It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 7 : 0 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 ก.ค. 60








7














3 เดือนแล้วจากที่ผมกับ เค้า  ตกลงเปลี่ยนสถานะขยับจากการเป็น พี่น้อง มาเป็น คนรัก กัน

หลังจากบอกกับทุกคนในครอบครัวในวันแรก ทุกคนดีใจมากถึงขั้นจัดงานเลี้ยงฉลองกันเลยทีเดียว แต่ความจริงเป็นปาร์ตี้เล็กๆที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาของพี่ฝานและ ผู้ชายอีกคน... ผมรู้พร้อมกับทุกคนว่าเค้าคนนี้คือใคร เพราะคนที่พามาด้วยพูดขึ้นกลางโต๊ะระหว่างที่ทุกคนกำลังร่วมรับประทานอาหารกันอยู่ว่าคนๆนี้คือ คนรัก ของเค้า 





คิม จุน มยอน






เป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่ทุกคนต่างคิดไม่ถึง เพราะไม่มีใครคิดว่าคนรักสนุกอย่าง อู๋อี้ฝาน จะหยุดทุกอย่างได้เร็วขนาดนี้




ตบท้ายสเปเชี่ยลของคนเป็นน้องที่ดูเหมือนจะไม่มีใครยอมใครโดยพี่ลู่พูดต่อจากคนพี่ประกาศเซอร์ไพรส์จบว่าเราทั้งสองคนก็ตกลงคบกันเป็นแฟนแล้ว บ้านทั้งหลังในวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะชอบใจของบรรดาผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายและใบหน้าเขินอายของคนสองคน และอีกสองคนที่ยิ้มกรุ้มกริ่มยักคิ้วลิ่วตาให้แก่กันโชว์เหนือข่มกันเอง






กว่าสามปี.. ที่ผมไม่ได้เห็นหน้าของพี่ชายคนโตที่คอยเป็นครูสอนการบ้านผมตอนเด็กๆ ผมมีเรื่องที่พูดจะถามกับพี่เค้ามากมาย แต่พอได้เห็นใบหน้าของเค้าผมก็ลืมคำถามคำพูดพวกนั้นไปหมด เค้าดูเปลี่ยนไปเยอะ ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น สูงขึ้นกว่าเดิมทั้งที่แต่ก่อนก็สูงกว่าผมมากอยู่แล้ว ใบหน้าที่มองแล้วละสายตาไปไม่ได้นั่นตอนนี้ผมไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองตามอง เค้าดูดีขึ้นมากจริงๆ น่าเกรงขามติดจะน่ากลัวอยู่หน่อยๆ ไม่เหมือนคนที่คอยด่าพี่ลู่เวลาที่พี่ลู่ดุผม แต่สายตาเค้ายังดูแล้วอบอุ่นเหมือนเดิม ผมแอบกลั้นหายใจด้วยตอนที่พี่เค้าดึงผมเข้าไปกอดก่อนที่ผมจะเป็นฝ่ายผละออกก่อนเพราะรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงผิดปกติกลัวว่าคนกอดจะรู้สึกได้ 



มันรู้สึก...จั๊กจี้หัวใจแปลกๆ ถ้าพี่เค้าไม่ได้ไปเรียนต่อไม่แน่นะคนที่ผมแอบชอบอาจจะเป็นพี่ชายคนนี้ก็ได้
 

ผมไม่ใช่คนเจ้าชู้หรือหลายใจ ก็แค่เผลอหวั่นไหวกับคนหน้าตาดี แต่ไม่ว่ายังไงซะผมก็เลือกเค้าไปแล้ว



'แล้วนี่จะอยู่กี่วันล่ะ'  เจ้าของบ้านถามขึ้นระหว่างที่เรากำลังเตรียมจะกินของหวานต่อหลังจากที่ของคาวถูกป้าซงเชวี่ยนและบรรดาสาวใช้ยกออกไป 



น่าแปลกทำไมครอบครัวนี้ไม่มีใครท่าทีว่าน้ำหนักตัวจะขึ้นบ้างเลย ถ้าเป็นผมคงได้กลิ้งแทนการเดินไปนานแล้ว เพราะคุณอาชอลทำอาหารอร่อยมาก ภัตตาคารอาหารที่นับวันการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นตัวการันตีรสชาดได้ดี




'ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่นอนครับ อาจจะอยู่ยาว เพราะตอนนี้ผมก็เรียนจบแล้ว งานก็ไม่ได้มีอะไรน่าห่วงเพราะก่อนจะมาผมก็เคลียร์แล้วเรียบร้อย อีกอย่างอยากพามยอนมารู้จักกับทุกคน เปิดหูเปิดตาบ้างนะครับ ช่วงนี้มีเรื่องให้เค้าเครียดบ่อย'




'เครียดเรื่องคนที่พามานี่รึเปล่าาาา ~'




'ไอ้นี่?!'





คนถูกพาดพิงส่งสายตามองแรงให้คนเป็นน้องก่อนจะหันไปสบตากับคนที่นั่งข้างๆตัว กุมมืออีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน อีกคนส่งยิ้มบางๆกลับไปให้ ผมมองดูทั้งคู่ด้วยความรู้สึกอิจฉาในความรักของพวกเค้า ผมพึ่งเห็นพี่ฝานในมุมอย่างนี้เป็นครั้งแรก การกระทำที่ดูอบอุ่น สายตาอ่อนโยนที่มองดูอีกคนอย่างถนุถนอม พี่ชายของผมคนนี้คงเจอ รักแท้ เข้าแล้วจริงๆ





'ม๊าล่ะไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสุดท้ายไอ้เสือของม๊าจะกลายเป็นแมวน้อยเชื่องๆได้'



'ถึงฝานจะเกเรไปบ้างแต่เค้าดูแลผมดีมากครับ'



'เออเว้ย มันได้เมียดีนี่หว่า'





ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า





คำพูดจากปากพ่อผมเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนอีกครั้ง ยกเว้นพี่จุนมยอนที่นั่งยิ้มเขินอายอยู่คนเดียว...




คิม จุน มยอน ผู้ชายหน้าสวยตัวขาวสะอาดสะอ้านที่เด่นสะดุดตา เท่าที่ผมสังเกตเค้าดูไม่เหมือนพวกเรา เค้าดูเหมือนลูกคนสูงศักดิ์ ทั้งการวางตัว การเข้าหาผู้ใหญ่ การพูดจา ลักษณะท่าทางที่มองดูแล้วเหมือนถูกสอนมาจากตระกูลผู้ดี 



ทำไมคนที่ดูดีอย่างนี้ถึงเลือกที่จะมาคบกับคนอย่าง อู๋ อี้ ฝาน 





ผมเองอยู่กับพี่เค้ามาตั้งแต่เกิด พอจะรู้บ้างว่าประวัติสมัยตอนที่เรียนอยู่ที่นี่ก็ไม่เบาเหมือนกัน พวกเค้า ไปเจอกันและรักกันได้ยังไงนะ



'ระหว่างที่อยู่ที่นี่ ผมฝากให้ทุกคนช่วยดูแลมยอนด้วยนะครับ สุขภาพเค้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่'




'เราไม่เป็นไรแล้วจริงๆ ไม่รบกวนทุกคนหรอกครับ'



'โอ๊ยยย ไม่ลำบากหรอกจ้ะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น'



'บอกแล้วว่าทุกคนที่นี่ใจดี มีแต่นายนั่นแหละคิดมากไปเองอยู่คนเดียว'  อีกคนได้แต่ยิ้มเขินยกมือเกาคอแก้เก้อ คนตัวสูงที่นั่งข้างๆยีผมคิดมากด้วยความเอ็นดู





'วันนี้นี่เป็นวันที่ดีจริงๆ มีแต่เรื่องราวดีๆทั้งนั้น เอ้าชนๆพวกเรา'

เฮ้ ~~~ และทุกคนก็พร้อมกันส่งเสียงแสดงความยินดีกับน้ำผลไม้หลากหลายสีในมือเคลื่อนไปเพื่อชนกัน 





วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ ผมควรทำสัญลักษณ์ไว้ว่าวันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดในรอบปีอีกหนึ่งวัน และเป็นวันที่ผมไม่ต้องนอนละเมอเพ้อฝันมโนเรื่องแอบรักพี่ชายข้างบ้านอีกต่อไป เพราะตอนนี้งานมโนเพ้อพกพวกนั้นมันเกิดขึ้นจริงแล้ววันนี้





















---

















ข่าวการคบกันวันแรกของผมกับเค้าแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับบททดสอบความอดทนของผม




การมาโรงเรียนตามปกติเหมือนเช่นทุกวันของผมเปลี่ยนไปหลังจากการเปลี่ยนสถานะจาก พี่น้อง มาเป็น คนรัก กันของเราสองคน การตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนพร้อมกับเสียงซุบซิบนินทากันทุกที่ที่ผมก้าวเดินผ่าน การได้รับความสนใจจากคนเยอะๆนี่ทำให้ผมรู้สึกวางตัวไม่ถูก โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเค้าเหล่านั้นไม่ชอบใจ 



จากปกติที่พวกเค้าไม่ค่อยพอใจในตัวผมอยู่แล้วที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับบุคคลที่เค้าชื่นชอบ (ถึงผมจะเคยบอกพวกเธอไปแล้วในตอนนั้นว่าเราเป็นแค่พี่น้องที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆก็ตาม) ตอนนี้ผมคงกลายเป็นคนขี้โกหก หลอกลวงไปแล้วในสายตาพวกเค้า





ผมเดินเข้าไปหาแบคฮยอนที่เดินอยู่ข้างหน้าเพื่อจะเดินเอากระเป๋าไปเก็บก่อนลงมาเข้าแถว ก็ได้ยินกลุ่มเพื่อนที่กำลังพูดถึงผมอยู่




'หึ!.. พี่น้อง งั้นเหรอ? ตอแหล คำว่าพี่น้องมันก็แค่ข้ออ้างที่จะทำให้ได้ใกล้ชิดเพื่อตีสนิทละก็เนียนอ่อยเค้าได้ง่ายขึ้นน่ะสิ'



'ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ เห็นหงิมๆไม่พูดไม่จา ร้ายใช่เล่นเลยนะเนี่ย'



'นั่นน่ะซี้ ข่าววงในที่บอกว่านางเป็นมือที่สามนี่ท่าทางจะจริงนะพวกแก'



'อุ๊ย รีบไปเถอะแก'




แบคฮยอนทำท่าจะเดินเข้าไปร่วมวงสนทนาผมรีบขว้าแขนไว้ก่อนจะเอ่ยประโยคเดิมซ้ำๆที่เคยพูด ถึงจะแอบเก็บมาคิด แต่เพราะ เค้า ทำให้ผมมองผ่านเรื่องพวกนี้ไป 



'อย่าไปสนใจเลย'



'จะไม่ให้สนได้ไง พวกนั้นกำลังนินทาแกอยู่นะ'



'ช่างเหอะน่าาา เราโอเค'



'จะรอให้คนพวกนั้นมาทำอะไรก่อนรึไงถึงบอกว่าไม่โอเค เลิกทำตัวเป็นคนดีซะทีเถอะ'



'แต่พวกเค้าก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้เราเดือดร้อนนี่ เต็มที่ก็ พูดไปเรื่อยเปื่อยอย่างที่เห็น'



'ก็รอดู รำพังแค่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันก็หมายหัวหมั่นไส้อยู่ละ ละตอนนี้นี่... เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย'



'พูดอะไรน่ากลัวแบบนั้น ไม่มีอะไรหรอกน่า แบคนี่คิดมากกว่าเราอีกนะ'




'ผิดเหรอที่จะเป็นห่วงเพื่อน เตือนห้ามอะไรไม่เคยฟังหรอก ใช่สิ ฉันมันไม่ใช่ลู่เก่อคนแมนแสนดีของใครๆนิ เค้าบอกเค้าว่าอะไรก็ทำให้หมดทุกอย่าง' แบคฮยอนเป็นคนแบบนี้ล่ะครับ ถึงปากจะด่าว่าอะไรผมแต่ก็ห่วงผมเสมอ คนขี้งอนพูดเสร็จก็สะบัดหน้าเดินหนีผมขึ้นห้องเรียนทันที 



การนั่งเรียนในภาคเช้าเป็นไปอย่างปกติเหมือนเช่นทุกวัน ยกเว้นสายตาของทุกคนที่มองผมแปลกไปจากแต่ก่อน และความ สนุก กำลังจะเริ่มขึ้นในภาคบ่ายนี้






~ ~ ~






เสียงออดหมดเวลาการเรียนในช่วงเช้า หลังจากทนนั่งกินข้าวกลางวันพร้อมกับสายตาไม่ค่อยจะเป็นมิตรของคนทั้งโรงอาหารเสร็จแล้วผมกับแบคฮยอนก็ไปนั่งที่ประจำที่เราชอบมานั่งกันตั้งแต่สมัยประถม เป็นม้านั่งข้างๆโรงยิม เรามักจะมานั่งเล่นทำการบ้านหยอกล้อพูดคุยปรึกษากันระหว่างพักเที่ยงก่อนถึงเวลาเรียนในภาคบ่าย





'แบค... เรามีเรื่องจะถาม' เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงนิ่งฟังผมจึงรีบถามคำถามที่พึ่งนึกขึ้นได้และยังค้างคาใจอยู่ทันที




'พี่ลู่เคยบอกว่าแฟนของเค้าที่เลิกกันไปแล้วนั่น เราสองคนก็รู้จัก ใครเหรอ? เราคิดยังไงก็คิดไม่ออก' 



แบคสำลักน้ำแดงที่พึ่งดูดเข้าไป ผมจึงรีบหยิบทิชชู่ส่งไปให้และรอฟังคำตอบ แบครับไปเช็ดแต่เลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามของผมโดยใช้ความสามารถในการพูดทำให้ผมคล้อยตามจนลืมเรื่องคำตอบไปจนหมด





'เรื่องบางเรื่องรู้ไปก็เท่านั้นแหละ นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังไม่รู้เลยว่ามันจะส่งผลดีหรือผลเสียกับปัจจุบันรึเปล่าก็สู้ไม่ต้องรู้มันเลยไม่ดีกว่าเหรอ นี่...เอาเวลามาคิดว่าจะใช้ชีวิตวันนี้ให้รอดไปถึงพรุ่งนี้ได้ยังไงดีกว่า จะถามถึงเรื่องที่มันจบไปแล้วทำไม'




แต่ที่แบคพูดมามันก็ถูก จะถามถึงเรื่องที่จบไปแล้วทำไม 'นั่นสิเนอะ'



'เออสิ เรื่องวันนี้คงไม่ได้มีแค่การมองแรงแน่นอน นี่ถือเป็นสเต็บแรกเท่านั้น แล้วนี่จะเอายังไงต่อกับเรื่องนี้ เลยได้ผลพลอยได้ไปด้วยเนี่ย ภูมิสุดเลยมั๊ยเดินไปไหนมีแต่คนมอง'




'ขอโทษนะ เรื่องนั้นก็คงต้องรอดูอย่างที่แบคว่านั่นแหละ ตราบใดที่พวกเค้ายังไม่ได้ทำอะไร เราก็ไม่เป็นไร'




'แต่เป็นขี้ปากชาวบ้าน ล็อกเกอร์ขยะ โทรศัพท์ก่อกวน ข้อความจิกด่าสาปแช่ง'



'ก็อย่างที่บอกนั่นไง เค้าก็ได้แต่พูดไปเรื่อยแหละน่าาาา ส่วนเรื่องอื่นๆเรา.... พอรับไหว'



'ควรบอกพี่ลู่นะ อย่างน้อยเค้าจะได้ทำอะไรซักอย่าง ไม่ใช่ให้แกโดนด่าโดนก่อกวนอยู่แบบนี้ มันไม่ใช่แค่วันสองวันนี้ แต่มันเป็นปีๆมาแล้วนะ' 



ทีแฟนคนก่อนเค้ายังปกป้องยิ่งกว่าชีวิตตัวเองซะอีก



ประโยคสุดท้ายที่พึมพำตั้งใจไม่ให้ผมได้ยินนั่นทำให้ผมคิดว่าแบคฮยอนคงจะเป็นห่วงผมจริงๆถึงบ่นออกมาแบบที่ผมไม่ให้ผมได้ยิน





'คนเราทุกคนมีขีดจำกัดความอดทน แบคก็มี เราเองก็มี ถ้าวันไหนเราทนไม่ไหวเราจะเลิกแล้วถอยออกมาเอง ไม่ต้องห่วง'




'ต้องยอมรับว่าความอดทนแกสูงมาก'



'คิดซะว่าเป็นบททดสอบความอดทนของเราไง เราจะทนเพื่อคนที่เรารักได้มากแค่ไหน... ที่เราทนมาได้ขนาดนี้แสดงให้เห็นว่าเรารักเค้าคนนั้นมากๆเลยไงล่ะ'




'แหวะ อ้วกแตก ไม่คิดว่ามันเป็นการปิดกั้นตัวเองหน่อยเหรอ คนบ้าอะไรจะจมปลักอดทนต่อสู้ลำบากลำบนอยู่คนเดียวละจบลงที่เค้าคนนั้นไปมีความสุขกับคนอื่นมาก่อนจะเจอกับเรา ไม่คิดว่ามันเห็นแก่ตัวไม่ยุติธรรมไปหน่อยเหรอ ในขณะที่คนๆนึงอดทนรอเค้าแค่คนเดียวเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้


'

'เรายอมรับว่าเราปิดกั้นตัวเอง แต่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเราไปเผลอหวั่นไหวกับอื่นจนทำให้กระทบกับเค้าคนนั้นของเรา'




'ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนนั้นเราจะได้มาครอบครองรึเปล่าอะเหรอ'




'เพราะเราเลือกเค้าตั้งแต่แรกแล้วไงล่ะ ถึงสุดท้ายเราจะไม่ได้เค้ามาครอบครอง ก็แค่... ผิดหวังเสียใจ แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตเราก็ได้ทำอะไรแบบสุดๆกับสิ่งที่เรียกว่า ความรัก เราเกิดมาแล้วก็ควรใช้ชีวิตให้คุ้ม เราว่ามันก็ไม่น่าเสียดายหรอกแบคไม่คิดอย่างงั้นเหรอ'




'พี่เค้าเอาอะไรให้แกกิน พูดมากนะวันนี้ แต่ละคำนี่ชวนก๋วยเตี๋ยวอยากออกมาเซย์ไฮอีกรอบ'




'นี่ใช่แกจริงๆปะเนี่ย กลัวนะ' คนพูดเอามือทาบอกตัวเองทำหน้าแสดงอารมณ์เช่นเดียวกับประโยคที่กว่าออกมา



'ฉันว่ามันน่ากลัวมากกว่านะ ทำให้คนๆนึงเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้'



'แบคต้องลองมีเองแล้วแบคจะรู้ว่าคนเราสามารถทำอะไรบ้าๆนั้นได้เพราะมันได้ถึงขนาดนั้นได้ไงโดยที่ตัวเราเองก็ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ'





'ไม่ แน่ๆ... ฉันไม่ได้มีความรักมากมายไว้เพื่อเผื่อแผ่แชร์หรือใช้ร่วมกับใคร ฉันมันคนเห็นแก่ตัวที่รักแต่ตัวเอง จบ'





'แบคนี่นะ'




'เอาใจช่วยเพื่อนละกัน ขอให้อยู่รอดปลอดภัยจนเรียนจบ เดี๋ยว?! อีกเทอมกว่าๆพี่ลู่ก็จะจบแล้วนิ ตายละ จะใช้ชีวิตยังไงให้รอดพ้นในแต่ละวัน'




'แบคใจเย็นๆก่อน... ถ้าคนพวกนั้นจะทำอะไรเรา เค้าคงทำไปตั้งแต่นานแล้ว นี่ทุกคนก็รู้เรื่องเรากับพี่ลู่แล้วไม่เห็นจะมีใครมาทำอะไรเราเลย เต็มที่ก็จับกลุ่มนินทาละก็ได้แค่มอง'










 ~~~













เสียงออดส่งสัญญาณเวลาพักกลางวันหมดลงผมกับแบคฮยอนก็รีบเดินขึ้นตึกเพื่อไปให้ทันเช็คชื่อเพราะวิชานี้ครูชอบมาก่อนเวลาและเช็คชื่อก่อนเพราะจะได้ไม่ต้องเอาเวลาเรียนมาเช็คชื่อ ใครสายเกิน3ครั้งเช็คขาด แม้จะได้นั่งเรียนในห้องก็ตาม




และเป็นที่ทราบกันดีว่าทุกคนต่างต้องขึ้นไปเพื่อจะได้ทันลิฟต์ไม่เฉพาะนักเรียนชั้นของผม แต่ทุกคนต่างต้องการใช้ลิฟต์เพื่อขึ้นไปห้องเรียนเหมือนกัน เพราะการคุยกันเพลินทำให้เราไม่ได้รอต่อแถวก่อนที่ออดจะดัง ซึ่งตอนนี้ผู้คนก็แออัดเป็นจำนวนมากอยู่หน้าลิฟต์ บางคนก็เลือกที่จะขึ้นบันได ซึ่งชั้นวิชาที่ผมจะเรียนนั้นอยู่ชั้นเจ็ด 



จะรอลิฟต์ก็ดูท่าว่านาน ผมจึงหันไปมองคนตัวเล็กข้างๆ




'แบค.. เราขึ้นบันไดดีมั๊ย รอลิฟต์ไม่น่าจะทันนะ แถวยาวเหยียดขนาดนี้'




'จะบ้าเรอะะ ชั้นเจ็ดอะนะ ไม่เอาอ่ะ พึ่งกินมาอิ่มๆจะให้มาวิ่งก๋วยเตี๋ยวได้ขย้อนออกมาจริงๆแน่'




'เอาไงดีล่ะ'




'เออเนี่ย ก็ยัดๆกันไปได้แหละ มาพอดี มานี่!!!'




เรายืนคุยกันระหว่างหน้าลิฟต์กับบันได ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกคนข้างในลิฟต์ยังไม่ทันจะได้ออกมาคนที่ต่อแถวอยู่ก็พุ่งตัวเข้าไปทันทีเพราะกลัวจะไม่ได้ขึ้น แบคฮยอนฉุดแขนผมอาศัยความตัวเล็กมุดแทรกเข้าไปในลิฟต์กับฝูงชนที่เบียดกันเพื่อที่จะไปเป็นส่วนหนึ่งในช่องสี่เหลี่ยมแคบๆนั่น ทั้งคนที่ต่อแถวและคนที่เนียนเพื่อที่จะเข้าไปต่างคนต่างเบียด ทั้งผลักทั้งดัน เข้ามาข้างในแล้วยังจะโดนเหยียบเท้าอีก 




และผมกับแบคฮยอนก็หลุดเข้ามาจนได้ 




การยืนหลบมุมเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดจริงๆในสถานการณ์ที่คนเยอะอย่างนี้ นอกจากจะโดนเบียดจนแผ่นหลังสิงกับผนังลิฟต์แล้วด้านหน้าก็โดนคนจากข้างหน้าสุดดันเข้ามาอีกเพื่อให้ตัวเองมีพื้นที่ในการยืนที่มั่นคง ทำให้หน้าของผมกับแบคฮยอนแทบจะแนบกับแผ่นหลังของคนที่อยู่ด้านหน้าของพวกเรา





'ไหวมั๊ย'





'อะ อือ'






พูดตอบคนถามเสียงอู้อี้เพราะไม่กล้าขยับปากมาก กลัวมันจะไปโดนคนข้างหน้า








ติ๊งงง








ในที่สุดช่วงเวลาอันโหดร้ายก็ผ่านพ้น(?)ไป ถึงชั้นเจ็ดซะที ระหว่างที่ประตูลิฟต์กำลังจะเปิด ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งก็หันมามองทางผม ผมจำได้ว่าเธอมากจากห้องสี่ตอนนี้อยู่ห้องเดียวกันกับผม คู ฮเย ซอน 




หนึ่งคนในนั้นพูดขึ้นว่า  'โชคดีจังเลยนะ ได้เป็นแฟนกับพี่ลู่'




ผมไม่ได้ตอบคำถามเธอเพราะไม่รู้ว่าจะตอบอะไรและทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดทุกคนก็ต่างแย่งกันออกจากช่องแคบนี่ 




'หึ เจอกันที่ห้องนะ' 




จังหวะที่พวกเธอจะเดินออกไปกลุ่มเพื่อนของเธอก็เบียดฮเยซอนจนเธอมาชนกับผม ด้วยสัญชาตญาณผมรีบช่วยพยุงเธอไว้ เธอกล่าวขอบคุณด้วยดวงตากลมโตที่ดูใสซื่อกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าพร้อมกับเล็บยาวสวยที่จิกลงไปในแขนของผม ลากลงมาจนถึงข้อมือ อาการแสบกับเลือดที่ออกซิบๆทำให้ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน




อ่า เรียกว่าทำคุณบูชาโทษได้รึเปล่านะ



'อุ๊ย! ขอโทษทีนะ คนข้างหน้าเค้าดันมาน่ะ'



เธอถูกเพื่อนๆของเธอฉุดแขนออกไปจากลิฟต์ก่อนที่จะปะทะกับแบคฮยอนที่ทำชักสีหน้าใส่พร้อมมีเรื่องอยู่ก่อนแล้ว




'ร้ายจริงๆผู้หญิงสมัยนี้ กลับมาก่อนดิวะ หนอย...ไม่แน่จริงนี่หว่า'



ผมควักเอาผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงมากดซับเลือดที่ซึมออกมา เพื่อนข้างตัวก็หันกลับมาพูดกับผมระหว่างที่เราเดินออกจากลิฟต์เพื่อไปห้องเรียน



'เจ็บมากมั๊ย? เอางี้ ไปล้างแผลที่ห้องพยาบาลก่อนดีกว่า เข้าสายคงไม่เป็นไรอย่างน้อยแผลที่แขนนี่ก็เป็นข้ออ้างได้'



'ไม่เป็นไร ห้องพยาบาลอยู่ชั้นล่างและตอนนี้คนก็เยอะอยู่ ขืนลงไปอีกอาจจะได้แผลเพิ่มก็ได้' ผมพูดติดตลกแต่ในใจก็แอบกลัวอยู่เหมือนกัน





'งั้นเอางี้ ไปล้างแผลในห้องน้ำก่อน'













หลังจากล้างแผลเสร็จผมก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าของแบคฮยอนพันแขนไว้เพื่อปกปิดรอยแผลไว้เพราะผืนของผมใช้ซับเลือดไปก่อนหน้านี้แล้ว เราก็รีบวิ่งไปเข้าเรียนทันเวลาอย่างฉิวเฉียดกับการถูกเช็คชื่อ



'คิมมินซอก สมุดการบ้านของนายล่ะ'



'ผมส่งกับหัวหน้าห้องไปแล้วนะครับ'



'ชินมินอา เธอเห็นสมุดของเพื่อนรึเปล่า' ครูหันไปถามตำแหน่งหัวหน้าห้องควบกับดาวประจำโรงเรียน ชิน มิน อา



'ไม่นิคะ ตอนจะเอาไปส่งหนูก็เช็คแล้ว นายได้ทำมาส่งแล้วจริงๆเหรอ?'




'อะ แฮ่มๆ ยังไงถ้าไม่มีส่งภายในวันนี้ก็ไม่มีคะแนนในช่องนะ'




'ผมจะรีบทำให้เสร็จส่งทันแน่นอนครับ'




'เอาล่ะๆ เปิดหนังสือเรียนกันได้แล้ว...'




เสียงซุบซิบพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักจากผู้หญิงที่สร้างรอยแผลไว้ที่แขนผมแท็กมือกับหัวหน้าห้องคนสวย รอยยิ้มพึงพอใจปรากฎบนใบหน้าของทั้งสองคน ก่อนที่จะหยุดลงทันทีที่เสียงประกาศิตของผู้มีอำนาจสูงสุดในห้องนี้จะพูดออกมา





'เป็นไงล่ะ นี่แค่เริ่มต้น หลังจากนี้ก็ระวังตัวไว้ให้ดีล่ะกัน'



'คงไม่มีอะไรร้ายแรงไปมากกว่านี้หรอก อย่าคิดมากสิ เรายังไม่เห็นเป็นไรเลย' 



'ละไอ้ที่แขนนี่อะไร' 



'มันก็แค่อุบัติเหตุน่าาา อย่ามองโลกในแง่ร้ายนักสิ'



'บอกตัวเองนั่นแหละหัดออกมาจากโลกมโนแสนสวยได้ละ โลกของความเป็นจริงคือสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ซึ่งมันเป็นยังไงก็เห็นๆกันอยู่ มันสวยงามมั๊ย? แผลที่พันอยู่นี่เป็นรอยรูปคิตตี้เหรอ? เลือดสีชมพูฟรุ้งฟริ้งเหรอ?ก็ไม่'




ผมนั่งนิ่งคิดกับคำพูดแบคฮยอน ใช่ว่าผมจะไม่รู้ว่าสถานการณ์แต่ก่อนกับตอนนี้มันต่างไม่เหมือนกันยังไง ผมไม่ใช่คนโลกสวยหรือมองโลกในแง่ดีอย่างที่แบคฮยอนพูดหรอก ผมก็แค่เห็นแก่ตัวคนหนึ่งเหมือนกันกับที่แบคฮยอนเห็นแก่ตัวรักแต่ตัวเองไม่ยอมแบ่งความรักให้คนอื่น ต่างกันกับผมที่เห็นแก่ตัวเพราะรักคนๆนึงมาก มากจนยอมปิดหูปิดตาไม่รับฟังเสียงของคนรอบข้าง ใครจะด่าจะว่าจะนินทาอะไร ผมไม่เคยสนใจ




แค่ได้รักเค้า แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับผม




ผมเข้าใจความรู้สึกของพวกเธอดี เพราะผมก็เคยเป็นหนึ่งคนในนั้นเหมือนพวกเธอๆ เป็นใครก็ไม่พอใจ คนที่ชอบไปมีคนที่เค้าชอบ.... ที่ ไม่ใช่เรา ทั้งๆที่เราก็ชอบเค้ามากอาจจะมากกว่าคนที่เค้าไปชอบชอบเค้าอีกด้วยซ้ำ คอยทุ่มเทให้ทุกอย่างแต่เค้ากลับไปให้ความสนใจกับอีกคนโดยมองไม่เห็นความทุ่มเทความอดทนของเราเลย หรือบางทีเค้าจะเห็น รับรู้ แต่เค้าเลือกที่จะไม่ตอบรับมันไว้แค่นั้นเอง






การเรียนสองวิชาสุดท้ายในภาคบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่ได้การบ้านเพิ่มมาอีกเป็น3วิชา บางทีผมก็แอบสงสัย ครูทุกคนมักจะถามพวกเราก่อนเสมอว่างานเยอะมั๊ย ครูท่านอื่นให้การบ้านรึเยอะเปล่า และจบลงที่ให้การบ้านอีกอยู่ดี แล้วจะถามทำไมในตอนแรก มีบางวันที่ได้มาเกือบทุกวิชาจนเราทำไม่ทันเพราะกลับบ้านไม่ได้คอยแต่จะมานั่งทำการบ้านอย่างเดียว จนทำให้เราต้องมาแชร์ลอกกันในบางวิชาที่ใครทำเสร็จ ละก็โดนทำโทษเพราะลอกกันมา






หลายคนรีบเก็บกระเป๋าข้าวของกลับบ้านหรือจะไปต่อที่อื่น บางคนก็ยังอยู่ในห้องเหมือนกับผมและแบคฮยอนที่วันนี้เป็นเวรทำความสะอาดของเค้า ผมซึ่งก็ต้องอยู่ทำการบ้านให้เสร็จทันก่อนที่ครูจะกลับบ้านไปซะก่อน



'เดี๋ยวเราไปล้างแผลที่ห้องพยาบาลก่อนนะ'



'ไปดิ.. เดี๋ยวไปเป็นเพื่อน'



'ไม่เป็นไร อยู่ทำเวรเถอะ เราไปเองได้'



'เออๆ รีบไปรีบมาล่ะ'



'อื้อ'




หลังจากที่คุยกับแบคฮยอนเสร็จผมก็เดินออกจากห้องพอดีกับที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดผมจึงรีบวิ่งสุดชีวิต โชคดีหน่อยที่คนในลิฟต์กดหยุดรอ ข้างในคนยังคงแออัดเหมือนช่วงตอนบ่ายทำให้หลายคนทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจนักเมื่อผมก้าวเข้ามาข้างใน 







ติ๊ง ~




ลิฟต์หยุดลงที่ชั้นสี่ เนื่องจากคนที่จะออกอยู่ข้างในสุดของ คนข้างหน้ารวมถึงผมจึงต้องออกจากลิฟต์ก่อนเพื่อให้คนๆนั้นได้ออกมาสะดวกๆ และก่อนที่ผมจะก้าวเข้าไปข้างในประตูลิฟต์ก็ปิดลงโดยที่ผมก้าวเข้าไปไม่ทัน



ต้องเดินลงอีก3ชั้น ก็พอได้อยู่ หลังจากตบตีกับความคิดตัวเองผมก็รีบสาวเท้าไปทันทีเพราะยังมีการบ้านที่ต้องรีบส่งให้ทันก่อนจะสายเกินแก้ไขอีกรอบ







โครม!!







ด้วยความรีบร้อนจนไม่ลืมหูลืมตาทำให้ผมชนเข้ากับรุ่นพี่คนหนึ่งเข้า 


'ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง เป็นอะไรรึเปล่าครับ'  



ผมรีบพูดมือก็ช่วยเก็บเอกสารที่หล่นกระจายอยู่รอบๆตัว




'ไม่เป็นไรๆ น้องล่ะเป็นอะไรรึเปล่า'




'ไม่ครับ นี่ครับ..ขอโทษอีกครั้งนะครับ'




ผมโค้งให้อีกฝ่ายก่อนจะรีบวิ่งไปทำเวลาให้เร็วที่สุด จนจะถึงชั้นหนึ่งในอีก4ขั้นบันไดขาผมก็สะดุดกับอะไรบางอย่างจนทำให้ผมควบคุมขาไม่ได้ก่อนจะลื่นไถลลงบันไดที่เดียว4ขั้นถึงพื้นพร้อมกับหน้าของผม โชคดีที่ผมใช้แขนทั้งสองข้างยันไว้




'ตายจริง!! เป็นอะไรมั๊ยคะน้อง'



'ไม่เป็นไรเป็นไรฮะ'



'ขอโทษทีนะพอดีพี่รู้สึกเหมือนมีอะไรมาเกาะขาเลยสะบัดออกไป ไม่คิดว่าน้องจะวิ่งผ่านมาพอดี'



ผมตอบเธอไปประโยคเดิมๆ ไม่เป็นอะไร ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก



'หัวเข่าถลอกนี่นาาา...แย่จัง' เธอทำหน้ารู้สึกผิดแต่แววตาเหมือนกำลังหัวเราะเยาะผมอยู่นั่นทำให้ผมรีบตัดบทสนทนาแล้วรีบเดินออกไปจากตรงนี้



'ผมจะไปห้องพยาบาลอยู่แล้ว ขอตัวนะฮะ' พูดจบผมก็เดินกระเผลกไปยังห้องจึดมุ่งหมายที่ตั้งใจจะมาตั้งแต่แรก



'หยิ่งชะมัด ลู่ชอบไปได้ไงคนอย่างนี้ ไปเหอะแก เสียเวลา'



เสียงที่เหมือนตั้งใจจะให้ผมได้ยินนั้นเดินห่างออกไปพร้อมกับเสียงพูดคุยไม่พอใจไปด้วย







ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร











หลังจากทำแผลทั้งแผลเก่าแผลใหม่เสร็จผมก็ตรงดิ่งขึ้นลิฟต์ไปทันทีกับสัญญาณโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋าส่งเสียงเตือน ผมหยิบตัวเรียกร้องความสนใจขึ้นมา หน้าจอปรากฎชื่อที่ผมเป็นห่วงและอยากคุยด้วยมาตลอด3เดือนที่ติดต่อคนๆนี้ไม่ได้เลยหลังจากคุยกันครั้งสุดท้ายตอนที่พี่เค้าไปต่างประเทศวันแรก กลับมาตอนไหน เที่ยวเป็นยังไงบ้าง ผมโทรถามจากคุณป้าท่านก็บอกว่าพี่เค้าไม่ค่อยสบายเพราะปรับตัวไม่ทันกับสภาพอากาศ แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว อีกทั้งช่วงนี้ก็ยุ่งๆกับการเลือกที่เรียนต่อเลยไม่ค่อยมีเวลา









////พี่ชิง////










'พี่ชิงงงงง ~' ผมกดรับสายพร้อมกับกรอกเสียงโหยหวนเพราะคิดถึงและเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน



'หายไปเลย ผมเป็นห่วงนะรู้มั๊ย ติดต่อไม่ได้เลย จะโทรถามคุณป้าบ่อยๆก็เกรงใจ เห็นท่านบอกว่าพี่ไม่สบาย เป็นยังไงบ้างฮะ ดีขึ้นแล้วใช่มั๊ย?'



'ใจเย็นๆฮะ ฮะ ฮะ' เสียงปลายสายที่ตอบกลับมาปาอารมณ์ขันแต่ติดจะดูเหนื่อยๆเหมือนฝืนหัวเราะ



'พี่ชิง..เป็นอะไรรึเปล่า น้ำเสียงฟังดูไม่ค่อยดีเลย'



'ไม่เป็นไรๆ ที่ไม่สบายก็หายแล้ว พี่แค่... เหนื่อยๆละก็เพลียน่ะ ช่วงนี้อ่านหนังสือหนักไปหน่อย'



'อย่างหักโหมสิฮะ ดูแลตัวเองด้วยสิ'










ติ๊งงงง 










ประตูลิฟต์เปิด ผมเดินกระเผลกออกมารีบสาวเท้าให้เร็วแต่ไม่เป็นดั่งที่ใจต้องการเพราะอาการปวดหนึบๆที่เข่า ปากก็ยังคงพูดกับอีกคนในสายไปด้วย




'รับทราบครับ จะเป็นแม่พี่อีกคนเหรอเรา'




ผมหยุดชะงักอยู่หน้าประตูเพราะเห็นอีกคนที่มานั่งหล่อออร่ากระจัดกระจายรออยู่พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่เห็นผมก่อนจะเปลี่ยนเป็นตกใจที่เห็นแขนและเข่าของผมมีผ้าปิดแผลแปะพันอยู่ คนหน้าหวานรีบวิ่งเข้ามาประคองผมให้เข้าไปนั่งข้างใน พอดีกับที่แบคฮยอนเดินเข้ามาหลังจากที่เอาขยะไปทิ้ง





'เฮ้ยยย ไปฟัดกับใครมาเนี่ย'




'เราซุ่มซ่ามตกบันไดน่ะ พอดีรีบกลัวกลับมาทำการบ้านไม่ทันส่งก่อนครูกลับ' ผมตอบแบคฮยอนพร้อมกับส่งซิกให้เค้ารู้ว่าเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน... 



ผมนั่งลงและหยิบสมุดเล่มใหม่ขึ้นมาจรดปากกาลงบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า อีกมือก็ถือโทรศัพท์คุยไปด้วยโดยยังไม่กล้าสบตากับอีกคนที่มองผมอยู่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม



'แล้วนี่ไปเที่ยวเป็นไงบ้างฮะ สนุกมั๊ย'



'คุยกับใครเหรอ' 



'แล้วอาการคุณลุงดีขึ้นแล้วใช่มั๊ยฮะ เค้าโทรถามจากคุณป้าแล้ว ท่านบอกว่าตอนนี้หายแล้ว'



'คุย กับ ใคร อ่าาาา ~'




ผมไม่ได้ตอบคำถามคนตรงหน้า รอฟังคำตอบจากอีกคนซึ่งเงียบไปหลังจากที่ผมก้าวเข้ามาในห้อง




'พี่ชิง.. ได้ยินที่เค้าพูดมั๊ย'




มือซนของคนที่กำลังจะทำรุ่มร่ามกับผมหยุดชะงักลงพร้อมกับสีหน้าเรียบเฉย... ผมพึ่งเคยเห็นเค้าแสดงสีหน้าแบบนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา







'แค่นี้ก่อนนะ... เดี๋ยวคุยกันใหม่' 






คนในสายพูดแล้วตัดไปโดยที่ผมยังไม่ทันได้กล่าวตอบรับหรือปฏิเสธอะไรเลย ส่วนอีกคนก็ปลีกตัวออกไปนั่งรออยู่ข้างนอกห้องก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออก ปล่อยผมให้นั่งทำการบ้านกับแบคฮยอนที่กำลังเก็บกวาดพื้นอยู่อย่างรีบร้อนเพราะต้องรีบไปทำงานพิเศษต่อ















---













'เราเลิกกันนะ' 



'เราขอบคุณและขอโทษสำหรับทุกสิ่งอย่างที่ผ่านมา เรามีความสุขมากนะที่ได้รักนาย ลู่หาน...'



ผมกระชับอ้อมแขนกอดอีกคนแน่น 



'มินซอก น้องของเรา...เราฝากให้ลู่ช่วยดูแลให้หน่อยได้มั๊ย..'



'น้องเค้าชอบลู่มากนะ'




'อย่าลืมที่สัญญานะ.. ลู่เคยบอกเราว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด งั้นก็ทำให้เราเห็นสิ ว่าลู่รักเราและทำเพื่อเราได้จริงๆ'




คนที่โดนผมกอดอยู่ยังคงแน่นิ่งไม่ตอบสนองอะไร ผมผละออกจากเค้าก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายของวันนี้หรืออาจจะเป็นประโยคสุดท้ายระหว่างเราสองคน... 




'โชคดีนะ ลาก่อน...'




ผมหันหลังและเดินออกมาจากตรงนั้นทิ้งความทรงจำเรื่องราวทั้งหมดระหว่างเราพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่มีทีท่าว่าจะหยุด




ทำไมผมถึงทำอย่างนั้นทั้งๆที่เราก็ยังรักกัน ทำไมงั้นเหรอ?




คุณเคยได้ยินประโยคนี้มั๊ย? คนๆหนึ่งจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข... ใช่ครับ ผมก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น



ลู่ หาน ผู้ชายธรรมดาๆ ที่สร้างเกราะป้องกันตัวเองเพื่อซ่อนตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และเพื่อผู้คนที่มาชื่นชอบในตัวเค้า เค้าจึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คนพวกนั้นได้เห็นในสิ่งที่พวกเค้าอยากเห็นและเป็นในสิ่งที่พวกเค้าอยากให้เป็น



เรารู้จักกันตอนม.2 แต่เจอกันครั้งแรกตอนฉลองวันเกิดมินซอกได้1ขวบ การร่วมกิจกรรมของทางโรงเรียนหรือที่เรียกว่าการแข่งขันวิชาการ ซึ่งในปีนั้นโรงเรียนผมเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน เราเจอกันทุกครั้งทุกปีเพราะลงแข่งสนามเดียวกันตลอด ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะเป็นฝ่ายแพ้ซะมากกว่า และเราก็สนิทกันในที่สุด 


ลู่หานป๊อปปูล่ามาก ทุกคนทั้งในโรงเรียนผมและต่างโรงเรียนต่างก็รู้จักและชื่นชมในตัวเค้า เพราะเค้าเป็นคนน่ารักกับทุกคน รอยยิ้มของเค้าไม่เคยหายไปจากใบหน้าเลยยกเว้นตอนอยู่กับผม



ก่อนจะถึงสัปดาห์วิชาการจะมีการจัดกิจกรรมแคมป์ปิ้งสำหรับเด็กที่เข้าร่วม ทั้งนี้ก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนๆต่างโรงเรียน เราได้รู้จักกันมากขึ้นจากเพื่อนค่อยๆสนิทกันมากขึ้น จนกลายเป็น คนรักกัน ทั้งๆที่เราไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย ผมเป็นคนใจเย็น ติดจะช้า ส่วนตัวจริงเค้าเป็นคนใจร้อน ห่าม พูดน้อย จนบางทีผมก็นึกไม่ถึงว่าเค้าจะเป็นคนเดียวกันกับลู่หานที่มีแต่คนชื่นชอบชื่นชมนั่นจริงรึเปล่า


 

เราคบกันตอนขึ้นม.4 มีบางคนเท่านั้นที่รู้ เพราะผมไม่อยากให้คนอื่นที่ชื่นชอบในตัวเค้าจะไม่พอใจ เลยอยากให้คนรู้น้อยที่สุด ด้วยความที่เค้าเป็นคนไม่ค่อยชอบพูดเค้าบอกกับผมเสมอว่าการกระทำมันสำคัญกว่าคำพูด และเค้าก็ทำให้ผมเห็นอย่างที่เค้าว่าหลายต่อหลายครั้ง ผมรับรู้ได้ว่าทุกการกระทำของเค้าเค้าใส่ใจและแคร์ผมมากแค่ไหน 





เราเป็นคู่รักที่ไม่เหมือนคู่อื่นๆทั่วไป เราไม่มีคำพูดหวานๆ ไม่มีวันครบรอบ ไม่มีการไปเที่ยวหรือเดท ถึงเค้าจะมีวิธีแสดงความรักที่ไม่เหมือนคนอื่น แค่เราได้อยู่ด้วยกันสองคนโดยที่ไม่ต้องทำอะไรผมก็มีความสุขแล้ว 




จนกระทั่งมีใครอีกคนเข้ามา




คิม มิน ซอก




น้องชายที่เกิดจากน้องสาวของแม่ผม เนื่องจากสุขภาพที่ไม่ดีของแม่ๆทั้งสองครอบครัวจึงไม่มีใครมีพี่น้องเลย เราทั้งสองเป็นลูกคนเดียวของแต่ละครอบครัว เมื่อได้ยินแม่บอกว่าเราจะมีน้องผมดีใจมาก และนี่จึงทำให้ผมรักและเอ็นดูมินซอกมาก เพราะผมอยากมีน้องมากจริงๆ การได้มีเพื่อนเล่นดีกว่าเล่นเหงาๆคนเดียวเป็นไหนๆ


ถึงจะไม่ได้ไปมาหาสู่กันเที่ยวเล่นกันบ่อยๆเหมือนที่ผมเคยคิดไว้ แต่เราก็สนิทกันมากเพราะโทรศัพท์และเทคโนโลยีที่ก้าวไปตามสมัยที่ทำให้เหมือนเราอยู่ใกล้ๆกัน เรามักจะมีอะไรมาแบ่งปันมาเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เหตุการณ์ต่างๆในแต่ละวันให้กันฟังเสมอไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่โตขนาดไหน ทั้งบ่นเรื่องสัพเพเหระ นินทาคนนั้นคนนี้ ปรึกษาปัญหาต่างๆ ไปจนเรื่องที่นำไปสู่การเสียสละของผม...





ช่วงหลังๆเค้ามักจะพูดถึงพี่ชายข้างบ้านของเค้าบ่อยๆ ผมรู้ว่าลู่เองก็อยู่บ้านข้างๆน้อง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก จนเค้าบอกชื่อของคนๆนั้น ลู่หาน 






ผมเคยบอกลู่ไปแล้วว่าไม่ให้บอกใครเรื่องที่เราคบกัน อยากให้คนรู้น้อยที่สุด.. รวมถึงมินซอก น้องชายของผมคนนี้ด้วย เค้ารับปากและทำตามที่ผมขอโดยไม่ถามเหตุผลจากผม ซึ่งผมคิดว่าคนฉลาดๆหัวดีอย่างลู่หานคงรู้ว่าผมไม่อยากให้มินซอกรู้สึกไม่ดี เพราะเค้าไม่รู้ว่าเราสองคนรู้จักกันนานแล้ว และเค้าก็รู้ว่าผมกับมินซอกเป็นญาติพี่น้องกัน ลู่ชอบพูดว่าผมกับมินซอกเหมือนกันตรงที่ชอบคิดแทนคนอื่น ซึ่งมันก็อาจจะจริง





ผมคิดว่าการที่ผมยอมเดินถอยออกมาจะทำให้อะไรๆมันดูง่ายขึ้นและถ้าลู่รู้จักผมดีเค้าก็คงเข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องทำอย่างนี้


การจากลามักไม่มีสัญญาณเตือน  เช่นเดียวกับความรักครั้งแรกของผมที่เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้มันจะมาถึง ผมอาจจะเห็นแก่ตัวที่ทำอะไรไม่เคยปรึกษาใครก่อน แต่ผมไตร่ตรองและคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุด ผมไม่อยากเสียใครไป 





ผมรักลู่หานมาก... แต่ผมก็รักมินซอกมากเหมือนกัน ผมยอมนั่งเสียใจคนเดียวดีกว่าเป็นคนที่ทำให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนโศกเศร้าเพราะผม... 



หลังจากการบอกลาครั้งสุดท้ายก่อนปิดเทอมนั้นผมก็กลับมาบ้านพร้อมกับการกลับไปเป็น จางอี้ชิง พี่ชายที่น่าเคารพของคิมมินซอกคนเดิม และตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงของเค้าคนนั้นอีกเลย ในตอนแรกผมคิดว่าจะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ซะด้วยซ้ำ เพราะกลัวเค้าโทรมาแล้วผมจะเผลอหวั่นไหวล้มเลิกความตั้งใจที่ตั้งไว้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกอย่างในวันรุ่งขึ้นผมกับครอบครัวก็จะไปจากประเทศนี้แล้ว




การไปต่างประเทศของผมในครั้งนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ เลวร้าย ที่สุดในชีวิต ถ้าเรื่องของกฎแห่งกรรมมันมีจริง ผมคงต้องยอมรับการลงโทษเพื่อเป็นการชดใช้กับสิ่งที่เคยทำไว้ใช่มั้ย





ในระยะเวลาสองเดือนกว่าในการอยู่ในต่างที่ต่างแดนต่างภาษาอาหารการกินตลอดจนวัฒนธรรมในประเทศที่สวยงามน่าอยู่แห่งนี้ ผมได้ซึมซับความงาม ได้เจอผู้คนที่จิตใจดีเป็นมิตรกับคนต่างถิ่นอย่างผม ผมได้ปลดปล่อยและพยายามลืมเรื่องราวที่จบไม่ค่อยสวยนั่นออกไปได้บ้าง แต่หลังจากการให้สมองได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว 1เดือนต่อจากนั้นผมก็ได้สัมผัสกับคำว่า นรกบนสวรรค์



ถ้าลู่หานเปรียบเสมือนฝันดีของผม ผมก็อยากหลับตาอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องตื่นขึ้นมาเจอแย่ๆ 


แต่ เค้า คนที่ทำให้ทุกอย่างที่สวยงามในประเทศนี้กลายเป็นที่ที่เจ็บปวดแสนทรมานเมื่อนึกถึง เค้าคือฝันร้ายที่ผมยอมตายดีกว่ามีชีวิตอยู่เพื่อเวลานอนหลับตาลงแล้วจะคิดถึงแต่ความปกติโสโครกนั่น








ผมหลุดออกจากภวังค์หลังจากได้ยินเสียงของคนตัวเล็กปลายสายก่อนจะรีบพูดและกดวางเพราะน้ำใสๆที่กำลังไหลออกมาจากดวงตาที่อ่อนล้าทั้งสองข้าง





'คุยกับใครเหรอ?'




'คุยกับใครอ่าาาา ~'




คิดถึง คือคำแรกที่แว้บเข้ามาในหัว ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงเค้าหลังจากผ่าน เหตุการณ์เลวร้าย นั่นมา ฟังจากน้ำเสียงของเค้า เค้าคงเป็น พี่ลู่คนที่แสนดี ของทุกคนเหมือนเดิม ผมแอบรู้สึกดีเผลอยิ้มออกมาทั้งน้ำตาที่เค้าไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของเค้าให้มินซอกรู้ เค้ารักษาสัญญาและทำตามที่ผมขอไว้จริงๆ 





ผมคิดถึงลู่หาน แต่ทุกทีที่ผมคิดใบหน้าของอีกคนและการกระทำกับ เหตุการณ์เลวร้าย ในที่แห่งนั้นก็ลอยเข้ามาแทรกจนทำให้ผมกลัวและเลิกคิดไป ผมเคยลองพยายามจะโทรหาเพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบตามประสา อย่างน้อยเราก็เคยเป็นเพื่อนกัน แต่ก็มีอันต้องล้มเลิกไปทุกครั้งเพราะภาพหลอนของ คนๆนั้น  ผมไม่ได้บ้า แค่ช่วงนี้ต้องเก็บตัว อยู่กับตัวเอง เรียนรู้ตัวเอง ใช้ตัวเองรักษาตัวเอง





มันเป็นเรื่องที่จะบอกใครก็ไม่ได้ บอกพ่อแม่ก็ไม่ได้ หรือผม ควรจะบอกลู่ดี หึ! เค้าคงรังเกียจผมแน่ถ้าเค้ารู้ ไม่เฉพาะเค้าหรอก เป็นใครที่รู้ก็คงขยะแขยงและรังเกียจ ขนาดตัวผมเองยังเกลียดตัวเองเลย ตราบาป ที่ชดใช้ยังไงผมก็ว่ามันคงไม่สาสมกับสิ่งที่ทำกับเค้า โดยเฉพาะของรักของเค้า คิม จุน มยอน





ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ





ผมยังคงยืนยันว่าความรักเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต และตอนนี้ผมมีถึงจะจบไปแล้ว ผมก็ได้รู้ว่ามันเป็นช่วงที่สวยงามและรู้สึกดีมากขนาดไหน ในขณะเดียวกันมันก็โหดร้ายทำให้เจ็บเหมือนตายทั้งเป็นได้เช่นกัน


ผมคงไม่กล้าพาตัวเองไปเกี่ยวข้องวุ่นวายกับความรักอีกแล้วจนกระทั่งมาเจออีกคนที่ผมคิดว่าจะทำให้ลืมรักครั้งเก่าได้ 




และผมก็ลืมจริงๆ ลืมว่าครั้งหนึ่งตัวเองเคยรักใคร ลืมความรักความอ่อนโยนที่เคยมีให้กัน ลืมทุกอย่าง


ลืมไปแล้วว่าเคยรู้สึกดีกับผู้ชายที่ชื่อลู่หานเพราะมีอีกคนเข้ามาแทนที่และเติมเต็ม



ลืมว่าตัวเองเป็นใครและเค้าคนนั้นเป็นใคร




ลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับตัวเองว่าจะไม่รักใครอีก




ลืมความผิดชอบชั่วดี




แต่สิ่งที่จำกลับมีแต่เรื่องของเค้าคนนั้น



จำได้ทุกอย่าง ทุกการกระทำทุกคำพูดที่แสนเจ็บปวดหัวใจ



จำในสิ่งที่ไม่น่าจะจำ ลืมในสิ่งที่ควรจะจำ




ทุกอย่างกลับตาลปัตรเปลี่ยนขาวเป็นดำและไม่มีวันกลับไปเป็นสีเดิมได้



ถ้าสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่คือสิ่งที่เรียกว่ากรรมตามสนองเหมือนที่คนๆนั้นพูดไว้ แม้จะเจ็บสาหัสขนาดไหนหรือจะมากกว่านี้ผมก็ยอม เพราะผมได้เลือกเองตั้งแต่แรก ให้ย้อนเวลากลับไปได้ผมก็จะทำเหมือนเดิม 







'คนอย่างมึงทำได้ดีแค่นอนอ้าขาเท่านั้นแหละ'




ร่างสูงจุดบุหรี่ขึ้นสูบก่อนจะปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งอย่างคนใจเย็นมุมปากที่ยกขึ้นแสดงอารมณ์พึงพอใจกับผลงานตัวเองที่มีอีกร่างซีดขาวนอนนิ่งลมหายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียง 



มือหนาของคนตัวสูงเลิกผ้าห่มปลายเตียงขึ้นมาคลุมให้ร่างขาวซีดที่เปลือยเปล่าบนเตียงหากแต่เต็มไปด้วยที่แต่ร่องรอยการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ซึ่งทำให้ซอกคอขาวไล่ลงมาที่เนินอกแบนราบตลอดจนแผ่นหลังเนียนสวยเกือบทุกที่ของร่างกายนี้เต็มไปด้วยรอยรักที่ไม่มีความรู้สึกรักของคนกระทำเต็มไปทั่วร่าง



มองๆดูแล้วเหมือนคนเป็นโรคอะไรซักอย่าง




ร่างสูงหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาใส่ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนี้ทิ้งให้ร่างขาวซีดนี้นอนสะอื้นไห้อยู่เพียงลำพัง





'..ลู่ .....เราจะทำยังไงดี..ฮึก'








เรื่อง สกปรกโสโครก และตราบาป นั่น มันยังไม่จบแต่เพราะผมหนีออกมาก่อน ทุกอย่างเลยต้องหยุดชะงัก แต่ดูเหมือนว่าจะถึงเวลาของการ ทบทวนบทเรียน ของผมกับเค้าอีกครั้งแล้ว





อู๋ อี้ ฝาน





































































































(:




BlackForest          
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #15 Jakkaran55 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 01:29
    สวสารมินซอกโว้ย เกลียดพี่ชายที่แสนดีที่หวังดี แต่ดีไม่สุด กับแฟนจอมปลอมคบกันแต่ใส่ใจแค่เฉพาะหน้า
    #15
    0
  2. #14 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 22:22
    ทีมแบคได้มั้ยชอบแบคอ่ะ ไม่ชอบพี่หมินเบะปากรั่วๆไม่รู้ทำไมไม่ชอบคนที่วิ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ ไปๆมาๆอี้ชิงกลับเป็นคนดีซะงั้น แต่ก้อยังอยากให้พี่หมินรู้ความจริงอยากรู้จะยังโลกสวยอยู่อีกมั้ย
    #14
    0