It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 11 : 1 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 91
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ก.ค. 60







11













‘เป็นอะไร หน้าเป็นตูดเชียว..เหนื่อยเหรอ? พักก่อนก็ได้นะ’



เสียงเพื่อนตัวเล็กถามผมหลังจากที่เสร็จจากกิจกรรมกีฬาสีประจำปีที่ยาวนานต่อเนื่องมาเกือบ2สัปดาห์สิ้นสุดลงและก็เป็นไปตามคาด สีชมพู ของผมชนะแสตนก็เชียร์ ถือเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในบรรดากีฬาทั้งหมด เพราะต้องใช้คนเยอะ ความสามัคคีของทุกคน และเพื่อให้สมกับที่ชนะรางวัลจึงยิ่งใหญ่สมกับไฮสคูลเอกชนชั้นนำ ซึ่งทุกคนก็ยังไม่ทราบว่ารางวัลนั้นนอกจากเงินสนับสนุน เกียรติบัตรกับถ้วยรางวัลแล้วอีกอย่างหนึ่งคืออะไร เพราะต้องยื่นเรื่องขอโดยตรงกับผู้อำนวยการและรอว่าท่านจะอนุมัติหรือไม่อย่างไร


ในทุกๆปีส่วนใหญ่จะจัดทริปเล็กๆไปเที่ยวต่างจังหวัด ต้องหาข้อมูลร่างกิจกรรมงบประมาณรายละเอียดทุกอย่าง ปีที่แล้วสีเขียวไปเกาะเจจู3วัน2คืน ปีนี้ไม่รู้จะยังไง ต้องรอประชุมกันว่าจะไปไหนกันดี







‘เปล่าหรอก’  ผมฝืนยิ้มให้คนถามแม้จะรู้ดีว่ามันไม่ได้ช่วยให้อีกคนคลายความสงสัยลงเลยก็ตาม





‘พักนี้ดูเหม่อๆนะ ทำไม? พี่คนดีของนายเค้าไม่ทำการบ้านเหรอ?’




‘เปล่า..แค่.....’




‘อะไร..?’




‘แบคไม่รู้สึกว่าช่วงนี้พี่ลู่เค้าดูแปลกๆเหรอ?’




‘แปลกยังไงล่ะ ก็เห็นปกติดีหนิ’




‘เค้าดู..หงุดหงิดบ่อยๆ บางทีก็นั่งใจลอย พอถามก็ไม่ยอมบอกอะไร’




‘คงเครียดเรื่องเรียนต่อรึเปล่า นี่พี่ที่ทำงานด้วยกันก็พึ่งไปหาหมอมา เครียดจนหลอนนอนไม่หลับ’





‘เราว่าไม่น่าจะใช่...’





‘เออ.. ละบอกว่าพี่อี้ชิงพึ่งกลับมา ไม่เห็นเล่าให้ฟังเลย’





‘พี่เค้าไม่ค่อยสบายน่ะ เดิมทีสุขภาพก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนานๆร่างกายปรับตัวไม่ทันเลยป่วยหนักเลย’ 




ผมบอกอีกคนไปตามความจริงบางส่วนเพราะอาการของคนป่วยไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่จะเล่าไปทั้งหมด

จะว่าไป..ตั้งแต่พี่ชิงมาเยี่ยมที่บ้านวันนั้นพี่ลู่ก็ดูเปลี่ยนไปเลย แต่จะเกี่ยวกันรึเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ เพราะทั้งสองคนก็เป็นเพื่อนกันเค้าคงจะเป็นห่วงพี่ชิงเหมือนที่ผมก็กังวลใจไม่แพ้กันกระมัง





‘ละพี่คนดีเค้าว่ายังไงบ้าง เค้าเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ’




‘ก็ไม่มีอะไรนะ ดูตกใจพอๆกับเราตอนที่เห็นพี่ชิงนั่นแหละ’




เฮ้อ ~ เอาน่า..อย่าไปคิดมากคิดเยอะ ผิดวิสัยนายนะเนี่ย พี่เค้าก็มนุษย์คนหนึ่งจะให้มานั่งยิ้มหวานตลอดเวลามันก็ไม่ใช่ใช่ปะ’




ก็จริงของแบค..แต่ทุกคนเข้าใจผมใช่มั้ย มันไม่ชิน มันโหวงๆหน่วงๆแปลกๆ เพราะพี่เค้าไม่เคยเป็นแบบนี้ตอนอยู่กับผม มันแอบน้อยใจอยู่ลึกๆ แต่นิดเดียวเท่านั้นนะ เหมือนผมยังไม่รู้จักพี่เค้าดียังไงยังงั้นทั้งๆที่ผมก็รู้จักมาตั้งแต่จำความได้ ผมว่าผมมองคนออก แต่นี่ก็อีกครั้งที่เหมือนผมไม่รู้จักเค้าเลย พยายามมองแล้วแต่เหมือนเค้าเอามือมาปิดตาผมไว้อยู่ เหมือนไม่ต้องการให้ผมเห็น





เรื่องที่ไม่อยากให้รู้ยิ่งต้องรู้ให้เร็วที่สุด 




เพื่ออะไรน่ะเหรอ? ก็เพื่อเตรียมรับมือกับมันยังไงล่ะ อย่างน้อยถ้ารู้ตั้งแต่เนิ่นๆเราก็จะได้หาวิธีไว้แก้ไขปรับปรุงได้ทันเวลา แต่อย่างว่า ผมเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรเยอะ แปปๆก็ลืมแล้ว 






ผมให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่ามองอดีตหรืออนาคตที่ยังไม่เกิด







เพราะทุกอย่างที่ผมทำก็มีเหตุผลเหมือนกัน







‘เออ..เย็นนี้ขอไปค้างที่บ้านนายนะ อยากเจอพี่ฝานอ่ะ ><’




‘เอาสิ’




‘พี่เค้าเป็นไงมั่งอ่ะ..ไปอยู่เมืองนอกตั้งหลายปีต้องหล่อดูดีมากขึ้นแน่ๆเลย ใช่ปะๆ'




‘หล่อมาก..แฟนพี่เค้าก็สวยมากเหมือนกัน’




ห้ะ!! พี่ฝานมีแฟนแล้ว?!? เป็นไปไม่ได้ ทำไมไม่เห็นรู้เรื่อง’




‘ไม่มีใครรู้เรื่องซักคนหรอก ทุกคนรู้พร้อมกันตอนที่พี่เค้ากลับมานั่นแหละ’




‘เป็นไปได้ไง พรายกระซิบไม่เห็นอัพเดตเรื่องนี้ ทั้งในกลุ่มในเพจก็ไม่เห็นใครพูดถึง.....@&$%#!’



‘ใจเย็นๆสิ’  ผมตบหลังเพื่อนที่สติเริ่มไม่อยู่กับตัวเพื่อปลอบอีกคนพลางอมยิ้มเมื่อภาพผู้ชายตัวสว่างที่ยืนยิ้มสวยข้างๆพี่ชายตัวสูงแว้บเข้ามาในหัว และหลังจากวันนั้นผมกับพี่ลู่ก็ไม่ได้กลับบ้านด้วยกันเหมือนทุกๆวัน ต่างคนต่างกลับต่างคนต่างมาโรงเรียน นี่ก็เกือบๆอาทิตย์ได้แล้วเพราะปี3ดูจะวุ่นวายหัวหมุนเข้าไปทุกวันๆ นับถอยหลังหาที่เรียนต่อกันอุตลุด 

ช่วงแรกๆผมเองก็เข้าใจและไม่อยากรบกวนเค้ามาก ทำได้แค่ส่งข้อความไปให้กำลังใจเท่านั้นที่พอจะทำได้ แต่พี่ลู่ก็ยังเป็นพี่ลู่ ยังแสนดีอยู่เหมือนเดิม ผมเชื่ออย่างนั้น แม้เรื่องที่ผมเคยคิดมากจะคอยกวนใจอยู่บ้างก็ตาม ยิ่งช่วงใกล้สอบเราทั้งคู่แทบจะไม่ได้ติดต่ออะไรกันเลยจนหลายคนคิดว่าเราเลิกกันไปแล้ว



มันก็ดีอย่างหนึ่งนะที่พวกเค้าคิดอย่างนั้น ผมจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขซะที




อุ๊ปส์!! ขอโทษทีนะ พอดีมองไม่เห็นน่ะว่ามีคนยืนอยู่ตรงนี้’  รุ่นพี่ปี3กลุ่มหนึ่งเดินมาชนกับผมก่อนจะกล่าวขอโทษ




‘ไม่เป็นไรครับ ผมคงยืนขวางทางเอง’




ผมก้าวขาเขยิบมายืนชิดกับข้างทางที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ยืนแผ่กิ่งใบปกคลุมจนมองไม่เห็นท้องฟ้าระหว่างที่รอแบคฮยอนที่ไปเข้าห้องน้ำ




‘อ้าว!? นี่น้องมินซอกนี่นา ~ โถ่ นึกว่าใครที่ไหน แต่เอ๊ะ! ตอนพวกเราเดินมาทำไมไม่สังเกตเห็นกันนะ’



‘นี่แกจะบอกว่าน้องเค้าเป็นผีไม่มีตัวตนรึไง’



‘อุ๊ย! ขอโทษอีกทีนะจ้ะ เพื่อนๆพี่มันปากไม่ดีไปหน่อย’




‘ไม่เป็นไรครับ’




‘ขอตัวนะจ้ะ..’




‘ฉันว่าไม่ใช่ผีธรรมดาด้วยนะแก เป็นผีหมาหัวเน่าโดนถีบส่งด้วย ฮ่าๆๆๆ’


เสียงหัวเราะหลังจากคำพูดที่ดูตั้งใจให้ผมได้ยินค่อยๆหายไปกับฝูงคนที่เดินไปมาระหว่างพักกลางวัน ผมยิ้มให้กับตัวเองพร้อมกับกดรับเครื่องมือสื่อสารที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง 





คนที่ทำให้ผมได้ฉายาใหม่ ผีหัวเน่า




+++Lu Ge’+++




‘ฮะ..’



‘อยู่ไหนเรา..มาหาพี่หน่อย..’




‘รอแบคอยู่หน้าตึก1ฮะ’




‘พี่อยู่ห้องสมุด รีบมาเลย..พี่มีเรื่องเนี่ย’




หลังจากส่งข้อความไปบอกแบคฮยอนว่าจะไปห้องสมุดผมก็รีบเดินตรงไปยังที่ที่พึ่งพิมพ์บอกอีกคนไป 





การเจอกันในรอบอาทิตย์





และผมยังคงตื่นเต้นเหมือนทุกครั้ง





การปรากฏตัวของผมสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในห้องสมุดได้เป็นอย่างดีตามมาด้วยเสียงซุบซิบอีกเช่นเคยจนบรรณารักษ์ต้องส่งสายตาพิฆาตเพื่อให้ห้องนี้กลับมาสงบตามที่เคยเป็น




ก็อย่างที่ผมเคยบอก ผมไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่แล้ว




ในเมื่อคนพวกนั้นไม่แคร์ผม ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องไปแคร์พวกเค้า






ผมเดินตามหาคนที่โทรนัดตามช่องชั้นหนังสือที่เรียงกันอยู่ไปเรื่อยๆจนเจอเค้าในที่สุด สายตาที่จ้องผมไร้คำพูดใดๆออกมาไม่ถึง5วินาทีผมก็หลุบตาลงมองเท้าตัวเองตามสเต็ป 





ผมแพ้เค้าทุกที




แขนที่ถูกดึงให้เข้าไปใกล้ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกคนที่ยังจ้องหน้าผมอยู่



‘ร เรียกผมมาทำไมฮะ..’



ผมพูดขึ้นแก้ความเขินที่แสดงออกมาตรงข้างแก้มทั้งสองข้างที่แดงซ่าน มือนุ่มที่ยกขึ้นมาประคองใบหน้าไม่ให้ผมก้มหนีสายตาของเค้ากดลงเบาๆตอนที่ผมพยายามจะหลบหนีจากอุ้งมือนี้ ทำได้แค่หลุบตาลงมองป้ายชื่อนักเรียนของคนตรงหน้า




‘คิดถึง..คิดถึงมาก เหนื่อย เหนื่อยมาก อยากเห็นหน้า อยากได้ยินเสียง อยากจับมือ...’ คนพูดลดมือข้างหนึ่งลงเพื่อมาจับมือผมตามที่พูด




‘...อยากกอด’  ผมรีบยกมือขึ้นดันหน้าอกเค้าไว้ทันที คนถูกขัดใจแสดงสีหน้าไม่พอใจชัดเจน




‘นี่ห้องสมุดนะฮะ..’




‘ไม่เห็นเป็นไร ไม่มีคนเห็นซะหน่อย’  คนพูดเอาแต่ตัวใจตัวเองไม่ยอมให้ผมได้เอ่ยอะไรออกมาอีกก็คว้าตัวผมเข้าไปกอดทันที จมูกที่ฝังลงบนไหล่ของผมเปลี่ยนมาเอาคางเกยพร้อมกับประโยคชวนหน้าแดงอีกรอบ




‘ลู่หานรอดตายแล้ว คิดถึงกลิ่นคิมมินซอกที่สุดเลย’




‘โรคจิต...’  ผมพูดเสียงเบาหน้าซุกลงบนอกอีกคน




‘ขอโทษนะ ไม่ได้ทำหน้าที่แฟนเลย..’




‘ไม่เป็นไรฮะ..ผมเข้าใจ’




‘เราก็เป็นซะอย่างนี้ไง พี่จะไปไหนรอด..’ 





.//////.






ปุ๋ยลู่หานคัมแบ็คแล้วครับ มะเขือเทศพร้อมเก็บเกี่ยวอีกครั้งแล้ว ผมยกมือที่แนบลำตัวอยู่ขึ้นไปกอดเค้าพร้อมกับตบหลังเบาๆ. ห้กำลังใจคนที่ดูเหมือนจะเหนื่อยจริงๆ




‘เหนื่อยแย่เลย..เก่งมากนะลู่หาน’




‘ขออยู่อย่างนี้แปปนะ’




‘อื้อ..’



คำอนุญาตจากผมทำให้วงแขนที่โอบรัดผมอยู่รัดแน่นขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ได้อึดอัดอะไร รู้สึกดีด้วยซ้ำ เรายืนนิ่งไม่พูดอะไรกันอีกจนเสียงกริ่งหมดเวลาพักเที่ยงดังขึ้น




เฮ้ออออ ~ เวลาแห่งความสุขผ่านไปเร็วตลอดเลย’  คนพูดที่ไม่ยอมปล่อยผมพูดขึ้นหลังจากเสียงเตือนของกริ่งจบลง ผมจึงดันอีกคนออกเบาๆ เค้าผละออกหน้ายู่ที่ดูหมองลงชัดเจนเพราะโหมงานหนักจากกองหนังสือและงานที่บ้าน ผมส่งยิ้มยกมือขึ้นประคองแก้มเค้า




‘สู้ๆนะฮะ..อย่าหักโหมมาก พักผ่อนเยอะๆด้วย ดูสิหน้าหมองโทรมไม่หล่อแล้ว’




‘ไม่เจอแปปเดียวพูดมากขึ้นนะเรา..ไปด่าพี่อู๋ของตัวเองนู่น’




คนโดนพาดพิงที่ตั้งแต่กลับมาช่วยงานที่บ้านได้ไม่ถึงอาทิตย์ดีก็ตระเวนพาพี่มยอนตลอนเที่ยว งานทั้งหมดคนเป็นน้องเลยต้องรับช่วงต่อแม้จะยุ่งกับการเรียนมากแค่ก็ตาม แต่พี่ลู่เองก็เคยช่วยงานที่นี่บ้างแต่ไม่ได้ทำจริงจังนักเพราะยังเรียนอยู่



‘จะได้รู้ไงฮะว่าตอนที่พี่อู๋ไปอยู่ที่นู่นก็ทั้งเรียนทั้งทำงานมันเหนื่อยขนาดไหน’




‘มันเป็นสิ่งที่คนเป็นพี่ต้องทำอยู่แล้ว’




‘ถือซะว่าให้พึ่เค้าได้พักผ่อนไงฮะ..เหนื่อยมาตั้งหลายปี’




‘ครับๆ แต่เราก็เลยพลอยไม่ได้เจอกันงี้อ่ะนะ’




‘ก็เจออยู่นี่ไงฮะ..’




‘อาทิตย์ละวัน? เผลอๆไม่ได้เจอเลย?’




‘อย่างอแงสิฮะ โตแล้วนะ’




‘ที่ไม่เดือดไม่ร้อนนี่ไม่ใช่ไปแอบมีคนอื่นหรอกนะ’




‘ผมไม่มีอยู่แล้ว บอกตัวเองเหอะ..ไม่ใช่เอาเรื่องงานมาอ้างแอบไปหาใครที่ไหนนะ’ 





ผมพูดเสียงเบา มองอีกคนที่นิ่งไปก่อนจะฉีกยิ้มหวานหว่านปุ๋ยให้มะเขือเทศได้สุกอีกรอบ





‘แฟนใครเนี่ย ปากอย่างนี้ต้องจับฟัดให้จมเตียง’  คนพูดยื่นหน้าเข้ามาใกล้กับหน้าผมก่อนที่ผมจะหนีเอาตัวรอดวิ่งออกมา




‘ตัวแสบ..ฝากไว้ก่อนเถอะ’



ผมหันกลับไปส่งยิ้มให้คนข้างหลังที่เดินออกมาจากช่องหนังสือก่อนจะยกมือขึ้นทำท่าบอกเค้าว่าอย่าลืมกินข้าวและพักผ่อนให้เยอะๆ เค้ายิ้มพยักหน้าตอบทำมือโอเค ก่อนจะโบกมือลาอีกคนผมก็หยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ส่งข้อความส่งให้อีกรอบแล้วรีบเดินออกไปทันที







‘..............’






ผมว่าเราห่างกันแบบนี้ก็ดีอีกแบบ จะได้รู้ว่าเราคิดถึงอีกฝ่ายมากแค่ไหน คิดถึงกันมากแค่ไหน ถึงจะเป็นวิธีที่ทรมานไปหน่อยก็เถอะ

















---
















'ว่าไง ปาปารัสซี่ตัวน้อย ไม่เจอกันแปปเดียวตัวยังเท่าเดิมเลยนะ'



ร่างสูงอยู่ในชุดลำลองสบายๆแต่ไม่สามารถกลบความดูดีลงได้เลยเอ่ยทักเพื่อนสนิทของผมที่ฟังๆดูแล้วสองคนนี้น่าจะสนิทกันพอสมควรเพราะคำทักทายที่แปลกหู ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าไปสนิทกันตอนไหน





'ปาปารัสซี่อะไรล่ะ พี่เองก็ไม่เปลี่ยนเลยนะ ปากหมาเหมือนเดิมเด๊ะ'




'เด็กนี่...'




'อะ เอ่ออ สองคนสนิทกันหรอฮะ ผมไม่ยักรู้'




'ลองถามเพื่อนเราดูสิทำแสบอะไรไว้ขนาดไหน'




ผมหันไปมองคนตัวเล็กข้างๆที่กำลังจะปะทะฝีปากกับคนที่ตัวเองก็พึ่งบอกไปว่าอยากเจอ พอเห็นหน้ากันทำไมไม่เหมือนที่พูดก่อนหน้านั้น




'ให้พูดจริงอ่ะ?'





'ถ้าหมายถึงเรื่องเดียวกันก็พูดสิครับ'




'อืมมม..งั้นขอผ่านละกัน ไม่มีความจำเป็นที่จะแฉตัวเอง' ผมทำหน้างงกับคำพูดที่ฟังยังไงก็ยิ่งไม่เข้าใจของทั้งสองคน 




'ก็อิพี่ฝานแต่ก่อนอยู่ฝ่ายปกครองใช่ปะ ชอบหาเรื่องตัดคะแนนฉันไง'




'อ่า จริงหรอฮะ'




'ก็เพื่อนเราอ่ะตัวดี ทำผิดกฏของโรงเรียน บอกก็แล้วเตือนก็แล้ว'




'โด่ววว ใครจะไม่รู้ว่าที่หาเรื่องแกล้งนี่แค่ข้ออ้างให้ผมได้เข้าห้องปกครองเพราะอยากอยู่กับผมสองต่อสอง.. คนอะไรคิดอกุศลได้แม้กระทั่งเด็ก'



'นี่ๆแม่ปาปา...'



'อะร่ะๆ แน่จริงก็พูดออกมาดิ โห่ววว'



'เออเนี่ย มินซอกยังจำนักร้องไอดอลที่เคยเรียนที่นี่ได้มะ ที่อยู่ๆก็ลาออกกลางเทอมอ่ะ'



'จะ จำได้ฮะ แล้ว...?'



'ก็เพราะแบ...ค.....'




'ไหนมินซอกบอกมีแฟนไง ไหนอ่ะ'


คนตัวเล็กพูดขัดขึ้นก่อนที่อีกคนจะพูดจบประโยคทำให้ผมคนฟังเลยจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยซักอย่าง




'หึ!.. ที่แท้ก็มาหาข่าวนี่เอง คราวนี้ไม่สวมบทปาปาแล้วหรอครับ'




'บอกว่าไม่ใช่ปาปารัสซี่โว๊ยย อิ.....'




'อิอะไรครับ....'




'อิอิ หัวเราะ'





ผมยืนขำกับการเถียงกันไปเถียงกันมาของเพื่อนสนิทตัวเล็กกับพี่ชายร่างสูงอยู่โดยมีกำแพงขวางกั้นหลังจากกลับจากโรงเรียนมาพร้อมกัน




วันนี้แบคฮยอนจะมาค้างด้วย



เราสองคนชอบสับเปลี่ยนกันไปค้างที่บ้านของแต่ละฝ่ายบางทีก็ไม่มีเหตุผลหรอก แค่อยู่ที่ไหนสบายใจก็อยู่ซึ่งเราต่างรู้ดีว่าถ้าอีกคนมาขอค้างด้วยต้องมีปัญหาอะไรไม่สบายใจ เป็นอันรู้กันแค่สองคน แม้ปัญหานั้นจะไม่ถูกพูดถึงก็ตาม เหมือนวันนี้..






'มายืนทำอะไรตรงนี้ เย็นแล้วรีบเข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา อากาศยิ่งเย็นๆอยู่ด้วย..'



เสียงใสของคนที่พึ่งถูกกล่าวถึงในบทสนนาจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมออร่าผู้ดีในทุกท่วงท่าที่แสดงออกมาบ่งบอกชาติตระกูลของคนพูดได้เป็นอย่างดี




'อ้าว! มินซอกเองหรอ? ก็ว่าฝานมายืนทำอะไรตั้งนาน..เข้าบ้านได้แล้วนะ พี่ดูข่าววันนี้เค้าบอกหิมะจะตก เดี๋ยวจะไม่สบายเอา'





ผมยังยืนยันคำเดิมและจะพูดซ้ำๆว่าพี่ชายตัวสูงของผมโชคดีมากกกกกกกกกก ผมเองยังแอบเคลิ้มไปกับร่างขาวสว่างนี้เลย คนอะไรจะดูดีแสนดีได้ขนาดนี้ 





'นี่ก็อีกคนจะชวนน้องคุยทำไมไม่เข้าไปคุยในบ้านดีๆ ถ้าน้องพลอยไม่สบายขึ้นมาจะทำยังไง'


ฝ่ามือเล็กๆยกขึ้นตีไปที่ร่างสูงอีกคนที่ทำหน้ายู่ปากขมุบขมิบจนผมอดเอ็นดูไม่ได้ที่ได้เห็นเค้าสงบปากสงบคำจากพญามังกรผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครกลายเป็นงูน้อยที่ไร้พิษสง(?)ไปได้







'นี่ๆ ใครหรอ?'



นิ้วที่จิ้มอยู่บนไหล่และเสียงอีกคนทำให้ผมหันไปส่งยิ้มให้และแนะนำกับคนที่บอกว่าอยากเจอ




'เอ่อ..พี่มยอนฮะ นี่เพื่อนของผม แบคฮยอนฮะ จะมาค้างด้วยคืนนี้'




'ตายจริง ขอโทษทีนะมัวแต่เอ็ดคนโตแต่ตัว พี่ชื่อคิมจุนมยอนนะ เรียกพี่มยอนเหมือนมินซอกก็ได้'







'.................'







เพื่อนสนิทผมนิ่งไปจนผมต้องสะกิดให้อีกคนรู้ตัวเพราะมือขาวที่ยื่นข้ามกำแพงมาเพื่อนะเป็นการทักทาย




'อะ เอ่อ คะ ครับ..ยินได้ เอ้ย ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ..'




'แบคๆ..'




'แบคฮยอน'




'พยอน แบคฮยอน'



'ห๊ะ!? อ๋อ เอ่อ ขอโทษครับ..' ผมเรียกชื่อคนข้างๆที่นิ่งไปอีกครั้งหลังส่งมือไปทักทายอีกคนตรงข้ามตอบ





'คนนี้แหละ แฟนพี่อู๋'


ผมกระซิบบอกคนที่พึ่งได้สติให้สติหลุดอีกครั้งแต่ปฏิกิริยาแตกต่างจากตอนแรกที่นิ่ง ดวงตาเรียวรีเบิกกว้างแทบไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน




'ไปเลย คุณพ่อคุณแม่รอทานข้าวอยู่'




'คร้าบบบ..'




'เราสองคนก็เข้าบ้านได้แล้วนะ เดี๋ยวจะไม่สบายกันขึ้นมาจริงๆ'




ผมและแบคส่งยิ้มตอบอีกคนก่อนจะเดินแยกย้ายกันโดยที่ผมถูกเพื่อนสนิทกึ่งลากกึ่งจูงเดินเข้าไปบ้านปากก็พร่ำถามแต่เรื่องของร่างขาวสว่างที่พึ่งแยกกันไปเมื่อซักครู






'พี่มยอนเค้ามีเชื้อเจ้าหรือเป็นเจ้าชายปลอมตัวมาปะ'




'ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ'





'นายก็น่าจะรู้'




'เราก็ยังไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนักหรอก รู้แต่ว่าเรียนมาด้วยกันละก็เป็นผู้ช่วยพี่อู๋น่ะ'





คิ้วสวยขมวดพลางทำหน้าครุ่นคิดจนผมต้องเป็นฝ่ายจูงมืออีกคนขึ้นบ้านเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า



คืนนั้นเราก็ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเองไม่มีใครเอ่ยปากถามอะไรกันจนกระทั่งเข้านอน






'นี่..มินซอก'




'หื้มมม' ผมตอบคนที่นอนอยู่ข้างๆแบบงัวเงียเพราะใกล้จะเข้าสู่ห้วงนิทราแล้วแต่ถูกอีกคนปลุกซะก่อน




'นายว่าความลับมีในโลกมั้ย'





'มีสิ..'





'นายเคยมีความลับรึเปล่า'





'มีสิ..'





'ละเมอปะเนี่ย'





'อืมมมม เปล่าาาาา'




'นายเคยอึดอัดเพราะเพราะต้องเก็บความลับมั้ย?'




'เคยสิ'




'แล้วนายแก้ปัญหายังไง'




'อดทน'




'ถ้าทนจนมันสุดๆแล้วล่ะ'




'เป็นอะไรรึเปล่า'






'ไม่รู้สิ แค่เหนื่อยๆ'




'ถ้าคิดว่าการระบายช่วยให้หายอึดอัดได้ก็พูดออกมาเถอะ แค่ต้องแลกกับความลับที่ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป'




'นอนเถอะ..ราตรีสวัสดิ์'



'อืม อย่าคิดมาก ฝันดีนะ'


ผมเข้าเฝ้าพระอินทร์ทันทีที่พูดจบประโยค คำพูดที่คุยกันทุกประโยคก่อนหน้านี้ผมรู้ตัวและตอบต่อบทสนทนาด้วยสติที่ครบถ้วน





ทุกคนบนโลกมีความลับ







ตัวผมเองก็เช่นกัน






















---
























อย่างที่พี่ลู่รวมถึงคนอื่นๆว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ หลังจากกีฬาสีประจำปีนี่ก็ผ่านมา2สัปดาห์แล้ว ถึงช่วงเวลาแห่งการสอบก็มาไม่ให้ได้พักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว

ผมกับพี่ลู่ยังรัก(?)กันดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหลังจากวันนั้นที่เราเจอกันที่ห้องสมุดก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย มีส่งข้อความคุยบ้างแต่เพราะต่างคนต่างยุ่งเลยไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากเหมือนเมื่อก่อน





‘นี่ๆ..ข้อสุดท้ายตอบข้อไหนอ่ะ’




‘เราตอบ a’




‘เหรอ? ฉันตอบ c อ่ะ..หนังสือๆๆๆ’  


หลังจากสอบวิชาแรกของวันจบลงทุกคนต่างเดินหน้ายุ่งหัวฟูกันออกมาถามกันว่าแต่ละคนทำได้ทำไม่ได้ตรงกับที่อ่านตอบถูกตอบผิดกันเซ็งแซ่ตลอดทางเดินระเบียงเพื่อแยกย้ายไปพักก่อนจะเริ่มสอบในวิชาต่อไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า





‘ผิด!!! นายตอบถูกอ่ะ..ขอให้ผ่านด้วยเถิ้ดดดด ไม่อยากสอบซ่อม ยิ่งปีนี้เพิ่มการบำเพ็ญประโยชน์มาอีกวิชาละตั้ง5ชั่วโมง ไม่อยากลางานนะ เดี๋ยวโดนเด้งออกทำไง’




‘ไปบอกรุ่นพี่จงอินสิ ให้เค้าคุยกับพ่อเค้าให้’  ผมพูดแนะนำเพื่อนตาตี๋ร่างเล็กหันมาค้อนใส่




‘พี่เค้าเรียบร้อยโรงเรียนไอ้ตาโปนนั่นไปละ’




‘หื้อ?? หมายความว่าไงอ่ะ’




‘ก็คุณหนูโดคยองซูนั่นไง..เหอะ! อาทิตย์ก่อนไปที่ร้าน พี่จงอินนี่แทบจะอุ้มเดิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อะนะว่าดูน่ารักดีเวลาอยู่ด้วยกัน ถึงจะมีคนนึงเกินพอดีไปหน่อยก็เถอะ’




‘อ่า..น่าอิจฉาจัง’




‘จะไปอิจฉาทำไมตัวเองก็มี’





‘ก็นะ ไม่รู้สิ’




‘อิจฉาที่พี่คนดีของนายไม่มีเวลาให้เหมือนอะนะ นี่ได้เจอกันบ้างรึยัง? หรือข่าวลือที่ว่านั่นคือเรื่องจริง..’





‘.........’





‘มีอะไรที่นายไม่ได้บอกฉันรึเปล่า คิมมินซอก’




‘ข่าวลืออะไร?’




‘เอ่า ไม่รู้เหรอ คิดว่าน่าจะรู้แล้วแต่ไม่ใส่ใจฉันเลยไม่ได้พูดอะไร’





‘ใช่แบคฮยอนตัวจริงรึเปล่าเนี่ย..’  ผมพูดแขวะเพื่อนตัวเล็กที่ปกติมีเรื่องอะไรจะเล่าให้ผมฟังหมดถึงผมจะฟังบ้างไม่ฟังบ้างก็ตาม





‘นี่ ฉันก็เพื่อนนายนะ เรื่องบางเรื่องที่ไม่รู้จริงไม่จริงจะเอามาพูดทำไมจริงมั้ย ในเมื่อตัวนายเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรอยู่แล้ว เลยปล่อยผ่านๆไป’





‘โอเคๆ ว่าแต่ข่าวลืออะไรเหรอ?’





‘โทรศัพท์นี่เล่นบ้างก็ได้นะ ไม่ใช่ปล่อยให้เสียค่าเน็ตเปล่า..’  ผมยิ้มตอบเพื่อนไปไม่ได้พูดอะไรรอฟังเรื่องจากปากเค้าเพราะขี้เกียจเข้าไปหาอ่านเอง





‘อะ เอ่อ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้อะนะ ถามอะไรอย่างดิ แต่นายต้องตอบความจริงนะ เอ่อ... กับพี่ลู่ยังคุยกันดีอยู่ใช่มะ’





‘แบค..’






‘เออๆ ก็เค้าว่าที่พี่เค้าห่างๆกะนายเนี่ยมีคนเห็นเค้าเทียวไปเทียวมากะแฟนเก่า หลายคนก็เลยคิดว่าพี่เค้าเลิกกะนายแล้วกลับไปหาแฟนเก่า วงในเค้ายังบอกอีกว่าเหมือนทั้งคู่จะยังไม่เลิกกันเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะอยู่ๆแฟนพี่แกก็หายตัวไปเฉยๆ ล่าสุดก็พึ่งกลับมาแล้วมีคนเห็นเค้าอยู่ด้วยกันนั่นแหละ ก็ถ้าว่ายังไม่เลิกกันอย่างเป็นทางการก็ไม่แปลกที่จะกลับมาคุยกัน อะ เอ่อออ.. นาย โอเคนะ’





‘..........’






‘เฮ้ย นายไม่ใช่คนคิดมากอยู่แล้ว มันก็แค่ข่าวลือ อีกอย่างพี่ลู่เค้ายุ่งจะตายนายก็รู้ ไหนจะติวไหนจะงานที่บ้านไม่มีเวลาไปทำเรื่องพรรค์นั้นหรอก..’




‘กระบองเพชร เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่ก็ขาดน้ำไม่ได้ เราไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง เพราะถ้าดินแห้งก็จะขาดความชื้นทำให้มันไม่มีน้ำให้ดูดซึมไปหล่อเลี้ยง สุดท้าย..ก็ตาย..’




‘...เหมือนกันกับความเชื่อใจ เราก็เหมือนต้นกระบองเพชร เค้าเป็นน้ำ วันเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันเราอยู่ได้โดยไม่ต้องมาทำอะไรเลย ระยะเวลาที่ห่างกันแน่นอนมันทำให้เรารับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่ออีกฝ่ายว่ามันชัดเจนขนาดไหน แต่ถ้ามันนานจนเกินไปล่ะ นานจนดินที่ชุ่มมันเริ่มที่จะแห้ง..’





‘เดี๋ยว..นี่ไม่ได้คิดมากเรื่องที่ฉันพูดใช่มั้ย? ก็เห็นปกติมาตลอด’




‘ก็แค่พยายามทำเหมือนปกติ...’




‘...เพราะไม่ว่ายังไง..เราก็เชื่อใจพี่เค้า แต่...’





‘แต่...’  ผมอึกอักพูดไปต่อไม่ถูกมองอีกคนที่รอคำพูดจากผมอยู่อย่างใจจดใจจ่อ โอเคที่ผมบอกเราแทบไม่ได้เจอกันเลยนั้นเพราะต่างคนต่างยุ่ง แต่คนรักกัน..เป็นแฟนกันอ่ะ มันจะไม่ว่างเจียดเวลาซักนาทีสองนาทีโทรมาคุยบ้างไม่ได้เลยเหรอ?





ผมไม่อยากพูดเหมารวมว่าเค้าเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมเหมือนที่คนทั่วไปเค้าเรียกช่วงโปรโมชั่น แรกๆอย่างหลังมาอีกอย่าง เพราะไม่คิดอะไรมากเลยคิดแต่ว่าเค้าคงยุ่งจนไม่เวลาจริงๆ และคงเหนื่อยมากจริงๆ




‘แต่อะไรพูดให้จบ’





‘...เรา ไม่ได้คุยกันมาสองอาทิตย์แล้ว..’





‘อย่ามาอำ’






ผมมองหน้าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมด้วยสายตาไม่ได้ล้อเล่นแต่อย่างใดยืนยันกับประโยคที่พูดออกไป มือล้วงหยิบโทรศัพท์ปลดล็อกรหัสผ่านก่อนยื่นให้คนที่ดูเหมือนยังไม่เชื่อเช็คดู มีส่งข้อความคุยกันแค่2ครั้ง และทั้ง2ครั้งผมเป็นคนทักไปก่อน ครั้งแรกผมส่งไปให้กำลังใจ ‘สู้ๆ ^^o’  เค้าตอบกลับมาแต่อีโมติคอนมือโอเค จบ.. ครั้งที่2 ผมบอก ‘ฝันดีนะ’ เค้าอ่านแต่ไม่ตอบ และผมก็ไม่กล้าทักหรือโทรไปกวนเค้าอีก ห่วงก็ห่วง แต่เข้าใจมั้ยผมทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากรอ อยากเห็นหน้า อยากได้ยินเสียง แต่ทำอะไรนอกจากรอ รออยู่อย่างนั้น




การที่บ้านติดกันไม่ได้ช่วยให้เราได้เจอหน้ากันเลยแม้จะอยู่แค่รั้วบ้านกั้น ใกล้กันแค่นี้..แต่ดูเหมือนเรายิ่งห่างกันมากขึ้นทุกทีๆ





‘ไม่ต้องๆ ฉันเชื่อแล้ว..นี่..’






‘........’





‘..จำที่ฉันเคยพูดได้มั้ยว่าทำไมถึงไม่อยากให้ทั้งสองคนคบกันน่ะ..’





‘อืม..’





‘ลองกลับไปคิดให้ดีๆนะ ว่าพี่คนดีที่นายรู้จักอยู่เนี่ย นายรู้จักเค้าดีขนาดไหน ลองมองเค้าในมุมมองของคนอื่นดู ถ้าคิดว่ารับได้..ฉันจะบอกทุกอย่างที่เค้าพยายามปิดบังนายอยู่’






บ่ายวันนั้นผมเผลอนั่งเหม่อคิดถึงเรื่องที่แบคฮยอนพูดจนทำข้อสอบอีก15ข้อเสร็จไม่ทันเวลาเลยฝนมั่วไปนาทีสุดท้ายโดยที่ไม่ได้อ่านโจทย์














---













หลังจากเสร็จภาระกิจทุกสิ่งอย่างในบ้านผมก็เดินมาเปิดโน้ตบุ๊คดูเพื่อเข้าเว็ปหาข้อมูลที่แหล่งเนื้อหาแน่นและเรียลที่สุดอย่างพันล้านทิพย์ นิ้วมือพิมพ์หัวข้อที่ต้องการค้นหาเข้าไปทันที






ลู่หาน








มีกระทู้ที่เกี่ยวกับเค้ามากมายแสดงถึงความรักของคนที่มีต่อเค้าอย่างล้นเหลือประหนึ่งดาราไอดอล ซึ่งกระทู้ส่วนใหญ่จะเป็นรูปเค้าในแต่ละวัน รูปการทำกิจกรรมต่างๆของโรงเรียนหรือรูปแอบถ่าย รูปที่แฟนคลับของเค้าบังเอิญเจอตามสถานที่ต่างๆแล้วขอถ่ายรูปก่อนจะเอามาแชร์ให้คนที่ไม่เคยเจอได้อิจฉาที่มีโมเม้นอย่างนี้ ถ้าเค้าเรียนจบไปเป็นดาราคงมีชื่อเสียงมากกว่านี้แต่ๆ ชีวิตผมคงอยู่ลำบากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ 





แต่ก็นะ..ถึงตอนนั้นเราจะยังรักกันอยู่หรือเปล่านี่ก็อีกเรื่องนึงล่ะนะ





นอกเรื่องจนได้ เพราะหัวข้อที่กว้างเกินไปผมจึงเลือกต่อท้ายคำลงไปอีกเพื่อการค้นหาจะได้แคบลง 





ลู่หาน แฟน






ไม่ได้ต่างกัน.. มีกระทู้มากมายที่พูดถึงเค้าและแฟน ซึ่งก็คือผมเอง มือกดสุ่มๆเข้าไปดูก็มีแต่รูปเค้าที่ดูดีในทุกท่วงท่าอริยาบท และผม ที่โดนเบลอหน้าบ้างเบลอทั้งตัวบ้าง รูปหมาหมีแมวแปะทับหน้าบ้าง อย่าพูดถึงคอมเมนท์เลยว่าจะประมาณไหน ผมถึงไม่ค่อยอยากเล่นโซเชี่ยวเท่าไหร่ อีกอย่างพี่ลู่เค้าก็ไม่อยากให้ผมแคร์อะไรกับคนพวกนี้มากด้วยเลยปล่อยผ่านๆไป แค่มีชีวิตอยู่ในแต่ละวันก็เหนื่อยจะตายแล้ว ไม่ควรหาเรื่องมาคิดให้เหนื่อยจิตเพลียใจกว่าเดิม






หัวข้อก็ยังกว้างเกินไป...






ลู่หาน แฟนเก่า






ด้วยชื่อหัวข้อกระทู้ที่น่าจะชัดเจนแล้วทำให้ผมไม่ต้องสุ่มเลือกว่าควรกดเข้าไปอันไหนก่อนผมจึงเริ่มที่กระทู้ที่คนคลิกเข้าอ่านมากที่สุดของคนที่ใช้ชื่อว่า พรายกระซิบ เป็นคนที่ในทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าตัวจริงเค้าเป็นใคร แต่ข่าวของเค้าที่เอามาลงไม่ว่าจะข่าวลือหรือเดาตามความคิดเห็นของตัวเค้าเองทุกเรื่องเกิดขึ้นจริงตลอด






รวมภาพ ลู่หาน แฟนเก่า พร้อมเรื่องราวที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน





ผมกดเข้าไปแล้วเลื่อนดูเพื่อหาดูรูปก่อนเป็นอันดับแรกก่อนจะสนใจเนื้อหาของกระทู้ คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรักครั้งแรกของแฟนคนปัจจุบันของผม อยากรู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง



แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะในแต่ละรูปเห็นหน้าคนๆนั้นไม่ชัดซักรูป เพราะหมวกและแมสที่ปิดไปหมดจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็นยังไง เหมือนจงใจปิดซ่อนใบหน้าไม่ให้ใครเห็น ยังกับการแอบเดทกันของดาราไอดอลเลย 





แอบเดทงั้นเหรอ? แล้วทำไมต้องแอบด้วยล่ะ





รูปทุกรูปผมสะดุดตรงสายตาของอีกคน..เป็นสายตาที่แข็งกร้าวแต่กลับดูอบอุ่น ดูพร้อมที่จะปกป้องคนที่รักได้ตลอดเวลา เป็นใบหน้าและสายตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และเค้าไม่เคยใช้เวลาอยู่กับผม แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าไม่ดีหรืออะไร เวลาเค้าอยู่กับผม เค้าจะขี้อ้อนเหมือนเด็ก แววตาดูซุกซนขี้เล่น ไม่แข็งกร้าวดูเย็นชาแบบนี้




ผมกดเข้าไปดูข้อความที่ถูกซ่อนไว้เป็นคลิปตอนที่เค้าเปิดฝาขวดน้ำและถือไว้ให้อีกคนดื่ม แต่คลิปโดนลบไปแล้วผมเลยไล่อ่านเนื้อหาและคอมเม้นท์ของกระทู้




คหสต1 :: พี่ลู่มีมุมน่ารักๆอย่างนี้ด้วย?!?? ถถถถ คุณพระของบ่าว น่าอิจฉาคนนั้นจังค่ะ 


คหสต2 :: ดูจากสายตาแล้ว...พี่คะ หนูว่าหนูท้อง


คหสต3 :: เป็นผู้ชายเย็นชาหน้าสวยที่ไม่น่าอภัยเพราะเป็นอันตรายต่อหัวใจของสตรีมี(ความ)ครรภ์อย่างดั๊น




..........




คหสต79 :: เราเคยไปรับพี่ที่จงแดคลับเจอพี่ลู่ด้วย เดินควงมากับสาวเลยจ้า ชุดดำทั้งชุด  นี่นั่งเปิดประตูกะลังจะลงรถทำอะไรไม่ถูกตอนพี่แกหันมาแสยะยิ้มให้ แบดฝัสๆเยย องค์พี่หานลงอย่างแรง มีความหลัวมาก ><




ผมไล่อ่านคอมเม้นท์เรื่อยๆยิ่งรู้สึกว่าใช่ลู่หานคนเดียวกันกับที่ผมรู้จักเหรอ? ใช่เหรอ? เหมือนคนล่ะคนกับคนปัจจุบันที่ผมเจออยู่ทุกวัน 





Top secret  เรื่องลับๆที่คุณไม่เคยรู้ 1
..อย่างที่เรารู้ๆกันถ้าใครที่ตามตั้งแต่ FanHan หรือ WuLu Brother แรกๆจะรู้ว่าพี่ลู่ตัวจริงเป็นคนยังไงอ่ะเนาะ แต่ที่เราเห็นๆกันอยู่ในทุกวันนี้พรายกระซิบขอบอกไว้เลยว่า นั่นเป็นแค่คำขอจากแฟน(เก่า)ของพี่แกค๊าา เพราะอยากให้พี่ลู่เปลี่ยนแปลงตัวเองหน่อย หน้าก็สวยแต่เอ็งจะเก๊กหน้าเครียดตลอดเวลาทำไมงี้ ยิ้มหน่อยสิยิ้ม ~ ซึ่งหลังจากที่โบกมือบะบุยกันไป ลู่ดาร์ก หรือ พี่หาน ของหมู่เฮาก็ตายไปด้วยเช่นกันนั่นแล..





คหสต4 ::  เราชอบลู่ดาร์กมากกว่าลู่ตอนนี้นะ ดูเป็นตัวของตัวเองดี ถึงพี่ลู่คนดีในตอนนี้จะน่าเอ็นดูก็เถอะ 




คหสต20 :: เรามาทีหลังไม่ทันตอนลู่ดาร์ก แต่เราชอบพี่ลู่ตอนนี้นะ เราว่าน่ารักดี สุภาพ อ่อนโยน  คิดภาพพี่ลู่ดาร์กไม่ออกเลยจริงๆ







Top secret เรื่องลับๆที่คุณไม่เคยรู้ 2
แฟนเก่าคนนั้น..ยังคงเป็นปริศนาทั้งหน้าตาแม้กระทั้งชื่อก็ยังไม่มีใครรู้ พรายกระซิบเองยังไม่รู้เหลย แต่จากที่พรายกระซิบอุทิศตนทุ่มทุน(?)และเวลาในการศึกษา(เรื่องชาวบ้าน) สรุปคร่าวๆได้ว่า เค้าคนน้านนน ไม่ใช่ผู้หญิงแน่นวลค่ะ ผิวขาว และทุกคนที่เคยเจอจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเค้าน้านน่ารักมากกกก แม้จะไม่เห็นหน้าตาแต่นิสัยดีเฟ่อออๆ เค้าว่ามางั้น นี่สรุปแล้วนะ สรุปจริงๆ เพราะเป็นปริศนาอ่ะเออ ได้แค่นี้จริงๆ อ่อ มีอีกเรื่องค่ะที่อิชุ้นแอบได้ยินมา คือคนที่รู้และเคยเห็นคนๆเนี๊ยมีแค่2คนเท่านั้นไม่นับพี่ลู่นะ และผู้ที่มีบุญวาสนานั้นก็คือ พี่อี้ฝานพี่ชายแต้ๆของพี่ลู่และเพื่อนสนิทของแฟนคนปัจจุบันของพี่ลู่นั่นเองค่า พรายเองก็ยังงงๆอยู่ว่าทำม๊ายยยยยทำไมนุ้งเพื่อนสนิทไม่บอกเล่าให้เพื่อนคุณหนูฟังล่ะเนาะ เรื่องนี้มันมีx อุ๊ปส์! เงื่อนงำค่ะเงื่อนงำ คงต้องสืบกันต่อไป หู้ยยยย แซ่บนัวส์จริงๆ แจ่บๆ





ผมกดเลื่อนไม่สนใจคอมเม้นท์หาข้อต่อไปด้วยความรู้สึกโหวงๆ ในหัวมันว่างเปล่าไปหมด ใจหนึ่งก็สั่งตัวเองให้หยุดดูแต่อีกใจเปอร์เซ็นต์ความอยากรู้มันกลับมีมากกว่าจึงทำให้ผมเลื่อนอ่านต่อไปเรื่อยๆ





Top secret เรื่องสุดท้ายที่หามาได้ของวันนี้
คือ..รักครั้งใหม่ที่พึ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆในฤดูหนาวอย่างนี้นั้น เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของอะไรบางอย่างและอะไรบางอย่างนั้นเกี่ยวข้องกับแฟนคนก่อนด้วยนาจา ใครทีมใครก็ว่ากันไปนะคะ อิชุ้นทีมสอใสเกือกอย่างเดียวค่ะ ก้ากกกก อย่างที่เคยบอกไปนะคะทุกคนที่เข้ามาอ่านกระทู้ของพรายกระซิบขอบอกไว้เลยว่าให้ใช้วิจารณญาณนะคะ ทุกคนมีสมองมีความคิดเป็นของตัวเองค่ะ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่าง สำหรับวันนี้เชิญเม้นท์ตีกันเองได้ตามสะดวกค่ะ  งดหยาบคายเด้อพอดีดิฉันเป็นลูกผู้ดีค่ะ เบยยย~





ผมพยายามนั่งขุดกระทู้เก่าๆที่พูดถึงเค้ากับแฟนของเค้าแต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นหน้าค่าตาของคนนั้นเลยจริงๆ แต่มีคนหนึ่งที่สามารถบอกผมได้ แบคฮยอน




เมื่อนึกขึ้นได้ผมก็หยิบโทรศัพท์ทำการปลดล็อกหน้าจอกรอกรหัสผ่าน4ตัวก่อนจะกดปุ่มรายชื่อที่โทรออกล่าสุด รอเสียงสัญญาณซักพักปลายสายก็กดรับ




โหล ~...’ เสียงงัวเงียที่บ่งบอกว่าคนที่รับสายคงหลับไปแล้วก่อนจะถูกปลุกโดยเสียงจากโทรศัพท์จากผม




‘แบค...’




‘อ้าว? มินซอกเองเหรอ? โทรมามีไรดึกๆดื่นๆ ก่อนโทรได้เช็คนาฬิกามั้ย นี่มันเวลานอนนะครับคุณหนูมินนี่..’




‘ขอโทษนะ แต่เรารอให้ถึงพรุ่งนี้ไม่ไหวน่ะ’




‘มีเรื่องอารายยยย~’





‘เราทำตามที่แบคบอกเมื่อตอนเย็นแล้ว..เจออันนึงเค้าบอกว่า..’





‘อือออ..’





‘แบครู้จักแฟนเก่าของพี่ลู่..’





‘...............’





ปลายสายเงียบไปนานจนผมต้องเรียกสติอีกคน 





‘แบค..’





‘ฟังอยู่รึเปล่า?’





‘แบค..’ เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นคำตอบให้ผมได้เป็นอย่างดี






‘ฝันดีนะ..’




ผมกดวางสายแล้วเดินไปยังเตียงนอนมองดูนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์ 1:40AM ล้มตัวลงนอนพร้อมกับความคิดเรื่องที่พึ่งค้นพบประเดประดังไหลเข้ามามากมาย ข่มตาให้หลับเพื่อตื่นขึ้นมารับมือกับอะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ อาจจะเป็นเรื่องดีที่ไม่มีอะไรให้วิตก หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยที่ชดใช้ยังไงก็มีวันลบไปได้








ใช่ว่าจะไม่เคยรู้ แค่ไม่อยากยอมรับ







เพราะใจมันเผลอเดินพลาด







ตกหลุมที่ตัวเองเป็นคนขุดเอาไว้















‘กินข้าวกินปลาบ้างรึเปล่า พักผ่อนมั่งเถอะ ดูสิ..หน้าโทรมหมดแล้ว..อ้าว?! ลงมาพอดี..’



ผมมองคู่สนทนาของแม่คนที่ผมไม่ได้เจอหน้าเลยตลอด2อาทิตย์เต็ม ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าแต่แววตายังคงดูสดใสซุกซนเหมือนเดิมฉีกยิ้มกว้างทันทีที่เห็นผม ผมเองก็ยิ้มตอบแบบเขินๆทำตัวไม่ถูกเพราะเราไม่ได้เจอกันหลายวันลืมความคิดเรื่องเมื่อคืนไปชั่วครู่เพราะใบหน้าที่ดูอิดโรยนั่น




หลังจากกินข้าวบอกลาแม่เรียบร้อยแล้วผมกับอีกคนก็เดินออกมาหน้าบ้านเพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนในรอบเดือนเลยก็ว่าได้ของการไปโรงเรียนด้วยกัน





‘ให้ลุงอีทึกไปส่งดีกว่านะฮะ..’




‘หื้อ? ไม่เอาครับ กว่าจะปลีกตัวได้มีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง’




‘พี่ดูเหนื่อยๆนะฮะ ได้พักบ้างรึเปล่า เมื่อกี๊ก็กินข้าวไปนิดเดียวเอง’




‘พักสิครับ ที่กินนิดเดียวเพราะกินอะไรจากที่บ้านมาแล้ว ทำตามที่เราบอกทุกอย่างเลย นอนคากองเอกสารทุกคืน ฮ่าๆๆๆ’





คนหน้าสวยที่ใบหน้าดูอดหลับอดนอนพูดติดตลก ผมทำหน้าจริงจังพร้อมกับพูดตอบเค้าไปด้วยน้ำเสียงเช่นเดียวอารมณ์ที่ไม่ได้ขำกับคำกล่าวของเค้า




‘ถ้าไม่ให้ลุงอีทึกไปส่งก็แยกกันไป’




‘โห่วว ไม่เห็นต้องซีเรียสขนาดนั้นเลยครับ..’ ผมยังคงทำหน้านิ่งเป็นคำตอบยืนยันกับสิ่งที่ตัวเองพูด




‘โอเคๆ ยอมครับ..’





เค้าเอามืออีกข้างที่ไม่ได้ล้วงกระเป๋ากางเกงมาจับมือผมและเดินไปยังบ้านของเค้าก่อนจะบอกกับลุงอีทึกที่กำลังเช็ดรถอยู่ขยันขันแข็งให้ไปส่งที่โรงเรียนตามคำร้องขอของผม





‘งีบซักหน่อยนะฮะ เดี๋ยวถึงแล้วผมจะปลุก’




‘อะไรอีกอ่า~ ไม่ได้เจอหน้าตั้งนานไม่คิดถึง ไม่เป็นห่วง ไม่อยากคุยอะไรกับพี่หน่อยเหรอ?’




‘อยากสิฮะ แต่สภาพพี่ตอนนี้คงยังไม่พร้อม’




‘ช่วงที่ไม่ได้เจอกันนี่ไปหัดพูดมากมาใช่มั้ยเรา แฟนใครว๊าทำไมใจร้ายจัง'




‘ถ้ายอมทำตามที่ผมบอกผมจะยอมเชื่อฟัง ทำตามที่พี่บอกทุกอย่างเหมือนกัน’




‘เราไม่ต้องทำอะไรหรอกครับ แค่เป็นที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็พอแล้ว’




คนพูดเอนตัวลงใช้ตักผมที่มีกระเป๋าวางอยู่ก่อนจะหยิบมันออกแล้วนอนลงหลับตาพริ้มไม่ถึงนาทีดีลมหายที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วเรียบร้อยพร้อมกับพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์





คุณเล็ก เธอเป็นคนที่เวลาทำอะไรก็จะทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นแบบสุดตัว ถ้าช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอได้ติดต่อเหมือนช่วงแรกๆขอให้คุณหนูมินช่วยเข้าใจคุณเล็กด้วยนะครับ..’





‘ผมเข้าใจดีฮะ..’





ผมส่งยิ้มตอบโชเฟอร์ข้างหน้าที่ยิ้มใจดีผ่านกระจกมาให้ก่อนจะก้มมองดูคุณเล็กของลุงอีทึก มือลูบผมอีกคนเบาๆ ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าแม้จะดูหมองลงแต่ความสวยนั้นยังคงอยู่แม้จะมีตอหนวดที่คงไม่มีเวลาจัดการเพิ่มขึ้นมาทำให้จู่ๆผมก็นึกถึงคำๆหนึ่งขึ้นมา ลู่ดาร์ก 



จริงสินะ..ไม่ว่าอดีตเค้าจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้ เวลานี้ คนๆนี้เป็นผู้ชายของผม เป็นพี่คนดีของนายคิมมินซอก แค่นี้ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ













---

















My memories :: LuHan ::




‘อ้อ! พ่อเป็นคนบอกให้ฝานเค้าพาชิงลองไปเดินเล่นสูดอากาศที่สวนสาธารณะหน้าหมู่บ้านเองแหละ จะได้ไม่อุดอู้อยู่แต่ในบ้าน เราก็ตามไปสิ’




‘ฮะ/ครับ’




‘เราจะปั่นไปคนล่ะคันหรือเราจะซ้อนพี่’




เป็นอะไรรึเปล่าฮะ ..สีหน้าไม่ค่อยดีเลย’



ในตอนนั้นสมองผมไม่รับรู้อะไรอีกเลยหลังจากได้ยินว่าพี่ชายตัวดีของผมและอี้ชิง ออกไปด้วยกัน ผมจะไม่กระวนกระวายอะไรเลยถ้าไม่เห็นสายตาเหมือนเจออะไรสนุกๆของมัน และอีกคนที่ดูก็รู้ว่าหวาดกลัวคนที่นั่งข้างๆในวันนี้ขนาดไหนแม้จะพยายามกลบเกลื่อนแต่ผมดูออก ที่สำคัญคือ อู๋อี้ฝานรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอี้ชิงและผม ซึ่งแน่นอนอี้ชิงก็รู้ว่าผมเองก็มีพี่ชายแต่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ชื่อแซ่อะไร ผมเองก็ไม่เคยเล่ารายละเอียดอะไรให้เค้าฟังเพราะคิดว่ามันไม่จำเป็นถึงเวลาก็คงจะรู้เอง แต่โชคไม่ดีที่เวลานั้นมันมาถึงและเค้าต้องมาเจอในสภาพที่อีกคนดูไม่โอเคอย่างนี้






ในหน้านี้ผมขอเขียนแบบรวมๆไปเลยแล้วกัน ส่วนชื่อตอนให้ทุกคนเป็นคนช่วยกันตั้งให้ ไม่ได้เขียนมาหลายอาทิตย์เว้นช่วงไปนาน เอาต่อจากวันที่ผมได้เจอเค้าอีกครั้งหลังที่เราจบกันไป ทุกคนคงไม่รู้ว่าคนอย่างอู๋อี้ฝานทำอะไรได้เหนือความคาดหมายมากกว่าที่คุณคิดมาก คุณไม่มีทางเดาความคิดของคนอย่างมันได้เลย ถ้าทำได้มันจะมีแผนไว้แก้ตั้งแต่A-Z ทำยังไงก็ไม่มีทางตามทัน มันเป็นคนรอบคอบและทำทุกอย่างตามแบบแผน แต่ใครจะรู้ว่าผมเจอจุดอ่อนของมันแล้ว..





ผมยอมรับที่เป็นห่วงอีกคนจนลืมอีกคนที่มาด้วย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร เพราะเป็นคิมมินซอก ทุกอย่างเลยดูง่ายไปหมด





‘เออ..แกอยู่ส่วนไหนของสวน?’




'หึ! ฉันนี่เดาอะไรไว้ไม่เคยผิดเลยนะ'





‘แกจะทำอะไร พาอี้ชิงกลับมาเดี๋ยวนี้ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน’




‘โวๆๆ ใจเย็นๆไอ้หน้าสวย ฉันไม่ทำอะไรหรอก ก็แค่..ทำความรู้จักกันเฉยๆน่า’




‘อู๋อี้ฝาน ฉันขอเตือนแกนะ อย่ายุ่งกับอี้ชิง พาเค้ากลับมาซะ แกไม่เห็นสภาพเค้าเหรอ?’





‘หึ..จะทำยังไงกับมินซอกผู้น่าสงสารดี’




‘อย่าพูดถึงคนอื่น ฉันสั่งให้แกพาอี้ชิงกลับมาซะ’





‘จุ๊ๆๆ ถึงขั้นออกคำสั่งขนาดนี้  ถ่านคงยังไม่ดับสินะ เฮ้อออ~ จะทำยังไงกับมินซอกผู้น่าสงสารดีน้าา~’





‘อู๋อี้ฝาน!!!’





หลังจากหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับคนในโทรศัพท์ผมก็นั่งแท็กซี่ต่อจากอีกคนที่ลงพอดีไม่ลืมที่จะส่งข้อความไปบอกกับคนที่มาด้วย จากนั้นก็กระหน่ำโทรหาคนที่ตัดสายไป ครั้นจะโทรหาอีกคนที่ไปด้วยก็นึกขึ้นได้ว่ากระเป๋าเค้ายังอยู่ที่บ้าน จึงรัวโทรแต่คนที่เป็นคนพาเค้าไป 


เป็นการฟังเสียงสัญญาณที่ทรมานที่สุดในชีวิตผม ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายท่าทางมึนๆซึนๆอย่างจางอี้ชิงจะทำให้คนอย่างลู่หานเป็นได้ขนาดนี้ ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากให้คุณลุงแท็กซี่ขับวนไปมาในสวนสาธารณะกับขับวนรอบหมู่บ้านวนอยู่4-5รอบก็ไม่เห็น2คนที่ผมตามหา




ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากแสงสว่างของดวงอาทิตย์ในกลางวันถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างจากไฟเหลืองนวลที่ติดอยู่รอบๆตามข้างทางในสวนหญ้าเขียวขจีแห่งนี้ ผมนั่งสงบสติอารมณ์ตัวเองก่อนจะลุกขึ้นไปเอาจักรยานเพื่อกลับบ้านแต่ลุงยามบอกว่ามินซอกเอากลับไปแล้ว

และเย็นวันนั้นผมตัดสินใจกดเบอร์โทรหาคนที่อยากโทรหามาโดยตลอด แต่เพราะอะไรหลายๆอย่างทำให้หักห้ามใจเอาไว้อีกอย่างกลัวว่าเจ้าตัวจะเปลี่ยนเบอร์โทรไปแล้วด้วย



รอเสียงสัญญาณได้ไม่นานอีกคนก็กดรับน้ำเสียงฟังดูเนือยๆเหนื่อยๆตามแบบฉบับของเค้า




‘อี้ชิง/ลู่หาน’  ยังใช้เบอร์เดิมอยู่สินะ




‘กลับไปตอนไหน?’




‘กลับมาได้ซักพักแล้วล่ะ..ขอโทษที่ไม่ได้ลานะ’





‘ไม่เป็นไรใช่มั้ย?’





‘คงไม่เป็นอะไรมากกว่าแล้วแหละ ดูสภาพเราสิ’  ปลายสายพูดติดตลกแต่ผมไม่ได้มีอารมณ์ขันตามเลย





‘อี้ชิง..’





‘หื้ม?..’















‘.....คิดถึง’













‘เราก็คิดถึงลู่นะ..’





เราไม่ได้พูดอะไรกันมากมายนักเพราะตามนิสัยของผมก็ไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว มีเรื่องอยากถามมากมายแต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้เพราะอีกคนคงไม่อยากพูดถึง เค้าบอกไม่มีอะไรไม่เป็นอะไรแล้วผมก็เชื่ออย่างนั้น และคืนนั้นก็เป็นคืนแรกที่ผมรู้สึกได้นอนแบบเต็มอิ่มที่สุดแบบไม่ต้องคิดอะไร รู้สึกเหมือนได้กลับไปใส่ชุดตัวโปรดอีกครั้ง











ตั้งแต่กิจกรรมที่โรงเรียนจบลงหลังจากนั้นก็เป็นช่วงพักของพวกปี3อย่างผมก็ไม่เชิงว่าพักซะทีเดียวแต่เราจะเรียนกันไม่เต็มวันส่วนมากจะนัดติวกันซะมากกว่า ผมจึงเอาเวลาเหล่านี้เทียวไปเทียวมาคอยไปอยู่เป็นเพื่อนอี้ชิงเหมือนตอนที่เราคบกัน กลับมาบ้านก็มาทำงานแทนพี่ชายตัวดีที่หายหัวไปเลยตั้งแต่วันนั้นที่พาอี้ชิงไป ผมกลับมาถึงบ้านมันก็ส่งเพียงข้อความมาบอก 






‘ขอให้สนุก เพราะฉันก็กำลังสนุกอยู่..’






จะไม่ให้สนุกได้ไงเล่นตระเวนพาพี่มยอนตลอนเที่ยวไปทั่วทิ้งการทิ้งงานแบบนี้ (ละบอกพี่เค้าไม่ค่อยสบาย - -) มันเหนื่อยนะบอกเลยว่าเหนื่อยมาก ผมต้องขับรถไปกลับต่างจังหวัดทุกวัน วันละ2-3ชั่วโมง แต่ที่ได้มามันคุ้มกับความเหนื่อยผมก็ยอมเหนื่อยอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ





‘ลู่....’





‘อือ..?’





‘ไม่เหนื่อยเหรอ?’





‘เคยได้ยินฉันพูดมั้ยล่ะ’





ชิส์! นายนี่มันลู่หานจริงๆ’ 


ผมกระชับหมวกสีดำที่เคยซื้อให้คนที่นั่งข้างๆเพื่อปิดซ่อนใบหน้าเหมือนวันเก่าๆเวลาที่เราจะออกไปไหน หลายคนคงสงสัยกันใช่มั้ยครับว่าทำไมต้องทำอะไรแบบนี้ เพราะผมเป็นที่รู้จักในหมู่นักเรียนเพื่อนๆ ไม่ได้ดังแบบดารานักร้องไอดอลตามโทรทัศน์ แต่ก็มีคนรู้จักเพราะธุรกิจที่บ้านด้วย การถูกถ่ายรูปจึงเป็นเรื่องปกติ แต่เพราะไม่อยากให้ ใครบางคน ได้เห็นได้รู้ถึงต้องทำ ผมไม่ได้อยากปิดอยู่แล้ว แต่ตามใจอีกคนก็แค่นั้นเพื่อความสบายใจของเค้า ผมยอมทุกอย่าง





เรานั่งรอเวลาของหนังที่จะฉายเพราะคนลักยิ้มข้างๆอยากดูเพราะตั้งแต่ป่วยก็ไม่ได้ออกไปไหนนอกจากโรงเรียนกับโรงพยาบาลจากบ้านเลย





‘อย่าไปพูดน้ำเสียงแบบนี้กับน้องนะเข้าใจมั้ย?’





‘รู้แล้วแหละน่า...’


ตั้งแต่เราคุยกันในคืนวันนั้นดูเหมือนทุกอย่างจะเริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิม เค้าเริ่มเปิดใจกับผมอีกครั้ง แม้จะบอกกับตัวผมตลอดว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน 


และตลอดอาทิตย์นี้มาผมกับมินซอกก็เจอกันน้อยลงจนแทบจะไม่ได้เจอกันเลย มีส่งข้อความมาแต่ผมก็เหนื่อยเกินจะคุย ยอมรับว่าไม่เหมือนเดิมแต่ไม่ใช่เพราะอี้ชิง เพราะตัวผมเอง อย่างที่บอกว่าผมไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว เพราะผมรู้จักมินซอกดีว่าเค้าเป็นคนยังไง เค้าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเหมือนอี้ชิง เค้ามองโลกในแง่ดีเสมอ ผมถึงไม่ห่วงไม่กังวลอะไรมาก





ผมชอบที่น้องเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย อยู่ด้วยแล้วสบายใจ เป็นคนที่น่าแกล้งดี แต่เห็นบอบบางอย่างนั้นผมเชื่อว่าเค้าสามารถดูแลตัวเองได้เพราะบางทีความคิดของเค้าก็โตเกินกว่าวัย ประกอบกับเป็นคนที่มีทัศนคติดีด้วยแล้วต่างจากพี่ชายของเค้า อี้ชิงเป็นคนมึนๆอึนๆง่ายต่อการถูกหลอกถูกล่อลวงมาก





‘ปะ..เข้าไปข้างในเถอะ’





‘ถอดออกมั้ย?’ ผมบอกคนที่นั่งข้างๆให้ถอดหมวกถอดแมสที่ใส่อยู่ออกหลังจากที่เราเดินเข้ามาในโรงหนังและนั่งตามหมายเลขที่นั่งบนตั๋วแล้วเรียบร้อย เจ้าตัวอึกอักเล็กน้อยผมจึงพูดประโยคต่อไปอีก





‘ใส่อย่างนี้ยิ่งเด่นนะ..ไม่มีใครสนใจหรอกในนี้ก็มืด’





‘นั่นสิเนอะ’ คนลักยิ้มถอดหมวกออกพร้อมกับเสยผมจัดให้เข้าทรงมืออีกข้างก็ถอดแมสออก ผมอมยิ้มกับท่าทางที่ดูไม่มีอะไรแต่ไม่รู้ทำไมมันถึงน่ามองสำหรับผม





‘ยิ้มอะไร..’




‘คนมันมีความสุขจะยิ้มไม่ได้รึไง?’




‘จ้าๆ พ่อคนสวย พูดหวานๆเหมือนหน้าหน่อยเหอะ’




‘พูด..แต่เลือกที่จะพูดด้วย’




‘เกลียดนายชะมัดเลย’ เจ้าตัวหันตัวมาบีบปากผมเบาๆเหมือนที่ชอบทำก่อนจะพูดต่อ




‘จบนี่แยกกันกลับเลยนะ ลู่จะได้ไม่ถึงบ้านค่ำ เผื่อเวลาเหลือไปดูแลแฟนมั่ง มาขลุกอยู่แต่กับคนป่วยอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน’





‘............’





‘นี่...เข้าใจที่พูดรึเปล่า พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาแล้ว เรามีนัดคงไม่ว่างทั้งวันเลย’




‘นัด? ใคร?’




‘หมอจ่ะหมอ สภาพอย่างนี้จะให้ไปเจอใคร อย่าลืมไปหาน้องด้วยเข้าใจรึเปล่า’






‘เยอะ’





และวันรุ่งขึ้นตอนพักเที่ยงผมก็โทรไปหาคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนคนปัจจุบันของผมให้มาเจอกันที่ห้องสมุดตามความต้องการของอีกคน มินซอกยังน่ารักเหมือนเดิม ผมบอกแล้วว่าเค้าไม่ใช่คนคิดอะไรมาก และผมยังคงแสดงได้ดีเหมือนเดิม และเราก็ไม่ได้เจอกันอีกตามเคยเว้นช่วงห่างกันไปอีก จนวันนี้ผมตื่นเช้าแต่งตัวไปรอคนตัวเล็กข้างบ้าน ความจริงวันนี้ผมว่างแต่จะออกไปหาอีกคนเลยหาเรื่องออกจากบ้านเพราะงานที่บ้านเริ่มเข้าที่แล้ว แต่แทนที่เจ้าตัวจะดีใจที่ได้เห็นผมกลับไล่ให้ผมนอนซะงั้น -*- นี่กลายเป็นผมที่คิดมากเองที่น้องไม่เห็นคิดถึงผมอย่างที่คิดไว้เลยแม้เค้าจะไม่ใช่คนคิดมากก็เถอะ แต่ไม่คิดถึงแฟนเลยนี่...ได้เหรอ? แอบเคืองเบาๆนะเนี่ย






เค้าเป็นอย่างนี้เสมอ คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองตลอด ใจก็อยากรีบจบเกมส์นั่น เพราะตัวผมก็ไม่อินกับเรื่องในอดีตซักเท่าไหร่แล้ว แต่อย่างว่าความอยากเอาชนะผู้ชายอย่างอู๋อี้ฝานมันมีมากกว่า ผมก็ไม่ได้ชั่วเกินที่จะไม่รู้สึกผิดอะไร อย่าพึ่งมองผมในแง่ร้ายขนาดนั้น ผมเองก็อยากบอกทุกอย่างกับเค้า อยากเปิดเผยเรื่องทุกเรื่อง ไม่อยากให้เค้าต้องมาถลำลึกไปมากกว่านี้ 






แต่ผมคิดว่าคงช้าไปแล้ว







ผมหลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราในเวลาอันรวดเร็วพร้อมกับข้อความของเจ้าของตักนุ่มที่ส่งให้ผมในวันที่เราเจอกันในห้องสมุดวนเวียนอยู่ในหัวพร้อมกับความรู้สึกมากมายที่ตีกันให้วุ่นวาย แต่หนึ่งความรู้สึกที่ชัดเจนคือ 









รู้สึกผิด และ ขอโทษ

















‘Please, don't hurt me...’















































(:


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #81 kimchijung2 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 10:46
    อ่านอีกกี่รอบก็เกลียดลู่หาน อี้ชิง อี้ฟาน จับใจ มินซอกลูกตาสว่างสักที
    #81
    0
  2. #23 Jakkaran55 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 02:16
    โกรธไรท์จังเขียนให้มินซอกโดนหลอกมาทั้งเรื่อง แถมซื่อด้วย
    #23
    1