It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 13 : 1 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 ก.ค. 60





13










 
‘ถ้าสมมุตติวันนึงเราถูกคนที่เรารัก เชื่อใจโกหกหักหลัง เป็นพ่อพ่อจะทำยังไงฮะ..’




 
‘อะไรเรา..ทะเลาะกับเจ้าหานมาหรอหื้ม?’



 
‘เปล่าฮะ..แค่ลองถามดูเฉยๆ’
 




‘ถ้าเป็นพ่อหรอ? อืมมม..ก็คงต้องดูเหตุผลของเค้าก่อน บางทีเค้าอาจจะไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับเราก็ได้’
 



‘แต่ขึ้นชื่อว่าโกหก ความหมายมันก็ไม่ดีตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่ฮะ..’




 
‘ก็อย่างที่พ่อบอก ทุกอย่างที่เราหรือเค้าเป็นฝ่ายทำมันต้องมีเหตุและผลของมันอยู่แล้ว อย่ามองอะไรแค่ด้านเดียว บทสรุปสุดท้ายไม่ว่าเรื่องจะจบลงยังไงก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทั้งสองคน แต่การหันหน้าคุยกันจะทำให้อะไรหลายๆชัดเจนขึ้น ทำให้เรื่องการตัดสินใจของเราง่ายไปด้วยว่าควรเดินหน้าต่อไปหรือถอยออกมาเพื่อทบทวนความรู้สึกของแต่ละฝ่าย..’
 
 
 
 











 
คำพูดของพ่อยังคงดังอยู่ในหัว ระยะเวลาที่ผมและเค้าห่างๆกันไปในช่วงสอบนั้นก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแม้เราจะไม่ได้เจอหน้ากันทุกวันแต่ก็ดีกว่าช่วงที่ผ่านมาที่แทบจะไม่ได้คุยกันเลยนั้น
 
มีไปดูหนัง กินข้าว ทำกิจกรรมที่คู่รักปกติเค้าทำกัน จนมาวันนี้สิ่งที่ผม(พยายาม)ลืมก็ถูกกระตุ้นให้มันกลับมาติดอีกครั้ง
 
 



 
‘เราเอาอะไรมั้ยเดี๋ยวพี่ไปซื้อให้’
 



'อืมม น้ำเปล่าธรรมดาพอฮะ’



 
ผมบอกอีกคนที่ยิ้มหวานถามมือส่งตั๋วหนังมาให้ผม วันนี้วันเสาร์เรานัดกันเพื่อมาดูหนังในรอบบ่ายของวันตามที่คนอยากดูทำเรื่องจองไว้เสร็จสรรพตั้งแต่เมื่อคืน
 
 



‘อีก10น. เราเข้าไปเลยมั้ย?’



 
‘เข้าเลยก็ได้ฮะ’ ผมก้มหน้างุดซ่อนใบหน้าที่เขินอายเพราะมือที่กุมอยู่กระชับแน่นขึ้น
 
 
 

‘พี่หาน!!! บังเอิญจังเลยนะครับ..’
 

 
เพราะเสียงที่ร้องทักอีกคนทำให้ผมสะบัดมือเค้าออกอัตโนมัติเงยหน้าขึ้นมองเสียงที่ขัดจังหวะในการจะเดินเข้าไปในโรงหนังของเราทั้งสอง
 
 
 

‘อ้าว? จองฮัน..’


 
‘ช่วงนี้เงียบไปเลยนะครับ ไม่เห็นออกงานเลย’
 



‘ยุ่งๆน่ะ อีกเทอมเดียวจะจบแล้วเลยไม่ค่อยมีเวลา’



 
‘นั่นสิครับ ผมไม่รบกวนแล้วดีกว่า ยังไงก็สู้ๆนะครับ ว่างๆก็แวะไปได้ตลอด’
 



‘ครับ..’
 

ผมมองตามผู้ชายผิวขาวผมยาวปะบ่าที่ปล่อยสวยหลังจากที่เจ้าตัวพาร่างผอมเพรียวนั่นจากไป ใบหน้าสวยเนียนที่มองยังไงก็ไม่น่าจะแทนตัวเองว่าผม สวยจนผมมองแล้วรู้สึกเขิน หัวใจเต้นแรง 
 



‘ปะ..ไปกันเถอะ’
 



‘คนเมื่อกี๊..’
 



‘อ๋ออ จองฮันอะหรอ? เป็นรุ่นน้องที่รู้จักตอนไปทำกิจกรรมน่ะ อยู่ปี2โรงเรียนเดียวกันกับอี้ชิง’
 



‘อ่า..พี่เค้า สวยจังเลยนะฮะ’



 
'สวยยังไงก็น่ารักสู้คนตรงหน้าพี่ไม่ได้หรอก’





.///.
 
















 
 
 
 
สัญญาณโทรศัพท์ที่สั่นรบกวนการดูหนังจนทำให้ผมหยิบมันขึ้นมาก่อนจะบอกกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆแล้วออกมารับสายคนที่กระหน่ำโทรจนผมต้องปลีกตัวออกมารับ
 







+++Beakhyun+++







‘ว่าไงแบค..’



 
‘เออ พึ่งนึกขึ้นได้เลยโทรหาเลยกลัวจะลืมอีก เรื่องคืนนั้นที่นายโทรมาหาฉันตอนดึกๆนั่นอ่ะ มีอะไรรึเปล่า?’
 



'อ๋อ เปล่าหรอก ไม่มีอะไรแล้วล่ะ’
 



‘พูดมา..’
 



‘ไม่มีอะไรจริงๆ’



 
‘เรื่องพี่ลู่ใช่มั้ย?’
 




‘...........’




 
‘เอ่อออ ก็ใช่ แต่...’



 
‘ที่พยายามเฉไฉลีลาท่ามากนี่ไม่ใช่เพราะกลัวจะไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ใช่รึเปล่า?’ 
 




(กลัวมันเป็นอย่างที่คิดต่างหากล่ะ)
 



‘มินซอก ฉันรู้ว่านายเองก็พอจะรู้อะไรบ้างแล้ว อย่าปิดหูหลับตารักอย่างเดียว ระแวงบ้างก็ได้ ไม่ใช่คนคิดมากก็หัดคิดเล็กคิดน้อยไปสิ’
 



ผมเงียบคิดตามคำพูดของเพื่อนในโทรศัพท์แม้จะแอบข้องใจในหลายๆเรื่องอยู่บ้างแต่ก็ปล่อยผ่านตลอดเพราะผมกลัวจริงๆ กลัวความจริงแม้จะเผื่อใจไว้บ้างแล้วก็ตาม
 


'เราอยากรู้เรื่องทั้งหมดด้วยตัวเอง ขอเวลาหน่อยนะ แบคต้องคาดไม่ถึงแน่ๆ’
 


 
‘เออ ช่างเหอะ แต่ก็ดีที่คิดอะไรได้บ้างแล้ว ค่อยๆรู้ไปทีล่ะอย่าง จะได้เผื่อเวลาทำใจเป็นเรื่องๆไป’
 



‘แสดงว่าหลายเรื่องสินะ แบคพูดซะเราไม่อยากรู้ละเนี่ย’
 



‘...ยังไงซะ นายก็มีฉันเป็นเพื่อนอยู่ จะทำอะไรก็คิดให้มันดีๆละกัน’
 
 
 
 


ถ้าเรื่องที่ผมรู้ ยังไม่ใช่ทั้งหมดในเรื่องของเค้า เค้าเองก็คงยังไม่รู้ว่าทุกเรื่องที่ผมทำกับเค้าอยู่ในตอนนี้ก็มีเหตุและผลเช่นกัน








และเพราะคำว่า ระแวง ทำให้ผมเริ่มกลับไปหาสิ่งที่อีกคนพยายามปิดผมไว้อยู่ เย็นวันนั้นหลังจากดูหนังกินข้าวเดินเล่นชิวเสร็จกลับถึงบ้านผมก็เปิดโน้ตบุ้คเสิร์ทหาชื่อต่อท้ายด้วยชื่อโรงเรียนของคนที่ต้องการหาข้อมูลทันที



 
 


 
Jeonghan Phenix High school
 




 
มีกระทู้ขึ้นมาให้เลือกดูเยอะพอสมควร ผมกดดูอันแรกที่เป็นลิ้งค์ของอินสตาแกรมเข้าไปเป็นชื่อและรูปตรงกับคนที่ผมเจอวันนี้ 






Yoon Jeong Han




 
ยอดคนที่ติดตามทำให้ผมรู้ได้ในทันทีว่าคนๆนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน อาจจะเพราะหน้าตาที่สวยโดดเด่นเกินผู้ชายทั่วไปถ้าไม่รู้คบคิดว่าเป็นผู้หญิงเพราะผมที่ยาวสวยและความสามารถเฉพาะตัวที่เห็นในคลิปที่เจ้าตัวโพสไว้ให้คนที่ตามได้เห็น ผมเลื่อนดูรูปดูคลิปที่เค้าโพสแล้วได้แต่ถอนหายใจ 
 



เป็นผู้ชายที่สวยมากจริงๆ ว่าพี่ลู่สวยแล้วคนนี้ยิ่งสวย สวยเหมือนกันแต่คนละแบบ ยิ่งดูยิ่งรู้สึกเหมือนโดนดึงดูด และสายตาผมก็ไปสะดุดกับรูปๆหนึ่ง เป็นรูปของเจ้าของIGฉีกยิ้มสวยจนตาปิดที่โดนคนข้างๆฝังปลายจมูกลงบนแก้มใส คนที่ผมรู้จัก 
 
 




ลู่หาน




 
 
มีหลายรูปหลายอิริยาบททั้งรูปคู่ รูปถูกแอบถ่าย ซึ่งในทุกๆรูปแคปชั่นเดียวกันหมดคือ My bro My healing..LH



 
ผมค้นเข้าไปดูเรื่อยๆตามชื่อเพื่อนที่โดนแท็ก ทุกคนดูเหมือนจะสนิทและรู้จักเค้าทั้งหมด ยิ่งขุดยิ่งขุ้ยยิ่งทำให้ผมรู้ว่าเค้ามีคนรู้จักเยอะมากจริงๆ เป็นสังคมของเค้าที่ผมเข้าไม่ถึงและไม่เคยรับรู้


 
การนั่งถ่างตาไม่หลับไม่นอนค่อนคืนทำให้ผมได้เจอกับคนที่ตามหาแล้วหนึ่งในข้อสงสัยที่ใครคนนั้นไม่ได้บอกผม ลู่ดาร์ก อีกตัวตนที่เค้าปิดตายไปแล้วเพราะคำขอของอีกคน



 
จากการส่องแท็กเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของคนที่เสิร์ทหาคนแรกภาพผู้ชายหน้าสวยที่ผมชอบล้อเค้าบ่อยๆแต่งตัวด้วยชุดหนังสีดำทั้งชุด ผมเชตตั้งดูแปลกตาสำหรับผมเพราะไม่เคยเห็น สายตาเย็นชาบนใบหน้าเรียบเฉยเหมือนเบื่อโลกปลายตามองคนที่ถ่ายรูป จู่ๆหัวใจผมก็สั่นรู้สึกหวั่นกลัวคนในนั้นขึ้นมา ถ้าตามที่ผมเคยอ่านกระทู้ของพรายกระซิบ ลู่ดาร์กคงเป็นมนุษย์ที่ไม่น่าเข้าใกล้แฟน(เก่า)ของเค้าถึงอยากให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ย้อนกลับไปในท็อปคอมเม้นท์หลายคนที่บอกว่าชอบเค้าที่เป็นแบบเมื่อก่อนเพราะดูเป็นตัวของตัวเอง แต่ถ้านั่นคือตัวตนของเค้าจริงๆแต่กลับยอมเปลี่ยนเพื่อคนๆเดียว คุณคิดว่าเค้าจะแคร์คนๆนั้นมากขนาดไหน ถึงขั้นยอมโกหกแม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง



 
หึ...ผมควรรู้สึกยังไงดีล่ะ ร้องไห้ฟูมฟายเสียใจ หรือไม่รู้อะไรปิดหูหลับตาอยู่กับการหลอกตัวเองกับโลกที่เค้าสร้างขึ้น ผมไม่โกรธหรอกถ้านั่นจะเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เค้าดูดีขึ้น แต่ผมโกรธที่ทำไมเค้าไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงของเค้าให้ผมรู้ให้ผมเห็น แค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของเค้าได้แล้ว
 
 






แอบน้อยใจนิดๆแต่ผมเองก็ไม่ได้ต่างจากเค้าเท่าไหร่หรอก จะว่าไปเราก็เหมาะสมกันดีนะ (:






 
ผมปิดโน้ตบุ้คกดอ่านข้อความไลน์ที่แจ้งเตือนก่อนหน้านั้นซักพักใหญ่ๆจากคนที่ทำให้ผมมีอาการจุกแน่นในอกอยู่ตอนนี้
 



 
‘พรุ่งนี้พี่จะไปดูงานกับป๊า เราไปด้วยกันนะ จะได้แวะไปเยี่ยมอี้ชิงด้วยเตรียมเสื้อผ้าไปด้วยนะคงต้องค้างคืน 8โมงเช้าเจอกัน ฝันดีครับเด็กน้อยของลู่หาน :)’
 
 



ผมกดส่งสติกเกอร์โอเคก่อนจะตั้งนาฬิกาปลุกแล้วล้มตัวลงบนเตียง ความรู้สึกที่มีต่ออีกคนเริ่มเปลี่ยนไป 


ผมรักเค้ามาก มากจนคิดว่าในชีวิตนี้คงขาดเค้าไม่ได้แน่ๆ เค้าเป็นคนที่ทำให้ผมเป็นตัวผมในทุกวันนี้

 
ผมหลับตานึกถึงใบหน้าที่ยิ้มสดใสอยู่เสมอนั่น น้ำเสียงที่ไพเราะน่าฟัง ทุกการกระทำที่อ่อนโยนชวนให้ใจเต้นแรงเมื่อถูกปฎิบัติเอาอกเอาใจ 






แต่ใครจะรู้ว่าทั้งหมดนั่นมันก็แค่การสร้างภาพ
 




 
แรงสั่นของโทรศัพท์ทำให้ผมหยุดความคิดของตัวเองมือหยิบเจ้าเครื่องนั้นขึ้นมาดู




 
‘ทำไมนอนดึกจัง รีบๆเข้านอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไม่ทันนะ ฝันดีอีกรอบครับ รักนะ..’
 
 


 
รัก? งั้นเหรอ?? 
 
 



ถ้าเป็นปกติผมจะอายม้วนยิ้มแก้มแตกไปแล้วแน่ๆ แต่ที่ผมทำตอนนี้คือแสยะยิ้มมุมปากและรู้สึกสะอิดสะเอียนกับคำพูดในข้อความนั่น


 
ผมต้องเสียใจสิ ต้องร้องไห้ ต้องเศร้า แต่ทำไมมันร้องไม่ออกบอกให้ฟังไม่ถูกเหมือนกัน ถามว่ายังรักเหมือนเดิมมั้ย กี่รอบๆผมก็จะตอบคำเดิมคือรักเหมือนเดิม ที่เพิ่มเข้ามาคือ ความระแวง 


ระแวงว่าที่เค้าพูดที่เค้าทำอยู่มี ความจริงใจ อยู่มั้ย ใช่ตัวตนของเค้าจริงๆใช่มั้ยที่รู้สึก หรือแค่แสดงแกล้งทำ แต่โกรธมากที่สุดก็คือตัวเอง ถึงแม้จะรู้อย่างนั้นก็ยังจะรักเค้าอยู่ เข้าใจความหมายของแบคฮยอนที่บอกแล้วว่าให้ค่อยๆรู้ไปทีล่ะเรื่อง นี่แค่เรื่องแรกนะ แล้วเรื่องต่อๆไปล่ะ จะเบาลงหรือร้ายแรงขึ้น แต่คงไม่มีอะไรไปกว่านี้แล้วล่ะมั้ง 







ในเมื่อผมเป็นคน เลือกให้ตัวเองมาอยู่ในจุดนี้เอง คงต้องยอมรับมันให้ได้
 
 
 
 





























---
 
 
 



















 
8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นผมยืนกอดกระเป๋ารออีกคนอยู่หน้าบ้านหลังจากล่ำลากับแม่แล้ว เสียงเรียกชื่อของผมดังขึ้นเรียกร้องความสนใจให้ผมเอี้ยวตัวไปมองตามเสียงนั้น
 




‘มินซอกอ่า..’



 
ผมจึงต้องเดินไปหาคนหน้าสวยเจ้าของเสียงเรียกยิ้มหวานทันทีที่เห็นผมอยู่ตรงหน้าแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูข้างคนขับให้ผมนั่ง
 




‘ป๊านั่งเครื่องไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว..’

 
ผมยิ้มอ่อนพยักหน้าเข้าใจพาตัวเองเข้าไปนั่งรัดเข็มขัดเรียบร้อยโดยมีคนขับตามมานั่งด้วยก่อนที่จะสาร์ทเครื่องเริ่มออกเดินทางสู่จุดมุ่งหมายของเราวันนี้
 
 


‘เรารู้รึเปล่าว่าสาขานี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านของพี่เราแค่5กิโลเอง พ่อบอกว่าตอนที่วางโครงการพวกชาวบ้านแถวนั้นโวยวายประท้วงกันใหญ่เลยเพราะกลัวจะมาบุกรุกพื้นที่ของพวกเค้า แต่ประท้วงกันไปมากลายเป็นว่าชาวบ้านที่นั่นกลายเป็นพนักงานของพ่อไปซะงั้น เงินนี่มีอำนาจกับทุกสิ่งจริงๆว่ามั้ย’
 




‘ดูตื่นเต้นจังเลยนะฮะ...’



 
‘แน่นอนสิ เดิมทีเกาะนั้นก็อากาศดีตลอดทั้งปีอยู่แล้วแถมยังเป็นเกาะส่วนตัวอีกต่างหาก คนก็ไม่ค่อยพลุกพล่านเพราะเปิดรับจำนวนคนเข้าพักแบบจำกัดเหมาะแก่การพักผ่อนพักฟื้นร่างกาย พี่เราโชคดีนะที่ได้อยู่กับสถานที่ดีๆแบบนี้’
 



‘นั่นสินะฮะ เค้าน่าจะเจอคนที่ดูแลเค้าได้เร็วๆ’



 
ผมล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าที่วางอยู่บนตักกดเข้าแอพพิเคชั่นไลน์ก่อนจะกรอกตัวอักษรลงไปส่งหาคนที่กำลังจะไปเจอในอีกไม่กี่ชั่วโมง เพราะตั้งแต่พี่เค้ามาเยี่ยมที่บ้านวันนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อเค้าอีกเลยเพราะมัวแต่ยุ่งจนไม่มีเวลา ไม่รู้ว่าอาการเป็นยังไงมั่งแล้ว


 
 

‘เป็นอะไรรึเปล่า วันนี้เราดูอึมครึมๆแปลกๆนะ’



 
‘เปล่าฮะ ก็แค่... คงหิว’ ผมบอกอีกคนเสียงแผ่วเพราะหิวตามที่พูดจริงๆก่อนออกมายังไม่ได้กินอะไรเลยเพราะคิดว่าไม่น่าจะหิวอีกอย่างก็ใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน


 
 
คนหน้าสวยวางมือลงบนหัวผมโยกไปมาก่อนจะเลื่อนลงมาประสานมือกับมือของผม
 



‘มันอันตรายนะฮะ..’
 



‘เดี๋ยวก็ถึงปั๊มแล้วน่า แปปเดียวเอง’
 

รอยยิ้มอ่อนโยนที่รู้ว่ามันเสแสร้งไม่ใช่ตัวเค้าแต่สมองกลับชินไปแล้วในภาพนั้นยิ้มเขินมุดหน้า ปุ๋ยลู่หานหว่านกับดักผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองพวงแก้มที่ขึ้นสีเข้มบ่งบอกอานุภาพของมันได้เป็นอย่างดี และสัมผัสอุ่นบนหลังมือที่ทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวอุ่นวาบขึ้นมีกำลังเดินหน้าใน แสดงละคร กับเค้าต่อไป 
 
 
 



'ปะ ไปหาอะไรกินกัน’
 




ผมเปิดประตูลงจากรถเดินตามคนตัวสูงกว่าเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อหาอะไรมารองท้องก่อนเพราะกะจะรอไปกินพร้อมกับอีกคนที่กำลังจะเดินทางไปหา




 
‘แน่ใจนะว่าจะไม่กินข้าว..’
 


คนเดินนำหน้าหยุดเดินแล้วหันหน้ามาถามผมทำให้ผมที่กำลังเหม่ออยู่หัวชนเข้ากับคางอีกคน
 




‘!!!’
 



'เจ็บรึเปล่า..พี่ขอโทษ’
 



‘ไม่เป็นไรฮะ..’

 
มือหนาที่ลูบหัวผมอย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวผมเจ็บกล่าวขอโทษ ใบหน้าที่ดูตกใจปนสำนึกผิด แยกไม่ออกว่าคือความรู้สึกจริงๆหรือทำไปตามสัญชาตญาณที่คงชินกับตัวตนใหม่ของตัวเองไปแล้ว 


 
ผมจับมือเค้าออกก่อนจะยิ้มตอบคำถามในตอนแรกของอีกฝ่ายที่เดินมาถึงฟู้ดคอร์ดพอดี
 
 


‘รอไปกินกับพี่ชิงดีกว่าฮะ..’



 
‘เอางั้นหรอ?’
 



'อื้ออ’
 



‘โอเค งั้นไปหาอะไรรองท้องก่อนละกัน’
 


หลังจากเลือกของและรออุ่นเสร็จเรียบร้อยเราทั้งสองคนก็ตรงกลับไปที่รถทันทีเพื่อเดินทางกันต่อ



 
‘เราจะเข้าห้องน้ำก่อนเปล่า?’ ผมสะบัดหัวส่ายหน้าเพราะปากยังคาไอติมอยู่ คนหน้าสวยส่ายหน้าอมยิ้มยื่นมือมายืดแก้มของผม
 



‘เด็กน้อยจริงๆ งั้นไปรอที่รถนะ พี่ขอเข้าห้องน้ำก่อน’


 
ผมพยักหน้ารับกุญแจจากอีกคนก่อนจะเดินไปตามทางที่รถจอดอยู่ เมื่อกดเปิดสัญญาณปลดล็อคผมก็จัดการวางของที่ซื้อมาและหาเอาอันที่อยากกินมากที่สุดออกมาจัดการก่อนเพื่อบรรเทาอาการหิวของตัวเอง
 
 
เสียงเตือนข้อความไลน์ของเจ้าของรถดังขึ้นผมเอี้ยวตัวกลับเข้ามามือหยิบเจ้าตัวที่ส่งเสียงดังอยู่มาดูโดยที่ไม่ต้องกดเข้าไปอ่าน หน้าจอแสดงชื่อบุคคลที่เรากำลังจะเดินทางไปหา
 
 




Yixing




 
 
‘ลู่.. เรื่องเรียนต่อที่เคยชวนอ่ะ เราขอรายละเอียดหน่อยได้มั้ย? โทรกลับด้วยนะ’
 
 
 
ดีจัง พวกพี่ๆจะได้อิสระกันแล้ว เห้อออ ~ อยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆจัง จะได้ทำอะไรโดยที่ไม่โดนว่าซะที แต่หมดห่วงเรื่องพี่ชิง เพราะมีพี่ลู่เป็นเพื่อนอย่างน้อยก็มีเพื่อนที่พอจะดูแลกันได้  



เดี๋ยวสิ?!? ทำไมไลน์หาพี่ลู่ก่อนล่ะไม่เห็นข้อความของผมหรอ? เสียงสัญญาณดังได้ไม่นานปลายสายก็กรอกเสียงเนือยๆตามแบบฉบับของเค้ารับสาย
 

 
‘ว่าไงมินนี่..’


 
‘ทำไมไม่ตอบไลน์ผมล่ะฮะ’


 
‘อ้าว? ไลน์อะไร เดี๋ยวพี่เช็คก่อนนะ’ เสียงคนในปลายสายกดโทรศัพท์เช็คเหมือนคำที่พูดก่อนจะตอบผมกลับมา
 



‘เอ่อ...พี่ขอโทษนะ คงเผลอลบตอนลบข้อความขยะทิ้งน่ะ..’
 



ข้อความขยะ? ข้อความของผมคงไม่มีความสำคัญพอที่จะสะดุดตาจนกลายเป็นข้อความขยะไป ออมม.. ไม่ชอบใจแปลกๆแฮะ 



ปกติไม่ใช่คนคิดมาก แต่ตอนนี้กลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องที่น่าจะเอามาเป็นเรื่องให้คิดได้







 
‘เราส่งมาว่าอะไรหรอ?’


 
‘อ๋อ ผมบอกว่าวันนี้ผมกับพี่ลู่จะไปเยี่ยมน่ะฮะ..’



 
‘เรื่องนั้นลู่เค้าบอกพี่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ ว่าแต่ถึงไหนกันแล้ว จะได้เตรียมเครื่องดื่มอาหารไว้ได้ทัน’
 



‘น่าจะอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงฮะ คิดถึงกับข้าวฝีมือคุณป้ากับพี่ชิงจะแย่ นี่ผมไม่ได้กินข้าวเช้าเพื่อรอกินฝีมือเชฟคนนี้คนเดียวเลยนาา..’



 
‘รู้สึกกดดันขึ้นมาแล้วสิเรา ไม่ได้เข้าครัวซะนานไม่รู้ฝีมือตกรึเปล่า’



 
‘ตกไม่ตกไม่รู้แต่ที่แน่ๆมีคนชิมเพิ่มมาด้วยละกัน เชฟพี่ชิงคงต้องรื้อตำราออกมาใช้แล้วล่ะงานนี้’
 



ผมพูดแล้วนึกขำกับท่าทางของคนในโทรศัพท์ที่ตอนนี้คงเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูกอยู่แน่ๆลืมเรื่องก่อนหน้านั้นไปหมดสิ้น



 
‘งั้นพี่ขอไปดูก่อนนะว่าจะทำอะไรดี ฝากบอกลู่ให้ขับรถระวังๆด้วย ไม่ต้องรีบ..’
 



‘ไม่ต้องทำเยอะนะฮะ เอาแบบธรรมดาๆก็ได้’
 



‘ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้มมั้ย’



 
‘.............’



 
‘พี่ล้อเล่น อ่อ ก่อนเข้ามาแวะตลาดซื้อเต้าหู้ให้พี่ด้วยนะ เมื่อเช้าไปมาก็ลืม’
 



‘รับทราบครับ!’



 
‘แล้วเจอกันนะ..’
 



‘ฮะ..’ ผมกดวางสายพอดีกับคนหน้าสวยเดินยิ้มหวานเปิดประตูเข้ามานั่งพอดี
 



‘ก่อนถึงเราแวะตลาดก่อนนะฮะ..’



 
‘หื้ม? จะซื้อของฝากหรอ??’
 



'เปล่าฮะ พี่ชิงเค้าฝากซื้อของนิดหน่อย’ ผมฉีกยิ้มให้คนข้างๆมือหนาวางลงบนหัวผมโยกไปมา
 




‘เรายิ้มแบบนี้บ่อยๆนะ พี่ชอบ



 
ผมหุบยิ้มก้มหน้ามองมือที่จับโทรศัพท์หมุนไปมาอยู่บนหน้าตัก
 



‘เวลาเขินก็ชอบ น่ารักดี...’
 



หึ..น่ารักงั้นดีหรอ? ตลกสิ้นดีล่ะสิไม่ว่า
 



‘พอได้แล้วฮะ...’



 
ผม ปั้นหน้า แสดงความเขินอายให้อีกฝ่ายที่ขยันหยอดคำหวานใส่ผมทั้งๆที่ไม่ใช่ตัวเอง คงเหนื่อยน่าดูที่ต้องมาอดทนทำอะไรที่ฝืนใจไม่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้
 



'เราก็หยุดน่ารักสิ แต่ถึงเราไม่ทำอะไรก็น่ารักสำหรับพี่อยู่ดี มินซอกน่ารักๆๆๆ ตัวน่ารัก’



 
เง้อออ ~ ปุ๋ยลู่หานนี่ขยันหว่านจริงๆ ผมยกมือขึ้นตีคนข้างๆเบาๆโทษฐานที่ทำให้เกือบหลงในคำพูดชวนจั้กจี้หัวใจนั่น 
 




 
การถือไผ่เหนือกว่า ทำให้เรามองเห็นอะไรๆได้ชัดเจนขึ้น เลือกการเดินเกมได้หลายวิธีพร้อมกับการแก้เกมจากอีกฝ่ายและโอกาสชนะมีมากกว่าผู้เล่นคนอื่นๆ 





บางทีผมควรคุยกับเค้าไปตรงๆเลยจะดีกว่ามั้ย เพราะดูเหมือนยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆอยู่แบบนี้คนที่เป็นเดือดเป็นร้อนคับแน่นอยู่ในอกก็มีแต่คนที่เดินเกมได้เร็วอย่างผม 
 

ผมกลัว กลัวความจริง กลัวว่าถ้าพูดออกไปเราจะไม่เหมือนเดิมแม้จะเตรียมใจไว้ตั้งแต่วันนั้นแล้วก็ตาม
 
 



‘พี่ลู่...?’



 
‘ครับ’
 



‘เรามาแชร์เรื่องรักครั้งแรกกัน’
 



‘อยากรู้อะไรห้ะเรา’
 



‘นะ..’
 



‘ครับๆ เราบอกก่อนสิ’




 
'ผมเคยแอบชอบรุ่นน้องคนนึง..’



 
‘อ่าว!? นึกว่าพี่จะเป็นรักแรกของเราซะอีก แอบเสียใจนะเนี่ย‘



 
‘...เราเกือบจะได้คบกัน แต่เพราะความโลเลสองจิตสองใจของผมในวันนั้น..ทำให้วันนี้ผมต้องเสียเค้าไป..’
 




‘.......’
 




‘คราวนี้ตาพี่ลู่แล้ว บอกมาฮะ’



 
'พี่ก็เคยรักคนๆนึงมากเหมือนกัน มากจนวาดฝันอนาคตของเราสองคนที่อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า พี่ทุ่มเททุกอย่างให้เค้า อะไรก็ตามขอแค่เค้าพอใจ มีความสุขพี่ทำให้ได้หมด ที่พี่เป็นพี่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะเค้า’



 

ที่ผมเป็นผมได้ก็เพราะพี่เหมือนกัน
 




'ดูท่าทางพี่จะรักคนๆนั้นมากเลยนะฮะ’
 



‘อื้ม แม้มันจะจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ทุกวันนี้เราก็ยังไปมาหาสู่คอยดูแลซึ่งกันและกันอยู่’
 



‘น่าอิจฉาจัง’
 



‘ฮั่นแน่ ~ จับได้แล้ว หึงพี่ล่ะสิ’



 
‘เปล่าฮะ แค่คิดว่าถ้าผมทำได้อย่างพี่สองคนบ้างก็คงจะดี’



 
‘บางทีมันอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิดก็ได้นะ’



 
‘ผมยังมีเรื่องที่ไม่ได้บอกเค้า...’

 


‘พี่เชื่อว่าซักวันเราจะได้เจอกันแน่นอน อย่าไปคิดมากเลย’



 
ผมพยักหน้าพยายามกรอกตาเพื่อไม่ให้น้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ไหลออกมาเมื่อพูดถึงคนๆนั้น คนที่ผมรู้สึกดีไปพร้อมๆกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆนี้ 







และคนที่สามก็ก้าวเข้ามาทำให้ผมตัดสินใจเลือกได้
 
 




‘ผมขอถามอะไรอย่างนึงได้มั้ย’



 
‘คำถามยากมั้ย?’ ผมมองโชเฟอร์รถที่หันมายิ้มสวยก่อนจะหันกลับไปมองท้องถนนข้างหน้าตามเดิม
 



‘พี่รู้คำตอบอยู่แล้วฮะ ขึ้นอยู่กับว่าอยากตอบผมรึเปล่า’
 




‘ว่ามาสิครับ’
 
 


 
คนๆนั้น เค้า...เป็นใครหรอฮะ’
 
 
 


คนที่ได้ฟังคำถามนิ่งไปสักพักก่อนที่ผมจะพูดอีกประโยคถัดมา

 




‘ความจริงผมจะถามแบคก็ได้ เพราะพี่บอกเองว่าแบคก็รู้ แต่อยากฟังจากพี่ปากมากกว่า’




เค้าเคยจะบอกผมมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ผมใจยังไม่กล้าพอที่จะฟังเพราะเข้าใจความรู้สึกของเค้าเองด้วย อีกทั้งไม่อยากขุดขุ้ยเรื่องที่จบไปแล้ว จนมาถึงตอนนี้ ผมควรจะรู้ได้แล้วว่าคนๆนั้นเป็นใครกัน ใช่จองฮันคนที่เคยบังเอิญเจอที่โรงหนังนั่นรึเปล่า


 
เค้าบอกว่าเป็นคนที่ผมรู้จักดี? ในชีวิตที่ไม่ค่อยได้สุงสิงกับใครคนที่ผมรู้จักถึงขั้นเรียกว่ารู้จักดีก็มีแค่ไม่กี่คนหรอก และคนๆนี้แหละที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผมได้มานั่งอยู่ข้างๆเค้าด้วย




 
‘..ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากตอบเรานะ แต่ขอให้พี่คุยกับเค้าก่อนเผื่อเค้าอยากจะพูดกับเราด้วยตัวเอง โอเคมั้ย?’
 



'ก็ได้ฮะ..'
 



‘อย่าทำหน้าหงอยอย่างนั้นสิ ดูไม่เป็นคิมมินซอกคนขี้อายเลย’
 



ผมฝืนยิ้มให้อีกคนหลังจากนั้นเราก็ต่างคนต่างเงียบจนรถเลี้ยวเข้าไปในตลาดก่อนจะถึงที่หมายที่เรากำลังจะไป ผมขยี้ตางัวเงียเพราะไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหนรู้สึกตัวเพราะเสียงปิดประตูรถของคนที่มาด้วยกัน
 



 
‘อ่า โทษทีที่ทำให้ตื่นนะ..’
 



'ซื้อของมาแล้วหรอฮะ’
 



‘ครับ..เราจะลงไปเข้าห้องน้ำก่อนมั้ย?’
 



‘ไม่ดีกว่าฮะ อยากเจอพี่ชิงเร็วๆ’
 



‘โอเคครับ งั้นไปกัน’

 
จากตลาดต่อเรือเพื่อเข้าไปในเกาะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านของพี่ชิงแล้ว ถึงแม้ที่นี่จะเป็นเกาะขนาดเล็กและอยู่ห่างจากตัวเมืองแต่ที่นี่ก็เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่ทำรายได้ได้เป็นอย่างดีให้กับนักลงทุน เพราะเป็นสถานที่ที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ความสงบไม่วุ่นวายเหมาะแก่การหนีชีวิตที่ยุ่งเหยิงในเมืองมาหลบพักได้ ซึ่งพี่ชิงก็อยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด
 




'เฮ้อออ ~ จะมากี่ครั้งๆกลิ่นบรรยากาศของที่นี่ก็ยังสดชื่นอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย’
 

ผมมองคนที่เปิดประตูออกมากางแขนทั้งสองข้างสูดหายใจลึกกับบรรยากาศยามสายแก่ๆที่กำลังดีพร้อมกับลมทะเลและต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นเขียวชะอุ่มอยู่รอบๆเกาะ
 
 




‘มินซอกลูก...!’
 





เสียงเรียกชื่อของผมที่ดังแว่วๆมากับสายลมจากหญิง(?)วัยกลางคนที่โบกมือให้ผมอยู่ ข้างๆกันนั้นมีผู้ชายตัวขาวซีดยืนส่งยิ้มแก้มบุ๋มให้แม้จะมองไม่ชัดแต่ลักยิ้มทั้งสองข้างแก้มนั่นต้องบุ๋มลึกอยู่แน่ๆ



 
ผมรีบวิ่งไปหาสองคนข้างหน้าลืมคนที่มาด้วยข้างหลังทันที



 
'มินนี่ อย่าวิ่ง..เดี๋ยวได้ล้มคะมำเจ็บตัวหรอก’



 
เสียงแว่วๆจากพี่ชายตัวขาวซีดร้องเตือนผมพร้อมกับเสียงหัวเราะของคนข้างหลังที่คงกำลังเดินตามผมมาอยู่ ผมโผเข้ากอดคนที่คิดถึงเต็มรักแรงกระแทกทำให้คนที่ยังไม่หายป่วยดีนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าปกติตามเดิม



 
‘คิดถึงจะแย่ วันนั้นที่บ้านก็ไม่ได้กอด แล้วนี่..หายดีรึยังฮะ แต่...พี่ชิงดู..อ้วนขึ้นจากที่เจอกันครั้งที่แล้วนะ’



 
‘จะไม่ให้อ้วนได้ไงก็ป้าเราขุนพี่ซะเช้าสายเที่ยงบ่ายเย็นดึกแทบทุกวัน’สองแม่ลูกส่งสายตาต่อสู้กันจนคนมองอย่างผมแอบขำกับภาพน่ารักๆที่เห็นไม่ได้



 
‘แต่ก็ดูดีกว่าแต่ก่อนใช่มั้ยล่ะ ดูไม่รู้ว่าเลยว่าเป็นคนป่วยขี้โรค’
 



‘แม่!!’
 



‘คุณป้าสวัสดีครับ นี่ของฝากจากม๊าครับ’



 
‘โอ๊ย..ไม่เห็นต้องลำบากเลยลูก คนกันเองทั้งนั้น ไปๆเข้าบ้าน ป้าจัดโต๊ะเตรียมของอร่อยๆไว้เพียบเลย มีของโปรดของหนูด้วยนะมินนี่’


 
คนพูดยื่นมือไปรับของจากคนที่ส่งให้ก่อนจะเดินควงแขนนำหน้าหลานกับลูกชายของตัวเองไป ผมหันไปหัวเราะกับคนข้างๆโดยอัตโนมัติ ขาที่ก้าวเข้าไปใกล้อีกคนแล้วใช้แขนคล้องกับอีกฝ่ายตามคู่ข้างหน้าแล้วเดินตามหลังไป
 



‘พี่ชิง อาการเป็นยังไงบ้างแล้วฮะ’



 
‘ก็ดีขึ้นมากแล้วล่ะ ว่าแต่เราเถอะ ไปถึงไหนแล้ว’



 
‘ก็ไม่ถึงไหนหรอกฮะ มีห่างๆกันช่วงนึงเพราะต่างคนต่างยุ่งในการสอบ..’



 
‘เผลอแปปเดียวก็จะปิดเทอมอีกแล้วสินะ เดี๋ยวพี่คนดีของเราก็ไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว น้องมินของพี่จะทำยังไงงง’
 



‘ไม่ต้องมาล้อผมเลย แล้วตัวเองล่ะ คิดไว้รึยังว่าไปเรียนต่อที่ไหน’ ผมถามคนข้างๆย้ำอีกครั้งเพราะแอบรู้มาก่อนแล้วว่าเค้าจะไปเรียนที่เดียวกันกับอีกคน
 



‘ก็ดูๆไว้อยู่หลายที่ แต่ลู่เค้าก็ชวนๆให้ไปด้วยกัน พี่เองก็ยังไม่ได้คุยรายละเอียดอะไร วันนี้มาพอดีนี่แหละจะได้คุยให้เป็นเรื่องเป็นราว อีกอย่างพ่อกับแม่ก็ยังไม่อยากให้พี่ออกไปไหนไกลหูไกลตาพวกท่าน แอบเสียดาย อยากไปต่อต่างประเทศ
 



‘อ่าา ไกลเกินจริงๆ กะพี่ลู่อ่ะดีแล้วฮะ เดี๋ยวผมจะช่วยพูดให้อีกแรง’



 
‘จะดีหรอ พี่เองก็ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลยว่าจะไปมั้ย’



 
‘อย่างน้อยพี่ลู่ ลุงกับป้าก็รู้จักนะฮะ ผมเชื่อว่าเค้าจะต้องดูแลพี่ชิงได้แน่นอนอยู่แล้ว’
 



‘เอ่อ..พี่ว่ามันจะดูไม่เหมาะมากกว่านะ เพราะลู่เองก็เป็นแฟนของมินซอก..’



 
‘ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ฮะ พี่สองคนก็เป็นเพื่อนกัน จะได้สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย’



 
‘ก็จริง แต่ว่า...’



 
‘ไม่มีแต่แล้วฮะ คุณป้าต้องเห็นด้วยกับผมแน่นอน ว่าแต่..เรารีบเดินดีกว่านะฮะ ผมหิวแทบจะกำทรายมากินอยู่แล้ว’




 
‘อื้ม’
 
 
 









 
 
 
 
 
 
หลังที่กินข้าวเช้าในช่วงสายๆเกือบจะเป็นข้าวเที่ยงแบบหิวโซพร้อมกับซัดจนไม่เหลือซักอย่างเพราะฝีมือของทั้งสองเชฟที่ยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมแล้วผมก็เผลอพักสายตาลึกไปหน่อยเข้าคอนเซปหนังท้องตึงหนังตาหย่อน รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพระอาทิตย์ก็กำลังจะลับขอบฟ้าไปซะแล้ว ผมลุกขึ้นจากเตียงที่นอนอยู่เดินไปล้างหน้าล้างตาก่อนจะลงไปข้างล่างเจอกับคุณป้าที่นั่งปอกผลไม้อยู่




 
‘พี่ชิงกับพี่ลู่ล่ะฮะ?’




 
‘อ๋อ ออกไปเดินเล่นตรงชายหาดนู้นแน่ะ เรารับตามไปสิ พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี สวยนะ ป้าว่าโรแมนติกดี’
 



‘ฮะ’ 



ฟังคำจากอีกคนเสร็จผมก็รีบวิ่งจ้ำอ้าวออกไปทันทีเพราะกลัวไม่ทันแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ติดตัวไปด้วยเผื่อบันทึกความทรงจำไว้เก็บดู แต่เพราะชายหาดที่กว้างแม้จะอยู่ในพื้นที่ที่เกาะมีขนาดนั้นเล็กนี่ก็ไม่ได้ทำให้ผมหาคนสองคนนั้นเจอเลย ประกอบกับนักท่องเที่ยวแถวๆนั้นที่เดินสวนกับไปมายิ่งทำให้การบรรลุเป้าหมายของผมเป็นไปได้ยากขึ้นอีก



 
และเพราะความเหนื่อยจากการวิ่งตามหาคนสองคนฉันผมจึงเลือกนั่งพักใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ลมหายใจหอบถี่ที่บอกสภาพของร่างกายที่เหนื่อยล้า หมดพลังงานนั่งเอาหลังพิงแนบชิดกับต้นไม้ใหญ่หลับตาพริ้มปรับลมหายใจของตัวเองให้เป็นปกติ ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองดูแสงสีส้มเหมือนเปลวเพลิงของไฟตรงหน้าที่สว่างลุกลามไปทั่วท้องฟ้าชวนให้รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาแต่กลับกันมีเพียงลมเย็นที่พัดเอื่อยๆพร้อมกับอุณหภูมิของอากาศที่ต่ำลงเป็นสัญญาณเตือนของเวลาการเปลี่ยนกะเข้างานของพระอาทิตย์และพระจันทร์
 



แชะ แชะ แชะ




เสียงกดมือถือในแอพพริเคชั่นcameraยังคงดังต่อเนื่องพร้อมกับฉากหลังที่เปลี่ยนไปตามเวลา





ผมนั่งรับลมที่เย็นชวนให้ขนลุกอยู่ตรงนั้นคิดอะไรเรื่อยเปื่อยนึกขึ้นได้อีกทีท้องฟ้าสีเพลิงนั่นก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทซะแล้ว แสงสว่างจากไฟทุกดวงในบริเวณนั้นถูกเปิดให้สว่างท่ามกลางความมืดมิด ผมส่งยิ้มให้พระจันทร์ที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งส่องแสงเหลืองนวลสบายตาให้คนที่พบเห็นได้มองว่าในความมืดมิดที่ดูน่ากลัวนี้ยังมีพระจันทร์ที่ยังส่องแสงเป็นเพื่อนอยู่ หลายคนอาจจจะกลัวความมืดที่มองไม่เห็นอะไรเลยแต่ก็ยังมีหลายคนที่อาจจะกำลังมีช่วงเวลาที่โรแมนติกกับความมืดนี้เช่นกัน ผมอมยิ้มให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาอีกคนเพื่อ รายงาน ความคืบหน้าของสถานการณ์ในตอนนี้ใน เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากพี่ชายตัวสูงอีกคน
 
 
 







อู๋ อี้ ฝาน










 
‘ว่าไงครับ..’
 



‘ดูเหมือนว่าเค้าจะกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง น่าจะช่วง2-3อาทิตย์ที่ผ่านมา’



 
‘อืม..พี่ก็พอจะรู้อยู่บ้าง แล้วเรา...’
 




‘...โอเครึเปล่า?’
 




‘ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าเค้าคงไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับผม’




 
‘...ขอโทษนะ พี่คิดว่าการที่เราสองคนได้ใกล้ชิดกันจะทำให้มันเปลี่ยนใจได้’
 




‘ไม่เป็นไรฮะ ผมต่างหากที่ต้องขอโทษที่ทำให้พี่ต้องแพ้ในเกมส์นี้...’
 
 
 
 
 '...รอดูต่อไป เชื่อพี่เถอะ'





'ฮะ'
 
 

















---



















‘ไหนบอกจะคุยเรื่องเรียนต่อไง..’



 
‘ออ ลืมเลย..มินนี่เค้า อยากให้เราไปเรียนกับลู่นะ’



 
สายลมเย็นหลังจากพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปพัดเอากลิ่นอายของทะเลมาพร้อมกับความเย็นที่ชวนให้รู้สึกเหมือนจะไม่สบายไข้ขึ้น เสียงคนสองคนที่หยุดยืนมองท้องทะเลสีดำมืดข้างหน้าคุยกันเรื่องที่พึ่งนึกขึ้นได้หลังจากออกมาเดินเล่นในช่วงหัวค่ำเพลินจนเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้
 


 
‘ก็ดีแล้วนี่’




 
‘เราก็อยากทำอย่างนั้น แต่...’




 
‘วันนี้มินซอกก็ถาม’
 




‘....เรื่องนาย’
 





‘........’
 





‘แล้วลู่พูดอะไรออกไปรึยัง?’
 





‘ยัง...’


 
เสียงพ่นลมหายใจจากคนที่รอฟังคำพูดของคนข้างๆโล่งใจที่อีกฝ่ายยังไม่เผลอทำอะไรออกไปก่อนเพราะยังไม่พร้อม
 



‘รอมาถามนายก่อน เผื่ออยากบอกด้วยตัวเอง’
 




‘เรา...กลัว...’


 
‘....กลัวน้องจะโกรธ จะเกลียดเรา’ แววตาและสีหน้าของคนพูดแสดงออกชัดเจนว่าหากอีกคนรู้เรื่องที่เค้าพยายามปิดบังไว้รู้เข้าจะพลอยโกรธเกลียดตัวเอง สองแขนที่ยกขึ้นกอดอกดูสั่นเพราะความกลัวประกอบกับอากาศที่เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ


 
 
‘มินซอกเป็นเด็กฉลาดนะ ฉันคิดว่าน้องอาจจะรู้เรื่องแล้วก็ได้..แต่คงอยากให้นายบอกเองมากกว่า’
 




'ลู่...ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรอ?’





 
‘จะให้ฉันรู้สึกอะไรล่ะ แค่ทำตามที่นายขออย่างดีที่สุด’




 
น้ำเสียงประชดประชันจากคู่สนทนาแววตาแข็งกร้าวหันไปส่งยิ้มเยาะให้กับอีกคนข้างๆก่อนจะมองไปยังท้องทะเลตามเดิม สองมือที่ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตัวเองกำแน่นข่มอารมณ์ที่กำลังจะเริ่มปะทุในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา
 



 
‘ทำไมลู่พูดแบบนี้ล่ะ..’




 
‘ฟังนะจางอี้ชิง ถ้าไม่อยากมานั่งทุกข์ ลำบากใจอยู่อย่างนี้ก็รีบไปสารภาพซะก่อนที่เรื่องมันเลยเถิดไปมากกว่านี้’



 
‘ลู่หาน...’
 




'...นายยังรักฉันอยู่ใช่มั้ย?'




 
‘ที่ทำอยู่ทุกวันนี้นี่ยังพิสูจน์ไม่พออีกหรอ?’




 
‘งั้นเราขออะไรอีกอย่างได้มั้ย?’




 
‘...อย่ารักเราอีกเลยนะ’ 



คนพูดเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มที่ปรากฎอยู่บนใบหน้าดูขัดกับแววตาที่แสนเศร้าสร้อยและเจ็บปวด





 
‘เรายังรู้สึกดีกับลู่เหมือนเดิม..แต่มันเป็นความรู้สึกดี ที่ไม่ใช่ความรัก’
 




'..........'




 
‘น้องของเราเป็นเด็กดี น่ารัก เราจะดีใจมากถ้าลู่จะรักและดูแลน้องของเราต่อไป’
 




‘ถึงนายไม่บอกฉันก็รักก็เอ็นดูมินซอกเหมือนน้องชายคนหนึ่งอยู่แล้ว’
 




‘เรารู้ว่าลู่รู้ว่าเราหมายถึงอะไร’




 
‘แต่ดูเหมือนนายจะไม่รู้ว่าคำว่าพี่น้องมันหมายถึงอะไร’




 
‘ลู่หาน...ปล่อยเราไปเถอะนะ’
 



‘แล้วสิ่งที่ฉันทำไปทั้งหมดตามที่นายเคยขอนั่นล่ะ...นี่น่ะหรอคือผลตอบแทน’


น้ำเสียงที่เริ่มปะทุตามอารมณ์ของอีกคนทำให้คนที่ยืนกอดอกตัวเองอยู่หันหน้าเพื่อไปตอบประโยคของคนถาม




 
‘เราไม่ได้เป็นจางอี้ชิงที่นายเคยเห็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว นายก็เห็นๆอยู่นี่ว่าสภาพเรามันเป็นยังไง’
 



‘นายไม่รู้หรอกว่าเราต้องเจอต้องผ่านกับอะไรมาบ้าง..’








 
‘เราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เข้าใจมั้ยว่าเราไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว!! ขอร้องล่ะนะ ให้เราก้มลงกราบนายก็ได้ อย่ารักเราอีกเลย เลิกมาหา  เลิกติดต่อ เลิกมาวุ่นวายกับเรา นะ นะ เราขอร้อง..’
 






'.........'





ร่างบางขาวซีดปล่อยน้ำตาไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง พร้อมกับคำพูดร้ายกาจที่ส่งให้กับอีกคน แววตาแข็งกร้าวในตอนแรกเปลี่ยนเป็นขอร้องอ้อนวอนในประโยคของตัวเองอย่างน่าสงสาร
 




'ทำไม..'




 
‘ทำไมฉันต้องเลิกยุ่งกับนาย..’




 
‘อย่าถามอะไรเราเลยนะ เรื่องมันใกล้จะจบแล้ว รอให้ถึงวันนั้นเราจะไปบอกทุกอย่างกับลู่เอง นะ นะ..’
 




‘..ถ้าลู่อยากช่วยเราจริงๆก็ทำตามที่เราขอนะ’




 
สองมือที่จับแขนกับอีกฝ่ายเขย่าอ้อนวอนขอร้อง ใบหน้าเนียนขาวซีดเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา รอยยิ้มที่เศร้าสร้อยหวังให้อีกคนเห็นใจและยอมทำตามที่ตนขอร้อง
 





‘หึ..นายเห็นฉันเป็นตัวอะไรอี้ชิง คิดว่าฉันโง่มากใช่มั้ยที่จะสั่งให้ทำอะไรก็สั่ง นายมันก็ดีแต่เอาคำโง่ๆที่เรียกว่ารักมาหลอกใช้ฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และฉันมันก็โง่ยอมทำตามทุกที’






 
‘..........’





 
‘..ไม่ได้ต่างจากที่ผ่านๆมา คำพูดสวยหรูที่สรรหามาพูดให้ตัวเองดูดีสุดท้ายนายมันก็แค่คนเห็นแก่ตัวที่รักแต่ตัวเอง!!’
 






‘..........’







 
‘ฉันจะไม่ยุ่งกับนายแล้วก็ได้..ยังไงซะนายก็ส่งตัวแทนมาให้แล้วนี่..’
 




'ยะ อย่าทำอะไรในมินซอกนะ ลู่..นายอย่าทำอะไรมินซอกนะ’
 



ท่าทีและคำพูดที่เปลี่ยนไปอีกคนทำให้คนที่นิ่งเงียบอยู่เขย่าแขนอีกฝ่ายรัว สีหน้าที่หวาดกลัว แววตาที่สั่นระริกกับประโยคของคนเคยรักหลุดการเป็นตัวของตัวเอง อารมณ์และอาการที่เริ่มจะหายดีถูกกระตุ้นปลุกขึ้นมาอีกครั้ง







 
‘รอดูผลงานชิ้นใหม่ของฉันแล้วกัน..’
 





เสียงกรีดร้องจากคนที่ได้ฟังคำพูดของคู่สนทนาดังขึ้นก่อนที่สติของเค้าจะดับวูบลงไปโดยมีพื้นทรายบนชายหาดสีขาวสะอาดรองรับก่อนที่อีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆกันจะถลาไปประคองร่างบางที่แน่นิ่งนั้นขึ้นเรียกชื่ออีกคนที่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาจนต้องพาร่างขาวซีดนั้นไปส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด
 
 
 
 
 















 
และที่ผมเดาไว้ก็ไม่ผิด ผมได้ยินทุกคำทุกประโยคของทั้งสองคนหลังจากที่วางโทรศัพท์จากอีกคนแล้วเดินทอดน่องเพื่อจะกลับเข้าบ้าน และบังเอิญเจอกับสองคนที่ตามหาอยู่





อี้ชิงคือคนๆนั้น
 
 



คนที่เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวความรักที่น่าเศร้าของพวกเรา





เกมส์ที่ตัวละครเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 
 
 
 

ผมกำโทรศัพท์ในมือแน่นแสยะยิ้มมุมปากให้ตัวเองก่อนจะกดโทรไปในเบอร์ที่พึ่งโทรออกไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้





'ทำไมพี่ไม่บอกผมว่าคนๆนั้นคือพี่ชิง..'




'เสียใจรึเปล่า?'




'บอกผมมาดีกว่าว่าจะให้ผมทำยังไงต่อไป'




'เราตอบพี่มาก่อนสิ ว่าจะเลือก ลู่หาน หรือ อี้ชิง'



ใจที่มันถลำลึกไปแล้วก็ยากที่จะถอนออกมา เหมือนกันกับเกมส์ที่ลองได้เล่นแล้วจะหยุดก็ต่อเมื่อได้รับชัยชนะเท่านั้น




ขอโทษนะพี่ชิง ผมขอเห็นแก่ตัวแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว







'...ลู่หาน'















 
---
 
 
 












 
 
‘พี่รู้ว่าเรารู้สึกยังไงกับไอ้ลู่..’





 
‘...นอกจากเราจะได้ใกล้ชิดมันอย่างที่ต้องการแล้วยังได้ช่วยมันให้ออกห่างจากคนนิสัยไม่ดีด้วยไง ส่วนเรื่องข้อตกลงระหว่างมันกับพี่ก็เป็นตัวช่วยอีกแรงที่จะทำให้เราได้รักกับมันเร็วขึ้น 





**(เรื่องข้อตกลงของฟานหานคือ หานต้องทำให้น้องรักโดยที่หานไม่ต้องรักตอบก็ได้ อันนี้หานจะชนะ แต่ถ้าหานทำให้น้องรักแล้วรักน้องตอบด้วยอันนี้ฝานจะชนะซึ่งฝานเองก็ยินดีถ้าสองคนรักกันขึ้นมาจริงๆโดยที่เจ้าตัวไม่ต้องการชัยชนะและจะไม่ได้อะไรเลย(?)จากข้อตกลงนี้)





 
...พี่ขอโทษที่เอาความรู้สึกของเรามาเล่นอะไรพิเรนทร์ๆอย่างนี้ แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ที่พี่ยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เราฟังก็เพราะพี่มองไม่เห็นใครแล้วจริงๆ เรายังไม่เห็นสภาพของมันใช่มั้ย? พี่ไม่ได้อยู่ด้วยพี่ทำอะไรไม่ได้นอกจากพูดให้กำลังใจ...’
 




‘แล้วผมต้องทำยังไงบ้างฮะ..’ 




 
‘ทำตัวปกติของเราที่เป็นอยู่นี่แหละ เดี๋ยวมันจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเราเองจากนั้นก็เล่นไปตามน้ำ เราแค่ทำยังไงก็ได้ให้มันเลิกคิดเลิกติดต่อกับคนๆนั้น..’
 




‘ผมจะทำได้หรอฮะ?’
 




‘อย่าดูถูกความรักของตัวเองสิ พี่เชื่อว่าเราต้องทำได้’
 
 



 
เพราะความรักที่มีต่ออีกคนนั้นมากมายเหลือเกินทำให้ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับเค้าโดยที่ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะส่งผลยังไงและกับใครในอนาคต  






ขอแค่ปัจจุบันผมมีเค้าอยู่ข้างๆก็เพียงพอแล้ว
 
 
 
 
 


 
 
 
และผมก็เป็นหมากอีกตัวที่ลงเล่นในเกมส์ๆนี้ เกมส์ที่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่ามันจะจบลงในรูปแบบไหน 






เพราะจุดเริ่มต้นที่แท้จริงกำลังจะเกิดหลังจากนี้ต่างหาก
 





ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน เพราะคำๆนี้คำเดียวทำให้ผมรู้ว่าทำไมคนๆนึงถึงต้องยอมทำอะไรตั้งมากมายเพื่อแลกกับมันได้ขนาดนี้ ซึ่งผมเองก็กำลังทำอยู่เช่นกัน
 
 



คณิตศาสตร์ เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ทุกวิชามีสมการแก้เพื่อให้ได้คำตอบเสมอทุกโจทย์ทุกปัญหาก็มีคำตอบภายในตัวของมันอยู่แล้วเช่นกัน แต่กว่าจะแก้ได้ต้องผ่านอะไรมากมายกว่าจะได้คำตอบของคำถามนั้น ทั้งบวก ลบ คูณ หาร ตัวแปร สแควร์รูท ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วคำตอบนั้นจะหาค่าหาความหมายไม่ได้ก็ตาม
 
 




ความรักก็เช่นกัน...
 
 
 
 



















































































(:

















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #28 Jakkaran55 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 03:05
    มินซอกเลือกลู่เพราะรักรึแก้แค้นกันแน่
    #28
    0
  2. #27 ซอกน้อย_หอยสังข์ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 19:47
    ทำไมต้องใจร้ายกับซอกด้วยล่ะ
    #27
    0