It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 12 : 1 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 87
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ก.ค. 60







12












YiXing Part 



Vancouver, Canada 




1 เดือนที่เหมือนอยู่ในนรก

ลู่หาน ผู้ชายคนแรกที่สอนผมให้รู้จักกับคำว่ารัก แต่เป็นผมเองคนเดียวที่ตัดสินใจจบเรื่องระหว่างเรา เพราะอีกคนถเป็นคนที่ผมรักมากเช่นกัน







คิมมินซอก..






ไม่ใช่ว่าผมไม่รักลู่หาน ผมรักเค้า แต่รักน้องมากกว่า อะไรที่ทำให้น้องมีความสุข อะไรที่ทำให้น้องยิ้ม หัวเราะได้ ผมในฐานะพี่ (แม้จะไม่ใช่พี่น้องที่เกิดจากแม่เดียวกัน) ยอมเสียสละให้เค้าได้ทุกอย่าง






อี้ฝาน ผู้ชายคนแรกและคงเป็นคนสุดท้ายที่ทำให้ผมรู้ว่านิยามความรักทั้งจากประสบการณ์ตัวเองหรือเคยเห็นเคยอ่าน ไม่ว่าจะจากที่ไหน ข้อดี ข้อเสีย ความสุข ความเศร้า บทลงโทษ พิษสงที่เกิดจากคำๆนี้ว่ามันเป็นยังไงได้อย่างแจ่มแจ้ง






แม้ว่าผมจะทำอะไรๆหลายอย่างเป็น ครั้งแรก กับลู่หานทั้งตอนเป็นเพื่อนหรือตอนที่คบกันเป็นคนรักแต่ ครั้งแรก ที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นและผมหวังว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่เหลืออยู่ของผม



ในคืนวันที่ผมสารภาพความรู้สึกที่มีต่อคนแปลกหน้าในต่างถิ่นในระยะที่รู้จักกันได้เพียงไม่นานนั้น คุณคิดว่าคำตอบของอีกฝ่ายคืออะไร? คุณคาดหวังกับมันมากน้อยแค่ไหนถ้าอีกฝ่ายตอบหรือปฏิเสธหลังจากนั้นคุณจะทำอะไรต่อไป




แผ่นหลังที่แนบลงกับเตียงนุ่มหลังจากเมื่อไม่กี่นาทีเรายังอยู่กันข้างล่างนั่นเป็นสัญญาณที่เตือนสติให้ผมกลับมาอยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่แต่เพราะร่างกายที่โดนคนตัวใหญ่กว่าแนบชิด แขนทั้งสองข้างก็จับไว้ด้วยมือหนาเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างจับคางของผมบังคับไม่ให้หันหน้าหนี ริมฝีปากอุ่นยังคงทำหน้าที่ได้ดีโดยที่ผมขัดขืนอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้จะหยุดอีกฝ่ายยังไงและก่อนที่ผมจะหมดลมหายใจตายเพราะขาดอากาศเค้าก็ผละออกเปลี่ยนมาซุกไซร้ตรงซอกคอผมแทน มือซนที่จับคางผมอยู่เลื่อนลงมาสอดเข้าไปในเสื้อของผม ทันทีที่ผิวรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมอะไรบางอย่างที่กำลังสัมผัสอยู่ปากผมร้องเรียกชื่อของคนที่กำลังจะบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของผมขึ้นอัตโนมัติด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือเพราะความกลัว





‘อยากได้คำตอบไม่ใช่หรอ? นี่ไงครับ พี่กำลังตอบเราอยู่..’






รอยยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับคำพูดที่ผมเฝ้ารอจากตอนที่บอกความรู้สึกของตัวเองออกไปพูดขึ้น จุมพิตบนหน้าผากไล่ลงมาที่ตา แก้มและจมูกก่อนจะหยุดแล้วมองหน้าผมที่อยู่ใต้ร่างของเค้า



‘เราจะไม่ฟังคำตอบจากพี่หรอ?’




‘ฟะ..ฟังครับ แต่เรา...นั่งคุยกันดีๆดีกว่านะครับ’




‘อี้ชิงรู้มั้ยครับว่าเรื่องบางเรื่องการกระทำมันก็ให้ความหมายลึกซึ้งมากกว่าคำพูดนะ’





ประโยคที่ฟังดูคุ้นหูทำให้ผมนึกถึงหน้าอีกคนขึ้นมา 




ลู่หาน เค้าชอบพูดประโยคนี้เสมอ การกระทำสำคัญกว่าคำพูด





‘แต่...’





‘ถ้าเราไม่อยากฟังก็ไม่เป็นไรครับ พี่ไม่มีสิทธิไปบังคับเราอยู่แล้ว’  





‘คือ.. เอ่อ...’

เพราะอีกคนนิ่งไปผมจึงทำอะไรไม่ถูก ใจหนึ่งก็ไม่รู้ก็ได้เพราะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แค่ได้บอกความรู้สึกของตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้ก็พอแล้ว แต่อีกใจหนึ่งก็แอบหวังเล็กๆอยากรู้เหมือนกัน ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายพอๆกับหัวใจที่ทำงานหนักไม่ต่างกัน




‘ผม..ผม..ไม่...’





‘..ไม่เคยมี มี..เรื่อง..’ โอย ผมจะบอกพี่เค้ายังไง





‘มันไม่มีอะไรหรอก มันไม่ได้น่ากลัวอะไรขนาดนั้น ถ้าเราให้ความร่วมมือกับพี่พี่สัญญาว่ามันจะเป็นคำตอบที่ทำให้ชีวิตหลังจากนี้ของเราเปลี่ยนไปเกินความคาดหมายเลยล่ะ..’



ผมคิดว่าเค้าคงเมาได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆจากร่างสูงและรสจูบจากริมทะเลสาบนั่น สมองที่สั่งการช้าของผมยังประมวลสถานการณ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ร่างสูงอีกคนจึงผลักผมลงบนเตียงนุ่มอีกครั้ง



ในตอนนั้นทำไมผมไม่คิดอะไรกับคำพูดของเค้า ทำไมถึงยอมง่ายขนาดนั้น มานั่งคิดตอนนี้ก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี และเรื่องนี้ก็เป็น ครั้งแรกในเรื่องแรกที่ผมรู้จักกับการบอกรักในภาษากาย...















หลังจากปรับสายตาให้เป็นปกติเพราะแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาแล้วผมก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันทีเพราะที่ที่นอนอยู่ไม่ใช่ที่เดียวกันกับที่นอนอยู่เมื่อคืน เพราะความรีบร้อนลุกทำให้อาการเจ็บบริเวณช่วงล่างที่พึ่งถูกใช้งานมาถูกกระตุ้นให้ความเจ็บได้แผ่ซ่านไปทั้งตัว สายตากวาดมองหาคนที่เป็นต้นเหตุของอาการเจ็บนี้แต่ก็ไม่พบจนสายตาไปสะดุดเข้ากับโน้ตที่แปะอยู่ข้างกทีวี แต่ก็ไกลเกินกว่าที่สายตาจะโฟกัสเพื่ออ่านข้อความบนกระดาษแผ่นเล็กนั่น ผมจึงต้องขยับตัวไปตรงปลายเตียงพยายามไม่ให้ตัวเองขยับมากเพราะจะกระทบกับจุดที่ยังเจ็บอยู่







‘ที่นี่คือเซฟเฮ้าส์ของพี่เอง หยิบรีโมตบนหัวเตียงแล้วกดเปิดสิ’






ผมขยับตัวกลับไปที่เดิมอีกรอบ หยิบรีโมตกดเปิดตามที่คนในกระดาษเขียนบอก ทันที่ที่กดเปิดแสงสว่างบนหน้าจอสี่เหลี่ยมก็ฉายภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุน่าจะประมาณ4-5ขวบได้ ใบหน้าบึ้งตึงไร้รอยยิ้มแต่กลับดูน่าเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก ภาพสไลด์นั่นเปลี่ยนไปเรื่อยๆในอิริยาบทต่างๆ ข้อความที่ปรากฏอยู่ข้างๆภาพทำให้ผมรู้ในทันทีว่าเด็กในจอนั่นเป็นคนเดียวกันกับเจ้าของเซฟเฮ้าส์แห่งนี้







‘คุ้นๆใช่มั้ยล่ะ? นี่รูปพี่ตอนเด็กๆเอง’







ผมดูภาพในวัยเด็กของเค้าเรื่อยๆประกอบกับซาวด์เพลงที่เข้ากันกับวิดีโอตรงหน้าก่อนที่สไลด์นั้นจะมีเด็กอีกคนหนึ่งออกมา ภาพแรกเป็นภาพที่เด็กชายคนหนึ่งซึ่งก็คือเค้า กำลังนั่งถือขวดนมป้อนเด็กอีกคนที่ยังแบเบาะอยู่ก่อนที่ภาพนั้นจะเลื่อนผ่านไปกลายเป็นตัวหนังสือในสไลด์ถัดมา 





‘นี่คือน้องชายคนเดียวของพี่..’ 





 ผมดูสไลด์ต่อไปเรื่อยๆประกอบกับคำแนะนำในภาพบ่งบอกถึงความรักของคนเป็นพี่ที่มีต่อน้องชายได้เป็นอย่างดี ถ้าน้องของเค้าได้ดูต้องดีใจและภูมิใจมากแน่ๆที่มีพี่ชายที่รักเค้ามากมายขนาดนี้ 





‘ตอนท้องแม่คิดว่าน้องต้องผู้หญิงแน่ๆเพราะตอนที่แพ้ท้องนั้นแม่จะลุกมานั่งแต่งตัวเสริมสวยทุกวัน แต่พอคลอดกลับได้ลูกชายอีกคนมาแต่หน้าตาดูยังไงก็เหมือนผู้หญิงมากกว่าจะเป็นผู้ชายแม่เลยจับน้องแต่งตัวเป็นเด็กผู้หญิงตั้งแต่เด็กๆ...’





สวย..สวยมาก หน้าที่ติดจะหวานเกินผู้ชายปกติทั่วไปน่าจะได้มาจากแม่เต็มๆ


ภาพคู่ประกอบกับการบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตในวัยเด็กของเค้าและน้องชายผมยาวสวยที่ถูกจับแต่งตัวเป็นผู้หญิงยืนถ่ายรูปคู่กันในสถานที่ในอิริยาบทต่างๆเป็นภาพที่น่ารักน่าชังมาก ผ่านไปรูปแล้วรูปเล่าวิวัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็กชายทั้งสองก็โตขึ้น รูปของเค้าเริ่มมีเค้าโครงความหน้าตาดีชัดเจนขึ้นเหมือนกันกับเด็กผู้ชายข้างๆที่กอดคอกันยิ้มสดใสกันอยู่








‘ไม่ต้องตกใจ นี่น้องชายคนเดียวกันกับคนก่อนหน้านั้น พอเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็โละเด็กผู้หญิงคนนั้นทิ้ง ตัดผมเปลี่ยนการแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายปกติ แม่นี่นั่งหงอยไปเป็นอาทิตย์’





ดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นเพราะรูปเด็กชายที่ตัดผมสั้นแต่งตัวเหมือนกันกับคนเป็นพี่ คนที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี




ลู่หาน




ผมกัดริมฝีปากตัวเองมองภาพสไลด์ต่อไปดวงตาเริ่มสั่นระริก ภาพของสองพี่น้องที่ถ่ายกับเด็กคนหนึ่งที่ยังอยู่ในห้องรับรองเด็ก ใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กชายทั้งสองและเด็กน้อยที่ถูกห่อด้วยผ้าสีขาวสะอาดอ้าปากเหมือนกำลังร้องไห้อยู่ 






‘นี่เป็นน้องชายที่เกิดจากคุณป้าบ้านข้างๆ เราทั้งสองครอบครัวสนิทกันเพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันตั้งแต่พี่จำความได้ก็เจอกับท่านทั้งสองแล้ว...’






ในภาพเปลี่ยนเป็นภาพครอบครัวของเค้ากับครอบครัวของเด็กน้อยตัวอ้วนกลมคนนั้นที่ผมรู้จักเป็นอย่างดีอีกเช่นกัน







‘นี่เป็นรูปก่อนที่พี่จะมาเรียนต่อที่นี่...’





ภาพเด็กผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มที่รู้ผมรู้จักยืนกอดกระเป๋านักเรียนร้องไห้อย่างน่าสงสารโดยมีเค้าและน้องชายของเค้าช่วยกันปลอบอยู่ข้างๆ





‘...ขอแนะนำให้รู้จัก คิม มิน ซอก’





มือที่ถือรีโมตกำแน่นก่อนที่ภาพสไลด์ตรงหน้าจะเปลี่ยนเป็นคลิปวิดีโอแทน ปาร์ตี้วันเกิดโดยมีแม่ของเค้าเป็นคนถือเค้กที่มีเทียนปักอยู่รอบๆและตรงกลางเป็นตัวเลข18ปักอยู่ (พี่ลู่อายุ17นะแต่ปักเพิ่มเป็น18ตามความเชื่อที่บวกเพิ่ม1ปี) ซาวด์เพลงประกอบเป็นเสียงของผมเอง...





ซารังฮานึล ลู่หานนี่ เชงชุกคาฮัมนีดาาา ~





เสียงร้องของผมจบลงพร้อมกับการเป่าเทียนจนดับหมดของเจ้าของวันเกิด ไฟสว่างทำให้ผมเห็นใบหน้าของเจ้าของเค้กนั่นชัดเจน น้ำใสๆตรงดวงตาเอ่อล้น คลิปตัดจบมาเป็นภาพนิ่งของผมกับคนในคลิปที่ถ่ายตอนวันเกิดของเค้าในวันเดือนปีเดียวกันแต่คนละเวลา







ขอแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการอีกครั้ง






น้องชายแท้ๆของพี่เอง







‘...ลู่ หาน’





สไลด์ภาพจบลงเหลือแต่ตัวหนังสือสีดำกับพื้นหลังสีขาวมาแทนที่




'อี้ชิงเองก็มีน้องชายคงเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพี่ดีใช่มั้ย? เพราะไม่กี่เดือนก่อนนี่เองพี่เห็นน้องชายที่เลี้ยงมากับมืออยู่ๆก็กลายเป็นเหมือนหมาจรจัดข้างถนน ไม่เป็นผู้เป็นคน ไม่กินไม่นอน เพียงเพราะโดนคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่งที่เอาคำว่า เสียสละ มาเป็นข้ออ้างในการหนีหายตัวไปโดยไม่คิดจะปรึกษาอะไรกันก่อนเลย...




ความรัก เป็นเรื่องของคนสองคนที่ร่วมแชร์ปัญหา แก้ไข ร่วมทุกข์ สุข เศร้าไปด้วยกัน แต่ถ้ามีคนใดคนหนึ่งเอาแต่คิดไปเองคนเดียว เอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ จะเรียกว่าอะไรดี..





ความลับในโลกของคนหลอกลวงน่ะมันไม่มีหรอกนะ การเสียสละเพื่อคนที่เรารักใครๆก็ทำกันทั้งนั้น แต่สาเหตุที่เลือกที่จะเสียสละนั้นต้องไม่ใช่เอาความคิดของตัวเองคิดไปเองว่าเค้าคนนั้นจะต้องรู้สึกดี...'








ผมกดปิดทันทีที่หยดน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้างโดยที่อ่านยังไม่จบ สองขาพยายามจะพาตัวเองให้ลุกออกจากเตียงนี้เพื่อออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่เพราะร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้เท้าที่เหยียบลงบนพื้นได้ยังไม่ทันจะได้ยืนขาทั้งสองข้างก็ทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้นทันที ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย ประตูที่เปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงของผู้ชายที่ผมคิดมาตลอดว่าเค้าเป็นคนดี สุภาพบุรุษ อ่อนโยน เพอร์เฟคแมนที่ทำให้ผมอยู่ใกล้แล้วตื่นเต้น หวั่นไหว เผลอใจ และปล่อยตัว...






‘ไง..พี่ชายผู้แสนดี’






ผมมองคนตัวสูงผ่านม่านน้ำตาที่เปิดประตูแล้วเดินเข้ามานั่งลงบนเตียงโดยที่มีผมนั่งอยู่บนพื้นไม่ขยับไปไหนเพราะความเจ็บที่ทำให้ไม่กล้าขยับแม้จะขยับตัวแม้ในใจอยากจะลุกหนีออกไปจากตรงนี้มากแค่ไหนก็ตาม





‘มินซอกคงภูมิใจในตัวพี่ชายของเค้ามากแน่เลยว่ามั้ย ยอมเสียสละแม้กระทั่งคนรักของตัวเองให้ขนาดนี้..ช่างน่าชื่นชมจริงๆ’



เรียวนิ้วยาวไล้ตามตามใบหน้าของผมพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนหากแววตานั้นดูเฉยชาจนน่ากลัว






‘คุณทำแบบนี้ทำไม..’ 





สรรพนามที่เปลี่ยนไปของผมทำให้คนที่นั่งอยู่สูงกว่าผมแสยะยิ้มก่อนจะตอบคำถามของผมกับสรรพนามที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน





‘ก็เหตุผมเดียวกันกับนายนั่นแหละ ฉันก็รักน้องของฉันเหมือนกันนี่’





‘คุณทำกับผมแบบนี้ไม่คิดหรอว่าถ้าน้องชายของคุณเค้ารู้ความจริงเค้าจะคิดยังไง’





‘มันก็เหมือนกันกับตอนที่นายแอบคบกับคนที่น้องของนายชอบนั่นแหละ’





‘แต่นั่น...’ ผมพูดเสียงแผ่วในประโยคสุดท้ายจมูกตื้อตันหายใจไม่ออก ‘...มินซอกไม่รู้’





‘นี่น้องชายฉันก็ไม่รู้..ถ้าอยากรู้ว่ามันจะคิดจะรู้สึกยังไงก็ไปบอกมันสิ แล้วรอถามด้วยว่ามันรู้สึกยังไงที่คนที่รักไปแอบลักกินขโมยกินกับคนใกล้ตัวที่เชื่อใจมาตลอด..’






น้ำตาที่ไหลไม่ขาดสายยังคงไหลออกมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุด คำพูดของเค้าถูกทุกอย่าง ที่บอกตัวเองทำเพื่อคนที่เรารักสุดท้ายก็แค่เอาคำว่าเสียสละมาใช้เพื่อหลอกให้ตัวเองดูดีทั้งที่ในความเป็นจริงก็แค่คนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง มาคิดได้ตอนนี้ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นนอกจากจำไว้เป็นบทเรียนในสารบัญของชีวิต




น่าสมเพชนะ นี่น่ะหรอคำตอบที่ผมสารภาพความรู้สึกออกไป ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเกินความคาดหมาย แต่เปลี่ยนไปต่างจากที่ผมคิดไว้เยอะเลย





‘..ถ้าเรื่องเมื่อคืนที่คุณทำไปเป็นการชดใช้ให้น้องชายของคุณ ผมจะไม่โกรธ’




‘คนอย่างนายไม่มีสิทธิโกรธใครด้วยซ้ำ คนที่ควรโกรธ ผิดหวังนู้น น้องชายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของนาย เป็นแม่พระ..เสียสละแฟนตัวเองให้ไปดูแลน้อง หึ ถ้าเรื่องมันแดงขึ้นมาคนที่นายพร่ำบอกกับตัวเองว่าเค้าจะมีความสุขกับสิ่งที่นายยัดเยียดให้นั่นแหละจะเจ็บจะทุกข์ที่สุดเพราะคนเห็นแก่ตัวที่บอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียสละ!!!’





‘!!!!’





ฝ่ามือที่ฝากรอยแดงไว้บนใบหน้าเนียนใสของอีกฝ่ายเพราะทนฟังคำพูดของอีกฝ่ายไม่ไหวถึงแม้มันจะเป็นเรื่องจริงตามที่พูดก็ตาม สองขาที่สั่นพยายามจะทรงตัวไม่ให้พาตัวเองล้มลงไปอีกรอบหลังจากพยายามฝืนกัดฟันอดทนต่อร่างกายที่ต่อต้านให้ยืนขึ้นเพื่อหยุดคนที่กำลังพูดตอกย้ำความเห็นแก่ตัวของผมอยู่





‘รู้มั้ยว่าร่างกายฉันมีค่าขนาดไหน กล้าดียังไงเอามือสกปรกๆมาโดนตัวฉัน!’





‘คุณเองก็ไม่ได้ ใสสะอาด อยู่แล้วนี่..’ 





สองมือแกร่งจับไหล่ของผมบีบแน่นสีหน้าไม่พอใจตามอารมณ์ที่กำลังเดือดอยู่ แม้ปากจะพูดแบบนั้นออกไปแต่ในใจผมได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆทำไมโชคชะตาต้องคอยทดสอบผมด้วยวิธีเจ็บๆแบบเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วย การมาที่นี่ก็เพื่อจะมาเริ่มต้นเคลียร์ความรู้สึกตัวเองใหม่ ทุกอย่างจะต้องไม่มีอะไร ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามความต้องการของผม มันต้องดีขึ้น แต่ดูสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่สิ.. นี่หรือเปล่าที่เค้าเรียกว่าหนีเสือปะจระเข้ 





ความหวังครั้งสุดท้ายของผมที่วาดฝันเอาไว้พังลงในเวลาเพียงแค่ข้ามคืน





‘คนอย่างนี้น่ะหรอที่ทำให้คนอย่างลู่หานเป็นหมาบ้าได้’




ผมขืนตัวไม่ให้อีกฝ่ายใช้ความรุนแรงบนไหล่ของผมที่ความแรงของการบีบนั้นมากขึ้นเรื่อยๆตามอารมณ์ของคนกระทำ




‘ผมจะกลับไปบอกเรื่องทุกอย่างกับเค้า ลู่เป็นคนมีเหตุผล เค้าต้องเข้าใจผม..’




‘ก็เอาสิ ถ้ามันรู้ว่าคนที่มันรักนักรักหนาเฝ้าดูแลทนุถนอมไม่ได้สะอาดเหมือนแต่ก่อนแล้วมันคงรับได้’ แรงที่มีอยู่น้อยนิดใช้สองแขนตรงไปทุบอกคนที่ยึดตัวผมอยู่




‘เลว สารเลว คุณทำแบบนี้ทำไม ทำกับผมแบบนี้ทำไม มาหลอกผมทำไม!!?’




‘หยุดโวยวายเหมือนผู้หญิงแล้วไปล้างหน้าล้างตาออกไปกินข้าวซะ!’





‘ผมไม่กิน ผมจะกลับโรงแรม’





‘ทำไมดื้อด้านแบบนี้นี้วะ..!’



ร่างสูงผลักผมลงบนเตียงแม้มันจะนุ่มแต่เพราะสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์จึงทำให้ความเจ็บยิ่งระบมเข้าไปอีก ผมนิ่วหน้าขมวดคิ้วน้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่ได้ช่วยให้มันบรรเทาความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจลงได้เลย




‘สภาพแบบนี้ถ้ากล้าไปเจอพ่อแม่ฉันก็จะไปส่ง’





ผมหยุดดิ้นก่อนจะนึกถึงหน้าของบุพการีที่คงตกใจถ้าเห็นลูกชายคนเดียวของพวกเค้ามีสภาพแบบนี้..รอยยิ้มเย้ยหยันของเค้าทำให้ในใจผมเจ็บแปลบขึ้นมา ทำไมต้องมารู้สึกดีๆกับคนใจร้ายแบบนี้





‘ถ้าผมสกปรก..แล้วคุณทำเรื่องแบบนั้นกับผมทำไม’





‘อย่าปากดีให้มันมากนักนะจางอี้ชิง..อย่าลืมสิว่าฉันกุมความลับของนายไว้อยู่’ แรงมือที่บีบบนใบหน้าของผมทำให้สองแขนยกขึ้นเพื่อปลดมือแข็งแกร่งนี่ออก




‘ปล่อยนะ..ผมเจ็บ’





‘เจ็บสิดี จะได้คอยเตือนสติตัวเองว่ายังมีชีวิตอยู่เพื่อรอรับความทรมานในวันต่อๆไป’





เค้าสะบัดมือออกพร้อมกับร่างของผมที่ล้มลงไปนอนแผ่หลากับเตียงอย่างคนไม่มีเรี่ยวแรง





‘ลุกขึ้นแล้วไปอาบน้ำแต่งตัว’



ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดใบหน้าเอาไว้ปล่อยน้ำตาที่ไหลออกมาที่ไม่ยอมหยุดโดยไม่ทำตามคำสั่งของคนที่ยืนมองอยู่



‘จะลองดีกับคนอย่างฉันใช่มั้ย?..ได้! งั้นก็รออาบทีเดียวตอนเย็นเลยแล้วกัน’


จบคำพูดร่างสูงที่โน้มตัวลงมาใช้มือแกะมือผมที่ปิดหน้าตัวเองอยู่ออกแล้วกดริมฝีปากลงมาบนปากผมเพื่อหยุดคำพูดที่ผมกำลังจะเอ่ยออกไป เพราะแรงกระแทกและการบดขยี้อย่างดุดันตามอารมณ์คนขี้หงุดหงิดโมโหง่ายทำให้ผมรับรู้ได้ถึงรสเฝื่อนและกลิ่นคาวของเลือด สองแขนที่แทบจะไม่มีแรงเหลือแล้วพยายามปัดคนที่คร่อมตัวอยู่ให้หยุด





‘จำไว้..! ทีหน้าทีหลังอย่ามาทำปากดีอวดเก่งกับฉัน’




‘ผมยังเจ็บอยู่..อย่าทำอะไรเลยนะ ผมขอร้อง..’




ผมยกมือขึ้นถูไปมาอ้อนวอนขอร้องคนตรงหน้าที่มีใบหน้าบึ้งตึงอยู่ให้หยุดการกระทำของตัวเอง





‘หึ..ขอร้องงั้นหรอ? งั้นก็ร้องออกมาให้ดังๆแล้วกัน’




คำร้องขอของผมไม่เป็นผลเพราะทันทีที่จบประโยคของคนที่คร่อมตัวผมอยู่จบผมก็ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรออกมาอีก น้ำใสๆที่พรั่งพรูออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างไหลซึมลงบนหมอนสีขาวบริสุทธิเหมือนว่าชาตินี้ผมคงจะไม่ได้ร้องอีกแล้ว สัมผัสที่เจ็บจี๊ดตรงซอกคอที่ถูกคนที่แนบทับตัวผมอยู่ขบกัดอย่างป่าเถื่อนรุนแรงจนผมคิดว่ามันคงช้ำจนดูน่ากลัว ผมปล่อยน้ำตาที่ไหลออกมาแสดงความรู้สึกอ่อนแอของตัวเอง ยอมรับกับสิ่งที่เผชิญอยู่เพราะไม่ว่าจะห้ามหรือขอร้องยังไงร่างสูงนี้ก็คงไม่ยอมหยุด ความรู้สึกสุดท้ายที่รับรู้ได้คือกางเกงที่ใส่อยู่ถูกถอดออกพร้อมกับสติที่ดับวูบไปของผม 









‘ลู่...เราขอโทษ’
















---
















ผมลืมตาตื่นขึ้นในกลางดึกเพราะเสียงของคนสองคนที่ดูเหมือนจะทะเลาะกันอยู่ด้านนอก ขยับตัวจะลุกขึ้นเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ความเจ็บแปลบถูกกระตุ้นให้ตัวชาขณะที่พยายามจะพยุงตัวเองให้นั่งพิงกับหมอนใบหนาบนหัวเตียง มองดูตัวเองก่อนจะพบว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เป็นคนละตัวกับที่ใส่มา ก่อนจะได้คิดอะไรเสียงของคนด้านนอกก็เรียกร้องความสนใจจากผมไปจากเสื้อผ้า






‘ฉันผิดหวังในตัวนายมาก มันเป็นเรื่องระหว่างพวกเค้าสองคน คนนอกอย่างนายมีสิทธิ์อะไรไปวุ่นวายไปก้าวก่ายชีวิตของเค้า’





‘เหอะน่า ไอ้ลู่มันไม่รู้ซักหน่อย’




‘ฉันไม่รู้จะหาคำไหนมาด่ามันถึงจะสาสมกับคนอย่างนายจริงๆ นายทำลงไปได้ยังไง ทำไปได้ยังไง! นั่นคนที่น้องของนายรักเลยนะ!!’





‘ก็ด่าไปจนหมดแล้วนี่..เมียหรือแม่วะ ขี้บ่นชะมัด’





‘ฉันไม่ตลกนะอู๋อี้ฝาน คนที่มีเมียเป็นสิบเป็นร้อยอย่างนายจะไปเข้าใจอะไรกับคนที่เค้ารักเดียวใจเดียว’






‘..........’






‘ฉันกลับล่ะ แล้วพรุ่งนี้จะแวะเข้ามาดูอี้ชิง’





‘ค้างที่นี่เถอะ มันดึกแล้วนะ’





‘ปล่อย..อย่าให้ฉันต้องรู้สึกไม่ดีกับนายไปมากกว่าเลยนะ’





‘แล้วเรื่องแพ้ท้องล่ะ ดีขึ้นรึยัง?’





‘ถ้าเค้าเกิดมาแล้วต้องมาเจอกับพ่อที่มีนิสัยจิตใจแบบนี้ฉันไปเดินให้รถชนตายๆไปซะยังจะดีซะกว่า’





‘อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ..’





‘นายรู้จักฉันดีอี้ฝาน จบเรื่องทั้งหมดซะแล้วฉันจะเก็บเด็กไว้’





เสียงประตูที่ปิดลงพร้อมกับคำสบถทั้งภาษาจีน เกาหลี อังกฤษตะโกนออกมาบ่งบอกความหงุดหงิดของอีกคนได้เป็นอย่างดี ขอบตาที่เจ็บช้ำจากการร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานานเริ่มจะแสบอีกครั้งเพราะน้ำใสๆนั่นเริ่มไหลลงมา






เมีย? แพ้ท้อง?





‘จะไม่ให้รับผิดชอบได้ไงในเมื่อเรื่องนี้ฉันเป็นคนผิดเต็มๆ เราไม่ใช่เพื่อนกันหรอกหรอ’




‘ก็เพราะเป็นเพื่อนนี่ไงนายถึงไม่ต้องทำอะไรเลย’





‘นายกำลังพูดไม่รู้เรื่องแล้วนะ’





‘นายต่างหากล่ะที่ไม่ฟังอะไรเลย’


.

.

.



‘ฉันละอายใจเกินที่จะกลับไปเป็นปกติแบบเดิม..’


บทสนทนาที่ผมแอบได้ยินในวันนั้นแว้บเข้ามาในหัว เมื่อปะติดปะต่อทั้งสองเรื่องสรุปคือเค้าสองคนไม่ใช่แค่เพื่อนกันแบบธรรมดา 



พี่จุนมยอนท้อง? ผมยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเพื่อปิดเสียงที่อาจจะดังเล็ดลอดออกมาจนทำให้คนที่อยู่ข้างนอกได้ยินเพราะเสียงสะอื้นไห้ของผม 



ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกันให้วุ่นในหัว สิ่งที่ระบายออกมาได้ในตอนนี้มีเพียงน้ำตาเท่านั้นแม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นก็ตาม และเพราะความล้าไม่มีแรงและร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ประกอบกับเหนื่อยจากการร้องไห้ทั้งคืนอีกทั้งไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อวานทำให้ผมผล็อยหลับไปและตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่สว่างจ้าในยามบ่าย







‘อ้าว...ตื่นแล้วหรอ? พี่กำลังจะมาปลุกพอดีเลย มากินข้าวกินยาก่อนแล้วค่อยนอนต่อนะ’




‘อะ..เอ่อ..’




‘ไหนพี่ดูซิ’




‘อืมมม..ตัวยังร้อนอยู่เลย เมื่อคืนกับเมื่อเช้าก็เช็ดไปแล้วยังไม่ลดอีกหรอเนี่ย..’




คนตัวเล็กผิวสวยยิ้มใจดีเมื่อเปิดประตูเข้ามาเห็นผมลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี ฝ่ามือนุ่มที่วางลงบนหน้าผากผมเช็คอุณหภูมิของร่างกายตามที่เจ้าตัวพูดผมคงไม่สบายอยู่ เมื่อคืนคงเป็นพี่เค้าที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม




‘ลุกไหวมั้ย? มาพี่ช่วยพยุง’




คนผมสีสว่างตามสีผิวฉีกยิ้มสวยพยุงตัวผมให้ลุกขึ้นนั่งด้วยความเบามือ ผมนิ่วหน้าแสดงถึงความเจ็บที่ดูท่าทางว่าคงอีกซักพักใหญ่ๆกว่าจะกลับมาเป็นปกติได้ด้วยการพยายามข่มความเจ็บเอาไว้แต่ก็สู้มันไม่ได้จนเก็บสีหน้าไว้ไม่อยู่และแสดงออกมา





‘เจ็บหรอ? เอางี้ เรารีบกินข้าวจะได้กินยาแก้ปวดตาม ถ้าคืนนี้ถ้าไข้ยังไม่ลดเห็นทีคงต้องไปโรงพยาบาลแล้วล่ะ’




คนที่นั่งอยู่บนเตียงกับผมพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูเป็นกังวลจนผมอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเล็กๆ แม้จะรู้สึกผิดกับเค้าและอีกสิ่งมีชีวิตในท้องของอีกคนมากแค่ไหนก็ตาม




คนดีๆอย่างคิมจุนมยอนทำไมถึงได้มาเป็น(มากกว่า)เพื่อนกับคนอย่างอี้ฝานได้นะ ผมเอื้อมมือไปจับกับอีกคนบีบเบาๆพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า






‘ผมไม่เป็นไรครับ..’






‘ไม่เป็นอะไรได้ยังไง เชื่อพี่ กินข้าวกินยาก่อน ถ้ายังไม่หายยังไงพรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที..ไม่ต้องกลัวนะ ฝานเค้าไม่อยู่หรอก ติดงานที่บริษัทยาว เดี๋ยวพี่ไปยกข้าวเข้ามาให้นะ’



ผมพยักหน้ายิ้มตอบอีกคน ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวอีกครั้ง และนี่ก็เป็น ครั้งแรกในเรื่องที่2 ที่ผมเข้าใจความหมายของคำว่า เป็นคนดีเกินไป เค้าต้องถูกเลี้ยงมาดีขนาดไหนที่ต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคนแบบนี้อยู่แถมตัวเค้ายังไม่ไหลตามแต่กลับคบกันได้มาตั้งนานนม ตัวเองท้องยังไม่เรียกร้องอะไรจากคนที่เป็นพ่อเด็ก ออกโรงปกป้องใครก็ไม่รู้ที่พึ่งเจอกันแค่ไม่กี่วัน มาคอยดูแลในขณะที่ผมกำลังคิดจะแย่งคนของเค้าไป 




เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ผมรีบเช็ดน้ำตาออกลวกๆสะบัดความคิดที่คิดอยู่ทิ้ง




‘กินข้าวต้มไปก่อนนะ เราไม่สบายกินอาหารอ่อนๆไปก่อน’ ผมมองดูข้าวต้มในชามแม้ท้องจะหิวแต่รู้สึกเหมือนมันจะกลืนอะไรไม่ค่อยลง




‘ฝืนๆกินหน่อยนะ จะได้กินยา’




‘..กินได้มั้ย? ให้พี่ป้อนรึเปล่า??’




‘ไม่..ไม่เป็นไรครับ..’




‘ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่พี่มีเพื่อนนิสัยไม่ดีถึงมันจะเล็กน้อยไปหน่อยก็เถอะนะ’




ผมตักข้าวต้มฝืนกลืนมันลงคอส่วนอีกคนก็หยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดตรงมุมปากให้ผม เพราะรอยยิ้มและการกระทำที่อ่อนโยนของเค้าทำให้ผมพยายามกินจนเกือบหมดชาม





‘เก่งนะเรา อ่ะนี่ยา’





‘พี่ไม่ได้เป็นแฟนกับพี่ เอ่อ คุณคนนั้นหรอครับ..’





‘แฟนที่เปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าทุกวันน่ะหรอ ไม่เอาด้วยหรอก เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นแหละ’





‘แต่..เด็ก อะ เอ่อ...’





‘เรารู้ด้วยหรอ?’





‘ขอโทษครับ ผมบังเอิญแอบได้ยิน..’





‘อ่า ก็..แค่ความ ผิดพลาด หน้ามืดตามัวของพี่เองแหละ เราไม่ต้องสนใจหรอก’





‘พี่..มองโลกในแง่ดีจังเลยนะครับ..’




‘เปล่าหรอก มันเป็นเรื่องจริงที่เราต้องยอมรับให้ได้ต่างหาก การยอมรับดีกว่าการวิ่งหนีนะ ทุกปัญหามันมีทางให้แก้เสมอ จะแก้ได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการเลือกตัดสินใจของเราเองทั้งนั้นแหละ’





ผมมองคนตรงหน้าด้วยความชื่นชมในความคิดและทัศนคติที่ดีของเค้า เราน่าจะได้เจอกันก่อนที่ผมจะเลือกให้ตัวเองมาจบอยู่บนเตียงนี้





























Wu Part




ในชีวิตผมตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาดูโลกและจำความได้ไม่มีครั้งไหนที่ทำอะไรแล้วจะเกิดเหตุการณ์ ผิดพลาด เลยซักครั้งในชีวิต ผมไม่ใช่คนเก่งหรืออัจฉริยะอะไร แต่เพราะที่บ้านทำธุรกิจที่ต้องเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตาหลากหลายเชื้อชาติทำให้ผมถูกสอนมาตั้งแต่เด็กเรื่องความรอบคอบ จะทำอะไรต้องเป็นแบบเป็นแผนและการเตรียมแผนสำรองไว้หลายๆทางหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน








แต่ถึงอย่างนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่ผิดพลาดขึ้นจนได้








ผิดพลาด ในความหมายของผมคือ สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในแบบแผนที่ผมวางและคิดไว้ เป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือในแผนสำรองด้วย และในเหตุการณ์ประเภทนี้ผมคิดไว้เป็น2กรณีคือ หนึ่งตัดมันทิ้งแล้วเดินตามแบบแผนเดิมที่วางไว้ และสองรักษาเยียวยาแล้วดึงมันเข้ามาอยู่ในแบบแผนแล้วเดินตามเกมเดิมไป




คนเราจะเติบโตและพัฒนาได้ก็เพราะเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดในครั้งแรกจริงมั้ย? แต่มีครั้งแรก ก็มักจะมีครั้ง2 3 และครั้งต่อๆไปตามมา และการผิดพลาดในครั้งแรกของผมนั้นก็ทำให้ชีวิตที่เคยเป็นแบบเป็นแผนป่วนจนไม่มีเวลามาคิดถึงการซ่อมหรือเยียวยารักษาความผิดพลาดที่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนครั้งแรก




นี่ก็3วันแล้วหลังจากที่ผมได้เริ่มต้นเกมบทใหม่กับคนที่ได้ชื่อว่า(เคย)เป็นคนรักของน้องชายของผม เป็นการเปิดตัวได้อย่างสวยงามและรวดเร็วเลยต้องมาเจอกับหัวหน้าด่านในเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน เกมเลยสะดุดลง





คิมจุนมยอน รู้เรื่องเข้าจนได้








‘ถ้าเค้าเกิดมาแล้วต้องมาเจอกับพ่อที่มีนิสัยแบบนี้ฉันไปเดินให้รถชนตายยังจะดีซะกว่า’





‘นายรู้จักฉันดีอี้ฝาน..จบเรื่องทั้งหมดซะแล้วฉันจะเก็บเด็กไว้’



คงไม่คิดกันสินะครับว่าคนที่เปรียบเสมือนสีขาวอย่างอย่างเค้าจะกล้าเอาสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้เรื่องและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาขู่ผม เค้าทำได้และกล้าทำผมรู้ดี ด้านมืดของเค้าน่ากลัวเสมอเวลาที่มันถูกกระตุ้นให้ออกมา


หลังจากวันนั้นเค้าก็สั่งห้ามผมเข้าใกล้คนๆนั้นอีกจนถึงวันนี้ที่ผมเอาชนะหัวหน้าด่านและได้เลื่อนเข้าไปในเลเวลต่อไปเพราะตัวเล่นที่ผมใช้งานมันหนักในช่วงเริ่มเกมได้พักฟื้นร่างกายรักษาตัวเองจนกลับมาเริ่มเกมอีกครั้งจนได้รับชัยชนะ แต่เพราะการต่อสู้นั้นทำให้หมากตัวนี้มีแผลเป็นติดตัวไปตลอดชีวิต









ผมกลับเข้ามาในเซฟเฮ้าส์หลังจากงานที่ยุ่งวุ่นวายเพราะจะเปิดสาขาใหม่ อีกทั้งโดนอีกคนสั่งห้ามไม่ให้ผมมาจึงทำให้ผมต้องระเห็จตัวเองกลับไปนอนที่โรงแรมส่วนเค้าก็นอนอยู่ที่นี่กับคนๆนั้น ส่วนเรื่องพ่อแม่ที่คงเป็นห่วงลูกชายของตัวเองนั้นมยอนเค้าก็จัดการไปแล้วเรียบร้อย 




ผมเปิดประตูเข้าไปพบกับความมืดมิดมือควานหาโทรศัพท์ในกางเกงกดเปิดดูหน้าจอที่แสดงเวลา 9:25AM ผมเดินขึ้นไปยังชั้น2มีเพียงห้องสมุดที่แสงไฟเปิดสว่างอยู่ สองขายาวก้าวไปตามแสงสว่างนั้นก่อนจะได้ยินเสียงของคนที่อยู่ด้านในดังเล็ดลอดออกมาเพราะประตูที่เปิดแง้มไว้








‘เป็นนักเรียนนี่ดีจังนะ ได้หยุดพักยาวๆได้ออกไปหาเที่ยว ลองได้มาทำงานสิ..วันหยุดบางทียังต้องนั่งทำงานอยู่เลย..อ้อ! นึกได้ละว่าเก็บอยู่ตรงไหน เรานั่งเฉยๆนี่แหละ ยังเจ็บอยู่ไม่ควรขยับตัวมาก’




‘ผมไม่เป็นไรครับ พี่บอกชื่อมาเดี๋ยวผมหยิบเองดีกว่า’





‘บอกไปเราจะรู้หรอว่ามันเป็นเล่มยังไง งั้นเอางี้ เรามาจับบันไดให้พี่โอเคมั้ย?’





‘...ครับ’



ผมค่อยๆผลักประตูเข้าไปก่อนจะเดินไปนั่งลงตรงมุมๆหนึ่งเพราะทั้งสองหันหลังอยู่จึงไม่เห็นว่าผมอยู่ในนี้ด้วย ร่างของคนตัวเล็กที่บ่นงุ้งงิ้งตามประสาเค้าพูดพลางปีนขึ้นไปแล้วมองหาหนังสือที่ต้องการโดยมีคนตัวเล็กอีกคนจับบันไดไว้ให้อยู่





‘ระวังนะครับ’





‘อ๊ะ! เจอแล้ว’




มือข้างหนึ่งที่เอื้อมจะไปหยิบหนังสือที่หาเจอโน้มตัวจนบันไดที่อีกคนจับอยู่ขยับเอนเพราะความสมดุลไม่คงที่





‘พี่มยอนครับ ผมว่า...’







‘หนู!!’







‘!!!!’





เสียงร้องตกใจของคนที่อยู่สูงส่งเสียงเรียกตัวที่เจอก่อนจะเสียหลักเอนจะล้มคนข้างล่างที่จับบันไดอยู่ปล่อยมือแล้วรีบสาวเท้าเพื่อไปรับคนข้างบน








‘โอ๊ย/โอ๊ย’






ผมวิ่งเข้าไปดูด้วยความตกใจเพราะเป็นห่วงคนที่ตกลงมา



‘อูยยย ~ พี่ขอโทษ เจ็บมากมั้ย?’ คนที่วิ่งมารองรับได้ทันนิ่วหน้าคิ้วขมวดเหมือนจะเจ็บอยู่ไม่น้อยแต่กลับฝืนส่งยิ้มโชว์รอยบุ๋มข้างแก้มส่ายหน้าเป็นคำตอบให้คนถาม




ใบหน้าที่ซีดเซียวเริ่มกลับมาเป็นปกติพร้อมกับร่องรอยที่ผมเคยฝากไว้จางลงเป็นบางแห่งกับแววตาที่ครั้งหนึ่งมันเคยสดใสน่ามองกลับดูเลื่อนลอยใต้ตาคล้ำจนเห็นได้ชัด




‘อ้าว?!! มาตั้งแต่เมื่อไหร่’





‘เมื่อกี๊..เห็นไฟในบ้านมืดเลยเดินๆขึ้นมาดู’ ผมพยุงคนที่ทักให้ลุกขึ้นก่อนที่เค้าจะสะบัดมือผมออกแล้วไปช่วยอีกคนที่ยังนอนอยู่กับพื้น




‘ค่อยๆนะ’




ผมมองดูคนที่ยิ้มโชว์ลักยิ้มเจื่อนลงที่เห็นผมทำหน้าแสดงความหงุดหงิดไม่พอใจก่อนจะพูดลอยๆออกไป






‘ตัวปัญหา’






‘อู๋อี้ฝาน! โอ๊ะ โอ๊ย..’ น้ำเสียงที่เรียกชื่อผมพร้อมกับสายตาตำหนิร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดต่างจากอารมณ์ในตอนแรก สองมือที่ประคองคนที่พึ่งช่วยพยุงให้ลุกขึ้นเปลี่ยนมากุมท้องตัวเองแทนจนคนที่ถูกประคองอยู่ในตอนแรกสลับมาประคองเค้าแทน ใบหน้าขาวซีดซีดลงกว่าเดิมดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ




‘พะ..พี่มยอน เลือด ละ เลือด..’ ผมก้มลงมองตามสายตาของคนพูดก่อนจะก้าวขาเข้าไปดึงอีกคนมาประคองไว้เอง




‘ฝะ..ฝาน ลูก ลูก..’




 มือนุ่มที่เกาะผมอยู่น้ำตาไหลลงอาบแก้มใสก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะปิดลง




‘นี่!! จุนมยอน คิมจุนมยอน!!’




ผมยกตัวเค้าขึ้นอุ้มแล้วรีบเดินพาคนในอ้อมแขนไปโรงพยาบาลโดยมีอีกคนที่ยืนไม่ได้สติอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าตื่นตระหนก







‘ถ้าคนของฉันเป็นอะไรไปนายไม่ตายดีแน่!’






หลังจากกลับจากโรงพยาบาลรอฟังผลจากหมอแล้วผมก็ตรงดิ่งกลับมาที่เซฟเฮ้าส์ทันที ประตูที่ถูกกระชากให้เปิดออกตามอารมณ์ที่พุ่งสูงของผมส่งผลให้คนตัวเล็กที่นั่งกอดเข่ารออยู่สะดุ้งขึ้น ใบหน้าที่ดูไร้เรี่ยวแรงตัวสั่นเทาเมื่อเห็นผม





‘พี่..พี่มยอนเป็นยังไงบ้าง’




น้ำเสียงแผ่วเบาที่ฟังแทบจะไม่ได้ยินพูดขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆผมตรงเข้าไปฉุดกระชากแขนทั้งสองข้างให้อีกคนลุกขึ้น





‘กูเคยบอกมึงไปแล้วใช่มั้ยว่าใครที่ทำให้คนของกูเจ็บคนนั้นมันต้องเจ็บกว่าหมื่นเท่าพันเท่า!!’




‘ปล่อยนะ..ปล่อย ผมเจ็บ..’




‘ไม่ต้องห่วง มึงได้เจ็บกว่านี้แน่ มานี่!!’




ผมคว้าตัวอีกคนที่กำลังจะวิ่งหนีขึ้นอุ้มพาดบ่าก่อนจะเดินขึ้นไปข้างบนตรงไปยังห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำที่เปิดน้ำไว้อยู่เกือบเต็ม ปล่อยคนที่อุ้มอยู่ให้มานั่งลงตรงข้างๆอ่างก่อนจะใช้ผ้าขนหนูที่วางอยู่แถวนั้นจับมืออีกคนไขว้หลังแล้วมัดเพื่อไว้ไม่ให้เกะกะ




‘คุณจะทำอะไรผม พี่มยอน พี่มยอนเป็นยังไงบ้าง..’ น้ำตาที่ไหลอาบแก้มขาวซีดพูดขึ้นหลังจากที่ผมจัดการมัดมือเค้าเสร็จ





‘ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้ที่มึงต้องคิดคือห่วงตัวเอง’





คนหน้าซีดมองหน้าผมด้วยความหวาดกลัว ผมเอื้อมมือไปเปิดน้ำให้เพิ่มขึ้นอีกจนเกือบล้น




‘คุณ คุณจะทำอะไร ปล่อยผมไปเถอะนะ ผมขอร้อง’




‘ชอบขอร้องจังเลยนะ..แย่นะที่กูไม่อยากได้ยินแล้ว’




จบคำพูดมือหนาที่ขยุ้มผมอีกคนอยู่ก็กดลงไปในอ่างตรงหน้า คนตัวเล็กดิ้นพล่านไปมาขืนตัวต่อสู้กับมือของผมที่กดหัวเค้าอยู่ก่อนที่ผมจะจับเงยขึ้น





‘ปล่อยผม ปล่อ...ย’





ยังไม่ทันที่อีกคนจะได้พูดจบประโยคผมก็กดเค้าลงไปอีกรอบทำแบบนี้อยู่อย่างนั้นจนร่างเล็กนั่นหมดสติไป..





‘ความตายยังไม่สาสมกับสิ่งที่คนอย่างมึงสมควรจะได้รับหรอก จาง อี้ ชิง’






















---
















‘เป็นไงบ้าง!?! มยอนเป็นไงบ้าง!!!’




‘ปลอดภัยแล้ว..แต่..เอ่อ...’




‘...แต่เด็ก ฉันเสียใจด้วยว่ะ เฮ้ย!!?’





‘........’




ผมทรุดลงทันทีที่ได้ยินคำบอกของหมอที่เป็นเพื่อนของผมโดยที่มีมันช่วยพยุงผมอยู่





‘ขอโทษ แต่ฉันก็ทำเต็มที่แล้วจริงๆ..’




ผมกอดไอ้หมอตบหลังเพื่อนเข้าใจในสิ่งที่มันพูดแม้ในใจนึงจะโล่งแต่อีกใจก็หน่วงแปลกๆ ในสมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกนอกจากความรู้สึกของคนที่นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องฉุกเฉินนั่น





‘มีอีกเรื่องนึง...







‘....มยอนเค้า...มีน้องไม่ได้อีกแล้วว่ะ....’






‘!!!!’














































































(:




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #26 Jakkaran55 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 02:02
    เวรกรรมตามทัน สงสารก็แต่คนที่ไม่ได้เป็นคนก่อกรรมแต่ต้องมารับกรรม
    #26
    0
  2. #25 Aungkie_boo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 23:23
    สงสารรรรร
    #25
    0