S.L.K to my baby

ตอนที่ 6 : @S.L.K. to my baby :: E P I S O D E :: 04 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,053
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    17 ก.ย. 63


E P I S O D E :: 04

You make me glow, but I cover up

 

บ้าเอ๊ย!

หลังจากที่ฉันใช้เวลาทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นและพอคิดมาถึงช่วงสำคัญระหว่างความเป็นความตาย (?)

ฉันก็ใช้สองมือทุบอ่างล้างหน้าอย่างเจ็บใจ

นี่ฉันนอนกับหมอนั่นอย่างนั้นเหรอ!

เรื่องราวมันพัฒนาไปเหนือความคาดหมายมาก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นฉันควรจะปฏิเสธเขา ต่อต้านเขา แล้วรีบหนีออกไปจากอ้อมกอดเขา แล้วค่อยบอกเขาอย่างจริงจังว่าฉันกับเขาควรจะคบหากันตามลำดับขั้นตอน เราสองคนค่อยๆ สานสัมพันธ์กัน ไปดูหนัง ไปฟังเพลง หรือออกเดตกันหลายๆ ครั้งก่อน จากนั้นก็ค่อยจูงมือ จูบหน้าผาก จูบแก้ม แล้วเมื่อพัฒนาความสัมพันธ์จนลึกซึ้งแนบแน่นแล้ว ฉันถึงจะยอมมอบจุมพิตหวานล้ำให้เขาได้

แต่เห็นได้ชัดว่าคนอย่างหมอนั่นไม่ใช่คนประเภทที่จะอดทนรอได้ถึงเวลานั้น เพราะในเวลาไม่เพียงกี่ชั่วโมง ไอ้บ้านั่นก็ข้ามขั้นตอนที่คาดว่าน่าจะกินเวลาประมาณครึ่งปี แถมยังละโมบก้าวข้ามไปอีกขั้น! ซ้ำยังใช้โอกาสทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครองฉัน ทั้งยั่วเย้าและล่อหลอกกินฉันเสียเรียบ...

เอ่อ...ความจริงจะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกนักหรอก

เพราะใจของฉันเองในตอนนั้นก็มีส่วนเล็กๆ ที่รอคอย...รอคอยเพื่อจะได้รับรู้ถึงตัวตนของเขา รับรู้ถึงเสน่ห์อันต้านทานของเขาด้วยเหมือนกัน

อ๊ะ...นี่ฉันเผลอคิดเรื่องอะไรออกไป!

ส่วนเล็กๆ อะไรกัน!?

ฉันสะบัดหัวก่อนจะพยายามไล่ความคิดบ้าๆ ของตัวเองออกไป เมื่อความเขินอายเหมือนคลื่นลูกใหญ่โถมทับ แม้ภายนอกของฉันอาจจะดูเป็นคนหัวสมัยใหม่ เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส ที่น่าจะคิดว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน เป็นเรื่องธรรมชาติที่ใครๆ ต่างก็ต้องทำกันอยู่แล้ว แต่ทว่าความคิดในใจของฉันนั้นกลับคร่ำครึโบราณเป็นที่สุด

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ขนาดกับผู้ชายที่เข้ามาจีบฉันมากจนถึงขนาดถมแม่น้ำได้ (?) หรือแม้แต่ไอ้พี่พัตเตอร์ อดีตแฟนของฉันก็เถอะ ฉันยังแทบไม่ให้เขาได้ถูกตัวเลยด้วยซ้ำ เพราะฉันยังยืนหยัดรักษาแนวป้องกันโดยไม่ปล่อยให้ผู้ชายหน้าไหนได้เข้ามาฉวยโอกาสกับตัวเองได้เลย

แต่ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ฉันได้เจอกับผู้ชายคนนั้น เขากลับทำให้แนวป้องกันที่แข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็กของฉันพังถล่มลง!

ความจริงการจู่โจมของหมอนั่นเองก็รุนแรงมากกว่าผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามา เพราะเขาทั้งหลอกล่อ ยั่วเย้าอย่างมีชั้นเชิง ไม่ได้รีบร้อนหรือเร่งเร้าประหนึ่งกับว่าเขารู้ดีว่าตัวเองควรทำยังไงให้เหยื่อที่หมายตาเอาไว้ตายใจก่อนจะกระโจนเข้ามาขย้ำ ซ้ำที่สำคัญฉันก็รู้ตัวเองดีว่าฉันเองก็หวั่นไหว ถึงได้คลายการป้องกันและยอมให้เขา...ภาพร้อนแรงวาบหวิวผ่านเข้ามาในสมอง ทำเอาฉันถอนหายใจอย่างอดไม่ได้

พอยิ่งคิด ยิ่งนึกถึงทุกรายละเอียด ฉันก็ยิ่งรับรู้ว่าผิวกายของฉันยังหลงเหลือรสสัมผัสจากมือเรียวของเขาที่ไล้ไปทั่วร่างอย่างปลุกเร้าอารมณ์ ฉันจดจำได้แม้กระทั่งมัดกล้าม แผงอกกำยำ หรือแม้แต่นัยน์ตาเป็นประกายและหยาดเหงื่อที่เกาะอยู่บนเส้นผมของเขาได้เลยด้วยซ้ำ

ไม่สิ...มันไม่ใช่เพียงแค่นั้น ฉันยังจดจำได้แม้แต่ความปรารถนาของเขาที่แนบแน่นอยู่ในร่างกาย ทุกท่วงท่าและการกระทำของเขาอยู่ในสมอง ยังคงตราตรึงติดแน่นจนแกะมันไม่ออก

เลิกคิดได้แล้ว!ฉันบอกตัวเองพลางปัดความคิดเหล่านั้นทิ้ง

ไม่เป็นไร...ฉันไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นขนาดนั้น มันก็แค่เรื่องราวเรื่องหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉันก็เท่านั้นเอง

แต่ให้ตายเถอะ! ไอ้บ้านั่นได้ฉันแล้วก็ชิ่งหนีไปเลยเนี่ยนะ!?

มันเห็นผู้หญิงเป็นเพียงแค่ของเล่นที่ได้แล้วทิ้งชิ่งหนีไปเลยงั้นเหรอ!?

ไอ้ผู้ชายสารเลว!

ฉันกัดริมฝีปากที่ถูกเขาจูบจนบวมแดงเล็กน้อยพลางสะกดกลั้นไม่ให้ตัวเองเผลอกรีดร้องก่อนจะคว้าเสื้อผ้ามาใส่แบบมั่วๆ

เอ๊ะ...กางเกงชั้นในยังอยู่...

กระโปรงก็ยังอยู่

เสื้อไหมพรมกับเสื้อเกาะอกก็ยังอยู่

แต่...แต่...แต่เสื้อชั้นในของฉันหายไปไหนแล้วเนี่ย!

ฉันเบิกตาโตเมื่อพบว่าเสื้อชั้นในลูกไม้สีขาวของตัวเองหายไป เลยเผลอคิดไปว่าตัวเองอาจจะลืมเอาไว้ที่ห้องครัว เวลานี้ท่อนบนก็เลยสวมเพียงแค่เกาะอกทับด้วยเสื้อไหมพรม แล้วเดินย้อนกลับออกมา แต่ไม่ว่าฉันจะหาเสื้อชั้นในยังไง ฉันก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของมัน!

สวรรค์! ไอ้บ้านั่นเอาเสื้อชั้นในของฉันไปด้วยงั้นเรอะ!

ฉันเผลอจินตนาการแปลกๆ หรือหมอนั่นจะเอาเสื้อเชิ้ตตัวนอกของตัวเองมาใส่ให้ฉันก็เลยเอาเสื้อชั้นในของฉันไปใส่แทน เฮ้ย! มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงเนี่ย!

หยุดคิดเรื่องเพ้อเจ้อแล้วรีบตามหาหมอนั่นก่อนดีกว่า พอคิดได้แบบนั้นฉันเดินออกมาจากห้องครัวโดยที่สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวของไอ้บ้านั่นทับเอาไว้ ก่อนจะมุ่งหน้าไปหาเพื่อนของเอ็มที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

นายๆๆฉันใช้สองมือเขย่าร่างของผู้ชายคนนี้ไปมา

หือ...มีอะไรเหรอ

เขาพูดพร้อมกับค่อยๆ ยันกายขึ้นจากโซฟาอย่างงัวเงีย

เพื่อนที่มากับนายเมื่อวานน่ะหายไปไหนแล้ว

ไอ้นาวาน่ะเหรอ?”

หือ...ผู้ชายคนนั้นชื่อนาวาเหรอ!? อ้าวไหนบอกว่าตัวเองมีชื่อคล้ายๆ กันกับฉันไง ฉันก็เผลอคิดไปว่าชื่อหนึ่งอะไรแบบนั้น

นั่นแหละๆ หมอนั่นน่ะหายไปไหนแล้ว

กลับไปตั้งแต่ตอนตีหนึ่งแล้วล่ะ

หา!?...ตีหนึ่ง!

งั้นก็ไม่ใช่หมอนั่นสิ! ก็ตอนตีสามฉันยังนั่งเล่นเกมเป่ายิงฉุบจนเกิดเรื่องอยู่เลยนี่

แล้วอีกคนล่ะ...

อีกคน?”

ใช่ๆ คนผมแดงๆ ที่มากับนายด้วยน่ะ

นี่ฉันถามเยอะเกินไปหรือเปล่านะ แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะไม่ว่าจะยังไงฉันต้องรู้ให้ได้ว่าหมอนั่นเป็นใคร มาจากไหน!

ถ้าหมอนั่นน่ะฉันไม่รู้หรอกว่ากลับไปตอนไหน

อ้าว...

ก็หมอนั่นเป็นเพื่อนของไอ้นาวาอีกที ฉันเองก็เพิ่งรู้จักกับมันเมื่อวานนี้เองเขาพูดพร้อมกับยักไหล่

เวลานี้ฉันไม่รู้อะไรอีกแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่างของฉันทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันรับรู้ได้เพียงอย่างเดียวว่าหัวใจของฉันเต้นรัวแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก

สวรรค์! นี่ฉันไปมีอะไรกับผู้ชายที่แม้แต่คนที่พามาด้วยก็ไม่รู้จักอย่างนั้นเหรอ! สกรีมแอนด์กรีดร้อง!

ถะ...ถ้าเกิดหมอนั่นเป็นโรคร้ายล่ะ แล้วถ้าเกิดเมื่อคืนนี้เขาไม่ได้ป้องกันล่ะ ถ้าเกิดไม่ได้ป้องกัน! ฉันอาจจะ...กรี๊ดดดด!

เวลานี้ฉันได้แต่จินตนาการแต่เรื่องน่าสะพรึงกลัว

ฉันจะทำยังไงต่อไปดีล่ะเนี่ย!

จะว่าไปแล้วเธอถามถึงมันทำไมน่ะเขาเอียงคอมองอย่างสงสัย

มะ...ไม่อะไร

หรือว่าเธอสนใจมันล่ะ งั้นเอางี้มั้ย เดี๋ยวฉันติดต่อไอ้นาวาให้เธอก็ได้นะเขาพูดพร้อมกับควักมือถือออกมาแล้วทำท่าจะโทรออก

มะ...ไม่ต้อง

ฮือ...ไม่เอาแล้ว ฉันไม่อยากรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่อยากรู้แล้วล่ะว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน หรือเป็นโรคอะไรหรือเปล่า เพราะถ้าเขาเป็นอย่างที่ฉันจินตนาการล่ะก็ ฉันต้องรับไม่ได้แน่ๆ ฮือๆๆ

เออใช่...ฉันขอถามอะไรนายสักอย่างจะได้มั้ย?”

ขณะที่ฉันกำลังจะเดินจากมาอย่างน้ำตาตก ฉันก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องที่จะถามเขาอีกเรื่องหนึ่ง

ได้สิ...เขาพยักหน้ารับอย่างเนือยๆ

พวกนายอายุเท่าไหร่น่ะฉันถามเขาก่อนจะดีดนิ้วดังเป๊าะ ฉันหมายถึงทั้งนายแล้วก็เพื่อนของนายสองคนเมื่อวานนี้ด้วย

อ้อ...พวกเราอายุเท่ากันหมด อายุสิบแปดปีน่ะ

กรี๊ดดดด!

นะ...นี่ฉัน...! นี่ฉันล่อลวงเด็กอย่างนั้นเรอะ!

เวลานี้ฉันได้แต่แบะปากเหมือนคนจะร้องไห้ นี่ฉันไปมีอะไรกับผู้ชายที่มีอายุน้อยกว่าอย่างนั้นเหรอ!

ฉันเผลอนึกภาพที่เคยเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ โดยมีฉันยืนเป็นจำเลย (รัก) และมีเขาที่มีผ้าคาดตาสีดำยกนิ้วชี้มาที่หน้าของตัวเอง

ฉันพรากผู้เยาว์! ฉันกำลังจะติดคุกข้อหาทำอนาจาร ล่อลวงเด็ก!

เฮ้ย! ไม่สิ...เขาอายุสิบแปดปีแล้ว โตพอแล้ว

งั้นแบบนี้ มันก็ไม่ได้เรียกว่าพรากผู้เยาว์สิ ตะ...แต่ ไม่ว่าจะยังไงเขาก็เด็กกว่าฉันตั้งหนึ่งปีเชียวนะ!

นี่สรุปแล้ว ฉันล่อลวงเด็กหรือว่าโดนเด็กล่อลวงกันแน่!

หลังจากนั้นฉันก็รีบกลับมาที่คอนโดของตัวเองโดยไม่ได้สนใจยัยมารีเลยสักนิด และพอมาถึงห้องได้ฉันก็มุดตัวลงกับเตียงนอน แล้วเอาหัวทิ่มหมอน พลางใช้สองมือทุบบนที่นอนอย่างอัดอั้น!

ความบริสุทธิ์ที่ฉันเฝ้าอุตส่าห์เก็บรักษามันเอาไว้ตั้ง 19 ปี แต่กลับมาถูกเด็กอายุน้อยกว่าพรากไปเนี่ยนะ ฮือๆๆๆ

ไม่ได้...ฉันจะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด ต้องทำเป็นลืม ต้องทำเหมือนว่ามันไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น!

เพราะยังไงชาตินี้เราสองคนก็คงไม่มีวันได้เจอกันอีกแล้วใช่ไหมล่ะ

ฉันคิดวกไปวนมาจนเริ่มปวดหัว และเพราะแอลกอฮอล์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายจึงทำให้เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และพอมารู้ตัวอีกทีก็ปาไปเกือบเที่ยงวันแล้ว ฉันนอนกลิ้งตัวอยู่บนเตียงก่อนจะถอนหายใจสั้นๆ เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเองดังขึ้น

อือฉันกดรับทั้งๆ ที่สมองยังมึนๆ เบลอๆ ไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าปลายสายเป็นใคร เพราะตั้งแต่เมื่อคืนฉันก็กดปิดเสียงเอาไว้ แล้วไม่ได้สนใจมันอีกเลย จนมาถึงคอนโดฉันถึงมาเปิดเสียงอีกทีนี่แหละ

[เอิง...ทำไมวันนี้ถึงไม่มาโรงเรียนล่ะ]

เสียงนี้มัน...!?

ยัยชมพูเพื่อนทรยศ!

[เอิงรู้ไหมว่าพูเป็นห่วงเอิงมากเลยนะ โทร.หาตั้งแต่เช้าก็ไม่มีคนรับสาย พอพักเที่ยงแล้วพูก็เลยลองโทรอีกที โชคดีจังที่เอิงรับสายของพูแล้ว]

ตอแหลจริง! นี่คงยังไม่รู้สินะว่าฉันรู้เรื่องของเธอกับแฟนของฉันหมดแล้ว ถึงยังคงทำตัวใสซื่อ ลอยหน้าลอยตา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่แบบนี้ได้

ฉันจะไม่ไปเรียนที่นั่นแล้วฉันตอบกลับเสียงเย็น พยายามไม่พูดอะไร พยายามควบคุมอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในหัว

[เอิงหมายความว่าไง พูไม่เข้าใจ]

ก็หมายความว่าฉันจะลาออก ฉันจะไม่ไปเรียนที่นั่นแล้วไงเล่า!

ฉันเผลอตะคอกเสียงดัง

[อะ...เอิง]

เธอคงสบายใจสินะ เพราะจากนี้ไปจะไม่มีฉันคอยเป็นมารขวางความสุขของเธออีกต่อไปแล้ว

ฉันพูดแค่นั้นก่อนจะกดตัดสายแล้วโยนมือถือลงบนเตียงแทบจะทันที แต่ทว่าวินาทีต่อมาสายเรียกเข้าก็ดังขึ้นมาอีก ฉันจึงตัดสินใจปล่อยให้โทรศัพท์แผดเสียงอยู่อย่างนั้น เมื่อสายเงียบไปแล้วจึงกดดูก็เป็นยัยชมพูจริงๆ และวินาทีต่อมายัยบ้านั่นก็โทร.เข้ามาอีก ฉันรีบกดตัดสายในทันทีเมื่อเสียงดังได้เพียงแค่ครั้งเดียว

ตื๊อชะมัดเลยยัยบ้าเอ๊ย!

หลังจากที่กดสายทิ้ง ฉันก็นั่งหน้าเครียดอยู่บนเตียง ไม่นานเกินรอ โทรศัพท์เบอร์เดิมก็โทรเข้ามาใหม่ แน่นอนว่าฉันไม่ยอมรับสาย จนผ่านไป ห้ามิสคอลล์ต้นสายจึงเลิกพยายาม ฉันคิดว่าอีกฝ่ายคงเลิกล้มความคิดไปแล้วล่ะมั้ง แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น

เพราะผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมง โทรศัพท์ก็แผดเสียงลั่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมองดูเบอร์บนหน้าจอ แต่กลับพบว่าเป็นเบอร์ของพัตเตอร์ไม่ใช่ของยัยชมพูอีกต่อไป แหม...นัดกันมาหรือยังไง!

ฉันกัดฟันกรอดก่อนจะเลื่อนนิ้วปัดเพื่อรับสายนี้

มีอะไรฉันถามเสียงเย็น

[ไม่อยากคุยกับพี่ขนาดนั้นเลยเหรอเอิง]

ไม่น่าถามเลยนี่ เอิงไม่อยากคุยกะ...ฉันตอบไม่ทันจบประโยคเขาก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อนราวกับไม่ต้องการฟังอะไรทั้งนั้น

[ไม่ต้องวางสายนะ พี่จะพูดสั้นๆ]

เหมือนเขาจะรู้ทัน ปลายสายจึงเอ่ยดักทางเอาไว้ก่อน ฉันหมดทางเลือก จำต้องฟังเขาพูดแต่โดยดี

แหมมามุกเดียวกับฉันเลยนะ

[พี่ไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พี่ขอบอกกับเอิงเอาไว้เลยนะว่าพี่จะไม่ยอมเลิกกับเอิงแน่] พูดจบเขาก็วางสายไป

ไอ้คนหน้าด้านเอ๊ย! อยากจะทำอะไรก็เชิญทำไปเลยเถอะ! เพราะฉันเองก็จะไม่ยอมให้นายมายุ่งวุ่นวายกับฉันด้วยเหมือนกัน! และพอโยนโทรศัพท์ไปบนเตียงอีกรอบ ฉันก็เผลอคิดถึงผู้ชายคนนั้นอีก

จะว่าไปแล้วไอ้บ้านั่นขโมยเสื้อชั้นในของฉันไปทำไม?

หรือว่าจะเป็นพวกเก้งกว้างที่อยากใส่เสื้อชั้นในแต่ตัวเองกลัวคนอื่นรู้เรื่องรสนิยมทางเพศก็เลยไม่กล้าไปซื้อ!

ไม่สิ ถ้าหมอนั่นรักชอบไม้ป่าเดียวกันก็คงไม่ทำเรื่องอย่างว่ากับฉันหรอก? คงไม่อ่อนโยนกับฉัน คงไม่ล่อลวงฉันขนาดที่หาเกมบ้าๆ เพื่อให้ฉันหลงติดในกับดัก และคงไม่เล่นบทรักที่แสดงถึงอำนาจการครอบงำและรุนแรงดุจคนหิวกระหายไม่เลิกรา แต่มันก็ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกเพราะพวกไบเซ็กชวล (รักร่วมสองเพศ) ก็มีให้เห็นถมเถไป...ไอ้ประเภทแบบเป็นผัวเราแต่ไปเป็นเมียคนอื่นก็มีให้เห็นตั้งเยอะแยะ

คือฉันไม่ได้กำลังจะเหยียดเพศหรอกนะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด แต่ฉันขอจงเจาะ...ขอเจาะจงเป็นไอ้บ้าที่ขโมยเสื้อชั้นในของฉันคนเดียว

สวรรค์! ขอให้ชาติหน้าอย่าได้พบเจอกันอีกเลย สาธุ!





....................

รีปริ้นนะคะ

เปิดพรีวัน ที่ 18 ก.ย. 63

เริ่มเวลาเที่ยงวันค่ะ


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,011 ความคิดเห็น