It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 3 : 0 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 207
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 ก.ค. 60









                        3

































                                      

 




 

เห็นหน้าหวานๆ นิสัยอ่อนโยนๆอย่างนี้ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยครับว่าพี่ลู่...จะมีนิสัยด้านนี้ซ่อนอยู่ ส่วนจะด้านไหนขอให้ค่อยๆตามผมไปเรื่อยๆนะครับ....



 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรถเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ทำให้ผมรู้ว่าเค้าเป็นมนุษย์ที่ชอบแกล้งเป็นที่สุด ชอบทำให้คนอื่นคิดอะไรไปไกลและจบลงด้วยการที่เค้านั่งมองเฉยๆแล้วขำอยู่คนเดียว ในขณะที่หน้าผมคงจะตลกมากเค้าถึงได้หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้ -*-




 

หลังจากที่ผมเห็นหน้าของคนข้างๆโน้มเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ ผมที่หลุบตาลงต่ำมองกระดุมเสื้อของเค้าอยู่แต่ก่อนแล้วจึงหลับตาลงและเม้มริมฝีปากมือทั้งสองข้างก็เผลอบีบที่ข้อมือเค้าแน่น  ที่เม้มปากนั้น......ผมทำทำไมผมก็ไม่รู้ ผมเปล่าคิดอะไรทะลึ่งลามกนะ -//- มันเป็นไปเอง จนผมได้ยินเสียงเค้าหัวเราะดังขึ้นนั่นแหละ


 

ผมลืมตาขึ้นส่งค้อนไปให้อีกฝ่าย เขาหัวเราะเหมือนชอบใจซะมากมาย ผมลดมือที่จับเค้าอยู่ออกแล้วยกขึ้นมากอดอกตัวเอง แต่มือของเค้ายังคงประคองหน้าผมอยู่ ผมจึงหันหนีไปไหนไม่ได้ ผมสบตากับเค้าพร้อมกับบอกให้เค้าปล่อยผ่านสายตา เค้ายังคงยิ้มหน้าระรื่นเหมือนเดิมก่อนจะหยิกลงไปที่แก้มทั้งสองข้างของผมเบาๆ ผมยู่ปาก เค้าก็ละมือจากที่หยิกแก้มผมอยู่มาบีบปากผมแทน พร้อมกับรอยยิ้มเหี่ยวๆที่ผมก็ไม่รู้ทำไมถึงชอบนักชอบหนา ตอนนี้มันกลับดูกวนประสาทมาก


ผมปัดมือเค้าออกเบาๆก่อนจะพูดขึ้น


‘ไปได้แล้วฮะ’


และเค้าก็โน้มหน้าลงมาใกล้ผมอีกครั้งโดยที่ผมไม่ทันได้ระวังตัว แขนยาวเอื้อมไปจับเข็มขัดข้างๆผมเพื่อดึงมารัดให้ ....จมูกโด่งเฉียดแก้มผมไปมา ผมนั่งตัวเกร็งมือทั้งสองข้างจับกระเป๋าหน้าตักตัวเองแน่น สัมผัสบางเบาที่ข้างแก้มยังคงอยู่แม้ตัวเค้าจะกลับไปนั่งที่แล้วก็ตาม  ผมก้มหน้าลงเขี่ยเล็บมือแก้เขินซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีของตัวเอง เพราะกลัวว่าคนขัางๆจะสังเกตเห็น

 

ระหว่างการเดินทางที่เงียบสนิทอยู่ภายในรถของเรา กับภายนอกที่ดูวุ่นวายเพราะสัญญาณไฟที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงด้วยเวลาอันรวดเร็วนั้น เค้าหยุดรถตามคันข้างหน้าก่อนจะหันหน้ามาพูดกับผม


‘วันนี้ก็วันที่ 4 แล้วนะ...’



‘…………..’



‘เมื่อไหร่เราจะให้คำตอบพี่ครับ’


‘………….’

 

เค้าพูดพลางดึงตัวผมให้หันไปมองเค้า ผมได้แต่ก้มหน้าตามเคย

 

ความจริงผมเตรียมคำตอบไว้ให้เค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ยังหาโอกาสเหมาะๆบอกไม่ได้ ผมไม่อยากให้เค้ามาถามตรงๆแบบนี้ มัน  รู้สึกเหมือนโดนบังคับยังไงก็ไม่รู้  อีกอย่างคือผมอายด้วย -//-




‘คิม มิน ซอก เงยหน้าขึ้นมาแล้วมองพี่’




มันคือประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำสั่งผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆคือ ผมไม่ได้ทำตามที่เค้าพูด  เค้าจึงยกมืออีกข้างมาจับที่ต้นคอของผม  ผมตกใจสะดุ้งและโยกตัวเพื่อจะดันให้เค้าปล่อยมืออกจากต้นคอของผม จนแผ่นหลังผมชนกับประตู  เค้าจึงดึงตัวผมเข้าไปใกล้เค้าอีกครั้ง  


ใกล้มาก...



ใกล้กว่าตอนแรกซะอีก ตอนนี้ปลายจมูกของเราสองคนแตะกันเบาๆ  ผมพยายามขืนตัวและดันตัวเองออก  แต่เค้าก็รั้งผมไว้ ผมอยากจะบอกให้เค้าปล่อย แต่ก็กลัวว่าถ้าขยับปากพูดอะไรออกไป ปากของผมจะไปโดนปากของเค้า  แค่จะหายใจผมยังไม่กล้าเลย จะหลบตาซ่อนใบหน้าก็ไม่ได้  ในรถไม่มีผ้าห่มให้มุดหนีด้วย  ให้มองหน้าพี่เค้ายิ่งแล้วใหญ่  ทางออกเดียวที่จะหนีออกจากสถานการณ์ตอนนี้น่ะหรอ.....




ข่มใจแล้วเงยหน้าขึ้นช้าๆเพื่อมองอีกคนที่มองผมอยู่ก่อนแล้ว








ฉ่า~~






(-////-)

 

ไม่ใช่เสียงบ้านไหนทอดปลาสลิด  แต่เป็นหน้าผมเอง ที่ตอนนี้คงแดงมากแน่ๆ ดูจากคนที่หัวเราะเหมือนถูกใจอยู่ข้างหน้านี้ สนุกมากเลยล่ะสิที่ได้แกล้งผม -3-



‘จะบอกอะไรให้ฟัง...’



ผมเงียบและรอฟังประโยคต่อไป




‘เราไม่รู้ตัวเหรอว่าเราอะเป็นแฟนพี่ตั้งนานแล้ว’
 

คนขี้ตู่... เค้าไปเป็นแฟนตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  ผมได้แต่พูดอยู่ในใจ ไม่กล้าพูดออกมา เพราะความเขินอาย


‘แล้วพี่....เมื่อไหร่จะสามารถใช้คำนั้นได้ซะทีครับ’


เค้าพูดพร้อมกับปล่อยมือที่จับต้นคออยู่เปลี่ยนมาบีบแก้มทั้งสองข้างผมแทน


‘เจ็บนะ...’



ผมบอกเค้าและแกะมือทั้งสองข้างของเค้าให้ปล่อย แต่เค้าก็ไม่ปล่อย นอกจากจะหน้าเหี่ยวแล้วยังมือเหนียวเป็นตุ๊กแกอีก




‘ปล่อยยยยยยยย’



เค้ายิ้มชอบใจแล้วโยกผมไปมาโดยที่มือยังคงบีบแก้มผมอยู่ ผมจึงเอนตัวตามที่เค้าโยก



‘ไม่ ปล่อยยยยยย’



นอกจากจะหน้าเหี่ยวมือเหนียวแล้วยังเพิ่มหน้ามึนเพิ่มมาอีก -*-




นี่แน่ะ!!




ผมปล่อยมือลงจากแขนเค้าแล้วเปลี่ยนมาบีบแก้มของเค้าเพื่อเป็นการเอาคืนบ้าง 5555

เค้ายู่หน้าทำท่าเหมือนเจ็บมากกกกก  ดี สมน้ำหน้า 5555
 

‘นี่เอาคืนพี่เหรอ?...ต้องเจอนี่ซะแล้ว’


ว่าแล้วเค้าก็เปลี่ยนจากบีบแก้มมาจี้เอวผมแทน  ผมหลุดหัวเราะปล่อยมือออกจากแก้มเนียนใสของเค้า แล้วเอามือมาปัดมือเค้าออกพัลวัน


‘พ..พอแล้วนะ ผม หาย ใจไม่ทัน 5555’



เค้าหยุดแล้วรวบมือทั้งสองข้างของผมไว้ด้วยมือเค้าข้างเดียว  ผมหยุดหัวเราะและหอบสูดเอาอากาศที่ขาดไปให้กลับมาหายใจได้ปกติ  รู้สึกเหนื่อยเหมือนไปวิ่งรอบสนามมา รู้สึกคอแห้งด้วย อยากกินน้ำขึ้นมาทันที


พี่ลู่นั่งยิ้มมองผมหอบอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้พูดอะไร มือที่จับผมอยู่ก็ไม่ยอมปล่อย


‘มองพี่ด้วยสายตาอย่างนี้ นินทาพี่อยู่ล่ะสิ...ไม่เข็ดนะไม่เข็ด’ คนพูดทำท่าเหมือนจะกระทำให้ผมได้ทรมานอีกครั้ง



‘เปล่านินทานะ ไม่แกล้งผมด้วย’


ผมพูดพร้อมกับขยับตัวออกจากเค้า แต่.....มือยังติดอยู่  ผมมองไปที่มือผมที่เค้าจับอยู่ ทำหน้าเป็นเชิงถามว่าเมื่อไหร่จะปล่อย เค้ามองตามก่อนจะปล่อย.......ข้างเดียว



‘พี่รักเรานะ...’
 


‘รัก...รักมาก...รักมาตลอด’

เค้าพูดด้วยสายตาที่ดูจริงจัง เหมือนจะบอกให้ให้ผมเชื่อในประโยคที่เค้าพูดไป  น่าแปลกที่ผมไม่ได้หลบสายตาเค้า...ผมมองเค้าตอบ เราสื่อสารผ่านสายตาแทนคำพูดบอกความเชื่อมั่นของแต่ละคนให้อีกฝ่ายต่างรับรู้








 

===~~===~~~====~~~






 

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของผมดังขึ้น ทำให้ผมผละออกจากพี่ลู่ได้ในที่สุด (แอบเสียดายนิดๆ  .///. )







+++  BaekHyun +++







แบคฮยอนนี่เองที่ขัดจังหวะ ไม่ใช่สิ ช่วยต่างหาก


‘อ่อ แบค ว่าไงหรอ? ’ ผมรับสายแล้วถามออกไปเสียงติดจะหวั่นๆเพราะคนข้างตัวยังคงจับมือผมอยู่  ตัวหลุดแต่มือไม่ยอมปล่อย นิ้วหัวแม่มือไล้วนบนหลังมือผมก่อนที่ปลายจมูกโด่งริมฝรปากสีสวยจะก้มลงสูดกลิ่นและจุมพิตลง ระหว่างที่ผมคุยโทรศัพท์ ผมก็ใช้มือข้างที่เค้าจับอยู่พยายามดันคนที่ทำตัวรุ่มร่ามกับมือผมอยู่ออกเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวและไม่คิดว่าเค้าจะกล้าทำ...




-//-






‘วันนี้ๆไม่มาเรียนเหรอ? จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้วนะ’



‘ปะ..ไปสิ เอ่อ รถติดอยู่น่ะ ถ้าเราไปไม่ทันยังไง แบคเข้าห้องไปก่อนได้เลยนะ ม มะ ไม่ต้องรอเราหรอก’




(!!!!)




‘เป็นอะไรรึเปล่า? เสียงนายดูแปลกๆนะ ไม่สบายรึเปล่า....ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนมา เดี๋ยวกูลาให้’


แบคฮยอนถามและบอกผมอย่างเป็นห่วง  โดยมีต้นเหตุมาจากคนข้างตัวผมพร้อมกับสัมผัสอุ่นบนหลังมือผมที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแกล้ง



‘ร  เราไม่ได้เป็นอะไร เดี๋ยวเจอกันในห้องเรียนเลยนะ เราวางนะ’

ผมพูดเออออเสร็จสรรพแล้วชิ่งวางสายก่อนที่คนปลายสายจะถามอะไรผมต่อ เก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าบนหน้าตักแล้วหันหน้ามามองมือของตัวเองข้างที่เค้าจับอยู่  เค้ามองหน้าผมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่ดูยังไงก็เหมือนจะไม่ยอมปล่อยผมง่ายๆ  ก่อนที่เค้าจะเอามือมือไปแนบกับแก้ม....ของเค้า




ใบหน้าเนียนใสที่ไม่เคยคิดว่าจะได้จับและใกล้ชิดมากขนาดนี้มาก่อน





นิ่มดีจัง  ><



เดี๋ยว? ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาชื่นชม ถึงจะแอบฟินอยู่ก็เถอะ เรายังไม่เป็นอะไรกันเลยนะ แต่ดูสิ่งที่เค้าทำสิ เห็นทีผมคงต้องพิจารณาคำตอบของผมใหม่ซะละมั๊ง
 


‘ใช้ครีมยี่ห้ออะไรครับ...’



‘หอมดี..มือก็นิ๊มมมนิ่ม’


คนพูดทำท่าเอียงตัวเหมือนจะเข้ามาดมกลิ่นบนตัวผมอย่างที่พูด  ผมเอี้ยวตัวหลบแล้วใช้มือข้างที่ว่างดันหน้าเค้าออก คนไม่พอใจทำหน้ายู่ถอยหน้าออกและปล่อยมือผมพร้อมกับไฟด้านหน้าที่ตอนนี้เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวแล้ว






ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง....






เค้า...ไม่พอใจรึเปล่านะ?





‘อะ เอ่อ.....พี่ลู่ฮะ...’





ผมเรียกเค้าด้วยเสียงที่แผ่วและเบาไม่รู้หรอกว่าเค้าจะได้ยินรึเปล่า


‘นี่~’
 

เค้ายังคงนิ่งเหมือนเดิมจนรถเราวิ่งมาถึงโรงเรียนและอยู่ในโรงจอดรถแล้วเรียบร้อย  ผมปลดเข็มขัดรถจับสายสะพายกระเป๋าตัวเองแน่นก่อนจะทำใจกล้า(มาาากกกก)โน้มตัวเอาจมูกไปแตะกับแก้มใสของสารถีข้างๆ





'................'





‘เราเป็นแฟนกันแล้วนะฮะ..’


ผมรีบพูดแล้วลงจากรถปิดประตู ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็ติดเทอร์โบวิ่งหนีไปทันที


 








---
 









และผมก็เข้าเรียนสาย


ผมยืนทำใจอยู่หน้าห้องซักพักหลังจากรีบวิ่งมาก่อนจะแอบย่องเข้าไปทางหลังห้องเพื่อหลบอาจารย์ที่กำลังยืนสอนอยู่ในระดับเกินเงินเดือนอย่างออกรสออกชาติ




‘ไหวนะ ไม่เป็นไรแน่นะ’




แบคฮยอนหันมาถามผมทันทีที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆเค้า ผมเปิดกระเป๋าหยิบหนังสือที่เพื่อนๆเรียนกันอยู่ออกมา เปิดหน้าที่เค้ากำลังเรียนกันอยู่ จัดเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนจะหันไปตอบแบคฮยอนด้วยเสียงที่เบา




‘ไหวสิ เราไม่เป็นไรหรอก ^^;;’




‘แต่หน้านายแดงมากเลยนะ ถ้าไม่ไหวก็บอก เดี๋ยวฉันขออนุญาตอาจารย์ให้ จะได้ไปนอนพักที่ห้องพยาบาล’




แบคฮยอนพูดพลางเอามือมาแตะที่หน้าผากผม ทำท่าทางเป็นห่วงผม  ผมจับมือเค้าออกแล้วบอกด้วยน้ำเสียงที่จะทำให้คนตรงหน้าผมเชื่อ



‘เราไม่เป็นไรจริงๆ สงสัยรีบวิ่งมาเลยหน้าแดงน่ะ’




ผมหัวเราะแห้งๆให้อีกคนแล้วยกมือขึ้นจับใบหน้าของตัวเองแก้เก้อเพื่อกลบเกลื่อน


‘งั้นเหรอ? ไม่เป็นไรก็ดี’


แบคฮยอนมองหน้าผมเหมือนยังไม่ค่อยเชื่อผมเท่าไหร่ แต่ก็หันไปสนใจไวท์บอร์ดหน้าห้องต่อ




ฮู่ววว~~



  

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เค้าไม่สงสัยหรือซักไซ้ถามอะไรผมมากไปกว่านี้อีก

‘แต่เดี๋ยวนะ!! เมื่อคืนที่คุยกันนายบอกจะให้คำตอบพี่ลู่วันนี้นิ...’




(!!!!!)
 


‘วันนี้มาโรงเรียนพร้อมกันใช่มะ?’  คนพูดกระแซะมาที่ไหล่ผมเบาๆเป็นเชิงหยอกล้อ ผมได้แต่อายก้มหน้ามองหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้า


‘อย่าบอกนะว่าไอ่ที่มาสายนี่เป็นเพราะ.........’


‘พะ เพราะรถติดไง ตั้งใจเรียนไปเหอะน่า เดี๋ยวจะโดนดุเอา’



ผมชิงพูดก่อนที่แบคฮยอนจะพูดอะไรๆออกมาให้ผมได้อายอีกรอบ แล้วใช้มือทั้งสองข้างจับหน้าของเพื่อนแสนรู้ให้หันไปสนใจเรื่องที่อาจารย์กำลังสอนอยู่


‘ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะ เที่ยงนี้เตรียมเบตาดีนไว้ได้เลย จะซักให้ถลอกจนเลือดไหลอาบแน่'
 


 ‘สองคนตรงนั้นน่ะ จะเรียนมั๊ย?’


เสียงของคนที่มีอำนาจมากที่สุดในห้องเอ่ยขึ้นเรียกความสนใจของแบคฮยอนไปได้ ผมหันไปก้มหัวให้คนข้างหน้าเป็นการขอโทษ จากนั้นโน้ตกระดาษแผ่นเล็กจากคนข้างๆก็ถูกส่งมาที่ผม




‘เตรียมตัวไว้ให้ดี ;p’



ผมหยิบมาอ่านแล้วหันไปยิ้มเจื่อนๆแทนคำตอบกลับไป แบคฮยอนตอบกลับมาด้วยการทำท่ายกนิ้วขึ้นมาชี้ที่ผมแล้วเปลี่ยนมาทำท่าปาดคอตัวเองพร้อมกับพูดแบบไม่มีเสียง อ่านปากได้ว่า
 


‘ตาย แน่’



T[]T







สารภาพตามตรงเลยว่าวันนี้ทั้งวันผมเรียนไม่เรื่องรู้เลย....อาจารย์สั่งงานอะไร มีการบ้านวิชาอะไรบ้าง ผมก็ไม่รู้  จะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่เมื่อตอนพักเที่ยง แฟนของผม -///- ไลน์มาบอกว่าต้องอยู่ช่วยงานอาจารย์เลยมากินข้าวกลางวันด้วยไม่ได้.....


ManLu  ::  มินนนนนนนนนน~~~  Read 12:05

ManLu  ::  //สติ้กเกอร์เวย์น รูนี่ย์  ร้องไห้// Read 12:05

ManLu  ::  พี่ไปกินข้าวกับเราไม่ได้แล้วนะ...ต้องทำงานช่วยอาจารย์ง่ะ  Read 12:06

ManLu  ::  //สติ้กเกอร์ ดาวิด เด เกียยกมือขอโทษ// Read 12:06
 

                                                                            MinMin  ::  อ่า..ไม่เป็นฮะ ^^  Read 12:08

ManLu  ::  อยากไปหา  Read 12:08

ManLu  ::  อยากเห็นหน้า  Read 12:08

 

                                                                           MinMin ::  อย่าลืมทานข้าวด้วยนะฮะ  Read 12:09

ManLu  ::  อยากไปหาาาาาาาา  Read 12:09

ManLu  ::  //สติ้กเกอร์ จอนนี่ อีแวนส์ ทำท่าคุกเข่า  Read 12:09


                                                                            MinMin  ::   ฮะ.. ^^;;

ManLu  ::  ต้องไปแล้ว  Read 12:10

ManLu  ::  //สติ้กเกอร์เวย์น รูนี่ย์//  ร้องไห้ Read 12:10


                                                                          MinMin  ::  แล้วเจอกันตอนเย็นฮะ.. Read 12:10

ManLu  ::  ครับ //อีโมติคอนหัวใจ//  Read 12:11





หลังจากคุยกับพี่ลู่เสร็จ ผมกับแบคฮยอนก็ลงไปกินข้าวกันที่โรงอาหาร  ระหว่างที่นั่งกินกันอยู่นั้นแบคฮยอนก็ทำการขูดเลือดขูดเนื้อผมจนรูเรื่อง ซึ่งผมก็เล่าให้เค้าฟังทั้งหมด ตั้งแต่ตอนเช้าก่อนออกมาด้วยกันที่พี่ลู่ไปรอผมที่บ้าน ตอนอยู่ในรถ จนมาถึงตอนที่ถึงโรงเรียน







---






เสียงกริ่งที่โรงเรียนดังขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณว่าสิ้นสุดการเรียนการสอนของวันนี้แล้ว  เพื่อนๆในห้องต่างเก็บข้าวเก็บของเพื่อเตรียมตัวกันกลับบ้าน บ้างก็ไปเที่ยว ไปติวหนังสือต่อ ผมกับแบคฮยอนก็เช่นกัน หลังจากเพื่อนๆในห้องทยอยกันออกไปจากห้องแล้ว  แบคฮยอนก็กระโดดมาจับไหล่ทั้งสองข้างผมแล้วเขย่ารัว


‘ถึงจะไม่เห็นด้วยที่นายคบกับพี่ลู่แต่ฉันก็ดีใจด้วย ไม่คิดว่าพี่แกจะมีอารมณ์ ดิบ..เถื่อนเอาแต่ใจตัวเองซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าสวยๆนั่น’


ว่าแล้วคนที่เขย่าตัวผมอยู่ก็เปลี่ยนมาตีผมแทนพร้อมกับทำหน้าเขินอายกรีดร้องอี้ดๆเป็นหมาเสียงหมูเหมือนเป็นเรื่องราวของตัวเอง ก่อนที่กระเป๋าผมจะสั่นรัวเพราะโทรศัพท์  ผมจึงเปิดกระเป๋าอีกรอบเพื่อหยิบเจ้าตัวที่กำลังเรียกร้องความสนใจจากผมอยู่ขึ้นมากดรับ
 


‘ฮะ...’


ผมกรอกเสียงลงไปผ่านเครื่องมือที่ถืออยู่แนบหูด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะกว่าแต่ก่อน เพราะสถานะของเราสองคนตอนนี้....เปลี่ยนไปแล้ว มันไม่เหมือนกับตอนที่เราคุยกันตอนกลางวัน เพราะนั่นผมไม่ได้ยินเสียงเค้า  แต่ตอนนี้ผมกำลังคุยกับเค้าอยู่ ซึ่งผมไม่สามารถควบคุมเสียงไม่ให้สั่นได้  T//T


‘เดี๋ยวพี่เอารถไปรับเราที่ตึกเลยนะ..เราจะได้ไม่ต้องเดินไกล'



(หูยยยยยยย)



ผมยู่หน้าใส่แบคฮยอนที่ฟังอยู่ข้างๆกับผม



‘ลำบากเปล่าๆ เดี๋ยวผมเดินไปเองดีกว่าฮะ จะได้ไม่ต้องขับอ้อมไปอ้อมมา’


‘เราเดินก็อ้อมอยู่ดี ให้พี่ไปรับดีแล้ว เร็วกว่าด้วย..พี่ออกมาแล้ว เราออกมารอหน้าตึกเลยนะครับ'







เฮ้ยยยยยยย!!!








ผมได้ยินเสียงเค้าร้องก่อนที่สายจะตัดไป........









 

 ‘เป็นอะไรรึเปล่าฮะ..’  

ผมต่อสายหาเค้าทันทีที่สายหลุดไปพร้อมกับเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินนั่นด้วยความตกใจและเป็นห่วงคนปลายสาย


‘เปล่าครับ..คุยกับแฟนเพลินไปหน่อย ไม่ได้มองทางเลยซุ่มซ่ามสะดุดขาตัวเองน่ะ ฮะ ฮะ ฮะ’




แฟน?




หมายถึงผมรึเปล่า




อ่า





ผมนี่นาาาา





-////-




เค้าพูดอะไรแบบนี้โดยที่ไม่อายได้ยังไงกันนะ ผมคนฟังยังรู้สึกเหมือนตัวร้อนคล้ายๆจะเป็นไข้ทุกครั้งที่ได้ยินอะไรแบบนี้ทุกที

 


‘คิม มิน ซอก ...’



‘หะ...ฮ ฮะ’



‘เป็นอะไรรึเปล่า? พี่เรียกตั้งหลายทีไม่เห็นตอบ’



‘เปล่าฮะ ไม่มีอะไร บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าฮะ’



‘เจ็บข้อเท้านิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่นี้ไกลหัวใจผู้ชายแมนๆ ฮ่าๆๆ’ ยังจะมีอารมณ์มาเล่นตลกอีก



‘แค่นี้ก่อนเนาะ พี่ถึงรถละ รออีกแปปนึงนะครับ’


‘อื้อออ..’


‘หมั่นไส้เหลือเกิน อย่างที่บอกไป ถึงจะไม่เห็นด้วยที่นายใฝ่ฝันและสามารถอ่อยเค้าจนฝันนั้นเป็นจริง จนได้คบกันก็ตาม ไม่ใช่ว่าพี่เค้าไม่ดี เค้าดี..ดีชิบหาย ดีเกินไป นายเองก็ดี ดีมากๆและน่าจะเจอคนที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ว่านายไม่เหมาะสมกับพี่เค้า ก็เหมาะดี แต่เซ้นฉันมันบอกว่ามันไม่ใช่ พูดไปก็เท่านั้น ในเมื่อมาถึงขั้นนี้ละ..เวลาเท่านั้นแหละจะเป็นตัวตัดสินเรื่องทั้งหมด’  







ผมไม่รู้ว่าแบคฮยอนพูดอะไร ผมฟังไม่รู้เรื่องหรือแบคฮยอนพูดไม่รู้เรื่องก็ไม่แน่ใจ ที่แน่ๆคือ อาการเหมือนจะเป็นไข้มันกำเริบอีกแล้ว  รู้สึกร้อนหน้า  ร้อน...ร้อนไปหมด ร้อนไปทั้งตัว มวนๆในท้องเหมือนมีใครเอาลูกโป่งมาปล่อยลมให้มันบินไปมาอยู่ข้างใน รู้สึกอยากจะลอย  ผมยืนอมยิ้มและเริ่มเข้าสู่ห้วงความคิดของตัวเอง.. จินตนาการถึงทุกๆวันที่มีเค้าเดินเคียงข้าง เที่ยวเล่น หาอะไรสนุกๆทำด้วยกัน (อย่าคิดลึกกันนะฮะ) ในฐานะ คนรัก  ทุกอย่างที่เคยดูในทีวี ซีรี่ส์ หรือติวหนังสือ.... ผมจะลองทำให้หมด กับเค้า...






ลู่ หาน...







ผู้ชายคนแรกและคนสุดท้ายของ คิม มิน ซอก...






‘เน่!! มโนอะไรอยู่ ที่พูดนี่ไม่ได้ฟังใช่มะ? ยิ้มมม มีความสุขเข้าไปเถอะ อย่าสำลักออกมาเชียวนะ ชิส์! หมั่นไส้ จะไม่ลงไปหาเค้ารึไง เห้อะ! นี่แน่ะ!!’


แบคฮยอนเดินชนไหล่ผมแล้วรีบจ้ำอ้าวออกจากห้องเพื่อลงไปข้างล่าง ผมยกมือขึ้นคลำบริเวณที่โดนชนแล้วยิ้มอายๆก่อนจะเดินตามออกไป






‘รอด้วยสิ..’







ผมเปลี่ยนจากเดินเป็นสาวเท้าก้าวยาวๆเพื่อตามคนที่เดินออกมาก่อนให้ทันด้วยจังหวะที่เร็วขึ้น ขาก็ไม่ได้ยาวทำไมเดินเร็วนักนะ

 

ผมเดินตามแบคฮยอนจนมาถึงชั้นล่าง เห็นคนตัวเล็กยืนทักทายกับคนที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนจะไม่สบายอยู่ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มประดับอยู่ของทั้งสองคน





เค้ายิ้ม 







(^^)/

 



โบกมือให้ผม

 


ผมยิ้มตอบกลับไปอย่างเขินอายแล้วก้มมองดูรองเท้าตัวเองทันทีระหว่างที่จะเดินลงไปแล้วก็สะดุดบันไดก่อนจะถึงพื้นอีกสองขั้น  เมื่อไหร่จะชินซักทีนะ.. ไม่น่าหวั่นไหว เผลอตัวปล่อยใจไปชอบเค้าเลย ให้ตายเถอะ... ><




‘เดินมองทางด้วยสิครับ.. ก้มหน้าแบบนี้เดี๋ยวได้เจ็บตัวขึ้นมาหรอก’




คนพูดเดินมาจับแขนประคองให้ผมเดินลงมาดีๆ พร้อมกับเอ็ดผมด้วยความเป็นห่วง



‘ไม่ต้องมาทำหน้าหมาโง่เลียนแบบเพื่อนเลย’






!?!!



‘โอ๊ยย..’

 

มือเรียวสวยที่ประคองผมอยู่เปลี่ยนมาดีดตรงกลางหน้าผากผมแทน ผมยกมือขึ้นลูบเบาๆ พร้อมกับส่งค้อนน้อยน่ารัก(?)ไปให้คนตรงหน้า




‘ไหนมาดูซิ’


เค้าใช้มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาประคองใบหน้าของผมไว้ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือลูบวนๆ 2-3ที จบลงด้วยการที่เค้าโน้มหน้าลงมาเป่าเบาๆบริเวณที่เค้าพึ่งลูบไป



‘เพี้ยง!!’



‘ไม่เจ็บแล้ว’



เค้ายิ้มอ่อนโยน วางมือลงบนหัวของผมแล้วยีไปมาเหมือนที่เค้าชอบทำอยู่เป็นประจำ ผมก้มลงซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีชมพูเข้มด้วยความเขินอาย  ตบหัวแล้วลูบหลัง.. ชิส์!! เกลียด..




เกลียดตัวเองที่ดันชอบเนี่ยอ่ะสิ T//T





‘เห่นโล้วววว นี่ไม่ใช่ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์นะครับ จะทำอะไรก็เกรงใจคนโสด(?)หน่อยเถอะครับคุณๆทั้งสอง’




‘5555 ขอโทษทีครับ พี่ลืมตัว’




‘แหมมมมม นี่ถ้าไม่ขัดซะก่อน คงจะเห็นอะไรดีๆเข้าแล้วนะเนี่ย เสียดายจัง 55555’




‘งั้นคราวหน้าก็ยืนดูเงียบๆนะครับ 5555555’



แล้วทั้งสองคนก็ประสานเสียงกันระเบิดหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ผมหน้าไหม้ไปแล้วเรียบร้อย







 

---








 
 

หลังจากแยกกับแบคฮยอนแล้ว ผมกับพี่ลู่ก็ตรงดิ่งกลับบ้านเลย แต่ก่อนจะถึงทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เค้ากลับขับแยกไปอีกทาง ผมจึงหันไปถามด้วยความสงสัย



‘เราไม่ได้จะกลับบ้านกันหรอฮะ’



เค้าหันมายิ้มแล้ววางมือลงบนหัวผม

 

‘พี่ยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย..ตอนนี้หิวจนจะกินเราแทนข้าวอยู่ละ’ 



‘ละ..แล้ว ทำไมไม่กินล่ะฮะ..’

     

‘อืมมม ก็หลังจากที่ช่วยงานอาจารย์เสร็จก็นั่งดูรูปเราซะเพลินเลย เงยหน้าขึ้นมาอีกที อ้าว! เลยเวลาพักเที่ยงซะละ ฮะ ฮะ ฮะ’

  

เค้าพูดพร้อมกับลดมือลงจากหัวของผมแล้วเปลี่ยนไปเกาคอแก้เขินแทน... นั่งดูรูปผมงั้นหรอ?.

     

เค้า... น่ารักโนะ 

 

‘จะไปกินที่ไหนฮะ จริงๆกลับไปกินที่บ้านก็ได้นี่นา จะถึงอยู่แล้วเชียว’ 



‘ขืนกลับไปกินที่บ้านก็ไม่ได้อยู่กับเราสองคนอะดิ ไหนจะแม่เราไหนจะแม่พี่ มันทำอะไรๆไม่สะดวก'



‘พี่ลู่จะทำอะไรหรอฮะ แม่กับอาฮีชอลถึงรู้ด้วยไม่ได้’ 



‘ถามมางี้แล้วพี่จะตอบยังไงล่ะเนี่ยหื้อ?

 

เค้าพูดเหมือนจะตอบคำถามของผมไม่ได้ ถึงจะอดสงสัยไม่ได้แต่ผมก็ไม่ถามเค้าต่อ ล้มเลิกความคิดที่อยากรู้เปลี่ยนมาถามคำถามใหม่แทน

    

‘แล้วตกลง.. เราจะไปที่ไหนกันหรอฮะ’ 



‘เอาน่า... เดี๋ยวไปถึงก็รู้เองแหละ’

   

สรุปผมไม่ได้คำตอบอะไรซักอย่างจากคำถามที่ผมถามไป ซึ่งผมก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามเค้าต่อจนรถเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง

     



‘ปะ.. ลงไปซื้อของกัน’ 


เค้าพูดเสร็จก็ปลดเข็มขัดนิรภัยเปิดประตูลงจากรถแล้วอ้อมมาเปิดประตูรถให้ผมที่นั่งงงอยู่ว่าเรามาทำอะไรกันที่นี่ ผมหยิบกระเป๋าขึ้นมาเตรียมจะสะพายเพื่อเอาไปด้วย เค้าก็ท้วงขึ้น

 

‘เอากระเป๋าเก็บไว้นี่แหละ.. เราเข้าไปซื้อของแปปเดียว’ ผมทำตามที่เค้าบอกวางกระเป๋าไว้ที่เดิมก่อนจะเดินออกมาจากรถ

    

‘วันนี้พี่อยากลองกับข้าวฝีมือเรา.. ทำให้กินหน่อยนะครับ’

   

‘ได้สิฮะ..

   

ผมพูดและยิ้มตอบคนตรงหน้า เค้าคว้ามือผมเข้าไปจับแล้วจูงผมเข้าไปข้างใน  ผมมองมือที่เค้าจับมือผมอยู่ด้วยความเขินอาย ก่อนจะเหลือบไปเห็นสายตาหลายคู่ที่มองมาที่เราแล้วพากันซุบซิบหน้าตาเคร่งเครียด ผมจึงสะบัดมือเค้าออกทันที  เค้าหันกลับมาทำหน้างงๆก่อนจะดึงมือผมเข้าไปจับอีกครั้งเหมือนไม่สนใจอะไร 



‘อย่าไปมองคนอื่นสิ... มองแค่พี่คนเดียวก็พอนะครับ’ 

คนตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่ก็ฟังดูอ่อนโยนและน่าคล้อยตาม

  

‘แต่ว่า...................... 

 

เค้าส่ายหน้าไปมาเหมือนจะห้ามไม่ให้ผมคิดมาก รอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของเค้าทำให้ผมละสายตาลงและก้มมองรองเท้าอีกครั้ง...

 

มือหนาที่ประคองแก้มทั้งสองข้างของผมให้เงยขึ้นมองคำพูดปลอบประโลมของเค้าผ่านดวงตาคู่สวย  เค้ายังคงส่งรอยยิ้มที่ผมมองแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งมาให้



‘เชื่อใจพี่ใช่มั๊ย? ผมพยักหน้ารัวพร้อมกับยิ้มเป็นคำตอบส่งให้เค้า

   

‘จากนี้ไป...ให้พี่ดูแลเรานะ พี่ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีรึเปล่า แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด..เท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำเพื่อคนที่รักได้...’

 

เค้ายิ้ม

 

ผมก็ยิ้มตาม



รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล

   

‘สิ่งที่เราเป็น.. ตราบใดที่มันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้พวกเค้า ก็อย่าไปแคร์..อย่าเก็บมาคิดให้ไม่สบายใจตัวเอง  ต่างคนต่างความคิด เราห้ามความคิดของคนอื่นไม่ได้ ในขณะที่เราเองก็อย่าไปคิดแทนพวกเค้า การแคร์ความรู้สึกของคนอื่นไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่เราก็อย่าลืมว่าเราก็มีความรู้สึกเหมือนกัน อย่าให้ความคิดของคนอื่นมาทำให้เราสับสนไม่เป็นตัวของตัวเอง อาจจะฟังดูเหมือนเด็กเอาแต่ใจ แต่มนุษย์ทุกคนย่อมมีเรื่องที่ต้องให้เห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้มันในรูปแบบไหน... ‘



ผมรู้สึกโชคดีจังที่เลือกคนไม่ผิด  รู้สึกรักเค้ามากขึ้นไปอีกจากที่รักมากอยู่แล้ว TT



‘ฝากดูแลผมด้วยนะฮะ....’



ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ เค้าดึงผมเข้าไปกอดแล้วลูบผมผมเบาๆ



'เด็กขี้แย'



ผมพยักหน้ากระชับอ้อมแขนที่กอดเค้าแน่น  น้ำใสๆที่ทำท่าว่าจะไหลตอนนี้เปื้อนเสื้อของคนตัวสูงกว่าไปแล้วเรียบร้อย



‘ร้องไห้ทำไมเนี่ย... โอ๋ๆ หมูน้อยของพี่ไม่ร้องนะครับเด็กดี หื้ม... ไหนดูซิเลอะหมดเลยเสื้อพี่’



เค้าพูดติดตลกหลังจากเราผละออกจากกัน มือหนาทำท่าปัดๆตรงบริเวณอกที่มีน้ำตา (+น้ำมูก) ของผมเลอะเป็นวงอยู่ ผมทุบอกเค้าไปหนึ่งทีก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดเสื้อของคนตรงหน้า เค้าหัวเราะเอ็นดูแล้วดึงผมเข้าไปใกล้อีกครั้ง ใช้มือเช็ดน้ำตาออกให้ผม



‘เข้าไปข้างในกัน.. ก่อนที่พี่จะได้กินเราซะก่อน




‘อื้ออ’



ผมมองเค้าผ่านม่านน้ำตาที่ยังคลอหน่อยอยู่พร้อมกับส่งยิ้มไปให้  แล้วเราทั้งสองก็ประสานมือกันเดินเข้าไปในสถานที่ตรงหน้าโดยไม่สนใจสายตาของคนรอบๆที่มองเราสองคนอยู่...

   

ถ้าไม่นับรวมพ่อแม่ ครอบครัว เพื่อนๆ ขอแค่มีเค้าอยู่ด้วย อะไรจะเกิด.. ผมก็ไม่สนแล้วล่ะ  ^^

  






 





หลังจากที่เราซื้อของกันเสร็จเรียบร้อยแล้วผมและพี่ลู่ก็เดินทางกลับ แต่... ไม่ได้กลับบ้านอีกแล้ว



ตั้งแต่ตอนอยู่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตจนมาถึงตอนนี้  เรายังคงจับมือกันอยู่ ผมรู้สึกดี อบอุ่น รู้สึกปลอดภัย เหมือนผมได้รับการปกป้อง มีคนคอยดูแลอยู่ด้วยตลอดเวลา... ผมสะบัดความคิดนั้นออกจากหัวแล้วหันไปถามคนข้างๆที่กุมมือผมอยู่



‘เราไม่กลับไปทำที่บ้านหรอฮะ’



‘ไปสิครับ’  เค้ากระชับมือที่กุมมือผมอยู่แน่นขึ้นก่อนจะบอกผมด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มชวนให้ผมอยากมองรองเท้าตัวเองอีกแล้ว  หัวใจ ฮือออออ



‘แต่นี่ไม่ใชีทางกลับบ้านเรานิฮะ.. ต้องเลี้ยวขวาตรงแยกที่ผ่านมาเมื่อกี๊นี่นา...’



ผมพึมพำพูดตาก็มองดูเส้นทางบนถนนที่ไม่คุ้นตาทั้งสองข้างทาง  เค้าไม่พูดอะไรตอบ แค่ยิ้มขำแล้วยกมือที่กุมมือผมออกขึ้นมาหยิกแก้มเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมาวางลงที่มือผมเหมือนเดิม และผมก็หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงคนข้างๆปลุก




‘มินซอกอ่า...ตัวเล็ก ตื่นได้แล้วครับ ถึงแล้วนะ’



สัมผัสอุ่นตรงหน้าผากที่ผมรับรู้หรืออาจจะคิดไปเองทำให้ผมลืมตาขึ้นมาอย่างง่วงงุน  ขยี้ตาไปมาเพื่อปรับสายตาให้เข้าที่



‘ที่นี่.. คือที่ไหนหรอฮะ?’



ผมถามเค้าออกไปทันทีที่ก้าวขาลงจากรถ  แต่เท่าที่กวาดสายตามองดูรอบๆแล้วน่าจะเป็นโรงจอดรถ เพราะมีรถจอดกันประปราย



‘คอนโดพี่เอง...’



ผมไม่แปลกใจที่เค้าจะมีคอนโด หรือบ้านเช่าอะไรแต่ผมก็ยืนทำหน้ามึนเกาหัวตัวเองพลางมองไปรอบๆอีกครั้ง  จริงสิ!! นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย เมื่อนึกขึ้นได้ผมจึงล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกางเกงนักเรียนเพื่อมากดดูเวลา




06:25น. ค่ำแล้ว!!




ป่านนี้แม่คงเป็นห่วงแล้วแน่เลย ผมไม่ได้บอกด้วยสิว่าจะกลับค่ำ  ผมเดินกระวนกระวายไปหาพี่ลู่ที่ตอนนี้เก็บของที่ซื้อออกมาจากหลังรถส่งให้....น่าจะเป็นพนักงานแม่บ้านของที่นี่ล่ะมั้ง



‘ฝากเอาขึ้นไปเก็บบนห้องก่อนนะครับ เดี๋ยวผมขึ้นไป’





เค้าหันไปบอกกับคนที่ส่งของให้แล้วหันหน้ามามองผมแล้วทำหน้าสงสัย

‘เอ่อ.. คือ6โมงกว่าแล้ว เรารีบกลับบ้านกันเถอะฮะ เดี๋ยวมืดก่อนผมไม่ได้บอกที่บ้านไว้ด้วย'



พี่ลู่เดินมาคว้าแขนทั้งสองข้างของผมเข้าไปใกล้ๆ จนจมูกของเราสองคนชนกันพอดี ผมหน้าแดงรีบเอนตัวออก แต่เค้าก็ดึงผมเข้าไปอีก เค้ากอดผมแน่นพลางโยกตัวไปมาเหมือนเล่นกับเด็ก

     

‘เดี๋ยวใครมาเห็นเข้านะฮะ’

ผมพูดแล้วยกมือขึ้นตีแผ่นหลังของเค้าเบาๆแล้วดันตัวเค้าออกจากตัวผม

‘พี่บอกพ่อกับแม่เราแล้ว  ว่าวันนี้เราจะ ค้างกับพี่ที่นี่..'

คนพูดเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงเหมือนเด็กพึ่งได่ของเล่นชิ้นใหม่

‘ค้าง? ที่นี่...หมายความว่าไงหรอฮะ’



‘ปะ... ไปกันเถอะ’

ผมถูกคนตรงหน้าจูงไปหยุดอยู่ที่หน้าลิฟท์ ชั้นที่ 38 คือชั้นที่เค้ากด

ระหว่างที่ลิฟท์พาเราทั้งคู่ไปยังที่หมาย คนข้างๆผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกมานอกจากฮัมเพลงในลำคอเหมือนมีเรื่องอะไรให้น่าสุขใจซะเต็มประดา

    

ติ๊งงง~~

ทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดเค้าก็รีบคว้ามือผมให้รีบเดินตามเค้าไป กดรหัสผ่านเสร็จก็ดันตัวผมเข้าไปข้างใน





*[]*




ทุกอย่างในห้องนี้ทำผมพูดไม่ออก อึ้งไปหมด อันดับแรกคือกว้างขวางมากกกกก ที่ทั้งชั้นใหญ่โตขนาดนี้คงเป็นเพราะทั้งชั้นมีแค่ห้องเดียวนี่ละมั้ง.. ต้องแพงมากแน่เลย

การตกแต่งห้องของคนแมนสไตล์คือเป็นโทนสีเทากับสีครามทะเล  ดูไม่มืดจนเกินไปและสดใสจนเว่อร์ คือน่าอยู่  ข้าวของตกแต่งส่วนใหญ่มีแต่ของสะสมของสโมสรฟุตบอลที่เค้าชื่นชอบและรักนักหวงหนา  ผมหยิบกรอบรูปอันหนึ่งขึ้นมาดู เป็นรูปที่ถ่ายตอนผมเข้าอนุบาลปีแรกกับเค้าและพี่อู๋ที่ยืนประกบข้างโดยที่ผมอยู่ตรงกลางและจับมือกัน



‘อะไรเรา ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว’



‘เปล่าฮะ..’



ผมหันไปฉีกยิ้มให้เค้าก่อนจะเดินไปสำรวจบริเวณอื่นๆที่ยิ่งดูยิ่งเพลินจนลืมอะไรบางอย่างไป....

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

  
















 








 




 

 

 

















































































































 



















(:





BlackForest                 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #5 Jakkaran55 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 01:56
    หวานเว่อร?แบบนี้ใจบ่ดี
    #5
    0
  2. #1 ซอนี่ซอนี่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 21:27
    แมวจะโดนกวางกินมั้ยยยย
    #1
    0