{E-book} Chained Up #โซ่แส้กุญแจรัก [สนพ.SENSE BOOK]

ตอนที่ 5 : Episode 04 : Heart to heart, lips to lips (120%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,260
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    1 ส.ค. 60






 

Episode 04

Heart to heart, lips to lips

 

หลังจากที่ฉันพยักหน้าตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้ พาคุณก็ปล่อยร่างฉันเป็นอิสระ แถมยังใจดี๊ใจดีรีบเดินมาส่งฉันที่ห้อง สงสัยกลัวฉันจะไปขโมยไอ้สัญญานั่นแน่ๆ ชิ! เกลียดคนรู้ทัน

นายจะตามมาทำไมอีกฉันถามเสียงขุ่นเมื่อพาคุณยังเสนอหน้าเดินตามฉันเข้ามาถึงในห้อง

เอาตารางเรียนของเธอมา

จะเอาไปทำไม

ไม่ต้องถามมาก บอกให้เอามาก็เอามาสิ

ฉันได้แต่กัดฟันก่อนจะเดินไปหยิบตารางเรียนที่แนบอยู่ในสมุดเลกเชอร์แล้วยื่นส่งให้ พาคุณที่รับไปแล้วก็หยิบมือถือออกมาแล้วถ่ายรูปตารางเรียนของฉันทันที

นายทำบ้าอะไรน่ะ

ก็เห็นอยู่เขาพูดพลางมองฉันด้วยหางตา คราวนี้ฉันรู้ตารางเรียนของเธอแล้ว เพราะฉะนั้นทุกวันหลังเลิกเรียนเธอต้องมาหาฉันที่ห้อง ห้ามแวะ ห้ามเถลไถลไปไหนเป็นอันขาด

นี่มันจำกัดเสรีภาพกันเกินไปมั้ย!

แล้วถ้าฉันต้องทำรายงาน หรือมีกิจกรรมอย่างอื่นที่ต้องทำนอกเหนือจากตารางเรียนล่ะ

ก็แค่บอกพาคุณพูดพลางยักไหล่ราวกับเป็นเรื่องง่ายๆ แต่อย่าได้โกหกเชียวนะ เพราะหูตาของฉันน่ะเป็นสัปปะรด

คนอย่างนายน่ะไม่ใช่ผลไม้น่ารักๆ อย่างสัปปะรดหรอกแต่เป็นยักษ์สิบหน้าอย่างทศกัณฐ์ต่างหากเล่า!

แล้วถ้าวันไหนนายเลิกเรียนช้ากว่าฉันล่ะ ฉันจะทำยังไงฉันยังคงเถียงไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ

พูดแบบนี้อยากได้ตารางเรียนของฉันบ้างหรือไงเขาถามพลางเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น

ใครบอกนาย อย่าโมเม คิดเองเออเองสิ

หึๆเขาหัวเราะเจ้าเล่ห์ เธอไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก เพราะเมื่อกี้ฉันเช็คดูแล้ว ฝ่ายเธอต่างหากที่เลิกเย็นกว่า และอีกอย่าง...” เขาเงียบไปท้ายประโยค เรื่องนั้นช่างมันเถอะ

อะไร... จะพูดอะไรก็ไม่พูดให้จบ

ว่าแต่นายจะให้ฉันมาหาทุกวันทำไม

หรือพาคุณอยากให้ฉันทำความสะอาดห้องให้ แบบประมาณว่าทาสรับใช้ คนรับใช้อะไรทำนองนี้

มาทำรายงานแต่คำตอบของเขาเหนือความคาดหมายมาก

รายงาน?” ฉันย้อนถามอย่างสงสัย รายงานของฉันน่ะเหรอ?”

เปล่า...รายงานของฉัน การบ้านของฉัน ทุกๆ อย่างที่ฉันต้องทำส่งอาจารย์เขาพูดพลางฉีกยิ้มกว้าง จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของเธอแล้ว ฝากด้วยนะ

มันเป็นแบบนี้นี่เอง...

นี่ฉันคาดหวังว่าคนอย่างนี้จะช่วยทำรายงานได้ยังไงเนี่ย!

แล้วรายงานของเด็กปีสามฉันจะเอามันสมองที่ไหนไปทำให้ล่ะเนี่ย

ฉันได้แต่คิด และไม่อยากเถียงเขาอีกแล้ว 

เอามือถือของเธอมาด้วย

นายจะเอามือถือฉันไปทำไม" ฉันพูดพลางอ้าปากค้างเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ "อย่าบอกนะว่า...”

ใช่...เธอเข้าใจถูกแล้ว

ไม่เอา ฉันยอมนายทุกเรื่องแล้วนะ แต่ขอเรื่องเดียว อย่าเอาเบอร์ของฉันไปเลย

เอาจริงๆ ฉันไม่อยากให้เขามีเบอร์โทรศัพท์ของฉัน เพราะแบบนั้นเขาอาจโทรหาฉันแทบทุกวินาทีหลังจากที่ฉันเลิกเรียนก็เป็นไปได้

ฉันสัญญานะว่าพอเลิกเรียน ฉันจะรีบกลับมาหานาย นะๆ ฉันขอล่ะ แค่เรื่องเดียวเองฉันพูดพลางยกนิ้วชี้ยื่นไปตรงหน้าเขา

มันเป็นเรื่องเดียวที่เธอขอ แต่มันก็เป็นเรื่องเดียวที่ฉันให้ไม่ได้” 

เขาปฏิเสธเสียงเรียบ และพอฉันตั้งท่าจะตอบโต้ ก็ถูกพาคุณจับปลายนิ้วมือเอาไว้ ร่างสูงโน้มกายลงมา แล้วดึงร่างฉันเข้าไปใกล้จนใบหูของฉันโดนริมฝีปากของเขา

จากนั้นพาคุณก็กระซิบเสียงนุ่มทั้งที่ริมฝีปากยังสัมผัสใบหูของฉันอยู่

มันเป็นเรื่องเดียวที่ฉันให้เธอไม่ได้จริงๆ

ฉันสะบัดมือที่ถูกจับอยู่ แต่กลับยิ่งทำให้ใบหูแนบเข้ากับริมฝีปากของเขามากขึ้น

ริมฝีปากของเขานั้นร้อนผ่าว ซ้ำร่างกายของฉันก็เหมือนมีหัวใจที่เต้นตึกตักจนรู้สึกได้ไปทั้งตัว

นี่ถ้าฉันถูกเข้าใจผิดว่าใจเต้นเพราะผู้ชายหน้าไม่อายซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าคนนี้จะทำยังไง?

ก็ได้ๆ ถอยออกไปได้แล้ว

ถ้าพูดง่ายๆ แบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบเขาพูดพลางหัวเราะชอบอกชอบใจ ส่วนฉันทำได้เพียงแค่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมด้วยการยื่นส่งมือถือให้แต่โดยดี

รหัสปลดล็อกล่ะ

ฉันไม่มีทางบอกนายหรอกฉันบอกพร้อมกับเอื้อมปลายนิ้วไปแสกนที่ปุ่มโฮม

ฮ่าๆพาคุณหัวเราะชอบอกชอบใจ จนฉันต้องนิ่วหน้า

นี่หน้าฉันเหมือนดาวตลกในดวงใจของเขาหรือไง ถึงหัวเราะกันอยู่ได้ และพอเห็นฉันทำท่าทางกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจเขาจึงหยุดหัวเราะ และตั้งอกตั้งใจอยู่กับมือถือของฉันและของตัวเอง

เวลานี้ฉันได้แต่ยกมือลูบท้องของตัวเอง เพราะมันส่งเสียงร้องมาตั้งแต่ชั่วโมงก่อน บทจะสั่งจากร้านใต้หอก็ไม่ได้ เพราะร้านปิดตั้งแต่หกโมงเปิดอีกทีก็ปาไปแปดโมงเช้าโน่นแหละ

หิวข้าวอะ!

เสร็จหรือยัง ฉันหิวข้าวฉันบอกพลางลูบท้องของตัวเองไปมา

แล้วทำไมไม่บอกแต่แรก ไปสิ ไปกินข้าวกัน

นี่พาคุณเข้าใจว่าฉันชวนไปกินข้าวด้วยเหรอ บ้าไปแล้ว ใครอยากจะไปกินข้าวกับเขากันเล่า!

ไม่ๆๆ ฉันจะไปกินคนเดียว นายอยากจะไปกินกับใครที่ไหนก็เชิญเลยตามสบาย

ยัยทาส...เธอมีสิทธิ์ขัดคำสั่งฉันงั้นเหรอ

โอ๊ยข่มขู่กันอยู่นั่นแหละ 

งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า เดี๋ยวฉันลงไปซื้อข้างๆ หอ ส่วนนายก็รออยู่ที่ห้อง เดี๋ยวฉันซื้อมาให้ ฉันยื่นข้อเสนอที่คิดว่าเป็นผลดีกับตัวเองมากที่สุด

ไม่

โอ๊ย! นั่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอา

เธอนั่นแหละ เรื่องมาก แค่ไปกินข้าวกับฉัน จะอะไรหนักหนา

ก็ฉันไม่อยากไปกินข้าวกับนายฉันบอกพลางห่อไหล่อย่างสิ้นหวัง ฉันไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา

นี่เธอคิดว่าจะมีใครสนใจพวกเราหรือไง

มีสิ... มันต้องมีแน่ๆฉันเถียงก่อนจะจ้องมองใบหน้าคมสันของพาคุณ ผมสีทองที่ด้านหน้ายาวเกือบปิดดวงตาที่ค่อนข้างเรียวคู่นั้นสะท้อนแสงไฟเป็นประกาย

ถึงฉันจะเจ็บใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพาคุณดูหล่อเหลามากกว่าแต่ก่อนจริงๆ 

ใบหน้าที่ไม่มีร่องรอยสิวเหมือนวัยรุ่นชายทั่วๆ ไป  และริมฝีปากบางที่รับกับจมูกโด่งสันดูน่ามองนั่นอีก ใครได้เห็นก็คงต้องมองเขาจนเหลียวหลังและคงถูกมนต์สะกดให้ตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์

แน่นอนว่าถ้าหากฉันเดินไปกับเขา คงถูกสาวๆ มองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ดีไม่ดีพรุ่งนี้ไปมหา'ลัยแล้วโดนดักตบฉันจะทำยังไง

โอ๊ยแค่คิดก็สยองแล้ว!

และพอเห็นฉันทำหน้าลำบากใจ เขาก็ยกมือขึ้นเกาต้นคอของตัวเอง แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก

งั้นไปกินที่ห้องของฉันก็ได้

ห้องของนายมีของกินเหรอฉันถามด้วยดวงตาเป็นประกายแห่งความหวัง ฉันจะไม่ยอมเสียเวลาแม้เพียงเสี้ยววินาที เพราะตอนนี้ฉันแทบจะยัดช้างทั้งตัวเข้าไปได้แล้ว!

มีข้าวเวฟ กินได้ไหมล่ะ

ได้สิ! ฉันกินได้

เธอนี่น้า...” เขาพูดพลางส่ายหัวซ้ำยังยกมือขึ้นมาขยี้หัวของฉันอีกต่างหาก

นี่! ฉันไม่ได้เด็กนะฉันบอกพลางปัดมือของเขาออก

ก็ทำตัวเป็นเด็กอยู่ไม่ใช่หรือไงเขาพูดพลางหัวเราะ เด็กเห็นแก่กินน่ะ ฮ่าๆ

ย่ะ! ฉันมันเด็กเห็นแก่กิน!

สุดท้ายฉันก็ทำตัวเป็นเด็กดี เดินตามพาคุณเข้าไปในห้องโดยไม่ปริปากพูดอะไร และพอเข้าไปในห้องของเขา พาคุณก็สั่งให้ฉันนั่งลงตรงโต๊ะกลมที่ทำจากกระจกตัวหนึ่งโดยมีเก้าอี้สองตัวอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันเลือกนั่งเก้าอี้ตัวหนึ่ง ส่วนเจ้าของห้องก็เป็นคนเวฟข้าวกล่องให้อย่างใจดี

จะว่าไปแล้วห้องนี้โคตรสะดวกสบายเลยอะ เพราะมันมีส่วนของห้องครัว มีไมโครเวฟ มีแทบจะทุกอย่างที่บ้านหลังหนึ่งจะมีได้เลยนะ

ฉันล่ะอิจฉา... ทำไมฉันไม่ได้ห้องแบบนี้บ้างวะเนี่ย หมอนี่มีอภิสิทธิ์อะไรถึงได้ห้องนี้มาครอบครองอะ!

ในระหว่างที่ฉันนั่งเท้าคางเหม่อคิดและรอคอยข้าวอย่างในจดใจจ่อ จู่ๆ พาคุณที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์อยู่ก็โพล่งพูดขึ้น

เธอมีแฟนหรือเปล่า

หืออะไรนะ?” ฉันย้อนถาม ทำไมจู่ๆ ถึงได้ถามเรื่องนี้

ตอบๆ มาเถอะว่ามีหรือไม่มี

โอ๊ย! ฉันจะไปมีแฟนได้ยังไง นายก็น่าจะรู้ดีกว่าใครนะว่าพี่แสงน่ะดุยิ่งกว่าเสือ แค่มีผู้ชายเข้าถามทางแล้วพี่แสงเดินผ่านมาเห็นก็ขู่ฟ่อๆ แล้ว

“งั้นก็ดีพาคุณพูดพลางผุดยิ้มร้ายกาจ

ก็ดี?...ก็ดีนี่มันหมายความว่าไงหว่า?

พอฉันจะอ้าปากถาม ทว่าพาคุณก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อน

แล้วคนที่ชอบล่ะ ตอนนี้มีอยู่หรือเปล่าเขาพูดพลางเน้นเสียงคำว่าตอนนี้

คนที่ชอบตอนนี้น่ะเหรอ...” ฉันพูดพลางจับปลายคางอย่างครุ่นคิด ไม่น่าจะมีนะ...”

ทำไมต้องตอบแบบไม่แน่ใจด้วย มีก็มี ไม่มีก็ไม่มีสิเอ่อ...ทำไมต้องทำเสียงไม่พอใจด้วยเล่า!

ก็ไม่แน่ใจจริงๆ นี่ เพราะบางวันฉันเดินผ่านหนุ่มน่ารักๆ ฉันก็ชอบ แต่พอเจออีกทีฉันก็ไม่ชอบแล้ว แบบนี้จะให้เรียกว่ายังไงล่ะ

เฮ้อ...เธอนี่นะเขาพูดพลางถอนหายใจเฮือก

อะไรเล่า!”

ก็แบบนั้นมันเรียกว่าคนที่ชอบที่ไหนกัน ความรู้สึกมันต้องเหมือนตอนที่เธอชอบไอ้...”

เขาค้างคำพูดเอาไว้แค่นั้นเมื่อเห็นฉันนั่งนิ่ง ตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลงราวกับเห็นผี

หยุดนะ! อย่าได้พูดเรื่องนั้นออกมาเป็นอันขาด

ช่างมันเถอะ สรุปเธอไม่มีแฟน ไม่มีคนที่ชอบ แค่นั้นก็พอแล้ว

อย่าเพิ่งสรุป เพราะฉันอยากรู้ว่านายถามทำไมฉันถามก่อนจะตบเข่าฉาด “เอ๊ะ! หรือว่าจะมีคนแอบชอบฉัน แล้วคนๆ นั้นจะเป็นเพื่อนของนายด้วย!

“...” คราวนี้พาคุณเงียบ สีหน้าเริ่มยุ่งยากมากขึ้นเรื่อยๆ

“ถ้าไม่ใช่ งั้นนายจะแนะนำเพื่อนหล่อๆ ของนายให้ฉันได้ใช่มั้ย?”

ฉันฉีกยิ้มกว้างจนริมฝีปากเกือบจะถึงใบหูอย่างมีความหวัง

หยุดคิดเพ้อเจ้อเลย ฉันไม่มีทางให้ทาสรับใช้ของฉันไปรับใช้คนอื่นแทนหรอก

โหย... เล่นตัดลมก่อนจะมีเชื้อไฟ เอ๊ย! เล่นตัดไฟตั้งแต่ต้นลมแบบนี้ก็แย่น่ะสิ

เอา...ได้แล้ว

พาคุณพูดพร้อมกับเอาข้าวผัดกระเพาะมาวางไว้ตรงหน้า คราวนี้ฉันไม่สนใจอะไรอีกแล้ว รีบยกฝ่ามือประกบไหว้ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มารดาสั่งสอนมาก่อนจะเตรียมตัวจับช้อนส้อม

ทานแล้วนะคะ

ฉันบอกพลางตักข้าวเข้าปาก และเหลือบมองพาคุณที่เพิ่งมานั่งลงฝั่งตรงกันข้ามและคิดว่าเขาคงจะเริ่มลงมือกินของตัวเองบ้างฉันก็เลยตักข้าวเข้าปากไปเรื่อยๆ จนมารู้ตัวอีกทีถึงได้รู้ว่าพาคุณยังไม่ได้ตักข้าวเข้าปากเลยสักคำแถมยังนั่งเท้าคางมองฉันกินอีกต่างหาก

เอ่อ...มาจ้องคนอื่นตอนกินทำไมเนี่ย!

เธอนี่ยังกินเลอะเหมือนเมื่อตอนเด็กเลยนะจู่ๆ เขายื่นมือออกมาเช็ดเม็ดข้าวที่เหลือบนริมฝีปากของฉันและส่งเข้าปากตัวเองในจังหวะเดียวกับที่ฉันจ้องมองอยู่

การกระทำของเขาชวนให้รู้สึกวาบหวิวยิ่งกว่าการจูบเป็นพันเป็นหมื่นเท่า พอคิดว่าเมื่อวานริมฝีปากของเราใกล้ชิดกันขนาดไหน หัวใจพลันเต้นเร็วผิดปกติเหมือนลูกกวางเต้นเบรกแดนซ์อยู่ข้างใน สมองก็ว่างเปล่าจนคิดอะไรไม่ออก

ฉันรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งไปทั่วร่าง แม้แต่นิ้วเท้ายังงอขึ้นมา ท้องน้อยรู้สึกอุ่นร้อน ประสาทสัมผัสทั่วร่างตื่นตัวจนถึงขั้นวิกฤต

เวลาเหมือนหยุดลง เขามองฉัน ส่วนฉันก็จ้องมองเขาอย่างไม่วางตา

โทษที ไม่ได้ตั้งใจเขาพูดพลางยกมือขึ้นเกาต้นคอของตัวเอง

แต่เพราะไม่ได้ตั้งใจมันจึงเหมือนของลิมิเต็ดที่ยิ่งทรงคุณค่า

เฮ้! ฉันบอกไม่ได้ตั้งใจไง

ยิ่งเวลาที่เขาขยับปากพูดฉันเผลอจ้องมองริมฝีปากของเขาเสียทุกที

หยุดเดี๋ยวนี้ หยุดคิดฟุ้งซ่านไปเสียที!

ฉันบังคับให้ตัวเองเบนสายตาไปทางอื่น เลิกจ้องริมฝีปากบางสวยของเขาแล้วเปลี่ยนเรื่องพูด

นายมันนิสัยไม่ดี ฉวยโอกาส แถมยังจะ...จะ...”

ฉันพยายามพูดอยู่หลายครั้ง แต่ยิ่งพูดใบหน้าก็ยิ่งร้อนผ่าวจนพูดต่อไม่ออก

จูบน่ะเหรอ?” พาคุณจึงเป็นฝ่ายพูดออกมาอย่างอารมณ์ดี

ฉันแทบจะลุกขึ้นเต้นด้วยความโมโหและเขินอาย

นายยังจะกล้าพูดอีก!”

จูบก็จูบมาแล้วทำไมจะไม่กล้าพูดล่ะนัยน์ตาสีดำเปล่งประกายวาบขณะจ้องมองกลับมา

ฉันรู้สึกอายจนไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไป

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฉันขอชำระความเรื่องที่นายจะ...จูบฉันเมื่อวานนี้ด้วย!” ทำไมแค่พูดคำว่าจูบฉันต้องติดอ่างด้วยล่ะเนี่ย!

ทำไมล่ะ

ก็นายไม่รู้หรือไง นั่นมันจูบแรกของฉันนะ!”

นั่นจูบแรกของเธอเหรอเขาทำหน้าแปลกใจ แต่ทว่าริมฝีปากกลับผุดยิ้มร้ายออกมา ทีหลังก็ติดป้ายห้อยคอเอาไว้ด้วยสิ ฉันจะได้รู้ว่าเธอยังไม่เคยจูบใครมาก่อน

นี่มันใช่เวลามาพูดล้อเล่นหรือไง!” ฉันตะคอกทั้งๆ ที่หน้าแดงก่ำ

โทษๆ ว่าแต่มันทำไมล่ะ หรือเธออยากให้ฉันขอโทษ

ฉันต้องการมากกว่าคำขอโทษ!”

เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าฉันต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งงานกับเธอน่ะเขาตัวแข็งทื่อ ตะลึงจ้องมองฉันเหมือนแมวที่ถูกไฟดูด

ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น! ฉันน่ะไม่ได้ต้องการให้นายมาร่วมใช้ชีวิตด้วยกันหรอกย่ะฉันพูดพลางย่นจมูกให้ แต่พูดไปนายก็คงไม่เข้าใจหรอกว่าจูบแรกมันสำคัญกับเด็กผู้หญิงมากขนาดไหน

ก็ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าสมัยนี้ยังมีคนซีเรียสเรื่องจูบแรกอะไรนี่อยู่

ไม่รู้ก็จงรู้ไว้ ไม่ใช่เอาแต่ทำขี้โกงใส่คนอื่น

ฉันขี้โกงยังไง

ก็ทั้งๆ ที่นายจำฉันได้ และนายก็รู้อยู่แล้วว่าฉันต้องแกล้งตีหน้าซื่อ แต่นายก็ยังจะเอาเปรียบฉันอีก

เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะค่อยๆ พูดออกมาอย่างช้าๆ

งั้นฉันมีวิธีที่จะทำให้จูบแรกของเธอยังคงอยู่

มีวิธีนั้นด้วยเหรอไง?”

มีสิ... เธอก็เอาจูบนั้นมาคืนฉัน ไอ้จูบแรกของเธอที่ฉันขโมยไปน่ะเขาพูดพลางยกปลายนิ้วจิ้มริมฝีปากของตัวเอง เนี่ยๆ แค่เธอเอามาคืน ทุกอย่างก็เป็นเหมือนเดิม มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

จริงเหรอ?” ฉันย้อนถาม แม้จะมีข้อสงสัยอยู่มากมาย แต่คำพูดและท่าทางของเขาก็ทำให้ฉันคล้อยตามได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จริงเขาพยักหน้าอย่างใสซื่อ ฉันเองก็ไม่อยากเอาเปรียบเธอ เพราะงั้นเธอก็เอาจูบของฉันคืนมาเถอะแล้วเขาก็หดตัวห่อไหล่เหมือนลูกหมาที่ทำอะไรผิดแล้วสำนึกได้

คราวนี้ฉันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้แตะริมฝีปากของตัวเองเข้ากับริมฝีปากของเขาเบาๆ และผละออกในเสี้ยววินาที

เมื่อวานฉันไม่ได้จูบเธอแบบนี้นะเขาพูดพลางส่ายหน้าเบาๆ

ปากแตะปากมันก็เรียกว่าจูบแล้วไหมล่ะฉันบอกทั้งๆ ที่หน้าร้อนผ่าวราวกับเตาย่างเนื้อ

แบบเมื่อกี้มันไม่ได้เรียกว่าจูบ

แต่...”

เฮ้อ... เสียใจด้วยนะยัยจันอับ จูบแรกของเธอยังคงถูกฉันขโมยไปอยู่ดีเขาพูดพลางยักไหล่ขึ้นลง

แล้วจะให้ฉันทำยังไง!” ฉันลุกขึ้นยืนพร้อมตะโกนด้วยใบหน้าแดงก่ำ จูบแบบนายเมื่อวาน ฉันทำเป็นที่ไหนกันเล่า!”

งั้นมานี่ เดี๋ยวพี่พาคุณคนนี้จะทำให้น้องเจ้าเอ๋ยได้รู้เอง

ทันใดนั้นเองฉันก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ร่างของฉันถูกดึงเข้าไปนั่งบนตักกว้างและเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างง่ายดาย ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ดิ้นรนขัดขืน ริมฝีปากของฉันก็ถูกผนึกแน่น

กลิ่นอายอันเร่าร้อนของเขาจู่โจมเข้ามา ลิ้นของเขาสอดเข้ามาในปากของฉันอย่างคล่องแคล่วและกระหวัดเกี่ยวปลายลิ้นของฉันอย่างรวดเร็วและชำนาญ ฝ่ามือใหญ่ก็เอื้อมมากดที่ท้ายทอยของฉันให้จูบอันร้อนแรงของเขาแทรกลึกเข้ามามากยิ่งขึ้น จนฉันไม่อาจหายใจได้...

หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ริมฝีปากซึ่งประกบแน่นถึงค่อยแยกออก เขาคลายมือปล่อยให้ฉันกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วปรายตามองฉันด้วยแววตาที่แฝงนัยอย่างลึกซึ้ง

ฉันได้แต่อึ้งรู้สึกว่ารสสัมผัสจากเขายังหลงเหลือจนเผลอเลียริมฝีปากเปียกชื้นของตัวเอง

นี่ฉันต้องจูบเขาแบบนี้เหรอ?

จูบแบบนี้ใช่มั้ยถึงจะคืนให้เขาได้?

ฮ่าๆฉับพลันเสียงหัวเราะของเขาทำให้ฉันได้สติ พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นพาคุณหงายหน้าหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย

นี่เธอโตมาด้วยข้าวยี่ห้ออะไร สมองถึงได้แบ่งเซลล์น้อยมาก จนใกล้ปัญญาอ่อนไปทุกที

อะไรนะ!?”

เธอนี่โตแต่ตัว แต่สมองยังเหมือนเมื่อห้าปีก่อนจริงๆ

นี่นายหมายความว่ายังไง” ฉันยังไม่เข้าใจเพราะมัวแต่อึ้งอยู่ "นายต้องการจะบอกอะไรกับฉันกันแน่"

“การที่ริมฝีปากของเราสัมผัสกันมันคือจูบใช่มั้ย?" จู่ๆ เขาก็ตั้งคำถาม

"ใช่..."

"งั้นเธอก็คงจะเข้าใจแล้วนะว่า จูบมันก็คือจูบ มันเอากลับคืนมาไม่ได้หรอก ก็เหมือนเวลาที่เธอพูดคำแย่ๆ หรือคำไม่น่าฟังออกมาแล้ว เธอสามารถคว้ามันกลับเข้าคอไปได้อีกไหมล่ะ

อะไรนะ!?

ความโกรธจู่โจมหัวใจ สมองของฉันร้อนฉ่าจนหยุดสั่งการ

นี่ฉันถูกหลอกอีกแล้วเหรอเนี่ย!

คราวนี้ฉันไม่พูดอะไรและเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ตระหนักว่าอะไรคืออายจนพูดไม่ออก!






.....



แต่ก่อนแต่งนิยายตอนนึงไม่เกิน 4-5 A4 แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงได้ปาไป 8 หน้าแล้ววะเนี่ย!

เป็นฉากที่ลากยาวจริงๆ แต่มาช้าดีกว่าไม่มาเนอะ แง๊ๆๆๆๆ TOT


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

236 ความคิดเห็น

  1. #225 differ21 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 23:57
    โอ้ยนางเอกโง่ ชอบบบบบบบบบบ 555555 //แต่นางเพิ่งกินผัดกะเพรานะ....

    ปล.ผัดกระเพาะ-->ผัดกะเพรา
    #225
    0
  2. #208 yuiyoo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 17:25
    เริ่มจะชอบแล้วจิ
    #208
    0
  3. #134 pinocchiott (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 23:00
    ชอบบบบบ
    จัดมายาวๆๆๆเลย
    #134
    0
  4. #133 pinocchiott (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 23:00
    ชอบบบบบ
    จัดมายาวๆๆๆเลย
    #133
    0
  5. #92 ลายหมึก (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2560 / 23:22
    หลอกเด็กได้ลงคอ สนุกมากกกก
    #92
    0
  6. #11 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 08:30
    แบบนี้ต้องตบเท่านั้นเจ้าเอ๋ย
    #11
    0