It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 22 : 2 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 168
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 ต.ค. 60








22











ร่างสูงของพี่ชายที่คอยช่วยเหลือเปรียบเสมือนหลุมหลบภัยของผมคว้าแขนของผู้ชายอีกคนให้เข้ามายืนข้างๆมือหนานั้นกุมมือเล็กๆพร้อมกับส่งสายตากังวลแต่ดูอ่อนโยนให้คนๆนัเนที่ยิ้มสดใสโชว์รอยบุ๋มข้างแก้มที่ทำให้ดูมีเสน่ห์โดยไม่ต้องประดิษฐ์




‘เรา.. จะไม่พูดอะไรหน่อยหรอ?’





‘ผมควรเป็นคนถามคำนั้นมากกว่า’






‘…….’






‘นี่มันหมายความว่าไงฮะ’





ผมมองดูร่างสูงที่ยังคงมองหน้าผมตอบแต่ไม่มีคำพูดใดๆเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากนั่น






‘อะ เอ่อ สวัสดีมินซอก..’





น้ำเสียงตะกุกตะกักไม่มั่นใจในคำพูดของอีกคนหยุดสงครามทางสายตาของผมกับร่างสูงให้หันกลับมาสนใจคนตัวขาวซีดที่ยืนอยู่ด้วย





ผมพอจะรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพี่ชายคนนี้ทั้งจากแม่และพี่ชายร่างสูงคนนี้ แต่ที่ไม่คิดหรือคิดไม่ถึงและไม่อยากจะคาดคิดเลยด้วยซ้ำคือเค้าสองคนดีกันแบบนี้ได้ยังไง





หน้าตาที่ดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงอะไรแต่เพิ่มความสดใสและแววตาใสซื่อดูไม่มีพิษมีภัยนั่นส่งยิ้มให้ผมทำให้ผมหงุดหงิดในใจแปลกๆ





‘ผมขอตัว หาคำพูดของตัวเองเจอเมื่อไหร่ค่อยโทรมาละกัน’





ผมโค้งให้พี่ชายที่ตัวเล็กกว่าอีกคนข้างๆพอเป็นพิธีและไม่เสียมารยาทก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปในทางเดิม คำพูดไร้เดียงสาที่ได้ยินตอกย้ำความทรงจำที่พยายามจะลืมให้หวนกลับมาอีกครั้ง





‘ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะครับ เห็นมั้ยน้องไปแล้ว ผมยังไม่ได้คุยอะไรด้วยเลย’




เค้าอาจจะลืม แต่ผมจำได้ทุกการกระทำทุกเหตุการณ์ จะฝืนยืนอยู่ตรงนั้นไปทำไมให้ภาพเก่าๆพวกนั้นกลับมาขยี้ให้เจ็บขึ้นมาอีก





1 ปี ไม่มีประโยชน์อะไรเลยจากการเดินออกมาจากวังวนที่หาจุดจบไม่เจอทันทีที่คนๆนี้ปรากฎตัว





คนที่อยากลืมและจำอะไรไม่ได้ควรเป็นผม






ถ้าให้เลือกเจ็บกายกับเจ็บใจผมขอเลือกเจ็บกาย ถึงบาดแผลจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้ดูต่างหน้าแต่แผลนั้นก็เป็นแค่แผลที่แห้งไปแล้วไม่เจ็บไม่ปวดถ้าไม่คิดถึง 




มันต่างกับเจ็บใจที่ไร้แผลแต่ฝังอยู่ในทุกความทรงจำแม้จะไม่อยากนึกถึงก็ตาม ความเจ็บปวดนั้นยังตามมาหลอกหลอน เรื้อรัง และยาวนาน





‘หน้าตึงมาเชียว หาไม่เจอหรอ? หรือมีคนมายืมตัดหน้าไปแล้ว’





‘กลับกันเถอะ’




ห๊ะ?! พึ่งมาเอง ไหนบอกจะอยู่ทั้งคืนไง’




‘นึกขึ้นได้ว่าลืมทำการบ้านอีกวิชาน่ะ นายจะอยู่ต่อก็ได้นะ ฉันขอตัว ไปนะฮะพี่แอม..’




ผมบอกรุ่นน้องตัวสูงและรุ่นพี่ที่นั่งทำหน้างงมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจอารมณ์ของผมตอนนี้





‘ให้ไปส่งมั้ย?’





‘ไม่เป็นไร’





ผมเดินออกไปทันทีไม่รอให้ทั้งสองคนได้พูดอะไรออกมาอีก หยิบปากกาที่วางอยู่ข้างสมุดบันทึกเวลาเข้าออกของห้องสมุดเซ็นชื่อของตัวเองและเวลาออก




‘จะกลับแล้วหรอ? ไม่รอหนังสือใหม่หรอจ้ะ’




บรรณารักษ์ใจดีกระซิบกับผมที่เดินออกมาและเซ็นชื่อผมตอบเธอด้วยประโยคเดียวกันกับที่บอกอีกสองคนที่ยังอยู่ข้างใน




‘แย่จัง.. งั้นถ้าจะเอาเล่มไหนก็เช็คในเว็ปได้เลยนะ’




ผมพยักหน้าในยิ้มให้เธอแล้วเดินออกมาพยายามข่มอารมณ์หวุดหงิดของตัวเองไม่ให้ไปพาลลงกับคนอื่น





สองขาพาตัวเองเดินไปอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทางเพราะนี่ก็เลยหอพักที่ผมอยู่มาแล้ว ผมชอบเดินเล่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อยมองนั่นนี่ไปเพลินๆปล่อยความคิดไปตามสิ่งที่สายตาจะมองเห็นจนรู้จักพ่อค้าแม่ค้าแถวนี้แทบทุกร้านเพราะแถวนี้เป็นแหล่งสถานศึกษาจึงมีแต่หอพักอพาร์ทเม้น คอนโด ร้านค้าซักรีด สารพัดร้านที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในช่วงของการเรียน




มีหลายร้านที่ผมกลายเป็นลูกค้าประจำ บัตรนักเรียนเพียงใบเดียวเป็นทั้งส่วนลดและสมาชิกได้โดยที่ไม่ต้องพกบัตรจากทางร้านให้เปลืองพื้นที่กระเป๋าเพราะหลายๆร้านก็อยู่ในเครือของโรงเรียนทำให้อะไรๆก็ดูจะง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น 




ช่วงแรกๆก็ไม่ชินไม่คุ้นกับสถานที่ใหม่ๆผู้คนแปลกหน้าไหนจะภาษาในการสื่อสารขนบธรรมเนียมประเพณีการวางตัวมารยาทต่างๆนาๆแต่เพราะมีแม่มายู่ด้วยในช่วงแรกๆบวกกับที่ผมเป็นคนที่ตื่นตาตื่นใจกับอะไรใหม่ๆอยู่แล้วด้วย การเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยทิ้งอดีตเหตุการณ์ร้ายๆไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันก็ไม่ได้ง่ายโดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งเร้าให้ได้จุดมันขึ้นมาเหมือนเช่นวันนี้





ผมเปิดประตูพร้อมกับเสียงกรุ๊งกริ๊งที่ถูกติดไว้เป็นสัญญาณให้คนภายในร้านรับรู้ได้ถึงการมาของลูกค้าที่ไม่เพียงแต่เรียกสายตาจากเจ้าของร้านแต่ลูกค้าคนอื่นๆที่นั่งอยู่ภายในอยู่ก่อนก็หันมามองยังบุคคลที่เข้ามาใหม่ไปด้วย





‘วันนี้มาคนเดียวหรอ? นั่งโต๊ะเดิมมั้ย ว่างอยู่ๆ’





ผมเดินตามหลังพนักงานที่คุ้นเคยกันดีไปยังโต๊ะตัวประจำเพราะเพื่อนในห้องที่เรียนด้วยกันบางคนก็เป็นลูกเป็นหลานของร้านรวงต่างๆพอวันหยุดก็ทำงานช่วยที่บ้าน บางคนก็ได้รายได้พิเศษจากการทำงานพาร์ทไทม์ตามร้านค้าในละแวกนี้





‘วันนี้ซึมๆนะ การบ้านเยอะเลยดิ เดี๋ยวจัดชุดเรียกกำลังใจให้ รอแปปๆ’





‘ตามนั้น.. ขอบคุณนะ’





ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในร้านโปรดของผมและนักเรียนนักศึกษาไม่เว้นแม้แต่บุคคลทั่วไปโดยเฉพาะคนที่รักและชื่นชอบกลิ่นชาอย่างผม





ที่นี่เจ้าของร้านเป็นคนจีนร้านเป็นคาเฟ่ที่เปิดตลอด24ชั่วโมงขึ้นชื่อเรื่องชาสมุนไพรแก้โรคต่างๆนาๆตามสรรพคุณที่ถูกบรรยายไว้บนเมนู แต่ก็ไม่ได้มีเพียงชาอย่างเดียว เครื่องดื่มอื่นๆก็มีเหมือนคาเฟ่ทั่วไป





และจุดปลายทางของผมก็มาหยุดลงที่คาเฟ่แห่งนี้หลังจากที่เดินมานานจนรู้สึกเมื่อยขา





‘มาแล้วๆ’




‘ขอบคุณนะ หอมจัง’




กลิ่นหอมที่ลอยออกมาในควันจากแก้วใบเล็กๆทำให้รู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ลงก่อนจะยกขึ้นจิบพร้อมกับหยิบเจ้าเครื่องสื่อสารสี่เหลี่ยมที่สั่นเรียกร้องความสนใจอยู่ขึ้นมาดู





เบอร์ที่แม้จะไม่ได้เมมชื่อก็จำได้จากคนที่ผมเดินหนีมา ใจที่ลังเลอยู่ซักพักก็กดรับโดยไร้เสียงของตัวเองรอว่าปลายสายจะพูดอะไร






‘…….’





‘พี่ขอโทษ.. เราอยู่ไหน? มาคุยกันหน่อย’




‘พี่ไม่มีอะไรจะแก้ตัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด’




‘…….’




‘แต่ที่จะพูดคือคำอธิบาย’




นี่แหละเค้าเรียกแก้ตัว




ผมกดตัดสายก่อนจะส่งโลเคชั่นคาเฟ่ไปให้คนที่ถามถึงที่อยู่ของผมในตอนนี้ รอไม่นานร่างสูงที่พระเจ้าลำเอียงก็เดินเข้ามาเรียกสายตาทุกคู่ให้หันไปมองมองทุกคนที่เจ้ามาภายในร้านแต่คนๆนี้จะมองนานกว่าลูกค้าคนอื่นๆเพราะอะไรผมคงไม่ต้องพูดทุกคนก็คงเดาได้





ร่างสูงที่มั่นใจในทุกส่วนของตัวเองเดินยิ้มเข้ามาสายตาก็กวาดมองไปทั่วเพื่อหาผมไปด้วย เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นพอจับใจความได้ว่าคนๆนี้เป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ทั่วโลกจับตามองอยู่ 





ระหว่างเรียนยังมีข้อคิดคำปราศรัยของเค้าที่อาจารย์หยิบยกมาพูดให้ดูเป็นบุคคลตัวอย่าง ใครจะรู้บ้างว่าเบื้องหลังตัวตนจริงๆของเค้าเป็นยังไง 





กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของร่างสูงมาพร้อมกับเจ้าของที่นั่งลงตรงเก้าอี้ตรงข้ามผม ตอนนี้ไม่รู้ว่าผมผ่อนคลายเพราะกลิ่นชาที่ถืออยู่หรือกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของอีกคนกันแน่






มันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้กลิ่นนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวใช้มันมีชื่ออะไรจากยี่ห้อไหน แต่ผมชอบที่มันอยู่บนตัวของพี่ชายคนนี้ ผมเรียกมันว่า กลิ่นความอบอุ่น





แม้จะแอบนอยด์แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังไงก็ดีใจที่ได้เห็นหน้าเค้า





ผมหยิบแก้วอีกใบที่วางอยู่บนโต๊ะรินชาจากกาเล็กๆส่งให้อีกคน






‘คำ อ ธิ บ า ย’





ผมพูดโดยเน้นทีละคำให้อีกฝ่ายเข้าเรื่องทันที ใบหน้านิ่งเริ่มขมวดคิ้วจนผมต้องเป็นฝ่ายใช้นิ้วเคาะโต๊ะเพื่อเรียกสติและเร่งให้เค้าได้พูดออกมา





‘คือ..’




‘คือ?’




‘อี้ชิงเค้าอยากมาเจอเรา’




‘แล้วพี่ก็อาสาพามา?’




‘มันก็ไม่เชิง.. ก็แม่เค้าแม่เราก็ด้วยอยากให้ทั้งสองได้เจอกันไง จะได้สร้างความทรงจำใหม่ให้อี้ชิง’




‘ผมไม่สนหรอกว่าเค้าจะมาทำอะไรที่ผมอยากรู้คือเค้ามากับพี่ พี่ที่แต่ก่อนจะไม่มีทางทำอย่างที่ผมเห็นในวันนี้’




‘เราไม่ต้องห่วง อี้ชิงเค้ารับปากว่าจะไม่บอกไอ้ลู่’




ชื่อของบุคคลที่สามทำให้ผมชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมาอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน





‘คิดว่าผมจะเชื่อใจใครได้อีกหรอฮะ ขนาดพี่ยัง..’





‘มินซอก’




‘ช่างเถอะ เอาเป็นว่าผมจะคิดว่าเราไม่เคยเจอกันที่นี่’




‘ไม่เจอได้ไง คุยกันอยู่เนี่ย’




‘อย่าให้ผมว่าพี่โง่เลยได้มั้ย’




‘ว่าไปแล้ว’ ผมยักไหล่ให้เค้ายกชาขึ้นจิบ




‘มองหน้าแบบนี้มีความหมายอะไรแอบแฝงรึเปล่า’




‘เดาดูสิฮะ’




‘อืมม.. ไม่รู้อ่ะ’





‘งั้นก็ไม่รู้ต่อไป’





-*-





‘แล้วพี่ชิง..’





‘อยู่โรงแรมแถวนี้แหละ’





ผมพยักหน้ารับรู้กับคำตอบที่ได้




‘พรุ่งนี้ตอนเย็นว่างมั้ย? ไปกินข้าวกัน’




‘เรา2คน หรือ3คนฮะ..’




เพราะคิดว่าครั้งต่อไปคงอีกนานหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยจึงตอบตกลงไป




‘ขอผมเป็นคนเลือกสถานที่และเลี้ยงเองนะ ในฐานะเจ้าถิ่น’




โห่วว ~ เดี๋ยวนี้กลายเป็นเด็กนอกแล้วนิเนอะ’




ผมไม่ตอบแต่ส่งยิ้มบางให้พี่ชายร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงข้ามแทน





‘รู้ใช่มั้ยว่าพี่เป็นคนเดียวที่ผมเชื่อใจและไว้ใจมากที่สุด’ 





อาจจะมากกว่าพ่อแม่เลยก็ว่าได้เพราะไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเค้าจะเป็นคนแรกที่ผมคิดถึงก่อนใครเสมอ 




ระหว่างเราสองคนไม่มีอะไรที่เป็นความลับระหว่างกัน การที่เราเมลคุยกันทุกวันบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้กันฟังเพื่อคลายความเหงาของผม ในขณะที่ผมบอกเรื่องของผมไปหมดแต่อีกคนกลับเริ่มมีความลับผมจึงต้องให้บททดสอบอะไรกับเค้าซักนิดๆหน่อยๆเพื่อดูว่าผมจะยังเชื่อใจเค้าได้เหมือนได้รึเปล่า




อู้อี้ฝานเป็นคนยังไงทำไมผมจะไม่รู้ ผมรู้จักเค้าดีเหมือนกับที่เค้าเองก็รู้จักผมดีเหมือนกันนั่นแหละ





‘เปิดมาแบบนี้ไม่ค่อยจะดีแหะ’




‘ผมผ่านทุกเหตุการณ์ทุกอย่างทุกเรื่องมาได้ก็เพราะพี่’




‘ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ’




‘แต่ตอนนี้พี่กำลังจะทำให้ผมกลับไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง’




‘…….’


‘ผมรู้ว่าทุกอย่างมีเหตุผลแต่ไม่ว่าพี่จะเอาอะไรมาอ้างกับการพาคนๆนั้นมามันไม่โอเค สำหรับผม..’



‘..คนที่มีส่วนทำให้ผมเลือกที่มาอยู่ที่นี่แต่พี่ก็ยังพาเค้าตามผมมาตอกย้ำสะกิดให้แผลมันเปิดอีก’




‘พี่ขอโทษ..’




‘ผมคิดว่าพี่จะเป็นคนที่เข้าใจผมมากที่สุด แต่ตอนนี้คงไม่ใช่’





‘…….’





‘พี่ก็รู้ว่าผมต้องต่อสู้กับความรู้สึกนั้นมากขนาดไหนเพื่อที่จะมาให้ตัวเองรู้สึกผิดบาปกับพี่ชายตัวเอง ผมเคยพูดกับน้องชายของพี่ไปแล้ว’





‘ดูเหมือนว่าตอนนี้ความรู้สึกนั้นคงถึงเวลาของมันแล้ว’




ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้นเลย ทั้งๆที่พยายามปล่อยวางแล้วแท้ๆ 




เกลียด




ผมเกลียดผู้ชายคนนั้น






‘เราจะเกลียดพี่ชายตัวเองได้ลงหรอ?’




‘จากเหตุการณ์ที่ผ่านมามันก็น่าตอบคำถามของพี่ได้แล้วหนิฮะ’




‘จะว่าไป.. พี่ผมนี่เสน่ห์แรงดีนะ ทั้งคนพี่คนน้องถึงขั้นจะใช้คนรักคนเดียวกันแบบนี้’




‘อย่าพาลสิ’




‘ผมเปล่าพาล แค่พูดตามที่เห็น หยุดเอาเรื่องอาการป่วยมาอ้าง มันดูขี้แพ้ น่าสมเพช’




‘พี่พูดไปแล้วเราก็เข้าใจแล้วไม่ใช่หรอว่าที่เค้าต้องเป็นแบบนี้มันเพราะอะไร’




‘รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ ขนาดป่วยยังเลือกได้โรคที่ยังคงความเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม’




‘เราทุกคนควรเริ่มต้นชีวิตใหม่.. กับความทรงจำใหม่ๆนะ’




‘ใช่ไง ผมถึงได้มาเริ่มต้นใหม่ที่นี่ พี่ชิงเค้าอาจจะเริ่มต้นกับความทรงจำใหม่ๆแต่สำหรับคนที่ยังไม่ลืมและอยู่กับความจำนั้นล่ะ ต้องแกล้งทำเป็นลืมในสิ่งที่เค้าทำอะไรตั้งมากมายกับผมแล้วก็เริ่มต้นใหม่กับเค้าอีกอย่างนั้นใช่มั้ย?’




‘เรากำลังจะทำให้เรื่องในอดีตมาปนอยู่กับปัจจุบันนะ’




‘เปล่า.. คนที่ทำให้ผมคิดแบบนี้คือพี่ต่างหาก’





‘…….’





‘ 1 ปี 365วันกับเวลาแค่ข้ามคืนที่เค้าลืมในขณะที่ผมจดจำมันได้ทุกอย่างมันเทียบกันได้หรอ?’




‘แล้วจะให้ทำยังไงในเมื่อเรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้แล้ว’




‘พี่ต้องถามตัวเองไม่ใช่มาถามผม เพราะผมอยู่ของผมดีๆอยู่แล้ว แต่พี่ที่เป็นคนเอาอดีตมาให้ผมได้หวนคิดถึงมันเอง’




‘…….’




‘ถ้าคนที่ผมไว้ใจเชื่อใจแต่ไม่สามารถเข้าใจในตัวผมได้เหมือนเดิมเราสองคนก็คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก’




‘เดี๋ยว!’




มือหนาที่จับแขนหยุดให้ผมนั่งลงตามเดิมแววตาที่ลังเลนั้นทำให้ผมสะบัดแขนออกจากฝ่ามือที่รั้งไว้




‘ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ผมขอตัว’




‘นั่งก่อน’




ผมยอมนั่งลงตามคำขอของอีกฝ่ายสองแขนยกขึ้นกอดอกรอคำพูดของคนที่นั่งคิ้วเป็นปมอยู่




‘พี่แค่ทำตามคำขอร้องของไอ้ลู่’




‘…….’




‘ก็ไหนๆอี้ชิงเองก็จำอะไรไม่ได้แล้วก็ช่วยให้พี่ทำตัวดีๆหน่อย ทดแทนกับสิ่งที่พี่ก็ทำกับเค้าไง’




‘พี่ก็ยอม?’




‘มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรให้ทำต่อละหนิ’




‘ก็แค่นี้ พูดยากอะไรขนาดนั้น’




ผมยกยิ้มผ่อนคลายใบหน้าที่เสแสร้งไปในตอนแรก




‘นี่แกล้งกดดันให้พี่พู?ด’




‘ไม่ได้แกล้ง แต่ก็นิดนึง ที่พูดๆไปก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆและที่อยากให้พี่พูดเพราะจะดูว่าผมจะยังสามารถพึ่งพาพี่ได้เหมือนเดิมรึเปล่า’




‘แรงไปรึเปล่า?’




‘แต่ที่ผมเห็นมันไม่ใช่แค่ทำตัวดีๆนะ มันดีเกินไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับที่ผ่านๆมา’




‘ก็รู้จักทั้งพี่ทั้งพี่ชายเราดีหนิ’




‘ผมรู้ว่าพี่ชิงเป็นคนยังไงแต่พี่ชิงคนใหม่ผมไม่แน่ใจและพี่ชิงคนเก่าที่ผมรู้จักอาจจะไม่เหมือนที่พี่รู้จักก็ได้’




‘ก็.. อ่อนโยน มีดื้อบ้าง ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง’



‘ดูเหมือนพี่จะรู้จักเค้าดีนะ’



‘แล้วที่บอกว่าความรู้สึกนั้น..’




‘อย่าเอาเรื่องในอดีตมาใช้กับเรื่องปัจจุบัน พี่เป็นคนบอกผมเองนะ ให้เวลาผมเถอะ ตอนนี้ไม่เจอใครเลยน่าจะเป็นทางออกที่ดี’




‘แล้วสรุปพรุ่งนี้..?’




‘พูดขนาดนี้ถ้าพี่ยังไม่เข้าใจอีกก็ไปอยู่รวมกับสัตว์สงวนเถอะ’




‘หลอกด่า2รอบละนะ’ - -




‘หาคำพูดดีๆแก้ตัวให้ผมด้วยละกัน 2คนพี่น้องเก่งเรื่องแบบนี้อยู่แล้วหนิ’



‘นี่คิดถึงกันจริงรึเปล่า รู้สึกเหมือนมาให้ด่ายังไงยังงั้น’




‘ยังพูดไม่จบรึเปล่า?’




ร่างสูงทำหน้างงก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาและพูดต่อในเรื่องที่ค้างไว้ในตอนแรก




‘ก็ทำตามที่มันขอร้องด้วย แต่พี่เราเป็นคนเข้าหาพี่เองนะ ก็ไม่ใช่ก้อนอิฐก้อนหินมีอะไรน่ามองก็ต้องมองใช่มั้ยล่ะ’




‘เลยไหลไปตามน้ำว่างั้น’




‘พี่เราก็ไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่อะไรหนิ’ อ่า ไม่ชอบใจแปลกๆแฮะ พี่เรางั้นหรอ?



‘ก็เลยใจอ่อน?’



‘มันก็มีบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะมันไม่มีอะไรเลย’



‘มีบ้างแต่ไม่มีอะไรเลยคือ?’



‘ก็มีเผลอใจอ่อนบ้างไรบ้าง แต่ไม่มีอะไรเกินเลยแบบนั้นแน่นอน’



‘แล้วที่จับมือตอนอยู่ในห้องสมุดล่ะ’



‘แค่สร้างความมั่นใจให้เค้าเฉยๆ’



‘แค่นั้น?’



‘แค่นั้น’



‘แล้วพี่มยอนเป็นยังไงบ้าง’



‘เหมือนเดิม สบายและไม่สบายเพราะโหมงานหนัก’



‘พี่ก็เลยทิ้งงานไว้ให้เค้าแล้วหนีมาที่นี่’



‘ช่วงนี้หยุดประจำปีของบริษัท ตอนนี้มยอนเค้าก็อยู่แคนาดา’



‘แล้วพี่เค้าจะกลับเกาหลีรึเปล่า?’



‘กลับดิ เลขาจะมาทำงานคนล่ะที่กับเจ้านายได้ไง’



ใครจะล่วงรู้อนาคตของพี่ชายตัวสว่างคนนี้ อะไรที่อยู่ใกล้ตัวและไม่เคยนึกถึงซึ่งเรามักจะมองข้ามเพราะก็เห็นอยู่ทุกวันจนชินตาแต่เมื่อหันกลับมามองดีๆมันก็ไม่อยู่เสียแล้ว




เรามักจะเห็นคุณค่าของสิ่งๆนั้นในเวลาที่เสียมันไปแล้ว แม้จะเรียกร้องยังไงมันก็คงไม่มีวันกลับมา ถ้าไทม์แมชชีนมีอยู่จริงก็คงจะดี











--- 










‘อ้าว?! ไม่ไปกินข้าวด้วยกันหรอ พี่แอมรออยู่ที่ร้านแล้ว’




‘วันนี้จะปล่อยโอกาสให้อยู่กันสองคน เชิญนายเต็มที่นะ มีธุระนิดหน่อย’




‘ธุระ? ธุระอะไร? กับใคร?’



‘คนรู้จักน่ะ’



‘คนรู้จักนั่นแหละใคร’



‘ไปละ เดี๋ยวกลับมาจะเล่าให้ฟัง บายย ~’




ผมโบกมือลาทั้งสองคนเปิดประตูรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่เข้าไปบอกสถานที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางกับโชเฟอร์ ผมไม่ได้มีนัดจริงๆหรอก ก็มีอะนะแต่ยกเลิกไม่ไปแต่ที่ไปนี่ไปแอบสังเกตการณ์เฉยๆ





ก่อนจะแยกจากกันกับพี่ชายร่างสูงผมก็แนะนำร้านอาหารให้เค้าเป็นร้านโปรดของผมอีกเช่นเคยแต่นานๆครั้งจะไปกินทีนึงเพราะราคาแอบกระเป๋าฉีกอยู่เหมือนกัน ดีนะที่บอกไม่มาแถมตอนแรกยังใจป๋าจะเลี้ยงเค้าอีกถึงในบัตรที่ได้จากโรงเรียนจะมีเบี้ยเลี้ยงให้แต่ก็จำกัดถึงใช้สุรุ่ยสุร่ายได้ควักกระเป๋าแหกของจริงแน่




เงินที่ได้จากการขายภาพถ่ายก็ไม่ค่อยอยากจะใช้ เพราะผมกะจะเก็บไว้ใช้ในเวลาที่มันสุดตัวและจำเป็นจริงๆ





‘รีบรึเปล่าครับ ฝนตั้งเค้ามาแล้ว รถคงติดแน่เลย’





การจราจรที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนๆก็หลีกหนีไม่พ้น ผมยกแขนขึ้นดูนาฬิกาที่ใส่อยู่พร้อมกับตอบกลับคนขับแท็กซี่ที่เอ่ยถาม





‘จริงๆก็ไม่รีบครับ แต่ไปถึงก่อนเวลาก็น่าจะดี’





‘มีก็ตรอกข้างหน้านี่อ่ะครับ รถคงเข้าไม่ได้ต้องเช่าจักรยานหรือไม่ก็เดินไปต่อก็จะถึง แต่ไม่ไกลมากครับ’





‘งั้นช่วยจอดข้างหน้าด้วยนะครับ’ ผมพูดพร้อมกับซาวด์ของท้องฟ้าที่ร้องแข่งกับเสียงพูดของผม





ใช้เวลาไม่นานจริงๆผมก็มาถึงร้านหรูในย่านที่อยู่ใกล้ๆกับที่ผมอยู่เสียเวลาตรงหาที่จอดจักรยานแอบอายอยู่เหมือนกันเพราะทุกคนที่มากินอาหารร้านนี้ส่วนใหญ่มีแต่คนมีตังค์ขับรถมาเองไม่ก็นั่งแท็กซี่ คงจะมีแต่ผมที่ปั่นจักรยานมา - -





โชคดีที่พนังงานที่นั่นบริการสมกับเป็นเมืองผู้ดีจักรยานเช่าของผมจึงมีที่จอดแบบวีไอพีตรงที่จอดรถเฉพาะของพนักงาน ในขณะที่กำลังกล่าวขอบคุณการบริการของพนักงานอยู่นั้นเสียงที่คุ้นหูของคนสองคนก็ดังใกล้เข้ามาจนต้องแอบหลบและรอจนกระทั่งเสียงนั้นหายไปพร้อมกับตัวคนทั้งสองที่เดินเข้าไปภายในร้านที่มีพนักงานอีกสองคนยืนต้อนรับและคอยเปิดประตูให้อยู่ผมจึงรีบวิ่งตามหลังไปเงียบๆก่อนจะรอให้ทั้งสองได้นั่งและตัวเองก็จะได้เลือกที่นั่งเพื่อจุดประสงค์การตามมาของวันนี้







โต๊ะมุมสุดว่างอยู่ผมจึงค่อยๆเดินไปนั่งลงมองเห็นคนที่ตามมาชัดเจนแต่หากอยู่ไกลเกินกว่าที่จะได้ยินหากทั้งสองคนคุยกัน ผมหันซ้ายหันขวามองหาโต๊ตัวที่อยู่ใกล้กว่าแต่โต๊ะนั้นกลับมีคนนั้งอยู่แล้ว ผมจึงบอกพนักงานให้ไปบอกลูกค้าที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นให้โดยที่ผมจะขอจ่ายค่าอาหารที่เค้าสั่งไปให้แทนเป็นการที่ไปเสียมารยาทขอย้ายโต๊ะซึ่งเค้าก็ยอมให้ความร่วมมือกับผมแต่โดยดี  เห็นทีวันนี้คงได้ควักกระเป๋าเองอีกแบบไม่ต้องสงสัย






พนักงานสาวหุ่นนางแบบเดินมารับออเดอร์จากผมที่สั่งเมนูประจำที่มักจะมากินเหมือนทุกครั้งของที่นี่ก่อนที่เธอจะขออนุญาตเก็บเมนูแต่ผมก็ขอเอาไว้ก่อนเผื่อมีเหตุฉุกเฉินแม้โต๊ที่นั่งอยู่จะหันหลังชนกับพี่ชายร่างสูงก็ตาม ดีที่ช่วงของแต่ละโต๊ะจะมีไม้ประดับกั้นพอให้อำพลางหน้าได้อยู่ ประกอบกับสมุดเมนูนี้ด้วยที่ถูกยกขึ้นมากางเพื่อบดบังจากการเป็นที่สังเกตของคนที่แอบตามมาได้ แล้วนั่งหันหลังแบบนี้เค้าคงได้เห็นอยู่หรอก - -




ผมค่อยๆลุกขึ้นย้ายตัวเองไปนั่งอีกฝั่งเพื่อให้เห็นโต๊ะข้างหน้าได้ ผมลดระดับสมุดเมนูลงให้สายตาได้มองเห็นภาพข้างหน้า มืออีกข้างล้วงหยิบเอาแมสขึ้นมาใส่ไม่ลืมทำท่ากระแอมไอเพราะถูกมองจากหลายโต๊รวมถึงพนักงานกับการทำท่าทีแปลกๆของผม




ท้องฟ้าจากที่สว่างๆอยู่ถูกแทนที่ด้วยสีดำหลังจากที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแสงสว่างเหมือนกล้องถ่ายรูปที่เปิดแฟรตสว่างวาบมาเป็นพักๆจากสภาพอากาศของวันนี้จนทำให้ผมแอบหวั่นๆในใจบอกพนักงานที่เดินอยู่ให้เค้าช่วยปิดม่านตรงที่ผมนั่งผม






อาหารที่สั่งไปรอไม่นานก็ถูกนำมาวางพร้อมกับสายฝนที่เทลงมาอย่างหนักหน่วงสร้างบรรยากาศภายในร้านให้เจริญอาหารขึ้นไปอีก มันคงโรแมนติกกว่านี้ถ้าผมไม่ต้องมาทำตัวลับๆล่อๆอยู่แบบนี้





‘รับน้ำอุ่นมั้ยคะ?’ พนักงานคนเดิมที่ปิดม่านให้ถามคงเห็นที่ผมแสร้งไอและใส่แมสอยู่





‘เอ่อ ครับ ขอบคุณมากครับ’





เมนูที่วางอยู่ข้างๆโต๊ะถูกหยิบมาบังอีกครั้ง ส่วนมืออีกข้างเปิดแมสลงมาให้พอได้ตักอาหารเข้าปากได้




ดูลำบากลำบนดี นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่ เล่นเป็นสายลับจับผิดสามีอะไรเทือกๆนั้นหรอ





‘น่าเสียดายจัง อุตส่าห์มาถึงทีนี่แล้วแท้ๆ’




‘พรุ่งนี้ก็ต้องไปหาพี่มยอนแล้วด้วย ยังไม่คุยอะไรกับน้องเลย’




เสียงใสของโต๊ะที่คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมเอ่ยขึ้นสีหน้าแสดงอารมณ์ตามคำพูด ริมฝีปากสีชมพูตัดกับสีผิวที่ขาวจัดยิ่งทำให้น่ามองโดยเฉพาะรอยบุ๋มที่ชัดเจนเวลาที่ริมฝีปากนั้นขยับปากพูด



หงุดหงิดที่เสน่ห์ของเค้าทำให้คนเกือบทั้งร้านมองและเผลอยิ้มตามจนผมเองก็เผลอกระแทกสมุดเมนูที่ถืออยู่ทำให้จุดสนใจนั้นเปลี่ยนมาเป็นผมแทน รวมถึงร่างสูงที่หันหลังอยู่ด้วยหันมามองทางผมที่มุดหัวลงทันที




‘คนที่นี่.. แปลกๆเนอะ’




‘สนใจทำไม รีบๆกินเข้าเถอะจะได้รีบกลับ’



‘ผมว่าเราค่อยๆกินดีกว่าดูท่าทางอีกนานกว่าฝนจะหยุด’



‘แล้วแต่’



‘อ่ะนี่’



‘ตักให้ตัวเองเถอะน่า’



‘เปล่า ตักให้ช่วยแกะกุ้งให้หน่อย’


‘มีมือมั้ย?’



‘มี แต่อยากให้พี่แกะให้ แค่นี้ทำไม่ได้หรอ?’



‘แล้วแค่นี้ทำไมถึงทำเองไม่ได้’



‘ลืมไปว่าผมมันก็แค่เพื่อนของน้องชายจะไปมีความสำคัญอะไรถึงขนาดที่พี่ต้อง.. โอ๊ะ?! ขอบคุณครับ ผมรู้อยู่แล้วว่าพี่เป็นสุภาพบุรุษขนาดไหน




‘พูดมาก’




บทสนทนาที่ทำให้ผมพอจะเข้าใจพี่ชายคนนี้ที่อธิบายให้ฟังเมื่อวานก็กระจ่างที่บอกว่าอีกคนเป็นฝ่ายเข้าหาเค้า ทั้งท่าทางการแสดงออกคำพูดที่ดูใสซื่อของคนตรงหน้านั้นคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ลง ไม่แปลกใจที่เค้าจะทำให้คนที่พบเห็นหันมองตาม ยิ่งได้อยู่ใกล้ชิดแล้วคงยากที่จะหักห้ามใจ





เปลี่ยนไปจากเดิมจากจางอี้ชิงที่ผมรู้จัก ถ้าเป็นแต่ก่อนคงไม่กล้าเข้าใกล้คนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยแน่นอน





เสียงโทรศัพท์จากร่างสูงดังขึ้นให้ได้หยิบมันออกมากดรับผมได้ยินทุกคำพูดแต่กลับฟังไม่ออกเพราะเป็นภาษาบ้านเกิดของเค้า คิดถึงแบคขึ้นมาทันที




รู้สึกเหมือนกำลังจะถูกแย่งคนรักไปเพราะคนๆนี้อีกแล้วงั้นหรอ? อ่า.. ผมนี่เข้าใกล้ตัวร้ายในละครมากขึ้นทุกที แต่ก็คงไม่มีอะไรถ้าคนของเราไม่เล่นด้วย 




ผมจะยังเชื่อใจพี่ชายร่างสูงนี้ได้ได้รึเปล่า











.
.
.












9:27PM





ผมมองดูนาฬิกาที่ข้อมือหลังจากที่ประกาศจากทางร้านว่าตอนนี้ทั้งหน้าและหลังร้านแออัดไปด้วยผู้คนที่มายืนหลบฝนทำให้ลูกค้าที่จะออกจากร้านไม่สะดวก ซึ่งทุกคนก็ไม่มีใครอยากจะกลับกันตอนนี้อยู่แล้ว





แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือผมต้องเจ้าห้องน้ำให้เร็วที่สุดสาเหตุเนื่องมาจากหลังจากที่จัดการอาหารที่สั่งมาอย่างทุลักทุเลในการกินแล้วเพราะห่วงโต๊ะข้างหน้าจะผิดสังเกตและเห็นเอาเสร็จผมก็สั่งซุปและชาอุ่นๆมาจิบจนตอนนี้ผมต้องเอามันออกเพราะกินมากเกินไป 





ประเด็นคือจะลุกไปยังไงไม่ให้คนที่ผมแอบตามมาสงสัย




‘มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ?’




‘ไม่มีครับ’




ผมตอบกลับพนักงานที่คงเห็นอาการผิดปกติของผม จะไม่ไหวแล้ว ผมคว้าแขนของพี่พนักงานที่กำลังจะเดินจากไปให้เธอหันหน้ามาทางผมก่อนที่ตัวผมจะลุกขึ้นและใช้ส่วยสูงที่มากกว่าผมที่เป็นผู้ชายบังและไม่ลืมที่จะดึงแมสขึ้นมาปิด




‘ช่วยเดินไปส่งผมที่ห้องน้ำหน่อยได้มั้ยครับ รู้สึกเวียนๆหัวกลัวจะล้มก่อนถึงห้องน้ำ’




‘ได้ค่ะๆ ให้เรียกรถพยาบาลให้มั้ยคะ?’



‘เอ่อ ไม่เป็นไรๆครับได้ล้างหน้าล้างตาหน่อยคงจะดีขึ้น’



‘เดินไหวมั้ยคะ? ให้ดิฉันช่วยพยุงมั้ยคะ?’




ชอบจังคนมีมารยาท แต่สถานการณ์ตอนนี้คงไม่สะดวกผมจึงตอบปฏิเสธเธอไปและเดินนำทางไปโดยมีร่างสูงของคนมารยาทดีเดินประกบหลัง




คง.. ไม่เป็นที่สังเกตและไม่ถูกสงสัยเอาหรอกมั้ง.. นะ




หลังจากกล่าวขอบคุณพนักงานที่มารยาทดี๊ ~ ดีแล้วผมก็แทบพุ่งเข้าห้องน้ำเพราะถ้าช้ากว่านี้อีกนิดคงได้กางเกงเปียกกลับบ้านเป็นแน่แท้








+++BaekHyun+++





‘ว่าไงแบค โทรมาแต่เช้าเลย’




ผมรับสายและพูดส่งๆเดาเวลาของที่นี่กับที่เกาหลีที่ห่างกันครึ่งค่อนวัน ในขณะที่ผมกำลังกินข้าวเย็นอีกคนในสายคงกำลังตื่นจากการหลับไหลในตอนเช้า





‘ฉันพึ่งรู้ข่าว พี่ชิงเค้า..’





จะมีซักกี่คนมั้ยที่ไม่พูดถึงคนๆนี้ผมเบื่อที่นะต้องมานั่งตอบคำถามใครต่อใครเต็มทีแล้ว





‘ก็อย่างที่ข่าวที่แบคว่านั่นแหละมั้ง’ 




‘แล้วนาย..’





‘ถ้าจะถามว่าเรารู้สึกยังไงก็พอเถอะและถ้าแบคเป็นเพื่อนเราจริงๆน่าจะรู้คำตอบและจะไม่ถามคำถามน่าเบื่อพวกนี้กับเรา’




‘ได้ยินอย่างนี้ฉันก็ค่อยหายใจคล่องหน่อย เมื่อคืนเจ้านายเก่าจากงานที่เคยรับจ๊อบเค้ารู้ว่าฉันกลับมาแล้วเลยชวนไปเลี้ยงโดนหลอกให้กินเหล้าสลบไปตอนไหนใครพามาส่งยังไม่รู้เลย ตื่นมานึกขึ้นได้ก็โทรหานายเลย พูดละยังขมคอไม่หาย แค่กๆๆ’




บางทีผมก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่เคยถามว่าเพื่อนตัวเล็กคนนี้เค้าทำงานกี่งานกันที่รู้แน่ๆก็ที่ร้านของไอดอลคนหนึ่ง นอกนั้นบอกแค่ว่าพาร์ทไทม์ทั่วไปเหมือนคนอื่นๆที่เค้าทำกัน




ที่ผมพอจะรู้แบบคร่าวๆมันก็หลากหลายงานซะด้วย ยิ่งได้มารู้จักคลุกคลีอยู่กับวงการธุรกิจของพี่ชายที่เป็นถึงผู้บริหารด้วยก็ยิ่งรู้ว่างานพาร์ทไทม์หรืองานพิเศษนั้นมันมีความหมายขยายความได้มากกว่างานทั่วไปมากทีเดียว





ในระยาเวลางานที่สั้นแต่จำนวนเงินนั้นมีมากกว่าการทำงานแบบเต็มวันอะไรประมาณนั้น แต่แบคคงไม่ได้ทำงานแบบนั้นหรอกไม่งั้นไม่บ่นให้ผมฟังหรอกว่าเงินไม่พอใช้นี่ขนาดทำตั้งหลายงานนะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยรับความช่วยเหลือจากผมเลยเค้าบอกไม่ใช่ว่สเกรงใจที่ไม่เอาเพราะไม่อยากสร้างหนี้ให้ตัวเอง เวลาหามาใช้คืนได้แทนที่ไอที่อดทนทำงานจะได้ใช้เองกลับต้องเอามาใช้หนี้แทนซึ่งมันก็จริงอะนะ




พอได้ลองมาทำดูถึงจะไม่จริงจังเท่าไหร่ก็เถอะถึงได้รู้ว่าเงินนั้นมันมีค่ามากมายขนาดไหนที่แลกกับความเหนื่อยที่ทุ่มเทไป




‘แบคจะกลับไปทำงานเหมือนเดิมรึเปล่า?’




ออกนอกเรื่องไปไกลจนเสียงถอนหายใจจากอีกคนในสายโทรศัพท์ดึงสติให้ผมกลับมาถามเจ้าตัวออกไป





‘ก็คงทำได้บางงานอ่ะ อยากมีเวลาพักบ้าง เหนื่อยมาเยอะแล้ว’




‘ทำได้บางงาน แสดงว่าก็ยังจะทำอยู่.. ตกลงแบคเอาเวลาไหนไปทำอ่ะ แค่เรียนก็ปาไปห้าวันแล้วไหนจะต้องทำการบ้านอ่านหนังสืออีก’




‘ก็แบ่งเวลาดีๆสิ พาร์ทไทม์มันไม่ได้ทำได้ทุกวันก็รู้อยู่แล้วแถมบางงานก็ไม่ได้ทำตามวันที่เราว่างด้วย ก็เลยต้องทำหลายๆงานไง แน่นอนว่าเช้าจนถึงเวลาเลิกเรียนหลังจากนั้นก็ว่างอย่างเช่นนายเลิกเรียนแล้วนายทำอะไรล่ะ’




‘ก็.. กลับบ้านถ้าไม่มีนัดที่ไหน’




‘นั่นล่ะ หลังเลิกเรียนก็ว่างไง มีเวลา ฉันก็เอาเวลาตรงนี้ไปทำงานส่วนถ้ามีการบ้านก็ค่อยทำหลังจากทำงานเสร็จ’





‘แล้วไม่กลับบ้านดึกหรอ? แบคไม่ชอบเวลา..’




‘ก็มีเพื่อนร่วมงานไง กลับด้วยกัน’




‘อ่ออ’




‘เอ้อ แล้วพี่ฝานเค้าจะย้ายมาอยู่เกาหลีถาวรเลยหรอ?’



‘คงงั้นมั้ง เราก็ไม่รู้ด้วยสิ’



‘นี่นายไม่ได้ติดต่อใครบ้างเลยหรอ’




‘ไม่รู้สิ ก็มีแบคนี่ไง’




‘ใจคอจะตัดขาดไม่สนใจใยดีชาวบ้านเค้าเลยว่างั้นเถอะ’




‘อยู่แบบนี้ก็สบายใจดีออก ไม่อยากหาภาระให้ตัวเองเหนื่อยอีก แค่เรื่องเก่าก็มากพอไม่มีพื้นที่ให้เรื่องใหม่แล้ว’





‘ถ้ามันช่วยให้ดีขึ้นก็โอเคแล้ว แต่อย่าอยู่นานเลย สงสารคนรอที่อยู่ทางนี้บ้าง’





‘…….’




‘ฉันหมายถึงพ่อแม่รวมตัวฉันเองด้วย ฉันรู้ว่านายยังไม่พร้อม และยังทำใจไม่ได้แต่อย่าให้คนอื่นๆที่แคร์นายต้องมาลำบากใจไปด้วยเพราะคนๆเดียว มันไม่ยุติธรรมกับพวกเค้า’




‘อื้ม เราเข้าใจ’





‘ถ้ายังไม่พร้อมจริงๆก็อยู่ต่อเถอะ แต่หาเวลามาเติมกำลังใจให้คนที่นี่ด้วย ถ้ากลับบ้านไม่ได้ก็ไปที่อื่นสิ เกาหลีไม่ได้มีแค่โซลนะ’




ผมอดขำในในประโยคนั้นไม่ได้จนเผลอยิ้มออกมาพร้อมกับเปิดประตูออกจากห้องน้ำแนบโทรศัพท์ไว้บนไหล่สองมือกดสบู่เหลวข้างๆล้างมือเช็ดเรียบร้อยจึงกลับมาถือดังเดิมมองตัวเองอีกคนที่สะท้อนผ่านกระจกก่อนจะก้มลงขีดๆเขียนๆเล่นกับหยดน้ำตรงอ่างที่พึ่งล้างมือเสร็จไป





‘เออๆ อีกเรื่องนึง พี่มยอนนี่ตกลงเค้าเป็นอะไรกับพี่ฝานกันแน่อ่ะ ที่ได้ยินมาไม่มีอะไรฟันธงให้ชัดเจนเลย แต่เอ้อใช่ๆๆ วันที่ฉันไปทัศนศึกษาวันที่โทรไปเล่าให้ฟังอ่ะ เหมือนฉันเห็นพี่มยอนกับ..ฟหกด่าสง฿&@#%’





ผมฟังที่แบคพูดไม่ได้ศัพท์เพราะโทรศัพท์ที่ถืออยู่หล่นลงสู่พื้นจนหน้าจอดับไปเพราะกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจผมหล่นลงไปพร้อมกับโทรศัพท์ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองอีกคนที่มองผมอยู่ก่อน 




ขอบตาเริ่มรู้สึกร้อนฝ่ามือกำแน่นถ้าเล็บยาวมันคงเรียกเลือดให้ไหลซึมออกมาได้แล้ว





คนในกระจกส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆโดยที่สายตายังคงตึงไว้ไม่วอกแว่กและผมก็ม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เหมือนถูกต้องมนต์ถูกสาปให้ขยับตัวไม่ได้แม้ในใจนั้นมันจะบอกให้รีบวิ่งหนีออกไปก็ตาม





มือที่กำแน่นอยู่ถูกแกะออกและแทนที่ด้วยฝ่ามืออุ่นที่ประสานอยู่โดยที่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธเพราะสติยังคงไม่เข้าที่และยังไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่





ขอบตาที่ร้อนนั้นกลั่นมาเป็นหยดน้ำสีใสที่ไหลลงอาบแก้มโดยที่สายตายังคงมองอยู่กับคนในกระจกที่ไม่ใช่ตัวเอง







มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?








ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?






ดูเหมือนคนที่แบคไม่ได้พูดถึงและคนที่ทำให้ผมยังไม่พร้อมเผชิญหน้าด้วยจะมาอยู่ที่นี่ซะแล้ว








ลู่หาน
























(:

























ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #80 kimchijung2 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 13:11
    มะไรจะมาต่อ
    #80
    0
  2. #79 Xingmin (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:22
    มินซอกเปลี่ยนไปมากจนแบบรู้สึกว่าร้ายไปเลยอ่ะ
    #79
    0
  3. #75 snitchgolden (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 17:26
    เรารู้สึกว่ามินซอกนิสัยไม่ดีเลยอ่ะ ดูเห็นแก่ตัวขึ้น
    #75
    0
  4. #73 Jakkaran55 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 01:45
    1ปี มินซอกเปลี่ยนไปมากโตขึ้น เจ้าคิดเจ้าแค้นแอบคล้านอี้ฝ่นสมัยก่อนเบาๆ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่มยอน???? ขอบคุณที่ยังไปต่อนะคะไรท์ สู้ๆ
    #73
    0
  5. #72 KMSMIN (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2560 / 21:46
    โอ๊ยยยยยยยเจอแล้วววว พิลู่หลังจากห้ามทำให้มินซอกเสียใจอีกนะ
    สู้ๆนะคะ
    #72
    0
  6. #71 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2560 / 21:19
    เอาล่ะ มาเจอกันแล้วววว อยากรู้พี่จุนฮยอนไปไหนกับใครที่แบคพูดอ่ะ5555 มาต่อไวๆนะคะ ตอนนี้ถึงจะเครียดเรื่องพี่ลู่แต่ช่างทันเถอะ เราชิปแบบมโนได้5555 พี่ลู่เมนเรานะ แต่เราช่างแม่งล่ะ55555
    #71
    1
    • #71-1 Jakkaran55(จากตอนที่ 22)
      11 ตุลาคม 2560 / 22:21
      5555 เราก็มโนกันแบบไร้หลักฐานมา3ปี แค่มโนต่อเองเนอะ
      #71-1
  7. #70 kimchijung2 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 12:11
    รอๆ นะไรท์ เราก็ไม่โอเค อ่ะ แต่ ลู่กมินนี่คือ real
    #70
    0
  8. #69 Jakkaran55 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 11:49
    ขอบคุณที่ไม่ทิ้งฟิคเรื่องนี้กลางทาง จัพูดไงดีเราเมนคนตัวเล็ก เรื่องเค้ามีแฟนเราก็เจ็บเบาๆเพราะเค้าคู่ชิปเมนไง ค่อจากนี้จะไปอ่านฟิตเมนคู่กับใครให้ฟินล่ะทีนี้ ทำไมรักกันแบบปิดๆต่อไปไม่ได้วะ ทำไมต้องมาทำให้เดือดร้อนความรู้สึกคนอื่น:(
    #69
    0