It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 1 : 0 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 482
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 ก.ค. 60




1

 

 



 

The Memories…

 






 

 

 

 

 

7 ปีก่อน

 

 

‘มินนี่!! เสร็จรึยังลูก พี่เค้ามารอนานแล้วนะ’ เสียงมาตะโกนเรียกผมจากชั้นล่าง

 


วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียน ตอนนี้ผม  คิม มิน ซอก อายุ16ปี อยู่ม.ปลายปี1แล้ว ผมกวาดสายตามองดูความเรียบร้อยของตัวเองผ่านกระจกใสตรงหน้ากับชุดนักเรียนแสนคุ้นตาที่เคยเห็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนและ เค้าคนนั้น  ใส่บ่อยๆ และตอนนี้มันก็อยู่บนตัวผมแล้ว

 

 


 



ผมยิ้มให้คนตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวไปหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะทำการบ้านขึ้นมาสะพาย มือสองข้างจับสายกระเป๋าด้านหน้าแน่นก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อลงไปตามเสียงเรียกของคนที่บอกว่ามี ใครบางคน มารอผมอยู่นานแล้ว....

 

 


 



‘มินนี่!! ลูกคนนี้นี่ ขอโทษแทนน้องด้วยนะจ้ะ คงตื่นเต้นน่ะ ได้เป็นรุ่นพี่ม.ปลาย โฮะโฮะโฮะ’ ได้ยิ้นเสียงแม่เรียกย้ำอีกครั้งหลังจากผมปิดประตูห้องเสร็จ แต่เดี๋ยว ‘โฮะโฮะโฮะ’ นี่.............. = =

 

 


‘ไม่มีใครบอกให้มารอซะหน่อย’  ผมพูดระหว่างที่เดินลงมาตามบันไดเห็นแม่นั่งหัวเราะคิกคักอยู่อย่างอารมณ์ดี

 

 


 



  บ้านผมมี ผม พ่อและแม่ เนื่องจากสุขภาพแม่ไม่ค่อยดี ผมจึงไม่มีพี่น้อง จะมีก็แต่ญาติๆซึ่งนานๆทีจะมาเยี่ยมเพราะอยู่ไกล หรือถ้ามีวันหยุดยาวๆ เช่น ผมปิดเทอม พ่อกับแม่ก็จะพาไปเที่ยวสังสรรค์กัน หรือไม่ก็วันสำคัญๆอย่างปีใหม่ รวมญาติ วันครบรอบต่างๆที่เกี่ยวกับตระกูลเรา ถึงจะได้เจอ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังสนิทกันดี เพราะเทคโนโลยีที่เรียกว่า โทรศัพท์....

 

 


 



 



 



และคู่สนทนาที่ทำให้แม่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ที่บอกว่ามารอผม....ลู่หาน

 

 


ผมเรียกเค้าว่า พี่ลู่ เค้าอายุมากกว่าผม2ปี (18ปี) เป็นลูกครึ่งจีน-เกาหลี พ่อของเค้าเป็นนักเรียนของแม่  แม่ผมเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาที่สถาบันสอนภาษานาๆชาติแห่งหนึ่ง บังเอิญ คุณอา คิม ฮีชอล  แม่ของเค้าเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยพ่อผม ท่านจึงแนะนำให้มาเรียนกับแม่ เพราะเห็นว่ายังไงก็คนคุ้นเคยกัน หลังจากนั้นเราทั้งสองครอบครัวจึงสนิทกัน ซึ่งก็ก่อนที่ผมจะลืมตาดูโลกใบนี้ด้วยซ้ำ ตอนที่ผมเกิดและจำความได้ก็เห็นครอบครัวของอาฮีชอลอยู่ด้วยแล้ว

 

 


 



 



ผมกับเค้า จึงรู้จักกันตั้งแต่เด็กๆ


 

 

ครอบครัวของเค้าธุรกิจเกี่ยวกับรีสอร์ท การโรงแรมและการท่องเที่ยว และเนื่องจากพ่อของเค้าเป็นคนจีน กิจการงานทั้งหมดจึงอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งมีสาขาย่อยอีกทั่วหัวเมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่ๆ และเหมือนตอนนี้ท่านจะดูยุ่งๆเพราะกำลังเตรียมขยายสาขาไปตามแถบประเทศใกล้เคียง ในเดือนๆนึงผมเห็นหน้าท่านแค่ครั้งสองครั้ง เพราะต้องเทียวไปเทียวกลับระหว่างสองประเทศนี้ ตอนที่ พี่อู๋ฝาน ลูกชายคนแรก (พี่อู๋ฝานอายุมากกว่าพี่ลู่3ปี ห่างกันกับผม5ปี) เกิด คุณอา ฮันเกิง จึงซื้อบ้านหลังใหม่ เพราะไม่อยากรบกวนพ่อแม่ของอาฮีชอล พ่อของผมจึงแนะนำให้มาอยู่หมู่บ้านเดียวกัน จะได้ช่วยดูแลอาฮีชอลด้วย


และด้วยสาเหตุนี้ อาฮีชอลจึงอยากให้พี่อู๋ฝานกลับมาช่วยงานเพื่อให้อาฮันเกิงได้พักผ่อนบ้าง พี่อู๋ฝานเรียนจบด้านบริหารธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยวที่ประเทศแคนาดา ดีกรีปริญญาโทเกียรตินิยมอันดับ1ด้วยอายุเพียง21ปี เห็นอาฮีชอลบ่นว่าตอนนี้กำลังเตรียมตัวจะเรียนต่อเพราะยังไม่อยากกลับ

 


พี่อู๋ฝานผมก็ไม่ได้เจอพี่เค้าน่าจะเกือบๆ4-5ปีได้แล้วมั้ง  ตั้งแต่เรียนจบม.ปลายก็ได้ทุนไปเรียนต่อ คุณอาทั้งสองเห็นว่าเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวจึงอนุญาตให้ไป

 

 


 เราติดต่อกันบ้าง โทรถามสารทุกข์สุขดิบไปตามประสา แต่ไม่บ่อยนัก เพราะเปลืองค่าโทรศัพท์ ก็โทรทางไกลนี่นาแถมโทรต่างประเทศด้วย มันแพง 5555

 

 


ไม่รู้ป่านนี้รูปร่างหน้าตาจะเป็นยังไง จะสูงขึ้นมากกว่าเดิมรึเปล่านะ? จะว่าไปก็แอบคิดถึงอยู่เหมือนกัน

 

 


 



 



 



 



‘ตายแล้ว!! ลูกแม่ใส่ชุดม.ปลายแล้วดูโตขึ้นมากเลยนะเนี่ย’ ผมสะดุ้งและหลุดจากผวังหลังจากได้ยินเสียงแม่พูดพร้อมกับจับตัวผมหมุนไปมา โอยยย มึนหัว

 

 


‘ลู่... แม่ฝากดูน้องด้วยนะ เผื่อมีรุ่นน้องมาอ้อยอิ่ง’ ว่าแล้วก็หันไปจับมือส่งสายตาเว้าวอนฝากฝังผมซะเต็มที่ ในขณะที่คู่สนทนาได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆพร้อมกับพยักหน้าตอบรับ

 

 


 



‘ผมออกไปรอข้างนอกนะครับ’  ผมเงยหน้าขึ้นไปบอกเค้า ซึ่งเค้าก็มองผมอยู่ก่อนแล้ว เผลอสบตาไปด้วย >< หัวใจผมเริ่มมีคนมาตีกลองข้างใน ด้วยความที่กลัวเค้าจะสังเกตเห็น ผมจึงรีบก้มหน้าและเดินออกไปรอข้างนอกอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ลืมบอกลาแม่

 

 


ฮู่ววว ~~~~ เกือบไปแล้ว คิมมินซอก ผมรวบรวมลมหายใจให้ผ่อนคลายหลังจากเดินหนีออกมาได้สำเร็จ

 

 


 



ผมเริ่มมีอาการแปลกๆเหล่านี้ตั้งแต่2ปีที่แล้ว คือไม่กล้ามองหน้าพี่เค้าตรงๆ ชอบแอบมองเค้า.......มากขึ้น แต่พอเค้ามองกลับผมกลับอาย ทำตัวไม่ถูก รู้สึกเขินทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้  ผมชอบที่พี่เค้าเป็นคนอ่อนโยน  ชอบรอยยิ้ม  ชอบเสียงหัวเราะ ชอบเสียงที่พูด  ชอบกลิ่นหอมๆจากตัวเค้า  ชอบความสุภาพแต่ไม่ถือตัว  ชอบที่พี่เค้าดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างดี  ผมรู้สึกหวั่นไหวทุกครั้งที่พี่เค้าพูดกับผม แม้เค้าจะพูดแบบปกติเหมือนเดิมก็ตาม  ชอบ...ชอบทุกอย่างที่เป็น ลู่หาน

 

 


 



                      

 

 


 



ผมรู้สึกชอบเค้า  มาก  มากกว่าคำว่า  พี่น้อง....


 

 

 

 

ยังพักหายใจได้ไม่ทันดี เค้าก็เดินยิ้มน่ารักออกมา  ทำให้ผมเผลอยิ้มไปด้วย

 


‘ไปครับ...เดี๋ยวสาย’ 

 

 


เค้าพูดแล้วเดินมาเปิดประตูรถให้ผม (ไฮโซมั้ยล่ะ ขับรถไปโรงเรียน 555)

 

 


‘ฮ...ฮะ...’ ผมตอบรับด้วยเสียงสั่นๆ พร้อมกับแก้มทั้งสองที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม

 

 


 



หลังจากเราสองคนนั่งอยู่บนรถเรียบแล้ว โทรศัพท์ของคนข้างๆผมก็ส่งสัญญาณเตือนว่ามีใครบางคนต้องการคุยกับเค้า  เค้าหยิบเจ้าเครื่องที่ตอนนี้กำลังขัดขวางการไปโรงเรียนของเราขึ้นมากดรับก่อนจะออกไปคุยแบบส่วนตัวเหมือนกลัวผมได้ยินบทสนทนาระหว่างเค้าและบุคคลปลายสายข้างนอกรถ

 

 


 



‘สาวล่ะสิถึงต้องแอบคุย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว -^-‘

 

 


 



 



‘พึมพำอะไรอยู่คนเดียว หน้างอเชียวเรา’  

 

 


 



เค้าเดินกลับมาพร้อมกับประโยคที่ผมไม่ได้ตอบคำถามของเค้า เมินหน้าออกไปเพื่อมองวิวข้างทางของหมู่บ้านแทน  ‘ฟังเพลงดีกว่าเนอะ’  เค้าพูดเองเออเองเสร็จสรรพแล้วกดเปิดเพลง ฮัมเพลงเป็นทำนองไปพร้อมๆกับกัน นิ้วมือก็ขยับตามท่วงทำนองจังหวะของดนตรีที่ฟังแล้วผมไม่เห็นว่ามันจะน่ารื่นรมณ์อะไรขนาดนั้น

 

 


 ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้นระหว่างเราเลย  ผมนั่งเล่นเกมส์ในโทรศัพท์ ส่วนคนที่นั่งข้างๆดูเหมือนจะอารมณ์จะค้างจากใครบางคนในโทรศัพท์ ฮัมเพลงตลอดทางจนรถเคลื่อนมาถึงโรงจอดรถของโรงเรียน ร้องไม่เป็นล่ะสิถึงได้แต่ฮึมฮัมคลอตามแต่ดนตรี หึ! 


 


 



 



พอเครื่องยนต์ของรถดับผมก็ปลดเข็มขัดรถหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนตักตัวเองขึ้นมาสะพายแล้วเปิดประตูลงจากรถทันที  ก่อนจะเดินเอกระเป๋าไปเก็บที่ห้องเรียน ผมก็หยุดเดินโดยที่ไม่ได้หันหน้ากลับไป

 

 


 



‘เลิกเรียนแล้วกลับก่อนเลยนะครับ ไม่ต้องรอ....’  

 

 


 



 



‘เดี๋ยวก่อนสิ’

 

 


 

 

 


เสียงเค้าเรียกผมไว้ก่อนที่ผมจะเดินต่อไป

 

 


 



 



 



‘โทรศัพท์เมื่อกี๊.........’

 

 


 



 



ผมหยุดฟังโดยที่ไม่ไม่ได้หันหน้าไปเหมือนเดิม

 

 


 



 



‘ไอ้อู๋น่ะ  บอกว่าจะกลับอาทิตย์หน้า เห็นว่าจะพาสาว(?)มาแนะนำให้พ่อกับแม่รู้จัก’ 

 

 


 



ผมเงยหน้าขึ้นหลังจากที่เค้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม  สายลมอ่อนๆในช่วงต้นหน้าหนาวพัดเอาความเย็นมาพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆที่เป็นเอกลักษณ์ของคนตรงหน้าผม ผมจับสายสะพายกระเป๋าแน่นมองเค้า

 

 


 



 



 เค้ายิ้ม

 

 


 



 



 ยิ้มทำไม?  ผมรีบก้มหน้าลงทันที น่าโมโหตัวเอง เคืองเค้าอยู่แท้ๆฟอร์มหลุดจนได้ ผมกระชับกระเป๋าแน่นขึ้น ตาก้มมองรองเท้านักเรียนของตัวเอง....... จากนั้นสัมผัสอุ่นๆบนหัวโดยมือหนาของคนตรงหน้าก็วางลงบนหัวของผม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติของเค้าที่ฟังแล้วชวนจั๊กจี้หัวใจแปลกๆ

 

 


 



 



‘เที่ยงนี้ไปทานข้าวด้วยกันนะครับ...’

 

 


 



 



ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่เค้าอีกครั้ง และพยักหน้าตอบด้วยใบหน้าที่แดงเข้มเพราะอากาศเริ่มจะหนาวแล้ว(?) เค้ายิ้มหวานจนรอยเหี่ยวย่นที่มาก่อนเวลาอันควรจะขึ้นตามหางตา แต่ผมกลับมองแล้วรู้สึกว่า มันเป็นลู่หานดี ละก็น่ารักดีด้วย  ^^

 

 


 



เค้าขยี้ผมบนหัวของผมไปมาก่อนจะโบกมือลาเพื่อแยกเอากระเป๋าไปเก็บอีกทาง  ผมยืนยิ้มอย่างเขินอายมองดูเค้าโบกมือลา ผมยกมือขึ้นเป็นสัญญาณแบบเดียวกันกลับ  ก่อนจะเดินตามเค้าไปแต่แยกไปอีกทาง เพราะตึกม.ปลายปี3อยู่แยกกับอีกสองชั้นปี ด้วยเหตุผลที่ว่า ม.ปลายปีสุดท้ายต้องการความเป็นส่วนตัวในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งปี1อย่างผมและปี2กิจกรรมจะเยอะจึงจัดแยกให้อยู่ใกล้ๆกับตึกวิชาการเพื่อความสะดวกในการติดต่อปรึกษากับอาจารย์

 

 


 



 



 




 
---


 





 

 


 



 



 



 



หลังจากกิจกรรมเข้าแถวเพื่อฟังผู้บริหารคณาจารย์กล่าวเปิดต้อนรับการศึกษาและนักเรียนใหม่แล้ว เราก็แยกย้ายกันไปตามชั้นเรียนและห้องของตัวเอง โรงเรียนของผมดีอย่างหนึ่งคือ ถ้าเรียนที่นี่ตั้งแต่อนุบาลจนจบหลักสูตรและเข้าเรียนต่อที่นี่สามารถอยู่ห้องเรียนเดิมได้โดยไม่ต้องสอบ หรือถ้าหากอยากย้ายห้องก็ให้ยื่นเรื่องขอสอบพร้อมกับเพื่อนๆที่จะเข้ามาใหม่โดยไม่ต้องยื่นเอกสารประวัติต่างๆอีกรอบ ซึ่งผมก็ยังอยู่ห้องเดิมมาตั้งแต่อนุบาลแล้ว เพื่อนบางคนก็คุ้นหน้าทั้งจากห้องเดิมและห้องอื่นและเพื่อนใหม่ที่ย้ายเข้ามา

 

 ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาการที่นักเรียนล้นห้อง เพราะในแต่ละปีการศึกษาจะรับนักเรียนแบบจำกัด และมีห้องพิเศษเพิ่มมาสำหรับนักเรียนที่มีสิทธิพิเศษตามตัวเลขในบัญชีธนาคารของครอบครัว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผม.... ลำพังแค่ค่าเทอมภาคปกติก็แพงเกินมาตรฐานโรงเรียนเอกชนทั่วไปแล้ว


 



 



 



‘อ้าว? นี่นายอีกแล้วเหรอ? ก็ว่า คุ้นๆตั้งแต่ตอนเข้าแถวละ อะไรอ่ะ ชาติที่แล้วนี่ฉันกับนายทำบุญร่วมชาติสร้างโบสถ์สร้างวิหารกันรอบโลกเรอะะ หนีกันไม่พ้นจริงๆสินะ’

 

 


พยอน  แบคฮยอน เพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกันกับผมตั้งแต่อนุบาลเอ่ยขึ้นหลังจากที่เค้าเห็นผมเดินเข้ามาในห้องพูดขึ้นแกมประชดหน่อยๆ แบคฮยอนเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผม ถึงเราทั้งสองจะเคยลองสอบย้ายห้องกันดูแล้วสุดท้ายก็ยังได้มาอยู่ห้องเดียวกันอยู่ดี 

 

 


‘ขอบคุณนะ นึกว่าจะมีแต่เราคนเดียวซะแล้วที่ดีใจ’  ผมบอกกับแบคฮยอน แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆพร้อมกับเก็บกระเป๋า

 

 


 



‘ประชดมั้ย.... เห็นหน้านายมากกว่าหน้าพ่อแม่ที่อยู่บ้านซะอีก ในอาทิตย์นึงฉันเจอนายตั้ง5วัน ยังไม่นับรวมถ้ามีกิจกรรมที่โรงเรียน  ไหนจะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นายยังเรียกฉันออกมา  ไปเที่ยวบ้างล่ะ ติวหนังสือบ้างล่ะ แล้วนายลองคิดดูนะ วนเวียนอยู่อย่างนี้มาสิบปี’ 

 

 


 



ผมได้แต่นั่งฟังและยิ้มขำกับเค้า  แบคฮยอนก็เป็นคนอย่างนี้แหละครับ  ถึงจะดูโผงผางไปหน่อยแต่เค้าก็เป็นเพื่อนที่จริงใจและน่าคบคนหนึ่ง


 

 


‘เฮ้ออออออ~~ รู้งี้ยื่นเรื่องขอสอบเปลี่ยนห้องซะก็ดี ฉันก็นึกว่านายจะย้าย แต่ก็นะถึงนายจะย้ายฉันก็คงจะย้ายตามไปอยู่ดี 555555’

 

 


‘เราอยากอยู่กับแบคไปจนเรียนจบมหา’ลัยเลย’ 

 

 


‘จะบ้าเร้อออออ  ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ แค่นี้ก็เบื่อจะแย่อยู่เล่า’  แบคฮยอนพูดพร้อมกับทำหน้าเหมือนหมาเบื่อโลกริมฝีปากสี่เหลี่ยมเวลายิ้มคว่ำลงบอกอารมณ์ตามคำพูด ผมหัวเราะเบาๆก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วเอ่ยออกไป

 

 


 



 



‘งั้นเที่ยงนี้แบคจะไม่กินข้าวกับเราเหรอ?’

 

 


‘เกี่ยวอะไรกับการกินข้าวเที่ยง?’

 

 


‘กะ...ก็ แบคบอกเบื่อเรานี่นา’

 

 


‘จะไปกินกับผัวใช่มะ?’

 

 


‘ผะ...ผัวเผลออะไร เบาๆสิ เดี๋ยวเพื่อนๆก็เข้าใจผิดกันหมดหรอก’ ผมพูดพร้อมกับเอามือไปปิดปากแบคฮยอน  เค้าดันมือผมออกก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลงกว่าตอนแรก

 

 


 



‘แหมมมม จะมีอะไรเข้าใจผิดอีกล่ะ ขับรถมารับไปส่งตัวติดกันตลอดขนาดนี้ ไม่เปิดประทุนกินอมยิ้มจูปาจุ๊บโชว์เลยล่ะ เค้ารู้กันทั่วประเทศกันแล้วครับคุณหนูมินนี่’

 

 


 



ผมไม่ได้เถียงอะไรเค้าตอบ ได้แต่ยกมือขึ้นมาปิดแก้มทั้งสองข้างที่จู่ๆก็รู้สึกร้อนๆขึ้นมา ผ...ผัว เอ่อ สามีอะไรกัน แฟนยังไม่ได้เป็นเลยด้วยซ้ำ ผมคิดคนเดียวในใจก่อนจะพูดตอบเค้าไป  -///-

 

 


 



‘พี่ลู่เค้าเป็นคนดังของโรงเรียน มีแฟนคลับ เดี๋ยวจะเสียเครดิตเอา’  ผมพูดเสียงแผ่ว มือยังคงปิดแก้มอยู่

 

 


 



‘แต่จะว่าไป ช่วงนี้มึงระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ’

 

 


 



‘ทำไมเหรอ?’

 

 


 ‘ก็ที่ฉันได้ยินมา เด็กนักเรียนผู้หญิงที่มาสมัครเรียนอะเกินครึ่ง...........ติ่งพี่ลู่ของนาย’

 

 


‘คงไม่มีอะไรหรอก อีกอย่างเรากับ อะ...เอ่อ พี่ลู่  ไม่ได้เป็นอะไรกันด้วย’  ขนาดพูดแค่ชื่อของเค้าผมยังเขินอ่ะ ฮือออออ

 

 

‘คุณหนู...ช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ไม่รู้จักคำว่า พลังติ่ง เหรอ? เด็กติ่งสมัยนี้อะน่ากลัวจะตาย’

 


‘คิดมากน่า ถ้าเค้าจะทำอะไรเรา คงทำไปตั้งนานแล้วแหละจริงมั๊ย อีกอย่างใครจะยอมเสียเงินเอาอนาคตมาแลกเพื่อมาตามผู้ชายแค่คนเดียว ค่าเทอมโรงเรียนเราก็ไม่ใช่ถูกๆ’

 

 


‘เค้าอาจจะทำแต่นายไม่รู้ตัวก็ได้ อย่าดูถูกคนกลุ่มนี้นะ เออรวมฉันอยู่ในนั้นด้วย (ห้ะ?) รู้มะก่อนจะนอนฉันทำอะไร’

 

 


‘ก็...แปรงฟัน?’

 

 


 



=_____=

 

 


 



‘ไม่ใช่เหรอ? งั้นก็คงสวดมนต์? หรืออ่านพระคัมภีร์?’

 

 


 



‘ถ้าฉันพูดไปนายจะโกรธฉันก็ได้นะ ที่ฉันทำก่อนนอนทุกคืนคือ....ฉันนั่งแช่งให้นายสองคนเลิกกัน ให้พี่ลู่มีเมียแบบจริงๆ ที่ไม่ใช่นาย’

 

 


 



‘...........................’

 

 


 



‘โกรธปะ?’

 

 


 



‘แบค....’

 

 


 



‘ว่า?’

 

 


 



‘แบค.....ไม่แปรบฟันก่อนนอนจริงๆเหรอ?’

 

 


 



‘อยากตายก่อนได้ลูกแฝดมั๊ย?’

 

 


 



‘5555 ล้อเล่น  อีกอย่างเราจะโกรธทำไม ก็บอกไปแล้วว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ก็แค่พี่น้องธรรมดา’  ผมพูดพร้อมกับยิ้มตอบกลับไป แม้ในใจจะแอบรู้สึกโหวงๆแปลกๆถ้าเกิดเค้ามีแฟนขึ้นมาจริงๆ ผม...ควรจะดีใจและยินดีไปกับเค้าหรืออะไร? ยังไงดี???

 

 


 



‘ก็ขอให้เป็นตลอดล่ะกัน ไอ่พี่น้อง เนี่ย ฉันเห็นมานักต่อนักละ’

 

หลังจากนั้นก็อาจารย์เข้ามากล่าวต้อนรับเด็กใหม่อีกครั้ง และหาหัวหน้ารองหัวหน้าห้องแล้วก็สั่งให้จัดโต๊ะที่นั่งและทำความสะอาด อาจารย์จะเข้ามาเช็คชื่ออีกทีช่วงบ่าย วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนเหมือนเรามาทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่เฉยๆ เพราะอะไรๆหลายอย่างยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าที่ควร ผมและแบคฮยอนเรายังได้นั่งข้างๆกันเหมือนเดิม  หลังจากเราแบ่งเวรทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วเพื่อนๆคนอื่นๆก็ต่างจับกลุ่มคุยกันทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ บ้างก็นั่งเล่นเกมส์ บ้างก็ฟังเพลง  หรือบางคนก็ฟุบหลับไปในโต๊ะของตัวเอง

 


 



 



แบคฮยอนเองก็เลือกที่จะหลับเช่นกัน เห็นบอกว่าเมื่อคืนทำงานแทนพี่อีกคนที่ขอแลกวันไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล  ผมไม่รู้จะทำอะไรจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อจะดูซีรี่ย์ที่ดูค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืนต่อ ระหว่างที่ดูนั่นพี่ลู่ก็ไลน์มาหาเป็นระยะๆ ผมอยากตอบนะ แต่กำลังดูซีรี่ย์อยู่ กำลังได้ที่ ไม่อยากพักไปตอบ กลัวขาดตอน กลัวคุยแล้วจะยาวจนไม่ได้ดู  >< จนในที่สุดเค้าก็เอาชนะความอดทนไม่ได้ก็โทรมา

 

 


 



 



 



 



+++ Lu Ge’ +++   


 

 

 

 

 

ด้วยความที่เปิดระบบสั่นไว้ผมจึงตกใจจนเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ โชคดีที่คว้าไว้ทัน  จนสายที่โทรเข้ามาตัดไปและโทรเข้ามาใหม่อีกครั้ง  ผมรวบรวมสติหายใจเข้าออกให้เป็นปกติก่อนจะรับสาย

 


 



‘....................’

 

 


 



‘เรียนอยู่รึเปล่าครับ?’

 

 


 



‘ปะ...เปล่า เปล่าครับ’

 

 


‘เป็นอะไรรึเปล่า? เสียงดูสั่นๆ’

 

 


‘ไม่มีอะไรหรอกฮะ พีลู่.....โทรมา มีอะไรรึเปล่าฮะ?’

 

 


‘อ่อ จะบอกว่า เดี๋ยวพี่ไปรับเราที่ห้องนะ’

 

 


‘เอ่อ ไม่ต้องหรอกฮะ ลำบากเปล่าๆ’

 

 


‘ลำบากอะไรล่ะ ยังไงโรงอาหารก็อยู่หลังอาคารที่เราเรียนนิ’

 

 


เออใช่ ผมลืมไปเลย ผมอยู่ม.ปลายปีแล้วนี่นา โรงอาหารก็ต้องเปลี่ยนสิ  โรงเรียนผมแยกโรงอาหารม.ต้น ม.ปลาย แต่ใครจะไปกินฝั่งไหนอะไรยังไงไม่มีการหวงห้าม ยกเว้นพวกนักเรียนพิเศษ


 

 

 

‘เงียบเลย..งั้นเดี๋ยวพี่รอหน้าตึกละกัน แล้วเจอกันครับ’

 


หลังจากวางสายจากเค้าซักพักเสียงกริ่งบอกเวลาพักก็ดังขึ้นผมจึงปลุกให้แบคฮยอนตื่นขึ้นมาเก็บข้าวของให้เข้าที่ก่อนจะแยกกันไปกินข้าวเที่ยง

 

 


‘อย่าลืมที่บอกล่ะ’

 

 


‘ไม่มีอะไรหรอกน่า’  แบคฮยอนพูดเตือนผมอีกครั้ง ผมยิ้มตอบกลับไปพร้อมกับเก็บกระเป๋านักเรียนของตัวเองไว้ใต้โต๊ะ  ในขณะที่ผมกำลังจะเลื่อนเก้าอี้ให้ชิดกับโต๊ะก็มีใครบางคนวิ่งมาตบก้นผม ไม่พอมีบีบแถมด้วย2ที

 

 


 



นี่ผมโดนโรคจิตทำอนาจารกลางวันแสกๆเหรอ?? -[]-

 

 


ก่อนที่ผมจะสะกิดคนที่เก็บของข้างๆก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อของผมจากผู้ที่กระทำการอุกอาจกับผม

 

 


 



‘คิม มิน ซอกกี้~~~ ชั้นเอง จางตง ดงจาง งงจาง งงทำไม? จางดงอูเอง โย่วว เยี่ยยย~~~’


 

=_______=

 

 

จาง ดง อู เพื่อนของผมอีกคน เรารู้จักกันเพราะแม่ของเราทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน  ผมกับดงอูก็อยู่โรงเรียนเดียวกัน  แต่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน เดินสวนกันบ้างในโรงเรียนแต่ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากมาย ดงอูเป็นคนค่อนข้างจะแปลกๆแต่เค้าก็น่ารักดี เข้ากับคนง่าย เฟรนลี่ ร่าเริงอยู่ตลอดเวลา อยู่ด้วยแล้วมีความสุขถึงจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่องก็เถอะนะ

 

 

‘ในที่สุดก็ได้อยู่เดียวกันกะนายซะที แม่นายอะฝากบอกให้เราดูแลนายด้วย คยา คยา คยา~~~’ ดงอูพูดแล้วดึงผมเข้าไปกอดโยกตัวไปมา เห็นแบคฮยอนเก็บของเสร็จแล้วโบกมือลามือ ผมยิ้มและโบกมือตอบ  แล้วผละออกจากคนที่กอดผมอยู่

 

‘กำลังจะไปกินข้าวเหรอ? ปะ ไปด้วยกันสิ’ 

 

 

ผมยังไม่ทันจะท้วงหรือพูดอะไรเค้าก็กอดคอผมเดินออกมาจากห้อง  ห้องผมอยู่ชั้น3เราจึงเดินลงมาโดยไม่ต้องใช้ลิฟต์ เพราะถ้าใช้ก็คงต้องรอนาน ช่วงพักเที่ยงคนค่อนข้างเยอะ ตลอดทางที่เดินดงอูก็ทักทายเพื่อนตลอดทางเดินตามแบบฉบับของเค้า คือ กอด และ ตบตูด ตบท้ายด้วยการลูบๆคลำเบาๆ จนเราเดินมาถึงชั้นล่าง ผมมองเห็นพี่ลู่แล้ว จึงหันไปจะบอกดงอู

 

‘เราแยกกันตรงนี้เลยนะ คือ....เรานัดรุ่นพี่ไว้น่ะ’

 

‘อ้าวเหรอ?’ เค้าทำหน้าหงอยเหมือนผิดหวังจนผมแอบรู้สึกผิด

 

 

 

‘ใครเหรอ?’  เสียงพี่ลู่ถามขึ้นหลังจากเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างผมกับดงอู ยังไม่ทันที่ผมจะตอบคำถามของเค้า ดงอูก็พูดแทรกขึ้นมาตอบแทน

 

‘คนนี้เหรอ รุ่นพี่ที่ว่า หน้าสวยจัง สวัสดีครับ ผมเป็นเพื่อนคิมมินซอกกี้~~~ ชื่อ จางตง ดงจาง งงจาง งงทำไม? จางดงอูครับ โย่วว เยี่ยยย~~~’

 

ผมได้แต่ยิ้มเจื่อนๆแล้วพยักหน้ายืนยันคำตอบของดงอู พี่ลู่ยื่นมือไปเพื่อจะทำความรู้จัก

 

‘อะ...เอ่อ ลู่หานปี3 ยินดีที่รู้จักครับ’

 

ดงอูยื่นมือมาจับพี่ลู่ตอบ ก่อนจะดึงตัวเค้ามากอด  อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้นคงรู้กันใช่มั๊ยครับ


'คิดออกแล้ว ก็ว่าทำไมคุ้นหน้า คนดังประจำโรงเรียนของเรานี่เอง'
 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนนี้ผมนั่งอยู่ในโรงอาหาร.......กับดงอู เพราะผมรู้สึกไม่ดีถ้าปล่อยให้เค้ามากินข้าวคนเดียว อีกอย่างเราก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้กินข้าวด้วยกันเท่าไหร่ผมจึงบอกขอโทษคนที่นัดไว้ แล้วมานั่งจุ้มปุ้กอยู่ที่นี่แทนซึ่งเค้าก็ไม่ตอบหรือปฎิเสธอะไร ดงอูก็ลากผมออกมาแล้ว  โทรหาก็ไม่รับสาย มากินข้าวรึยังนะ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลู่หาน.....ยังยืนอยู่ที่เดิมก่อนจะได้สติเพราะเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมที่สั่นครืนอยู่ในกระเป๋ากางเกง


+++MyXing+++


เรียวปากบางยกยิ้มก่อนจะเลื่อนกดรับสาย


'ว่าไงครับอี้ชิง'



'ลู่...อ ฮึก มาหาเราหน่อยได้มั้ย?'



'....อืม อีก10นาที'


ปลายสายกดวางพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมาจากการที่พยายามสะกดกลั้นไว้ในตอนแรกกับอีกคนที่หักเลี้ยวรถออกจากบริเวณโรงจอดของ นักเรียนพิเศษ ทันทีที่ได้รับสายจากคนเสียงหวานที่สะอื้นไห้โดยที่เค้าเองก็ไม่รู้อาการของคนที่โทรมา คนความอดทนต่ำกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่รถตั้งแต่เห็นเบอร์คนที่โทรเข้ามาแล้ว....


















(:


BlackForest                 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #76 Xingmin (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:52
    ชิงกับลู่นี้ได้ยังไง
    #76
    0
  2. #3 Jakkaran55 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 23:55
    เสียจุย พี่มีคนของพี่
    #3
    0