คิดจะง้อใคร ทำไมเขาถึงไม่ยอมยกโทษให้ผม เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ออกจะเล็กน้อยด้วยซ้ำ ผมไม่เข้าใจ หรือมยองซูคงหมดรักในตัวผมแล้ว ผมคงไม่ได้สำคัญกับเขาอีกต่อไปแล้วใช่ไหม น้ำใสๆเริ่มคลอหน่วงที่ดวงตา ผมพยายามสกัดกลั้นมันไว้ ก่อนจะปล่อยมือจากไหล่หนาของมยองซู แล้วหมุนตัวกลับเดินห่างจากมยองซูออกมา ในหัวผมเต็มไปด้วยคำถามสารพัดที่ผุดขึ้นเต็มไปหมด ดวงตาร้อนผ่าว พยายามฝืนตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา ผมจะร้องไห้ไม่ได้

 

ผมหลบมานั่งสงบจิตใจอยู่ที่มุมนึงของสนาม พยายามทำใจให้เป็นปกติด้วยการลุกไปคุยกับเพื่อนไอดอลที่ผมรู้จักหลายๆคน ภายนอกผมดูสดใส ร่าเริงเหมือนปกติแต่ภายในเต็มไปด้วยความเศร้า หลายๆครั้งผมก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองมยองซูว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ และครั้งสุดท้ายที่ผมหันไปมองมยองซูผมก็ต้องรู้สึกเจ็บแปลบที่ใจ มยองซูอยู่กับซองจง สองคนนั้นคุยกันอย่างสนุกสนาน มยองซูดึงฮู้ดเสื้อของซองจงมาเล่นก่อนจะซบหน้าลงไปซ้ำยังกัดฮู้ดซองจงเล่นอีก ผมหันหนีจากภาพนั้นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา ผมเจ็บปวดกับภาพนั้นเหลือเกิน ผมยอมรับว่าเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะคิดมาก อดไม่ได้ที่จะหึงหวงมยองซู ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดเรื่องหึงหวงแบบนี้กับซองจงแม้เพียงสักครั้ง ในสายตาของผมซองจงคือน้องชายสุดที่รัก น้องชายคนสนิทของผมและมยองซู แต่วันนี้ทำไมผมถึงได้รู้สึกแบบนั้นกันนะอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้มยองซูแสดงอาการเย็นชาและหมางเมินกับผม ผมถึงได้รู้สึกกลัว กลัวว่ามยองซูคงจะหมดรักในตัวผมแล้วจริงๆและเขาอาจรับซองจงเข้ามาแทนที่ผม เหมือนกับที่อินสปิริทหลายๆคนที่ชอบเชียร์คู่มยองจง อยากให้มยองซูรักกับซองจง มีโมเม้นท์กับซองจง พวกเขาคงสมหวังกันแล้วใช่ไหม ผมยินดีกับอินสปิริทกลุ่มนั้นด้วยจริงๆจากใจและขอโทษอินสปิริทอีกหลายคนที่คอยเชียร์คู่มยองยอลมาโดยตลอด ขอโทษจริงๆที่ตอนนี้คงไม่มีมยองซูกับซองยอลอีกต่อไปแล้ว ต่อไปมันคงเป็นแค่ความทรงจำในอดีตและผมคงฝืนสร้างโมเม้นท์หลอกทุกคนไม่ได้ถ้าเราสองคนไม่ได้รักกันจริงๆอีกต่อไปแล้ว

 

ผมยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมาเกือบ 10 นาที ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเพราะผมฝืนกลั้นมันเอาไว้ ผมคงหาคำตอบดีๆตอบใครต่อใครมากมายในสนามนี้ไม่ได้แน่ๆว่าผมร้องไห้ทำไมเพราะอะไร ผมพึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยากร้องไห้แต่ไม่สามารถทำได้ก็ในตอนนี้ นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกกันว่า “ น้ำตาตกใน ” ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้เอง ช่างทรมาณหัวใจมากมายเหลือเกิน แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆก็มีคนเข้ามาสวมกอดผมจากด้านหลัง ผมพยายามฝืนตัวดิ้นรนเพื่อจะหลุดพ้นออกจากอ้อมกอดนั้นเพราะความตกใจ

 

“ ซองยอลอ่า ”

 

เสียงทุ้มที่แสนคุ้นเคยเอ่ยเรียกผมเบาๆ ผมชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าคนที่กอดผมไว้ในอ้อมกอดคือมยองซู ผมหยุดดิ้นรนยืนนิ่งเฉยปล่อยให้มยองซูกอดอยู่อย่างนั้น ผมทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจะเป็นมยองซู

 

“ ขอโทษนะ ที่ฉันงอนนาย โกรธนาย ”

 

“ เรามาคุยกันดีๆเหมือนเดิมนะ ฉันไม่โกรธนายแล้ว ฉันมันงี่เง่าเอาแต่ใจเอง ”

 

“ นะ ซองยอลนะ ”

 

มยองซูเอ่ยขอโทษผม ใจผมอ่อนยวบไปกับคำพูดของเขา แต่แล้วเรื่องของซองจงก็แวบเข้ามาในความคิด ผมมั่นใจว่าผมคงคิดไม่ผิด มยองซูคงจะแค่ง้องอนผมเป็นพิธีเท่านั้นแต่ความจริงแล้วตอนนี้คนที่นั่งอยู่ในหัวใจของมยองซูคงไม่ใช่ผมอีกต่อไปแล้ว ผมควรตัดใจแล้วเดินออกมาก่อนที่จะเจ็บปวดมากกว่านี้ ผมคงทนไม่ได้ถ้าผมจะต้องฟังคำพูดบอกเลิกผลักไสผมออกไปจากชีวิตเขาจากปากของมยองซูเองสู้ให้ผมเป็นฝ่ายพูดมันเองจะดีเสียกว่าอย่างน้อยผมก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังพอมีค่าเหลืออยู่บ้าง ผมกัดปากตัวเองเบาๆเพื่อเรียกสติตัวเองก่อนจะเอ่ยบอกมยองซูออกไป

 

“ มยองซู ฉันว่าระหว่างเราคงเป็นไปไม่ได้แล้ว  เรากลับไปเป็นแค่เพื่อนเหมือนเดิมเถอะ เป็นแค่เพื่อนร่วมวงเหมือนเมื่อก่อนเถอะนะ ”

 

เมื่อพูดจบประโยคผมรู้สึกโล่งใจไปเล็กน้อยที่สามารถพูดออกไปได้สำเร็จ มยองซูนิ่งไปเล็กน้อย แต่เขายังกอดผมไว้ในอ้อมกอดเหมือนเดิม

 

“ ทำไมล่ะซองยอล นายไม่รักฉันแล้วหรอ ”

 

“ เราอย่าฝืนอีกเลยมยองซู ให้ระหว่างเรามันจบลงแค่นี้เถอะ เรายังต้องอยู่ด้วยกัน ร่วมงานกันไปอีกนาน อย่ารอให้เราเกลียดกันจนมองหน้ากันไม่ได้เลย ไม่งั้นเราจะทำงานร่วมกันไม่ได้ ”

 

“ นี่นายหมดรักฉันจริงๆแล้วหรอซองยอล ”

 

มยองซูเอ่ยออกมาเบาๆด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ผมเจ็บแปลบกับคำพูดนั้น อยากจะโต้เถียงออกไปเหลือเกินว่าผมไม่เคยหมดรักในตัวมยองซูเลยแต่เป็นมยองซูเองต่างหากที่กำลังจะหมดรักในตัวผมผมหลับตาลงข่มความรู้สึกปวดร้าวของตัวเอง ก่อนจะกลั้นใจเอ่ยโกหกออกไป

 

“ ใช่ ฉันไม่ได้รักนายแล้ว ปล่อยฉันไปเสียที ให้ระหว่างเราเหลือแค่ความเป็นเพื่อน คนที่ต้องร่วมงานกันแค่นั้นพอ ถือว่าฉันขอร้องล่ะกันมยองซู ได้โปรด ปล่อยฉันไป ”

 

“ ได้โปรด มยองซู ”

 

ผมเอ่ยย้ำกับมยองซูอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าอ้อมกอดของมยองซูเริ่มคลายออกก่อนที่เขาจะปล่อยผมออกจากอ้อมแขน ผมอดรู้สึกใจหายไม่ได้ ในใจอยากหันกลับไปโอบกอดมยองซูเอาไว้แล้วเอ่ยบอกว่าผมโกหก ผมยังรักมยองซูอยู่ แต่ผมก็ทำไม่ได้ ผมเลือกที่จะทำแบบนี้แล้ว ผมต้องทำต่อไปจนกว่ามันจะจบลง

 

“ ก็ได้ซองยอล ถ้านายรู้สึกว่าการคบกับฉันมันทรมาณมากขนาดนั้น ก็ได้ เรื่องระหว่างเราคงจบลงแค่นี้ ต่อไปเราจะรู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมวง คนร่วมงานกันแค่นั้น ”

 

“ ขอบใจมยองซู ”

 

ผมเอ่ยขอบคุณมยองซูเบาๆ ก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้นในทันที ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง ผมกลัว กลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนเปลี่ยนใจขึ้นมา ผมตรงไปที่ห้องน้ำปิดประตูขังตัวเองอยู่ในนั้น ร้องไห้กลั้นสะอื้นอยู่แบบนั้นเพราะกลัวว่าใครที่เดินมาเข้าห้องน้ำจะได้ยินมันเข้า

 

หลังจากวันนั้น ผมก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติเท่าที่จะทำได้ เจอหน้ามยองซูผมก็คุยกับเขาในเรื่องงานเท่านั้น ซึ่งมยองซูเองเขาก็ทำเหมือนผมเช่นกัน เมมเบอร์คนอื่นต่างก็รู้สึกสงสัยในเรื่องนี้เช่นกัน แต่ด้วยเพราะทั้งผมและมยองซูต่างไม่พูดไม่จาดูเงียบจนน่ากลัว เมมเบอร์เลยไม่กล้าที่จะถาม ผมรู้ว่าพวกเขาเองก็รู้สึกอึดอัดอยากถามให้ทราบความแต่ก็ไม่กล้าที่จะทำ พวกเขาก็เลยทำได้แค่มองผมและมยองซูอยู่ห่างๆ

 

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเกิดของพี่อูฮยอน พี่ซองกยูและพี่อูฮยอนเสนอความคิดที่จะจัดเลี้ยงงานวันเกิดกันเล็กๆที่ร้านหมูย่างเกาหลีแห่งหนึ่ง พี่อูฮยอนพยายามที่จะไล่ให้ผมไปนั่งโต๊ะเดียวกับมยองซูแต่ผมไม่ทำเช่นนั้น ผมเลือกที่จะนั่งข้างๆพี่อูฮยอนและโฮวอนแทน พี่อูฮยอนส่งมือถือให้พี่ผู้จัดการถ่ายรูปพวกเรา 7 คน เพื่อจะได้เอาไปทวิตอวดอินสปิริทของพวกเรา

 

“ ฉันอัพรูปพวกเราลงทวิตแล้วนะ อินสปิริทของพวกเราชอบน่าดูเลย มยองซู นายไม่ถ่ายรูปอัพไอจีบ้างล่ะ เห็นอินสปิริทที่เมนนายพากันถามหากันใหญ่ ”

 

“ นั่นดิๆ อัพเลยๆ อัพรูปนายเซลฟี่คู่ซองยอลอีกก็ได้ รูปนั้นนะอินสปิริทชอบกันมากเลย มีคนกดไลค์ตั้งเกือบแสนแหนะ ”

 

ผมมองหน้าพี่ดงอูเล็กน้อยก่อนจะหันมาเห็นพี่อูฮยอน พี่ซองกยูและโฮวอนทำท่าทางเหมือนจะส่งซิกไม่ให้พี่ดงอูพูดต่อ แต่พี่ดงอูก็ยังคงทำหน้างงอยู่แบบนั้นด้วยท่าทางที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ทั้งสามคนส่งซิก

 

“ ฉันพูดอะไรผิดหรอ ก็จริงนี่น่า รูปนั้นคนไลค์เยอะจะตาย ขนาดฉันอัพทั้งคลิปตัวเอง คลิปหลาน คลิปน้องหมา คนยังกดไลค์แค่สี่หมื่นเอง ”

 

" พี่ดงอู ผมว่าเราไปห้องน้ำกันไหม มาๆทางนี้ "

โฮวอนลุกขึ้นเดินไปโอบไหล่พี่ดงอูไว้ก่อนจะออกแรงพาออกเดิน พี่ดงอูฝืนตัวเองเล็กน้อยไม่ยอมไปกับโฮวอนพร้อมกับโวยวายออกมา

 

" นายก็ไปคนเดียวสิ ฉันไม่ปวดนี่น่า "

 

" น่า พี่ดงอู ไปเป็นเพื่อนผมนะ " โฮวอนลากดงอูออกไปข้างนอกได้เป็นผลสำเร็จ

 

" ซองยอล สั่งอะไรเพิ่มไหม "

พี่อูฮยอนเอ่ยถามผม ผมส่ายหัวปฎิเสธเบาๆ สายตาแอบชำเลืองมองมยองซูที่นั่งคุยอยู่กับซองจงอีกโต๊ะหนึ่ง ซองจงเอามือถือของเขายื่นให้มยองซูดูอะไรบางอย่างก่อนที่ทั้งคู่จะยิ้มหัวเราะกันอยู่สองคน

 

" ผมปวดหัวจัง เดี๋ยวผมให้พี่เมเนพากลับหอก่อนนะ " ผมหันมาบอกพี่อูฮยอนเบาๆ

 

" นายโอเคแน่นะซองยอล มีอะไรจะเล่าให้ฉันฟังไหม "

พี่อูฮยอนเอ่ยถามผม มือเล็กแตะบ่าผมเบาๆด้วยความห่วงใย ผมส่ายหัวปฎิเสธอีกครั้ง

 

" ผมไม่เป็นไร ไปก่อนนะ "

ผมตอบพี่อูฮยอนกลับไป พยายามไม่มองไปที่มยองซูและซองจงขณะที่กำลังเดินผ่านโต๊ะที่สองคนนั่งออกไปข้างนอกเพื่อแจ้งพี่ผู้จัดการ

 

ผมยังคงใช้ชีวิตแบบเดิมๆที่ไม่มีมยองซูอยู่เคียงข้างในฐานะคนรักแต่อยู่ในฐานะเพื่อนร่วมวง จนล่วงผ่านเข้าสู่คืนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ผมมองปฎิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะภายในห้องนอนตัวเอง บนปฎิทินนั้นผมได้วงล้อมรอบวันที่ 14 กุมภาพันธ์เอาไว้ด้วยปากกาสีแดงเป็นวงรูปหัวใจผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากนับวันรอคอยให้ถึงวันวาเลนไทน์โดยไว แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ผมไม่อยากให้มันมาถึงเลยในตอนนี้ การเลิกลากับคนรักก่อนหน้าวันวาเลนไทน์เพียงไม่นานมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างเจ็บปวด เมื่อคืนนี้ผมแอบเข้าไปไล่ดูไอจีของมยองซูเพราะรู้สึกคิดถึงเรื่องราวระหว่างเราในอดีต และผมได้เห็นเขาอัพรูปไฟประดับบนต้นไม้จากที่ไหนซักแห่งเมื่อวานนี้ ผมคิดว่ามยองซูคงจะไปกับซองจงเป็นแน่เพราะเมื่อวานนี้ที่ห้องของเราที่ปกติจะมีผม มยองซู พี่อูฮยอนและซองจงพักอยู่นั้น เหลือเพียงผมกับพี่อูฮยอนเท่านั้น เดทสินะ มยองซูคงออกไปเดทกับซองจง เดทก่อนวันวาเลนไทน์งั้นหรอ ยิ่งคิดผมก็ยิ่งรู้สึกอิจฉา ผมอิจฉาจริงๆนะ มยองซูเป็นผู้ชายโรแมนติกดังนั้นเขาคงทำให้ซองจงรู้สึกมีความสุขมากที่สุดในวันวาเลนไทน์ได้แบบไม่ต้องสงสัย เสียงเคาะประตูห้องของผมดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตู ผมหันไปมองก็พบว่าเป็นพี่อูฮยอนที่เข้ามาในห้อง พี่อูฮยอนเดินมานั่งบนเตียงข้างๆผม ผมมองพี่เขาด้วยความสงสัย

 

“ ซองยอล พรุ่งนี้เย็นไปกินข้าวกันไหม พี่ซองกยูจองร้านเอาไว้ ร้านนี้คนไม่พลุกพล่าน พี่ดงอูกับโฮวอนก็ไปนะ ”พี่อูฮยอนเอ่ยชวนผม

 

“ ไม่ล่ะ ผมขี้เกียจ พรุ่งนี้ว่าจะนอนดูหนัง มีหนังที่ผมซื้อมายังไม่ได้ดูอีกเพียบเลย ”

 

“ งั้นกลางวันไปช็อปปิ้งกันไหม เห็นบ่นเสื้อที่ใส่ฟิตตรงแขนหลายตัว ไปซื้อใหม่กันม่ะ ”

 

“ พี่ซองกยูไปด้วยหรอ ”

 

“ อืม ”  พี่อูฮยอนพยักหน้าเบาๆ

 

“ งั้นไม่ไปอ่ะ ไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอให้พี่ซองกยูรำคาญ ”

 

“ ช่างพี่กยูสิ ฉันเป็นคนชวนนาย ไปนะ ”

 

“ ไม่ล่ะ พี่ไปเถอะ พรุ่งนี้ผมว่าจะนอนพักซักหน่อย เดี๋ยวต่อไปเราก็จะยุ่งจนไม่มีเวลาพักล่ะ อยากนอนตุนแรงเอาไว้ ” 

ผมบอกพี่อูฮยอนไปแบบนั้นเพื่อปฎิเสธพี่อูฮยอน

 

“ ตามใจ งั้นพี่ไปนอนล่ะ เปลี่ยนใจบอกนะ ”

 

พี่อูฮยอนเอ่ยกับผมก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปยังประตูแล้วเปิดออกไป ผมมองตามหลังพี่อูฮยอนไปก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อบานประตูปิดลง พรุ่งนี้ผมตั้งใจว่าจะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น ผมจะนอน นอน และก็นอนให้มันสาแก่ใจ ผมจะได้ไม่ต้องคิดอะไรให้ฟุ้งซ่านโดนเฉพาะเรื่องของมยองซูกับซองจง ต่อให้พรุ่งนี้พวกเขาจะออกไปเดทกันที่ไหน มีความสุขมากแค่ไหน มยองซูให้อะไรซองจงเป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์ ผมก็จะไม่สนใจใส่ใจมัน ผมจะต้องลืมมันให้ได้ทั้งหมด ผมจะต้องเป็นอีซองยอลคนใหม่ที่ร่าเริง ยิ้มหัวเราะและสดใสมากกว่าใคร ผมตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนั้น

 

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ……

 

ผมทำตามดังที่พูดไว้จริงๆ ผมหมกตัวขลุกอยู่ในห้องนอนทั้งวันเอาแต่นอนและนอนไม่ยอมออกมากินอะไรจวบจนค่ำมืด ผมก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา ท้องของผมเริ่มร้องประท้วงจนผมต้องตัดสินใจลุกจากเตียงนอนเปิดประตูห้องนอนออกไปข้างนอก ข้างนอกนั้นมืดสนิทบ่งบอกว่าไม่มีใครอยู่ในห้องซักคน พี่อูฮยอนคงจะไปร้านอาหารกับพี่ซองกยู พี่ดงอูและโฮวอนตามที่เคยออกปากชวนผมเมื่อคืนนี้ส่วนบุคคลอีกสองคนในห้องนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาไปไหนกัน เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็อดที่จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาไม่ได้ จากที่บอกตัวเองว่าจะไม่คิดมากแต่กลับคิดถึงมันขึ้นมาให้ทำร้ายตัวเอง ผมสะบัดความคิดพวกนั้นออกจากหัว ก่อนที่จะค่อยๆก้าวเท้าเดินไปยังจุดที่เป็นที่ตั้งของสวิตส์ไฟ แต่ก้าวขาเรียวไปได้แค่เพียงสามก้าว ผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกรวบตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงของใครคนนึง ด้วยความตกใจผมจะตะโกนร้องเพื่อเรียกให้คนช่วยแต่ร่างที่กอดรัดผมนั้นกลับใช้มือแข็งแรงอีกข้างยกขึ้นมาปิดปากผมเอาไว้ไม่ให้ร้อง ผมพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดแต่ยิ่งดิ้นร่างหนาก็ยิ่งโอบรัดผมมากขึ้นกว่าเดิมจนผมเริ่มหายใจไม่ออก แต่ผมยังไม่ยอมแพ้ยังคงพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นและเหมือนยิ่งไปเพิ่มอารมณ์โกรธของคนที่กอดรัดผมไว้ให้ทวีเพิ่มขึ้น เขาลากตัวผมไปยังโซฟาที่อยู่กลางห้อง ก่อนจะเหวี่ยงผมลงไปบนโซฟาหลังโตนั้น ยังไม่ทันที่ผมจะพลิกตัวหนี ร่างหนานั้นก็ตามมาทาบทับตัวผมจนผมขยับไปไหนไม่ได้

 

“ ช่วยด้วย ช่วยด้ว.... ”

 

ผมมีโอกาสได้ร้องขอความชั่วเหลือได้แค่นั้น มือหนาก็ถูกส่งมาปิดปากผมอีกครั้ง ส่วนมือหนาอีกข้างเริ่มลูบไล้ไปตามร่างกายของผม ผมพยายามดิ้นหนีทุบตีคนด้านบนเป็นพัลวันแต่ไม่เป็นผลเพราะถูกกดทับจากร่างด้านบนเกือบทั้งร่าง ความกลัวเริ่มเข้าครอบคลุมจิตใจ นี่ผมกำลังจะถูกทำร้ายใช่ไหม แล้วคนร้ายเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไรกันในเมื่อที่นี่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา ผมพยายามเพ่งสายตาผ่านความมืดออกไปเพื่อมองคนที่ทับร่างผมอยู่แต่มองเท่าไรก็ไม่สามารถมองเห็น ห้องนี้มืดจนเกินไป ยิ่งมืดมิดผมยิ่งกลัวจับใจ และความกลัวยิ่งพุ่งสูงขึ้นเมื่อมือหนาที่ตอนแรกทำเพียงแค่ลูบไล้ร่างกายผมตอนนี้กำลังเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นกระดุมเสื้อเชิร์ตของผม มือหนาเริ่มปลดกระดุมผมออกทีละเม็ดๆจนสาปเสื้อหลุดออกจากกันเผยผิวขาวผ่องไร้การปกปิด ผมพยายามดิ้นรนเพื่อหวังหนีรอดอีกครั้ง ร่างนั้นจึงปล่อยมือที่ปิดปากผมไว้เปลี่ยนมาจับข้อมือผมไว้แทน

 

“ นายเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้ยังไง อย่าทำอะไรฉันเลย ขอร้อง ”

 

เมื่อริมฝีปากผมเป็นอิสระ ผมก็เอ่ยขอร้องเขาแทน ในวินาทีนั้นผมคิดว่าเขาคงไม่ปล่อยให้ผมร้องเรียกให้คนมาช่วยผมสำเร็จเป็นแน่ การเอาน้ำเย็นเข้าลูบน่าจะเป็นหนทางเดียวที่ผมควรจะลองเสี่ยงดู เมื่อผมพูดจบประโยคร่างหนาชะงักนิ่งไปนิดนึงก่อนจะเอื้อมมือหนามาลูบไล้ตามแก้มและริมฝีปากผมไปมาผมหันหน้าหนีสัมผัสนั้นอย่างหวาดกลัว มือหนาจึงเปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นบริเวณหน้าอกของผมแทน เขาลูบไล้ร่างกายผมไล่ต่ำลงมาเรื่อยๆไปจนถึงท้องน้อยก่อนจะใช้นิ้วเกลี่ยขอบกางเกงของผมไปมาแล้วปลดกระดุมกางเกงของผมออก สัมผัสที่กำลังรุกรานร่างกายแบบนั้นยิ่งทำให้ผมหวาดกลัวเขามากขึ้นกว่าเดิม

 

“ อย่า.....อย่า....ขอร้อง ฮึก ”

 

สุดท้ายผมก็ร้องไห้ออกมาอย่างหมดสิ้นหนทาง ผมรู้ตัวแล้วว่าผมคงไม่มีทางรอดพ้นจากผู้ชายที่กำลังทาบทับร่างผมเอาไว้  ผมคงต้องทำใจยอมรับชะตากรรมอันเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าใช่ไหม วูบนึงในความคิดผมคิดถึงมยองซูขึ้นมา ผมคิดถึงเขาเหลือเกิน ถึงเราจะคบกันในฐานะคนรักมานานแต่เราก็ยังไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่เกินเลยกว่าการจูบและการกอด แต่นี่ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันผมก็ยังไม่รู้แม้แต่ใบหน้าผมก็ยังไม่สามารถมองเห็นได้แต่เขากลับกำลังจะข่มเหงรังแกผมและบังคับยัดเยียดความสัมพันธ์ทางร่างกายให้ ผมร้องไห้สั่นสะอื้นอยู่อย่างนั้น ยิ่งเขาลูบไล้ร่างกายผมไปมาและพยายามจะดึงกางเกงของผมออกไปจากสะโพก ผมก็ยิ่งร้องไห้หนักมากขึ้นๆ

 

“ มยองซู ฮือ มยองซู ขอร้อง ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันรักมยองซู อย่าทำร้ายฉันเลย ฉันจะเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น ”

 

ผมเริ่มสติแตก พร่ำร้องเรียกหาแต่มยองซู ผมรักเขามากจริงๆถ้าผมจะตกเป็นของใครซักคนก็ขอให้เป็นเพียงมยองซูเท่านั้น ผมไม่อยากเป็นของคนอื่น การที่ผมร้องไห้โวยวายไปแบบนั้นทำให้คนที่กักร่างผมเอาไว้นิ่งไป เขาชะงักไปชั่วคราว หยุดมือหนาที่กำลังสัมผัสรุกรานผมด้านล่างเปลี่ยนเป้าหมายขึ้นมาที่ใบหน้าผม ก่อนจะค่อยๆใช้นิ้วเรียวเกลี่ยน้ำตาที่อาบแก้มของผมออกให้อย่างแผ่วเบา ผมแปลกใจกับการกระทำของเขา เขาขยับตัวออกห่างผมมากขึ้นพอให้ผมขยับตัวได้สะดวกขึ้นผมอาศัยจังหวะนั้นออกแรงผลักเขาออกไปสุดแรงก่อนจะขยับตัวจะลุกหนี แต่ผมช้าเกินไปเขารวบร่างผมกลับไปไว้ในอ้อมกอดอีกครั้ง ผมพยายามดิ้นรนปัดป่าย เขาก็ยิ่งโอบกอดผมมากขึ้นกว่าเดิม

 

“ ซองยอลอ่า อย่ากลัวเลย ไม่ต้องกลัวแล้ว ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก ”

 

เสียงทุ้มที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นข้างๆหูของผม ผมชะงักไปหยุดดิ้นรนด้วยความสับสน ร่างที่โอบกอดผมคลายอ้อมกอดออกก่อนจะลุกออกไป พลันไฟในห้องก็สว่างไสวขึ้น ผมมองร่างของคนที่เดินกลับมาที่โซฟาหลังจากกดเปิดสวิสต์ไฟเสร็จด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจทั้งน้ำตา

 

“ ม..มยองซู ”

 

มยองซูส่งยิ้มให้ผมบางๆก่อนจะขยับลงมานั่งบนโซฟาใกล้ๆผม ผมกำมือแน่นก่อนจะทุบมันลงไปที่ร่างของมยองซูไม่ยั้งด้วยความโกรธ ทุบมยองซูไปผมก็ร้องไห้ไป มยองซูไม่ปัดป้องผมทั้งๆที่เขาเองก็เจ็บ เขาปล่อยให้ผมรัวทุบเขาอยู่แบบนั้นจนผมพอใจ ผมผละมือจากการทำร้ายมยองซูแต่น้ำตายังคงไหลรินไม่หยุด

 

“ ฮือ ทำแบบนี้ทำไม ทำทำไม ใจร้ายที่สุด นายรู้ไหมฉันกลัวมากแค่ไหน ฮึก ”

 

ผมเอ่ยต่อว่าเขาทั้งน้ำตา มยองซูยิ้มอ่อนโยนส่งกลับมาให้ผมก่อนจะรั้งร่างผมเข้าไปกอดปลอบ มือหนาลูบหัวผมและหลังเบาๆอย่างปลอบโยนก่อนจะเอ่ยกับผม

 

“ ถ้าไม่ทำแบบนี้ คนปากแข็งอย่างนายจะยอมพูดหรอว่ายังรักฉันอยู่ ”

 

“ มันก็มีอีกตั้งหลายวิธี ทำไมต้องใช้วิธีน่ากลัวแบบนี้ด้วย ”

 

“ ฉันขอโทษ นายใจร้ายกับฉันก่อนนี่น่า ”

 

“ ฉันใจร้ายตรงไหน ”ผมถามกลับไป

 

“ ก็ที่นายบอกเลิกฉัน บอกว่านายไม่ได้รักฉันแล้ว ”

 

“ นั่นเพราะนายไม่ได้รักฉันแล้วต่างหาก ฉันเลยไม่อยากรั้งนายไว้ 

ผมผละออกมาจากอ้อมกอดของมยองซู สบตามองเขาก่อนเอ่ยออกไป

 

“ แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ได้รักนายแล้ว ”

 

“ ก็นายกับซองจง... ” 

 

“ ซองจง???  นี่อย่าบอกนะ ว่านายหึงซองจงอีซองยอล นายก็รู้ว่าระหว่างฉันกับซองจงเราเป็นแค่พี่ชายน้องชายเท่านั้น ”

 

“ แต่ที่ฉันเห็นมันไม่ใช่ นายกับซองจงรักกัน ฉันไม่อยากเป็นส่วนเกินของนายสองคน ”

 

“ ไปกันใหญ่ล่ะซองยอล ฉันไม่รู้ว่านายไปเห็นอะไรมานะ แต่ฉันขอยืนยันตรงนี้เลยว่าฉันกับซองจงไม่มีอะไรเกินเลยกว่าคำว่าพี่ชาย ”

มยองซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเอื้อมมือมากุมมือของผมไว้

 

“ ชีวิตฉันรักคนเพียงแค่คนเดียว ฉันรักแค่เด็กประถมที่แสนขี้งอน ชอบคิดมาก ชอบนอยด์ แต่น่ารักในสายตาฉันเสมอ ฉันชอบที่จะอยู่ใกล้เขา ชอบที่จะมองหน้าเขา สบตาเขา จับมือเขา โอบกอดเขา แม้ใครๆต่างจะบอกว่ามันก็แค่แฟนเซอร์วิส แต่สำหรับฉันทุกๆอย่างที่ทำฉันทำมันมาจากหัวใจจริงๆ ”

 

“ นายถามเด็กประถมคนนั้นให้ฉันทีสิซองยอล ว่าเหตุผลพวกนี้มากพอที่เขาจะเชื่อใจฉันได้หรือยัง มากพอที่เขาจะเลิกคิดมากและกลับมารักกับฉันเหมือนเดิมได้ไหม ”

 

ผมสบตาคมของมยองซูนิ่ง แววตาของมยองซูเต็มไปด้วยความคาดหวังกับคำตอบที่จะได้รับจากผมผสมผสานไปด้วยความจริงจังซ่อนอยู่ในนั้น ผมผลุบสายตาลงต่ำไม่กล้าที่จะสบตามยองซูต่อและไม่พูดอะไรออกมาอีก ผมอยากเชื่อทุกคำพูดของเขาแต่อะไรบางอย่างทำให้ผมยังรู้สึกลังเลผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสโลหะบางอย่างเข้าที่นิ้วนางข้างซ้าย ผมมองไปที่มือของตนเอง มยองซูกำลังสวมแหวนเงินเกลี้ยงเข้าที่นิ้วนางของผม ก่อนจะหยิบแหวนเงินเกลี้ยงอีกวงออกมาแล้วสวมเข้าที่นิ้วนางซ้ายของตัวเอง

 

“ สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะอีซองยอลของคิมมยองซู ”

 

มยองซูส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับผม ผมยกมือตัวเองขึ้นมาดู แหวนเงินเกลี้ยงถูกสวมเข้าพอดีที่นิ้วนางข้างซ้ายบ่งบอกได้ว่ามยองซูใส่ใจในเรื่องขนาดนิ้วของผมไม่น้อย บนตัวเรือนแหวนมีอักษรถูกแกะลงไปบนนั้นเป็นอักษรภาษาอังกฤษคำว่า “ MY

 

“ ดีจัง ใส่พอดีด้วย ฉันกลัวว่าจะเลือกขนาดนิ้วนายผิดซะล่ะ ไม่น่าเชื่อว่าการที่ฉันได้จับมือนายบ่อยๆฉันจะกะนิ้วนายได้ถูกด้วย ”

 

“ แหวนนี้เป็นแหวนคู่ มีแค่ 2 วง อักษร “ MY ” ที่แกะลงบนแหวน มาจากชื่อนายกับฉัน “ M ” คือ “ Myung ” ส่วน “ Y ” ก็คือ “ Yeol ” ฉันเป็นคนเลือกแหวนนี้เองและให้เขาแกะอักษรพวกนี้ลงไป ”

 

“ ฉันสั่งให้เขาทำแหวนคู่นี่มานานแล้ว กะไว้ว่าจะเอามาเซอร์ไพร์สนายวันวาเลนไทน์ แต่เราสองคนก็ทะเลาะกันเสียก่อน จนฉันเกือบเอามันทิ้งไปแล้ว ดีนะที่ฉันเปลี่ยนใจ ไม่งั้นคงเสียใจแย่ ”

 

“ ตอนที่นายบอกเลิกฉัน บอกว่าไม่รักฉัน ฉันเสียใจมากรู้ไหม เมื่อสองวันก่อนฉันแอบออกไปเดินเล่นข้างนอกคนเดียว ยิ่งอยู่คนเดียวก็ยิ่งคิดถึงนาย ฉันก็เลยคิดว่าไม่ว่ายังไงฉันจะต้องคุยกับนายให้รู้เรื่อง ”

 

“ เมื่อวานฉันคิดเรื่องนี้อยู่ทั้งวัน หาโอกาสจะคุยกับนายแต่ก็ไม่มีโอกาสซักที พอวันนี้ฉันรู้ว่าไม่มีใครอยู่ที่ห้องก็เลยมานั่งซุ่มรอนายอยู่ที่นี่ไม่กล้าเข้าไปหานายในห้อง พอนายออกมาฉันก็เลยนึกพิเรนทร์อยากลองแกล้งนายดู ”

มยองซูยังคงเอ่ยบอกผมไปเรื่อยๆ ผมเอานิ้วลูบแหวนบนนิ้วตัวเองไปมาได้แต่นั่งฟังเขาอยู่ฝ่ายเดียว

 

“ นายชอบมันไหมซองยอล ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลย ฉันใจไม่ดีแล้วนะ ”

 

“ ซองยอลอ่า หรือนายยังโกรธเรื่องที่ฉันแกล้งนายอยู่ อย่าเงียบแบบนี้สิ ฉันกลัวนะ ” 

 

มยองซูเอ่ยกับผมน้ำเสียงทุ้มเจือไปด้วยความกังวลที่ไม่เห็นผมพูดอะไรบอกมา ผมเงยหน้าจากการก้มมองแหวนที่นิ้วมือขึ้นมาสบตาคมของมยองซู มยองซูมองผมอย่างรอคำตอบ

 

“ ชอบสิฉันชอบมาก แต่ฉันแค่กลัว กลัวว่าฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่า ก่อนหน้านี้ฉันนอนฝันร้ายมาหลายคืน ฉันกลัวว่าตอนนี้มันจะเป็นแค่ฝันดีคืนแรกของฉันเท่านั้น ”

 

“ ฝันหรอ ไม่หรอกซองยอล นายไม่ได้กำลังฝัน ฉันจะพิสูจน์ให้นายดู ”

 

หลังจบประโยคนั้นของมยองซู มยองซูก็โน้มใบหน้าหล่อเข้ามาใกล้ก่อนจะทาบทับริมฝีปากหยักลงบนริมฝีปากบางของผม ผมหลับตาลงรับสัมผัสหวาบหวานนั้น มยองซูขบเม้มริมฝีปากผมเบาๆเพื่อให้ผมเปิดทางให้เขา ก่อนที่ลิ้นร้อนของเขาจะล่วงล้ำเข้ามากวาดต้อนความหวานในโพรงปากของผม ไล่ต้อนลิ้นเล็กของผมให้จนมุม ถึงจะเคยถูกมยองซูจูบมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ผมก็ยังคงไม่ประสีประสาพ่ายแพ้รสจูบของเขาแทบทุกครั้ง มยองซูยังคงรุกรานจูบผมอย่างเอาแต่ใจ จนผมเริ่มขาดอาการหายใจ ผมทุบที่อกเขาเบาๆให้เขารับรู้ มยองซูถึงจะยอมถอนจูบออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ผมหอบเอาอากาศเข้าไปเฮือกใหญ่เมื่อเป็นอิสระ มยองซูอมยิ้มมองผมอย่างชอบใจ

 

“ ทีนี้เชื่อหรือยังว่านายไม่ได้ฝันไป ”

 

“ วิธีอื่นที่ทำให้เชื่อก็มี ทำไมต้องใช้วิธีด้วย ”  ผมโวยเขาเบาๆ

 

“ ก็ฉันชอบวิธีนี้ แล้วเชื่อหรือยัง ถ้ายังไม่เชื่อฉันจะได้พิสูจน์อีกรอบนึง ”

มยองซูแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ผมอีก ผมต้องใช้มือดันใบหน้าหล่อนั้นให้ออกห่าง

 

“ ไม่ต้องเลย เชื่อแล้ว ”

 

“ ว้า เชื่อง่ายจัง เสียดาย ปากนายกำลังหวานเลย ”

 

“ ดูพูดเข้า หื่น ” ผมดุใส่มยองซู

 

“ เปล่าหื่นนะ ถ้าฉันหื่น ฉันฟัดนายไปนานล่ะ ดูสิ ขาวล่อตาล่อใจขนาดนี้ ”

 

มยองซูเอ่ย ทำหน้ากรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์หรี่ตามองมาทางผม ผมพึ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในสภาพที่ล่อแหลมมากแค่ไหนจากการสร้างเรื่องแกล้งของมยองซู กระดุมเสื้อเชิร์ตของผมที่ถูกมยองซูแกะมันออกไปจนหมดก่อนหน้านี้ เผยผิวขาวผ่องของผมออกมาจนเกือบหมด ไหนจะกางเกงขาสั้นของผมอีกที่มยองซูแกะกระดุมออก มันดูหมิ่นเหม่จนชุดชั้นในโผล่ออกมาให้เห็น ผมรีบตะครุบเสื้อตัวเองเข้าหากันติดกระดุมคืนอย่างรวดเร็วรวมถึงกางเกงขาสั้นตัวเล็กของตัวเองด้วยแก้มร้อนผ่าวขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความอาย

 

“ ก็ใครล่ะ ที่เล่นอะไรแผลงๆ ถ้ามีมีดนะ ฉันคงแทงนายตายไปแล้ว ”

 

“ โห โหดชะมัด นายกล้าฆ่าฉันหรอ ฉันตายแล้วอย่ามาร้องไห้คิดถึงล่ะ ”

 

“ ช่วยไม่ได้ ทำตัวเหมือนโจร คราวหน้าจะแทงให้ยับเลย ”

 

“ โจรอะไรจะหล่อมากขนาดนี้ เอ๊ะ หรือว่าโจรปล้นสวาท ”

 

“ ฉันซีเรียสนะ ยังจะมาพูดเล่นอีก ” 

 

ผมดุมยองซูที่ยังคงทำหน้าทะเล้นใส่ผมไม่เลิก ดูเขาสนุกเหลือเกินที่แกล้งผมได้ มยองซูยิ้มให้ผมจนแก้มขึ้นรอยบุ๋ม ก่อนจะรวบร่างผมเข้าไปไว้ในอ้อมแขน ร่างหนาของเขาซ้อนตัวผมอยู่ด้านหลังมยองซูวางคางของเขาลงบนไหล่ของผม

 

“ ฉันสัญญาว่าจะไม่แกล้งนายแบบนี้อีก ขอโทษจริงๆนะซองยอลที่ทำให้นายกลัว ฉันเห็นนายขวัญเสียร้องไห้ฉันก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว ฉันจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว ฉันไม่อยากเห็นนายร้องไห้ ”

 

“ ฉันรักนายมากนะ ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนาย ต่อไปนี้ถ้ามีอะไรไม่สบายใจหรือสงสัยอะไรให้ถามฉัน อย่านิ่งเงียบแล้วเอาไปคิดเอง เก็บความทุกข์ไว้คนเดียว รู้ไหม ”

 

“ อืม ”ผมพยักหน้ารับคำมยองซู

 

“ ฉันไม่เคยมีความลับกับนาย ทุกๆเรื่องฉันรู้นายรู้ ดังนั้นอย่าลังเลที่จะถามฉัน แม้ว่าเรื่องนั้นนายจะรู้สึกลำบากมากแค่ไหนที่จะเอ่ยถามฉัน ”

 

“ และสุดท้ายอย่ารู้สึกกังวลกับความรักที่ฉันมีให้นาย อย่าระแวงว่าฉันจะหมดรักในตัวนายมันจะไม่มีวันนั้น เพราะฉันจะรักนายเพิ่มขึ้นทุกวันๆไม่มีลดน้อยลง เข้าใจไหม ”

 

มยองซูเอ่ยกับผมพร้อมกับจรดริมฝีปากหยักลงบนขมับด้านซ้ายของผมอย่างแผ่วเบา ผมซบนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของมยองซู รู้สึกตัวเองมีความสุขมากล้นเหลือเกินในเวลานี้ วันวาเลนไทน์ปีนี้ได้มอบความทรงจำอันล้ำค่ามากที่สุดให้กับผม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ผมยังรู้สึกเกลียดชังกับวันๆนี้อยู่เลย แต่ตอนนี้เวลานี้ผมกลับรักวันวาเลนไทน์วันนี้มากที่สุด ความทุกข์เสียใจที่ผมต้องกล้ำกลืนมายาวนานเป็นอาทิตย์มันหายไปในพริบตาแทนที่ด้วยความสุข อบอุ่นและอ่อนโยนจากผู้ชายที่ชื่อคิมมยองซู

 

“ หืม...เข้าใจไหมซองยอล ”  

มยองซูกระซิบข้างหูเอ่ยถามผมอีกครั้งเมื่อเห็นผมเงียบไป

 

“ อืม ” ผมตอบเขาเสียงอยู่ในลำคอ

 

“ ไม่เห็นได้ยินเลย ” 

มยองซูเอ่ยถามอีกครั้ง เขาแนบหน้าหล่อคลอเคลอแก้มผมไปมา

 

“ เข้าใจแล้ว ”

 

“ ดีมาก เด็กน้อยของมยองซู ” 

มยองซูกระชับอ้อมแขนให้แน่นมากขึ้นพร้อมฝังจมูกโด่งๆลงบนแก้มข้างซ้ายของผม แก้มผมร้อนผ่าวด้วยความเขินอายจากการกระทำของมยองซู

 

“ เด็กที่ไหน ฉันแก่กว่านายอีกนะ ”  ผมเถียงเขาออกไป

 

“ ก็แค่ไม่กี่เดือน ฉันดูโตกว่านายอีก นายมันเด็กประถมชัดๆ ”

 

“ ว่าแต่ฉัน นายก็ทำตัวมุ้งมิ้งเป็นเด็กน้อยเหมือนกันนั่นแหละน่า ”

 

“ แล้วทำแบบนั้น ฉันน่ารักไหมล่ะ ”

 

“ ไม่เห็นจะน่ารักเลย น่ารำคาญจะตายไป ”

 

“ ปากแข็งอีกแล้วนะ อีซองยอล สงสัยต้องพิสูจน์ซะล่ะ ”

 

พอพูดจบประโยคมยองซูก็เชยคางผมให้หันไปหา ก่อนจะประทับริมฝีปากหยักลงมาอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่มีการรุกล้ำแต่ก็แนบแน่น มยองซูขบเม้มริมฝีปากผมไปมาเบาๆอย่างหยอกเย้า ก่อนจะถอนจูบออกมา เขาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับผม ผมถูกเขากลั่นแกล้งอีกแล้ว

 

“ ปากก็ไม่แข็งนี่น่า ออกจะนิ่มแล้วก็หวาน ”

 

“ นายนี่มัน ปล่อยฉันเลยนะ อยู่กับนายฉันเสียเปรียบทุกที ”

ผมพยายามแกะแขนเขาออกจากตัวผม ผมได้ยินมยองซูหัวเราะเบาๆในลำคออย่างชอบใจ

 

“ ไม่ปล่อยหรอก เรื่องอะไรจะปล่อยให้โง่ ”

 

“ ปล่อย !!!

 

“ ไม่ปล่อย !!! ถ้านายไม่หยุดดิ้น ฉันจะชิมปากนายอีกนะ ”

 

มยองซูเอ่ยขู่ผม ขู่ไม่ขู่เปล่า เขายังโน้มใบหน้าหล่อๆนั้นมาใกล้ๆอีก ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ หยุดดิ้นเพราะคำขู่นั้น มยองซูอมยิ้มจนแก้มขึ้นรอยบุ๋มจนน่าหมั่นไส้ แต่แค่เวลาชั่วพริบตาที่ผมเผลอมยองซูก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะทาบริมฝีปากมาแตะริมฝีปากผมเบาๆก่อนจะผละออกไปแล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ดูแล้วน่าโมโหมาให้

 

“ นายหลอกฉัน ก็ฉันไม่ดิ้นแล้วไง ”

 

“ อันนี้คือรางวัลไง รางวัลที่นายเชื่อฉัน ”

 

มยองซูเอ่ยออกมาพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ ผมล่ะอยากชกหน้าหล่อๆตรงหน้านัก นี่สรุปแล้วไม่ว่าผมจะทำอะไร มยองซูก็คงหาเรื่องที่จะจูบผมอยู่ดีใช่ไหม ผมละสายตาจากมยองซูลงมามองแหวนคู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายของตัวเองลูบมันไปมาอย่างครุ่นคิด

 

“ มยองซู ”

 

“ หืม...ว่าไงซองยอล ”

 

“ ฉันว่าเราคงใส่แหวนคู่ไม่ได้หรอก เราคงต้องถอดเก็บไว้ ”

 

“ ทำไมล่ะ หรือนายกลัวใครเขาจะรู้ว่านายมีเจ้าของแล้ว ” 

มยองซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยใจซ้ำยังคลายอ้อมแขนที่โอบกอดผมไว้ออก ใบหน้าหล่อบึ้งตึ้งอีกครั้ง

 

“ ไม่ใช่อย่างนั้น นายนี่ ว่าแต่ฉันขี้น้อยใจ นายก็ขี้น้อยใจเหมือนกันล่ะน่า ”

 

“ แล้วทำไมถึงใส่ไม่ได้ ”

 

“ ก็ฉันไม่รู้จะตอบคำถามพี่ๆนักข่าว อินสปิริทและคนอื่นยังไงดี ”

 

“ ก็ตอบไปตรงๆเลยสิ ”

 

“ ไม่ได้หรอก เราตอบไปตรงๆแบบนั้นไม่ได้ นะมยองซูนะ ฉันสัญญาว่าจะพกมันติดตัวไว้ตลอดเวลา ไม่ได้ใส่มันก็ไม่ได้แปลว่าฉันไม่มีเจ้าของนิ ในเมื่อตอนนี้นายเป็นเจ้าของฉันเต็มหัวใจแล้ว แค่นี้ยังไม่เพียงพออีกหรอ ”

 

“ ก็ได้ แต่วันนี้นายต้องใส่มันไว้ก่อนนะ ห้ามถอดเด็ดขาด ”

 

“ เผด็จการ ”  ผมยู่ปากใส่มยองซูด้วยความหมั่นไส้

 

“ เผด็จการแล้วรักไหมล่ะ ”

 

“ ไม่รัก ”

 

“ ว่าไงนะอีซองยอล ”

 

“ บอกว่าไม่รัก ”

ผมเอ่ยจบก็ลุกขึ้นหนีจากโซฟาทันที ถ้าผมยังอยู่ต่อคงไม่พ้นที่จะถูกมยองซูเอาเปรียบเป็นแน่

 

“ มานี่เลย มาให้ทำโทษซะดีๆ ”

 

“ เรื่องอะไร ไม่มีทาง ”

 

“ อีซองยอล หยุดนะ!!!

 

มยองซูลุกตามผมมาติดๆ ผมวิ่งหนีมยองซูกลับไปที่ห้องนอนของผม ผมเปิดประตูพาตัวเองเข้าไปข้างในก่อนจะปิดประตูตาม แต่มยองซูไวกว่าผมมากนัก เขาดันบานประตูไว้ไม่ให้ปิดสำเร็จ คนอะไรแรงเยอะชะมัดผมสูงกว่าเขาตั้งมากซ้ำตอนนี้ผมก็ตัวใหญ่กว่าเมื่อก่อนมากโขผมยังสู้แรงเขาไม่ได้ สุดท้ายมยองซูก็ดันประตูพาตัวเองเข้ามาในห้องผมเป็นผลสำเร็จ ผมถอยหนีมยองซูเข้าไปด้านใน

 

“ คิดว่าจะหนีพ้นหรอซองยอล ”

มยองซูเดินตรงเข้ามาหาผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์

 

“ ไม่เล่นแล้วนะมยองซู ถอยไปเลย ฉันสู้นะ ”   ผมตะโกนขู่เขาออกไป

 

“ นายจะสู้ฉันยังไง จะเอามีดแทงฉันให้ยับนะหรอ แต่โทษทีนะซองยอล รู้สึกในห้องนายจะไม่มีมีดซะด้วยสิ ”  มยองซูหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี

 

“ มยองซูยา ไม่เอานะ เลิกเล่นเถอะ ฉันเหนื่อยแล้ว เราออกไปหาอะไรกินกันไหม ” 

ผมหลอกล่อมยองซูด้วยของกิน ซึ่งปกติมันมักสำเร็จทุกครั้ง

 

“ ฉันไม่หิว แล้วฉันก็ไม่ได้เล่นด้วย ฉันจริงจัง ” 

 

มยองซูยังคงยิ้มกรุ้มกริ่มก้าวเท้าเข้าใกล้ผมมาเรื่อยๆ ผมถอยหลังหนีเขาไปเรื่อยๆ จนถึงเตียงนอน เมื่อหมดทางหนีผมจำต้องทรุดนั่งลงบนเตียง มยองซูตามผมมาทรุดนั่งลงข้างๆผม ผมสบตาคมของเขา ดวงตาคมที่แสนร้ายกาจไม่ว่าใครที่สบมันเข้าก็มักที่จะหวั่นไหวไปกับมันไม่ได้ แม้แต่ผมที่เคยสบดวงตาคู่นี้มาบ่อยครั้งผมก็ไม่เคยชินกับมันเสียที มยองซูเอื้อมมือมาไล่เกลี่ยปอยผมที่ระใบหน้าของผมออกให้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะลูบไล้แก้มขาวของผมไปมา หลังจากนั้นก็ไล่นิ้วมาแตะที่ริมฝีปากบางของผมลูบไล้ไปมา ผมเอื้อมมือไปคว้าข้อมือมยองซูไว้เป็นการห้ามเขา มยองซูส่งยิ้มที่ผมหลงใหลมาให้ผมแล้วดึงมือเรียวของผมไปก่อนจะจรดริมฝีปากหยักลงบนมือ กดจูบอยู่ 2 – 3 ครั้งก่อนจะผละออกมา มยองซูเปลี่ยนเป้าหมายใหม่อีกครั้ง เขาโน้มใบหน้าหล่อเข้ามาใกล้ก่อนจะกดจูบลงบนริมฝีปากของผมอีกครั้ง ขบเม้มริมฝีปากผมให้เปิดออกก่อนจะส่งลิ้นร้อนเข้ามากวาดต้อนความหวานในโพรงปากของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมมัวเมากับรสจูบที่มยองซูมอบให้จนไม่รู้ตัวเอง มีสติขึ้นมาอีกครั้งก็เมื่อแผ่นหลังของผมแตะลงบนที่นอนโดยมีมยองซูทาบทับร่างของผมอยู่ด้านบน ผมเริ่มหายใจไม่ทันและลึกๆอดหวาดหวั่นไปกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นถ้าผมไม่หยุดมัน ผมจึงผลักที่อกมยองซูเบาๆเป็นการประท้วง มยองซูจึงยอมถอนจูบร้ายกาจนั้นออกมา

 

“ กลัวหรอ ” มยองซูเอ่ยถามผมเบาๆ

 

“ อืม ”  ผมพยักหน้ารับเบาๆ

 

“ ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ”   มยองซูเกลี่ยผมบนหน้าของผมไปมา

 

“ นายก็พูดได้นี่น่า นายไม่ใช่ฉัน ” 

ผมยู่ปากใส่มยองซูอีกครั้ง มยองซูหัวเราะผมเบาๆ

 

“ อย่าทำปากแบบนี้ซองยอล ”

 

“ ฉันจะทำ จะทำไม ”

ผมเถียงมยองซูไปตามนิสัยโดยไม่ได้คำนึงเลยว่าสถานะของตัวเองตอนนี้ตกเป็นรองแค่ไหน

 

“ อยากทำก็ทำสิ เพราะยิ่งนายทำ ฉันก็ยิ่งมองว่ามันน่ารัก แล้วก็ทำให้ฉันอยากจูบนายมากขึ้นๆ ”

 

“ งั้นฉันไม่ทำละ ”  ผมรีบทำปากให้เป็นปกติในทันที

 

“ ไม่น่าจะทันแล้วนะซองยอล เพราะนายพลาดตั้งแต่นายหนีฉันเข้ามาในห้องนี้แล้วล่ะ ”

มยองซูส่งยิ้มร้ายกาจมาให้ผม

 

“ ฉันลืมบอกนายไปอีกอย่างนึง ไม่ว่าฉันจะรุกนายลวนลามนายมากแค่ไหน ถ้าคิดจะหนีฉัน อย่าหนีเข้าห้องนอน เพราะนายจะไม่มีวันหนีฉันพ้น ฉันคงห้ามใจตัวเองไม่ให้หวั่นไหวไปกับความน่ารักของนายได้นายเองนั่นแหละที่เป็นคนผิดซองยอล ผิดที่อยากเกิดมาน่ารักเกินห้ามใจทำไมกัน ”

 

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่แสนจะเอาแต่ใจของมยองซู ผมพลาดเองจริงๆที่คิดหนีมยองซูเข้ามาในห้องนอนตัวเอง การหนีเข้ามาในห้องนอนตัวเองก็เหมือนพาตัวเองมาฆ่าตัวตาย ซึ่งตรงนี้ผมยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยของตัวเองจริงๆ แต่การที่มยองซูบอกว่าผมผิดเพราะเกิดมาน่ารักทำให้มยองซูห้ามใจตัวเองไม่ได้อันนี้มยองซูจะเจ้าเล่ห์และหื่นเกินไปแล้ว สรุปแล้วไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ดูจะผิดไปหมด เกิดมาเป็นอีซองยอลนี่ก็ลำบากเหมือนกันนะครับกับการที่ต้องมีคนรักที่เจ้าเล่ห์เพทุบายและแสนร้ายกาจอย่างคิมมยองซู ผมล่ะอยากจะตะโกนบอกอินสปิริททั้งหลายเหลือเกินว่าอย่าไปหลงกลเชื่อความน่ารักน่าเอ็นดูประดุจแมวน้อยของคิมมยองซูมากนักเพราะผู้ชายคนนี้ร้ายกาจมากกว่าที่คุณคิด แต่จะว่าไปที่มยองซูบอกไม่ให้ผมกลัวเรื่องนั้น มันก็ไม่น่ากลัวเหมือนที่ผมเคยหวั่นกลัวนะ กลับเป็นค่ำคืนวันวาเลนไทน์ที่แสนหวานและผมคงเก็บมันไว้ในความทรงจำอีกนานแสนนาน นี่ผมพูดเรื่องอะไรออกไป ทำไมไม่รู้จักอายปากบ้าง สงสัยเพราะผมคงอยู่ใกล้มยองซูมากจนเกินไปแล้ว ก็เขาเล่นพร่ำบอกผมอยู่ตลอดว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ คงจะเป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆสินะ ก็มยองซูน่ะชอบล็อกห้องดูคลิปโป๊เป็นประจำแล้วก็โยนว่าเป็นผมที่ดู ผมอยากจะบอกทุกคนนักว่าผมดูก็จริงแต่ก็ไม่เท่ากับมยองซูหรอก ความลับของมยองซูน่ะหรอเขามีคลิปโป๊ครบทุกคอลเลคชั่นเลยล่ะ อย่าพูดไปล่ะว่ารู้เรื่องนี้มาจากผม ผมต้องไปล่ะ ต่อไปผมและ INFINITE คงไม่มีเวลาว่างเหมือนเมื่อก่อนแล้วเพราะเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับตารางคอนเสิร์ตเจแปนทัวร์ที่เหลือและเตรียมการคัมแบ็คของพวกเรา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานของพวกเรา INFINITE ด้วยนะครับ ผมรักอินสปิริทนะ









 

<<< END >>>



 

TALK...

ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคพิเศษที่เราตั้งใจไว้ว่าจะเขียนให้มยองยอลในวันวาเลนไทน์

งมกับมันอยู่ตั้งนาน นึกว่าจะแต่งไม่เสร็จซะล่ะ ถึงจะเลยวันมา 1 วันก็คงไม่เป็นไรเนอะ

เนื่อเรื่องฟิคอ้างอิงจากหลายๆแฟนแอคผสมกับการมโนเพ้อพกของเราเอง

อาจจะดูกากมากไปหน่อยแต่เราตั้งใจกับมันจริงๆนะ

หวังว่าคงจะมีคนชอบมันบ้างนะ ยังไงเม้นท์บอกเราหน่อย

เพราะถ้ามันพอใช้ได้ เราอาจเขียนฟิคในวันเกิดน้องแอลอีกเรื่องตามที่ตั้งใจไว้

ส่วนฟิคยาวอีกสองเรื่อง เราเปล่าลืมนะ จะมาต่อให้ในเร็วๆนี้

แต่ที่มาแต่ง OS ก่อน เพราะเราตั้งใจจะทำมันมานานแล้ว


 

 

ผลงานอื่นๆ ของ INSPIRIT_LN

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. #4 dsdfw
    วันที่ 15 มีนาคม 2558 / 19:24
    หื้ออออ

    เด็กประถมขี้น้อยใจ

    เด็กประถมขี้หึง

    เด็กประถมขี้หวง

    เด็กประถมจอมบ้า

    เด็กประถมน่ารักกก อ๊ายยย♡♡

    ตายแหละ เห็นมยองซูหล่อๆอย่างนี้ ลูกเล่นเพียบนะคะ 5555
    #4
    0
  2. #3 มิกิ
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 / 18:56
    ขอบคุณที่อัพให้อ่านค่ะ ชอบๆ รออ่านเรื่องต่อๆไปอยู่นะคะ
    #3
    0
  3. #2 reader1
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 / 00:40
    ตอนเริ่มเรื่องปวดใจมากกก ที่ซองยอลบอกเลิกไปเช่นนั้น



    การคิดไปเองนี่น่ากลัวจริงๆๆ ดีนะ ที่มยองซู ไม่ยอม และ



    พยายาม หาทางให้ความรักกลับมา



    ปล. เกือบไปแว้ววว นะ ซองยอล เกือบพลาดท่ามยองซูคนหื่น (แต่พลาดก็ดีเหมือนกันนะ ฟินนน)
    #2
    0
  4. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:21
    หมั่นมยอง งอนเขาจนได้เรื่อง ดูทำตัวน่าฟาดมาก

    สุดท้ายโดนพี่ยอลบอกเลิกเลย สมน้ำหน้าได้ไหม

    แล้วทำไมต้องแกล้งพี่ยอลแรงๆแบบนั้น ดีที่พี่ยอลไม่คว้าของใกล้ตัวมาฟาดน่ะ ฮ่าๆๆๆๆ



    ขอบคุณทีมาอัพให้ค่าาาา 

    มาต่อเรื่องอื่นๆด้วย ไม่งั้นน้องจะทวงเช้า-เย็นเลย
    #1
    0