It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 20 : 2 0

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ก.ย. 60





20










แรงเหวี่ยงของกำปั้นจากคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องชายแท้ๆของผมปะทะลงบนใบหน้าของผมเรียกเลือดให้ซึมออกมาตรงบริเวณมุมปากก่อนที่ชายในชุดเสื้อกาวน์ที่ยืนคุยอยู่กับผมจะเป็นฝ่ายห้ามก่อนที่ตัวต้นเหตุที่กำลังจะก่อเรื่องจะเดินกลับไป






‘เฮ้ยๆ ใจเย็นๆดิวะ นี่โรงพยาบาลนะเว้ย มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันดีกว่า’





‘เป็นไง? สมใจแกรึยัง ยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่าห๊ะ!?’




บทสนทนาก่อนหน้านี้คงถูกอีกคนรับรู้ไปด้วยจนทำให้หน้าของผมมีรอยแผลอย่างที่เห็นหลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายที่น่ายินดีของน้องชายอีกคนของผม














.
.
.













‘อี้ชิงจะเป็นอะไรรึเปล่า?’




ผมนั่งมองร่างสว่างของเพื่อนสนิทที่เป็นลมหมดสติลงหลังจากที่มินซอกเดินหนีออกไปจากเหตุการณ์วุ่นวายตรงจุดเกิดเหตุนั้น ผมพามยอนกลับมาที่บ้านโดยมีสาวใช้ในบ้านทำหน้าที่ได้อย่างดีในการดูแลคนที่พึ่งตื่นมาก็ถามถึงอีกคนโดยไม่สนใจเลยว่าตัวเองก็พึ่งนอนไม่ได้สติมาเหมือนกัน







‘เลือด เราเห็นเลือดด้วย.. มันเหมือนกับ ..’





‘ตอนนี้เค้าอยู่ในมือหมอแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก’




‘ตะ แต่..’





‘ห่วงตัวเองก่อนเถอะ ตัวอุ่นๆนะ’





สีหน้าที่ยังไม่คลายกังวลนั่นยอมฟังและทำตามคำพูดของผมแต่โดยดี มือนุ่มที่ผมกุมอยู่ส่งไอความร้อนออกมาจนผมต้องเป็นฝ่ายขมวดคิ้วแทน





‘นายรู้ใช่มั๊ยว่าเราไม่ได้เป็นคนทำ’





‘ฉันรู้ว่านายเป็นคนยังไง’





‘แต่คนอื่นๆ.. ‘





‘ต่อให้เราพูดอะไรไปตอนนี้ก็ไม่มีใครเชื่อหรอก รอให้เจ้าตัวฟื้นก่อนค่อยให้เค้าพูด’






‘.. พักผ่อนนะ’





‘อื้ม..’




‘ฝาน.. ‘





‘ครับ?’





‘นายไปรอฟังข่าวที่โรงพยาบาลเถอะ เราไม่สบายใจยังไงไม่รู้’





‘แต่นาย.. ‘





‘เราอยู่ได้ ที่นี่มีคนตั้งเยอะแยะ’





‘นายเองก็อย่าคิดมากล่ะรู้มั๊ย’






ผมคว้ากุญแจรถก่อนจะพาตัวเองไปยังที่หมายตามเส้นทางของรถพยาบาลที่เข้ามารับคนไข้ฉุกเฉินเมื่อชั่วโมงที่แล้วโดยมีแม่ผมตามมาด้วย





ผมต่อสายหาเพื่อนอีกคนที่พึ่งจะย้ายมาประจำการที่เกาหลีบ้านเกิดตัวเองเป็นการถาวรหลังจากที่นัดเจอกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว







‘เออ กำลังไป’






‘เออๆ ไม่ต้องรีบ นี่ฉันกำลังจะเข้าไป’






‘เป็นไงบ้าง’





‘อาการเบื้องต้น50/50ว่ะ เพราะเสียเลือดมาก ตอนนี้กำลังตรวจอยู่ว่าคนไข้มีโรคหรืออาการอะไรอยู่ก่อนหน้านี้รึเปล่า’





‘หวังว่าค่าเทอมที่เสียไปจะไม่สูญเปล่านะ’




‘ไอ้นี่.. ฉันก็จะทำสุดความสามารถที่เรียนมาละกัน’





ผมกดวางสายปลายเท้าเหยียบเร่งเพิ่มความเร็วไปยังท้องถนนที่โล่งเปิดทางให้รถหรูได้แล่นตามความต้องการของคนบังคับ






‘นี่เรารู้เรื่องน้องรึเปล่า? ไปแอบคบกันตอนไหน? แล้วทำไมปล่อยท้องแบบนี้ ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ’






‘ม๊าไม่รู้หรอว่าเค้าเป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้ว’





‘ก็รู้ไงว่าเป็นเพื่อนกัน แล้วนี่เปลี่ยนมาคบกันอะไรยังไงนี่แหละที่ไม่เข้าใจ ไอ้เราก็เชียร์ลูกบ้านนั้นซะออกนอกหน้า นี่จะมีหน้าที่ไหนไปสู้เค้าอีก’





‘ทุกคนก็รู้พร้อมกันทั้งนั้น หลังจากนี้เราคงปล่อยให้2ครอบครัวเค้าคุยกันเอง ส่วนเรา.. ก็อยู่แต่เราต่อไป’





ผมตอบแม่ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ผมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าไม่เห็นว่าอดีตตัวเองเคยเจ็บเคยจะเป็นจะตายยังไงเพราะผู้ชายคนนั้นผมก็คงทำอะไรต่อไปไม่ได้แล้วเพราะมันเลือกให้ตัวเองกลับไปอยู่ในอดีตอีกครั้งทิ้งอนาคตที่กำลังจะกลายเป็นอดีตที่ไม่น่าจดจำไว้แทน





‘ยิ่งคิดม๊าก็ยิ่งไม่เข้าใจ ตาเล็กคบกับหนูมินซอกก่อนจะเลิกกันหรือว่า.. นี่แอบนอกใจคบซ้อนหรอ? อ๋อ หรือที่เลิกกันนี่เพราะหนูมินซอกจับได้.. แต่อี้ชิงก็เป็นพี่ชายของหนูมินซอกไม่ใช่หรอ นี่มันเรื่องอะไรกัน ถ้าเป็นอย่างที่ม๊าเข้าใจอี้ชิงเองก็ไม่น่ารักเลยนะที่ทำตัวแบบนี้’






‘คนที่ม๊าพูดถึงกำลังอุ้มลูกของลูกชายม๊าอยู่นะ’






‘ตาเล็กก็อีกคนไปทำนิสัยแบบนี้กับหนูมินซอกได้ยังไง มันน่าจับตีให้หลังลายจริงๆ แล้วนี่หนูมินซอกจะรู้สึกยังไงโดนพี่ชายทั้งสองสวมเขาหักหลังให้ขนาดนี้..’






‘ม๊าก็เห็นแล้วหนิครับ’












‘งั้นก็เชิญพี่อยู่กับความถูกต้องในความคิดของตัวเองต่อไปเถอะ อ่อ.. แล้วเรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี๊นี้ผมจะถือว่านี่เป็นคำตอบ’











‘นี่ม๊าคงหมดหวังกับหนูมินซอกร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วใช่มั๊ย’





‘เก็บทุกคำถามของตัวเองไปถามเอากับตัวต้นเหตุเถอะครับ ถ้าม๊ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดคงอยากตัดแม่ตัดลูกกับผมสองคนก็ได้






‘ว่าอะไรนะ’





ตอบตอบปฏิเสธในคำถามของคนที่นั่งข้างๆก่อนที่รถจะเลี้ยวสู่โรงพยาบาลที่มีอีกคนอยู่ที่นี่






‘ฉันจะทำหน้ายังไงกับพ่อแม่อี้ชิงเนี่ย ลูกชายไปทำลูกเค้าท้องขนาดนี้.. แล้วนี่ยังมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก เป็นลมแบบไม่ตื่นมันเลยซะดีมั๊ย’







เสียงของผู้เป็นแม่โอดครวญตลอดทางเดินไปยังห้องฉุกเฉินที่มีสิทธิพิเศษกว่าคนไข้แบบปกติคือเป็นตึกของคนไข้ VVIP โดยเฉพาะ คณะหมอกลุ่มใหญ่ออกมาต้อนรับเพราะรู้จักคุ้นเคยกันดีกับครอบครัวของผม เพราะที่นี่คือโรงพยาบาลประจำตระกูลของผมตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวดที่ร่วมลงทุนกันสร้างขึ้นหลังจากที่มีสาขาต่างประเทศครั้งแรกคือประเทศเกาหลีแห่งนี้และส่วนหนึ่งท่านได้พบรักกับคุณย่าทวดที่แต่ก่อนเป็นเพียงคลินิกเล็กๆก่อนจะกลายเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ติดอันดับในทุกวันนี้






พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือผมก็เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของที่นี่ เพื่อนหมอที่ผมเรียด้วยกันมาที่แคนาดาก็เป็นอีกหนึ่งคนในลูกหลานของเพื่อนปู่ทวดผม






‘ถึงจะไม่อยากเห็นทั้งสองท่านในที่แบบนี้แต่ก็เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คุณหญิงกับคุณใหญ่มาถึงโรงพยาบาล.. มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ’






‘เลขาไม่ได้แจ้งหรอว่าฉันมาด้วยเหตุผลอะไร’







‘ไปเถอะม๊า’







เหล่าชายหญิงในชุดสีขาวต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนที่ผมจะฉุดข้อมือของแม่ให้เดินตามเข้ามาในลิฟท์กดไปยังชั้นที่ได้ยินจากคนในโทรศัพท์ก่อนหน้านี้







‘อ้าว? ต้องขึ้นไปอีกชั้นไม่ใช่หรอ’






‘ไอ้หมอบอกให้ทุกคนไปรอที่ห้องรับรองดีกว่า เพราะอาจจะต้องใช้เวลานาน เดี๋ยวผมขึ้นไปถามให้เอง’







‘ม๊าไปด้วยไม่ได้หรอ ยังไม่พร้อมสู้หน้าพ่อแม่อี้ชิง..’






‘แม่น้องมินซอกก็อยู่ ไม่เป็นไรหรอกน่า ตอนนี้เค้าห่วงคนที่อยู่ในห้องฉุกเฉินนู่น ไม่มีใครมีอารมณ์พูดเรื่องอื่นหรอก เชื่อผมสิ’






ผมเดินจูงมือแม่ไปยังห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้เคาะประตูก่อนที่จะเปิดเลื่อนเข้าไป






อยู่กันครบทั้งสองครอบครัวและน้องชายของผมที่นั่งอยู่ข้างในสุดสองมือกุมประสานกันอยู่ใบหน้าแสดงถึงความเครียดกังวลชัดเจน ดวงตาแข็งกร้าวใบหน้าบึ้งตึงนั่นเงยหน้าขึ้นมามองผู้มาเยือนใหม่ก่อนจะก้มลงตามเดิม ผมพยักหน้าให้คนที่มาส่งก่อนจะก้มหัวโค้งทักทายคนข้างในที่ส่งรอยยิ้มบางตอบกลับมา






‘เดี๋ยวผมไปรอถามให้เองนะครับ อยู่ในมือหมอแล้ว ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย’






‘ป้าฝากด้วยนะลูก’





แม่ของคนไข้ที่ยังอยู่ในห้องฉุกเฉินพูดขึ้นสองมือบีบลงเบาๆ ผมพยักหน้าให้ก่อนจะขอตัวออกไป กดลิฟท์ไปยังอีกชั้นที่มีคำตอบของทุกคำถามความกังวลของทุกคนรออยู่






‘เป็นไง..?’





‘แย่.. ‘





‘แย่กว่าครั้งนั้นมาก’





‘อย่าลีลาได้มั๊ย?’





‘แกเป็นญาติคนไข้หรอ?’





‘เออๆ อายุครรภ์ยังไม่ครบ5เดือนดีเลย เด็กไม่สามารถคลอดได้แน่นอนอยู่แล้ว ต้องให้อายุครรภ์มากกว่านี้อีก3-4ดือนให้ร่างกายเด็กสมบูรณ์กว่านี้แต่ว่า.. ร่างกายคนไข้อ่อนแอมาก ตอบอะไรให้ไม่ได้เลยเพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของตัวคนไข้ที่ส่งผลโดยตรงกับตัวเด็ก’






‘หมายความว่าไง’







‘คือร่างกายเค้าต่อต้านทุกอย่างอ่ะ เหมือนไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้ว’







‘.......’







‘เคสแบบนี้ปกติก็ละเอียดอ่อนอยู่แล้ว ฉันก็พึ่งเคยเจอเหมือนกัน พูดให้เข้าใจอีกอย่างคือเด็กในครรภ์นี่เหมือนเนื้องอกอ่ะ ต้องตัดออกเพื่อรักษาคนไข้แต่กรณีคนไข้คนนี้ นอกจากร่างกายจะต่อต้านยาแล้วถ้าเด็กโตพอที่จะคลอดและทำการคลอด คนไข้จะเสียชีวิตทันที..’









‘.......’







‘ต้องเลือกคนใดคนหนึ่งเพราะไม่สามารถช่วยทั้งสองคนได้’







‘แต่ไม่ต้องห่วงเพราะถ้าพักฟื้นร่างกายของแม่ได้กลับมาเป็นปกติแล้วก็มีโอกาสมีน้องอีกได้’





‘มีโอกาส.. กี่เปอร์เซ็นต์’






‘ไอ้นี่นี่ ก็อย่างที่บอกท้องในเคสของแม่ที่เป็นผู้ชายโอกาสมันเกิดขึ้นได้ยากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโดยเฉพาะถ้าคุณแม่เคยตั้งครรภ์มาแล้วโอกาสที่จะติดอีกก็มีเปอร์เซ็นต์สูง..’






‘แต่โอกาสแท้งก็มีเหมือนกันถ้าเคยแท้งมาแล้วอ่ะนะ ก็ต้องช่วยกันประคับประคองดูแลดีๆ ไม่ต้องมองฉันแบบนั้น นี่ก็พูดแนะนำในฐานะหมอนะเว้ย’







‘อีกนานมั๊ยกว่าจะฟื้น เข้าเยี่ยมได้รึยัง?’






‘ที่พูดไปไม่ได้ฟังหรอวะ ก็บอกว่าเค้าไม่อยากตื่น เยี่ยมได้แต่รอให้ออกจากห้องฉุกเฉินก่อนคงต้องเฝ้าดูอาการกันอย่างใกล้ชิด ในประวัติที่พึ่งได้มาเห็นบอกมีปัญหาทางจิตด้วย นี่ไม่แน่ฟื้นขึ้นมาอาจจะ.. ไม่ปกติ’






ผมขมวดคิ้วในประโยคที่ยืดยาวของเพื่อนที่ดูเป็นผู้เป็นคนในชุดกาวน์อย่างนี้มองดูชาร์ทเหล็กที่มีกระดาษหลายแผ่นบนนั้นพลิกไปพลิกมาพร้อมกับพูดกับผมไปด้วย







ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับเตียงที่มีร่างขาวซีดเจ้าของรอยบุ๋มที่ข้างแก้มนอนแน่นิ่งอยู่โดยที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่รอบๆตัว หมออีกคนในชุดสีม่วงเดินอดกมาส่งชาร์ทอีกอันให้กับเพื่อนของผม





‘คงต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด คนไข้ปฏิเสธทุกอย่างเลย ให้อะไรไปร่างกายต่อต้านหมด คงต้องปรึกษาหมอเจ้าของคนไข้ก่อนหน้านี้’





‘โอเค ขอบคุณมาก’





คุณหมออีกคนพยักหน้าให้ก่อนจะไปพร้อมกับกลุ่มพยาบาลและทีมของเค้าพาร่างที่นอนไม่ได้สติไปยังอีกห้อง






‘ไปได้รึยัง’






‘ไปไหน?’






‘ไปบอกพ่อแม่เค้าสิ’






‘ก็พูดให้แกฟังไปหมดแล้วเนี่ย แกไปบอกเองดิ’







-_______-







‘เออๆ ไปๆ’














---














หลังจากจบคำพูดของเพื่อนหมอทุกคนที่ได้ฟังก็ตกอยู่ในความเงียบ ยกเว้นผู้เป็นแม่ของผมที่ทำท่าจะเป็นลมไปอีกรอบแต่ลูกชายคนเล็กรับไว้ได้ทันโดยมีผมยืนประกบอีกข้างช่วยประคองอยู่







‘หน้าไปโดนอะไรมา’







‘มีเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อยครับ ไม่มีอะไรหรอก’






ผมพูดพลางมองดูคนที่ทำให้รอยช้ำตรงมุมปากเป็นที่สังเกตก่อนที่คำตอบที่ใช้เวลาคิดเพียงไม่นานจากแม่ของอีกคนก็ดังขึ้น






‘ช่วยลูกของฉันด้วยนะคะคุณหมอ’






‘ตกลงคุณแม่เลือก..’






‘ลูกค่ะ ส่วนหลาน.. คงยังไม่ถึงเวลาของเค้า’






ผู้เป็นสามีจับไหล่บางที่กำลังสั่นเทาอยู่การปลอบประโลม ความเงียบเป็นคำตอบจากอีกฝ่ายที่เห็นด้วยกับประโยคของผู้เป็นภรรยา ใบหน้าเรียบนิ่งหากแต่แววตากังวลอยู่นั้นพยักหน้าให้กับชายหนุ่มในชุดเสื้อกาวน์






‘งั้นรบกวนคุณพ่อคุณแม่ตามผมไปเซ็นเรื่องเอกสารอีกนิดหน่อยนะครับ’





‘หมอ.. ไม่มีทางไหนที่จะช่วยทั้งสองคนได้เลยหรอ?’





คนที่ผมประคองอยู่เอ่ยขึ้นก่อนที่ทั้งสามจะเดินออกจากห้องไป






หลานคนแรกจะเป็นคนสำคัญมากสำหรับตระกูลของพวกเรายิ่งถ้าเป็นผู้ชายยิ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งตามความเชื่อของคนประเทศจีน







‘ผมเสียใจด้วยครับอา..’







‘รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนนะคะคุณชอล เราค่อยคุยเรื่องทั้งหมดกันอีกที’







แม่ผมพยักหน้าตอบก่อนจะผละตัวออกจากผมและน้องชายหน้าสวยไปยังยังโซฟาอีกตัว สองแขนยกขึ้นมากอดอกใบหน้าที่เป็นคำพูดแทนการเอ่ยออกเสียงทำให้เราสองคนพี่น้องเดินตามเข้าไปนั่งอย่างรู้หน้าที่







‘ตาเล็ก.. นี่ฉันเลือกอารมณ์ให้ตัวเองไม่ถูกเลยจริงๆ จะดีใจที่มีหลานแต่หลานดันไม่พร้อมเจอหน้าหรือจะยินดีที่ลูกชายได้เป็นฝั่งเป็นฝาแต่สะใภ้ใหญ่กลับก่อเรื่องให้.. ’






‘มยอนเค้าไม่ได้เป็นคนทำ ผมรู้จักเค้าดี’






‘จะพูดเข้าข้างคนของตัวเองจะพูดยังไงก็ได้ แต่คนอื่นเค้าไม่รู้จักด้วยหรอกนะคนของนายน่ะ’






‘หยุด.. อย่ามาแขวะกันต่อหน้าฉัน จะเอายังไงตาเล็ก ตกลงงานแต่งยังจะมีอยู่มั๊ย?’






‘ผมพูดไปแล้วว่าจะรับผิดชอบ ถึงไม่มีลูกผมก็ยังยืนยันคำเดิม ผมเป็นลูกผู้ชายพอ’







‘ลูกผู้ชายที่ทิ้งอีกคนเพื่อนมารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำอ่ะนะ’







‘เพราะฉันมีความเป็นสุภาพบุรุษไงถึงยอมรับทุกอย่างแทนไอ้คนตาขาวที่ไม่ยอมทำอะไรเลยซักอย่าง’






‘จะบอกว่าไม่ว่ายังไงก็จะแต่งงานกับคนๆนั้นงั้นสิ’







‘แน่นอน’






คำตอบและใบหน้าแววตาที่ดูจริงจังนั้นทำให้ผมแอบอ่อนไหวไปวูบหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเสียใจเองแต่รู้สึกเสียใจแทนน้องชายอีกคน ความพยายามของเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งจะต้องมาศูนย์เปล่าเพราะคนเห็นแก่ตัวแบบนี้อีกกี่ครั้งกัน







‘ก็ถ้าเรายืนยันแบบนั้นก็คงต้องรออี้ชิงเค้าฟื้นก่อนค่อยคุยกันตามที่แม่เค้าบอก’






‘..ตาเล็ก แม่ถามจริงๆนะ ตอบมาตามตรงด้วย’






ผมเงียบรอฟังตำถามจากแม่ที่นั่งอยู่ตรงกลางมองหน้าลูกชายคนเล็กด้วยสายตาไม่มีท่าทีล้อเล่นเหมือนนิสัยปกติที่จะใจดีอ่อนโยน







‘ครับ..’







‘ไม่ได้คบซ้อนใช่มั๊ย? ตอนที่คบกับหนูมินซอกอยู่ลูกไม่ได้นอกใจไปคบกับอี้ชิงด้วยใช่รึเปล่า? แล้วที่เลิกกันเนี่ยไม่ใช่เพราะอี้ชิงท้องหรือหนูมินซอกเค้าจับได้ใช่มั๊ย?’






‘ผมคบซ้อน’







‘ผมนอกใจน้องครับ..’







‘อะ อะไรนะ?!’







‘แต่น้องเค้ารับได้ แม่ไม่ต้องห่วงหรอก’








รับได้งั้นหรอ? ผมแสยะยิ้มมุมปากกับคำตอบของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม








‘ฟังนะ ม๊าไม่รู้หรอกว่าเราทั้ง3คนตกลงกันว่ายังไง แต่การนอกใจอ่ะ มันไม่มีใครรับได้หรอก’







‘คนเราถ้าเลือกที่จะคบกันแล้วแสดงว่าเรามั่นใจในตัวของแต่ละฝ่าย เราทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าทำลายความเชื่อใจของเค้า ซึ่งถ้าในภายภาคหน้าต่อไปไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือพูดอะไรออกไปความเชื่อถือเชื่อใจมันก็จะลดลงเรื่อยๆจนนำพาให้เกิดการระแวงและในที่สุดก็จบที่ต่างคนต่างไปมีทางของตัวเอง’








‘ครอบครัวนั้นเค้าเลี้ยงลูกมาดีมากหนูมินซอกถึงเป็นเด็กน่ารักแบบนี้ และคนแบบนี้แหละไม่ว่าจะไปที่ไหนคนเค้าก็เอ็นดู ให้ความรัก เอาตามตรงม๊าเสียดายคนดีๆแบบนี้’







คิ้วเข้มขมวดจนจะชนกันของน้องชายของผมคงกำลังคิดกับคำพูดของแม่ น่าจะเรียกสติของมันให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันบ้าง ไม่ใช่จะทำตามแต่คำพูดของตัวเองในอดีต






‘ม๊าเคยได้ยินมั๊ยคำพูดเมื่อถูกพูดออกไปแล้วมันก็เป็นนายของเรา ผมผิดหรอที่จะตามคำพูดของตัวเอง’







‘แล้วที่พูดอ่ะคิดเองหรือให้คนอื่นคิดแทน’








‘.......’







ถ้าคำพูดของคนอื่นทำให้เราเลือกทำแบบนี้คนที่เป็นนายจริงๆคือคนที่คิดแทนเราต่างหาก เราโตแล้วนะ เราต้องคิดเองได้สิ’














เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความเงียบหลังจากคำพูดของแม่จบลง ผมส่งกระเป๋าที่ถืออยู่ก่อนหน้านี้ให้เจ้าของก่อนที่ท่านจะเปิดออกและหยิบเอาเจ้าตัวที่ส่งเสียงเรียกอยู่ออกมากดรับแล้วเดินออกจากห้องไปโดยบอกว่าจะไปรอข้างล่างเลย






‘........’








‘........’







‘วันอาทิตย์นี้แกจะไปส่งน้องรึเปล่า?’







‘เรื่องที่แกทำลงไปทั้งหมดเพราะฉันหรือเพราะรู้สึกอะไรกับอี้ชิง’







‘.......’







‘งั้นแกก็เลิกยุ่งกับอี้ชิงสิ แล้วฉันจะหยุดทุกอย่างเอง’






ผมตอบคนที่นั่งตรงข้ามแม้จะไม่ตรงคำถามแต่ก็ทำให้อีกคนลืมคำพูดของตัวเองในตอนแรกไป






‘แกจะทำแบบนี้ไปทำไม..’







‘มันก็คงเหมือนๆกับที่แกกำลังทำเพื่อคนของแกอยู่ล่ะมั๊ง’







‘ฉันไม่เข้าใจ’







‘แกไม่มีวันเข้าใจอะไรหรอก เพราะอะไรรู้มั๊ย?’







‘เพราะแกจมอยู่แต่ในอดีต อยู่แต่กับความคิดของตัวเอง ทำแต่ปัจจุบันให้เป็นเหมือนอดีตในวันวาน ย่ำอยู่กับที่ไม่ก้าวไปข้างหน้า แต่ไม่ต้องห่วงแล้วล่ะ ฉันหยุดทุกอย่างแล้ว’







‘ต่อไปนี้ก็เชิญรักกันได้โดยที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกแล้ว.. อ่อ ขอโทษด้วยที่เผลอแตะต้องคนของแก แต่แกคงไม่แคร์เท่าไหร่ไม่งั้นคงไม่เล่นใหญ่รับผิดชอบแทนฉันอย่างนี้’






‘นี่แกยังมีความเป็นคนอยู่เปล่า? ไม่รู้สึกอะไรกับเด็กในท้องของอี้ชิงเลยรึไง นั่นลูกแกทั้งคนนะ’







‘ฉันต้องรู้สึกอะไรกับคนที่ฉันไม่เคยคิดแม้แต่จะรู้สึกดีด้วยหรอ?’









‘.. แกนี่มันชั่วจริงๆ’







‘มีอีกหลายเรื่องที่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้บอก สิ่งที่เค้ากำลังเผชิญอยู่มันดูเลวร้ายในสายตาของแกแต่ฉันบอกได้เลยว่ามันเทียบไม่ได้ซักนิดกับสิ่งที่คนของแกทำกับคนของฉัน’







‘จาก 1 มา 2 และ 3’






'3 ชีวิตที่บริสุทธิ์ต้องมาแปดเปื้อนกับความเห็นแก่ตัวของคนๆนั้นและความงี่เง่าสองจิตสองใจโลเลของแก’







‘ขออวยพรล่วงหน้าเลยแล้วกัน ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่เลือก ฉันคงทำใจไปร่วมงานด้วยไม่ได้จริงๆ อีกเรื่องหนึ่งถ้าเกิดวันไหนเดินออกมาจากโลกของตัวเองแล้วคิดได้ขอให้รู้เอาไว้ว่าทุกอย่างที่แกคิดมันจะเกิดขึ้นแค่ในความคิดของแก’







‘.......’







‘เพราะโลกของความเป็นจริง ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว’







ผมพูดจบก็ลุกขึ้นเตรียมจะลงไปข้างล่างตามแม่ที่ลงไปก่อนหน้านี้ปล่อยให้อีกคนจมอยู่กับคำพูดของผม ความจริงผมก็อยากพูดทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้มันฟัง แค่จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าผมพูดไปก็ไม่ได้ช่วยให้มันเปลี่ยนความคิดได้ง่ายๆหรอก







คงต้องพึ่งเวลาอีกเช่นเคยเป็นตัวตัดสินให้ทุกอย่างที่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วมันจะให้คำตอบสำหรับทุกสิ่งอย่าง จะรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันหรือสายเกิดกว่าจะแก้ได้













---













หลังจากเหตุการณ์ในปาร์ตี้วันนั้นทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น แม้จะมีบางเรื่องที่ยังรอสะสางอยู่บ้างแต่ทุกคนก็กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ






วันนี้ผมไปเยี่ยมพี่มยอนที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นที่เดียวกันกับที่พี่ชิงพักรักษาตัวอยู่ ส่วนหลานของผม คงอยู่ที่ไหนซักที่บนท้องฟ้าข้างบนนั่น..







‘เป็นยังไงบ้างฮะ’







ใบหน้าสวยส่งยิ้มบางกลับมาให้เป็นคำตอบ แววตาทาเคยสดใสดูหม่นหมองลง






‘อี้ชิงเป็นยังไงบ้าง’






คำถามที่ถูกถามทุกครั้งที่ผมมาเยี่ยมแทนคำตอบของคำถามของผมที่ถามไป ผมก็ตอบประโยคเดียวเหมือนกับทุกๆวันคือ ‘พี่ชิงยังหลับอยู่ฮะ..’






ผมปรับเตียงและช่วยพยุงพี่ชายของผมอีกหนึ่งคนให้ได้นั่งสบายๆก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงข้างๆเตียงของคนป่วย





‘เดี๋ยวอีกซักพักพี่ฝานจะมานะฮะ ผมต่องรีบกลับก่อน ยังเก็บกระเป๋าไม่เสร็จเลย’







‘พรุ่งนี้แล้วหรอ? เร็วจัง’






‘เห็นมั๊ยผมบอกแล้ว มาป่วยแบบนี้จะมีใครได้ไปส่งผมซักคนมั๊ย?’






ผมคว่ำปากลงตามอารมณ์ของคำพูดแม้จะพูดเล่นหยอกพี่ชายตัวสว่างบนเตียงนี้แต่อีกคนกลับทำหน้ารู้สึกผิดกลับมาให้จนตัวผมเองเป็นฝ่ายรู้สึกผิดแทน






‘ขอโทษนะ สัญญาเลยว่าจะไปหาที่นู่น’





‘ผมล้อเล่น พ่อแม่ก็ไปด้วย ไม่เป็นไรหรอกฮะ พี่อยู่ที่นี่อย่าเจ็บอย่าป่วยแบบนี้อีกก็พอ ฝากดูแลพี่ชายผมด้วย’





‘รายนั้นมีคนดูแลเค้าเยอะจะตาย’






อะแฮ่ม.. เผลอไม่ได้เลยนะ นินทาตลอด’






‘มาเร็วกว่าที่คิดอีกนะฮะ’








ผมเอ่ยถามพี่ชายร่างสูงที่เดินเข้ามาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียงหน้าประตูห้อง







‘มีธุระกับไอ้หมอนิดหน่อยน่ะ’








ผมเดินไปรับตะกร้าผ้าที่มีผลไม้ตามความชื่นชอบของคนบนเตียงจากอีกคนมาล้างและปอกให้คนป่วยได้กินโดยมีคนที่ซื้อตามมาช่วยอีกแรง







‘หมอว่ายังไงบ้างฮะ’






‘หมายถึงใครล่ะ’







‘ผมอยู่ในห้องของใครล่ะ’






‘มยอนก็ไม่สบายแบบนี้เป็นประจำแหละ แต่อาจจะซึมๆไปบ้างเพราะเรื่องลูกของอี้ชิง..’






‘ไม่สบายเป็นประจำนี่ผมว่าไม่ค่อยปกตินะ’






ผมหรี่ตามองอีกคนที่เลิกคิ้วสูงตอบกลับมาแทนพร้อมกับคำตอบให้ผมได้หายข้องใจ






‘หมายความว่าเค้าก็ไม่สบายแบบนี้บ่อยๆตั้งแต่เกิดเรื่องนั้น..’





‘อ๋อ ~ แล้วพี่ชิงล่ะฮะเป็นยังไงบ้าง’





‘ร่างกายเริ่มตอบสนองบ้างแล้ว อีก2-3วันถ้าไม่มีอะไรผิดปกติอีกคงฟื้น’






‘แย่จังผมไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว แล้วเรื่องลูกจะบอกพี่เค้ายังไงล่ะฮะ’






‘จะรู้มั๊ยเนี่ยไม่ใช่หมอใช่พ่อใช่แม่เค้า’






‘ไม่ใช่หมอแต่ใช้ความสนิทไปล้วงข้อมูลคนไข้มาอ่ะหรอ’







‘นี่..’ - -






‘อะไรๆ จะทำอะไรผม’






หยดน้ำจากฝ่ามือหนาถูกสะบัดมาใส่ผมอย่างไม่ทันตั้งตัวเรียกเสียงหัวเราะจากฝีมือของผู้กระทำได้เป็นอย่างดีและแน่นอนผมไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำคนเดียวหรอก





‘นี่แน่ะ’






เฮ้ย!! เปียกหมดแล้วเนี่ย’






‘ทำให้เปียกก็เปียกสิ อยากแกล้งผมก่อนทำไม’






‘คิดดีแล้วใช่มั๊ยที่ทำแบบนี้’






น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปทำให้ผมหุบยิ้มลงก่อนจะฝ่นยิ้มบางตอบคำถามในประโยคที่หมายถึงใครอีกคน







‘ดีแล้ว.. วิ่งตามคนที่ที่วิ่งหนีต่อให้ขี่จรวดตามยังไงก็ไม่มีทางทันหรอกฮะ เหนื่อยเปล่าๆ’






‘แต่ก็ทนเหนื่อยมาตั้งนาน มันคุ้มมั๊ยเนี่ย’






‘ไม่พูดเรื่องนี้กันแล้วได้มั๊ยอ่ะ พูดถึงทีไรเหนื่อยใจทุกที ฮ่าๆๆ






‘ถามจริงๆนะ..’






‘.......’







‘เสียตัวให้มันรึยัง?’










เพล้ง!!









จานที่ถืออยู่เตรียมจะเอามาใส่ผลไม้หล่นลงกระแทกกับพื้นจนมันแตกตามด้วยเสียงจากคนป่วยบนเตียงที่ตะโกนถามถึงเสียงที่ดังขึ้น







‘เกิดอะไรขึ้นน่ะ มินซอกเป็นอะไรรึเปล่า? ฝาน? ทำอะไรน้องรึเปล่า??’






‘เปล่าหรอกพอดีจานมันลื่นน่ะเลยเผลอทำตก’





‘ไม่ต้องปอกมาเยอะนะ เดี๋ยวกินไม่หมด’






‘คร้าบบ’






ผมก้มลงเก็บเศษจานที่แตกโดยมีพี่ชายร่างสูงเอาไม้กวาดมากวาดช่วย





‘พอเลย เดี๋ยวได้บาดมือ’







ผมอดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้กับภาพที่เห็น ผู้ชายตัวสูงในขุดทำงานดูภูมิฐานกำลังถือไม้กวาดกวาดพื้นอยู่ น่ารักดี








‘ยิ้มแบบนี้แสดงว่าเสร็จมันไปแล้วใช่มั๊ย?’






‘เห็นผมเป็นคนยังไงเนี่ย ไม่รู้จักน้องชายคนนี้หรอ’






‘เพราะรู้จักดีนี่ไงถึงถาม ก็รู้ๆกันอยู่ว่าไอ้นั่นธรรมดาที่ไหน’







‘ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ’






‘แน่นะ’






‘ผมไม่ใช่คนมักง่ายขนาดนั้นเหอะ’







‘ใครจะไปรู้เห็นหลงมันขนาดนั้น’







‘มันมีวิธีแสดงความรักตั้งหลายวิธีเหอะ ใครจะไปหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องเดียวๆ’







‘ไอ้คนที่มันหมกมุ่นก็เลยได้ไปหาเศษหาเลยจากคนข้างนอกว่างั้น’






‘จะหยุดพูดเรื่องนี้ซักทีได้รึยัง’






ผมกดเสียงต่ำแสดงให้คู่สนทนารู้ว่าไม่ได้ล้อเล่นในประโยคที่พูดไปของตัวเองแล้วยกจานผลไม้ใบใหม่ที่ถูกปอกเสร็จแล้วเดินออกมา







‘มินซอก.. เป็นอะไรรึเปล่า? โดนเศษจานบาดมือมั๊ย’







‘ไม่ฮะ อ่ะนี่ มะม่วงสุกสีทองอร่ามหวานอมเปรี้ยวนิดๆกินแล้วจะได้สดชื่นหายป่วยแน่นอนเพราะผมเสกคาถาลงไปในนี้ด้วย’






‘ขอบคุณนะ..’







ผมอยู่กับพี่มยอนจนเจ้าตัวหลับไปผมเลยขอตัวกลับจากที่ตอนแรกบอกว่าจะอยู่แค่แปปเดียวพอมองดูเวลาก็ปาไปเกือบ4โมงเย็นแล้ว
















‘แน่ใจนะว่ากลับคนเดียวได้ไม่ให้พี่ไปส่ง’






‘ห่วงตัวเองเหอะคดีเยอะๆนี่เคลียร์ไปบ้างรึยัง’






ผมพูดขึ้นระหว่างทางที่พี่ชายร่างสูงเดินมาส่งพร้อมกับเรียกรถแท็กซี่ให้เพื่อกลับบ้าน






‘พยานหลักฐานคู่กรณีอยู่กันครบ อีกไม่นานคงปิดคดีได้’






‘คุณตำรวจทำงานเกินตัวแบบนี้น่าจะเลื่อนยศให้นะเนี่ย’






อีกคนยกมือขึ้นปัดๆบนไหล่ของตัวเองก่อนจะรับมุกของผม







‘ขอ5ดาวไปเลยนะครับ’






‘งั้นเอา5นิ้วไปก่อนได้มั๊ย?’







‘งั้นขอ5นิ้วนั้นมา...’







ประโยคที่ยังไม่จบแต่ถูกแทนที่ด้วยสายตาที่เลื่อนลงต่ำกว่าเข็มขัดทำให้5นิ้วของผมที่เตรียมฟาดถูกชักกลับเปลี่ยนมาใช้ศอกใส่คนทะลึ่งนี้แทน








‘ไปเล่า ไอ้พี่ลามก’






‘เจอกันวันอาทิตย์’






ผมแลบลิ้นใส่อีกคนหลังจากที่ขึ้นไปนั่งบนรถแล้วเรียบร้อย โบกมือลาเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นที่ยืนโบกมือตอบกลับ









เฮ้อออ ~ แปปเดียวก็จะหมดวันซะแล้ว ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยซักอย่าง หลังจากกลับถึงบ้านทั้งพ่อแม่รวมถึงตัวผมต่างก็วุ่นวายยัดของที่แม่ย้ำนักย้ำหนาว่ามันจำเป็นใส่กระเป๋า








‘น่าจะเรียบร้อยแล้วมั๊ง’







คนที่ทำเอาทั้งพ่อและผมหัวหมุนไปด้วยพูดขึ้นขณะยกมือขึ้นปาดเหงื่อตัวเองก่อนจะปัดมือไปมา






‘ไปพักผ่อนเถอะ นี่แม่โทรบอกให้ป้าแจมาอยู่บ้านในช่วงที่เราไปอยู่ที่นู่นกับลูกแล้ว’








‘ป้าแจคนเดียวหรอฮะ’







‘คนเดียวสิ ลุงเค้าก็ติดงาน ต้องดูบ้านตัวเองด้วยอีกอย่างบ้านเราก็เดินทางไปกลับโรงพยาบาลที่อี้ชิงอยู่สะดวกกว่าด้วย แม่เลยให้เค้ามาอยู่ไม่ต้องไปจ้างใครมาเฝ้าแทนด้วย ไปๆ พ่อลูกขึ้นไปพักผ่อนกันได้แล้ว เดี๋ยวแม่ขอเช็คของต่ออีกนิดเผื่อขาดเหลือหลงลืมอะไรไป’







‘ไม่มีกระเป๋าใส่แล้วนะแม่’







ผมบอกแม่ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องของตัวเองพร้อมกับพ่อที่ส่ายหัวเอือมระอากับความแม่ ลำพังที่จัดๆยัดๆนี่ก็ปาไป5-6ใบแล้ว ของผม2ส่วนที่เหลือก็ของคนที่จะไปอยู่แค่2อาทิตย์







‘พอแล้วแหละน่า แค่เช็คอะไรนิดๆหน่อยๆ ไปนอนเถอะน่า ต้องตื่นเช้านะอย่าลืม’






‘บอกตัวเองเหอะ ฝันดีฮะ..’







พอหัวถึงหมอนผมก็หลับเป็นตายเลยทั้งๆที่ทั้งวันก็ไม่ได้ทำอะไรแต่ร่างกายกลับเหนื่อยเหมือนพึ่งไปวิ่งมาราธอนมา







ก็อกๆๆ








เสียงเคาะประตูดังขึ้นปลุกห้วงนิทราของผมที่กำลังหลับใหลให้สะดุ้งตื่นตามเสียงที่ดังรบกวนอยู่หน้าประตูห้อง ผมพยุงตัวลุกขึ้นนั่งมือขยี้ดวงตาที่สะลึมสะลือก่อนจะหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมากดดูเวลาแม้นาฬิกาที่ตั้งอยู่ข้างๆกันจะบอกผมไปแล้วก็ตาม









10:28AM








ผมเดินตรงไปยังเสียงเรียกโดยอาศัยแสงไฟบนหัวเตียงที่เปิดพอให้มองเห็นทางเดินไปยังหน้าประตู







‘แม่.. มีอะไรรึเปล่าฮะ?’








ประตูถูเปิดออกพร้อมกับใบหน้าของแม่ที่ดูงัวเงียสะลึมสะลือไม่ต่างจากผมนักยืนเอามือปิดปากหาวอยู่







‘มีคนมาหาน่ะ’







‘เวลานี้อ่ะนะ?’







‘ก็นั่นน่ะสิ เอาเถอะ.. ไปคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวก็จะไม่ได้เห็นหน้ากันแล้ว’







ผมทำหน้างงสงสัยในประโยคนั้นแต่สติที่ยังตื่นไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ปล่อยมันผ่านไป






‘อย่าลืมล่ะว่าตื่นเช้า ตกเครื่องไม่รู้ด้วยนะ’






‘ทราบแล้วฮะ แม่ไปนอนต่อเถอะ’






อีกคนพยักหน้าหงึกๆเดินคลำทางไปยังห้องของตัวเอง ผมเองก็ไม่ได้ต่างจากแม่เดินจับราวบันไดลงมายังห้องรับแขกข้างล่างที่ถูกเปิดไฟไว้พอให้บ้านไม่มืด เห็นอีกคนที่นั่งมองผมอยู่ก่อนแล้วในตอนนั้นถึงได้ตาสว่างสติกลับมาอยู่กับเองครบร้อยเปอร์เซ็นต์







ยังไม่พร้อมเจอหน้าเลยให้ตายเถอะแต่ถ้านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว อดทนต่ออีกนิดก็แล้วกัน ผมพูดปลอบใจตัวเองในขณะที่เดินเข้าไปนั่งลงฝั่งซ้ายมือของคนที่นั่งอยู่บนหัวโต๊ะ






‘มาซะดึกเลย มีอะไรรึเปล่าฮะ’






‘ที่พูดวันนั้นยังไม่เคลียร์..’








อืมม นี่ผมต้องทนนั่งฟังแต่เรื่องเดิมๆให้ตัวเองเจ็บช้ำๆอยู่ไม่จบอยู่อย่างนี้น่ะหรอ ทำไมไม่คิดถึงจิตใจผมบ้างนะ







ผมยิ้มบางก่อนจะตอบคำถามที่อีกคนบอกยังไม่เคลียร์ให้เค้าได้เข้าใจและเลิกพูกพูดอะไรเอาแต่ใจตัวเองกับผมอยู่แบบนี้







‘เราเลิกติดต่อกันในทุกกรณี เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันจบไปแล้ว จะไม่มีพี่ลู่หรือมินซอกน้องชายซื่อๆคนนั้นอีก ให้มันจบและคงไว้แค่คำว่าพี่น้องตามความเข้าใจของคนอื่น’








‘.......’







‘ผมต้องขยายความคำว่าพี่น้องในความคิดของคนอื่นอีกรึเปล่า พี่น่าจะเข้าใจดีนะ’







‘ไม่ต้อง..’







‘ขอบคุณที่เข้าใจฮะ’







‘แต่ถ้าเราไม่ติดต่อกันเลยคนอื่นเค้าจะไม่สงสัยในความคิดของพวกเค้าหรอ?’







‘ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของคนอื่นเถอะฮะ เค้าจะคืดยังไงเราสองคนก็ไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว หรือพี่...’







‘จะเอาอย่างนี้จริงๆใช่มั๊ย?’







‘พี่เคยคิดซักนิดมั๊ยว่าผมจะรู้สึกยังไง ไหนว่ารู้จักผมดีนักหนาไง ทำไมไม่รู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับพี่’







‘ที่ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นพวกพี่สองคนแอบไปหากันลับหลังผม เพราะรัก เพราะเชื่อใจ..’







‘ที่มาคบกับผมเพราะทำตามคำสั่ง ถ้าผมเป็นฝ่ายถูกให้ทำอย่างนั้นกับพี่บ้างพี่จะรู้สึกยังไง เคยคิดถึงความรู้สึกของผมบ้างมั๊ย หรือคิดถึงแต่คนๆนั้นของตัวเอง’







ความอัดอั้นที่สั่งสมมานานถูกระบายออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง







‘พี่สองคนรู้ตัวรึเปล่าว่าเห็นแก่ตัวกับผมกันขนาดไหน โดยเฉพาะพี่ที่เอาความรักของผมมาเล่นเหมือนมันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าพี่ไม่คิดจะรู้สึกแบบเดียวกันกับผมก็ไม่น่าจะยอมทำตามคำสั่งของใครถ้ายังเห็นว่าผมเป็นน้องคนหนึ่ง’







‘อ่อ ผมลืมไปว่าพี่เองก็รักคนของพี่มาก แต่สิ่งที่พี่ทำผมคิดเข้าข้างตัวเองไปต่างๆนาๆถ้าผมแสดงละครเก่งพี่เองก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ที่ทำให้ผมเป็นเอามากขนาดนี้’





‘ผมมีความสุข ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่เราได้อยู่ด้วยกันแม้ในใจผมจะรู้ดีว่านี่มันก็แค่ละครฉากหนึ่งที่พี่แค่แสดงไปตามบทที่คนเขียนเค้าวางไว้ให้’






‘ไม่ใช่ว่าพี่ไม่คิด พี่คิด.. อี้ชิงเค้าก็คิด เค้าเองก็รู้สึกผิดมาก ที่เค้าเครียดจนจะเป็นบ้าอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เรื่องของเราทั้งนั้น’








‘หยุดพูดชื่อนี้ซักทีได้มั๊ย?!’








ผมตะโกนออกไปสุดเสียงไปหวั่นว่าคนที่อยู่บนห้องขางบนจะได้ยิน มันเหลืออดแล้วจริงๆ ตั้งแต่วันที่พี่เค้าโรงพยาบาลผมไม่เคยไปเยี่ยมเลยจนมาวันนี้ที่ยอมเข้าไปลาครั้งสุดท้าย เพราะทุกครั้งที่ไปก็ได้แต่ถามอาการจากพยาบาลหน้าห้องก่อนจะไปเยี่ยมพี่ชายอีกคนแทน






ผมยังไม่อยากเจอหน้าพวกเค้าให้เกิดความรู้สึกเกลียดเพราะไม่ว่ายังไงเค้าก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายของผมรวมถึงคนที่กำลังพูดอยู่ด้วยในตอนนี้






‘พี่เลิกเอาชื่อคนอื่นมาพูดเพื่อให้ตัวเองดูไม่มีส่วนผิดได้มั๊ย? มันจะมีซักกี่ครั้งมั๊ยที่เราคุยกันโดนที่ไม่มีชื่อนี้ในบทสนทนา’







‘.......’







‘ไม่ต้องคิดหรอก ผมตอบแทนได้เลยว่าไม่มี แค่นี้ก็ยืนยันในสิ่งที่พี่เลือกได้แล้ว.. แล้วที่บอกสับสนผมคิดว่าจริงๆแล้วพี่คงรู้สึกผิดกับผิดมากกว่า ยินดีด้วยฮะ เพราะต่อไปนี้พี่ไม่ต้องลำบากใจอีกต่อไปแล้ว’







‘มันไม่ใช่แบบนั้น..’







ผมหยุดรอฟังคำพูดของเค้าหลังจากที่ปล่อยคำพูดของตัวเองออกไปมากมาย






‘ถ้าเราจะจบกันจริงๆขอให้มันจบด้วยดีได้มั๊ย พี่ไม่อยากให้เราทั้งสามคนต้องมีเรื่องค้างคาใจหรือบาดหมางต่อกัน ยังไงเราก็พี่น้องกัน’







ยัง ยังไม่หยุด หมดคำจะพูดกับผู้ชายคนนี้แล้วจริงๆ ผมรักเค้าไปได้ยังไง เค้าเปลี่ยนไปขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน







‘ผมพูดไปหมดแล้ว..’






‘เราสองคนจะไม่ติดต่อ?’






ผมพยักหน้าแทนคำตอบ







‘มันจะเป็นไปได้หรอ?’






‘ขนาดเรื่องที่พี่สองคนแอบคบกันลับหลังผมแถมยังมาคบเพราะถูกขอร้องยังเป็นไปได้เลย’






‘อย่าประชดได้มั๊ย?’







‘ผมเปล่าประชด แค่พูดไปตามความจริงถ้ามันเป็นเรื่องที่ผมแต่งขึ้นเองพี่จะร้อนตัวทำไม’






‘คิม มิน ซอก’






เสียงที่ถูกกดต่ำลงไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวอีกคนแต่อย่างใด ดวงตาที่คงช้ำจากการร้องไห้มองไปยังคนเรียกชื่อของผมอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน







‘ผมหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน และไม่ว่าต่อไปในวันข้างหน้าเราจะบังเอิญเจอกันขอให้ทำเป็นมองไม่เห็นกันด้วย ให้เรากลายเป็นคนแปลกหน้ากันเลยยิ่งดี’








‘.......’








‘แล้วก็พรุ่งนี้ผมจะขอบคุณมากถ้าผมไม่เห็นพี่ที่สนามบิน’







‘นี่เกลียดกันขนาดนี้เลยหรอ’






‘ที่ผมทำก็เพราะไม่อยากมีความรู้สึกนั้นต่างหาก’







‘.......’







‘หวังว่าพี่จะเข้าใจ’







‘.. ขอให้โชคดี เดินทางปลอดภัย พี่จะรอวันที่เรากลับมา’






‘อย่ารอเลยดีกว่าฮะ การรออะไรที่จุดมุ่งหมายมันวิ่งหนีไปเรื่อยๆแบบนี้มันเสียเวลาเปล่า’






‘ขอโทษนะ..’







ผมลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องรับแขกแต่ก้าวขายังไม่ถึงบันไดสองขาก็ถูกหยุดเอาไว้เพราะความอบอุ่นจากแผ่นหลังที่มีสองแขนของอีกคนโอบกอดตัวผมอยู่พร้อมกับคำพูดที่ผมคิดว่ามันไม่สามารถลบล้างพังทลายกำแพงที่ถูกสร้างเสร็จแล้วของผมลงได้






ผมหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเค้าพร้อมกับแกะมือเค้าออก







‘ผมยอมรับคำขอโทษ แต่คงให้อภัยกับสิ่งที่พี่สองคนทำกับผมไม่ได้..’






‘ยังไมก็ฝากดูแลพี่ชิงด้วยนะฮะ’






‘ถ้าพี่ยกเลิกทุกอย่างตอนนี้เราจะกลับคุยกันเหมือนเดิมได้มั๊ย?’






‘ผมพูดขนาดนี้พี่ยังไม่เข้าใจอีกหรอ? ต่อให้พี่คนแยกกันอยู่คนล่ะซีกโลกเราสองคนก็กลับไปเป็นเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว แค่ผมยอมมาคุยกับพี่อยู่ตรงนี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว’






‘อย่าทำให้สิ่งที่พี่พูดก่อนหน้านี้ทำให้ผมรู้สึกขึ้นมาจริงๆเถอะ แค่นี้ผมก็ลำบากใจมากแล้ว’







‘.......’







‘ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ผมขออนุญาตลาตรงนี้เลยนะฮะ’







‘ดูแลตัวเองดีๆ..’






‘ขอบคุณฮะ’







จบซักที







แม้มันจะจบแบบไม่สุดเท่าไหร่แต่ผมคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งสามคน ถามว่าจะให้อภัยพวกเค้าได้มั๊ย? มันก็ได้แหละแต่คงไม่ใช่เร็วๆนี้ ต้องใช้เวลา การไม่ต้องเจอหน้ากันเลยผมว่าผมน่าจะทำใจได้เร็วขึ้น














---


















1 ปีต่อมา






LONDON, ENGLAND










‘ฉันพึ่งถึงเกาหลีเนี่ย มาถึงก่อนชาวบ้านเลยมั๊ง’






‘อ้าว? แล้วเพื่อนๆล่ะ ไม่ได้กลับพร้อมกันหรอกหรอ?’





สายตรงที่ต่อมาจากอีกฝากของทวีปโทรเข้ามาหาผมที่กำลังจะออกไปห้องสมุดเหมือนทุกวันเป็นประจำหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด






‘พวกที่เหลืออยู่ฉลองเลี้ยงส่งน่ะ บางคนที่ทางนี้เค้าเห็นแววก็อยู่คุยเรื่องเรียนต่อที่นี่ต่อ เห็นว่าเค้ามีทุนให้ ถ้าตกลงกันได้ทางโรงเรียนเราก็จะมีทุนเสริมให้อีกด้วย.. เหมือนกันกับนายนั่นแหละ’







‘แบคไม่เอากับเค้าด้วยหรอ?’






‘ก็มีคุยๆอยู่ แต่ฉันเป็นห่วงพ่ออ่ะ เลยขอกลับมาเรียนที่นี่ให้จบก่อนดีกว่า ที่เหลือค่อยว่ากัน ว่าแต่นายเหอะได้ข่าวว่าเป็นนักเรียนดีเด่นของที่นู่นเลยหนิ ในเว็ปโรงเรียนนี่มีแต่เรื่องนายเต็มไปหมด กลายเป็นคนดังใหญ่แล้วนะ’






ผมเผลอยิ้มออกมากับคำพูดของเพื่อนสนิทก่อนจะยกกระเป๋าขึ้นสะพายแล้วเดินออกจากห้องลงไปยังที่ที่มี ใครบางคน กำลังรอผมอยู่







‘ไม่ต้องมาแซวเราเลย เห็นนะว่าแอบไปไหนมา’






‘แอบไปไหน??’





‘ไม่ยักกะรู้ว่าแบคชอบพวกดาราไอดอลกับเค้าด้วย’





‘ก็มีบ้าง พอเป็นกำลังใจในการเรียน แล้วยังนี้เมื่อไหร่เราจะได้เจอกัน’






‘แบคก็บินมาหาเราสิ’






ผมพูดไปยิ้มไปเพราะวันนี้เป็นวันสิ้นสุดการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนของนักเรียนทุนทั้งหมด อย่างที่แบคบอกในแต่ละประเทศจะมีทุนให้กับนักเรียนที่เรียนได้เกรดดีได้เรียนต่อจนจบม.ปลายและเรียนต่อมหาวิทยาลัยจนจบในระหว่างนั้นก็สามารถสร้างรายได้ไปด้วยได้การไปฝึกงานในบริษัทที่ให้ทุนและทำผลงานให้กับเค้า






ซึ่งตัวผมเองเป็นหนึ่งในนั้น








ผมได้รับโอกาสจากหลายบริษัทจากผลงานการถ่ายภาพสะท้อนความรู้สึกตอนที่โรงเรียนจัดกิจกรรม Open House โดยรวบรวมทุกชมรมของโรงเรียนมาอวดผลงานให้คนข้างนอกได้มาเยี่ยมชม ตัวผมอยู่ชมรมถ่ายภาพ..







‘พูดง่ายเหมือนฉันมีปีกเองเนาะ ค่าเครื่องก็ไม่ใช่ถูกๆ’






แหมม ~ ทีตั๋วคอนเสิร์ตเห็นซื้อราคาอัพตลอด ไหนจะซื้อของให้เค้าอีก’







‘เฮ้ยย!? รู้ได้ไงอ่ะ’







‘เรารู้อะไรเยอะกว่าที่แบคคิดละกัน’






‘เออๆ แค่นี้ก่อนนะฉันเห็นพ่อละ’





‘อื้อ.. ฝากสวัสดีคุณลุงด้วยนะ’





ผมกดวางสายพร้อมกับเก็บโทรศัพท์และกดปิดเสียงหลังจากที่ใช้เวลาไม่นานในการเดินมายังห้องสมุดของโรงเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างนี้






‘ช้าไป10นาทีนะคุณมินซอก’






เสียงที่เบาจนเกือบเหมือนกระซิบดังขึ้นอยู่ข้างๆหูจนผมแอบขนลุกอยู่ข้างในเพราะริมฝีปากบางนั่นเฉียดกับใบหูของผม







‘ตกใจหมดเลย พอดีแบคโทรมาน่ะเลยคุยเพลินไปหน่อย’






ผมเซ็นชื่อลงบนสมุดบันทึกรายชื่อของคนที่เข้าห้องสมุดที่ยังคงความดั้งเดิมไม่ใช้บัตรแตะแบบที่อื่น บรรณรักษ์หญิงวัยคุณแม่ส่งยิ้มใจดีให้ด้วยความคุ้นเคยกันดีก่อนจะแอบกระซิบบอกผม







‘วันนี้มีหนังสือมาใหม่เพียบเลย เดี๋ยวเอาลงเว็ปเสร็จไปเช็คดูได้เลย น่าจะช่วงเย็นๆ’






‘ขอบคุณครับ’






ผมยิ้มตอบกลับเธอแล้วเดินตามรุ่นน้องตัวสูงเข้าไปด้านใน












.
.
.












‘ไปทำอะไรให้เค้างอนรึเปล่า หน้าบึ้งมาเลย’






‘ลืมเอากระดูกให้แทะน่ะ’






ผมนั่งลงพร้อมกับตอบคำถามเพื่อนอีกคนที่มาก่อนแล้ว








‘นี่.. ฉันไม่ใช่หมา’







‘ไหนลองเห่าซิ’






ผมและเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงข้ามหัวเราะกันเบาๆหลังจากจบประโยคแซวของผมเอง






‘เลิกทำหน้าบอกบุญไม่รับได้ละ เดี๋ยวเลิกคบซะเลย’







‘เลิกคบเป็นเพื่อนแล้วเปลี่ยนมาคบเป็นแฟนหรอ?’










เพื่อนคนนี้ของผมเป็นลูกครึ่งพูดเกาหลีได้ อายุมากกว่าผมและซึงโฮ เธอ เป็นรุ่นพี่ที่ได้ทุนแบบเดียวกันกับผมและตอนนี้เธอก็เรียนอยู่ในมหาลัยที่พอผมจบจากโรงเรียนนี้ก็จะไปต่อที่นั่นเหมือนเธอ







เราถูกแนะนำให้รู้จักกันหลังจากจบงาน Open House ตั้งแต่วันนั้นเราก็คุยกันเรื่อยมาเพราะเธอช่วยแนะนำอะไรหลายๆอย่างให้ผม เราคุยกันถูกคอด้วยอาจจะเพราะพูดภาษาเดียวกันเราทั้งสามคนจึงสนิทกันในเวลาไม่นาน









หลิว อี้ หยวน








ผมส่ายหน้าให้กับการชงที่มีโอกาสไม่ได้ต้องไม่พลาดตลอดหยอดนิดหยอดหน่อยทุกวันก่อนจะขอตัวออกไปหาหนังสือที่ดูไว้ตั้งแต่เมื่อคืนในเว็ปของห้องสมุดของโรงเรียน






แรงสั่นยาวในกระเป๋ากางเกงเตือนให้ผมหยิบมันออกมาดูพร้อมกับหยิบหนังสือบนชั้นที่สายตาถูกหยุดให้หยิบมันออกมาดู ผมก้มลงมองเบอร์ที่โทรเข้ามาโดยมีชื่อบอกปรากฏอยู่บนหน้าจอสี่เหลี่ยมก่อนจะยกยิ้มแล้วกดรับด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นดีใจ โชคดีช่องที่ผมยืนอยู่ไม่มีใคร ไม่งั้นคงได้ถูกมองว่าบ้าแน่นอนที่ยืนยิ้มอยู่คนเดียวแบบนี้







‘.......’









‘.......’






เราต่างคนต่างเงียบไม่มีเสียงใดๆเล็ดรอดออกมานอกจากลมหายใจและเสียงแอร์ภายในห้องสมุดแห่งนี้








คำว่า คิดถึง แทนการกล่าวทักทายสายตาหยุดชะงักนิ่งเหมือนถูกสะกดกับร่างสูงของคนในสายที่ยืนมองผมอยู่อีกฝาก ใบหน้านั้นยิ้มให้ก่อนที่เราทั้งสองจะลดระยะห่างระหว่างเราให้ได้ใกล้กันมากยิ่งขึ้นด้วยการเดินเข้ามาหากัน














ใครบางคนที่ผมรอเค้ามาตลอดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่....











































(:



















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #61 Aungkie_boo (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 14 กันยายน 2560 / 07:25
    หรือคนคนนั้นคือแฟนใหม่?
    #61
    0
  2. #60 kimchijung2 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 23:41
    ใครน้อที่มิซอกรอมาตลอด อย่าบอกนะว่าเขาคือพี่ลู่ ~ หมันไส้จัง และถ้าใช่ เขาไปคืนดีกันตอนไหนอ่ะ
    #60
    0
  3. #59 Bbyubu (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 21:56
    หลิว อี้หยวน??? ชื่อนี้คุ้นๆนะ
    #59
    0
  4. #58 i3nana (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 12:52
    อย่าบอกนะว่าลู่หาน?? หรืออี้ชิง???
    #58
    0
  5. #57 Jakkaran55 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 02:52
    ร้องไห้อีกแล้ว เค้าคือใครคนในสาย? อี้ชิง อี้ฟาน รึพี่จุน ไม่น่าใช่คนนั้นเพราะเหมือนมินซอกตัดใจแล้ว ถ้าใช่นี่แอบเสียใจนะ เพราะโดนทำจนาดนั้นถ้ายังกลับไปเหมือนเดิมจะเป็นไง รึสรุปคือพ่อแม่เอง มินซอกเก่งจังได้ทุนเรียนต่อด้วย englandป่าวคะ
    #57
    0
  6. #56 KMSMIN (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 23:48
    ฮืออออ เศร้า~ สมอิพี่มาก สงสารมินซอกต้องอดทนแค่ไหน
    #56
    0
  7. #55 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 23:33
    ใครกันที่พี่หมินรอ ที่จริงเราว่าพี่ลู่กับพี่ชิงเหมาะกันดีนะไม่ชอบทั้งคู่ถ้าหายไปเลยโลกจะน่าอยู่ขึ้น รำคาญพี่ลู่สุดๆพี่หมินพูดขนาดนี้ล่ะยังจะให้ติดต่อกันอีก พี่หมินนี้ถือว่าใจดีสุดๆล่ะนะ ถ้าคนรักกับพี่แท้ๆทำกับเราแบบนี้ไม่สนนะ มีตายไปข้าง ไม่มีใครทนความเจ็บปวดได้หรอกยิ่งคนที่เรารักทรยศด้วยยิ่งโครตเจ็บ เรื่องนี้เราชอบเฮียคริส พี่จุนฮยอน พี่หมิน เหมือนพ่อแม่ลูก555555น่ารักดี
    #55
    0