Hit me Hit you [E-Book]

ตอนที่ 4 : Hit me Hit you ; EP-3 : We’re just friends having a drink. That’s all [Full%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,501
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,609 ครั้ง
    10 เม.ย. 63

ทวิตติดแท็ก #ยิ้มของนาย



EPISODE 03

“We’re just friends having a drink. That’s all”




หลังจากเดินออกมาหน้าร้านฉันก็ค่อยๆ ดึงข้อศอกออกจากฝ่ามือร้อนผ่าวของเขา แต่ทว่าเขากลับโน้มหน้าลงมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเรียบ

“พวกนั้นยังมองอยู่”

เมื่อได้ยินแบบนั้นฉันจึงเหลียวมองไปทางด้านหลังเล็กน้อย และก็เป็นจริงดังว่า เพราะเพื่อนร่วมชั้นต่างก็ลุกขึ้นและมองมาที่พวกเราราวกับกำลังดูหลินปิงหลินฮุ่ยในสวนสัตว์เชียงใหม่ และโดยเฉพาะอคินที่ยืนกอดอกมองด้วยสีหน้าเย็นชา

ฉันหันกลับมายิ้มแห้งๆ “มองพวกเราอย่างกับท่องเที่ยวสวนสัตว์เลย”

เขาไม่ตอบทำหน้านิ่งๆ ขณะเชิดคางเป็นสัญญาณบอกให้ฉันเดินต่อไป

เฮ้อ...

ฉันถอนหายใจก่อนจะเดินตามเขาออกมาทั้งๆ ที่อยู่ในท่านั้น

จนเมื่อเดินออกมาอยู่ริมถนน เขาก็เป็นฝ่ายดึงมือออกไป และยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น 

ฉันกะพริบตาและใช้ดวงตามองตรงเข้าไปในดวงตาที่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งค้างของเขา

“ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้คุณเข้ามาช่วย ฉันคงต้องแย่แน่ๆ”

“...” เขาเงียบไม่ตอบ

“คือฉันจะไปทางนี้” ฉันเหลียวหน้าไปมองด้านหลังของตัวเอง “เอ่อ...ขอบคุณอีกครั้ง...”

ยังพูดไม่ทันจบประโยค เขาก็คล้องกระเป๋าสะพายไว้กับแขนของฉันราวกับกำลังแขวนเสื้อผ้า ก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปทางฝั่งของตัวเองโดยไม่สนใจคำขอบคุณของฉันเลยแม้แต่นิดเดียว

ดวงตาทั้งสองข้างได้แต่จ้องแผ่นหลังขณะมองส่งเขาจากไปโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาอีกรอบ

คนอะไร เย็นชาจริงๆ

ฉันส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินมาอีกทาง

เมื่อแยกกับผู้ชายคนนั้นแล้ว ฉันก็ได้แต่ย่ำรองเท้าส้นสูงเดินไปยังป้ายรถเมล์อย่างปวดระบมไปทั้งเท้า

เกิดมาอยู่บนโลกใบนี้ตั้งยี่สิบปีแล้ว ทำไมไม่คิดจะหัดใส่รองเท้าส้นสูงดูบ้างนะ

เจ็บจัง เจ็บไม่ไหวแล้ว ขอเดินเท้าเปล่าจะได้ไหมเนี่ย...

เพราะถึงอย่างไร ตอนนี้ เวลานี้ก็ไม่มีคนรู้จัก น่าจะ...ไม่เป็นไรหรอกมั้ง

ขณะที่ถอดรองเท้ามาถือไว้ในมือ และกำลังรู้สึกยินดีที่เท้าทั้งสองข้างได้รับการปลดปล่อยจนเผยรอยยิ้มกว้างนั่นเอง เสียงข้อความก็ดังขึ้นมาจากโทรศัพท์

ฉันหยิบออกมาแล้ว เปิดดู และเห็นว่าเป็นข้อความมาจากเบลล์

วันนี้ฉันไม่กลับนะ

และเมื่อกดเลื่อนลงมาก็มีข้อความต่ออีกว่า

อย่าลืมล็อกประตูบ้านด้วย

คนที่หนีไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายอย่างเบลล์เนี่ยยังมีหน้ามาสั่งให้ล็อกประตูบ้านอีกเรอะ!

ฉันส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ และเมื่อค้นกระเป๋าสะพายเพื่อหากุญแจบ้านทว่ากลับค้นพบกับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า...

ดวงตาของฉันเบิกกว้างสองมือกดยิกๆ ไปบนหน้าจอโทรศัพท์

เบลล์ ฉันลืมกุญแจบ้าน!’

แต่ทว่าเบลล์ไม่ตอบซ้ำไม่อ่านข้อความไลน์ที่ฉันส่งไปเลยแม้แต่น้อย

อ่านก่อนนะ ได้โปรด

เบลล์ยังคงไม่อ่านอีก

แก...ฉันเข้าบ้านไม่ได้นะ T_T’

แก...อย่าทำแบบนี้ ฉันไม่อยากนอนข้างถนนนะ ฮือๆๆๆ

ฉันรู้สึกเหมือนข้างในกำลังระเบิด และเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทยังคงไม่กดอ่านข้อความ จึงเปลี่ยนเป็นกดปุ่มโทรออก แต่ไอ้เบลล์ก็ไม่ยอมรับสาย...

“นี่มันกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย!

ฉันที่ไม่ได้สวมรองเท้าได้แต่เดินวนไปวนมาทั้งๆ ที่ยังกำโทรศัพท์อยู่ในมือ

ปีนเข้าบ้านตัวเองในยามวิกาล จะโดนข้างบ้านแจ้งตำรวจจับมั้ย?!

จนเมื่อเพื่อนไม่รับโทรศัพท์ และฉันก็ยังกลับบ้านไม่ได้ จึงได้แต่เดินเรื่อยเปื่อย ทางผ่านก็แวะเข้าร้านสะดวกซื้อ และซื้อเบียร์มาสามกระป๋อง จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย และสุดท้ายก็ทิ้งตัวลงนั่งอยู่ตรงขั้นบันไดของอุโมงค์ทางเดินลงไปยังรถไฟใต้ดินที่เงียบสงบ

ฉันวางรองเท้าไว้และเบียร์สามกระป๋องเย็นเชียบไว้ข้างตัว ก่อนจะเหยียดขาทั้งสองข้างไปขั้นบันไดเพราะใส่กระโปรงสั้น

แกร๊ก!

เสียงเปิดฝากระป๋องดังขึ้น 

ในหนึ่งวันของมนุษย์จะพบเจอกับความสิ้นหวังได้สักกี่เรื่องกัน

คิดไปฉันก็ดื่มเบียร์ไป

ใจจริงฉันคิดว่าตัวเองจะเสียใจมากกว่านี้

คิดว่าตัวเองจะเจ็บปวดมากกว่านี้

แต่น่าแปลก...ฉันกลับไม่มีน้ำตาเลยสักหยด

หรือเพราะเรื่องของเรามันผ่านมาตั้งนานแล้ว 

หรือเพราะถ้าฉันร้องไห้ก็ดูน่าสมเพชมากเกินไป

ก็ฉันน่ะลงทุนแปลงโฉมเพื่อให้เขาสนใจ ถ้าร้องไห้ออกมามันก็ดู...

เฮ้อ...ทำแต่เรื่องโง่ๆ


ในขณะที่ฉันกำลังเอียงหัวซบกับกำแพงโดยจิบเบียร์ไปพลางๆ ก็คิดอยู่หลายตลบว่าคืนนี้จะเอาไงดี จะกลับไปนอนรอไอ้เบลล์ที่หน้าประตูบ้าน หรือไปเมาที่ไหนสักแห่งเพื่อรอจนกว่าไอ้เบลล์ติดต่อกลับมาอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นก็มีเสียงเข้มเสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือหัว

“มานั่งทำอะไรตรงนี้” 

ฉันตกใจจนสะดุ้งโหยง ได้แต่กลืนเสียงกรีดร้องที่ค้างตรงริมฝีปากลงไปแล้วรีบแหงนหน้าขึ้นไปมอง ดวงตาที่ตื่นตระหนกเห็นเพียงสิ่งที่เหมือนกำแพงสูงที่ไม่รู้ว่าโผล่มายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ ซ้ำยังอยู่ในระยะประชิดเสียด้วย

อะไรกัน?

อย่าบอกนะว่าจะมาปล้น?

ไม่เอาน่า...ฉันเจอเรื่องบ้าบอมามากแล้ว อย่าให้มันซวยมากกว่านี้เลย

มันอันตราย

เอ่อ...ไม่สิ ไม่ใช่กำแพง ฉันถอยห่างออกไปเล็กน้อย เหลือบตามองไปข้างบนอีกรอบ จึงได้เห็นสถานะที่แท้จริงของสิ่งที่ใหญ่มหึมานั้นเต็มสองตา...

ใบหน้าหล่อคมคายชนิดหาตัวจับยาก ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น เขาคือผู้ชายคนนั้นนั่นเอง

“คะ...คุณนั่นเอง ตกใจหมดเลย”

นึกว่ากำลังร้องไห้...” เขาเอียงหน้าลงมามองเล็กน้อย

เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะคะ” ฉันไม่ได้ยินที่เขาพูด จึงย้อนถามกลับไป

...” แต่ทว่าเขาปิดปากเงียบ และจ้องหน้าฉันนิ่งอยู่อย่างนั้น

เอาเถอะ...คงต้องถามแล้วล่ะว่าเขาตามฉันมาทำไม เพราะจะให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ คงเป็นไปได้ยาก เพราะฉันนั่งอยู่ตรงขั้นบันไดของรถไฟใต้ดินที่ปิดให้บริการไปแล้ว จึงไม่ใช่ทางที่จะมีคนเดินผ่านได้

คุณมีธุระอะไรอีกหรือเปล่าคะ

...

เฮ้อ...ทำไมถึงไม่ตอบอะไรเลยล่ะ

อะไรกัน...” ฉันแสร้งหัวเราะเบาๆ หรือคิดจะมาจีบฉันหรือไง

พอฉันถามแบบนั้น เขาก็แสดงสีหน้าแปลกประหลาด ประมาณว่าเข้าใจผิดไปถึงไหน

คงจะไม่ใช่สินะ” ฉันหัวเราะเหมือนคนโง่อีกรอบ ขอโทษที่เข้าใจผิดค่ะ

แน่ล่ะ...ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ปฏิเสธผู้หญิงสวยๆ ที่เข้าไปทัก แล้วจะมาจีบผู้หญิงแบบฉันเนี่ยก็ดูจะเพ้อฝันมากไปหน่อยล่ะมั้ง

งั้นคงมีแค่เหตุผลเดียว

คุณให้อาหารแมวจรจัดบ่อยเหรอคะ” ฉันถามเสียงเบาพลางกระดกเบียร์กระป๋องเข้าปาก เป็นแบบประเภทคนโง่ที่เวลาเห็นคนอ่อนแอแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้

...

เห็นว่าฉันน่าสงสารอยู่สินะ?” ฉันแหงนหน้าไปมองเล็กน้อย ถึงได้เห็นว่าเขาขยับไปยืนบังแสงไฟเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ฉันไม่เป็นไรหรอก คุณไปเถอะ ฉันน่ะชินกับเรื่องแบบนี้แล้วน่ะ

ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังทำหน้าแบบไหน เวลานี้อาจจะมองด้วยแววตาสมเพช เวทนากันอยู่ก็ได้

แน่ใจว่าคาดเดาไม่ผิด เขาต้องได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นที่บาร์นั่นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยพาฉันออกมาจากที่นั่นหรอก

พูดจบยัง

เขาถามเหมือนตัดบท 

อ้อ...จบแล้วค่ะ” ฉันถึงกับอึ้ง จึงต้องรีบสวนตอบกลับไป แล้วตกลงคุณมีธุระอะไรเหรอคะ

เธอลืม

อ่า...เป็นแบบนี้เองสินะ

เขาหย่อนกระเป๋าผ้าลงข้างตัวของฉันโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะหันหลังตั้งท่าจะเดินจากไปด้วยท่าทีเรียบเฉยเหมือนตอนที่เดินเข้ามา

แต่เดี๋ยวก่อนนะ...เดี๋ยวก่อน...

ฉันไม่ได้ลืม แต่เขาไม่เอากระเป๋าผ้าแขวนไว้พร้อมกับกระเป๋าสะพายนี่

หรือว่าเขา...จงใจ

อ๊ะ...คุณ...คุณ...

ใบหน้าหล่อเหลานั้นหันกลับมามองเล็กน้อย

ให้ฉันเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนได้ไหมคะ

...” เขาไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่ใช้ภาษากายบอกกล่าวเท่านั้น ดวงตาสีดำเหลือบลงไปมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง

อ่า...จริงสิ เที่ยงคืนกว่าแล้ว ใครมันจะไปหิวข้าวกันล่ะเนอะ” ฉันหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะถามเขาไปอีกคำ งั้นเปลี่ยนเป็นเลี้ยงเหล้าแทนก็ได้ค่ะ

ดวงตาที่อยู่ใต้แพขนตางอนยาวขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำยังคงเย็นชาเหมือนเดิม

มีคนเตือน อย่าไปกับคนแปลกหน้า

อึก...

จริงสินะ...

ขนาดเขาเป็นผู้ชายยังรู้เลยว่าไม่ควรไปกับคนแปลกหน้า

แล้วทำไมฉันเป็นผู้หญิงยังจะกล้าชวนชายแปลกหน้าไปดื่มด้วยกันอีก

เฮ้อ...

ขอโทษค่ะ และก็ขอบคุณมาก” ฉันเอียงหัวซบกับกำแพง ไม่คิดจะรั้งเขาเอาไว้อีกแล้ว คุณไปเถอะ

ฉันไม่คิดจะรั้งเขาเอาไว้อีกแล้ว จึงบอกไปแบบนั้น แต่ทว่าเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง พอฉันแหงนหน้าขึ้นมองก็พบว่าเขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“ทำไมคุณยังอยู่อีกล่ะ” ฉันถาม “หรือว่าฉันยังลืมอะไรอีก”

“จะเลี้ยงไม่ใช่เหรอ?”

“คะ?” ฉันแหงนหน้าไปมองอย่างงุนงง “คุณพูดว่าอะไรนะคะ”

“เหล้าน่ะ”

“อ้อ...” ฉันรีบพยักหน้า “ใช่ค่ะใช่แล้ว”

และพอฉันทำท่าจะลุกขึ้นทว่าเขากลับทิ้งตัวนั่งชันเข่าข้างๆ ร่างของฉัน จากนั้นก็ยกแขนข้างซ้ายวางข้อศอกลงบนหัวเข่าข้างเดียวกัน แล้วใช้ฝ่ามือข้างนั้นรองคางเรียวเอาไว้

“เอ๊ะ?” ฉันร้องเอ๊ะอย่างแปลกใจ

จะให้ฉันเลี้ยงเหล้าไม่ใช่เหรอ?

แล้วทำไมมานั่งอยู่ข้างๆ กันล่ะ

เขาเหลียวหน้ามามองเล็กน้อยพลางขยับริมฝีปาก “ส่งมาสิ”

“ส่ง?” ฉันทวนคำเขาอย่างงุนงง “ส่งอะไรคะ”

คราวนี้เขาไม่ตอบ ทำเพียงแค่ใช้สายตามองกระป๋องเบียร์ที่อยู่ข้างตัวฉัน

“อ๋อๆๆ” 

ฉันร้องขึ้นเมื่อเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อ จึงรีบเปิดกระป๋องเบียร์แล้วยื่นส่งให้ทันที

หลังจากรับเบียร์ไปแล้ว เขาก็แตะริมฝีปากกับขอบกระป๋อง กระดกของเหลวในนั้น แล้วเอ่ยออกมาอีกคำ

“สูบได้มั้ย?”

ฉันพยักหน้าก่อนจะตอบ “ตามสบายเลยค่ะ”

เมื่อฉันบอกไปแบบนั้น เขาจึงดึงบุหรี่ก้นกรองสีแดงออกมาคาบไว้ในปากเอียงคอด้วยท่าทางเท่ๆ แล้วจุดไฟแช็ก

ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่ง เขาคาบบุหรี่พลางสูดควันเข้าปอดลึก จากนั้นก็สลับกับกระดกเบียร์กระป๋องเข้าปาก

บุหรี่ถูกคีบอยู่ระหว่างสองนิ้วส่งควันสีขาวเป็นสาย ไฟสีแดงสว่างวาบอยู่หลายครั้ง ไม่นานเปลวไฟลามเลียจนเกือบจะหมดมวน เขาเขี่ยบุหรี่และใช้ปลายเท้าบดขยี้ก่อนจะหันหน้ามา ดวงตาลุ่มลึกแน่วนิ่งมองมาที่ฉันเหมือนรู้ตัวอยู่ก่อนแล้วว่าถูกจ้องมองอยู่

“อะไร”

“ปะ...เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”

จะให้บอกได้ยังไงว่าแค่ท่าทางที่เขาเอียงคอสูบบุหรี่มันดูเท่จนยากจะถอนสายตาได้

ฉันเปิดกระป๋องใหม่ก่อนจะยกขึ้นจิบ บางครั้งฉันจะเงยหน้าขึ้นแล้วแอบมองเขา แต่เมื่อเขามองสบตากลับมา แววตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ มันคมปลาบราวกับสามารถมองจิตใจของคนอื่นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

“อ๊ะใช่แล้ว” ฉันรีบละสายตาก่อนจะดีดนิ้วดังเป๊าะ “เดี๋ยวมานะคะ”

“ไปไหน?”

“จะไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ข้างๆ แป๊บนึง” ฉันหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วคว้ากระเป๋าผ้าพลางลุกขึ้น “คุณนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ”

“...”

“เอ่อ...หรือว่าคุณจะกลับ...”

“อืม” เขาตอบนิ่งๆ “ไปเถอะ”

อ่า...นี่เขาหมายความว่าจะนั่งรอถูกมั้ย?

หลังจากนั้นฉันที่อยู่ในสภาพเท้าเปล่าก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ร้านสะดวกซื้อ เปิดตู้แช่เย็นก่อนที่มันจะหมดเวลาขาย เลือกหยิบเบียร์กระป๋องทรงสูงยี่ห้อสีเขียวออกมาห้ากระป๋อง แล้วก็เร่งรีบมาที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายสินค้า เพราะกลัวว่าเขาจะรอนาน

เมื่อเอากระป๋องเบียร์ยัดใส่ในถุงผ้าแล้ว ฉันก็รีบวิ่งกลับไปหาเขาทันที

ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่งดื่มตรงนี้ ตำรวจจะมาจับหรือเปล่า ยามจะเดินผ่านมาเห็นแล้วไล่พวกเราหรือไม่

แต่เพราะมีคนบอกว่าช่วงเวลาวัยรุ่นต้องทำอะไรบ้าๆ สักครั้งหนึ่ง ชีวิตถึงจะคุ้มค่า ฉันก็เลยคิดว่านั่งดื่มมันตรงทางลงไปยังอุโมงค์รถไฟใต้ดินมันนี่แหละ!

“มาแล้วค่ะ!

ฉันทรุดตัวกลับไปนั่งลงที่เดิมก่อนจะแหวกกระเป๋าผ้า แล้วส่งเบียร์กระป๋องใหม่เย็นเจี๊ยบไปให้เขาทันที

“ดื่มยี่ห้อนี้ดีกว่าค่ะ”

“อืม”

เมื่อเขารับไปแล้ว ฉันก็หยิบเบียร์กระป๋องหนึ่งออกมา จากนั้นก็กระตุกฝาดึงออก 

ฟู่วววว

คิดไม่ถึงว่าพอดึงฝาออก ฟองก็ผุดออกมาเต็มไปหมดและหกเลอะเสื้อผ้าของฉันด้วย

สงสัยเพราะเมื่อกี้รีบวิ่งมาทำให้กระป๋องเบียร์ถูกเขย่าแน่!

“หมดกัน!” ฉันรีบยกกระป๋องขึ้นจ่อปาก จากนั้นก็แลบปลายลิ้นออกมาเลียฟองที่ไหลทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ฉันเลียริมฝีปากของตัวเองอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกว่าทุกสัมผัสกำลังตื่นตัว เพราะแทบจะสามารถรับรู้ถึงสายตาของเขาได้ทุกการเคลื่อนไหว

สายตาของเขาที่มองมานั้น มันเหมือนตอนที่ฉันมองเขาสูบบุหรี่เลย

ฉันหันมองไปทางเขา จ้องนัยน์ตาล้ำลึกนั้นอยู่นาน เมื่อคิดได้ว่าควรจะละสายตาไปทางอื่น จึงเลื่อนสายตาไป แต่ก็ไม่รู้ทำไมต้องไปหยุดที่ริมฝีปากของเขาด้วย

ในขณะเดียวกัน สายตาของเขาก็มาหยุดที่ริมฝีปากของฉันเช่นเดียวกัน

หรือว่าเมื่อกี้ ฉันทำท่าทางน่าเกลียดออกไปหรือเปล่านะ

“มีอะไรหรือเปล่าคะ”

ฉันถามกลับไปเหมือนอย่างที่เขาเคยถาม

“เปล่า”

และคำตอบของเขาก็เหมือนกับคำตอบของฉันเลย


หลังจากนั้นเราสองคนก็ดื่มเบียร์กันไปอย่างเงียบๆ มีบ้างบางครั้งที่ฉันแอบมองใบหน้าด้านข้างของเขา

เวลานี้เขามองตรงไปข้างหน้า ไม่ได้เหลือบหันมามองกันเลยสักแวบ

เขาเป็นเพื่อนดื่มที่เงียบเกินไปแล้ว!

ฉันคว้ากระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียว

ไม่ได้การ ชักจะดื่มมากไป...

ในงานเลี้ยงรุ่นฉันดื่มไวน์ไปหลายแก้วก็จริง แต่ยังไม่ถึงขึ้นเมา แล้วพอมาดื่มเบียร์เข้าไปซ้ำสมองก็เริ่มมึนเบลอ 

ระหว่างเรามีแต่ความเงียบ ได้ยินเพียงเสียงรถราที่วิ่งผ่านไปมา ทว่าทันใดนั้นเองฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่างและยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง

กร๊อบแกร๊บ...

พอหันไปมองก็เห็นกระป๋องเบียร์ถูกบีบจนบุบบู้บี้

ใช่แล้ว เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่มันคือเสียงบีบกระป๋องเบียร์ที่หมดไปแล้วนั่นเอง

การกระทำของเขาทำให้ฉันแปลกใจมาก 

เกิดมาเพิ่งเคยเห็นผู้ชายนั่งบีบกระป๋องโลหะเล่นนี่แหละ

สงสัยจะไม่มีอะไรทำ...

เมื่อเห็นเขาเริ่มบีบกระป๋องที่สอง ฉันจึงเปิดเบียร์กระป๋องใหม่ แล้วดันใส่มือเขา 

“ทำไมไม่ดื่มล่ะ” ฉันถามเมื่อเห็นเขารับไปแล้วกลับถือมันนิ่งๆ ไม่ได้ยกขึ้นดื่ม “ดื่มอีกสิคะ”

จากนั้นฉันก็คะยั้นคะยอ เพราะเบียร์กระป๋องยี่ห้อนี้ราคาไม่ใช่เล่นๆ เลย

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะย้อนถามเสียงเรียบ “จะมอม?”

“เหอะๆ” ฉันหัวเราะให้กับความคิดของเขา ถึงว่าทำไมไม่ยอมดื่มต่อ คิดแบบนี้นี่เอง “ฉันจะไปมอมคุณทำไม คุณเป็นผู้ชายนะ”

“ไม่รู้”

แน่ใจนะว่าไม่รู้?

“นั่นแน่ๆ คิดว่าฉันจะมอมคุณเพื่อหิ้วกลับบ้านน่ะเหรอ!?”

“แล้วไม่ใช่?”

“ก็ไม่ใช่น่ะสิ” ฉันหัวเราะพลางดื่มเบียร์กระป๋องที่สาม “ฉันกำลังมอมตัวเองต่างหาก”

“เพื่อให้ฉันเป็นฝ่ายหิ้ว?”

“ใช่แล้วค่ะ” ฉันยิ้มซื่อก่อนจะรีบแก้ตัวเมื่อเห็นเขามองด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ “แต่หมายถึงหิ้วไปส่งบ้านนะคะ ไม่ใช่ให้คุณหิ้วกลับไปบ้านของคุณ เหอะๆ”

พอฉันบอกแบบนั้นเขากลับส่ายหน้าเบาๆ เหมือนเหนื่อยหน่ายใจ

เอาล่ะๆ หาเรื่องคุยเล่นไปดีกว่า ขืนนั่งเงียบๆ ไปแบบนี้มีหวังเครียดจนกระเพาะเป็นรูแน่

“คุณรู้ไหมว่าทำไมซูเปอร์แมนถึงได้สวมกางเกงในสีแดงไว้ข้างนอก”

เรื่องขำขันในสมองของฉันมีเป็นร้อย เลือกพูดส่งเดชมาสักเรื่องจึงไม่ยากสำหรับฉันเลย

“...?”

“ก็เพราะถ้าใส่ไว้ข้างในก็จะกลายเป็นแบทแมนไงล่ะ ฮ่าๆ”

แน่นอน มีเพียงฉันคนเดียวที่หัวเราะ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้ชายคนนี้ยังเม้มปากแน่นสนิทด้วย

ฉันมองเขาอย่างข้องใจ เขาหล่อบาดใจจริงๆ นะ แต่ว่า...

ไม่ตลกเลยเหรอ

เขาไม่หัวเราะเลย หรือว่าต่อมอารมณ์ขันของเขาจะมีปัญหา?

คิดดูแล้วตั้งแต่ตอนที่เขามาช่วยเหลือในบาร์ กระทั่งมาจนถึงตอนนี้ ฉันยังไม่เคยเห็นเขาหัวเราะ ไม่สิ...ไม่ใช่แค่หัวเราะ อย่างเรื่องการพูดคุยของเขา มันก็แทบจะนับคำได้

“ไร้สาระ” เขาปริปากพูดเพียงสั้นๆ

“ฮ่าๆ” ทั้งๆ ที่ถูกต่อว่า ทว่าฉันกลับหัวเราะออกมา

เขามองฉันอย่างรวดเร็วคงกำลังคิดว่าฉันสติไม่ดีอยู่สินะ “หัวเราะทำไม”

“ฉันกำลังคิดเรื่องตลกขึ้นมาก็เลยหัวเราะค่ะ”

“เรื่องอะไร”

“เรื่องอะไรน่ะเหรอ...” ฉันยิ่งอยากจะหัวเราะ ทำไมถึงรู้สึกว่าท่าทางอยากรู้ให้ได้ของเขามันน่ารักและมีเสน่ห์ดีนะ

ก็นะ...ตั้งแต่พบหน้ากัน นอกจากทำหน้านิ่งๆ แล้ว ฉันยังไม่เห็นสีหน้าอย่างอื่นของเขาเลย

“บอกมา” เขาเริ่มคาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้

ฉันโค้งมุมปากนิดๆ รอยยิ้มวิววับเป็นประกายในดวงตา 

“ฉันก็แค่คิดว่าซูเปอร์แมนใส่กางเกงในไว้ข้างนอกอยู่แล้ว แต่ข้างในล่ะ เขาจะใส่มันไว้อีกตัวหรือเปล่า เพราะถ้าเขาใส่กางเกงในสองตัว เราจะเล่นมุกใส่กางเกงในตัวเดียวเดินไม่ได้น่ะสิคะ”

“...”

“แล้วถ้าคุณเป็นซูเปอร์แมน คุณจะสวมไว้ข้างในอีกตัวหรือเปล่า”

ฉันไม่ได้รู้ตัวเลยว่าได้ถามอะไรที่มันส่อเค้าถึงความอันตรายออกไป แต่เพราะคิดว่าเขาคงทำหน้าแปลกๆ และคงจะไม่ตอบอะไรแน่ๆ จึงโพล่งออกไปอย่างไม่ทันได้คิดทบทวน

แต่ขณะที่ฉันกำลังคิดว่า ชนะแล้ว’ อยู่นั้นเอง เขาก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์

“ไม่ใส่”

“อ่า...คุณจะไม่ใส่ไว้ข้างใน...”

“ไม่ใช่” เขามองฉันด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ริมฝีปากผุดรอยยิ้มร้ายกาจ “เป็นฉันจะไม่ใส่อะไรเลย”

ฉันก้มหน้าหลบวูบทันทีที่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด รู้สึกอึดอัดและกระอ่วนใจเป็นอย่างมาก มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนมีเหงื่อไหลซึมออกมา

“หึ”

เมื่อเห็นฉันทำท่าทางแบบนั้น เขาก็ส่งเสียงหึออกมา เหมือนสนุกที่ได้แกล้ง

ไม่ได้การล่ะ ต้องพูดอะไรสักอย่าง!

“ถ้าไม่ใส่อะไรเลย มันจะไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่จะกลายเป็นโรคจิตวิตถารแทนนะคะ”

“แล้วทำไมต้องเปลือยให้คนอื่นเห็น” เขาเหลียวหน้ามามอง 

“เอ่อ...”

“มันต้องไม่ใส่อะไรเวลาอยู่ในห้องสองต่อสองสิ”

คำพูดของเขาทำให้ฉันเขินจนรู้สึกว่าเลือดในกายทั้งหมดไหลขึ้นไปกองรวมกันอยู่ที่หน้า

อะไรกัน...ฉันไม่ได้พูดเรื่องตลกเพื่อให้มันกลายเป็นเรื่องแบบนี้ซะหน่อย!

ยิ่งคิดหน้าของฉันก็ร้อนผ่าวมากกว่าเดิม 

เอาไงดี วิ่งหนีไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่ามั้ย!?

“ล้อเล่นน่า”

เขาคงสังเกตเห็นความผิดปกติของฉันจึงเอ่ยประโยคนี้ออกมา

“แต่ในเวลาแบบนี้คุณไม่ควรเอาเรื่องจริงมาพูดล้อเล่นสิคะ” ฉันเถียงเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ

“ก็แค่เล่าเรื่องตลก”

มนุษย์เราสามารถพูดคำว่า ตลก’ ด้วยสีหน้าเย็นชาได้ด้วยหรือไง!

“มันไม่ตลกสักนิดเลยค่ะ”

พอฉันต่อว่าไปแบบนั้น เขาก็ยักไหล่ขึ้นลงแล้วไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก

เอาเข้าจริง ฉันก็รู้หรอกว่าเขาคงไม่ได้มานั่งอยู่เป็นเพื่อนเพื่อมาฟังฉันพูดเรื่องไร้สาระอย่างนี้ และเขาคงพยายามที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นละมั้ง

ฉันกระดกเบียร์กระป๋องเข้าปาก เพื่อใช้แอลกอฮอล์ดับความตื่นเต้นทั้งหลายแหล่ 

....จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่ใหญ่จึงรวบรวมความกล้าที่จะเอ่ยพูด

“คุณคงได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในบาร์บ้างสินะ” 

“...” เขาไม่ตอบทำเพียงแค่พยักหน้า

ว่าแล้วเชียว...

“จริงๆ ฉันก็ไม่ได้อยากมาหรอก” 

“...?”

ฉันผ่อนลมหายใจขณะอธิบายกับการกระทำที่ย้อนแย้งของตัวเอง “ฉันกลัวที่จะเจอกับเพื่อนนักเรียนสมัยก่อนมาก...เพราะตั้งแต่ก่อนแล้วคนกลุ่มนั้นมักจะสร้างปัญหาให้ฉันปวดหัวอยู่ตลอด แต่เพราะฉันอยากรู้เหตุผลบางอย่าง ฉันจึงต้องมา”

“อืม”

“แต่บ้าจริง!” ฉันกระดกจนหมดกระป๋อง พลางแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากของตัวเอง จากนั้นก็วางกระป๋องเปล่าไว้ข้างตัวก่อนหันไปพูดกับเขาอย่างดุเดือด “ฉันเองก็รู้หรอกว่า รักแรก’ ของเด็กสาวน่ะมักจะจบไม่สวยและน้อยคนมากที่จะมีรักครั้งแรกและจะเป็นรักครั้งสุดท้าย!

ไม่ไหวแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกตัวว่าเมาได้ที่

แต่ฉันอยากเป็นแบบนั้นบ้างมันผิดตรงไหน!

“...”

“เพราะฉันเป็นพวกเฉื่อยชาเหรอ?” ฉันยังยกชี้ตัวเองพลางตะคอกด้วยความโมโห “ทำไมไม่รู้อะไรบ้างเลยว่าความจริงแล้วผู้หญิงเฉื่อยชาอย่างฉันก็มีความฝันเหมือนเด็กสาวทั่วๆ ไปนั่นแหละ!”

แม้จะรู้ว่าตัวเองเริ่มพูดจาเหลวไหล แต่ฉันก็หยุดมันไม่ได้อีกแล้ว

ฉันอยากให้อุ้มท่าเจ้าหญิง อยากให้ผลักเข้ากำแพง อยากเซลฟี่กันสองคนเวลาไปเดต อยากมีของแทนใจที่เป็นของคู่กัน!” 

ทันทีที่มันได้ปลดปล่อยออกมาก็ไม่มีวันยับยั้งได้อีกต่อไป 

ฉันอยากจูงมือต่อหน้าคนอื่น อยากทำให้ทุกคนรู้ว่าเราคบกันอยู่ และมีความฝันที่อยากนอนหนุนแขนหลังจากทำเรื่องอย่างว่า อยากถูกกดกับประตูแล้วมอบจูบดูดดื่มให้ และอยากโชว์ชุดชั้นในตัวใหม่ให้เห็น แล้วยังไม่พอฉันอยากถูกรวบเข้าไปกอดไว้แนบอกในเวลาที่กำลังรู้สึกแย่ๆ ฮือๆ

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้ระบายความในใจให้ผู้ชายแปลกหน้าฟังเยอะขนาดนี้ ตลอดเวลาฉันเคยชินกับการเก็บทุกอย่างฝังไว้ในใจ ยอมให้ตัวเองแอบระบายความรู้สึกออกมาในที่ที่ไม่มีใครเห็นบ้างนานๆ ทีเท่านั้น แต่วันนี้มีเขาซึ่งเป็นชายแปลกหน้าที่เพิ่งพบหน้ากันเป็นครั้งแรก และเป็นคนคนเดียวที่เข้ามาช่วยเหลือ ทำให้จู่ๆ ฉันก็นึกอยากผ่อนคลายขึ้นมา อยากระบายความรู้สึกในมุมอ่อนแอที่อยู่ภายในใจโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น และกล้าเผชิญหน้ากับตัวเองอย่างแท้จริง

จบยัง

เขาพูดเหน็บ คงเป็นเพราะเบื่อที่ต้องมานั่งฟังฉันพล่ามอะไรต่อมิอะไร 

ฉันกระแทกกระป๋องเบียร์บนพื้นแกรนิตอย่างแรงเป็นเชิงส่งสัญญาณว่าจบแล้ว เท่านั้นไม่พอยังยกหลังมือขึ้นมาเช็ดปากท่าทางเหมือนจะหาเรื่องก่อนจะฉีกยิ้มน้อยๆ

ก็นึกว่าเขาจะพูดว่า เสียงดัง’ หรือ น่ารำคาญ’ อะไรทำนองนี้เสียอีก

จบแล้วมั้งคะ

เขายกข้อมือขึ้นมาอย่างวางมาด แล้วเหลือบมองข้อมือที่ส่องประกายวูบวาบแสบตาเพื่อเช็กเวลาให้แน่ใจก่อนจะเอ่ยออกมา ใช้เวลาไปทั้งหมดสิบแปดนาที

ฉันโน้มตัวเข้าไปใกล้จนแทบจะเห็นเส้นขนตาของเขา คุณรำคาญเหรอ

เปล่า” เขาตอบนิ่งๆ ก่อนจะดึงข้อมือลง

แต่คุณทำหน้าเหมือนรำคาญเลย

ถ้ารำคาญจะยังอยู่?”

ก็จริงของเขา ถ้าเขารำคาญคงไม่มานั่งฟังอยู่แบบนี้หรอก 

เพราะถ้าเป็นฉันคงลุกเดินหนีไปตั้งแต่เมื่อยี่สิบนาทีก่อนแล้ว

แต่ๆ ถึงขั้นนับเวลานี่ก็เหมือนจะรำคาญอยู่หน่อยๆ ไม่ใช่เหรอ...

ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เริ่มครอบงำสติ ดังนั้นฉันจึงขยับเข้าไปใกล้ พลางหรี่ตาลงแล้วยื่นใบหน้าเข้าไปสำรวจใบหน้าของเขาในระยะที่ใกล้มากจนเกือบจะสัมผัสกับปลายจมูก

เรียวคิ้วดกดำราวกับย้อมด้วยน้ำหมึก จมูกโด่งเป็นสัน รวมถึงริมฝีปากบางที่เผยอขึ้นน้อยๆ ช่วยขับเน้นให้ดวงตาดำขลับคู่นั้นยิ่งดูลึกล้ำและยังแฝงเร้นไปด้วยความลึกลับบางประการที่ทำให้คนมองคาดเดาไม่ถูก ทว่ากลับยิ่งเสริมเสน่ห์ให้กับตัวเขา

มีใครเคยบอกคุณมั้ย?” 

...” เขาไม่ตอบทำเพียงแค่เลิกคิ้วดกหนาขึ้นเท่านั้น

คุณหล่อจนใช้คำว่าหล่อได้สิ้นเปลืองมาก

ใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้ายังคงเย็นชาดุจก้อนหิน มีเพียงดวงตาที่สว่างวาบขึ้นหลายครั้ง

นี่ขนาดถูกชม เขายังนิ่งเฉยดั่งขุนเขาอีก

เธอเมาแล้ว

อืม...เมา” ฉันหัวเราะเบาๆ เมาความหล่อของคุณไง คิกคิก

เพ้อเจ้อ

อะไรกันนี่ฉันชมเขาอยู่นะ ทำไมมาว่ากันเพ้อเจออีก

แต่ฉันเป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย เมื่อกี้ตอนที่เขาพูด สายตาของฉันก็เอาแต่มองไล่ไปตามใบหน้าหล่อเหลา มองไปยังลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลง ไล่มองตามลำคอที่เห็นไหปลาร้ายุบเป็นแอ่ง จากนั้นก็เลื่อนสายตากลับขึ้นไปและจับจ้องที่ริมฝีปากบางของเขาโดยไม่รู้ตัว

ริมฝีปากของเขาดูท่าทางจะนุ่ม อืม...น่าจะชุ่มชื้นด้วย

“ริมฝีปากของคุณ...”

ฉันกำลังจะชมว่าริมฝีปากของเขาอมชมพูเหมือนเยลลี่ แต่ทว่า...

“ไม่ได้” จู่ๆ เขาก็ปฏิเสธ “ตรงนี้ไม่ได้”

หลังเอ่ยออกมาแบบนั้น เขาก็รวบกระป๋องเบียร์เปล่าและกระป๋องที่ถูกบีบจนบู้บี้ยัดเข้าไปในกระเป๋าผ้า แล้วใช้มือซ้ายรวบสายของทั้งกระเป๋าสะพายและกระเป๋าผ้าของฉันไว้ในมือ จากนั้นก็ใช้มือขวาคว้าข้อมือของฉันแล้วดึงรั้งร่างของฉันให้ลุกขึ้นตาม

เอ๋?

อะไรกัน!?

นี่เขาจะพาฉันไปไหน? 

แล้วไอ้คำว่า ตรงนี้ไม่ได้’ มันหมายความว่าไง!







[Updates...150%]

1 เม้นต์ 1 กำลังใจ



ทวิตติดแท็ก #ยิ้มของนาย

Z o n e Talks


นั่นแน่ 5555555



....


ถ้าชอบกดไลค์ ถ้าใช่กดรัก

ถ้าอยากรู้จักกดที่หัวใจ

ถ้าทั้งชอบและใช่ กดที่คอมเม้นต์โลดดดดด


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.609K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,332 ความคิดเห็น

  1. #7274 Un2ing2 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 23:07
    แต่งตัวสวยเปรี้ยวสะพายกระเป๋าผ้า??
    #7,274
    1
  2. #7123 Puig (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 00:10
    น้อนนนน หนีไปปปป หนีไปลูกกกก
    #7,123
    0
  3. #6069 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 15:38

    พอกันเลย5555

    #6,069
    0
  4. #5425 LILIT.A (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 13:13

    ยิ้มจะชมพี่นะคะนาย นายจะเอาน้องไปไหน~

    #5,425
    0
  5. #5376 rainbow....* (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 00:39
    ยัยน้อนนนนนนนน เมาแล้ว
    #5,376
    0
  6. #4565 paryploy32 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 17:01
    อมยิ้มเธออ่อยเค้าแล้วนะ รู้ตัวป่าวเนี่ย ><
    #4,565
    0
  7. #4076 ยิ้มเฉ่ง143 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 14:05
    อ่านแล้วร้องไห้ตอนที่นางเอกระบายออกมาอ่ะ ฮืออออ มีความฝันแบบเด็กสาวทั่วไปเหมือนกัน แต่ไม่มีแม้กระทั่งคนรับฟัง
    #4,076
    0
  8. #4062 sattayarangsi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 00:51
    ยิ้มแค่จะชมเด้ออออ... จะพาไปไหน๊
    #4,062
    0
  9. #3686 kitten703 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 20:42
    อะไรอะ ไม่รู้เรื่องเลยยยย
    #3,686
    0
  10. #2896 Jenny (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 16:29

    ว๊ายยยยย อารายกัน

    #2,896
    0
  11. #2123 Bopazi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 23:55
    น้องงงงง เมาแล้วเล่าหมด 55555 ขอให้สิ่งที่น้องอยากทำกับแฟนได้มาทำกับพี่นายนะ 5555
    #2,123
    0
  12. #1949 Bambxmsocute (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 23:50
    ก็จูบตรงนี้ไม่ได้ยังไงเล่า
    #1,949
    0
  13. #1651 Frongkanokpan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 23:35
    โอ๊ยย บอกไปหมดดดด
    #1,651
    0
  14. #1209 Amineen27 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 22:02
    ฮิ้วววววขะพาน้องไปกินแช้ววว
    #1,209
    0
  15. #670 wassi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 10:49
    ตรงนี้ไม่ได้? ต้องในห้องใช่มั้ยพี่นายถึงจะได้
    #670
    0
  16. #321 Dalatda (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 23:28
    งุ้ยยยยยเขีลลลล
    #321
    0
  17. #304 MinPark (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 01:33
    อะไรไม่ได้เหรอ(‘ ‘ )
    #304
    0
  18. #298 Kamon_icezy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 00:15
    ฮืออน่ารักมากไม่ไหววว
    #298
    0
  19. #173 DurDa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 17:48
    หื้มมม พาอมยิ้มไปไหนนะ? -..-
    #173
    0
  20. #170 BamRungrawin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 17:20
    รอค่าาาาา
    #170
    0
  21. #157 tak_maai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 11:50
    โอ๊ยๆๆๆ...
    #157
    0
  22. #156 Lonely-me (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 10:53
    อร๊ายยย
    #156
    0
  23. #155 หว๋าย.... (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 09:17

    ตรงไหน ถึงได้อ่ะ....555+ กระตุ้น ต่อมหื่นได้ดีเลยนะ...เจ้า นายยยยย

    #155
    0
  24. #154 gusjame815 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 08:52
    หิ้วกลับห้องงง
    #154
    0
  25. #153 warisa ชีวิตลิขิตเองได้ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 08:49

    ไวเลยนะตอนรีบๆ เนี่ย 555

    #153
    0