It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 19 : 1 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ส.ค. 60







19













‘ไม่มีอะไรที่นายทำแล้วทำไม่ได้’





นี่คือคำพูดของแบคฮยอนที่มักจะบอกกับผมเสมอเวลาที่ผมขาดความมั่นใจในตัวเองในการจะลงมือทำอะไรก็ตามแต่ และมันก็จริงอย่างที่พูดตลอด




ผมไม่ใช่คนเก่งหรอก บางทีอาจจะเพราะโชคดีได้ยีนเรื่องหัวไวแบบนี้มาจากพ่อแม่ที่เป็นอาจารย์ก็เป็นไปได้ แต่ก็มีความพยายามของผมเสริมไปด้วยแหละนะ






ประกาศทุนแลกเปลี่ยน IOY High school ประจำปีการศึกษา 2010 

ประเทศอังกฤษ

1. คิม มิน ซอก ปี2 ห้อง B5
2. ยู ซึง โฮ ปี1 ห้อง A3
3. โด คยอง ซู Special







อันดับ 1 






ผมฉีกยิ้มกว้างหลังจากเห็นชื่อตัวเองในจอสี่เหลี่ยมของโน้ตบุคที่เป็นของขวัญวันเกิดจากพ่อเมื่อปีที่แล้ว มือควานหาโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆมากดหมายเลขที่กดรับล่าสุด รอเสียงสัญญาณได้ไม่นานปลายสายก็กดรับน้ำเสียงไม่ยินดียินร้ายอะไร








แปลก







‘อืม ฉันเห็นแล้ว ดีใจด้วยนะ’





‘อื้ม.. เราก็ดีใจกับแบคด้วย นี่ยังไม่ได้บอกพ่อกับแม่เลยคงตกใจน่าดู’





‘.......’





‘แบค.. เป็นอะไรรึเปล่า?’





หรือว่าช็อคอยู่ที่ได้






‘ไม่รู้สิ จะว่าดีใจมั๊ยมันก็ดีอ่ะ แต่มันรู้สึกโหวงๆแปลกๆ’






‘ยังห่วงทางนี้อยู่ล่ะสิ’






‘ไม่หรอก ฉันบอกพ่อแล้ว ช่างเถอะ ได้ก็ดีแล้ว ดีใจกับนายมากจริงๆ อ่อ ฝากแสดงความยินดีกับซึงโฮด้วยนะ’






‘ได้ๆ เจอกันที่โรงเรียนนะ’





สายตัดไปพร้อมกับเสียงของเจ้าของโทรศัพท์ที่ถืออยู่ก็ดังขึ้น ผมกดรับแทบจะทันทีจนปลายสายคงแอบตกใจ










+++SeungHo+++








‘ดีใจด้วยนะ/ดีใจด้วยนะ





เราพูดขึ้นพร้อมกันแล้วหัวเราะออกมากับความบังเอิญที่ได้ไม่ตั้งนั้น





‘ไม่ธรรมดานะ อันดับ1 100คะแนนเต็มเลย’





‘ห๊ะ?! เค้าบอกคะแนนด้วยหรอ?’






‘.......’






ผมกดเลื่อนหน้าจอโน้ตบุคที่เปิดค้างอยู่ที่ประเทศจีนกลับขึ้นไปดูประเทศที่มีชื่อของตัวเองดู





‘ดูตรงไหนอ่ะ ในเว็ปไม่เห็นมีบอกเลย’





‘อันดับ1 ยังไงคะแนนก็ต้องสูงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว’





‘ไม่จริงซักหน่อย เค้าอาจจะไม่ได้เรียงตามคะแนนก็ได้’





‘ฉันรู้มาละกันน่า..’






‘มั่วตลอด’





‘เอ๊ะ! นายนี่ยังไง จะชวนทะเลาะในเรื่องน่ายินดีแบบนี้หรอครับ’






‘แฮ่ๆ จริงด้วย นายเองก็เก่งไม่เบานา ไม่ยักกะรู้ว่าเรียนเก่งขนาดนี้’





‘ของมันแน่อยู่แล้ว’





‘แบคฝากแสดงยินดีกับนายด้วย’





อีกคนหัวเราะเบาๆในตอนนี้คงเขินน่าดู





‘อาทิตย์หน้าปิดเทอมแล้ว’





‘เวลาผ่านไปเร็วมากนะเหมือนเมื่อวานพึ่งเปิดเทอมขึ้นปี1อยู่เลย ชีวิตม.ปลายในปีแรกมีเรื่องเกิดขึ้นเยอะแยะเลย แต่มีแต่เรื่องไม่ค่อยจะดีด้วยสิ ฮ่าๆๆ’





ผมพูดไปขำไปกับภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในหนึ่งปีทั้งสุขเศร้าเหงาซึ้ง มากที่สุดคงไม่พ้น น้ำตา






‘เรื่องของเมื่อวานก็คือเมื่อวาน มันจะกลายเป็นอดีตที่นานๆครั้งเราจะนึกถึง’





‘นั่นสิเนอะ’




ผมกดเข้าแอพพิเคชั่นสีเขียวที่ลิ้งค์ไว้กับโน้ตบุคใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้ถือโทรศัพท์กดแป้นพิมพ์ตอบกลับคนที่เป็นจุดรวมความรู้สึกของผมทั้งหมดลงไป







LuGe’ :: ยังจำสัญญาที่พี่เคยขอได้ใช่มั๊ย? ยังจะอยู่เคียงข้างพี่ใช่รึเปล่า?’



KMinS :: แน่นอนอยู่แล้ว ^^







‘คืนนี้ในกลุ่มจะลงอัพเดตรายละเอียดเรื่องที่พัก ตารางเรียนนะ แอบได้ยินจากรุ่นพี่จงอินคร่าวๆว่าไม่ต้องเอาอะไรไปเลยก็ได้เพราะในสวัสดิการมีเบี้ยเลี้ยงให้ เอาไปแต่เสื้อผ้าพอ’






‘นายไปรู้จักรุ่นพี่จงอินตั้งแต่เมื่อไหร่’






‘จะบอกอะไรให้นะเผื่อนายจะลืมไปว่าฉันก็เคยเป็นนักเรียนของที่นี่’





‘ลืมจริงด้วย ขอโทษ..’





‘ไม่เป็นไรหรอก เพราะนับจากนี้ไปฉันจะทำให้นายไม่มีวันลืมฉันได้อีกเลย’





‘ฟังดูน่ากลัวแปลกๆนะ’





‘ถ้าทำให้นายกลัวแต่ในความทรงจำนั้นมีฉันอยู่ มันก็โอเค’






‘หูยย น่ากลัวกว่าเดิมอีก รักฉันน้อยๆบ้างก็ได้นะ’






‘ยังไงก็ยินดีด้วยอีกรอบนะ’






‘นายเองก็ด้วย’





‘งั้นแค่นี้ก่อนนะ ยังไม่ได้บอกแม่เลย’






‘อืม ฝันดีล่วงหน้านะ’





‘อื้ม’





ผมกดวางสายรอยยิ้มบางยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเดินลงไปข้างล่างที่มีสมาชิกของครอบครัวกำลังวุ่นวายเตรียมอาหารเย็นกันอยู่ แม้จะมีกันอยู่แค่2คนพ่อแม่แต่ก็ทำอะไรได้ดูยุ่งเหยิงเหมือนอยู่กันหลายคนได้




แน่นอนทั้งสองท่านต่างยินดีและดีใจกับผมแม้แม่จะแอบเป็นห่วงกังวลกับการออกนอกบ้านของผมเป็นเวลานานแถมยังเป็นต่างที่ต่างเมืองต่างแดนแบบนี้อยู่ก็ตาม





‘เพื่ออนาคตเพื่อความสุขของลูก ลูกเลือกอะไรพ่อกับแม่ก็ยินดีด้วยทั้งนั้นแหละ’





‘ขอบคุณนะฮะ’





‘เปิดเทอมเดินทางเลยใช่มั๊ย?’




‘ใช่ฮะ รายละเอียดออกผมจะมาบอกอีกที แต่น่าจะมีประชุมพร้อมกับผู้ปกครองอยู่ถ้าอาจารย์เค้าแจ้งเดี๋ยวผมรีบบอกนะฮะ’






‘แล้วพี่เค้ารู้เรื่องรึยัง?’





‘ฮะ? ถ้าหมายถึงพี่ลู่คงรู้แล้วมั๊งฮะ’





‘เค้าว่ายังไงบ้าง จะไม่คิดถึงแย่หรอ’




ทุกคนยังคงหวังให้ผมและเค้ากลับมาคบกับอีกแม้ผมจะยืนยันไปแล้วว่าถึงเราไม่ได้คบกันในแบบนั้นแต่เราก็มีความรู้สึกดีๆให้กันแบบพี่แบบน้องกันอยู่






‘ไม่ทราบฮะ ยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นเป็นราวเลย เค้าก็คงยุ่งๆเรื่องที่มหาลัย’





‘เอางี้ เดี๋ยวแม่จัดปาร์ตี้เล็กๆแสดงความยินดีเลี้ยงส่งหนูไปในตัวด้วยดีมั๊ย จะได้ชวนพี่ๆน้องๆเพื่อนๆมาด้วย ไหนๆเราก็จะไม่อยู่แล้ว’





‘แม่พูดซะเหมือนผมจะตาย’





‘ไม่ได้หมายความแบบนั้น’





‘พ่อเห็นด้วยกับแม่นะ’





‘งั้นก็ตามใจแม่เถอะฮะ’





‘ตามนี้นะ จะได้ชวนป้าแจไปช็อปหาของเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ’







เนิ่นไปรึเปล่าแม่ นี่ยังไม่ปิดเทอมเลย ปิดก็2-3เดือนกว่าจะเปิด





ผมได้แต่พูดตอบกลับแม่อยู่ในใจเพราะถ้าขืนพูดออกไปคืนนี้ผมคงไม่ได้นอนนั่งฟังคุณเธอพูดแบบหาที่จบไม่ได้ไปทั้งคืน






อาทิตย์สุดท้ายของการเป็นนักเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ของนักเรียนทุนอย่างผมและเพื่อนๆดูจะวุ่นวายกว่าปกติเพราะการเปลี่ยนแพลนการเดินทางให้ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมมากขึ้นคือจากตอนแรกจะเดินทางในวันเปิดเทอมแต่ตอนนี้เปลี่ยนแปลงเพราะจะเผื่อเวลาให้นักเรียนได้ไปทดลองอยู่ ใช้ชีวิต ศึกษาการเดินทางไปกลับโรงเรียนจากที่พักให้คุ้นชินก่อนวันเปิดเทอมของโรงเรียนที่นู่นจะได้ไม่เป็นการเสียเวลาทั้งของตัวเองและคนอื่นด้วย





‘ดีนะที่นายชิงพูดขึ้นก่อน ไม่งั้นฉันคงได้เสียค่าเครื่องบินไปเองละ มาเปลี่ยนปุบปับฉุกละหุกแบบนี้จะไปเตรียมอะไรทัน ไปต่างประเทศนะไม่ได้ไม่ได้ไปตลาดนัดคลองถม’





คนตัวเล็กกล่าวชื่นชมรุ่นน้องตัวสูงที่หลังจากฟังรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของการเดินทางนั้นก็พูดขึ้นแทนเพื่อนๆในห้องจนได้รับอนุญาตให้เลื่อนเวลาไปอีกให้ได้มีเวลาในการเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว





‘ต้องบอกเพื่อนนายต่างหากที่กระซิบบอก’




คนตัวสูงที่เดินอยู่ตรงกลางระหว่างผมกับแบคฮยอนเหล่ตามองมาทางผม





‘ทุกคนก็คิดแบบเดียวกันทั้งนั้นแหละน่า’





‘เอาเถอะยังไงก็ยังดีที่มีเวลาให้ได้เตรียมใจกันบ้าง นี่อยู่ๆมาบอกจะไปพรุ่งนี้นะใครมันจะตั้งตัวทัน’





‘แบคกลับบ้านยังไงอ่ะ’





‘วันนี้คงโบกแท็กซี่ ขี้เกียจรอรถเมล์ อยากรีบไปเก็บของด้วย แล้วนาย?..’





ยังไม่ทันที่คำถามจะหลุดออกมาจากปากของเพื่อนตัวเล็กหมดคำตอบของเค้าก็ส่งสัญญาณให้ได้พยักหน้าเข้าใจทันทีที่สายตาไปหยุดที่อีกคนบนรถที่เลื่อนกระจกลงเผยให้เห็นใบหน้าเนียนหล่อเหลาไร้ที่ติที่ยักคิ้วลิ่วตาชวนให้นักเรียนหญิงสาวหลายคนหยุดมองกรี๊ดกร๊าดประหนึ่งเจอดาราไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ








‘งั้นเจอกันอาทิตย์หน้าเลยนะ ถึงบ้านแล้วโทรบอกด้วย’






‘อื้ม’ ผมตอบพร้อมกับพยักหน้าให้รุ่นน้องร่างสูงที่ขอตัวกลับไปก่อนที่จะเหลือผมกับแบคฮยอนและพี่ชายอีกคน







‘ไงปาปา’






เสียงทักจากคนในรถพูดขึ้นทำให้คนที่ถูกทักขมวดคิ้วใบหน้าบึ้งตึงริมฝีปากบางคว่ำลงแสดงออกให้รู้ว่าไม่พอใจในคำทักทายจากอีกฝ่าย






‘วันนี้อารมณ์ไม่ดีไม่เล่นด้วยหรอกนะ ฉันไปนะเดี๋ยวมืดกว่านี้’





‘อ้าว ไม่กลับด้วยกันล่ะ’





‘ไม่ดีกว่า เบื่อขี้หน้าคนแถวนี้’





ประโยคหลังที่จงใจเน้นให้อีกคนได้ยินก่อนจะจากไปพร้อมกับคำพูดตอบกลับจากคนที่บอกว่าเบื่อหน้าตะโกนไล่หลัง







‘นี่! ไอ้คุณปาร์คฝากความคิดถึงมาให้นะ’






‘.......’






ร่างเล็กของเพื่อนสนิทของผมหยุดชะงักก่อนจะหันกลับมาตอบอีกคนด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนจากบูดบึ้งในตอนแรกริมฝีปากสวยเหยียดยิ้มร้าย







‘ฝากไปบอกคืนด้วยว่าจะไปตายที่ไหนก็ไป’







ผมยืนงงไม่เข้าใจในคำพูดของทั้งสองคนก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างๆคนที่ไม่ว่าจะมองกี่ทีก็สาธยายความลงตัวบนใบหน้าที่พระเจ้าลำเอียงปั้นมานี้ให้ได้ไม่หมดแม้นัยน์ตาจะดูอิดโรยไปบ้างเพราะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอก็ตาม






‘ใครหรอฮะ.. ไอ้คุณปาร์ค’





‘ไม่ต้องรู้หรอกแค่เรื่องตัวเองก็มีอะไรให้คิดเยอะแยะแล้ว’





‘นั่นสิ ว่าแต่.. ทำไมวันนี้มารับผมได้ล่ะฮะ’





‘เริ่มไปแล้วนะ..’





โชเฟอร์ที่เพ่งสายตาไปยังถนนเบื้องหน้าตอบไม่ตรงกับคำถามที่ผมอยากรู้แต่กลับเป็นอีกเรื่องที่ผมต้องรู้แทน






‘แล้ว.. เป็นยังไงบ้างฮะ’






สีหน้าเรียบเฉยของเราทั้งคู่ที่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าอีกคนกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ในความเฉยชานั่นแต่สำหรับผมแล้ว ผมเริ่มรู้สึกอิ่ม พอ กับทุกอย่าง แต่ถามว่าจะยอมแพ้มั๊ยก็ไม่






ผมก็แค่เหนื่อย อะไรที่ได้มายากๆมันจะคุ้มค่าเหนื่อยกับที่เราลงแรงกายแรงใจไปมั๊ยหากสุดท้ายแล้วเราได้มาเพียงเพราะอยากเอาชนะ






ในขณะที่อีกคนกำลังสับสนในความรู้สึกของตัวเองความรู้สึกของผมที่มีต่อเค้าก็เรื่มลดลงเช่นกัน






รักอยู่รึเปล่าก็รักแต่มันไม่มากมายเหมือนในตอนแรก ในความไม่ชัดเจนของเค้าแต่ความรู้สึกของผมกลับชัดเจนมากยิ่งขึ้น มันถึงเวลาแล้วหรือเปล่าที่เรื่องทั้งหมดจะจบลงซักที







‘พี่ให้เค้าเอาเด็กออก’






‘!!!’






แม้จะแอบตกใจกับประโยคนั้นแต่ผมรู้ดีว่าพี่ชายคนนี้ไม่ได้คิดอย่างที่พูดอยากให้อีกคนทำแน่นอน ถึงเค้าจะถูกมองยังไงในสายตาของคนอื่นไม่ว่าจะในมุมของคนธรรมดาหรือในมุมของนักธุรกิจแต่สำหรับผมเค้าเป็นพี่ชายและผู้ชายที่มีความเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง





และผมก็คงรับไม่ได้เช่นกันถ้าพี่ชิงคิดจะเอาเด็กออกจริงๆ เพราะนั่นก็เป็นหลานของผมคนหนึ่งที่เกิดจากคนที่ผมรักทั้งสองคน






‘แล้วเค้ายอมหรอฮะ’






‘เดี๋ยวก็รู้’





รอยยิ้มที่มีแววตาเป็นประกายเหมือนกำลังได้ของเล่นที่ถูกใจนั่นทำให้ผมนึกอยากจะรู้ด้วยเร็วๆ เรื่องมันไม่ยากเลยแค่เค้ายอมพูดความจริงออกมาทุกอย่างแค่นั้น ก็จบ 





รถหรูที่หักเลี้ยวออกสู่อีกเส้นทางที่ไม่ใช่ที่หมายที่ผมคิดไว้ในตอนแรกยิ่งสร้างความสงสัยขึ้นไปอีกหากแต่ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไป






‘ยินดีด้วยนะ.. เรื่องทุน’






นานหลายนาทีน้ำเสียงอ่อนโยนของคนข้างๆก็ดังขึ้นปลุกให้ผมที่กำลังจะผล็อยหลับไปตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้งส่งยิ้มตอบกลับไปให้พร้อมคำขอบคุณ







‘ลู่มันรู้เรื่องรึยัง’






‘น่าจะทราบแล้วมั๊งฮะ ยังไม่ได้คุยกันเลย อาทิตย์หน้าก็จะไปแล้วด้วย’






‘อะไรนะ!!’





คนขับเบรกรถกะทันหันทำให้ตัวผมโยกไปข้างหน้าตามแรงโน้มถ่วงดีที่คาดเข็มอยู่เลยไม่เป็นอะไรและโชคดีที่ไม่มีรถขับตามข้างหลังมา พี่ชายร่างสูงหลังจากตั้งสติได้ก็เลี้ยวรถกลับเข้าสู่ถนนตามเดิมก่อนจะพ่นประโยคที่ผมตอบให้ได้ไม่ทัน






‘ไหนคุณป้าบอกเปิดเทอมไง อีก2-3เดือนเลยไม่ใช่หรอ? แล้วเราจะเอายังไงต่อไอ้ลู่มันไม่ยอมแน่พี่เองก็ด้วยอยู่ๆจะมาทิ้งกันไปแบบนี้ไม่ได้หรอก อะไรๆก็ยังไม่เรียบร้อยซักอย่าง อังกฤษนะไม่ใช่จากบ้านไปหน้าปากซอย’







‘ผมเองก็พึ่งรู้เรื่องวันนี้เหมือนกัน เห็นบอกว่าอาจารย์จากที่นู่นอยากให้ไปเก็บตัวลองใช้ชีวิตอยู่ที่นู้นให้ชินก่อน ไม่เฉพาะอังกฤษนะ ก็ทุกประเทศอ่ะให้เตรียมความพร้อมด้วยกันในแต่ละประเทศที่ตัวเองได้ทุน อย่างแบคก็ไปจีนงี้’





หึ หนีกันไปมายังกะเล่นหนังอินเดีย สมน้ำหน้ามันนัก’






‘หมายถึงใครหรอฮะ’





‘ช่างเหอะ เราอ่ะ เอาไง เวลาอาทิตย์เดียวนี่ต้องจบทุกอย่างก่อนไปนะ อย่าไปแบบมีห่วงหรือมีอะไรค้างในใจ เดี๋ยวเรียนไปไม่รอด'’






‘ผมแยกแยะได้หรอก อีกอย่างผมเก่งจะตายเหอะ’






‘ก็เก่งให้ได้ทุกเรื่องและตลอดเถอะ เสื้อนี่ราคาแพงนะไม่ได้เอาให้ใครมาใช้เป็นผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตา’






‘แต่สั่งขี้มูกใส่ได้ใช่มั๊ยฮะ’





ผมพูดติดตลกแต่คนฟังใบหน้ายังคงเฉยชาแสดงให้เห็นว่าคำพูดของผมไม่ได้ชวนหัวเราะเลย





‘ผมเก่งขึ้นตั้งเยอะพี่ก็เห็นๆอยู่’





‘งั้นจบทุกอย่างวันนี้เลยมั๊ย?’





‘หมายความว่าไงฮะ’






ผมทำหน้างงกับคำพูดของพี่ชายร่างสูงที่พารถมาจอดที่ชั้นใต้ดินในโซนที่มีป้ายเขียนบอก เฉพาะเจ้าหน้าที่พนักงาน ของภัตตาคารสุดหรูของคุณอาชอลผู้เป็นแม่ของเค้าบริหารงานอยู่





‘คุณใหญ่.. นัดกับคุณเล็กไว้หรอครับ พึ่งมาถึงก่อนซักครู่นี่เอง’





‘เปล่า.. ที่เดิมใช่มั๊ย?’





‘ครับ..’




บทสนทนาที่ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกทั้งสถานที่ที่ถูกพามาและคำพูดพวกนั้นที่ไม่สามารถตอบอะไรให้ความสงสัยของผมได้ไขข้อสงสัยลงได้เลย





ผมได้แต่เดินตามร่างสูงไปจนลิฟท์เปิดมาที่ชั้นน่าจะเป็นชั้นบนสุดของภัตตาคารแห่งนี้เพราะกระจกใสภายนอกที่ทำให้เห็นวิวทิวทัศน์ของกรุงโซลในยามพลบค่ำ





พนักงานที่อยู่ในชุดประจำชาติของประเทศบ้านเกิดของร่างสูงโค้งตัวกล่าวต้อนรับผู้เป็นนายอีกคนก่อนจะเดินนำเราทั้งสองไปยังที่ที่ถูกเตรียมไว้ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มาที่นี่แต่ทุกอย่างก็ยังคงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผมได้ทุกครั้งอยู่ดี





เหมือนเดิม เรากินอะไรเพิ่มมั๊ย?’





ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบเพราะไม่รู้จะกินอะไรอีกอย่างคนที่สั่งก่อนหน้านี้เพราะความเคยชินของตัวเองทำให้ผมสั่งต่อไปไม่ถูก





‘งั้นเพิ่มเมนูประจำวันมาซักอย่างสองอย่างละกัน’





พนักงานสาวสวยเก็บเมนูแล้วเดินจากไป ผมมองไปรอบไห้องที่อดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือภัตตาคารอาการจีนถึงจะมีเมนูอื่นจากหลากหลายประเทศด้วยแต่รูปทรงทุกอย่างตลอดจนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก็ยังคงความเป็นจีนแต่ทำไมชั้นนี้ห้องทุกห้องถึงเหมือนร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นแบบนั่งพื้นเหมือนที่ผมเคยเห็นในหนังญี่ปุ่นที่เคยดู






ก่อนที่จะได้เอ่ยถามให้คลายความสงสัยจากลูกชายเจ้าของสถานที่แห่งนี้ สองเสียงที่คุ้นหูจากห้องข้างๆก็ดังขึ้นขัดประโยคที่กำลังจะออกจากปากของผม








‘แต่งงานกันดีมั๊ย?’






‘.......’






‘นายบ้าไปแล้วรึเปล่า’






‘ท้องมันนับวันโตขึ้นนะ ต้องบอกพ่อกับแม่ได้แล้ว ยิ่งปล่อยไปเรื่อยๆแบบนี้ปัญหาจะยิ่งรัดแน่น พอถึงเวลานั้นมันจะแก้ยาก’






‘ลู่จะมาแต่งงานกับเราได้ยังไงในเมื่อเราไม่ได้รู้สึกต่อกันเหมือนเดิมแล้ว’






‘รู้ได้ไงว่าไม่เหมือนเดิม’






‘.......’






‘นายยัง.. ‘






‘ใช่..’






‘ไม่ได้! นายไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับฉันเหมือนแต่ก่อนหรอก นายแค่รู้สึกผิดและอยากรับผิดชอบที่ตัวเองมีส่วนทำให้เราอยู่ในสภาพแบบนี้ อีกอย่างคือนายรักเราไม่ได้ คนที่นายต้องรักคือ มินซอก..’





‘เลืกยัดเยียดคนอื่นให้ฉันซักทีได้มั๊ย? ใช่ ฉันรู้สึกผิดฉันอยากรับผิดชอบ แต่ไม่ใช่เพราะฉันมีส่วนทำให้เป็นแบบนี้แต่ฉันเต็มใจและอยากทำเอง ถึงไม่มีเรื่องพวกนั้นคนที่ฉันอยากใช้ชีวิตด้วยคือนาย เป็นนายคนเดียวมาตลอด’






เสียงสะอื้นไห้จากอีกคนดังขึ้นหยุดเสียงของคนที่กำลังพูดอยู่ให้หยุด ห้องทั้งสองห้องตกอยู่ในความเงียบ ดวงตาที่เหม่อลอยใบหน้าเรียบนิ่งยกยิ้มขึ้นที่มุมปากมือหนาของคนตรงข้ามกอบกุมมือของผมบีบลงเบาๆผมเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เค้าแทนคำพูดของตัวเอง






‘ขอโทษ..’





‘เห็นรึยังว่าผมเก่งขนาดไหน’





สีหน้าและแววตาที่เป็นกังวลและห่วงใยจากพี่ชายร่างสูงตรงหน้ายังคงไม่คลายความกังวลส่งมาให้ผมก่อนที่จะหันไปมองยังห้องข้างๆ ทำท่าจะลุกขึ้นจนผมต้องฉุดให้เค้านั่งลงตามเดิม






‘อย่าทำตัวเป็นผู้แพ้ในขณะที่มีโอกาสจะชนะสิฮะ’





‘พี่ขอโทษ ขอโทษแทนน้องชายพี่ด้วย ขอโทษสำหรับทุกอย่าง’





‘โอเคผมยอมรับคำขอโทษแต่นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปห้ามพูดคำนี้กับผมอีก’





ผมปล่อยมืออีกคนที่ยอมนั่งลงตามเดิม ประตูถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมกับอาหารที่ส่งกลิ่นชวนน้ำลายไหลแม้ในตอนแรกผมจะบอกว่าไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ก็ตามแต่กระเพาะกลับกำลังเรียกร้องพวกมันอยู่แทน





พนักงานสาวสวยคนเดิมในชุดสีแดงเป็นเอกลักษณ์กำลังจะเอ่ยแนะนำอาหารพี่ชายตัวสูงก็ส่งสัญญาณให้อีกคนเก็บคำพูดของตัวเองลงในลำคอแล้วรีบจัดการกับสำรับอาหารในถาดที่ถืออยู่แล้วรีบออกไป




ผมยกน้ำชาขึ้นจิบความหอมอ่อนๆของมันทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ได้บ้างแม้ภายในใจมันจะเจ็บช้ำและเป็นแผลสาหัสขนาดไหนก็ตาม








‘ถ้าไม่มีเด็กคนนี้เรื่องทุกอย่างจะง่ายขึ้นใช่มั๊ย?’






‘พูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างรึเปล่า’






‘ลู่จะได้ไม่ต้องมารับเป็นพ่อไง ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น มินซอกจะต้องดีใจ น้องจะได้รักนายได้โดยที่ไม่มีอะไรมาขัดเป็นข้อกังขา และเราจะย้ายไปอยู่คนเดียวเอง ทีนี้เราก็ต่างคนต่างอยู่ น้องจะได้สบายใจด้วย’






‘จาง อี้ ชิง !!’






ไม่รู้ว่าเจ้าของชื่อแสดงอาการยังไงแต่คนที่ได้ยินอย่างผมสะดุ้งทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงที่เกี้ยวกราดนั่น ผมมองหน้ากันกับพี่ชายตัวสูงข้างหน้าพร้อมกับเอียงคอถามด้วยความสงสัยด้วยน้ำเสียงที่อีกสองคนจากห้องข้างๆคงไม่ได้ยินเหมือนที่ผมได้ยินเสียงของพวกเค้า







‘ถ้าสมมุติพี่ชิงทำจริงๆ มันจะเป็นยังไงต่อไปฮะ’






‘ก็แก้มัดได้หนี่งปม’





‘อ่า แค่ปมเดียวเองหรอ’





‘เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของพี่เถอะ เอาเรื่องของเราดีกว่า’






‘ก็ถ้าผมเป็นคนอื่นและเค้าไม่ต้องการขนาดนั้น เรื่องมันก็น่าจะชัดเจนแล้วหนิฮะ’






‘จะยอมรับว่าตัวเองแพ้?’






‘ไม่ใช่แน่นอนอยู่แล้ว’





อีกคนทำหน้าสงสัยไม่เข้าใจกับคำพูดของผม ผมยิ้มก่อนจะให้คำเฉลยกับเค้า






‘การทำให้ใครซักคนสับสนในความรู้สึกของตัวเองแสดงว่าเราก็มีอิทธิพลในความคิดของเค้าไม่น้อยไม่ใช่หรอฮะ’






‘จริงสิ..’





คำตอบของผมเรียกรอยยิ้มมุมปากจากคนที่นั่งตรงข้ามให้กลับมาเป็นพี่ชายตัวสูงจอมเจ้าเล่ห์ดังเดิม






‘แล้วเราโอเคหรอที่มันจะไม่จบในแบบที่เคยคิดไว้’






‘มันเป็นแบบที่คิดฮะ ถึงมันจะเป็นอันที่คิดไว้น้อยที่สุดก็เถอะ จะบอกว่าโอเคก็พูดได้ไม่เต็มปากเอาเป็นว่าผมเคลียร์ความรู้สึกของตัวเองได้ ส่วนคนอื่นผมขอไม่ยุ่ง’






‘ให้มันได้อย่างนี้สิ’






‘ขอเลือกวันเลี้ยงส่งเป็นวันจบเรื่องทั้งหมด ส่วนวันนี้ถือซะว่ามาฟังนิทานก่อนนอนละกัน’






‘คงได้นอนฝันร้าย’






‘จะเป็นฝันร้ายครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ’






‘ครั้งสุดท้ายครั้งที่เท่าไหร่แล้ว’





‘ถึงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแต่ครั้งต่อไปต้องตามไปดูถึงอังกฤษเองนะ’






‘อยู่นู่นไม่มีคนปลอบนะ’





‘มีอยู่นั่นแหละ ใครมันจะไปนั่งเศร้าทุกวันกัน’





โทรศัพท์ที่สั่นครืนอยู่อยู่ในกระเป๋ากางเกงส่งสัญญาณเรียกร้องความสนใจให้ผมล้วงหยิบมันออกมาดู









+++MoM+++







ผมกดรับทันทีที่เห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ พร้อมกับตอบคำถามจากอีกคนที่ทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถามว่าใครที่โทรมา







‘ฮะแม่..’





‘ทำไมยังไม่ถึงบ้านอีก นี่เลยเวลาเลิกเรียนมานานแล้วนะ’






‘ขอโทษฮะที่ไม่ได้โทรบอกก่อน ผมออกมากับพี่อี้ฝานฮะ ตอนนี้อยู่ภัตตาคารของอาชอล’





‘เค้าเลื่อนการเดินทางยังนี้ลูกโอเครึเปล่า’





‘ผมสิต้องเป็นฝ่ายถามแม่’






‘แม่ก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่หรอก แต่อาจารย์ที่ปรึกษาโทรมาบอกรายละเอียดแล้วเค้าบอกว่าผู้ปกครองไปอยู่ด้วยได้2อาทิตย?แรก ค่อยกลับมาคุยกันที่บ้าน’





‘ได้ฮะ’





‘ส่วนเรื่องปาร์ตี้เลี้ยงส่งแม่เชิญแต่เพื่อนญาติๆที่สนิทๆของเราไปแล้วนะ แต่ดูเหมือนซึงโฮเค้าจะไม่ว่างส่วนแบคฮยอนเห็นว่าจะมาเลทๆหน่อย คนอื่นๆก็มีครอบครัวป้าแจ คุณฮัน อ่อๆละก็ลุงอีริคด้วย วันนั้นกลับมาจากฝรั่งเศสพอดี’






ลุงอีริคเป็นพี่ชายของพ่อผมเอง ตอนนี้ทำงานเป็นทูตประจำที่ประเทศฝรั่งเศส นานๆทีจะมีวันหยุดหรือมีภารกิจพิเศษให้ได้กลับเกาหลี






‘แม่เลือกวันพุธนะ จะได้เหลือเวลาให้เราพักเตรียมร่างกายก่อนบิน’





‘โอเคฮะ’






‘ฝากเชิญอี้ฝานด้วย แฟนเค้าด้วยนะ แม่บอกคุณฮันไปแล้วแต่ฝากเชิญอีกหน่อยเผื่อทุกคนลืม’






‘ได้ฮะ’






‘เห็นมั๊ยล่ะแม่บอกแล้วว่าเตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ นี่โชคดีมากนะเนี่ย อย่ากลับค่ำล่ะ บอกฝานขับรถดีๆด้วย’





‘ฮะ..’






‘แม่ฝากบอกให้ขับรถดีๆ’





‘น้อมนับคำสั่งครับ’





ผมเก็บโทรศัพท์ไว้ที่เดิมก่อนจะมองดูอาหารที่วางเรียงรายอยู่ข้างหน้า






‘คงสนุกพิลึกนะวันนั้น’





ผมยิ้มให้กับคำพูดของพี่ชายร่างสูงก่อนจะลงมือตักอาหารเข้าปากโดยที่นิทานจากห้องข้างๆเป็นเสียงประกอบให้เจ็บใจเล่นๆ













‘รู้ใช่มั๊ยถ้าเราตอบตกลงมันจะเปลี่ยนอะไรๆหลายอย่างเลยนะ’





‘ฉันเซ็นชื่อเป็นพ่อเด็กแล้วกะอิแค่แต่งงานมันจะเสียหายอะไร คนที่จะโดนนินทามันนายต่างหาก’






‘คิดให้มันดีๆนะลู่หาน นายแต่งงานได้ครั้งเดียวนะจะเอาทั้งชีวิตมารับผิดชอบมาอยู่กับเราทั้งๆที่เด็กในท้องนี่ก็ไม่ใช่ลูกของตัวเองได้หรอ?’





‘ใครบอกว่าแต่งได้ครั้งเดียว แต่งแล้วหย่าหย่าแล้วแต่งก็มีถมเถไป’





‘นายคิดน้อยไปรึเปล่า ในชีวิตนี้ไม่มีใครอยากแต่งงานหลายๆรอบหรอกนะ’





‘ฉันคิดของฉันมาดีแล้ว ฉันมีสติ ฉันไตร่ตรองดีแล้วทุกอย่าง’





‘มีคนเคยบอกว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่นายรู้อะไรมั๊ย? เพราะมีคนแบบนายอยู่ฉันถึงต้องเลือกทำอย่างนี้’





‘รู้แล้วใช่มั๊ยเรื่องมินซอกจะไปเรียนต่อ’





‘อืม..’





‘แต่นายก็ยังจะขอเราแต่งงาน’





‘มันเกี่ยวอะไรกัน’






‘นายไม่คิดว่าการไปครั้งนี้ของน้องจะทำให้นายไม่มีวันได้เห็นหน้าน้องอีกหรอ’





‘มีเงิน บินไปหาก็ได้’






‘เพราะนายเป็นคนคิดน้อยอย่างนี้รึเปล่าน้องถึงอยากหนีไปไกลๆแบบนี้’





‘หนี?’






‘อย่าคิดว่าการที่นายรู้จักน้องมาตั้งแต่เด็กๆแล้วจะทำให้นายรู้จักน้องดีพอ’







‘.......’






‘กลับไปคุยกับน้องซะ นายอาจจะรู้สึกตัวช้าแต่อย่าให้มันช้าเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้เลย’






‘หมายความว่าไง’






‘ลู่หาน ฉันจะตกลงถ้านายเลิกยุ่งกับมินซอกแล้วปล่อยน้องไปตามทางที่เค้าเลือก’






‘.......’






‘กลับกันเถอะ’



















‘คงสนุกอย่างที่พี่ว่าจริงๆ’





ผมยิ้มให้กับประโยคของตัวเองกับคำพูดทุกคำจากอีกห้องซึ่งผมมารู้ในภายหลังว่าห้องนี้เป็นห้องลับไม่เปิดให้แขกใช้ไว้สำหรับทดลองในการเจรจาธุรกิจหาหนอนบ่อนไส้ที่จะนำไปสู่การทำงานที่ง่ายขึ้นในบริษัทหากรู้และกำจัดศัตรูได้ย่างรวดเร็ว





อยู่ยากนะไม่ว่าจะวงการไหนลำพังแค่คนธรรมดาๆอย่างเราๆยังมีการหักหลังแก้แค้นกันไปมาเลย





ก็ได้แต่หวังว่าที่ที่ผมจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในหนึ่งปีนั้นจะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายให้คิดแทบหัวระเบิดแบบนี้ ถ้ามองในมุมประสบการณ์มันก็สนุก ตลกดีหากนึกย้อนคิดถึง แต่ตอนอยู่เผชิญในเหตุการณ์นั้นๆมันไม่ค่อยสนุกซักเท่าไหร่






‘เรากินข้าวต่อเถอะฮะ อิ่มแล้วค่อยกลับกัน’





‘เอางั้นหรอ? ดูทรงน้องชายของพี่มันจะ.. ‘





‘ให้เค้าเป็นฝ่ายรอบ้างเถอะฮะ ผมรอเค้ามาทั้งชีวิตยังทนได้เลย’





‘ฮ่าๆๆ แสบนะเรา’





ผมนั่งกินข้าวต่อด้วยของหวานต่ออีกชัวโมงกว่าเพราะทันทีที่คุณอาชอลทราบว่าคุณใหญ่มาแถมพาผมมาด้วยจึงจัดอาหารการกินมาแบบไม่อั้นประหนึ่งนั่งอยู่ในร้านบุพเฟ่มาเสิร์ฟให้ไม่ขาดตอน ซึ่งผมเองก็ปฏิเสธคนไม่ค่อยเป็นโดยเฉพาะผู้ใหญ่อย่างนี้ด้วย






‘ม๊า.. พอก่อนมั๊ย กะให้อิ่มเผื่อชาติหน้าเลยรึไง’






‘อ้าว? อิ่มแล้วหรอลูก เราอ่ะต้องกินเยอะๆรู้มั๊ยเดี๋ยวก็จะไม่ได้กินฝีมืออาแล้ว’






‘ฮะ..’





ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆส่งกลับไปเป็นมารยาทเพราะท่านคงทราบเรื่องจากแม่ของผมแล้ว






‘เออ ทำไมคิดไม่ถึงอังกฤษเลยนะ ไม่ได้การละต้องให้เลขาดูๆที่ให้ก่อน โทรศัพท์อยู่ไหนเนี่ย’





คุณใหญ่ผู้เป็นลูกชายส่ายหัวเอือมระอาให้ผู้เป็นแม่ที่วุ่นวายต่อสายหาเลขาส่วนตัวให้จัดการตามคำพูดของตนแล้วเดินจากไป ร่างสูงใบหน้ายังดูดีน่ามองจนผมเผลอมองเพลินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยยกมือขึ้นดูนาฬิกาที่ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะราคาเท่าไหร่ดูเวลาที่ไม่รู้ว่ามันผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว







‘อีก15นาที2ทุ่มแล้ว กลับกันเถอะ ยุงคงหามน้องชายพี่สูบเลือดหมดตัวแล้วมั๊ง แล้วนี่มันโทรมารึยัง?’





ผมชูโทรศัพท์ที่สั่นครืนอยู่มาหลายนาทีแต่ไม่ยอมกดรับให้คนถามดูเป็นคำตอบ





‘อกแตกตายไปละมั๊ง’





‘คนที่จะตายตอนนี้คือผมต่างหาก จุกจนลุกไม่ไหวแล้วเนี่ย’





ผมเขี่ยอาหารในจานของตัวเองตาก็มองดูอีกหลายถ้วยหลายจานที่ถูกจัดมาได้เหมาะสมกับราคาและรสชาติความอร่อยแต่ตอนนี้ผมกลืนมันไม่ลงแล้วจริงๆ ㅠㅠ






‘ลุกได้ปะเนี่ย’






มือหนาส่งมาช่วยฉุดให้ผมลุกขึ้นยืนขึ้นผมจึงพาตัวเองลุกขึ้นทรงตัวแบบไม่ตรงเท่าไหร่เดินเกาะแขนของคนที่ยิ้มล้อผมอยู่จนถึงบ้าน








‘เจอกันวันพุธเลยนะ พี่ต้องไปดูงานที่เกาะ’






‘ดูงานหรือดูอะไรน๊า’






‘ก็ถ้าดูงานแล้วมันเครียดก็คงหาอะไรที่น่าดูกว่างานดู’






‘อะไรน๊าที่ว่าน่าดูกว่างาน’






‘หนังโป๊มั๊ง แต่พี่เป็นคนเล่นเองนะ’






‘อี๋’






‘อยากเล่นด้วยไง๊?’






‘ไอ้พี่บ้า.. ไปเล่า’






ผมปิดประตูรถแล้วเดินกลับเข้าบ้านตัวเองทันที 







ภายในบ้านเปิดไฟสว่างไว้หากแต่ไม่มีใครอยู่เพราะนี่ก็เลยเวลาอาหารเย็นแล้วและกว่าจะฝ่าการจราจรที่ติดขัดมาได้ก็ปาไปสามทุ่มกว่าแล้ว พ่อกับแม่ก็เข้าห้องไปแล้ว ผมเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำดื่มเพราะรู้สึกคอแห้งๆพลันสายตาก็สะดุดเข้ากับเงาตะคุ่มๆที่อยู่ข้างหลัง ผมหันหลังกลับไปมองทันทีแก้วน้ำในมือเตรียมฟาดออกไปข้างหน้า






เฮ้ย?! พี่ลู่ มาทำอะไรไม่ให้ซุ่มให้เสียงเนี่ย’





เจ้าของชื่อไม่ตอบคำถามแต่เดินผ่านตัวผมไปนั่งบนเก้าอี้ข้างๆแทน





‘ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภัตตาคารอาหารของอาชอลถึงนับวันขยายสาขา อิ่มแค่ไหนก็ยังอยากกินต่อเรื่อยๆ' ยกเว้นมันไม่ไหวจริงๆแบบกรณีผม





ผมมองดูปฏิกิริยาของอีกคนที่ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมาจึงเป็นฝ่ายพูดเรื่องของตัวเองที่พึ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆมาแทน





‘ทำไมไม่รับโทรศัพท์’





‘โทรมาหรอฮะ อ่า.. พอดีผมปิดเสียงไว้ มีอะไรรึเปล่าฮะ’





ผมล้วงมือลงไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่ากดดูแล้วเดินไปนั่งยังเก้าอี้อีกตัวตรงข้ามกับอีกคนที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่





‘ได้ยินว่าเค้าเลื่อนเวลาเดินทางขึ้นมาหรอ?’





‘ใช่ฮะ ยังไงก็อย่าลืมมาวันเลี้ยงส่งผมด้วยนะ’





‘เรื่องอี้ชิง’





‘ผมบอกพี่ชิงแล้วยังไงสองคนก็อยู่ด้วยกันก็มาพร้อมกันเลยนะ’





‘นี่เราจะไม่เดือดร้อนอะไรเลยหรอเรื่องที่อี้ชิงเค้าท้องกับไอ้..’





‘มันเป็นเรื่องของเค้าสองคนฮะ ผมไม่ชอบยุ่งเรื่องของใครเดี๋ยวจะกลายเป็นคนอื่นที่เค้าไม่เห็นหัวถ้าสอดตัวเข้าไปวุ่นวาย’





‘.......’






‘พี่จะหมั้น ไม่สิ จะแต่งงานกับอี้ชิง เราคงไม่ว่าอะไรใช่มั๊ย?’





‘จะว่าอะไรได้นอกจากแสดงความยินดีล่ะฮะ’





‘แต่เราจะคุยกันแบบนี้ไม่ได้อีก’





‘แบบนี้ที่พี่ว่ามันแบบไหนล่ะฮะ’





‘แบบนี้..’






ฝ่ามืออุ่นเลื่อนมากุมมือผมยกขึ้นแนบกับแก้มใสของเค้า ผมชักมือตัวเองกลับทันที







‘มันทำไม่ได้แน่นอนอยู่แล้วฮะ’





‘ถ้าพี่กลัวคนอื่นจะเข้าใจผิด ไม่ต้องห่วงฮะ เพราะไม่ว่ายังไงผมก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว’






‘เราจะติดต่อกันไม่ได้ด้วยนะ เรา.. ไม่เป็นไรใช่มั๊ย?’






‘ผมถามพี่กลับได้มั๊ยล่ะว่าพี่ไม่เป็นไรใช่มั๊ย?’






‘ก็.. คงเหงา’





‘เดี๋ยวก็มีเจ้าตัวเล็กแล้ว ไม่เหงาหรอก’






‘มินซอก..’






‘พี่เป็นคนเลือกเป็นคนตัดสินใจเองตั้งแต่แรก อย่าถามผมเลยดีกว่าว่าจะรู้สึกยังไง ถามความรู้สึกตัวเองให้แน่ใจก่อน’






‘ก็มันยังสับสนอยู่นี่ไงถึงได้ขอเวลา’






‘ความสับสนที่พี่ว่าคำตอบมันอยู่ในตัวเลือกแรกที่พี่คิดแล้วล่ะฮะ ผมขอตัวก่อน เจอกันวันงานเลยละกัน พี่ชิงคงไม่สบายใจเท่าไหร่ถ้ารู้ว่าลับหลังเค้าว่าที่สามีมายืนคุยกับแฟนเก่าแบบสองต่อสองแบบนี้’






ผมสะบัดมือที่รั้งตัวผมอยู่ออกก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องของตัวเองปล่อยให้คนที่สับสนกับกับความคิดความรู้สึกของตัวเองอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองต่อไป






การรอคอยที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงก็เหมือนกับการทดเวลาบาดเจ็บ แค่ต่อเวลา ต่อลมหายใจหลอกตัวเองไปวันๆ







หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปาร์ตี้แสดงความยินดีและเลี้ยงส่งผมเราก็ไม่ได้คุยได้เจอกันเลย ภาพที่อีกคนคอยประคองและเฝ้าตามไม่ห่างด้วยแววตาห่วงใยนั่นพูดได้เต็มปากว่าอิจฉา ที่ตรงนั้นควรเป็นของผม










‘มานั่งเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้เจ้าภาพ’






ผมมองดูมือหนาที่มาพร้อมกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของพี่ชายร่างสูงวางอยูทบนไหล่ของผมก่อนจะยิ้มชวนให้อีกคนมานั่งด้วยกันเพราะในงานมีแต่แม่ๆป้าๆผู้ใหญ่เค้าคุยกันเหมือนงานนี้เป็นงานเลี้ยงรุ่นของตัวเองผมเลยเดินแยกออกมาเพราะไม่อยากทนดูภาพบาดตาบาดใจด้วย






‘พี่มยอนล่ะฮะ’





‘รายนั้นกลับไปได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว เค้าไม่ค่อยชอบงานแบบนี้เท่าไหร่เดี๋ยวงานเริ่มค่อยไปตาม’





‘ผมเองก็ไม่ชอบเหมือนกัน นี่ขนาดมีแต่พี่ๆน้องๆนะ’





‘ตกลงเรื่อง.. ‘





‘อ้าว?! มาอยู่นี่เอง2คน มาเร็วเข้าถึงเวลาแล้ว นี่แบคฮยอนก็พึ่งมาถึงเมื่อกี๊นี่เอง ดีนะที่มาทันเวลาพอดี’





ผมลุกขึ้นเดินไปตามหลังของคนที่ออกมาตามจนถึงบริเวณลานบ้านที่มีโต๊ะยาวถูกเติมเต็มด้วยบรรดาพี่น้องและเพื่อนเพียงคนเดียวของผมในงานนี้ แบคฮยอน





อาหารที่ส่งกลิ่นชวนน้ำย่อยทำงานถูกยกมาวางจนเต็มโต๊ะโดยมีเชฟใหญ่จากภัตตาคารสุดหรูอย่างคุณอาชอลเป็นคนจัดการ






‘ดื่มให้กับคนเก่งของเราด้วยค่า~’






เสียงแม่ที่นั่งอยู่มุมหัวโต๊ะพูดขึ้นให้ทุกคนยกเครื่องดื่มสีสวยขึ้นแสดงความยินดีกับผมท่ามกลางเสียงเพลงคลาสสิกเข้ากับบรรยากาศ







‘ยินดีด้วยนะลูก เก่งจริงๆเด็กดีของป้า’






ป้าแจพูดขึ้นส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้มาให้ผมตามด้วยคนอื่นๆที่ร่วมกล่าวแสดงยินดีกับความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของผม เสียงเคาะแก้วดังขึ้นหยุดบทสนทนาของทุกคนให้หันไปสนใจเสียงดังกล่าว ผมเงยหน้าขึ้นจากจานตรงหน้าของตัวเองมองไปยังจุดที่ทุกคนมองอยู่







‘ขอโทษที่รบกวนนะครับ แต่ช่วยฟังเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้ซักนิดก่อนนะครับ’






ใบหน้าสวยของผู้ชายที่ผมไม่ได้เจอหน้าเกือบอาทิตย์พูดขึ้นมือนุ่มที่เคยส่งผ่านความอบอุ่นให้กับผมจับอยู่กับมือขาวซีดของอีกคนที่ถูกฉุดให้ลุกขึ้นยืนเคียงข้างกัน แค่นั้นก็สร้างเสียงซุบซิบจากคนที่ร่วมโต๊ะอยู่ได้เป็นอย่างดีแล้ว





'ผมกับอี้ชองเราคบกับได้ซักพักแล้วครับ’




เสียงฮือดังขึ้นอีกรอบพ่อแม่และพี่ชายตัวสูงที่นั่งอยู่ตรงข้างๆแม่ของเค้าหันมามองทางผมกันทุกคนรวมถึงแบคฮยอนด้วย หากแต่แววตาของแต่ละคนไม่เหมือนกันเพราะทุกคนยังคงลุ้นให้







‘นี่มันเรื่องอะไรกันตาเล็ก’





ผู้เป็นแม่ของเค้าพูดขึ้นแทนคำถามของทุกคน






‘และเราตกลงกันว่าจะแต่งงานกันให้เร็วที่สุดเพราะตอนนี้อี้ชิงกำลังจะมีน้อง..’






เสียงกระทบกันของช้อนกับจานที่ถูกปล่อยให้หลุดมือเพราะแรงจับถูกกระชากหายไปกับคำพูดของลูกชายตัวเอง






‘อะ อะไรนะ!’





‘ผมขอโทษคุณป้าด้วยที่ทำอะไรไม่คิดแบบนี้ แต่ผมยินดีรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ.. ทุกอย่าง’






ประโยคที่คนพูดดูเหมือนจะตั้งใจเน้นย้ำในทุกคำให้กับคนฟังเชื่อในสิ่งที่ตนเองจะสื่อ แต่สายตาคู่นั้นจดจ้องไปยังพี่ชายร่างสูงของตัวเองที่ส่งยิ้มมุมปากตอบกลับไป






‘มีน้อง.. หมายความว่า ท้องน่ะหรอ’





‘ผมขอโทษครับม๊า’





‘คุณ!!’






เสียงของผู้เป็นประมุขของครอบครัวมังกรดังขึ้นเพราะภรรยาข้างๆทำท่าจะเป็นลมสาวใช้ในบ้านที่ถูกตามมาให้ช่วยงานได้วิ่งวุ่นหายาดมยาหม่องมาให้ผู้เป็นนาย










‘ข่าวดีๆแบบนี้ก็ต้องแสดงความยินดีสิฮะ’






ผมชิงพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศที่ดูอึมครึมน่าอึดอัดนี้แม้ในใจจะแอบผิดหวังกับอีกคนอยู่ก็ตาม มือหนาเลื่อนลงมาจับมือผมที่วางอยู่บนตักตัวเองกำมันแน่นจะรู้สึกเจ็บจี๊ดส่งความอบอุ่นมาให้หลังจากที่เก้าอี้ข้างๆของแม่ถูกทิ้งร้างเพราะต้องไปดูอาการของคนที่เป็นลมไปแล้วเรียบร้อยผิดกับฝั่งของอีกคนที่ดูเหมือนจะเข้าใจและยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว






‘ฉันว่าฉันกลับก่อนดีกว่า’





‘อืม ขอโทษทีนะ’





‘ขอโทษทำไม ยังไงก็อย่าคิดมากละกัน ฉันกลับละ’





‘กลับยังไง? ให้คนที่บ้านไปส่งมั๊ย มันมืดแล้วนะ’





ร่างเล็กของเพื่อนสนิทของผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ดำสนิทมีเพียงแสงไฟจากบ้านเรือนและท้องถนนเท่านั้นที่มีแสงสว่าง แววตาที่เริ่มหวาดหวั่นลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบตกลง พี่ชายร่างสูงจึงโทรเรียกให้คนขับรถประจำตระกูลไปส่งเพื่อนตัวเล็กของผม







‘จบรึยัง?’






อีกคนพูดขึ้นหลังจากที่แบคฮยอนเดินจากไปแล้ว







‘ยังไม่ได้เริ่มเลย มีคนชิงตัดหน้าไปแล้ว คงต้องเปลี่ยนแผน’






‘ไม่เป็นไรแน่นะ’





‘สบายมาก เจ็บมาตลอดจะเอาอีกแผลจะเป็นไรไป’





ผมยิ้มให้กับพี่ชายคนนี้ที่ยังคงไม่เชื่อตามคำพูดของผมเพราะเพราะสีหน้าและแววตายังคงเป็นกังวลอยู่อย่างชัดเจน






‘ผมไม่เป็นไรจริงๆ’





มือที่ถูกให้ความอบอุ่นอยู่ถูกกระชากออกด้วยมือของอีกคนจนผมต้องลุกขึ้นตามแรงดึงนั้น





‘ขอคุยด้วยหน่อย’






แขนอีกข้างถูกดึงกลับโดยพี่ชายที่นั่งอยู่ด้วยกันโดยมีผมนั่งยืนอยู่ตรงกลาง ตอนนี้แขกในงานแยกย้ายกันเป็นฝ่ายไกล่เกลี่ยให้อีกสองครอบครัวที่พึ่งถูกผลกระทบโดยตรงจากการประกาศแย่งซีนเจ้าของงานอย่างผม






‘ไม่เป็นไรฮะ..’





มือที่ถูกจับอยู่ถูกปล่อยตามคำพูดของผมก่อนจะนั่งลงตามเดิมส่วนแขนอีกข้างของผมถูกกระชากให้เดินตามแรงดึงไปทางที่อีกคนเป็นคนนำทาง







‘มีอะไรฮะ’






ผมสะบัดแขนที่ถูกจับอยู่ออกเบาๆเพื่อไม่ให้อีกคนเพิ่มความหงุดหงิดเข้าไปอีกหลังจากที่เราสองคนมาหยุดลงที่ห้องครัวภายในบ้านของผมเหมือนครั้งสุดท้ายที่เราคุยกัน






‘พี่คิดถูกแล้วใช่มั๊ย?’






อ่า.. เจ็บยังไม่พอรึไงทำไมต้องมาตอกย้ำกันด้วยนะ ใจร้ายกันจัง






‘เราคุยกันไปแล้วหนิฮะ’






‘พี่ต้องมีความสุขกับครอบครัวใหม่กับสิ่งที่พี่เลือก ผมเองก็จะทำแบบนั้นเหมือนกัน’






‘จะมีความสุขได้ยังไงในเมื่อความสุขของพี่คือรอยยิ้มของเรา แต่รอยยิ้มนั้นกำลังจะจากพี่ไป’





‘ผมไม่เข้าใจ’






‘พี่คงทำใจไม่ได้ถ้าเราไม่ติดต่อกันเลย’






‘แต่พี่เลือกไปแล้ว’






‘เลือกแล้วก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนไม่ได้ มันก็แค่เลือก ยังไม่ได้ลงมือทำ’






ทั้งสองคนนี่เห็นแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ ให้ตายเถอะ






‘งั้นตอบผมได้รึยังว่าความสับสนของพี่ตอนนี้ยังเหมือนเดิมหรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วรึเปล่า’






ใบหน้าสวยที่ผมหลงนักหนาลังเลในคำตอบของตัวเองที่กำลังจะเอ่ยออกมาแต่เปลี่ยนเป็นเงียบแทนดังเดิม






‘เราคุยกันเหมือนเดิมไม่ได้หรอ?’






‘ไม่มีใครชอบให้แฟนของตัวเองกลับไปคุยกับแฟนเก่าหรอกฮะ ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนก็ตาม ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจแต่เราก็มีสิทธิ์ระแวงตามประสาของคนที่เป็นคนปัจจุบัน’






‘จะไม่เหลือทางเลือกให้พี่เลยหรอ?’






จบได้รึยัง?





ผมก้าวเข้าไปใกล้อีกคนสองมือยกขึ้นคล้องคอโน้มให้ใบหน้าเนียนใสนั่นก้มลงมาปลายเท้าของตัวเองก็เขย่งขึ้นไปแนบริมฝีปากของตัวเองลงบนริมฝีปากของคนที่ยืนนิ่งอยู่ก่อนที่เค้าจะเป็นฝ่ายจูบตอบและเป็นคนควบคุมสถานการณ์โดยมีผมเป็นคนตามที่ดี ก่อนที่ผมจะเป็นฝ่ายผละออก







‘เราคงทำแบบนี้กันไม่ได้อีกถ้าพี่แต่งงานไปแล้ว’






ผมยิ้มในแบบที่เค้าเคยบอกว่าชอบคิ้วเข้มขมวดไม่พอใจที่ผมผละตัวออกมา






‘ทางเลือกที่พี่เลือกไปแล้วมีแค่สองทาง..’






‘.......’






ผมยกแขนที่ยังคล้องคอของเค้าอยู่ออกหนึ่งข้างเปลี่ยนมาใช้นิ้วไล้ไปตามแนวสันใบหน้าของอีกฝ่าย







‘.. คือ จางอี้ชิง หรือ คิมมินซอก’






‘ผมต้องบอกรึเปล่าว่าถ้าเลือกผมพี่ต้องทำอะไร’






‘ยกเลิกทั้งหมดที่เกี่ยวกับพี่ชิงซะ’






‘.......’






‘ถ้าทำไม่ได้เราก็คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก’






คนสับสนก็ยังคงลังเลในการตัดสินใจ ผมคงใจเย็นเกินไปที่ไม่รีบจบทุกอย่างให้เร็วกว่านี้






















---





















‘คุณอี้ชิงจะไปไหนหรอคะ?’







‘เห็นพี่มยอนรึเปล่าครับ’





‘อ๋อ คุณเค้าไปเข้าห้องน้ำในบ้านน่ะค่ะ ชั้น2นะคะ ข้างล่างเห็นคุณๆเค้าบอกว่าไฟเสีย’





สองขาพาร่างของตัวเองไปตามหาอีกคนที่หายออกมานานหลังจากที่ถูกตามกลับมาร่วมงานอีกรอบและหายตัวออกมาอีกจนอีกคนที่ว่างที่สุดถูกวานให้ออกมาตามหา







‘อยู่ไหนกัน.. พี่มยอนครับ’






เพราะข้างล่างไม่ใช่ที่หมายร่างบางขาวซีดจึงเดินเลยขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านตามที่ได้ยินจากหญิงสาวที่ถามมาก่อนเดินเข้ามาภายในบ้าน สายตากวาดมองไปรอบๆทั้งซ้ายและขวาเพราะไม่รู้ว่าห้องน้ำที่ว่านั่นอยู่ห้องไหนจึงเดินเคาะและเรียกอีกคนดูหากแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่ตามหา 





เพราะลองเคาะดูจนครบทุกห้องแล้วแต่ไม่มีสัญญาณตอบรับจึงหมุนตัวเดินกลับเพราะได้ยินเหมือนเสียงคนคุยกันดังอยู่แว่วๆในชั้นล่าง




จังหวะที่เท้าข้างหนึ่งกำลังจะก้าวลงบันไดในขั้นแรกเสียงที่ตามหาก็ดังขึ้นหยุดให้ชักขากลับขึ้นมาก่อนแล้วหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ยังไม่พร้อมจะเจอหน้าเท่าไหร่นัก






‘ป้าชอลให้มาตามครับ..’





‘อ่อๆ ไปสิ พอดีเข้าห้องน้ำเสร็จเลยเผลองีบในห้องของมินซอกไปน่ะ’





รอยยิ้มสวยนั่นดูสว่างสดใสจนอีกคนเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว






‘ปะ ไปกันเถอะ’


เจ้าของรอยบุ๋มข้างแก้มขยับตัวหมุนตัวกลับไปในทางที่จะเดินกลับในตอนแรกก่อนจะได้ยินเสียงของคนข้างหลังดังแว่วตามมาพร้อมกับสติที่ดับวูบไปหลังจากที่พาตัวเองลงมาจากชั้นบนได้ในเวลาไม่กี่วินาที







‘อี้ชิง!!’








เจ้าของเสียงหวีดร้องใบหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นอีกร่างนอนนิ่งไม่ได้สติอยู่เบื้องล่างพร้อมกับของเหลวสีแดงเข้มไหลออกมาตามหว่างขาเหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง 






ช็อคจนได้ยืนนิ่งทำอะไรต่อไปไม่ถูกจนสองคนที่อยู่ข้างล่างรีบวิ่งออกมาเพราะได้ยินเสียงที่ดังเหมือนมีอะไรหล่นลงมาพร้อมกับเสียงคนกรีดร้อง






สองคนที่พึ่งมาถึงเห็นร่างไร้สติที่นอนแน่นิ่งโดยมีเลือดไหลออกมาเรื่อยๆก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนคนที่ยืนมองอยู่ด้านบน ไม่นานบรรดาพี่ๆน้องๆด้านนอกก็เดินมาถึงจุดเกิดเหตุ ทุกคนมีอาการเดียวกันแต่เป็นเสียงของคนที่เป็นแม่ของร่างที่นอนอาบเลือดอยู่เรียกสติให้ทุกคนกลับมาอยู่กับสถานการณ์ในปัจจุบัน






‘อี้ชิง!!’





ผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้กว่ารีบถลาตัวเข้าไปดูอาการของว่าที่ภรรยาของตัวเองโดยมีบรรดาญาติพี่น้องยืนดูทำอะไรไม่ถูกอยู่ 






‘โทรเรียกรถพยาบาล!’






น้ำเสียงที่ฟังดูน่าเกรงขามและน่ากลัวที่ไม่เข้ากับใบหน้าหากแต่มันกลับดูน่ากลัวมากในตอนนี้ตวัดสายตาขึ้นมามองกลุ่มคนที่มุงดูอยู่ ร่างเล็กอีกคนยืนนิ่งมองดูสองคนด้วยแววตาว่างเปล่าไม่บ่งบอกความรู้สึกหรืออารมณ์ใดๆกับเหตุการณ์ตรงหน้า ฝ่ามือหนาของร่างสูงยังส่งความอบอุ่นแทนคำพูดของตัวเองลงบนไหล่เล็กของน้องชายอีกคน






ก่อนที่จะได้ถามถึงสาเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดสองมือที่ประคองร่างไร้สตินั้นก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปยังชั้นบนที่มีร่างขาวซีดอีกหนึ่งคนอยู่ คอเสื้อที่ถูกกำแน่นมืออีกข้างเหวี่ยงกำปั้นเข้าใส่ใบหน้าเนียนใสของคนที่ยืนไม่ไหวติงอยู่ แรงเหวี่ยงนั้นทำให้เกิดเลือดและรอยช้ำตรงมุมปากที่มองดูแล้วช่างไม่เข้ากับใบหน้านั้นเลยซักนิด






‘ทำอะไรลงไปรู้ตัวมั๊ยห๊ะ?!!’



















.
.
.













เหตุการณ์ตรงหน้าเกิดขึ้นเร็วจนจนผมสลัดมือหนาที่วางอยู่บนไหล่ออกแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบนพร้อมๆกันกับพี่ชายร่างสูงนี้เพื่อแยกคนอารมณ์เดือดอยู่ให้ออกห่างจากพี่ชายอีกคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่






‘เป็นอะไรรึเปล่า’






‘พี่นั่นแหละทำบ้าอะไร’






ฝ่ามือที่กางออกเหวี่ยงไปกระทบกับใบหน้าของคนใจร้อนให้ได้สติกับสิ่งที่ตัวเองทำ คิ้วเข้มขมวดจ้องกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้






‘แค่นี้ก็น่าจะตอบได้แล้วไม่ใช่หรอ’






‘อย่าเที่ยวตัดสินอะไรทั้งที่ยังไม่รู้ความจริงจะดีกว่า’






‘ภาพชัดขนาดนี้ยังไม่ใช่เรื่องจริงอีกหรอ เรากำลังเข้าข้างคนผิดอยู่นะ’







‘งั้นก็เชิญพี่อยู่กับความถูกต้องในความคิดของตัวเองต่อไปเถอะ อ่อ.. แล้วเรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี๊ผมจะถือว่านี่เป็นคำตอบ..’







ผมเดินผ่านกระแทกไหล่เค้าพาตัวเองเข้าไปในห้องตัวเองแม้จะมีเสียงจากหลายคนเรียกตามหลังอยู่ก็ตาม






จบๆไปซักที ยิ่งอยู่ก็ดูเหมือนจะยิ่งมีเรื่องเพิ่มเข้ามาอีกเรื่อยๆ ขอบคุณอาจารย์ที่เลื่อนวันให้เร็วขึ้น ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว เหนื่อย พอกันทีกับการแอบรักข้างเดียวที่ความหมายมันก็ตายตัวอยู่แล้ว 







ข้างเดียว = หวังอยู่คนเดียว



















Wu Part.








‘เป็นไงมั่งไอ่หมอ’






‘นี่ฉันย้ายกลับมาเพื่อมาเป็นหมอประจำตระกูลแกหรอวะ’






‘อย่ามากวนตอนนี้ได้มะ’






‘แย่..’





เหตุการณ์ที่ดูจะคุ้นๆทำให้หัวใจของผมเริ่มเต้นช้าลงเรื่อยๆ






กลัว.. กลัวว่ามันจะซ้ำรอยเดิม







‘แย่กว่าครั้งนั้นมาก’






‘อย่าลีลาได้มั๊ย?’






‘แกเป็นญาติคนไข้หรอ?’






ผมมองหน้าไอ้หมอเพื่อนอีกคนที่พึ่งย้ายมาประจำการเป็นการถาวรที่บ้านเกิดตัวเองด้วยสายตาไม่เล่นด้วยจนอีกคนต้องรีบบอกอาการของคนที่พึ่งถูกหามส่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน






‘เออๆ อายุครรภ์ยังไม่ครบ5เดือนดีเลย เด็กไม่สามารถคลอดได้แน่นอนอยู่แล้ว ต้องให้อายุครรภ์มากกว่านี้อีก3-4ดือนให้ร่างกายเด็กสมบูรณ์กว่านี้แต่ว่า.. ร่างกายคนไข้อ่อนแอมาก ตอบอะไรให้ไม่ได้เลยเพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของตัวคนไข้ที่ส่งผลโดยตรงกับตัวเด็ก’






‘หมายความว่าไง’






‘คือร่างกายเค้าต่อต้านทุกอย่างอ่ะ เหมือนไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้ว’






‘.......’






‘เคสแบบนี้ปกติก็ละเอียดอ่อนอยู่แล้ว ฉันก็พึ่งเคยเจอเหมือนกัน พูดให้เข้าใจอีกอย่างคือเด็กในครรภ์นี่เหมือนเนื้องอกอ่ะ ต้องตัดออกเพื่อรักษาคนไข้แต่กรณีคนไข้คนนี้ นอกจากร่างกายจะต่อต้านยาแล้วถ้าเด็กโตพอที่จะคลอดและทำการคลอด คนไข้จะเสียชีวิตทันที..’







‘.......’







‘ต้องเลือกคนใดคนหนึ่งเพราะไม่สามารถช่วยทั้งสองคนได้’

































(:













นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #53 Jakkaran55 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 02:49
    ผิดหวังลู่หานมากที่ถึงมากที่สุด ขอให้มินซอกมีแฟนเป็นฝรั่งที่อังกฤษไปโลด มินซอกผู้อัพเลเวลเป็นคนเตือนสติคนเริ่มเกมอย่างฝาน มยอนไม่ได้ทำโว้ย
    #53
    0
  2. #52 kimchijung2 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 00:00
    เบื่ออี้ชิง เบื่อพี่ลู่ ให้เขาคู่ๆ กันไปเลย ให้พี่คริส กับน้องหมินรักกันเลย...
    #52
    0
  3. #51 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 21:41
    รู้สึกรำคาญพี่ลู่ หงุดหงิดแทนพี่หมินเลย และดีใจด้วยที่พี่หมินจะได้ไปไกลๆซะที เจอคนใหม่ๆแซ่บๆเลยคะพี่ค่าาา ลืมอดีตให้หมดเลยคะไม่ต้องสนละคนข้างหลัง เรามองไปข้างหน้าดีกว่า ให้อีพี่ลู่มันอยู่กับความถูกต้องอยู่คนเดียวเถอะ บ๊ายๆพี่ลู่ค่าา คิดได้เมื่อไหร่คงสายไป หึหึ จะรอสมน้ำหน้า5555ไรท์แต่งให้เราเกลียดเมนตัวเองได้ถือว่าเก่งมาก5555 เราชอบเฮียคริส ไม่รู้ทำไมแต่ชอบเวลาเฮียแกอยู่กับพี่หมินชอบมากเลย ดูอ่อนโยน ดูเข้าใจพี่หมินดีที่สุด เป็นที่ปรึกษาให้พี่หมินได้ไม่มีอะไรปิดบังกัน ชอบอ่ะ เหมือนพี่น้องกันจริงๆเลย พี่หมินน่าจะเป็นน้องเฮียคริส น่าร้ากกกกกก คริสหมินมันเป็นความรักแบบบริสุทธิ์ เราชอบบบ
    #51
    0