It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 21 : 2 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 ก.ย. 60







21










My Memories ::LuHan::





‘อย่านะ! ไม่! หยุด! หยุด!!’




ร่างขาวซีดของคนป่วยหลุดเสียงที่กำลังเผชิญอยู่ในห้วงนิทราออกมาก่อนที่ดวงตาที่ดูอ่อนล้าคู่นั้นจะเบิกกว้างให้สติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน




ผมเดินเข้าไปหาคนที่กำลังตัวสั่นอยู่เรียวแขนที่มีสายน้ำเกลือแปะอยู่โผเข้ากอดผมเต็มแรง ใบหน้าตื่นตระหนกยังคงหวาดกลัวกับเรื่องราวในนิทราของตนเอง ผมกอดตอบพลางลูบผมนุ่มเป็นการปลอบประโลมแม้จะไม่รู้ว่าในฝันนั้นมีเรื่องราวเป็นมายังไงแต่ก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอนดูจากอาการของคนที่ตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดของผมอยู่นี้





ห่างหายจากการบอกเล่าบันทึกชีวิตที่เกิดขึ้นผ่านสมุดเล่มนี้มาระยะหนึ่ง ส่วนสาเหตุมาจากอะไรทุกคนก็น่าจะรู้ดี แต่ถึงมันจะไม่ต่อเนื่องมีบางเรื่องที่ผมไม่หยิบมาเขียนแต่ผมก็เชื่อว่าคนที่ได้อ่านจะปะติดปะต่อเรื่องในหน้าก่อนๆเดาได้ไม่ยาก




ชีวิตที่กำลังจะไปได้สวย(?)ของผมถูกปั่นป่วนเพราะมีใครอีกคนเข้ามาตั้งแต่วันนั้น





วันที่สิ้นสุดความสัมพันธ์ที่ผมเคยวาดฝันอนาคตไว้





วันแห่งจุดเริ่มต้นและจุดจบของทุกความสัมพันธุ์







‘น้ำ..’





เสียงแหบพร่าจากคนที่ซุกใบหน้าตรงอกของผมทำให้สองแขนที่โอบกอดเจ้าตัวอยู่ปล่อยออกแล้วหันมาจัดการตามคำพูดของคนป่วย





‘ค่อยๆดื่ม เดี๋ยวสำลัก’





‘ขอบคุณนะ’





ผมยิ้มให้อดีตคนรักที่ยิ้มจริงใจพร้อมกับโชว์ลักยิ้มข้างแก้มที่ตอบลงไปมากเพราะอาการป่วยของเค้า อี้ชิงฟื้นขึ้นมาตามคำพูดของหมอในวันที่อีกคนไม่ได้อยู่ด้วยในวันรุ่งขึ้น 





ตั้งแต่อี้ชิงเข้าโรงพยาบาลที่แห่งนี้ก็กลายเป็นบ้านของผมไปแล้ว ผมจะกลับบ้านแค่ตอนที่พ่อกับแม่เรียกให้เข้าไปหาเท่านั้น ที่นี่มีห้องพักให้คนอย่างผมอยู่แล้ว 





หลายคนคงรอคำตอบจากผมว่าตกลงคนที่ผมอยากใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยคือใครกันแน่? ผมคงตอบอะไรพวกคุณไม่ได้เพราะขนาดตัวผมเองยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้เลย






‘เราฝันถึงพี่ชายลู่อีกแล้วอ่ะ แปลกเนอะ’





คิ้วสวยขมวดจนจะชนกันก่อนจะคลายออกตามอารมณ์ขันในท้ายประโยค ผมยิ้มตอบพลางหันไปหยิบหนังสือที่คนป่วยอ่านค้างไว้ส่งให้แล้วนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างๆเตียงเพื่ออ่านหนังสือในมือของตัวเองเช่นกัน




‘ว่าแต่.. ลู่มาเฝ้าเราอย่างนี้ไม่มีเรียนหรอ?’





‘มีสิ’




‘เอ่า แล้วมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไม่ไปเรียนล่ะ’





‘วันนี้ว่าง ไม่มีเรียน’





‘แน่นะ ไม่ใช่โดดเรียนมานะ’




ผมยิ้มพยักหน้าตอบอีกคนที่ยังคงแคลงใจในการกระทำของผมก่อนที่เจ้าตัวจะก้มลงอ่านหนังสือต่อ กิจวัตรของเรามีแค่นี้จริงๆ ตลอดจนครบ2เดือนที่คนป่วยหายดีจนกลับบ้านได้








‘ลู่หาน..’






เสียงใสที่ทำให้ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ยินคว้าแขนผมไว้ก่อนหลังจากที่ผมจัดการเป็นธุระแทนพ่อกับแม่ของคน(หาย)ป่วยที่ติดงานไม่สามารถมารับลูกชายกลับบ้านด้วยตัวเองได้





‘ว่าไง?’





‘คือ.. นายเป็นเพื่อนที่ดีมากๆเลยรู้มั้ย เราไม่คิดเลยว่าในชีวิตจะมีเพื่อนแบบนาย’





‘อื้ม เข้าบ้านเถอะ’





‘เราไม่รู้จะขอบคุณนายยังไง เอาเป็นว่าฉันจะพยายามเป็นเพื่อนที่ดีแบบนายให้กับนายที่เป็นเพื่อนที่ดีมากๆกับเราละกันนะ’




ผมยิ้มตามกับประโยคที่น่าเอ็นดูนั่นก่อนจะฝากรอยแดงบนหน้าผากใสเป็นการคำตอบแทนแทนคำพูดของตัวเอง





‘เจ็บนะ..’





‘ฉันไปนะ’





‘อื้ม ขับรถดีๆล่ะ อาทิตย์หน้าเจอกัน’





ผมโบกมือให้เจ้าของรอยบุ๋มข้างแก้มที่ตอนนี้กลับมามีเนื้อแก้มเติมเต็มรอยซูบผอมของเดือนที่แล้วแทนแล้ว






ถ้าความจริงไม่ถูกเผาไหม้ไปจนไม่เหลือซากเค้าจะยังคิดว่าเราสามารถเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้อีกรึเปล่า

















.
.
.












‘นึกว่าแกจะนอนที่รีสอร์ต’








‘ถ้าวันไหนเดินออกมาจากโลกของตัวเองแล้วคิดได้ ขอให้รู้เอาไว้ว่าทุกอย่างที่แกคิดมันจะเกิดขึ้นแค่ในความคิดของแก เพราะโลกของความจริงทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว’







ผมมองดูหน้าของพี่ชายแท้ๆที่นั่งรอชิมอาหารของแม่อยู่พร้อมกับสาวใช้อีก2-3คนที่นั่งสปหงกอยู่






‘ม๊าบอกมีเรื่องจะคุยด้วย.. พี่มยอนล่ะ’





‘อยู่ในครัวกับม๊านู้น’





ผมนั่งลงตรงเก้าอี้ตรงข้ามอีกคนยกน้ำที่วางอยู่ขึ้นจิบตามองดูอาหารหลากหลายที่วางอยู่จนแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้จานต่อไปอีกอยู่เต็มโต๊ะก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้ามด้วยสีหน้าเห็นใจ







‘มินซอก..’






‘…….’






‘ติดต่อมาบ้างรึเปล่า,’





การส่ายหน้าแทนคำพูดเป็นคำตอบให้ผมได้ทราบเกี่ยวกับตัวของน้องชายอีกคน






‘ใจร้ายชิบหายเหอะ ขนาดเบอร์โทรติดต่อยังเปลี่ยนอีมงอีเมลก็ไม่ให้ไว้ พ่อแม่ยังต้องรอให้เจ้าตัวติดต่อมาเองเลย’






ทุกอย่างปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้กระทั่งจิตใจคน







‘แล้ว.. อี้ชิง’






‘…….’






‘เป็นยังไงบ้าง’







‘ก็ร่าเริงดี’






‘แก .. ไม่เป็นไรใช่มั้ย?’






‘แกนั่นแหละเป็นอะไร’





‘ฉันก็ถามไปตามมารยาทคนเคย.. เคยรู้จักกัน จะถามสารทุกข์สุกดิบไม่ได้ไง๊?’





‘เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว.. แกเองก็ทำตามที่เคยพูดไว้ด้วยล่ะ’





‘ฉันพูดไปเพราะแกบังคับต่างหาก’





-*-




‘เออๆ รู้แล้ว จะพยายาม แต่แกแน่ใจแน่นะ’





‘เออ!’




ตอนนี้ต่อให้ผมเลือกคนใดคนหนึ่งได้แล้ว ทั้งสองคนก็คงไม่มีใครเลือกผมอยู่ดี คงเป็นเวรเป็นกรรมของผมละมั้ง ก็แค่กลับไปยังจุดเริ่มต้นใหม่






เกมส์.. ที่ผมจะเป็นคนเปิดซีซั่นใหม่เอง





เกมส์.. ที่ทุกคนต้องเริ่มจากศูนย์





แต่อาจจะยกเว้นผม ที่โชคเข้าข้างหรือพระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นใจก็ไม่ทราบได้ให้ผมมีตัวช่วยและเริ่มออกเดินเกมส์ก่อนผู้เล่นคนอื่นๆ








‘ฉันไม่รู้ว่าควรจะบอกแกดีรึเปล่า?’







‘…….’






‘แต่ความลับยิ่งคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งศกดิ์สิทธิ์ ถ้าบอกไปก็คงไม่ใช่ความลับจริงมั้ย?’





‘ถ้าจะมาพูดอย่างนี้แล้วจะพูดให้อยากรู้ทำไม -*-’





‘ฉันเองก็ไม่ต่างจากแกหรอก..’





‘ทำไม? แกมีอะไรปิดบังฉันงั้นหรอ?’





‘ไม่รู้สิ’






‘ฉันเป็นพี่แกนะ เลี้ยงแกมากับมือ..’





‘แล้ว?’





‘ถ้าทุกเรื่องที่ฉันรู้เกี่ยวกับแกมันตรงกับที่แกกำลังคิดอยู่อะไรก็ตามที่แกกำลังปิดบังอยู่ฉันอาจจะรู้แล้วก็ได้’






‘…….’





ผมคงลืมบอกไปว่าอะไรๆที่ว่าเปลี่ยนก็มีข้อยกเว้นด้วยเหมือนกัน สิ่งนั้นคือความเสมอต้นเสมอปลายของคนตรงหน้าผมนี้ ไม่มีครั้งไหนที่ผมเคยหรือเป็นคนเดินนำผู้ชายคนนี้ได้เลยซักครั้ง 






แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อนๆแน่นอน





ความลับที่แม้แต่ตัวผมเองก็ยังคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ






‘คุยอะไรกันอยู่สองพี่น้อง’




เสียงหวานของเลขาคนสนิทของอีกคนดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหารที่คนทักถืออยู่ส่งควันลอยเรียกน้ำย่อยในกระเพราะของผมให้ทำงานหนขึ้นเพราะยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เที่ยง






‘คุยเรื่องความลับอยู่น่ะ’





‘อยากรู้ด้วยได้มั้ย?’




คนสวยวางถาดอาหารลงตรงหน้าผมที่ขยับแก้วน้ำออกให้ชามตรงหน้าถูกวางได้อย่างพอดีกับพื้นที่ที่ว่างอยู่






‘บอกไปก็ไม่ใช่ความลับสิครับ’





‘นั่นน่ะสิ ระวังร้อนนะ’





ผมเป่าช้อนที่ถูกใช้งานตักอาหารขึ้นจ่อตรงปากก่อนที่อีกคนจะบอกให้ระวังความร้อนของซุปสีอ่อนนี้






‘เล็ก กลับมาแล้วหรอ? อี้ชิงเป็นยังไงบ้าง?’





เสียงของคนที่ทำให้ผมกลับบ้านในวันนี้ร้องทักขึ้นมือปลดผ้ากันเปื้อนส่งให้พี่เลี้ยงคนสวยของผมที่พยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน






‘ก็ดีครับ ปกติทุกอย่างแล้ว อาทิตย์หน้าก็ไปเรียนได้’





‘ดีๆๆ อ่ะนี่เด็กๆ เก็บอาหารได้เลย ขอบคุณทุกคนมาก เราน่ะกินอะไรรึเปล่า?’




ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบยึดชามตรงหน้าไว้เพียงอย่างเดียว





‘งั้นผมขึ้นไปอาบน้ำนอนละนะ’





‘ผมเองก็ขอตัวนะครับ’





สองสามีภรรยา(?)เดินโอบไหล่กอดเอวหยอกล้อกันขึ้นไปยังชั้นบนทิ้งให้ผมได้อยู่กับผู้เป็นแม่แค่สองคน ละบอกว่าไม่ได้คิดอะไร เป็นแค่เพื่อนกัน ดูการกระทำซิ ให้เด็กอนุบาลมามองยังรู้เลย ไม่ได้คิดอะไรแล้วจะทำเหมือนให้ความหวังคนอื่นทำไม ไม่เข้าใจมันเลยจริงๆ





ผมเงยหน้าขึ้นจากชามมองดูคนที่นั่งแทนที่พี่ชายที่พึ่งขึ้นไปข้างบน ใบหน้าจริงจังทำให้ผมรับรู้ได้ว่าเรื่องที่จะพูดออกมานั้นซีเรียสในระดับหนึ่ง





‘ลูกโอเคนะที่เรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้’




‘ก็ต้องโอเคสิ ผมเป็นคนเลือกเองเลยนะ’




‘คนอื่นไม่รู้หรอกว่าพวกเค้าเป็นยังไง แต่มันเป็นเรื่องยากสำหรับม๊ามาก ยิ่งเรื่องมันจบแบบนี้ยิ่งมองหน้าใครไม่ติด นี่ยังไม่กล้าสู้หน้าบ้านนั้นเลย’




‘ม๊าอย่าคิดมากเลย แค่ทำทุกอย่างเหมือนก่อนเหตุการณ์นั้นจะเกิด หรือจะคิดซะว่าเหตุการณ์นั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยสิ’





‘ก็มันเกิดไปแล้ว’





‘และมันก็ผ่านไปแล้วด้วย’




ผมเอื้อมมือไปกุมมืออีกคนที่ประสานกันอยู่บีบลงเบาๆให้อีกฝ่ายคล้อยตามคำพูดของผม






‘มันไม่มีความจำเป็นที่เราจะไปรื้อฟื้นในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว.. ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีแล้วสำหรับทุกคน’





ผมส่งยิ้มให้แม่ที่ยังคงไม่หมดห่วงกับเรื่องนี้ลงง่ายๆ หลังจากที่อี้ชิงฟื้นและเราทั้งสามครอบครัวได้คุยกัน





‘ลูกโอเคแน่นะที่อยากให้เรื่องทุกอย่างมันเป็นแบบนี้’




ผมพยักหน้าแทนคำตอบให้แม่





‘ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนก็ปล่อยให้มันค่อยเป็นค่อยไปตามวันเวลาละกันครับ’




‘แล้วเรื่องหนูมิ(น)…’




ผมรู้ว่าแม่เอ็นดูมินซอกมากแม้อะไรหลายๆอย่างในตอนนี้จะเป็นใจแต่หากเจ้าตัวเค้าไม่มีใจเหมือนเดิมแล้วก็คงไปฝืนอะไรต่อไปไม่ได้





‘ช่างเถอะ.. ถ้าคนมันทำบุญทำเวรทำกรรมร่วมกันมาก็คงได้กลับมาเจอกันอีก เราเองก็อย่าไปคิดมากรู้มั้ย?’





มือที่ผมกุมอยู่ในตอนแรกเปลี่ยนมาบีบมือผมแทนเป็นการปลอบและให้กำลังใจไปในตัว ตกลงใครต้องปลอบใครแล้วใครกันแน่ที่คิดมาก - -





‘ม๊าเชื่อว่าเราสามารถหนีไปที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ แต่สุดท้ายที่เราพยายามหนีและไม่เคยชนะมันเลยคือนี่.. ใจของตัวเราเอง ฝันดีจ้ะ’




แม่เดินจากไปทิ้งให้ผมจมอยู่กับคำพูดสุดท้ายนั่น ทุกๆอย่างแค่รอเวลาที่จะเป็นตัวตัดสินและเป็นคำตอบให้กับทุกอย่าง 







แต่ใครจะคิดว่าการรอคอยของผมมันจะยาวนานจนผมเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าวันนั้นมันจะสิ้นสุดที่วันไหน







สองเดือนที่ผมอยู่ที่โรงพยาบาลเทียวไปเทียวมาทั้งเรียนและหอบงานมาทำข้างๆเตียงคนป่วยก็ทำให้ผมดูสุ่นวายจนลืมคิดถึงใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างผมเหมือนที่เคยให้สัญญาไว้





ไม่ใช่ว่าไม่คิดถึง 





คิดถึง






คิดถึงมาก






เพราะการเรียนที่ไม่ได้เรียนเต็มวันและทุกวันเหมือนตอนเรียนในชั้นปีต่างๆหลายปีที่เคยเรียนมาทำให้ผมมีเวลาว่างมากขึ้น พ่อจึงให้ผมคอยช่วยงานในส่วนของที่ไอ้พี่ชายของผมที่ไม่สามารถจัดการเวลามาทำได้เพราะตารางที่แน่นจนแทบขยับตัวหนีไม่ได้นั้น 




การช่วยแบ่งเบาภาระที่พ่อว่าเล็กน้อยนี้ทำให้ผมรู้ว่าพี่ชายที่ดูเหมือนไม่เอาไหนกลับทำงานหนักและต้องรับผิดชอบอะไรมากมายขนาดนี้ ต้องยอมรับจริงๆว่ามันเก่งกว่าที่ผมคิดไว้มาก





ผมเดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำนั่งลงเปิดดูแฟ้มเอกสารเป็นสถิติต่างๆของรีสอร์ตทุกสาขาก่อนจะเก็บมันกองๆรวมกันกับอีกหลายแฟ้มข้างๆ กดพักหน้าต่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงกราฟที่ชวนหัวระเบิดเปิดเว็ปสีน้ำเงินที่มีตัวสัญลักษณ์ตัวเอฟในภาษาอังกฤษขึ้นโดยมีชื่อและรูปของผมปรากฏอยู่ ผมเลื่อนดูโพสของเพื่อนๆที่แชร์เรื่องราวทั้งของตัวเองและคนอื่นกดไลค์บ้างเม้นท์บ้างตามประสาซึ่งนานๆทีผมจะเข้ามาเช็คบ้างเพราะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก






มีทั้งข้อความแชทที่ค้างไว้และเพื่อนที่มาขอแอดที่ถูกผมเมินจนคนที่ส่งมาคงลืมไปแล้ว นิ้วที่กดเลื่อนดูแบบผ่านๆจนไปสะดุดเข้ากับชื่อๆหนึ่ง หากแต่ชื่อนั้นไม่คุ้นเท่ารูปโปรไฟล์ที่ผมเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว







เพื่อนคนแรกในชีวิตของผม







เป็นเพื่อนที่ผมไม่เคยลืมความทรงจำที่เราเคยใช้ร่วมกันได้เลย แม้มันจะเป็นเวลาที่สั้นแต่มันมีความหมาย มีค่ามากสำหรับเราทั้งสองคน







ผมกดเข้าไปดูชื่อที่ไม่คุ้นหูนั่นเพื่อส่องดูหน้าเพจคร่าวๆก่อนจะกดรับเป็นเพื่อน







Amber Liu






และหลังจากคืนนั้นที่ผมได้คุยกับเพื่อนที่ห่างหายไปนานก็ทำให้เกมส์ในซีซั่นใหม่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน..







ไม่รู้ว่าไอ้คำที่เค้าชอบพูดกันว่าคนเป็นเนื้อคู่กันแล้วยังไงก็ต้องได้กลับมาคู่กันอีกนั้นมันมีอะไรเป็นข้อพิสูจน์ แต่สำหรับผมถึงไม่รู้ว่าจะใช่เนื้อคู่รึเปล่าแต่เป็นคนที่ใช่และอยากได้สิ่งนั้นยังไงก็ต้องดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาครอบครอง 






หลายคนคงกำลังนั่งด่าผมอยู่ในความไม่ชัดเจนนี้ เอาเถอะ ไม่ใช่แค่อี้ชิงหรอกที่เห็นแก่ตัว ใช่ส่วนหนึ่งที่เค้าเลือกให้ตัวเองถูกตราหน้าด้วยคำๆนั้นเป็นเพราะตัวผมเองด้วย แต่ผมก็ไม่ได้ต่างจากเค้านักหรอก





ผมมีความรู้สึกดีๆให้กับทั้งสองคน แต่การจะเลือกแค่ใครหนึ่งคนนั้นผมเลือกไม่ได้






รักแรกที่เค้าว่ากันว่าลืมยากนั้นมันลืมยากจริงๆครับ อะไรๆที่มันเป็นครั้งแรกมันย่อมดีเสมอ ดีจนเกิดความคิด การจินตนาการ การวาดฝันล่วงหน้า แต่ลืมคิดถึงปัจจุบันที่ไม่รู้ว่าจากที่ดีๆอยู่จะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบที่ไม่เหมือนที่คิดไว้ แต่มันก็ผ่านไปแล้ว






พอคิดถึงวันเก่าๆเหล่านั้นความรู้สึกมันก็กลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อน ถึงจะไม่อินมากเหมือนในตอนนี้นแต่มันก็ยังฝังอยู่ในความทรงจำและความรู้สึกเรื่อยมา รอแค่อะไรมาจุดประกายสิ่งเหล่านั้นที่มันเคยผ่านไปแล้วก็จะกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง





งี่เง่าดีนะที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับเหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์ที่มันผ่านไปแล้ว สรุปแล้วคนที่ยังไม่ยอมจบคือตัวผมเองซะมากกว่า ดีแต่บอกปลอบใจคนอื่นไปทั่ว ตลกดีแต่หัวเราะไม่ยักออก






ผมกรอกนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ตอบกลับคนที่ทักมาไม่มองวันเดือนปีที่ถูกค้างไว้ให้ตัวเองดูเป็นคนโง่หลังจากปล่อยให้ความคิดไหลตามความรู้สึกของตัวเองอยู่พักหนึ่ง








‘ฉันนึกว่าไม่ใช่นายซะแล้ว ไม่เห็นตอบฉันเลย กี่ปีแล้วเนี่ย.. พร้อมกับการเกิดแอฟนี้เลยมั้ง - -’





‘อืม ขอโทษทีนะ ฉันไม่ค่อยได้เล่นเท่าไหร่น่ะ เธอเองก็สบายดีนะ’





‘มาก.. ว่าแต่นายเหอะ นอนดึกนะเนี่ย ที่จีนกี่โมงแล้ว?’





‘ฉันย้ายมาอยู่เกาหลีตั้งแต่เธอย้ายหนีฉันไปได้ไม่กี่วันแล้ว’




‘อ้าว! จริงดิ? เฮ้ย?! ฉันว่าจะทักไปตั้งนานแล้ว เออทักไปแล้วสิ เห็นนายไม่ตอบเลยคิดว่าคงไม่ใช่นาย ดูในโปรไฟล์เบอร์โทรอีมงอีเมลก็ไม่มี ฉันเองก็ยุ่งๆเรื่องเรียน นายเองก็สบายดีนะ’





‘เราวิดีโอคอลดีมั้ย ฉันขี้เกียจพิมพ์ - - ’





‘ฉันไม่สะดวก ออกมาดูงานที่โรงเรียน’





‘นี่เธอยังเรียนไม่จบม.ปลายอีกหรอ?’





‘ไอ้บ้า! นี่ว่าที่ดร. นะเว้ย พูดอะไรเกรงใจทุนที่อยู่ในมือหน่อย’





‘เป็นนักเรียนทุน?’





‘แน่นอน นี่ขนาดยังเรียนไม่จบนะเว้ย มีงานทำแล้ว มีเงินเดือนแล้วด้วย’





ผมหลุดยิ้มออกมากับความเป็นผู้หญิงที่หลุดออกมาจากเพื่อนที่เหมือนผู้ชายในร่างผู้หญิงก่อนจะพิมพ์ตอบกลับและขอเบอร์โทรกันไว้






‘ว่างๆมาเที่ยวเกาหลีสิ’





‘เออ อยากไปเหมือนกัน อยู่นี่เหงามาก ฉันมีเพื่อนที่เป็นคนเอเชียแค่ไม่กี่คนเอง นี่ถ้านายไม่ทักมาฉันคงลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนจีน นี่พิมพ์ๆอยู่ยังกลั้นน้ำตาไว้แทบจะไม่อยู่ ทราบซึ้งใจมาก’





‘เธอยังอารมณ์ดีไม่เปลี่ยนเลยนะ’






‘นายก็คงไม่เหงาเท่าไหร่หรอกม๊างงง แอบเห็นนายสองพี่น้องอยู่ในหนังสือก๊อสสิบของที่นี่แว๊บๆ’





‘เหงามากต่างหาก..’





‘อุจูๆๆๆ คุณชายเล็กของฉัน มีอะไรบอกฉันได้นะ ทดแทนเวลาที่เราห่างหายจากกันไปนานไง’





‘ขอบคุณมาก.. เพื่อน’





‘ค่อยคุยกันนะ ฉันต้องไปแล้ว ไปสายเดี๋ยวถูกมองเป็นรุ่นพี่ที่ไม่ได้เรื่อง บาย ~’





และผมก็พึ่งรู้ว่า Amber คือชื่อจริงในภาษาอังกฤษของเธอ 





เพื่อนคนเดียวในชีวิตของผม เธอกลับมาพร้อมอะไรหลายๆอย่างที่ผมคิดว่าคงตอบแทนเธอได้ไม่หมดในชาตินี้







หลิว อี้ หยวน




















--- 























YiXing Part.





คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาหรือพรหมลิขิตมั้ย? 






ผมเป็นหนึ่งคนที่ไม่เชื่อเรื่องเพ้อฝันแบบนี้.. ทุกๆเรื่องที่เราประสบพบเจอล้วนเกิดจากตัวเราเป็นคนกำหนดเองทั้งนั้น ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม





ผมเรียกมันว่า ความบังเอิญ






ชีวิต 18 ปีที่ผ่านมาของผมรอบๆตัวมีใครบ้าง ตัวเองเป็นใคร ถูกเลือนหายไปชั่วข้ามคืนที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลที่ดูไม่เหมือนโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง





แสงสว่างที่แยงตาจนทำให้ผมต้องหลับตาลงเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่างหลังจากที่หลับไปนานหลายวัน ชายหนุ่มร่างสูงที่ดูท่าทางจะอายุมากกว่าผมยืนมองมายังผมที่มองเค้าอยู่เช่นกัน สายลมอ่อนๆที่พัดผ้าม่านสีสบายตาให้ปลิวไสว เส้นผมสีสว่างพัดตามแรงลมนั้น ใบหน้าเหมือนพระเจ้าตั้งใจปั้นนั้นทำให้ผมเหมือนถูกสะกดจนสายตาพร่ามัวเหมือนเห็นปีกที่สยายอยู่ข้างลำตัวของร่างสูง






ศรีษะที่ถูกพันด้วยผ้าสีขาวสะบัดไปมาบนเตียงก่อนจะมองไปรอบๆที่มีทั้งหมอพยาบาลและบรรดาพ่อแม่พี่น้องที่มาเยี่ยมคนไข้






‘อี้ชิง! เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บปวดตรงไหนมั้ย?’






ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งโผเข้ามากอดตัวผมที่นอนอยู่ น้ำตาที่ไหบอาบแก้มของเธอซึมผ่านเข้ามาในเสื้อของผมจนรู้สึกเย็นชื้น ผมยกมือที่มีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ตบหลังเธอเบาๆก่อนจะมองดูคุณหมอที่อยู่ข้างตียงที่ก้มลงจดอะไรไม่รู้ในแผ่นชาร์ทที่ถืออยู่







‘ผม.. มาอยู่ที่นี่ได้ไงครับหมอ แล้ว.. ป้าคนนี้ เค้าเป็นอะไรหรอครับ?’






ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ผู้ชายที่ผมมองเห็นคนแรกตอนลืมตาขึ้นมาเดินมาหากลุ่มหมอที่กำลังถกเถียงกันในภาษาที่ผมก็ฟังรู้เรื่องแต่ไม่สามารถเข้าใจได้






‘นี่มันอะไรกัน? เกิดอะไรขึ้นหมอ นี่แม่เอง แม่ไงอี้ชิง จำแม่ได้มั้ย?’




แม่? ผมมุ่นคิ้วในสมองที่ว่างเปล่าไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เลย






‘อี้ชิง.. นี่พ่อนะ ลูกจำพ่อได้ใช่มั้ย?’






‘อี้ชิง?’






‘ใช่ อี้ชิง ชื่อของลูกไง’






‘ผม ชื่ออี้ชิง?’




ผมยกมือขึ้นชี้ตัวเองคิ้วยังคงขมวดไม่คลายความสงสัย แม้จะพยายามคิดแล้วคิดอีกแต่ทุกคนในห้องนี้ผมพึ่งเจอวันนี้วันแรก แต่ทุกคนกลับทำเหมือนรู้จักผมมาก่อน






‘หมอขอคุยกับคนไข้ซักครู่นะครับ’






หลังจากทุกคนออกไปจากห้องนี้ไปจนหมดเหลือเพียงคุณหมอ2คนและพี่พยาบาลอีกหนึ่งคนก็เดินเข้ามาหาผม





‘นี่หมอยุนโฮ เป็นหมอประจำตัวของอี้ชิง จำได้มั้ย?’





ผมยิ้มแห้งๆและส่ายหน้าแทบจะทันที





‘งั้นหมอถามนะว่าเราชื่ออะไร’





ผมนิ่งคิดก่อนจะตอบตามที่สมองเรียบเรียงได้ไปจากเหตุการณ์เมื่อซักครู่





‘คุณป้าคนนั้นเรียกผมว่า อี้ชิง.. นั่นคงเป็นชื่อของผม(?)’





‘แล้วคุณลุงคุณป้าเมื่อกี๊เป็นใคร พอจะจำได้มั้ย?’





ผมส่ายหน้าอีกครั้งก่อนจะถามคำถามแทนหมอที่เอาแต่ถามผมอยู่ฝ่ายเดียว





‘คุณลุงคุณป้าเมื่อกี๊บอกว่าเป็นพ่อกับแม่คนที่ชื่ออี้ชิง.. อี้ชิงนี่เป็นใครหรอครับ? เค้าหน้าเหมือนผมหรอ?’





คุณหมอทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนที่คุณหมอที่ดูอายุน้อยกว่าอีกคนจะเป็นคนถาม





‘เราจำหรือนึกอะไรออกบ้างไหนลองพูดให้หมอฟังสิครับ’





‘อืมม.. ผมอายุ18ปี’





‘…….’






คุณหมอและพี่พยาบาลต่างมีสีหน้าที่บุ้นในคำพูดที่จะออกจากปากผมจนผมเองรู้สึกผิดที่ตอบอะไรออกไปนอก ‘ผมอายุ18ปี’ ออกไป




‘ขอโทษครับ ผมจำอะไรอีกนอกจากนี้ไม่ได้..’




ผมยิ้มเจื่อนส่งกลับไปพร้อมกับลุกขึ้นโค้งตัวให้ทั้งสามคน รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตะหงิดๆ แต่ข่มอารมณ์ฝืนตัวเองเอาไว้





‘งั้นหมอจะบอกอะไรเราให้นะ เราชื่ออี้ชิง อี้ชิงก็คือตัวเราที่มีพ่อกับแม่เป็นคุณลุงคุณป้าทั้งสองท่านเมื่อซักครู่นี้’





‘อ้าว? แล้วคุณป้าอีกสองคนล่ะครับ เมื่อกี๊ผมเห็นอีก2คนด้วย คนที่หน้าหวานๆแต่ไม่ค่อยยิ้มกับอีกคนที่สูงๆหน้านิ่งๆนั่นด้วย พวกเค้าเป็นใครหรอครับ? เกี่ยวข้องอะไรกับผมรึเปล่า?’




‘เอาเป็นว่าตอนนี้อี้ชิงต้องตามคุณหมอกับพี่พยาบาลคนนี้ไปอีกห้องนึงก่อนนะ เสร็จแล้วค่อยกลับมาถามจากพ่อแม่เอาโอเคมั้ย?’





ผมพยักหน้าแล้วนอนลงรอไม่นานพี่บุรุษพยาบาลก็พาผมไปยังอีกห้องหนึ่ง










ข้อมูลที่ผมรู้หลังจากผ่านการตรวจร่างกายทั้งสแกนนั่นนี่เสร็จจนกลับมาที่ห้องที่นอนอยู่ในตอนแรกคือผมผลัดตกบันไดที่บ้านเลยได้มานอนแบ่บอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างนี้ หมอบอกว่าผมได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรงบริเวณศีรษะจึงทำให้ความทรงจำที่มี(เกือบ)ทั้งหมดหายไป หรือที่ภาษาหมอเค้าเรียกว่า ความจำเสื่อม




ก็ถึงว่าทำไมผมจำอะไรไม่ได้เลย จำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง ในสมองมันว่างเปล่าจนผมเองก็แอบเสียดายและเสียใจที่จำอะไรจำใครไม่ได้เลย แต่ในความโชคร้าย(?)นั้นก็ยังดีที่วิชาความรู้ที่เรียนมายังไม่จางหายไปถึงจะมีงงๆมึนๆอยู่บ้างก็ตามเถอะ ตอนนี้ผมเหมือนคนที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ 





รอบๆตัวผมมีพ่อกับแม่ ผมเป็นลูกคนเดียวแต่มีลูกพี่ลูกน้องอยู่หนึ่งคนชื่อ คิม มิน ซอก ซึ่งแม่ของน้องเค้าเป็นน้องสาวของแม่ผม แม่บอกว่าตอนนี้น้องได้ทุนและเรียนอยู่ที่อังกฤษ แม่เอารูปที่ผมเคยถ่ายกับน้องมาให้ผมดูแล้ว น้องน่ารักมาก ผมอยากเจอตัวจริงน้องมากเช่นกัน 






อ้อ! ผมมีเพื่อนด้วย ก็ผู้ชายหน้าหวานๆที่เห็นในห้องที่โรงพยาบาลวันนั้นแหละ ลู่หาน คือชื่อของเค้า





ลู่หานเป็นลูกชายคนเล็กของตระกูล Wu ที่พ่อทำงานอยู่ มีพี่ชายชื่อ อี้ฝาน ก็คือคนแรกที่ผมเห็น





บ้านลู่อยู่ติดกับบ้านมินซอก ตอนนี้ผมพึ่งขึ้นปี1 เรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับลู่หานแต่คนละคณะ ส่วนคุณป้าทั้งสองก็คือแม่ของน้องมินซอกกับแม่ของลู่นั่นเอง 






นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ผมรู้







‘ลู่หาน..’





‘ว่าไง?’





‘นายเป็นเพื่อนที่ดีมากๆเลยรู้มั้ย? เราไม่คิดเลยว่าในชีวิตจะมีเพื่อนแบบนาย’





‘อืม.. เข้าบ้านเถอะ’





‘เราไม่รู้จะขอบคุณนายยังไง เอาเป็นว่า เราจะพยายามเป็นเพื่อนที่ดีแบบนายให้กับนายที่เป็นเพื่อนที่ดีมากๆให้กับเราละกันนะ’





ผมยิ้มจริงใจส่งไปให้คนที่อุตส่าห์ไปรับผมที่โรงพยาบาลแถมมาส่งถึงที่บ้านอีก แต่อีกคนกลับตอบแทนด้วยรอยนิ้วที่ดีดลงมายังหน้าผากของผม





‘เจ็บนะ’





‘ฉันไปล่ะ..’






‘อื้ม ขับรถดีๆล่ะ อาทิตย์หน้าเจอกัน’






ผมโบกมือยิ้มให้คนที่โบกมือกลับก่อนที่เค้าจะหันหลังเดินขึ้นรถและขับออกไปจนลับสายตา ผมไม่รู้ว่าความทรงจำที่หายไปนั้นมันจะมีเรื่องราวเหตุการณ์อะไรบ้างแต่หากในนั้นมีสิ่งดีๆที่ผมเจออยู่เหมือนในวันนี้ผมก็อดรู้สึกผิดกับพวกเค้าไม่ได้ที่ลืมพวกเค้าไป แต่คงไม่เป็นไรแล้วล่ะ เพราะนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะทำทุกอย่างเพื่อทดแทนพวกเค้าแทนความทรงจำที่ผมหลงลืมไป





ผมคงเล่าข้ามไปเรื่องพี่ชายของลู่หาน ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองรู้สึกแปลกๆเวลาที่อยู่ใกล้เค้า และผมมักจะฝันประหลาดๆทุกครั้งโดยที่ในความฝันนั้นมีคนๆนี้อยู่ด้วย มันไม่ใช่ฝันดีซะด้วยสิ ในฝันมันโหดร้ายมากสำหรับผมแต่พอตื่นขึ้นมาผมก็จำไม่ได้แล้วว่าในฝันนั้นผมฝันว่าอะไร รู้แต่ว่าในฝันมีพี่ชายของลู่และเป็นฝันที่ไม่อยากจะหลับตานอนเลยเพราะทุกครั้งที่ฝันและตื่นขึ้นมาผมจะร้องไห้ทุกครั้งไป ผมคิดว่ามันคงจะบังเอิญ เพราะพี่เค้าเป็นคนแรกในชีวิตผมเลยก็ว่าได้ที่ผมเห็นในวันที่ลืมตาขึ้นมาในห้องบนเตียงของโรงพยาบาล






แต่ทำไมถึงเป็นฝันร้ายก็ไม่รู้เหมือนกัน





ครั้งหนึ่งผมเคยถามแม่เกี่ยวกับการเดินทางไปเรียนเพราะบ้านที่ผมอยู่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเมือง ส่วนบ้านของผมอยู่บนเกาะนอกเมืองถึงจะไม่ไกลจากตัวเมืองมากแต่การเดินทางก็หลายต่อเอาเหมือนกัน




‘ผมเดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับมหา’ลัยหรอครับแม่.. หรือว่าเรามีบ้านอยู่ในเมือง หรือผมพักอยู่กับคุณอา’





‘อ๋อ เปล่าหรอกจ้ะ เราอยู่หอน่ะเดี๋ยววันอาทิตย์นี้เราจะย้ายของเข้าหอกัน’





‘นึกว่าแชร์ห้องอยู่กับลู่ซะอีก’





‘ลูกอยากอยู่กับลู่หรอ?’





‘ไม่ครับไม่ แค่นี้ก็เกรงใจเค้าจะแย่แล้ว ขืนอยู่ด้วยกันอีกผมคงทำตัวไม่ถูก ยังรู้สึกแปลกๆอยู่น่ะครับ’





ผมพูดไปตามที่คิดและรู้สึก ในใจลึกๆมันบอกแบบนั้นว่าไม่ควรอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเค้าก็เป็นเพื่อนผมนี่เนอะ แต่ที่ผมสังเกตดูเราเหมือนจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่หรือเพราะบุคลิกของเค้าที่เป็นคนนิ่งๆไม่ค่อยพูดแต่ใช้วิธีการแสดงออกโดยการกระทำแทนผิดกับอีกคน พี่ชายของเค้าที่ความรู้สึกของผมมันแอบหวั่นๆในหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติแค่ได้เห็นหน้าเค้า มันทั้งรู้สึกดี รู้สึกผิด รู้สึกกลัวรวมอยู่ในคราวเดียวกันแต่กลับอยากอยู่ใกล้คนๆนี้





เสียงรอสายดังได้ไม่นานปลายสายก็กดรับ





‘หมอยุน..’





‘ว่าไงครับ?’





‘ผมรู้สึกแปลกๆ’





‘แปลกๆ? อาการเป็นยังไงครับ’






‘หัวใจผมมันจะเต้นแรงทุกครั้งที่เจอหน้าคนๆหนึ่ง มันจะดีใจถ้าได้เห็นเค้าแต่ก็หวั่นๆเหมือนกลัวแต่ก็อยากอยู่ใกล้ๆ ผมคิดว่าอาจจะเพราะผมเห็นเค้าเป็นแรกที่ตื่นขึ้นมาเลยเก็บไปฝันและรู้สึกแบบนี้ หมอว่ามันมีอะไรผิดปกติมั้ยครับ?’






คุณหมอที่บอกว่าเป็นหมอประจำตัวผมหัวเราะเบาๆก่อนจะตอบคำถามที่ผมกังวลใจมาตลอดให้ผมได้รู้ 





‘ส่วนหนึ่งถูกเพราะเราจะจำสิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจนและจะจดจำภาพหรือสิ่งๆนั้นได้เป็นภาพติดตา ไม่แปลก ส่วนอาการหัวใจเต้นแรงนั้นหมอว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเอฟเฟคจากอาการป่วย’





‘หมายความว่าไงหรอครับ’





‘เราลองเรียนรู้มันด้วยตัวเองดูสิ คำตอบมันอาจจะเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างและเราอาจจะได้มากกว่าหนึ่งคำตอบก็ได้นะ’





‘ถ้าผม..’




ผมหยุดคำถามของตัวเองก่อนที่จะพูดออกไป คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ถ้าผมถามคำถามนั้นออกไป






‘ไม่มีอะไรแล้วครับ ขอบคุณหมอมากนะครับ’





‘หมอต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณเรา เอาล่ะ กินข้าวแล้วอย่าลืมกินยาด้วยล่ะ ถ้ามีอะไรผิดปกติอีกก็โทรหาหมอได้ตลอดนะ’






‘ครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ’





ผมกดวางสายมืออีกข้างยกขึ้นกุมตรงหน้าอกข้างซ้ายที่กำลังมีอาการเหมือนที่บอกกับอีกคนที่พึ่งวางสายไป มันเป็นความร้สึกอย่างที่ผมบอก มันทำให้ผมยิ้มได้แต่ในรอยยิ้มนั้นมันกลับไม่ใช่ความสุขทั้งหมด ทั้งอยากเข้าใกล้ทั้งอยากถอยออกให้ห่าง อธิบายให้ฟังไม่ถูก ถ้าไม่เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยที่หมอให้คำตอบไม่ได้ ผมก็คงต้องหามันเอง


















+++LuHan+++





‘ทำไมยังไม่นอนอีก’






เสียงริงโทนดังได้ไม่นานผมก็กดรับทันทีเพราะโทรศัพท์ยังถืออยู่ในมือ





‘กำลังจะนอนแล้ว แล้วนี่กินข้าวรึยัง?’





‘ม๊าทำเมนูใหม่พอดี’





‘อาชอลมาหรอ?’





‘เปล่า..’





‘อย่าบอกนะว่ากลับบ้าน’





อีกคนเงียบนั่นแสดงว่าที่ผมพูดคือความจริง




‘นึกว่าจะนอนที่รีสอร์ต ไม่เหนื่อยรึไง’





‘ไม่หรอก.. กินยารึยัง’





‘เรียบร้อยแล้วน่า ลู่เองก็นอนได้แล้ว เหนื่อยมาทั้งวัน’




‘อือ ฝันดี..’





‘เช่นกันนะ’





ในตอนนี้ชีวิตผมจะเรียกวี่ได้รึเปล่าก็คงได้แหละ ดูสิ รอบๆตัวผมมีแต่คนดีๆทั้งนั้น จะว่าไป.. ก็อยากคุยกับมินซอกจัง ได้แต่ฟังเรื่องของน้องจากคุณอาจากแม่รวมถึงลู่ด้วย ทุกคนบอกว่าน้องเป็นคนอัธยาศัยดี มองโลกในแง่ดี เป็นที่รักของทุกคน ผมเห็นแค่ในรูปผมยังรู้สึกได้ถึงความน่ารักของน้องเลย อยากลองหยิกแก้มอูมๆนั่นจัง






ก๊อกๆๆ







ผมยิ้มให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะเดินไปเปิดประตูที่มีเสียงแม่เรยกชื่อผมอยู่





‘กลับมาแล้วหรอครับ’





‘แม่สิต้องเป็นฝ่ายถาม ขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้ไปรับ แล้วนี่กินอะไรรึยังให้แม่ทำซุปอุ่นๆให้เอามั้ย?’





‘ไม่เป็นไรครับ ผมกินเรียบร้อยแล้ว แล้วแม่ล่ะครับ?’





‘แม่ก็เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน งั้นลูกพักผ่อนนะ แม่โทรถามหมอยุนแล้วเค้าให้ลูกพักผ่อนเยอะๆร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็วๆเดี๋ยวแม่จะไปนอนละ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้าอีก’




‘ฝันดีนะครับ’





‘แม่รักลูกนะ ฝันดีจ้ะ’





หลัจากคุยกับแม่เสร็จผมก็ล้มตัวลงนอนกวาดสายตามองไปรอบๆห้องที่ไม่คุ้นเคยเพราะในอดีตผมจะเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่หากแต่ความทรงจำเหล่านมันไม่มีอยู่เลยจึงทำให้ทุกที่ทุกอย่างทุกคนสำหรับผมเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ต้องเรียนรู้และจดจำเอาไว้





บางทีการที่ผมจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผ่านมาอาจจะเป็นเรื่องดีซะด้วยซ้ำนะผมว่า





วันเดือนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนอ่านหนังสือเพลินจนลืมเวลาที่เงยหน้าขึ้นมาก็ปาไปหลายชั่วโมงแล้ว นี่เผลอแปปเดียวก็ผ่านมาจะครบปีแล้ว ผมยังใช้ชีวิตปกติ จะเรียกว่าปกติได้รึเปล่าก็ไม่รู้ เรียกว่าเรื่อยๆแทนจะดีกว่าเพราะในแต่ละวันผมได้ลองได้ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆสำหรับคนอื่นๆอาจจะเป็นเรื่องที่เค้ารู้กันมานานแล้วก็ตาม รวมถึงเรื่องที่ผมยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้อยู่ด้วยซึ่งผมไม่ได้พูดเรื่องนี้ให้ใครฟังนอกจากหมอยุนคนเดียว





ผมวางหนังสือที่หอบติดตัวมาวางไว้ยังโต๊ะประจำที่มักมานั่งเล่นอ่านหนังสือหรือทำการบ้านอยู่กับเพื่อนๆในคณะซึ่งเป็นจุดพักผ่อนที่อยู่ห่างจากตัวอาคารของคณะที่ผมเรียนอยู่ไม่มาก 





หลังจากโบกมือลาเพื่อนฟที่ทยอยกลับกันจนหมดแล้วผมก็นั่งมองดูเพื่อน รุ่นพี่นักศึกษาจากคณะอื่นๆที่เดินคุยกันเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เจอมาให้กันะกันฟังจนเพลินจนไม่รู้ตัวว่าเพื่อนอีกคนมาถึงแล้วและนั่งอยู่หลายนาทีแล้ว





อ้าว?! มาแล้วทำไมไม่เรียก เรียนเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยมั้ย?’





‘เห็นมองเพลินเลยไม่อยากกวน’





‘แล้ววันนี้ลู่กลับยังไงอ่ะ ไม่ได้เอารถมาหนิ ให้ใครมารับปะ?’





‘จะถามถึงพี่ชายฉันก็พูดมาตรงๆ’





‘แฮ่ รู้ทันอ่ะ’





‘ถ้าอยากเจอเดี๋ยวโทรให้มันมารับ’





‘อะ เอ่อ จะไรบกวนเวลางานพี่เค้าหรอ’





‘ถ้ารบกวนมันก็คงไม่มา’




แต่ตอนนี้นอกจากหมอยุนแล้วก็มีเพื่อนคนนี้อีกหนึ่งคนที่ผมบอกเรื่องอาการแปลกๆนั้น ซึ่งเค้าโมเมสรุปเอาเองว่าผมชอบพี่ชายของเค้า





‘ไม่ต้องทำหน้าหงอยแบบนั้น นี่ชอบมันมากขนาดนั้น?’





‘เปล่าซะหน่อย เราแค่อยากรู้คำตอบกับอาการที่เป็นอยู่ก็แค่นั้น’




‘ก็นั่นแหละเค้าเรียกว่าชอบ’





‘นี่ใจคอลู่จะยัดเยียดพี่ชายตัวเองให้เราให้ได้เลยว่างั้นเหอะ’





‘ฉันก็พูดไปตามที่เห็น’





ผมบ่นคนที่ละสายตาจากผมไปกดโทรศัพท์แล้วยกขึ้นโทรคุยอยู่2-3ประโยคก็กดวางสายก่อนจะหันมามองผมที่รอฟังอยู่อย่างใจจดใจจ่อ





‘อีกครึ่งชั่วโมง’





ผมยิ้มโชว์ลักยิ้มข้างแก้มจนเพื่อนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามต้องส่ายหน้าแต่ผมเห็นว่าเค้าเองก็แอบยิ้มอยู่เหมือนกัน





‘ไม่รู้ตัวเลยหรอว่าบนหน้าผากมีคำว่า ชอบอี้ฝาน แปะอยู่’





‘ห๊ะ? จริงดิ’ ผมยกมือขึ้นจับดูหน้าผากตัวเองแต่ไม่เห็นมีกระดาษที่เขียนคำที่ว่านั่นเลย




‘ไหนอ่ะ ไม่เห็นมี’




ผมฟาดมือลงที่แผ่นกว้างของคนตรงข้ามแสดงสีหน้าไม่พอใจตามอารมณ์ที่โดนแกล้ง





‘ชอบ อยากเข้าใกล้ แต่ก็กลัว แล้วเมื่อไหร่จะได้คำตอบที่ตามหาอะไรนั่น’





‘ก็ดูหน้าพี่ชายตัวเองสิ ดึงดูดแต่ก็ผลักดันเหมือนแม่เหล็กขั้วเดียวกันขนาดนั้น ใครจะกล้า’




‘ค่อยๆเรียนรู้มันไปละกัน’





‘จะเรียนรู้ได้ยังไงในเมื่อหนังสือเล่มนี้เปิดไม่ออก’





‘ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆหรอกถ้าไม่พยายามน่ะ’





‘ก็พยายามอยู่นี่ไง’





‘ถ้ามันเปิดไม่ออกก็เผาทิ้งมันไปเลยสิ’





‘จะบ้าหรอ?!’





ผมกำลังจะยกมือขึ้นฟาดคนปากไม่ดีอีกครั้งแต่เค้าพะยักพะเยิดหน้าแสดงเป็นสัญญาณให้ผมรู้ว่าอีกคนกำลังมาถึงแล้ว ผมเก็บมือของตัวเองหลับตาทำสมาธิทำไปทำไมก็ไม่รู้ สูดลมหายใจเข้าออกเพื่อตั้งสติให้กับตัวเอง





‘ไง’





‘อืม ไปดิ’




ผมลุกขึ้นตามลู่หานหมุนตัวเพื่อจะหันไปทักทายพี่ชายของเค้าที่ยืนทำหน้านิ่งตามแบบของเค้า จะว่าไปพี่น้องคู่นี้ก็เหมือนกันดีนะ นิ่งๆไม่ค่อยพูด แต่คนพี่ติดจะเย็นชากว่าอาจจะเป็นเพราะเป็นผู้ใหญ่กว่าเลยดูสุขุมน่าเกรงขามอีกอย่างผมก็รู้จักคนน้องดีกว่าเพราะเป็นเพื่อนกัน ถ้าคนไม่รู้จักก็คงไม่อยากเข้าหาด้วยเหมือนกัน พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ดูหยิ่ง นั่นแหละครับ อารมณ์อยากรู้จักแต่ไม่รู้จักก็ได้ เหมือนแม่เหล็กขั้วเดียวกันอย่างที่ผมบอกในตอนแรก ผมพอจะรู้คร่าวๆจากหน้าหนังสือพิมพ์พวกนิตยสารก๊อสสิบแวดวงไฮโซต่างๆว่าพี่น้องคู่นี้ไม่ธรรมดาในเรื่องรักๆใคร่ๆ แต่ผมก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเค้า แค่ศึกษาไว้ให้ตัวเองรู้ว่าใครเป็นยังไงบ้างแค่นั้น ถึงในใจลึกๆจะไม่ค่อยชอบใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อีกอยู่ดี





‘สวัสดีครับพี่ฝาน’





ผมโค้งทักทายคนใบหน้านิ่งที่ยังอุตส่าห์มีมารยาทพยักหน้าตอบกลับผมก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปในทางเดิมที่มีรถจอดอยู่ไม่ไกล 




เราทั้งสามเดินมาจนถึงที่จอดรถคนที่เดินข้างๆผมที่มัวแต่ก้มลงมองโทรศัพท์ตัวเองอยู่ก็พูดขึ้นหยุดทั้งผมและคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าให้หันกลับมามองเค้า





‘ฉันลืมเอกสารไว้ในห้อง แกไปส่งอี้ชิงก่อนได้เลย’




‘อ้าว? ให้รอก่อนก็ได้ จะได้ไปพร้อมกันเลยทีเดียว’





คนที่พูดพอพูดจบก็กลับตัวเดินจากไปหม่ฟังเสียงเรียกของผมที่ตะโกนตามหลังอยู่เลย





‘ลู่! เดี๋ยวลู่หาน!!’




‘เอ่อ.. เราเอาไงต่อดีครับ’





พี่ชายของเพื่อนที่เดินลับหายไปเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ก่อนจะยักไหล่เป็นคำตอบที่แปลได้ว่า ‘ก็ไม่รู้เหมือนกัน’ มาให้แทน






‘ไปเถอะ.. เดี๋ยวรถติด’





และรถก็ติดเหมือนที่พูด เรานั่งเงียบมาตลอดทางในขณะที่หัวใจผมก็เต้นแรงจนกลัวว่าคนข้างๆจะได้ยินเอาจนผมต้องหาเรื่องชวนคุยเพื่อทำลายบรรยากาศป่วยๆนี้





‘เอ่อ.. คุณคลาร่าเธอสวยดีนะครับ’





โชเฟอร์หน้าตาดีหันมาขมวดคิ้วให้ผมคงไม่เข้าใจความหมายที่ผมจะสื่อ





‘พอดีผมเห็นในหนังสือพิมพ์เค้าบอกว่าพี่กำลังเดทอยู่กับเธอ’





รอยยิ้มที่ผมไม่ค่อยได้เห็นยกยิ้มมุมปากพร้อมกับตอบให้หัวใจที่เต้นแรงอยู่ชาหนึบไปทั้งดวง





‘ก็ดี แต่ง่ายไปหน่อย’






ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิอะไรแต่การมาได้ยินอะไรแบบนี้จากปากของเจ้าตัวก็ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต่อว่าอีกฝ่ายอย่างลืมตัว






‘ทำแบบนี้มันไม่ดีนะครับ พี่มยอนคงเสียใจแย่’




‘เด็กน้อย มันไม่ใช่แค่เรื่องความสนุกบนเตียงแค่อย่างเดียวหรอกนะ วงการธุรกิจมันมีอะไรหลายอย่างที่คนที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่กับมันไม่เคยรู้’





‘พี่กำลังจะบอกว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของธุรกิจ? ผมไม่เข้าใจอยู่ดี’





นอกจากโรงแรม รีสอร์ต นี่เค้าเปิดซ่องด้วยหรอ? - -





‘อยากรู้ก็ศึกษาเอาเอง ลู่มันก็เรียนบริหาร ไปถามมันสิ’





‘ถามลู่คงได้เรื่องอยู่หรอก สู้เข้าเว็ปหาเอาเองยังจะดีกว่า พันล้านทิปมีนักสืบตั้งเยอะ’





‘อะไรนะ?’





‘เปล่าครับ.. ว่าแต่พี่เถอะ จะทำอะไรก็เกรงใจพี่มยอนเค้าบ้าง คั่วทั้งผู้หญิงผู้ชายไม่ซ้ำหน้าแบบนี้เค้าจะรู้สึกยังไง ที่พี่เค้าไม่พูดไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่เพราะเค้าเป็นคนใจดีใจกว้างเกินไปที่ยอมใช้ผู้ชายร่วมกับคนอื่น ผมรู้ว่าเค้าเองก็แอบเจ็บอยู่ลึกๆแต่คงทำอะไรไม่ได้เพราะพี่เองก็อ้างแต่ว่าทำไปเพราะธุรกิจ ถึงผมจะไม่เคยคลุกคลีหรือรู้ว่าวงการธุรกิจมันเป็นยังไงแต่มันก็น่าจะมีอีกหลายวิธีที่ไม่ทำให้คนใกล้ตัวต้องมานั่งเจ็บอยู่เหมือนอย่างที่พี่ทำอยู่.. อะ เอ่อ ขอโทษครับ พอดี ผมเห็นใจพี่มยอนน่ะครับเลย..’





‘ไม่เป็นไรหรอก’




‘ห๊ะ?! เอ่อ คือ คือ..’





ผมตกใจทีเผลอพูดความในใจของตัวเองออกไปโดยใช้ชื่อของอีกคนเป็นข้ออ้างก่อนจะคิดได้และเอ่ยขอโทษอีกคนที่ไม่แสดงอารมณ์โกรธเคืองอะไรจนผมเองยังแอบแปลกใจไม่ได้





‘ถ้าให้เลือกขายตัวกับขายศักดิ์ศรีจะเลือกอะไร’





ผมนิ่งคิดกับคำถามจากคนข้างๆที่หันกลับไปสนใจท้องถนนตามเดิมหลังจากที่สัญญาณไปเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว





‘ขายตัวก็ไม่เท่ากับขายศักดิ์ศรีหรอครับ’





‘จะบอกว่าศักดิ์ศรีของตัวเองมีค่าแค่เรื่องบนเตียงอย่างเดียว?’




นั่นสิ ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่อะไรล่ะคือความหมายคำว่าศักดิ์ศรี





‘ผมไม่รู้ครับ ที่ถามนั่นผมเลือกขายตัวแล้วกันเพราะศักดิ์ศรีของผมมีค่ามากกว่าเรื่องบนเตียง’




‘ศักดิ์ศรีมันก็แค่คำๆนึงที่คคิดมาเพื่อให้ค่ากับตัวเองแค่นั้นแหละ ความหมายจริงๆของมันคือ อคติที่อยู่ในใจของเราต่างหาก’





‘ผมจะพยายามเข้าใจละกันครับ พี่นี่ชอบพูดอะไรให้เข้าจยากตลอดเลย’





‘ไม่มีอะไรยากสำหรับการเริ่มต้นการเรียนรู้ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วมันง่ายหรือยาก พยายามเข้านะ’






ปวดหัว หัวใจเริ่มเต้นช้าลงเหมือนนั่งอยู่ในห้องปกครอง





‘เรียนเป็นไงบ้าง’




‘ผมหลุดถอนหายใจออกมาที่เค้าเริ่มเปลี่ยนเรื่องและชวนผมคุยบ้างเพื่อให้บรรยากาศภายในรถคันนี้ไม่เงียบจนน่าอึดอัดเกินไป





‘เรื่อยๆครับ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ดีที่มีเพื่อนๆคอยช่วยเหลือ’





‘ชอบใครไปบ้างรึยัง?’






แค่กๆๆ




ผมสำลักน้ำที่ดื่มอยู่จนมันหกเกือบหมดขวดรดเสื้อเปียกไปทั้งตัว เนื้อผ้าที่บางจนทำให้เสื้อที่ใส่อยู่แนบติดไปกับผิวจนรู้สึกหนาวขึ้นมาเพราะแอร์ภายในรถด้วย สัญญาณไฟรถที่หักเลี้ยวจอดข้างทางเพื่อให้ผมได้จัดการกับตัวเองสะดวกๆ เสื้อคลุมที่ส่งมาให้อย่างที่ผมไม่ทันตั้งตัวทำให้รอยยิ้มเผลอหลุดออกมาอย่างเขินอาย





‘คลุมไว้ก่อนเดี๋ยวไม่สบาย’





มือหนาที่เลื่อนไปกดปิดแอร์จัดการทุกอย่างในเวลาอันรวดเร็วเหมือนความเคยชิน หัวใจผมกลับมาเต้นแรงอีกครั้งฝ่ามือที่สัมผัสอยู่ข้างแก้มแม้จะมีผ้าเช็ดหน้ากั้นกลางอยู่ก็ตาม





‘เอ่อ ผมเช็ดเองก็ได้ครับ’





อีกคนยอมปล่อยมืออกเปลี่ยนมาปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวผมให้ เพื่อให้ผมได้ใส่เสื้อคลุมของเค้าได้สะดวก ผมกลั้นลมหายใจทันทีที่ใบหน้าดูดีนั่นเลื่อนเข้ามาใกล้จนจมูกผมเฉียดกับแก้มของเค้า กลิ่นน้ำหอมที่ผมรู้สึกคุ้นเคยยิ่งทำให้หัวใจที่เต้นแรงอยู่แทบจะทะลุกระดอนออกมา





‘ไม่สบายรึเปล่า’






ผมส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะไม่กล้าพูดอะไรออกไปสาเหตุก็มาจากคนตรงหน้าที่อยู่ใกล้จนสายตาโฟกัสภาพได้ไม่ชัด มือหนาแตะลงบริเวณซอกคอขอผมก่อนจะเลื่อนไปแตะที่หน้าผมสลับกับหน้าผากตัวเอง





‘ตัวรุมๆนะ รีบไปเถอะ จะได้เปลี่ยนเสื้อ’






ผมผ่อนลมหายใจออกยาวโล่งอกที่เค้าพาตัวเองกลับไปยังที่นั่งของตัวเองหลังจากที่โน้มตัวมาช่วยผมที่ไม่รู้ว่าที่ผมจะไม่สบายน่ะเพราะตัวเค้าเองนั่นแหละ






และจนถึงตอนนี้ผมก็ยังหาสาเหตุของอาการที่ตัวเองเป็นอยู่โดยมีคนที่นั่งข้างๆเป็นต้นเหตุไม่ได้ไม่ได้เลย...

















---

















ยิ่งเดินเข้าไปใกล้กลิ่นน้ำหอมที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของอีกคนก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตอกย้ำการรอคอยของผมให้สิ้นสุดลง สองแขนที่กางออกเหมือนปีกที่คอยปกป้องและให้ความอบอุ่นผมมาโดยตลอดของเค้าทำให้ผมโผเข้ากอดจนร่างสูงเซถอยหลังไป น้ำตาที่คลอหน่วยอยู่พร้อมจะไหลลงทุกเมื่อ






‘พอก่อนมั้ย หายใจไม่ออกแล้วเนี่ย’






ผมผละออกเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยังดูดีไม่มีอะไรเปลี่ยนตามกาลเวลาเลยซักนิดเหมือนจะดูดีเพิ่มขึ้นอีกกว่าเดิมที่ไมรู้จะเยินยอยังไงแล้วเพราะหมั่นไส้ในความลำเอียงของพระเจ้า ผมเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาตอนไหนไม่รู้ออกจากใบหน้าอย่างลวกๆ






‘ขอโทษฮะ..’





‘ขี้แยเหมือนเดิม ไหนบอกเข้มแข็งไม่อ่อนแอแล้วไง’





มือหนาเลื่อนมาเช็ดน้ำตาให้ผมเหมือนทุกครั้งเวลาที่ผมอ่อนแอเหมือนอย่างตอนนี้ แต่ยิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหล






‘ผอมลงปะ กินข้าวกินปลาบ้างรึเปล่า ดูสิแก้มอูมๆนี่หายไปแล้ว’






แรงหยิกข้างแก้มทำให้ผมหลุดขำกลิ้งมาพลางยกมือขึ้นตีอกอีกคนไปด้วย





‘ไอ้พี่บ้า ทำไมพึ่งพาเอาตอนนี้ รู้มั้ยว่ารอนานแค่ไหน ไหนบอกจะรีบตามมาไง คนโกหก’





‘เมลคุยกันแทบทุกวันนี่ไม่พอ?’





‘มันไม่เหมือนกันกันเหอะ’





ผมโผเข้ากอดพี่ชายร่างสูงอีกครั้งพร้อมกับเสียงหัวเราะของเค้า มือหนาลูบผมผมเบาๆ






‘คิดถึง.. คิดถึงมาก’






‘คิดถึงเหมือนกัน’





‘แต่มีอีกคนที่รอและคิดถึงเราไม่แพ้พี่ เผลอๆอาจจะมากกว่าด้วย’





‘ใครหรอฮะ?’






‘ถ้าเราได้เจอคนๆนั้น สัญญากับพี่ได้มั้ยว่าจะไม่โกรธพี่’






ผมผละตัวออกจากอผ่นอกกว้างนั่นอีกครั้งไม่เข้าใจความหมายในประโยคนั้น






‘พี่ขอโทษ..’






จบคำสารภาพของพี่ชายร่างสูงบุคคลที่สามที่ถูกกล่าวถึงก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับหัวใจของผมที่เต้นช้าลงจนเหมือนมันจะหยุดเต้นและพรากลมหายใจของผมไป








‘ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ..’








‘…….’













































(:














ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #82 kimchijung2 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 17:47
    เมื่อไหร่จะมาต่อไรท์. รออยู่นร้าาาาาา
    #82
    0
  2. #67 kimchijung2 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 23:37
    คือพี่ลู่ก็ยังคงเห็นแก่ตัวอ่า...ไม่เข้าใจเลย ทั้งที่ตัวเองรักน้องนะ แต่ก็ยังมาลังเลอีก แล้วอิ้ฟาน @ ลู่ รู้ป่ะ ว่าอิ้ชิงความจำเสื่อม เพราะเหมือนจะเอาใจชิงกันเป็นพิเศษ
    #67
    0
  3. #66 KMSMIN (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 08:17
    ลึกๆแอบสงสารพิหานเหมือนกันนะ แต่ก็ทำตัวเองทั้งนั้น อี้ชิงความจำเสื่อม?เป็นเพราะมาจากผลมาจากอาการที่ช็อกหมดสติใช่ไหม?
    #66
    0
  4. #65 Jakkaran55 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 02:52
    อ่าวรุ่นพี่มินซอกคือเพื่อนอิพิลู่ ที่มีคนคุ้นชื่อจีน55555 อี้ชิงตกบันไดหัวกระแทกด้วยสินะถึงความจำเสื่อมแต่จะเสื่อมถาวรรึชั่วคราว พี่ฟานคนทรยศ2017 ชั้นรู้แกพาน้องแกมาใล่มั้ย ไม่ใช่พี่มยอน ไม่ใช่อี้ชิง ขอบคุณไรท์ที่มาอัพ รำคานที่เราทวงมั้ยคะ
    #65
    0
  5. #64 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 23:20
    ตอนนี้งงๆอธิบายไม่ถูก5555คือยังไง อี้ชิงสมองเสื่อมจำความไม่ได้หรอ ทำไมสมองเสื่อมได้ทั้งที่แค่แท้งลูกไม่ได้โดนอะไรฟาดหัว??? สุดท้ายของตอนคือพี่หมินกลับมาใช่มั้ยจากความเดิมตอนที่แล้ว พี่หมินกอดใคร แล้วใครที่บอกไม่ได้เจอกันนาน ความรู้สึกเราคืองง55555 รู้แต่ว่าเฮียคริสพูดกับอี้ชิงดีขึ้นรึป่าวว่ะ55555 เราชอบเฮียนะดีทุกอย่างยกเว้นเรื่องเซ๊กส์นี้แหละ สงสารจุนฮยอนจริงๆนะ ไม่มีใครรับได้หรอกถึงไม่พูดก็ใช่ว่าไม่รู้สึก อี้ชิงพูดถูก แต่ตอนนี้เข้าใจอย่างเดียวคือ พี่ลู่ก็ยังเหมือนเดิม นิสัยนะเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย ให้ตายเถอะ เราก็ยังเหมือนเดิมไม่ชอบพระเอก5555ไม่ค่อยชอบคนนิสัยแบบพี่ลู่นะ มันน่ารำคาญสำหรับเรา5555
    #64
    0