It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 18 : 1 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ส.ค. 60








18














YiXing Part





‘เรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปถ้ามีอะไรผิดปกติอีกก็รีบให้มาหาหมอเลยนะครับ’




คุณหมอที่ดูแลผมตอนเข้าโรงพยาบาลในวันที่ลู่พามากลายเป็นหมอประจำตัวผมไปอีกคนเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทำเรื่องตรวจร่างกายทั้งของตัวผมและอีกคนในท้องที่เริ่มนูนขึ้นนิดๆแล้วของผมพร้อมกับ คุณพ่อ ที่พามาเปิดตัวกับคุณหมอทั้งสองท่าน






ผมส่งมือไปจับมือผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆกันตั้งใจฟังคุณหมอแนะนำวิธีการดูแลคุณแม่ในเคสของผู้ชายอย่างตั้งอกตั้งใจโดยมีอีกคนที่รักคนๆนี้มากไม่ต่างจากผมหรืออาจจะมากกว่านั่งรออยู่ข้างนอก







คิม มิน ซอก






‘ขอโทษนะ.. เราสร้างแต่ปัญหาให้ลู่ตลอดเลย’





‘รู้ตัวก็ดี..’





‘ชอบทำตัวให้คนอื่นเป็นห่วง’





‘อะแฮ่มม.. หมอขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับ ทางนี้ไม่มีอะไรแล้วเชิญที่ห้องหมอชางมินต่อได้เลยครับ ส่วนคุณพ่อเดี๋ยวหมอจะให้ดูเคสตัวอย่างของคุณแม่ท่านอื่นเป็นกรณีศึกษา ตามผมมาเลยครับ’






‘งั้นเดี๋ยวเสร็จแล้วเราค่อยเจอกันเนอะ..’






‘.. ขอโทษอีกครั้งนะ’





‘ขอโทษทำไม ฉันเต็มใจ’





‘ขอบคุณนะ เรานี่โชคดีจังมีคนหน้าตาดีแถมนิสัยดีอย่างนี้อยู่ข้างๆ’ ผมยิ้มตาปิดลักยิ้มข้างแก้มบุ๋มลึกแสดงความพอใจยินดีออกมาทางใบหน้า มือนุ่มยกขึ้นมาบีบไหล่ผมเบาๆ






‘พี่ชิง เป็นไงบ้าง หมอว่าไงบ้าง’ 





ประตูเลื่อนเปิดออกขายังก้าวออกมาไม่ทันพ้นห้องคนตัวเล็กที่นั่งรออยู่ก็พุ่งเข้ามาเขย่าแขนถามไถ่อาการของคนเป็นพี่อย่างผมทันที





‘ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว หลังจากนี้ก็รอวันที่เจ้าตัวเล็กนี่จะออกมาทักทายพวกเราก็พอ’





ใบหน้าที่ดูโล่งอกผ่อนลมหายใจส่งยิ้มน่ารักให้ผม มือเล็กเอื้อมมาลูบหน้าท้องที่มีเสื้อของผมกั้นกลางอยู่เอ่ยพูดกับอีกคนข้างใน





‘ว่าไงเจ้าตัวเล็ก ห้ามดื้ออีกเข้าใจมั๊ยเดี๋ยวคุณแม่เค้าจะไม่สบายใจเอา ต้องเป็นเด็กดีจะได้มีคนรักเยอะๆ.. พอเป็นเด็กดีก็จะมีของเล่นเยอะแยะตามมาด้วย’





‘ของเล่นที่ว่านี่จะเอามาเล่นเองใช่มั๊ย?’





‘พี่ชิง.. เปล่าซักหน่อย ผมโตแล้วนะ’





คนโตแล้วยู่หน้าเบะปากเหมือนเด็กโดนขัดใจก่อนที่ผมจะหยิกแก้มนิ่มน่าหมั่นเขี้ยวนั่นเบาๆอย่างเอ็นดู










ชีวิตผมก็ขอแค่นี้แหละ ไม่ต้องมีคนรักผมก็ได้ ขอแค่คนที่เข้าใจผมก็พอ








‘เราไปเดินเล่นแถวๆนี้ก่อนก็ได้นะ พี่ต้องไปพบหมอชางมินก่อน ลู่ก็ยังไม่เสร็จธุระ เดี๋ยวถ้าพี่เรียบร้อยก่อนจะโทรหานะ’






‘อ่า.. ก็ได้ฮะ’






‘อย่าเดินไปไกลนะ เดี๋ยวหลงทาง’





‘ผมโตแล้วน่า ไม่ใช่เด็ก2-3ขวบ’






‘ฮ่าๆๆ โอเคๆ พี่ไปนะ’






‘อื้มม’




มินซอกพยักหน้ารัวก่อนที่ผมจะเดินจากมาแล้วตรงไปอีกห้องที่เวลามาโรงพยาบาลทุกครั้งจะต้องไปหาหมอคนนี้ตลอด








ก๊อกๆๆ





‘ครับ..’





เสียงตอบรับจากข้างในทำให้ประตูที่ถูกเปิดโดยคุณพยาบาลที่พาผมมาเธอโค้งตัวให้คุณหมอด้านในแล้วส่งชาร์ทคนไข้ที่มีชื่อของผมแปะอยู่ในนั้น คุณหมอรับมาก่อนจะพยักหน้าให้เธอที่ปิดประตูพร้อมกับร่างที่จากไปให้เหลือเพียงผมและเจ้าของห้อง






‘สวัสดีครับหมอ’





‘มาก่อนเวลาอีกแล้วนะ..’





ผมยิ้มยกมือขึ้นเกาคอแก้เก้อตามคำพูดเมื่อกี๊นี้เพราะหลังๆมานี้ผมเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละครั้งได้






‘พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับ’





‘จะทำอะไรก็ระวังตัวให้มากๆ.. เราไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะครับ’





‘ครับ’





คุณหมอยิ้มอบอุ่นตอบกลับมือขยับแว่นที่ใส่อยู่ให้เข้าที่เพ่งมองชาร์ทที่มีกระดาษรายงานอาการของคนไข้ซึ่งก็คือผมเอง





‘อ้าว?! คุณพ่อมาเซ็นรับรองบุตรแล้วหรอครับ’





‘ครับ.. แต่เค้าไม่ได้เป็นพ่อจริงๆของเด็กหรอกครับ’





‘.......’





ผมยิ้มไปพูดไปแม้ในใจลึกๆจะรู้ดีกว่าใครว่าอะไรเป็นอะไรแต่ผมยังไม่พร้อมที่จะบอกหรือเริ่มเล่าให้ฟังจากตรงไหนก่อน ไม่อยากรื้อฟื้นให้ตัวเองต้องเจ็บซ้ำๆเป็นแผลที่ไม่มีวันหายอยู่แบบนี้






‘มีอะไรจะบอกหมออีกมั๊ยครับ’





‘ผมคิดว่าหมอควรลดจำนวนยาที่ให้ผมเพราะผมกลัวว่ามันจะส่งผลกระทบกับ.. เด็กในท้อง’





‘ไม่หรอกครับ หมอจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรจะกระทบกับเด็กได้นอกจากตัวคุณแม่เอง’’





‘แต่ยามันเยอะเกินไป ผมว่า..’





‘มันไม่มีอะไรน่าห่วงเลย แค่ทำตามที่หมอแนะนำและ อย่าลดยาหรือขาดยาเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นเรื่องที่คิดมากอยู่ตอนนี้มันอาจจะเกิดขึ้นได้’





ผมหลุบตาลงมองมือที่ประสานกันบนหน้าตักของตัวเอง สองขาสั่นด้วยความวิตกกังวลเพราะสาเหตุที่ผมมาโรงพยาบาลวันนี้อาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้กินยาตามที่คุณหมอสั่งเลยทำให้ร่างกายส่งสัญญาณที่ผิดปกติจากเดิมให้ผมตาพร่ามองไม่เห็นอะไรก้าวเลยขั้นบันไดตกลงไปกองกับพื้น โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเพราะตกแค่2-3ขั้นประกอบกับมีคนมาช่วยรองรับไว้ทันแต่ผมก็ไม่ได้บอกคุณหมอว่าหยุดยาเองมา2วันแล้ว






‘ยังฝันอยู่อีกรึเปล่าครับ’





ผมเงยหน้าสบตากับคนข้างหน้าแล้วเอ่ยบอกตามความจริงไป





‘ไม่แล้วครับ แต่ยังมีสะดุ้งตื่นอยู่บ้าง’





‘งั้นหมอจะลองลดยาลง ถ้ามีอะไรผิดปกติก็โทรมาหาหมอได้ทันทีนะครับ’





มือหนาขีดๆเขียนๆภาษาที่ผมคงไม่มีวันเข้าใจและรู้เรื่องลงไปในกระดาษตรงหน้าก่อนจะพลิกๆไปดูแผ่นอื่นๆไล่สายตาตามตัวอักษร






‘คะ คุณหมอครับ..’




ผมตัดสินใจเปล่งเสียงที่ไม่มั่นคงเอ่ยถามผู้ที่น่าจะให้คำตอบสำหรับผมได้ออกไป






‘ครับ?’






ท้อง ในเคสแบบผมเกิดได้ครั้งเดียวหรอครับ’






คุณหมอยิ้มตามแบบฉบับก่อนจะเริ่มพูดให้คำถามของผมได้รับคำตอบที่ค้างคาในใจมานานได้กระจ่างซักที





‘แม้เปอร์เซ็นการเกิดขึ้นจะยากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีอีกไม่ได้นะครับ ยกเว้นคุณแม่ท่านนั้นร่างกายอ่อนแอกว่าปกติหรือได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงครับ’






‘แล้วถ้า..’





คุณหมอยิ้มแต่ใบหน้าสงสัยในคำถามของผมก่อนที่ผมจะหยุดประโยคต่อไปของตัวเองซะก่อน





‘ครับ มีอะไรถามหมอได้ตลอด  ถึงจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงแต่หมอก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอ’





ผมอมยิ้มกับประโยคที่เรียกรอยบุ๋มข้างแก้มของคนตรงหน้า





‘หมอกวนผมหรอ?’





‘เปล่าครับ’





หลังจากสียงหัวเราะหยุดลงแผ่นกระดาษใบหนึ่งก็ถูกส่งให้ผมพร้อมกับปากกาสีสวยประจำตัวของผมที่คุณหมอช่างสังเกตใส่ใจในรายละเอียดเรื่องเล็กๆน้อยๆของคนไข้มาให้





เป็นปากกาสีม่วงลายดอกไม้ที่ผมชอบแต่กลิ่นกลับเป็นกลิ่นของดอกลาเวนเดอร์เจือเลม่อนนิดๆซึ่งผมคิดว่ามันช่วยผ่อนคลายได้ดีตอนที่ขีดๆเขียนตอบแบบสอบถามของคุณหมอ 





ผมใช้เวลาในการทำไม่นานก็ส่งคืนให้เจ้าของ รอยยิ้มอบอุ่นยังคงน่าประทับใจสำหรับผม จนบางทีผมเองก็นึกสงสัยว่าคุณหมอเคยเศร้าเคยร้องไห้มาบ้างรึเปล่า






‘แล้วอย่างนี้.. ผมต้องมาหาหมออีกมั๊ยครับ’





‘มาซิ เบื่อหน้าหมออีกคนไปแล้วล่ะสิเรา’





‘หมอรูปร่างหน้าตาแบบนี้ใครจะเบื่อล่ะครับ เผลอๆคนคงยิ่งอยากป่วยแทน'





‘เขินนะเนี่ย’





‘หมอ.. '






‘ถ้าสมมุติวันนึงผมตายไปหมอช่วยยิ้มแบบนี้ให้ผมด้วยนะ’






‘แต่ผมจะไม่ตายหรอก จะอยู่ดูหน้าลูกของผมก่อน’






‘หมอรู้อะไรมั๊ย ผมไม่เคยฝันเลยว่าวันนึงจะมีลูกเป็นของตัวเองเลย’






‘ไม่เคยคิดภาพตัวเองถูเรียกว่าแม่ทั้งที่ก็เป็นเพศพ่อ’






‘ไม่เคยคิดว่าคนที่ไม่เคยคิดจะกลายเป็นพ่อของลูก..’







‘ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายที่ทำคนที่รักต้องมาเจ็บปวด’ ร่างสูงโปร่งใบหน้าเปื้อนยิ้มอบอุ่นหยิบปากกาที่แนบอยู่บนกระเป๋าเสื้อกาวน์ออกมาบันทึกตัวอักษรภาษาที่ผมไม่เข้าใจอีกครั้ง




ผมรู้ตัวและมีสติแต่ปล่อยให้จิตใจตัวเองล่องลอยไปกับคำพูดที่ออกมาเรื่อยๆพร้อมกับรอยยิ้มที่มีเม็ดน้ำสีใสร่วงลงมาจากดวงตา







ผมจะบอกจะเล่า ถ้าผมพร้อม






‘ทุกอย่างที่ผมไม่เคยคิดเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้..’





จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันส่งผลให้ผมยอมรับความจริงไม่ได้จนต้องสร้างเกราะป้องกันตัวของตัวเองขึ้นมา จากคนธรรมดาปกติเหมือนคนทั่วไปกลายเป็น คนป่วยที่อยู่ในกลุ่มพิเศษ ภาษาของหมอคือ ผู้ป่วยจิตเวช ภาษาที่คนอื่นมาเห็นทั่วไปก็คือ คนบ้า





‘ผมว่ามันไม่ยุติธรรมนะ แค่พวกเราคิดหรือทำอะไรต่างจากคนอื่นก็ถูกเรียกว่าบ้าแล้ว เราต่างมีเหตุผลในการกระทำของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้บางครั้งมันอาจจะดูเกินเหตุไปหน่อยก็เถอะ’





‘ไม่มีใครชอบหรอกครับที่ถูกมองและหยามเหยียดและด่วนสรุปตัดสินด้วยคำว่าบ้า..’





‘ขนาดพ่อกับแม่ยังไม่ยอมเลย.. ฮ่าๆๆ ช่วงที่กลับเกาหลีแรกๆแม่ตะเวนพาผมไปโรงพยาบาลซะทั่ว ไปที่ไหนๆหมอก็ให้ทำการรักษาเพราะไม่ใช่อาการของคนป่วยทั่วไป'







‘ลูกฉันไม่ได้บ้าทำไมต้องส่งไปบำบัดอะไรแบบนั้นด้วย คอยดูเถอะฉันจะจับปากพวกแกให้หมดอนาคต’






นั่นคือคำพูดของแม่ 





การยอมรับอาการป่วยของตัวเองเป็นเรื่องที่ยากแล้ว คนอื่นก็คงไม่ต่างกัน โดยเฉพาะ ผู้ป่วยพิเศษแบบนี้






‘..จนผมได้มาเจอหมอ’





‘หมอว่าคนๆนึงจะมีความอดทนได้มากขนาดไหน’





ผมเงียบรอคำตอบของคุณหมอตรงหน้าที่เงยขึ้นมาหยุดการเขียนยุกยิกบนกระดาษมาตอบคำถามของผม






‘สำหรับหมอขึ้นอยู่กับว่าเรื่องอะไร’






‘อืมม เพราะผมคิดไม่เหมือนหมอรึเปล่าเพราะทุกเรื่องของผมมันคือเดียวกันหมดเลย’





‘เราต้องแยกมันออกจากกันสิ’





‘ยากมาก’





‘มันไม่ยาก เราเคยลองรึยังล่ะ’





‘ไม่เคยหรอกครับ เรื่องไหนที่มันหาทางไปไม่ได้ก็แค่ลืมๆมันไปก็จบแล้ว’





‘หมอว่าผมเห็นแก่ตัวมั๊ยครับ?’





‘ผมรู้ตัวครับว่าเห็นแก่ตัว แต่ก็เพื่อประโยชน์ของทุกคน ทำไมคนพวกนั้นไม่เข้าใจก็ไม่รู้สิ’





‘ผมต้องกลายเป็นผู้ต้องหารอรับโทษที่ไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่อยู่อย่างนี้ไปถึงตอนไหนกัน’





‘ผมเกลียดเค้า.. แต่ผมก็รักเค้ามากมากพอๆกับที่เค้าเกลียดผม’





‘มันแย่ที่ผมคอยดึงคนนั้นคนนี้มาอยู่ในวังวนที่ผมสร้างขึ้นมาแบบที่ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้’





‘ผมเห็นใจคนรักของเค้า ผมไม่รู้ว่าขอโทษเค้าไปแล้วกี่ครั้ง.. แต่ก็คงไม่พอ’





‘ผมรู้สึกผิดที่เค้ายังคงทำดีกับผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะนั่นยิ่งทำให้ผมดูเป็นคนไม่เอาไหนเอาซะเลย’





‘เค้าเป็นคนดีมากจริงๆ’





‘สีขาวบริสุทธิที่ต้องมาแปดเปื้อนเพราะผม ในขณะที่รู้สึกผิดและเฝ้าขอโทษอีกคนที่ไม่ติดใจเอาความอะไรกับผม แต่อีกคนกลับเพิกเฉยต่อความรู้สึกผิดของผม ไม่ยอมรับ ไม่ให้อภัย..’





‘จนนำทุกอย่างให้เป็นไปอย่างทุกวันนี้’





‘หมอคิดว่าความผิดของผมมันมากพอกับการที่เค้าลงโทษ ฮะ ฮึก ที่เค้า..’





รอยยิ้มบนใบหน้าของผมที่คงไม่น่ามองพยายามเปล่งเสียงออกมาในสองตีกันให้วุ่น ฝ่ายหนึ่งสั่งให้พูดให้จบประโยคอีกฝ่ายหนึ่งสั่งให้หยุดแยู่แค่นั้น






คุณคิดว่าฝ่ายไหนจะชนะ?





ผมคงไม่ใช่คนปกติจริงๆอย่างที่คนอื่นว่า เพราะในสมองจะสั่งการยังไงแต่สุดท้ายกลไกร่างกายของผมจะทำอีกอย่างที่ไม่ใช่สิ่งที่สมองคิด





ร่างสูงโปร่งของคุณหมอประจำตัวผมลุกขึ้นมาดูอาการของผมด้วยท่าทีร้อนรนกับคำพูดที่ไม่จบประโยคของผมถูกต่อท้ายด้วยเสียงเสียงสะอื้นไห้ก่อนจะกรีดร้องออกมาทรุดตัวลงกองกับพื้น แขนขาเกร็งกระตุกจอภาพเบื้องหน้าดับลงพร้อมกับชื่อของคนที่ไม่ได้อยู่ในความคิดด้วยซ้ำแต่กลับมีอิทธิพลกับผมมากมายเหลือเกิน







อู๋ อี้ ฝาน







ผมอยากหลุดพ้นแต่ตัวผมเองที่ไม่ยอมปล่อยเข็มหมุดเล็กๆที่กำอยู่ในมือ ถ้ายอมปล่อยมือแล้วรีบรักษาเต็มที่ก็จะมีรอยแผลไว้ให้ดูต่างหน้า แต่ผมกลัวว่าถ้ายอมปล่อย แบมือออกแล้วมันจะเจ็บกว่าเดิม



กลัวเลือดที่คงแดงฉานเต็มมือ กลัวทุกคนถามว่าหมุดที่กำอยู่ไปเอามาจากไหน สุดท้ายคนเห็นแก่ตัวอย่างผมก็ทำได้แค่นี้ (แกล้ง)ลืมมันไปซะ แล้วเริ่มต้นวันใหม่กับความจำที่ดีให้ความรู้สึกผิดมันลดน้อยลง















---

















Wu Part





‘คุณใหญ่! หนาไปโดนอะไรมาคะ’





ขายาวที่ก้าวเข้าบ้านส่งกระเป๋าเอกสารที่ติดตัวมาให้คนที่ถามถึงรอยช้ำบนใบหน้าจากฝีมือของน้องชายตัวเอง





‘อุบัติเหตุน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก แล้วม๊าล่ะ’





‘คุณท่านกำลังทดลองเมนูใหม่อยู่ในครัวค่ะ เชิญคุณใหญ่ที่ห้องอาหารเลยดีกว่าค่ะจะได้ชิมเมนูใหม่ด้วย ดีจริงๆที่มีคนมาช่วย นี่เด็กๆในบ้านจะท้องแตกกันแล้วค่ะ’





หญิงวัยใกล้เคียงกับบุคคลที่ผมเรียกม๊าพ่วงตำแหน่งพี่เลี้ยงของเราสองพี่น้องเอ่ยบอกให้ผมเดินเลี้ยวไปอีกทาง





‘นอกจากม๊ามีใครอยู่อีกรึเปล่าครับ’




‘ไม่มีค่ะ คุณท่านผู้ชายหลังจากกลับมาจากเกาะเมื่อกลางวันก็ไปจีนทันทีเห็นว่าที่ปักกิ่งมีปัญหาน่ะค่ะ ส่วนคุณเล็กเห็นเธอกลับมาก่อนคุณใหญ่ได้ไม่นาน คงเดินเล่นอยู่ในสวน ไม่เจอกันหรอกหรอคะ?’





‘เจอครับ’





‘ดิฉันว่าคุณใหญ่ไปทำแผลก่อนดีมั๊ยคะ มันช้ำมากเลยนะ’





‘ก่อนมาผมไปคลินิกมาแล้วครับ พูดซะเว่อร์เดี๋ยวม๊าได้ซักผมยาวไม่ได้นอนกันพอดี’




คำพูดติดตลกที่ชวนหัวเราะแต่ใบหน้าไม่เอื้ออำนวยเพราะลำพังแค่อ้างปากพูดรอยช้ำตรงมุมปากก็ส่งสัญญาณความเจ็บแสบของแผลขัดจังหวะก่อนจนต้องนิ่วหน้า








‘ตายแล้ว?! หน้าไปโดนอะไรมา’




ผมกระตุกยิ้มคิ้วขมวดเพราะแอบเจ็บจี๊ดๆตามคำพูดของบุคคลตรงหน้าที่หลายๆคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องถามถึงสาเหตุที่มาที่ไปของรอยช้ำบนใบหน้าของผมแน่นอน


สองมือที่ยังนุ่มไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาประคองแก้มผมทั้งสองข้างของผมส่งสายตากังวลห่วงใยแต่ตำหนิอยู่ชัดเจน





‘โตระดับเป็นผู้บริหารแล้วยังเที่ยวไปมีเรื่องชกต่อยเป็นวัยรุ่นไม่รู้จักโตอีกหรอห๊ะ ไหน? ก้มลงมาให้ดูดีๆซิ เจ็บมั๊ยล่ะเนี่ย’





‘รอบตัวผมนี่มีแต่คนขี้บ่นเลยรึไง’





‘มันน่าบ่นมั๊ยล่ะ ดูทำตัวเข้า’





‘ม๊าอ่าา’ สองแขนแกร่งของผมโอบรัดร่างของคนที่ตัวเล็กกว่าหยุดคำพูดที่เอาแต่ว่าผม





‘ไม่ต้องมาอ้อนเลย บอกมา ไปทำอะไรมา’





‘ไม่มีอะไรแล้วน่า เคลียร์แล้วเรียบร้อย’





‘ให้มันแน่ เราไม่ใช่เด็กนะฝานจะทำอะไรมีคนคอยจับตาดูตลอด คนชมแค่สิบแต่คนซ้ำเป็นร้อยนะ’





‘รู้แล้ว ~ ที่พยายามปรับตัวมาจนมีถึงวันนี้นี่ยังพิสูจน์ให้ไม่พออีกหรอคร้าบบ..’





‘ไอ้ลูกคนนี้นี่ ยอกย้อนหรอหื้ม?’





‘เปล่าซะหน่อย ไหนทำอะไรเมนูใหม่ มาชิมกันดีกว่า’





‘กินได้หรอ? เอาข้าวต้มดีกว่ามั๊ยจะได้กินง่ายๆโล่งคอดีด้วย ว่าแต่กินข้าวมารึยัง?’




‘จริงด้วย อ้าปากกว้างๆไม่ได้ พูดยังแสบจี๊ดๆอยู่เลย’



ว่าแล้วมือนุ่มของคนที่ผมโอบรัดอยู่ก็ผละตัวผมออกแล้วแต่มือลงเบาๆตรงมุมปากที่ช้ำของผม’





‘โอ๊ย! เจ็บนะม๊า ป้อนข้าวผมเลยด้วยเป็นการไถ่โทษ’




‘อายุเท่าไหร่แล้วมาให้ม๊าป้อนข้าวป้อนน้ำ มีมันหน้าที่แฟนมั๊ย’




‘ก็เค้าไม่ยอมกลับมาด้วย รายนั้นรักงานมากกว่าอะไรซะอีก’





‘โถ หนูมยอนนี่ถูกใจม๊าซะจริงๆ คนแบบนี้แหละที่จะปราบพญามังกรให้กลายเป็นงูเขียว’




‘ม๊าา!’



ผมง้องแง้งกับม๊าอยู่ซักพักก่อนจะปลีกตัวขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมยังไม่ทันจะแห้งเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจนผมต้องลุกพาตัวเองไปเปิดประตูตามเสียงเรียกของคนข้างนอก





‘มาล้างแผลก่อนค่อยกินข้าว’




อุปกรณ์ทำแผลในมือของของผู้มาเยือนชูขึ้นให้ผมมองตามแล้วแทรกตัวเข้ามาในห้องผมตามด้วยสาวใช้อีกคนที่ถือถาดข้าวต้มพร้อมน้ำเปล่าและยาที่ผมเอาให้ม๊าตอนอยู่ในห้องอาหารข้างล่าง





‘อ้าวลืมเลย ไปเอาน้ำแข็งที่เตรียมไว้มาที’




‘มาเรา ล้างแผลก่อนซักนิดกินข้าวแล้วค่อยทายา’




ผมปล่อยให้คนที่มีอิทธิพลกับผมแทบทุกเรื่องจัดการทุกอย่างตามขั้นตอนที่เตรียมไว้














.
.
.













‘อิ่มแล้วม๊า ท้องจะแตกละเนี่ย’





ผมตีพุงให้อีกคนดูที่ยังคงสาละวนกับชามข้าวตรงหน้าให้ผมกินอยู่ไม่หยุดเว่นให้ได้เคี้ยวเลย - -




‘อิ่มได้ไงกินไปนิดเดียวเอง ข้าวเย็นก็ไม่ได้กิน ต้องกินเยอะๆข้าวต้มแปปเดียวเดี๋ยวมันก็ย่อยแล้ว’




‘จะให้ผมกินชามหรอครับคุณนาย มันหมดแล้วนั่นน่ะ’ ผมพยักพะเยิดให้อีกคนดู





‘งั้นเอาผลไม้อีกมั๊ยหรือจะเอาขนม’





-_______-






‘ของหวานก็มีนะจะได้ล้างปาก’





‘ถ้ากินหมดนั่นผมคงได้ล้างท้องแทน’





‘ไม่เอาซักหน่อยหรอ?’





‘ม๊าจะไม่เผื่อให้ผมกินน้ำกินยารึไง’





‘โอเคไม่เอาก็ไม่เอา มากินยาจะได้รีบเข้านอน ดึกมากแล้ว อ่ะนี่น้ำ..’





‘เอานมอุ่นๆซักแก้วก่อนนอนมั๊ยจะได้หลับสบายๆขึ้น’





‘ม๊า..’






‘เออๆ’






‘.......’







‘.......’







‘กลับห้องสิผมจะได้นอน’






‘อ่อ ใช่ๆ’ อะไรของเค้า ผมยิ้มขำในความโก๊ะที่แฝงไปด้วยความห่วงใยจากอีกคน






‘ฝันดีคุณใหญ่’






หลักจากม๊าปิดประตูลงผมก็เอนตัวลงยอนมือยกขึ้นก่ายหน้าผากที่มีเรื่องให้คิดกับเหตุการณ์ที่เจอมาวันนี้.. 






ผมไม่รู้จริงๆว่าน้องชายของผมมันติดใจอะไรนักหนาในตัวของคนๆนั้นถึงขนาดเห็นสีขาวที่อยู่ใกล้ตัวแล้วไม่สนใจกลับไปเกลือกกลั้วอยู่แต่อะไรสกปรกๆที่เป็นสีดำ 







คนรอบข้างของผมต้องเจอแต่ปัญหาตั้งแต่ชื่อของคนๆนี้ปรากฏ จาง อี้ ชิง






ผู้ชายที่ไม่น่าจะมีพิษสงอะไรหากดูจากภายนอก เพราะความที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนี่กระมังจึงทำให้ทุกคนที่ไม่ทันความคิดของคนๆนี้ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่แบบนี้ 





น้องชายผมนี่โง่จริงหรือแกล้งโง่ที่ดูไม่ออกทั้งๆที่เรื่องประมาณนี้มันน่าจะดูออก อี้ชิงไม่ได้ร้ายแบบตัวละครในซีรี่ส์ เค้าร้ายในคราบของคนดีซึ่งทำให้คนดูไม่ออก 





คุณก็คิดดูกันเอานะคนที่ทำตัวให้คนอื่นเห็นใจโดยการใช้ความใสซื่อเรียกคะแนนความน่าสงสาร คนแบบนี้คุณจะมองว่าเค้าเป็นคนดีน่าคบหามั๊ย? ที่เค้าทำไปเพราะอะไรก็ไม่รู้สาเหตุด้วย แค่คบเป็นเพื่อนเรายังไม่รู้เลยว่าคนๆนี้ลับหลังเราเค้าจะเอาเราไปพูดในทางไหน ที่ใกล้ชิดกันอยู่ที่แสดงออกมาคือความจริงหรือแค่ละครฉากหนึ่งที่เค้าสร้างขึ้นมา






ถ้าเรื่องที่ผมเห็นในวันนี้เป็นอย่างที่คิดไว้การเดิมพันครั้งสุดท้ายของผมจะเป็นตัวตัดสินให้ทุกคนได้เลือกเส้นทางเดินต่อไปต่อแต่ละคน





และผู้ชนะที่ถูกวางตัวไว้ตั้งแต่เริ่มเดินเกมส์จะได้หลุดพ้นจากความสัมพันธ์ที่คาราคาซังนี้ซักที





ผมสงสารน้อง




มือที่ถือโทรศัพท์แนบหูอยู่รอเสียงสัญญานได้ไม่นานปลายสายก็กดรับจากน้ำเสียงฟังดูก็รู้ว่าพึ่งผ่านการร้องไห้มา







‘บอกแล้วว่าให้กลับมาด้วยกัน จะอยู่ด้วยก็ไล่กลับ’






‘ฮ ฮึก..’






‘ให้ไปหามั๊ย?’





‘มะ ไม่ต้องหรอก ดึกมากแล้ว เราอยู่ได้’






‘ดึกแล้วทำไมไม่หลับไม่นอน’





‘นายเองก็เหมือนกัน หน้าเป็นยังไงบ้าง?’





นี่แหละคือตัวตนของเพื่อนสนิทที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมต่อสู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เราผ่านอะไรๆด้วยกันจากเรื่องราวต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก้าวขาออกจากเกาหลี 





คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ เห็นความทุกข์ของคนอื่นสำคัญกว่าเรื่องทุกข์ของตัวเองและผมก็ไม่ชอบเลยที่เค้าเป็นแบบนี้ยิ่งเรื่องนั้นมีผมอยู่ด้วยผมยิ่งไม่ชอบ 



เรื่องระหว่างเราสองคนมันเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดและไม่มีสติของผมตามความเข้าใจของเค้าที่จำอะไรไม่ได้หลังจากคืนนั้นและผมก็อยากให้เค้าคิดแบบนี้ไปตลอด

















WHY’s PuB






‘คิมจุนมยอน ตั้งสติหน่อยได้มั๊ย?’





ผมสบถระบายอารมณ์ที่กำลังจะเดือดกับร่างเล็กที่มือเรียวสวยกำลังไล้ไปตามใบหน้าลงมาตรงหน้าอกที่ถูกแหวกเปิดออกโดยฝีมือของคนไม่ได้สติ 




ใบหน้าที่เด่นสะดุดตาประกอบกับสีผิวที่สว่างท้าทายกับสีแสงไฟหลากหลายสีตามความชอบและรสนิยมของเจ้าของผับแห่งนี้ซึ่งเรียกนักท่องเที่ยวให้ออกมาท่องราตรีในค่ำคืนที่หลายคนนอนหลับพักผ่อน




ตั้งแต่ลงจากรถและก้าวเท้าเข้ามาพร้อมร่างของเพื่อนสนิทที่พ่วงตำแหน่งเลขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนโดยเฉพาะ แต่เจ้าตัวเริ่มชินบ้างแล้วจากประสบการณ์การทำงาน จะไม่ชินหน่อยก็คงเป็นสถานที่แบบนี้





‘ฝาน.. ทำไมลูกค้าต้องนัดคุยกันที่แบบนี้ด้วย เสียงดังจะตาย’ มือเล็กที่จับชายเสื้อผมดึงให้ผมหันกลับมาตอบคำถามของเค้า กลิ่นน้ำหอมสดชื่นประจำตัวเตะจมูกผมเพราะความใกล้ชิดจากการพูดที่ริมฝีปากสวยอยู่เกือบชิดกับใบหูของผม






‘ก็เค้าเป็นเจ้าของที่นี่..’





‘ห๊ะ?! คุณปาร์ค น่ะหรอ?’





‘อือ’





คนได้ฟังคำตอบดูอึ้งไปคงคิดไม่ถึงหรือคิดไว้แล้วแต่คงไม่อยากจะเชื่อ





‘เค้าทำงานหลักอยู่ที่เกาหลีไม่ใช่หรอ?’




‘คนอย่างมันไม่มีอะไรเรียกว่าหลักหรอก ชอบอะไรอันไหนก็ทุ่มเทให้สิ่งนั้นแบบสุดๆ.. จริงจังทุกเรื่องพอพอใจแล้วเปลี่ยนหาอย่างอื่นทำ นั่นล่ะคุณปาร์ค..’





‘ฟังดูชีวิตไม่น่าเบื่อดีนะ อ๊ะ!’





ร่างเล็กเซเข้ามาจนผมต้องประคองตัวเค้าไว้พร้อมเสียงของชายคนเป็นต้นเหตุเอ่ยประโยครวมถึงวิธีการที่เข้าหาเหยื่อที่คลาสสิคที่สุดออกมา






‘โอ๊ะ! ขอโทษนะครับ ในนี้มืดผมไม่ทันมอง คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ?’






อีกคนส่งยิ้มบางและตอบกลับด้วยภาษาสากลก่อนที่ผมจะมองร่างสูงนั่นอย่างพิจารณา.. 





หน้าตาดีไม่เบา ท่าทางน่าจะลูกหลานคนมีเงิน จากเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับทั้งตัวถ้าโดนโจรปล้นคงปลดหนี้ซื้อบ้านซื้อรถ เผลอๆซื้อหุ้นในบริษัทของผมได้ด้วย แค่จิวเล็กๆเรียงขึ้นตามส่วนโค้งของใบหูก็ซื้อเรือดำน้ำได้แล้ว ไม่รู้ตอนเจาะไอ้เด็กนี่ (ทรงน่าจะอายุน้อยกว่าผม) กรีดร้องแหกปากเหมือนผมรึเปล่า - -







ผมละสายตากลับมาหลุบมองคนตัวเล็กกว่าในอ้อมแขน





‘เป็นอะไรรีเปล่า’





‘ไม่ๆ’





‘อ้าว?! พวกคุณเป็นคนเกาหลีหรอครับ โลกกลมหรือพรหมลิขิตเนี่ย’





สำเนียงคุ้นหูในภาษาเกาหลีแต่ฟังดูแปร่งๆทำให้คนในอ้อมแขนของผมผละตัวออกหันไปสนใจคนที่เดินชนตัวเองแทน





‘ครับ บังเอิญจริงๆ ผมเป็นคนเกาหลีครับ เอ่อ ส่วนคนนี้จริงๆแล้วเป็นคนจีนแต่ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เกาหลีเลยพูดภาษาเกาหลีได้น่ะครับ’





‘ผมก็เป็นคนจี...(น)’





‘ไปกันเถอะ’





‘ยินดีที่ได้เจอกันนะครับ ขอตัวก่อน นี่เบาๆหน่อยได้มั๊ย’





ผมพูดแล้วดึงแขนของอีกคนออกมาจากการต่อความยาวสาวความยืดนั่น เพื่อนสนิทของผมเอ่ยจบประโยคตัดบทสนทนาเพราะแรงดึงจากผมก่อนที่เด็กไปประสานั่นจะได้ถามชื่อเสียงเรียงนาม
















‘อ้าวเฮีย เชิญข้างในก่อนเลยเดี๋ยวยกเครื่องดื่มตามเข้าไปให้’


เสียงทักทายจากบริกรหนุ่ม(?)ดังขึ้นหลังจากที่เห็นผมเดินเข้ามาเพื่อขึ้นไปชั้นบนที่มีป้ายสีทองเด่นหรูหราแปะตัวอักษร VVIP 




ผมสนิทและคุ้นเคยกับคนของที่นี่ดีเพราะเราเจอกันบ่อยบางคนก็เป็นรุ่นน้องที่มหาลัยของผม






‘เออนี่’





‘ฮะ?’






‘นายขึ้นไปก่อนนะ’




ผมดันให้มยอนขึ้นไปรอที่ห้องตามหมายเลขที่เด็กนี่บอกเพราะมีเรื่องจะคุยกับเจ้าตัวต่ออีกนิดหน่อย






‘เงินพอใช้รึเปล่า?’






‘ห๊ะ?! ก็พอนะ ถามอะไรของเฮียเนี่ย’





‘ฉันแอบได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับนายมา’





‘อะ เอ่อ เรื่องอะไรฮะ’






‘เอาเป็นว่าฉันจะไม่ยุ่งเรื่องของพวกนายละกัน..’





‘แต่ว่านะ มุนบยอลอี’






‘.......’





‘อย่าให่คุณปาร์คของนายจับได้ละกัน มันคงไม่ปล่อย เธอ ไว้’





ผมส่งยิ้มให้เด็กสาวที่ท่าทางและการแต่งตัวในเครื่องแบบชุดพนักงานของสถานบันเทิงชื่อดังแห่งนี้ สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตัวเองก่อนจะเดินผิวปากขึ้นไปชั้นบนโดยมีจุดมุ่งหมายคือห้องสุดท้ายของชั้นที่ให้อีกคนขึ้นมารออยู่ก่อนหน้านี้











ก็อกๆๆ





ผมเคาะประตูส่งเสียงบอกคนที่อยู่ด้านในแต่ไม่ได้รับเสียงตอบกลับมารออยู่3วิก็ผลักเปิดประตูเข้าไป





ภายในห้องว่างเปล่าไม่มีร่างขาวสว่างของอีกคนมืออีกข้างที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออกหมายเลขที่ถึงไม่ได้เมมก็จำได้






Every time you walk into the room 

Got me feeling crazy, shock my heart boom boom.

Any other boy would stare but me, 

I look away ‘cause you’re making me scared.



Trying not to breathe 1,2,3 

Trying not to freak when you look at me.

Gotta make a move but I freeze,

You don’t have a clue what you do to me.


ทุกๆครั้งที่เธอเข้ามาในห้อง

มันทำให้ฉันสติแทบหลุด ทำให้หัวใจฉันแทบระเบิดออกมา

ผู้ชายทุกคนก็จับจ้องไปที่เธอ ยกเว้นฉัน

ที่ฉันหันหนีไป เพราะเธอทำให้ฉันกลัวยังไงล่ะ




พยายามจะไม่หายใจ นับ 1 2 3

พยายามจะไม่ตื่นเต้น เมื่อเธอมองมาที่ฉัน

ต้องทำอะไรซักอย่าง แต่ฉันขยับตัวไม่ได้เลย

เธอไม่รู้ตัวหรอกว่าเธอทำให้ฉันเป็นแบบนั้น




( Shy – Jai Waterford )








เสียงริงโทนเพลงโปรดของเจ้าของโทรศัพท์ดังขึ้นแสงสว่างภายในห้องที่เปิดสลัวๆทำให้การมองต้องปรับสายตาให้เข้าที่จนมองเห็นอะๆไรได้ชัดเจนมากขึ้น 



ร่างเล็กนอนขดตัวอยู่ในท่าเด็กทารกในท้องคุณแม่ ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงระเรื่อตรงแก้มทั้งสองข้าง เหงื่อซึมออกมาตามไรผมสีสว่างทั้งๆที่อุณหภูมิในห้องนี้เย็นกว่าข้างนอกนั่นอีก กระดุมที่ปิดมิดชิดถูกปลดออกจากฝีมือเจ้าของที่เปล่งเสียงบางเบาว่า ร้อน






ดวงตาที่ปรือดูหวานเยิ้มขับให้ใบหน้านั้นดูสวยมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว ริมฝีปากสีชมพูตัดกับสีผิวขาวสว่างดูเซ็กซี่จนผมแอบเขวก้มลงจะแนบริมฝีปากของตัวเองลงบนริมฝีปากสวยที่กำลังเชื้อเชิญนั่น






‘ฝ ฝาน เรา.. เป็นอะไรไม่รู้ มัน.. รู้สึกแปลกๆ’








‘คิมจุนมยอน ตั้งสติหน่อยได้มั๊ย’





ผมตบลงบนแก้มเลือดฝาดที่ขึ้นสีเข้มเหมือนพึ่งผ้านการดื่มมาอย่างหนักหน่วงเบาๆเพื่อเรียกสติร่างเล็กในอ้อมแขนที่กำลังทำรุ่มร่ามกับร่างกายผมอยู่ ซึ่งไม่ใช่วิสัยของคนแบบเค้า











ก็อกๆๆ





เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะให้ผมหันไปมองยังร่างสูงโปร่งของคนที่นัดเจอเปิดประตูเข้ามาโดยที่ไม่รอให้คนที่อยู่ในห้องอนุญาต







‘ไอ้คุณปาร์ค มาช่วยหน่อยเร็ว’






สองขาที่ยาวพอๆกับผมเดินเข้ามานั่งลงถามมองดูคนที่ส่งสายตาหวานหยดที่เอ่ยทักทายพร้อมมือที่ยกขึ้นใช้นิ้วลากไปมาบนแผ่นอกที่แหวกเปิดตามแฟชั่นของไอดอลในการแต่งตัวของหลายๆคน






‘ไม่โดนตัวไหนมา..’





เสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์เอกลักษณ์ประจำตัวของไอ้คุณปาร์คเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความยินดียินร้ายอะไรกับเหตุการณ์และคนตรงหน้า





‘ไม่รู้เหมือนกัน ฉันมาเจอก็เป็นแบบนี้แล้ว’





‘มยอน มยอน ก่อนฉันขึ้นมาได้กินหรือได้กลิ่นอะไรแปลกๆรึเปล่า?’





‘อืมม กินอะไรงั้นหรอ.. กิน.. ‘





ผมหยุดมือที่เริ่มจะซนขึ้นเรื่อยๆจับไว้ไม่ให้มันได้วุ่นวายปั่นป่วนอารมณ์ของผม





‘กินอะไร’






‘..ก็ไม่ได้กินอะไรนะ อ้อ! ห้องนี้ไม่มีน้ำอ่ะ เราขี้เกียจรอเลยแอบไปหยิบของห้องข้างๆมา คุณปาร์คไม่ว่าอะไรใช่ม๊า ~า’







‘.......’






‘.......’





ผมกลับไอ้คุณปาร์คมองหน้ากันนิ่งๆก่อนที่จะกระจ่างในคำถามของผม







‘มียาแก้มั๊ย?’





‘ต้องดูก่อนว่าโดนตัวไหน ให้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก อันตราย..’












ก็อกๆๆ





เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงที่ผมคุยด้วยก่อนขึ้นมาขออนุญาตและเปิดประตูเข้ามา





‘เครื่องดื่มมาแล้ว.. อ้าว?! พี่เลขาเป็นอะไรน่ะ’





‘ไปดูห้องข้างๆว่ามีซองยาหรืออะไรผิดปกติมั๊ย’





ผมยังไม่ทันจะบอกผู้อำนาจมากที่สุดก็บอกเด็กในสังกัดของตัวเองให้ไปหาสาเหตุของอาการของร่างที่นอนปวกเปียกอยู่นี้






‘อะ เอ่อ ห้องข้างๆลูกค้าVVIPจองไว้แต่ยกเลิกไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว..’





‘ฉันสั่งว่ายังไง’





เสียงทุ้มต่ำที่ปกติก็ต่ำอยู่แล้วถูกกดให้ต่ำลงไปอีกจนคนฟังอย่างผมยังแอบกลัวไอ้เด็กโย่งนี่ ส่วนอีกคนหลังจากจบประโยคของคนเป็นเจ้านายก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว





รอไม่นานก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาพร้อมขวดแก้วใสสีน้ำตาลขวดเล็กๆที่ถูกเปิดฝาบ่งบอกว่าถูกใช้งานแล้วเรียบร้อย






‘เป็นไง’




‘แย่..’




ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงคำถามให้อีกฝ่ายกับคำตอบที่ไม่แน่ชัดของคนรอบรู้ในเรื่องแบบนี้






‘ตัวนี้พึ่งมาใหม่ แรงพอควร ยังไม่มียาแก้ ให้ยานอนหลับหรือฉีดยาสลบไม่ได้ด้วย เพราะมันจะกดประสาทอาจะทำให้หลับ.. แบบไม่ตื่น’





‘.......’





‘ยาจะไม่หมดฤทธิ์จนกว่ามันจะได้แสดงประสิทธิภาพสรรพคุณของมันจนเสร็จสิ้น ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่ามันจะหมดฤทธิ์ในกี่ชั่วโมง ถ้าเป็นของที่นี่อย่างต่ำก็24ชั่วโมง..’






‘ลองให้อาบน้ำหรือกินอะไรที่สดชื่นๆดูมั๊ยฮะ’





‘พูดเหมือนเธอไม่เคยโดน วิธีเด็กๆแบบนั้นมันใช้ได้ผลแต่ในละครซีรี่ส์นิยายน้ำเน่าเท่านั้นแหละ’






‘อะ ไอ้บ้า!!’






ร่างผอมบางจากไปพร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นสีชมพูเข้มที่ไม่รู้ว่าโกรธ เขินหรืออายกับคำพูดของเจ้านาย





‘เรื่องงานค่อยคุยกัน เฮียจัดการตรงนี้ให้เสร็จก่อนเถอะ’






‘เดี๋ยว.. แกจะกลับเกาหลีพร้อมฉันรึเปล่า?’






‘.. ผมไม่มีคนรออยู่ที่นั่นอย่างเฮีย คงไม่รีบ’






‘ตามใจ เดี๋ยวโทรบอกอีกที’





ก่อนประตูจะปิดลงไอ้คุณปาร์คก็ยังฝากความปรารถนาดีทิ้งท้าย






‘ห้องนี้เก็บเสียง เชิญเฮียตามสบายไม่ต้องกังวล’








ต้องพูดต่อมั๊ยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น 





ผมไม่มีทางเลือก เพราะลองปล่อยให้เค้าอยู่คนเดียวแล้วแต่ไม่ถึงสองนาทีดีด้วยซ้ำร่างสีสว่างเริ่มขึ้นสีชมพูเข้มไปทั้งตัว อุณหภูมิในร่างกสยสูงขึ้น ใบหน้าและสายตาที่เว้าวอนจนดูน่าสงสารบ่งบอกถึงความต้องการที่มันกำลังทรมานเค้าอยู่





ผมยกขวดที่บรรจุของเหลวสีอะไรผมไม่ได้มองมันด้วยซ้ำกระดกแบบเพียวๆขึ้นดื่มจนเหลือครึ่งขวด สะบัดหัวไล่ความมึนที่จู่โจมตามปริมาณของแอลกอฮอล์ ร่างเล็กที่ผมพยุงให้ไปนอนอยู่บนโซฟาพาร่างอ่อนปวกเปียกเดินโอนเอนเข้ามาหาผมพร้อมกับสองแขนที่คล้องคอให้ผมโน้มตัวลงมาแนบริมฝีปากลงก่อนที่สติของผมจะลุกโชนปลุกอารมณ์ดิบของตัวเองประกอบกับฤทธิของแอลกอฮอล์ทำให้จากการนัดหมายเพื่อคุยเรื่องธุรกิจกลายเป็นการ สอนงาน ให้กับเลขาคนสนิทแทน









ผมเป็นคนแรกของเค้า 








เด็กน้อยที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกในท้องของเค้ายิ่งตอกย้ำให้ผมพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่องแบบนั้นลงและอยู่ดูแลคนที่อยู่เคียงข้างมาโดยตลอด ใส่ใจเค้ามากขึ้น






‘อย่าไปโทษอี้ชิงเลย จริงๆเรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะเราเองต่างหาก ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย เห็นมั๊ยว่าเราไม่เป็นอะไรเลย’




‘แต่นาย.. จะมีน้องอีกแล้วไม่ได้’





‘ผู้ชายจะท้องได้ยังไงล่ะ เราก็แค่กลับไปเป็นผู้ชายธรรมดาๆทั่วไปเหมือนที่เคยเป็น’





‘เหมือนเดิมทุกอย่างก่อนที่มันจะเกิด.. ความผิดพลาด นั้น เราจะเหงาเศร้าเหนื่อยท้อทุกข์สุขสนุกหัวเราะร้องไห้ไปด้วยกันเหมือนที่ผ่านมา’







นั่นคือความสัมพันธ์ของเราสองคน ระหว่างผมกับ คิมจุนมยอน







เราเป็นทุกอย่างของกันและกัน เป็นความสัมพันธ์แบบที่มากกว่าเพื่อน เหมือนคนเป็นในครอบครัว





















‘อี้ฝาน อู๋อี้ฝาน!!’





ห๊ะ!? หื้ม? อะไรนะ’ ผมหลุดจากห้วงความคิดตามเสียงเรียกที่ดังอยู่ในหู





‘ถามว่าหน้าเป็นยังบ้าง ทายารึยัง ดีขึ้นรึเปล่า?’





‘อ๋อ หน้ายังหล่อดูดีเหมือนเดิมเพิ่มเติมรอยสร้างเสน่ห์ให้ดูหล่อแบบดาร์กๆแบดบอยหน่อยๆ’





ผมพูดให้อีกคนได้อมยิ้มคลายความเศร้าลงเพราะเค้ายังทำใจเรื่องลูกไม่ได้ เค้าแค่เลือกที่จะไม่แสดงออกให้ใครเห็นอย่างที่ผมเคยพูดไปแล้ว






‘หลงตัวเอง’







‘ม๊าพึ่งเข้ามาทำแผลให้ มีแสบๆอยู่เวลาอ้าปากกว้างๆ’






‘ดีเลยจะได้ไม่ต้องพูดมาก’






‘ใครกันแน่ที่พูดมาก’






‘ถ้าจะโทรมาเพื่อกระแนะกระแหนก็แค่นี้นะ เสียเวลานอน’






‘โอโหหห ว่าไม่ได้เลยจริงๆคนนี้’






‘วางแล้วนะ’






‘เดี๋ยวว ล้อเล่นหน่อยก็ไม่ได้ ก็อยากให้นายยิ้มบ้าง’






‘.......’



ปลายสายเงียบไปแต่ผมยังหูดีได้ยินเสียงสะอื้นไห้ที่อีกคนคงไม่อยากให้ผมได้ยิน







‘นายยังมีฉันอยู่..’






‘.. อื้มม’






‘ตอนนี้ฉันกำลังกอดนายอยู่ รู้สึกรึเปล่า’






‘ขอบคุณนะ.. ‘






‘ฝันดีครับ’






เป็นวันที่หนักหน่วงมีหลายเรื่องให้ต้องคิดจริงๆ....



















---


















ผมจอดรถคันโปรดรอใครบางคนอยู่บริเวณทางเข้าของตึกคณะนิเทศศาสตร์จากสถาบันชื่อดังในเครือ IOY Group ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอมที่มีนักศึกษาใหม่เข้ามาคนจึงดูหนาตาเป็นพิเศษแม้ตอนนี้จะเช้ามากก็ตาม





รอไม่นานร่างขาวซีดก็เดินมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มีจุดเล็กๆข้างแก้มทั้งสองข้างสร้างเสน่ห์แบบธรรมชาติให้หลายคนได้หยุดมอง



ผมเปิดกระจกเรียกเจ้าของชื่อให้หยุดชะงักก่อนจะหมุนตัวกลับมาทางผม






‘ขึ้นรถ..’ อีกคนไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็ยอมเดินอ้อมมายนั่งตามที่ผมบอก






‘รีบๆพูดธุระของคุณมา ผมมีเวลาไม่มาก’






‘นอกจากฉันแล้วไปนอนอ้าขาให้ใครอีกรึเปล่าคนดี’





ผมรู้ว่าผมเป็น คนแรก และรู้ดีว่าร่างที่กำลังสั่นสู้อยู่นี้ไม่ได้มั่วอย่างผม ผมรู้ว่าเค้ามีอะไรกับผมแค่คนเดียวแต่ที่จงใจพูดแบบนั้นออกไปก็เพื่ออะไรบางอย่าง





‘ต่ำ คุณนี่มันเป็นบัวที่คงไม่มีวันโพล่พ้นน้ำจมอยู่แต่ในดินในโคลน’





‘ฉันไม่ได้เรียกนายมาเพื่อให้นายมาด้าฉันฉอดๆแบบนี้นะ ถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่พูดจะร้อนตัวไปทำไม’





‘แค่นี้ใช่มั๊ยธุระของคุณ’





‘งั้นเด็กในท้องก็คงไม่ใช่ลูกของฉันสินะ’






‘!!!’





‘คุณ! คุณรู้ได้..’






‘ฉันรู้ได้ยังไงมันไม่สำคัญหรอก แต่ฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าเป็นลูกของฉัน’







‘ในเมื่อคุณตัดสินผมไปแล้วผมคงไม่มีอะไรจะพูด’





ใบหน้าซีดขาวนั่นซีดลงกว่าเดิมพร้อมกับน้ำตาที่รอจังหวะร่วงลงอาบแก้ม






‘ถึงมันจะเป็นลูกของฉันฉันก็ไม่ยอมรับหรอก เพราะอะไรรู้มั๊ย?’





‘.......’


‘ไอ้ก้อนเลือดที่มันเกิดจากเกลียดชังน่ารังเกียจแบบนี้จะให้มันเกิดมาประจานไอ้ตัวมักง่ายอย่างแม่มันทำไม’





ผมหยิบเอาซองกระดาษที่มีเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งอยู่ในนั้นยัดใส่กระเป๋าที่วางอยู่บนตักอีกคน















‘ไปเอาออกซะ’















































































(:





































      
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #74 snitchgolden (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 16:56
    สงสารอี้ชิง
    #74
    0
  2. #48 kimchijung2 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 22:18
    เบื่ออี้ชิง ลำไยมาก...
    #48
    0
  3. #47 Jakkaran55 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 02:24
    คิดจำทำแบบนั้นจริงๆหรือแผนขั้นสุดท้ายไรนั่น จะฟ้องมินซอกคอยดูเหอะ รึนี่คือสาเหตุทำให้อี้ชิงตกบันได
    #47
    0
  4. #46 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 21:59
    อ้าว เฮียคริสทำไมเฮียเลวอย่างนี้คะ นั้นลูกนะ ถึงไม่เอาแม่เอาลูกก้อได้นิ แล้วมาเป็นภาระพี่ลู่อีกที่จะรับผิดชอบเป็นพ่อเด็ก ให้ตายเถอะ เป็นคนก่อเองแท้ๆแต่มาทิ้งชุ่ยๆแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ถ้าจุนฮยอนรู้พี่คิดว่าจุนฮยอนจะรู้สึกยังไงกับพี่คะ ในเรื่องชอบจุนฮยอนที่สุด รองลงมาคือพี่หมิน
    #46
    0