It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 9 : 0 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 105
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ก.ค. 60








9












My Memories ::LuHan::





เป็นอีกวันที่ผมอยากจะเก็บเรื่องของวันนี้ไว้ เป็นวันที่ผม หลุดจากภาพของ 'พี่ลู่' ครั้งแรกต่อหน้า คิมมินซอก ที่ชื่นชอบหลงใหลได้ปลื้มกับ ภาพลักษณ์ 'พี่ลู่' ซึ่งก็คือตัวผมแต่กก็ไม่ใช่ตัวผม




เป็นวันที่ผม เฝ้ารอ มาโดยตลอดทั้งที่ก็มีโอกาส แต่ผมกลับเลือกที่จะทิ้งโอกาสเหล่านั้นมาใช้ชีวิตตามปกติเหมือนมันไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ผมจะทำอะไรได้ในเมื่อเค้าเป็นคนเลือกตัดสินทุกอย่างให้มันเป็นแบบนั้น ผมก็ควรจะทำตามคำขอของเค้า ไม่ใช่เพียงแต่เค้าขอ แต่ผมก็เต็มใจจะทำอยู่แล้ว การรักและดูแลคิมมินซอก ไม่นับเรื่องบ้าบอนั่นด้วย ผมเอ็นดูเค้าเหมือนเป็นน้องแท้ๆ เพราะก็อย่างที่บอก ผมอยากมีน้องชาย อยากรู้ว่าความรู้สึกของคนเป็นพี่มันจะเป็นยังไง อยากมีอำนาจตัดสินใจในฐานะคนเป็นพี่ ถามว่ารักน้องมั๊ย? ผมรักมินซอกครับ แต่รักในแบบที่พี่ชายรักน้องชาย แบบที่ป๊าม๊าเอ็นดูน้อง 






ผมคิดว่าในชีวิตนี้ผมคงรักใครในแบบนั้นไม่ได้อีก...






ผมทุ่มเทและคาดหวังกับรักในครั้งนั้นมาก ยอมรับว่ายังรัก ยังห่วงคนที่ทำให้ผมต้องเป็น พี่ลู่คนดี คนนั้นอยู่ การที่เค้าเอาแต่ใจตัวเองแล้วหันหลังให้ผมแบบนั้น... มันไม่แฟร์สำหรับผม รวมถึงน้องชายที่เค้ายอมทำให้ถึงขนาดนี้ แบบนี้เรียกว่ารักได้เหรอ? เค้าคงคิดว่าทำเพื่อคนอื่น แต่เปล่าเลย เค้าก็แค่คนเห็นแก่ตัว ถ้าจุดจบมันจะเป็นแบบนี้เค้าไม่ควรเริ่มมันกับผมตั้งแต่แรก






โกหก




การคบกันแบบที่ปิดบังทุกอย่างกับคนที่เค้าพร่ำบอกกับผมตลอดว่ารักนักรักหนา ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดอยู่แล้ว แค่ปล่อยเลยตามเลยตามความต้องการของอีกคน ผมกับมินซอกตัวติดกันขนาดนั้น เค้าเป็นเด็กซื่อแต่น้องก็ไม่ได้โง่ขนาดที่ไม่รู้ว่าผมกับพี่ชายที่เค้าชื่นชมนั้นก็มีคนคุยๆอยู่ ถึงจะไม่รู้ว่าเรา แอบคุย กันอยู่ก็เถอะ 



ช่วงเวลาที่เราคบกันเราจะเจอกันทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง เพราะแม่ของเค้ามักจะแวะมาหา เอาของมาฝากมินซอกเสมอ และเค้าก็จะมาด้วย ซึ่งผมเองก็เคยเห็นแม่เค้า แต่ยังไม่เคยทำความรู้จักแบบจริงๆจังๆซักทีเพราะเค้า ไม่อยากให้แม่รู้เรื่องผม โดยให้เหตุผลว่า ท่านยังไม่อยากเค้ามีเรื่องแบบนี้เพราะยังเด็กอยู่กลัวเสียการเรียน 




ผมก็ยังทำตัวปกติเป็นพี่ชายที่ดีของน้องชาย เป็นแฟนที่เชื่อฟังทุกอย่างที่คนรักบอกตลอด จบม.ปลายผมน่าจะลองไปเรียนนิเทศดูมั๊ย การแสดงของผมมันดูใช้ได้เลยนะ  ซึ่งต่างจากเค้าที่ต้องคอยมาห่วงหน้าพะวงหลัง 


ถ้าเค้ารักน้องจริงเหมือนที่ปากว่าเค้าควรจะบอกเรื่องของเราสองคนให้น้องรู้ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดวุ่นวายและจบลงที่เค้าเห็นแก่ตัวหันหลังจากไปแบบนี้



ปกติผมไม่ใช่คนพูดมาก แต่ผมมีเรื่องอยากจะพูดเค้ามากมายหลายเรื่องในระหว่างที่เราแยกกัน แต่ก็ได้แต่ข่มใจห้ามใจตัวเองไว้ จนถึงตอนนี้เค้าคงจะรู้เรื่องของผมกับมินซอกแล้ว ได้ยินน้องพูดให้ฟังว่าช่วงปิดเทอมเค้าเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนต่างประเทศ และวันนี้ที่ผมเฝ้ารอคอยก็มาถึง อยากให้เค้าได้เห็นกับตาตัวเองว่าสิ่งที่เค้าเลือกเค้าขอให้ผมทำนั้น ผมทำได้ดีขนาดไหน






'วันนี้พี่ชิงจะแวะมาหา ถ้าว่างก็มานะ พวกเราไม่ได้เจอกันพร้อมหน้า3คนนานแล้ว'






ทันทีที่อ่านข้อความไลน์ที่ส่งสัญญาณเตือนปรากฎบนหน้าจอโทรศัพท์โดยที่ผมไม่ได้กดเข้าไปอ่านผมก็รีบวิ่งลงจากห้องทันทีก่อนจะเจอกับพี่ชายตัวดีเดินชิวหน้าหล่อผิวปากเดินเข้ามาอย่างอารมณ์สุนทรี




'อ้าว!? นึกว่าแกจะไปหาน้องตั้งแต่เช้าแล้วซะอีก'



'เออ กำลังจะไป'  ผมตอบอีกคนที่กำลังขัดขวางทางเดินด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดระดับหนึ่ง



'อ้อ! เห็นมยอนบอกว่าที่บ้านนั้นมีแขกมา'



'อี้ชิงน่ะ '





'................'




คนฟังได้ยินชื่อคุ้นหูที่ผมเคยพล่ามให้มันฟังตอนที่เคยมีปัญหากันยืนนิ่งก่อนที่ผมจะเบี่ยงตัวหลบแล้วรีบเดินออกไป




'เดี๋ยว!! ฉันไปด้วย'



'แกจะตามไปทำไม ฉันจัดการของฉันเองได้'



ผมมองคนที่พูดว่าอยากจะตามไปด้วยหน้าตาเหมือนเป็นห่วงผมอยู่กลายๆผมจึงพูดตอบอีกคนไป




'ฉันก็อยากเห็นตัวจริงคนที่ทำแกจะเป็นจะตายไง'



'ตามใจ...'


ผมพูดเสร็จก็เดินนำออกไปทันที เสียงพูดคุยคลอกับเสียงหัวเราะของคนในบ้านไม่ได้ทำให้ผมอารมณ์ดีตามด้วยเลยยิ่งเดินเข้าไปใกล้เสียงนั้นมากเท่าไหร่หัวใจผมก็เหมือนจะระเบิดออกมาเต้นอยู่นอกร่างกายมากขึ้นเท่านั้น











'ไม่เป็นไรแน่นะ'



ผมมองมือของคนที่อยากตามมาด้วยที่จับแขนผมอยู่ก่อนที่เราจะก้าวเข้าไปในบ้านที่มีแต่เสียงหัวเราะข้างใน




'อืม..'  ผมหันกลับมาหลับตาตั้งสติแล้วหันไปส่งยิ้มบางๆให้คนข้างหลัง



'ฉันอาจจะตอแหลและแถไม่เก่งแบบแก แต่ฉันก็ เนียน ได้ในระดับดีเยี่ยมนะ'



'แล้วมันต่างกับตอแหลตรงไหน?'



'ไปได้ละ'




ทันทีที่เราสองพี่น้องก้าวเข้ามาและเดินตามเสียงไปจนถึงห้องรับแขกกลางบ้านเสียงหัวเราะที่ประดับอยู่บนใบหน้าพร้อมกับจุดบุ๋มสองจุดตรงข้างแก้มทั้งสองนั่นก็เงียบลงทันที รอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นยกยิ้มขึ้นที่มุมปากหลังจากเห็นอีกคนข้างหลังผม





'นึกว่าเราจะไม่มาซะแล้ว มาๆๆ จะได้อวด อุ๊ย! แนะนำให้รู้จัก นี่ไงล่ะที่ฉันพูดให้ฟัง ลู่มานี่ลูก'



ผมเดินไปนั่งข้างๆมินซอกและอู๋อี้ฝานนั่งตรงข้ามกับผม ข้างๆเค้าคนนั้น จางอี้ชิง





ผมพยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติ สายตาก็สำรวจอีกคนที่นั่งข้างๆคนตรงหน้าผม







'นี่ลู่หาน แฟน มินนี่ ส่วนนี่ป้าแจ แม่อี้ชิงเค้า'  คุณป้าพูดพร้อมกับเน้นคำว่า แฟน ให้อีกฝ่ายได้เบะปากใส่




'สวยมาก หน้าหวานจริงๆพ่อคุณ แต่ว่าป้าคุ้นๆหน้าเรานะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน'



'หยุดเลยถ้าจะจับคู่ให้ คนนี้มีลูกมินนี่ของฉันเป็นเจ้าของแล้ว'



'ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเหอะ...หวงจริ๊งงง'



'อ่อ..นี่อี้ฝาน เป็นพี่ชายลู่หานที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ'



'ลูกบ้านนี้ดีจริงๆ หน้าตาก็ดี สูงยาวเข่าดี แล้วนี่มีแ..ฟ....(น)..'  ยังไม่ทันที่แม่จะพูดจะจบ คนเป็นลูกก็พูดขัดขึ้นมาก่อนเหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร





'เค้ามีเจ้าของแล้วแหละแม่..'



'อ้าว งั้นเหรอจ้ะ แย่จัง อะ..เอ่อไม่ใช่ๆ คือพวกเราน่าจะเจอกันเร็วกว่านี้เนอะ เสียดายจัง แล้วเราไปรู้ได้ไงว่าพี่เค้ามีเจ้าของแล้ว'




'อะ...เอ่อ..'  คนที่โดนถามกลับอ้ำอึ้งพูดไปต่อไม่ถูกผมจึงพูดแทรกแทนอีกคนออกไป



'หน้าตาแบบนี้ไม่มีเจ้าของน่าแปลกออกนะครับ..'



'นั่นน่ะสิ ฟังจากแม่น้องมินเล่าให้ฟังแล้วโปรไฟล์ระดับนี้ไม่มีก็แปลกจริงๆนั่นแหละ'


เราทั้งหมดนั่งพูดคุยกันได้ซักพักพวกแม่ๆก็ออกไปทำธุระต่อข้างนอกปล่อยพวกผมให้ได้คุยกันตามประสาคนหนุ่มสาว(?)กับบรรยากาศที่อึมครึมๆดี




ตั้งแต่เดินเข้ามาผมไม่สามารถละสายตาจากคนข้างๆอี้ฝานได้เลย เค้า...ผอมลงรึเปล่า ผิวแต่ก่อนที่ขาวอมชมพูนั่นดูซีดจนเหมือนกระดาษในตอนนี้ ใบหน้าที่ดูไม่สดใสกับแววตาที่หมองเศร้าและเหม่อลอยเหมือนไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเป็นพักๆ ควรจะอยู่ดีกินดีมีความสุขกับสิ่งที่เค้าเลือกสิ ทำไม...ถึงมีสภาพอ่อนแอเข้าไปทุกทีแบบนี้ 





สีหน้าที่ตื่นตระหนกเหมือนกลัวหวาดระแวงบางอย่างนั่นอีก เค้า ไม่เหมือนอี้ชิงที่ผมรู้จัก





'สวัสดีครับ..อี้ฝานครับ...'





เสียงทักทายจากคนข้างๆพร้อมกับมือที่ยื่นไปเพื่อทำความรู้จักอีกฝ่ายที่นั่งนิ่ง เม็ดเหงื่อที่ซึมออกมาบนหน้าผากทำให้อีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆผมหยับผ้าเช็ดหน้าของตนเอื้อมไปเช็ดให้



'พี่ชิงเค้าไม่ค่อยสบายน่ะฮะ'



'พี่ไม่เป็นไรแล้ว ขอบคุณนะ'



'ขอโทษที่เสียมารยาทครับ อี้ชิงครับ'



'ได้ข่าวว่าเป็นเพื่อนกันกับหาน มันเคยเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวผมให้ฟังบ้างมั๊ยครับ?'



'เป็นอะไร ไม่สบาย'



ผมพูดขัดคนตรงหน้าเพราะอยากรู้รู้หลังจากวันนั้นเค้าเป็นยังไง มีความรู้สึกแบบเดียวกันกับผมหรือเปล่า เสียใจกินไม่ได้นอนไม่หลับเหมือนผมหรือเปล่า แล้วทำไมถึงมีสภาพแบบนี้


คนถูกถามจากที่หน้าซีดอยู่แล้วดูซีดลงมากกว่าเดิมจนน่ากลัวจนผมอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้



'อี้ชิง.. ไม่สบายเป็นอะไร?'



'เปล่าหรอก ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วแหละน่าา'


คนตอบที่ดูพยายามปรับน้ำเสียงและคำพูดให้เหมือนแต่ก่อนเหมือนตอนที่เราคุยกันแบบเพื่อนตามปกติให้ผมไม่ต้องถามอะไรต่อ



'กินข้าวกินปลาบ้างรึเปล่า ผอมลงไปเยอะเลยนะ'



'กินอะไรไม่ค่อยลงน่ะ...'


คนตัวซีดพูดด้วยเสียงแผ่วๆซึ่งทำให้ผมเป็นกังวลมากกว่าเดิม เค้า..ต้องมีอะไรซักอย่างที่ไม่อยากบอกใครแน่นอน ผมรู้จักเค้าดี ถึงถามไปก็คงไม่ได้คำตอบต้องให้เวลาถ้าเค้าพร้อมเค้าจะบอกเองทำได้อย่างเดียวคือ อดทนและรอ




แค่มองหน้าแววตาและท่าทางของเค้าผมก็รู้แล้วว่าเค้า... ไม่ปกติ 



'ลู่อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ดูสิน้องเลยจะพลอยคิดมากไปด้วย เราไม่ไรแล้วจริงๆ พี่ไม่เป็นไรจริงๆ ไม่ต้องห่วงนะ'



คนพูดหันมาสบตาบอกกับผมแล้วหันกลับไปยื่นมือไปกุมมืออีกคนข้างหน้าที่มีสีหน้ากังวลเป็นห่วงชัดเจน





'ขอตัวเข้าห้องน้ำนะ..'


ผมมองดูร่างบางที่ดูบางลงกว่าแต่ก่อนมากที่ลุกขึ้นแล้วทำท่าจะล้มลงผมขยับตัวลุกขึ้นอัตโนมัติก่อนที่อีกคนที่อยู่ข้างๆซึ่งใกล้กว่าผมจะรับไว้ทัน



'ไม่เป็นไรๆ สงสัยลุกเร็วไปหน่อยเลยหน้ามืดน่ะ'



คนอวดดีพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ผมมองออกว่าพยายามยิ้มอยู่ รอยบุ๋มตรงข้างแก้มที่บุ๋มลึกลงไปมากกว่าปกติจากที่แต่ก่อนจะดูน่ามองและชวนให้อยากเอานิ้วลงไปจิ้มตอนนี้ดูซูบโทรมตอบลงไปพร้อมกับใบหน้า



'ให้เดินไปส่งมั๊ย'



'ไม่เป็นไรจริงๆ ทำเป็นเรื่องใหญ่โตกันไปได้..'



'พี่ชิง...'



'มินซอกอย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ'



'มา เดี๋ยวผมเดินไปส่งเอง'



'ไม่ต้อง!/ไม่ต้อง!'  ผมกับอีกคนที่มีมือพี่ชายตัวดีประคองอยู่พูดขึ้นพร้อมกัน



'เพื่อความสบายใจของผม พี่ชิงให้พี่อู๋เดินไปส่งนะฮะ..'



คนตัวเล็กข้างๆผมพูดขึ้นพร้อมกับใบหน้าเป็นห่วงพี่ชายจนทำให้อีกคนปฏิเสธไม่ได้จึงหันไปพูดกับคนอาสาข้างตัว



'รบกวนด้วยนะฮะ..'



ผมมองตามทั้งสองคนที่เดินพยุงประคองกันไปจนลับตา





'ป้าแจบอกว่าก่อนกลับจากทริปที่ต่างประเทศพี่ชิงหายตัวไปหนึ่งอาทิตย์.. พอถามว่าไปไหนไปทำอะไรมาเค้าบอกบังเอิญเจอรุ่นพี่ที่โรงเรียนที่ได้ทุนไปเรียนต่อที่นั่นเลยอยู่เที่ยวกับพวกรุ่นพี่...'


คนตัวเล็กพูดขึ้นใบหน้าหม่นหมองลงหลังจากที่เห็นสองคนที่พึ่งลุกออกไปหายไปจนลับตาแล้ว 





หายตัวไป?




'แล้วทำไมไม่โทรบอกพ่อแม่ก่อนล่ะ'



'ส่งเป็นข้อความมาบอกในวันที่สามที่หายตัวไปว่า ไม่ต้องห่วง สบายใจแล้วจะกลับ ป้าแจบอกว่าก่อนจะเดินทางพี่ชิงเค้าเหมือนทะเลาะกับเพื่อนจนเลิกคบกันน่ะฮะคงเสียใจเลยอยากพัก'



'ทำวุ่นวายไปหมดเพราะที่นั่นก็ไม่ใช่ประเทศเราด้วย'




ผมนั่งนิ่งฟังอีกคนเงียบๆ ถามคำถามออกไปบ้างในส่วนที่ไม่เข้าใจ พยายามจับต้นชนปลาย สมองใช้การอย่างหนักยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองก็มีส่วนทำให้อีกครเป็นแบบนี้





'พอกลับมาเค้าซึมๆไปเลย ข้าวปลาอาหารไม่ยอมแตะ นอนก็ไม่นอน นอนทีก็ละเมอเพ้อจะทำร้ายตัวเองจนคุณลุงคุณป้าต้องพาไปหาหมอ ก็ได้ยามากิน แต่....'




เสียงที่เงียบลงและพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่น้ำตาที่ไหลอาบแก้มกลมๆนั่นแล้วไม่ได้ช่วยอะไรเลย..ผมดึงมือเล็กๆที่กุมอยู่หน้าตักตัวเองแน่นมากุมด้วยมือทั้งสองข้างของผมแทน แม้ในใจจะกระวนกระวายอยากรู้เรื่องอีกคนมากแค่ไหนก็ตาม




มือเล็กข้างที่ว่างยกขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้าก่อนจะพยายามเล่าต่อ



'พี่ชิงเค้า...กินยาเกินขนาด เค้า... พยายามจะฆ่าตัวตาย โชคดีที่คุณลุงไปเจอก่อนและพาไปโรงพยาบาลทัน แต่ยิ่งอยู่โรงพยาบาลอาการพี่เค้าก็ทรุดลงเรื่อยๆ ป้าแจเล่าว่าพี่ชิงเค้าไม่ยอมนอน เพราะเวลาหลับตาจะนอนเค้าจะเห็นภาพหลอนและทำร้ายตัวเอง กลับมาก็ต้องหยุดเรียนเพื่อรักษาตัว ตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าหายดี หมอก็รักษาให้คำแนะนำไปตามอาการเบื้องต้น เพราะเค้าไม่ยอมพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนี้จนคิดจะฆ่าตัวตาย ผมคิดว่าทึ่เค้าหายตัวไปก่อนหน้านั้นอาจจะมีส่วนเกี่ยวที่ทำให้พี่เค้ากลับมาเป็นอย่างนี้ แต่เค้าก็ยังยืนกรานว่าที่หายไปคือไปเที่ยวกับเพื่อนรุ่นพี่ที่โรงเรียนจริงๆ...'






'................'






'คุณหมอแนะนำว่าช่วงนี้ก็อย่าพยายามซักไซ้อะไรเค้ามาก กลัวว่าถ้าถามไปแล้วจี้จุดเค้าจะทำให้อาการกำเริบได้อีก..'




เค้าเป็นขนาดนี้ ยังบอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไรอีกเหรอ ทำไม่บอกหรือติดต่อผมบ้าง เค้ารักผมจริงรึเปล่า ทำไมมีอะไรชอบทำตัวคนเดียวตลอด






'เราจะทำยังไงกับพี่ชิงดี... ผมกลัว ฮึก'




ผมดึงคนตัวเล็กที่เริ่มร้องไห้อีกครั้งมากอดแน่นปากก็พูดปลอบคนในอ้อมแขนแต่ในใจผมหลับรู้สึกผิด กลัว กลัวจะเสียเค้าไปจริงๆ แบบที่ไม่มีวันได้เห็นหน้ากันอีกเลย




'เราเชื่อใจพี่เค้ามั๊ย ถ้าเชื่อก็ไม่มีอะไรที่ต้องห่วงเพราะเค้าบอกเองว่าไม่เป็นอะไร เราก็ไม่ควรแสดงท่าทีห่วงให้เค้าเห็น เค้าจะยิ่งไม่สบายใจนะถ้ารู้ว่าตัวเองทำให้คนอื่นเป็นกังวลขนาดนี้'




'อื้อ..'




จางอี้ชิง..นายไปเจออะไรมา ทำไมถึงบอกให้คนอื่นรู้ไม่ได้ ผมเกลียดที่ตัวเองรู้จักเค้าดี ยิ่งเกลียดมากขึ้นไปอีกเพราะผมทำอะไรไม่ได้ เค้าคงคิดว่าการที่เค้าเงียบแล้วเลือกที่จะไม่พูดอะไรแล้วเก็บมาลำบากคนเดียว จะทำให้คนอื่นไม่ต้องห่วง ยิ่งเรื่องแบบนี้ทำไมเค้าไม่คิดถึงคนอื่น เค้าเป็นอย่างนี้เสมอ มักคิดอะไรๆที่ตรงกันข้ามกับชาวบ้าน จะเรื่องเห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่คนรอบข้างเค้าจะทำสลับกันตลอดแล้วเค้าเป็นคนคิดมาก คิดเยอะ แต่ละเรื่องที่คิดว่าตัวเองคิดเยอะแล้วกลับชอบมองข้ามจุดเล็กๆหนึ่งจุดเสมอและจุดเล็กๆนั่นก็จะกลายมาเป็นเรื่องใหญ่ในเวลาต่อมา โดยที่เก็บมาคิดทีหลังก็คิดเยอะคิดมากแบบเดิม วนลูปอยู่อย่างนี้ ไม่เคยแก้ปัญหาได้เลยซักจุดรังแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ




เป็น My memories ที่ผมคิดอยู่นานพอสมควรว่าควรจะเขียนมันดีมั๊ย  เพราะก็อย่างที่บอกและที่พวกคุณได้อ่านทั้งหมดนั่น มันเป็นความทรงจำที่ผมก็ไม่อยากจะจำมันซักเท่าไหร่ บางทีการที่เราไม่ต้องเจอกันเลยอาจจะดีกว่า แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อเรื่องมันถูกสร้างมาให้มันเป็นแบบนี้แล้ว 



ถึงจะเป็นการเจอกันในรอบหลายเดือนที่ไม่คู่ควรกับการนับวันรอของผมเท่าไหร่ก็ตาม แต่มันก็ทำให้ผมรู้ว่า อะไรเป็นอะไร มากขึ้น






ความรู้สึกของผมก็ชัดเจนมากขึ้น






ผมยัง รัก เค้าเหมือนเดิม




การที่ได้เห็นคนที่เรารักมีสภาพอย่างนี้ เค้าต้องแบกรับกับเรื่องที่สาหัสมากขนาดไหนจนทำให้ถึงขั้นสติแตกทำอะไรไม่คิดแบบนั้น




มันเจ็บ




เจ็บที่ในตอนนั้นผมไม่ได้อยู่เคียงข้างกับเค้า ร่วมต่อสู้กับเรื่องเลวร้ายที่เค้าต้องเผชิญอยู่คนเดียวนั่น เจ็บที่เค้าไม่ยอมบอกยอมเล่าให้ผมฟังทั้งที่เราทั้งสองก็เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และเจ็บกว่าอะไรทั้งสิ้นคือการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้าต้องมีสภาพแบบนี้








Ps. Sorry KMS













---














หลังจากผ่านการร้องไห้มาซักพัก พี่ลู่ก็บอกให้ผมขึ้นไปพักล้างหน้าล้างตาเพราะดวงตาที่เริ่มแดงช้ำจะทำให้อีกคนสงสัยได้ และทันทีที่ปิดประตูห้องผมก็นั่งลงกอดเข่าตัวเองปล่อยโฮอีกครั้ง เรื่องพี่ชิงผมพึ่งจะรู้เรื่องเมื่อคืนก่อนที่พี่เค้าจะมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยแม่เป็นคนเล่าต่อจากที่ป้าแจบอกมาอีกทอดหนึ่ง


ตอนฟังผมได้แต่นั่งอึ้งจนไม่รู้จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไรยังไง จนมาปล่อยน้ำตาให้ไหลพรากในวันนี้ 



คนที่เคยน่ารักรอยยิ้มสดใสกับรอยบุ๋มเล็กๆข้างแก้มที่มีเสน่ห์ตอนนี้กลายเป็นใครก็ไม่รู้ที่มีแค่หน้าตาที่คล้ายพี่ชายของผม ตอนที่ผมเจอเค้าทั้งตัวผมเอง พ่อ แม่ ต่างก็ตกใจกับลุคใหม่ของเค้า ถึงแม่จะบอกรายละเอียดคร่าวๆแล้วก็ตาม แต่พอได้เห็นตัวจริงมันกับหนักกว่าที่พวกเราจินตนาการไว้ 


รอยยิ้มกับแววตาที่ดูเศร้าหมอง ใบหน้าที่โทรมจนมองเห็นลักยิ้มที่บุ๋มเนียนไปกับแก้มตอบๆนั่น ร่างกายที่ผอมบางตอนนี้ดูผอมกว่าเดิมจนเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ พี่เค้าดูป่วยมากกว่าคยองซูที่แบคฮยอนชอบบ่นให้ผมฟังอีก ผิวขาวๆที่มีเลือดฝาดตอนนี้กลับขาวซีดจนมองเห็นเส้นเลือด ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองด้วยซ้ำตอนที่เค้าก้าวลงมาจากรถโดยมีผู้เป็นแม่เป็นคนช่วยเปิดประตูและประคองลงมา ภาพตรงหน้าทำน้ำตาอยากจะไหลแต่พอเห็นรอยยิ้มของอีกคนผมจึงจำต้องกลั้นมันไว้ไม่ให้ไหลออกมาให้คนตรงหน้าได้เห็น




มันน่าใจหายนะ เหมือนเราพึ่งจะเจอพึ่งจะคุยกันอยู่เมื่อวาน กลับมาวันนี้เค้าคนนั้นกลายเป็นคนล่ะคนกับคนที่เราพึ่งเจอ 


และจนถึงตอนนี้อาการของเค้าเราก็ทำได้แค่ช่วยๆประคองกันไป เพราะยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เค้าเป็นแบบนี้ พยายามจะหลอกล่อสารพัดวิธีจะถามเจ้าตัวก็บอกปัดไม่ยอมบอกหรือยอมเล่าอะไรเลย 


ทุกวันนี้เวลาจะนอนก็ต้องพึ่งยานอนหลับหรือฉีดยาอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณหมอเคยแนะนำให้ใช้วิธีสะกดจิต แต่จะมีผลข้างเคียงคือคนไข้อาจจะช็อคจนหมดสติหรืออาจหัวใจวายได้เพราะเหมือนเป็นการบังคับให้เค้าได้กลับไปรื้อฟื้นเรื่องที่เค้าพยายามจะลืมนั่นเอง ซึ่งถ้ารอดอาการก็อาจจะแย่ลงหรือกลับมาเป็นปกติแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจ สติและสมาธิของคนไข้ ลุงกับป้าเลยไม่ขอเสี่ยงและพยายามหากิจกรรมที่ผ่อนคลายเบาสมองให้พี่เค้าทำ และลุงกับป้าเองก็ต้องพักงานไว้ชั่วคราวเพื่อที่จะได้ใช้เวลามาร่วมทำกิจกรรมสร้างความทรงจำใหม่แทนที่ความทรงจำที่เค้าไม่อยากนึกถึงแต่กลับจำได้จนทำให้มันย้อนกลับมาสร้างเรื่องเลวร้ายให้กับตัวเค้า





คุณหมอแนะนำว่าไม่ควรให้เค้าอยู่เพียงลำพัง พยายามชวนเค้าคุย เล่น หากิจกรรมแล้วร่วมกันทำกับเค้าเพื่อที่เค้าจะได้ไม่ต้องมีเวลาว่างไปคิดถึงเรื่องเลวร้ายนั่น ซึ่งในตอนนี้ป้าแจบอกว่าอาการของพี่เค้าก็ดีขึ้นมากแล้ว สามารถไปโรงเรียนได้แล้ว อยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายที่อ่อนแอลงมากให้กลับมาเป็นปกติ ส่วนเรื่องการใช้ยาเพื่อการหลับนอนนั้นยังต้องใช้เวลาในการรักษาต่อไป เพราะยังหลับเองไม่ได้ ทุกครั้งที่หลับตาภาพเหตุการณ์ที่เค้าไม่ยอมบอกว่ามันคืออะไรก็จะฉายเข้ามาในหัวจนทำให้เค้าคลุ้มคลั่งจนควบคุมสติไม่ได้ 




หลังจากนั่งกอดเข่าร้องไห้ระบายออกมาจนหมด ผมก็จัดการตัวเองล้างหน้าล้างตาใหม่ มองเห็นเงาสะท้อนใบหน้าของตัวเองที่ตาเริ่มบวมขึ้นมายิ่งตอกย้ำว่าเรื่องของพี่ชายอีกคนที่เหมือนพี่ชายแท้ๆนั้นคือเรื่องจริง


ถ้าไม่นับพ่อแม่ อี้ชิง คือคนที่ผมรักมากที่สุด เป็นคนที่คอยให้คำปรึกษาผมได้ทุกเรื่อง ผมคิดไม่ออกและไม่เคยมีความคิดเลยว่าถ้าในวันหนึ่งตื่นมาแล้วไม่มีพี่เค้าอยู่ผมจะทำยังไง จะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปยังไง 






ถ้าลู่หานคือลมหายใจ




อี้ชิงก็เป็นออกซิเจน




ผมขาดขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ผมอยู่ไม่ได้จริงๆถ้าไม่มีพวกเค้า คิดมาถึงตรงนี้น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลออกมาประจานความอ่อนแอโง่เขลาของตัวเอง ยิ่งเห็นสภาพของพี่เค้าผมก็ยิ่งรู้สึกจุกอยู่ในอก ผมคงเป็นเด็กขี้แยที่พี่ลู่ชอบพูด น่าสมเพชดีนะ ผมอยากเก่งและเข้มแข็งเอาตัวรอดได้อย่างแบคฮยอน 

หรือเพราะผมมีพี่ๆอย่างพวกเค้าคอยทำนู่นนี่ให้ตลอดผมเลย(จะ)ทำอะไรไม่เป็น เพราะพวกพี่เค้าทำให้หมด พอคิดว่าจะไม่มีใครมาคอยเอาอกเอาใจคอยปกป้องดูแลทำนั่นนี่ให้ผมก็รับไม่ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าผมทำอะไรไม่เป็นเลยซะทีเดียว แต่พวกพี่ๆเค้าเองที่ทำให้ผมเคยตัวจนขาดพวกเค้าไปไม่ได้อย่างนี้ ผมจำได้ว่าผมร้องไห้หนักสุดคือตอนที่พี่อู๋จะไปเรียนต่อและตอนนี้ นอกนั้นก็ร้องเพราะความอ่อนแอเซ่อซ่าของตัวเอง






ถ้าผมช่วยบรรเทาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของเค้าได้ผมก็ยินดี แต่พี่เค้าเป็นหนักขนาดนี้ผมยังมีหน้ายิ้มระรื่นใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์โลกสดใสสีชมพูมีความสุขอยู่ตัวคนเดียวในขณะที่พี่เค้าต้องเผชิญกับอะไรๆที่เลวร้ายอยู่เพียงลำพัง ผมจะกล้าเล่าเรื่องความสุขของผม คำแนะนำวิธีที่เค้าเคยให้คำปรึกษากับผมจนผมได้สมหวังกับคนๆนั้นได้ยังไง




ในวันและช่วงเวลาที่ผมมีความสุขอยู่ อีกคนกลับนั่งจมอยู่กับความโดดเดี่ยวโศกเศร้า ผมละอายใจตัวเองเกินที่จะพูดเอาแต่ใจตัวเองแบบนั้น ผมรู้สึกผิดกับพี่เค้ามากจริงๆ






ก๊อก ก๊อก ก๊อก





'มินซอกอ่า..'




ผมกวักมือล้างหน้าอีกครั้งก่อนจะเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วเดินออกมาหาคนที่เคาะประตูเรียกชื่อผมอยู่



'หื้ออ!? ตาบวมเป่งขนาดนี้เลยเหรอ..นี่โดนผึ้งต่อยมาปะเนี่ย ฮะฮะฮะ'



คนหน้าสวยตรงหน้าพูดล้อให้ผมได้อารมณ์ดีขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเล็กๆ ผมคิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกรักคนอย่างเค้า 



'อย่าบอกพี่ชิงนะฮะว่าพี่เองรู้เรื่องที่เค้าไม่สบาย'



'รู้แล้วน่าาา ปะ..ลงไปได้ละเด็กขี้แย..'


ฝ่ามืออุ่นพูดเสร็จก็วางลงบนศีรษะของผมพร้อมกับขยี้ผมไปมาเหมือนที่เค้าชอบทำอยู่เป็นประจำ ผมยู่หน้าใส่เค้าแล้วจัดผมไปด้วยระหว่างที่เดินลงไปข้างล่างก็เจอกันกับพ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หลังจากกลับมาจากการประชุมของหมู่บ้าน





'ลุงหวัดดีครับ..'



'เออๆ หวัดดี แล้วแม่เรากับป้าเค้าไปไหนซะล่ะ'



'เห็นบอกว่าจะออกไปทำธุระกันข้างนอกน่ะฮะ'



'มองหาอะไรหาน'



'พี่อู๋กับพี่ชิงล่ะฮะ?'  ผมตอบแทนอีกคนเพราะกำลังจะมองหาอยู่เหมือนกัน



'อ้อ! พ่อเป็นคนบอกให้ฝานเค้าพาชิงลองไปเดินเล่นสูดอากาศที่สวนสาธารณะหน้าหมู่บ้านเองแหละ จะได้ไม่อุดอู้อยู่แต่ในบ้าน เราก็ตามไปสิ'





'ฮะ/ครับ'











'เราจะปั่นไปคนล่ะคนหรือเราจะซ้อนพี่'  คนที่รีบเดินจ้ำอ้าวออกมาทันทีที่พ่อพูดจบถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวลชัดเจนจนผมแอบสงสัยไม่ได้




'เป็นอะไรรึเปล่าฮะ สีหน้าไม่ค่อยดีเลย'




ผมยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามของเค้าเค้าก็จัดแจงให้ผมนั่งซ้อนท้ายของเค้าเรียบร้อย สองแขนของผมกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่นเพราะโชเฟอร์ขับรถ(จักรยาน)ออกไปด้วยความเร็วจนผมตั้งตัวได้ยังไม่ทันดี





'นี่...'





ผมดึงเสื้อของคนตรงหน้าพลางเรียกและบอกให้เค้าปั่นช้าลงเพราะผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา


'พี่..'  อีกคนยังคงตั้งหน้าตั้งตาปั่นเหมือนกำลังแข่งโอลิมปิกอยู่ ไม่ได้สนใจเสียงที่เรียกร้องความสนใจจากผมเลย





'พี่ลู่...'






'ลู่หาน..'






'พูดมา... ฟังอยู่'


อีกคนหันข้างกลับมาตอบผมก่อนจะหันกลับไปมองข้างหน้าตามเดิม ประโยคห้วนๆและน้ำเสียงที่เย็นชาของเค้าทำให้ผมรู้สึกกลัวกว่าการที่เค้าปั่นรถติดสปีดแบบนี้ซะอีก 



และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินน้ำเสียงของเค้าแบบนี้ เหมือนกำลังอดทน ข่มอารมณ์กับอะไรซักอย่างอยู่ ดูไม่เหมือนตัวเค้าในแบบปกติ




'คือ..ช้าๆได้มั๊ยฮะ มันอันตราย ผม..กลัว'




'เราก็เกาะแน่นๆสิ'


คนพูดปล่อยมือจากแฮนด์รถข้างหนึ่งจับมือผมแล้วเปลี่ยนจากมือที่กำเสื้อของเค้าอยู่มากอดรัดเอวเค้าไว้ทั้งสองข้างซึ่งความเร็วก็ยังไม่ลดลงแต่อย่างใด




เค้าแปลกๆ ปกติจะใจเย็นตลอด วันนี้เหมือนเค้าควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้






ครืนนน ~




เสียงสั่นตรงเสื้อของคนที่ผมกอดเอวอยู่ส่งเสียงเรียกร้องความสนใจของคนที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยให้กลับสู่สถานการณ์ปัจจุบันอย่างผม





'อะ เอ่อ โทรศัพท์ฮะ..'





คนฟังที่ไม่รู้ได้ยินเสียงเตือนจากผมหรือรู้สึกเองจากแรงสั่นในกระเป๋า ล้วงเอาเอามันออกมาโดยที่ยังปั่นจักรยานไปด้วยความเร็วที่ชะลอลงแต่ก็ยังถือว่าเร็วและเสี่ยงอาจเกิดอันตรายได้อยู่ดีสำหรับผม




'ฮัลโหล!!'



'เอ่อ ผมว่าเราจอดรถแล้วคุยดีๆก่อนก็ได้นะฮะ'



คนรับโทรศัพท์กดรับด้วยน้ำเสียงดูเหมือนตะคอกและคงจะไม่ได้สนใจคำพูดของผมเพราะเค้ายังคงปั่นต่อไปพร้อมมือที่จับเจ้าเครื่องมือสื่อสารแนบหู



'แค่นี้ก่อน ไม่ว่างคุย เดี๋ยวโทรกลับ'



พูดจบก็ทิ้งเจ้าเครื่องมือสื่อสารรูปทรงสี่เหลี่ยมลงบนตะกร้าหน้ารถโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่ามันจะพังหรือไม่





 ผมเปลี่ยนมือจากที่เค้าจับให้กอดรอบเอวเค้ามากำเสื้อเค้าเหมือนอย่างตอนแรกในใจเริ่มรู้สึกกลัวคนข้างหน้าขึ้นมาแปลกๆ จนในที่สุดเราก็มาถึงสวนหน้าหมู่บ้าน คนเอาแต่ใจตัวเองก็ปั่นวนไปตามทางเพื่อหาสองคนที่เราตั้งใจมาหาโดยเฉพาะ วนไปได้หนึ่งรอบเค้าก็จอดรถกับตู้ยามที่มีที่ล็อคบริการให้กันขโมยก่อนจะหยิบโทรศัพท์ที่โดนเจ้าของเครื่องโยนทิ้งอย่างไม่ใยดีก่อนหน้านี้ขึ้นมาสไลด์กดรหัสปลดล็อกที่เป็นสัญลักษณ์ตัวแอลในภาษาอังกฤษ ซึ่งผมเดาว่าน่าจะหมายถึงชื่อของเค้า กดโทรออกรออีกคนปลายสายกดรับไม่นาน






'เออ แกอยู่ส่วนไหนของสวน?'




'หึ ฉันนี่เดาอะไรไว้ไม่เคยผิดเลยนะ'




'แกจะทำอะไร พาอี้ชิงกลับมาเดี๋ยวนี้ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน'




'โวๆๆ ใจเย็นๆไอ้หน้าสวย ฉันไม่ทำอะไรหรอก ก็แค่..ทำความรู้จักกันเฉยๆน่า'




'อู๋อี้ฝาน ฉันขอเตือนแกนะ อย่ายุ่งกับอี้ชิง พาเค้ากลับมาซะ แกไม่เห็นสภาพของเค้าเหรอ'




'จะทำยังไงกับมินซอกผู้น่าสงสารดี..'




'อย่าพูดถึงคนอื่น ฉันสั่ง..ให้แกพาอี้ชิงกลับมาซะ'



'จุ๊ๆๆ ถึงขั้นออกคำสั่งขนาดนี้ ถ่านคงยังไม่ดับสินะ เฮ้อออ ~ จะทำยังไงกับมินซอกผู้น่าสงสารดีน้าาา'




'อู๋อี้ฝาน!!!'



ผมได้ยินแต่เสียงอีกคนที่ตะโกนชื่อของพี่ชายตัวเองก่อนจะรีบวิ่งออกไปและโบกแท็กซี่ที่ผ่านมาส่งผู้โดยสารลงพอดีแล้วขึ้นรถขับผ่านผมไปก่อนที่ผมจะได้รับข้อความจากเค้า





'กลับไปรอที่บ้าน เสร็จธุระแล้วเดี๋ยวพี่รีบกลับ..'





ธุระที่ว่านี่จากโทรศัพท์ก่อนหน้านี้หรือสายที่พึ่งตะคอกออกไปเมื่อกี๊ที่มีชื่อของพี่ชายเค้ามาเกี่ยวข้องด้วย





เฮ้ออออ  วันนี้นี่มันวันอะไรกัน ทำไมมีแต่เรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด







'สวัสดีคิมมินมินซอก'



ผมหันไปตามเสียงเรียกของคนที่เดินจูงจักรยานมาเดินข้างๆ



'อ้าว?! รุ่นพี่ มาทำอะไรแถวนี้หรอฮะ'



'อย่าลืมสิว่าพี่ก็อยู่หมู่บ้านนี้'  ผมหันไปยิ้มแห้งๆตอบคำถามพี่เค้าแทนคำพูด



'ช่างเหอะ..ออกมาทำอะไรแต่เช้าหรอ'



'จะสิบโมงนี่ไม่เช้าแล้วนะฮะ..'



'ยอกย้อนนะเรา'



'ก็..มาปั่นรถเล่นคลายเครียดน่ะฮะ พรุ่งนี้ก็ต้องใช้แรงงานกันอีกทั้งวัน เลยมาสูดอากาศให้สดชื่นก่อนลุยงานหน่อย ประธานสีก็จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตใช้งานจนร่างจะพัง'



ผมพูดล้อคนอีกที่ตอนนี้คิ้วจะชนกันอยู่แล้ว




'ขอโทษนะ..' คนพูดพูดด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิดจนผมอดขำออกมาไม่ได้



'ฮ่าๆๆๆๆ ผมล้อเล่นนนน'




'เดี๋ยวเหอะ แล้วนี่ไอ้หานมันรีบออกไปไหน ไม่ทันได้ทักเลย'




'เห็นบอกว่าไปธุระฮะ'




'หึ..ธุระเยอะตลอดแหละมัน'



'พี่มินโฮรู้หรอว่าพี่ลู่ไปไหน'




'รู้สิ ธุระมันก็มีแต่เรื่องเดียว'



'แต่ไม่ต้องถามนะว่าเรื่องอะไร เพราะพี่คงไม่บอก'




'ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย' ผมก้มหน้าปลายเท้าเขี่ยพื้นถนนทำตัวไม่ถูกกับประโยคคำพูดคนตรงหน้า




'อยากรู้อะไรก็ไปเอาถามกับเจ้าตัว รู้จากคนอื่นมันอาจจะไม่แฟร์กับทั้งสองคน'



ผมทำได้แค่มองหน้าที่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ของร่างสูง ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เป็นเพื่อนกันได้ คนพวกนี้ชอบพูดอะไรให้อยากรู้แล้วก็จบลงที่ไม่ได้คำตอบอะไรเหมือนกันกับตอนเล่นเกมส์ในห้องนั้น




ผมแกล้งเดินชนคนที่ดูจะชอบใจกับคำพูดของตัวเองแล้วรีบเดินจูงจักรยานหนีไปก่อนที่อีกคนจะตามมา






'รอด้วยสิ'





คิมมินซอก'





 นี่!!' 







โอ๊ยยย ผมจะบ้าตาย ขอถอนคำพูดที่เคยชื่นชมเค้าก่อนหน้านี้ทันมั๊ย






















Wu' Part





หลังจากที่ขอและได้รับอนุญาตจากน้องชายหน้าสวยเรียบร้อยผมก็เดินตามหลังมันไป สีหน้าแววตารวมถึงลักษณะท่าทางที่ดูเร่งรีบของคนข้างหน้าทำให้ผมรู้เลยว่าน้องชายผมคนนี้คงจะรักผู้ชายเห็นแก่ตัวปลิ้นปล้อนคนนั้นมากจริงๆ ขนาดทำให้เสียผู้เสียคนไปยังไม่สำนึก ไม่รู้จักหลาบจำ แค่ได้ยินชื่อก็หูตั้งวิ่งแจ้นจะไปหาละ 






'ไม่เป็นไรแน่นะ..'





ผมคว้าแขนคนข้างหน้าไว้พร้อมกับถามออกไปด้วยความเป็นห่วง ผมไม่อยากให้มันกลับไปเป็นแบบนั้นอีก ยังไงมันก็น้องชายของผม ไม่มีใครอยากเห็นคนที่รักโดยเฉพาะคนในครอบครัวต้องมานั่งทุกข์นั่งเศร้าหรอกจริงมั๊ย 





'อืม..ฉันอาจจะตอแหลแถไม่เก่งแบบแก แต่ฉันก็เนียนได้ในระดับดีเยี่ยม'





สมแล้วที่มันเป็นน้องชายผม เราต่างกันก็ตรงที่มีวิธีการแสดงออก คำพูด กริยาลักษณะท่าทางซึ่งความหมายก็เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะครีเอทนำเสนอออกมายังไง



'แล้วมันต่างจากตอแหลตรงไหนวะ'



'ไปได้ละ'



ไอ้หน้าสวยที่คงจะรำคาญความเวิ่นเว้อวุ่นวายเซ้าซี้ของผมหันกลับไปแล้วเดินอาดๆเข้าไปในบ้านก่อนจะเจอกับกลุ่มคนที่สร้างเสียงหัวเราะดังออกไปถึงบ้านข้างๆ พอแม่น้องมองเห็นก็เรียกให้เข้าไปนั่ง น้องชายหน้าสวยของผมไปนั่งลงข้างๆคนตัวเล็กแก้มป่อง ผมจึงเลือกเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างๆอีกคนตรงข้าม 






จาง อี้ ชิง 






ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ แว๊บแรกที่ผมเห็นเค้าเราต่างคนต่างรู้สึกตกใจกัน แต่เจ้าของใบหน้ากระต่ายตื่นตูมนั่นแสดงสีหน้าตกใจเพียงชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนมายกยิ้มที่มุมปากเหมือนเข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง





ได้มองคนข้างๆใกล้ๆแบบนี้ผมถึงรู้ว่าเค้าเปลี่ยนไปพอสมควร





'อ้อ! นี่อี้ฝานเป็นพี่ชายของลู่หาน'





เสียงคุณป้าปลุกผมให้หลุดจากการถอนสายตาไปจากคนตัวขาวซีดข้างๆ ทำไมถึงซีดได้ขนาดนี้ ก่อนหน้านั้นผิวเค้ายังดูมีเลือดฝาดน่ามองอยู่เลย แต่ตอนนี้ซีดจนมองเห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนออกมาทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยเห็น



'ลูกบ้านนี้นี่ดีจริงๆ สูงยาวเข่าดี แล้วนี่มีแฟ.....(น)..'



อีกคนยังพูดไม่ทันจะจบประโยคร่างบอบบางข้างๆตัวผมก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน



'เค้ามีเจ้าของแล้วแหละแม่...'



น้ำเสียงที่แหบพร่าไร้ความสดใสไม่เหมือนตอนอยู่ที่นู่นยิ่งทำให้ผมประหลาดใจ เพราะก่อนที่เค้าจะหนีออกมาได้ผมจำได้ว่าเค้าไม่ได้ดูโทรมเหมือนศพเดินได้แบบนี้ จนกระทั่งผมได้มีโอกาสทักคนข้างๆอีกครั้ง




'สวัสดีครับ อี้ฝานครับ'




ผมยื่นมือเข้าไปให้กับอีกคนที่นั่งนิ่งเม็ดเหงื่อเริ่มซึมออกมาตามไรผมทั้งที่นี่ก็หน้าหนาวแถมในบ้านก็ยังอากาศเย็นเอื่อยๆเพราะเปิดหน้าต่างไว้ คนตัวเล็กข้างหน้าเค้าหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้



'พี่ชิงเค้าไม่ค่อยสบายน่ะฮะ..'




ไม่สบาย?





'อะ เอ่อ พี่ไม่เป็นไรแล้วน่า ขอโทษที่เสียมารยาทครับ อี้ชิงครับ'




มือที่เย็นเฉียบยื่นมาจับมือผม มือนุ่มที่เคยสัมผัสตอนนี้กลับเหมือนจับผิวหนังที่หุ้มกระดูกไว้แค่นั้น มือเย็นที่ผมแอบตกใจกระตุกมือจนอีกฝ่ายที่กำลังเล่นละครอยู่ชักกลับ




'ได้ข่าวว่าเป็นเพื่อนกันกับหาน..มันเคยเล่าอะไรเกี่ยวกับผมให้ฟังมั่งมั๊ยครับ'



ผมยื่นบทละครบทใหม่ให้อีกฝ่ายเพื่อที่จะสังเกตปฏิกิริยาแต่กลับโดนไอ้หานถ่านที่พร้อมคุตลอดเวลาชิงตัดหน้าคำตอบของผมไปก่อน



'ไม่สบายเป็นอะไร อี้ชิง..ไม่สบายเป็นอะไร'



คนนั่งข้างๆผมดูหน้าซีดเผือดลงทันทีที่โดนถามก่อนจะตอบคำถามของอีกคนออกไปด้วยน้ำเสียงปกติแต่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่ามันไม่ปกติ



'ปละ เปล่าหรอก ตอนนี้หายแล้วแหละน่า'



'กินข้าวกินปลาบ้างรึเปล่า..ผอมลงไปเยอะเลยนะ'



'กินอะไรไม่ค่อยลงน่ะ..'


หึ! กินไม่ค่อยลงงั้นเหรอ ถ้าให้ผมเดาที่มีสภาพอย่างนี้คงเพราะ เรื่องนั้น สินะ ถ้าไม่ใช่ก็คงเป็นเวรเป็นกรรมของคนลวงโลกแบบนี้ อย่าพึ่งเป็นอะไรไปก่อนล่ะ ยังมีบทลงโทษสำหรับคนบาปหนาอย่างนายรออยู่อีกเยอะ การตายยังไม่สาสมกับคนแบบนี้หรอก 

ผมคงเลวมากสินะที่นั่งอมยิ้มกับการเห็นร่างบางข้างๆนี้มีสภาพเป็นอย่างนี้ ต่างกับอีกคนที่ทำหน้ากังวลจนเก็บอาการไม่อยู่แล้ว




'ลู่อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ดูสิน้องเลยจะพลอยคิดมากไปด้วย เราไม่เป็นไรจริงๆ..พี่ไม่เป็นไรจริงๆ ไม่ต้องห่วงนะ...ขอตัวเข้าห้องน้ำนะ'


หลังจากประโยคหลังสุดคนพูดก็ลุกขึ้นพร้อมกับเซเหมือนจะล้มผมรีบคว้าอีกคนไว้ทันที






เย็น.. เย็นไปทั้งตัว





'ไม่เป็นไรๆ ลุกเร็วไปหน่อยน่ะเลยหน้ามืด'


เป็นการแสดงความอ่อนแอเรียกความน่าสงสารได้ดีเยี่ยมเลยว่ามั๊ย? ผมเห็นสีหน้าของมินซอกผู้ที่คงไม่มีวันตามเกมสิของคนแบบนี้ทันจึงขออาสาจะพาอีกคนที่ประคองอยู่ไปส่ง แต่คงใจเดียวกันกับ แฟนเก่า อีกคนเลยพูดขึ้นมาพร้อมกันก่อนจะโดนปฏิเสธ คนตัวเล็กที่ทุกคนไม่กล้าขัดคำสั่งก็พูดขึ้นทำให้ผมได้เดินไปส่งอีกฝ่ายจนได้ 



ร่างกายที่ดูบอบบางลงจนเหมือนจะปลิวไปตามลมออกแรงที่เหมือนโดนสะกิดผลักผมให้ถอยห่างจากตัวทันทีที่เดินมาจนลับตาของอีกสองคนข้างหลัง






'ขอบคุณ..'



'ไม่ได้เจอกันแปปเดียวเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ..'



'คุณเองก็ดูสบายดีนะครับ'



'กล้ามากนะที่หลอกคนอย่างฉันแล้วหนีมา'



ผมบีบแขนเล็กคนตรงหน้าแน่นไม่ได้สนใจว่าอีกคนจะไม่สบายหรือมีสภาพเป็นยังไงอยู่



'กรุณาอย่าลามปามและให้เกียรติผมด้วย'



'คิดว่าในตัวคนอย่างนายนี่มีอะไรเหลือที่พอจะให้เกียรติมั๊ยล่ะ?'



'หยาบคาย!!'



'คิดถึงปากสวยๆนี่จะแย่'


ผมขยับเข้าไปใกล้คนตัวเล็กกว่าที่สั่นกลัวแต่ก็ยังรั้นที่จะสู้กับผมจนเค้าต้องถอยหลังขยับหนีไปไหนไม่ได้เพราะแผ่นหลังเล็กแนบกับประตูห้องน้ำแล้วเรียบร้อย




'จะ จะทำอะไร'




'ทักทายกันแบบอริเมริกันสไตล์ไง..'

ผมก้มหน้าลงจนปลายจมูกชนกับอีกคนที่เบี่ยงหลบทำให้มันฝังลงบนแก้มที่ผมเคยสัมผัสมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแม้จะให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมแต่กลิ่นกายของคนตัวเล็กยังปั่นประสาทผมได้ดีไม่เปลี่ยนแปลง 



สองมือที่ผลักผมออกอยู่เหมือนโดนสะกิดนั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกจะลดหรือถอยออกเลย มือข้างที่ไม่ได้จับแขนอีกคนยกขึ้นไปจับใบหน้าของคนตรงหน้าให้หันมามองผมก่อนที่เจ้าตัวจะได้พูดหรือประท้วงอะไรผมก็กดริมฝีปากร้อนๆลงไปบนกลีบปากสวยที่สีซีดนั่นทันที อีกคนที่ตั้งตัวได้เริ่มออกแรงที่ไม่ค่อยจะมีเปลี่ยนจากผลักผมออกมาทุบอกผมแทนจนผมสังเกตว่าอีกคนเริ่มส่งเสียงประท้วงผมจึงถอนริมฝีปากออกให้เค้าได้พักหายใจ ก่อนจะเชิดคางเค้าขึ้นอีกครั้งแล้วกดริมฝีปากร้อนลงไปอีกรอบจนผมพอใจจึงถอนออก ส่วนคนอวดดีได้แต่หอบหายใจแรงจนทรงตัวไม่อยู่ทรุดนั่งลงบนพื้นแล้วยกมือขึ้นเช็ดปากตัวเองเหมือนรังเกียจรสจูบของผมเสียเต็มประดา




'คุณควรจะละอายใจต่อน้องชายของคุณและคนที่คุณรัก'



'ประโยคนั้นฟังดูน่าจะเหมาะกับนายมากกว่านะ'



'คุณไม่ควรทำแบบนี้กับผม พี่มยอนเค้ารักคุณมาก'



'อย่าเอาชื่อของเค้ามาเกลือกกลั้วกับคนสกปรกอย่างนาย'



ผมกระชากร่างเล็กให้ลุกขึ้นก่อนจะกดปิดริมฝีปากที่ปากดีไม่หยุดนั่นอีกครั้ง




'อื้ออออ..'



'หึ.. ยังไงก็ดีใจที่ได้เจอนายอีกครั้งนะ ที่รัก...'


ผมเอื้อมมือไปด้านหลังบิดลูกบิดเปิดประตูแล้วผลักอีกคนให้เข้าไปเข้าใน





'เร็วๆล่ะ ถ้าไม่อยากให้คนที่นายรักทั้งสองสงสัย'



































































(:







BlackForest                 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #78 Xingmin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:07
    บ้านหลังนั้นนี่มันอะไรนักหนา
    #78
    0
  2. #21 ซอนี่ซอนี่ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 23:09
    สงสารรรรรทั้งคู่ ทั้งชิงทั้งซอก
    #21
    0
  3. #20 PenguinSeok (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 13:23
    อยากให้พี่หมินรู้ความจริงแล้วอ่ะสงสาร สมกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ แย่ทั้งคู่
    #20
    0
  4. #19 Jakkaran55 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 01:52
    จอมปลอมทั้งคนรัก และพี่ชายที่รัก
    #19
    0