คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Yaoi K-Otic] Eternally Lover เราจะอยู่ด้วยกัน ...ตลอดไป

โดย lnGln9tklsxz'

'รักที่เป็นไปไม่ได้' จะมีสักวันไหม ที่เพื่อนจะแอบชอบเพื่อน ...เพื่อนที่ห่างหายกันเป็นเวลาหลายสิบปี ที่จะกลับมา แต่วันนี้ เขากลับมาแล้ว และพร้อมที่จะทำให้ทุกคน อินเลิฟและขนลุก ไปกับพวกเขา (ติดเรทนะ-.-)

ยอดวิวรวม

570

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


570

ความคิดเห็น


7

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 มิ.ย. 53 / 14:18 น.
นิยาย [Yaoi K-Otic] Eternally Lover Ҩ¡ѹ ...ʹ [Yaoi K-Otic] Eternally Lover เราจะอยู่ด้วยกัน ...ตลอดไป | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Titel: Eternally Lover ...เราจะอยู่ด้วยกัน ตลอดไป
Pairing: TOMO&KENTA , random K-otic
Rating:  NC 13+ ...mayb? :P
Summary: พวกเขาต่างก็ไม่สมหวัง ...เพราะอยู่บนพื้นโลกเดียวกัน แต่ไร้ตัวตน
*Notes: ไม่ชอบเคโอทิค ไม่ชอบวาย ก็ขอให้กด X ออกเลยนะคะ


WRITER TALK
ฟิคเรื่องนี้ แต่งขึ้นมาเพื่อนสนองนี๊ดไรเตอร์ และเคยเอาลงเว็บโมะเคนแลนด์แล้ว
ใครเคยอ่านแล้วก็มาอ่านอีก และเม้นอีกได้นะคะ รักทุกๆคนน <3<3<3
อ่านแล้ว ขอร้อง เม้นต์ตอบเพื่อติชม หรือแทนคำขอบคุณด้วยนะคะ ขอร้องจริงๆค่ะ


-TKL  
บอร์ดสำหรับคนรักโทโมะเคนตะ-

ฝากด้วยนะคะ  เว็บไซต์สำหรับคนรักโทโมะเคนตะ ค่าาา เข้าไปเจอกันนะ อยากคุยกับทุกๆคนเล้ยย!!


MAMO

ขอบคุณ ทีมสวยๆ จาก

THEME สวยที่คุณต้องการ


เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 มิ.ย. 53 / 14:18


Eternally Love
เราจะอยู่ด้วย กัน... ตลอดไป






เราจะอยู่ด้วย กัน... ตลอดไป



‘โทโมะจ๋า โทโมะกำลังทำอะไรอยู่จ้า~’ เสียงเล็กๆของเด็กน้อยร่างเล็กในวัย 6 ขวบ พูดขึ้นอย่างเจื้อยแจ้ว เมื่อเห็นเพื่อนสนิทข้างบ้านที่มักจะมาเล่นที่บ้านของเขาบ่อยๆ ที่กำลังยืนจับด้ามตะหลิว ผัดอาหารเสียงดังฉ่าๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปอบอวบห้องครัวเล็กๆ ท่ามกลางอบอุ่นของมิตรภาพที่ดีระหว่างเด็กน้อยสองคน

เด็กชายร่างสูง กว่าเจ้าตัวเล็กที่ถามตนด้วยรอยยิ้มกว้าง มองไปยังเจ้าของรอยยิ้ม จึงตอบยิ้มเบาๆ แล้วตักข้าวสีสวยลงบนจานอย่างตะกุกตะกัก เพราะมือเล็กๆของเขาช่างอ่อนแอนัก ก็น้องโทโมะของเราก็พึ่งจะ 6 ขวบเหมือนกันนี่

‘ปิ้งจิ้งจกมั้งเคนตะ ถามได้ ก็ต้องผัดข้าวผัดสิ’ เจ้าตัวโทโมะพูด แล้ววางแตงกวาที่คุณแม่ของเขาฝานทิ้งไว้ให้บางๆ ลงไปยังข้างๆจานข้าวพลาสติก ลายลิงน้อย... ลายโปรดของเคนตะ

‘ว้า วววว!! น่ากินจังเลย เคนตะอยากกิน! เคนตะอยากได้! เคนตะอยากหม่ำๆๆๆ!!’ เจ้าตัวเล็กตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ร้อนจนคนตัวสูงกว่าเอื้อมมือไปอุดปากอื่มแดง ที่กำลังอ้าสุดชีวิตอย่างยิ้มๆ

‘โทโมะให้เคนตะกินอยู่แล้วล่ะ ก็โทโมะตั้งใจทำให้เคนตะ กินโดยเฉพาะเลยนี่นา... อ่ะ กินเลย’ โทโมะคลายมือของจากริมฝีปากของเจ้าเคนตะ แล้วผลักจานข้าวให้เคนตะเบาๆ เคนตะจ้องมองจานข้าวที่เต็มไปด้วยข้าวผัดสุดหอมด้วยสายตาวาวโรจน์ ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง

‘เคนตะหม่ำล่ะน๊า~!!’ เคนตะชูช้อนส้อมอันเล็ก ที่วางไว้ข้างๆจานขึ้นเหนือหัวพลางตะโกนเสียงดัง ก่อนที่เจ้าตัวเล็ก จะรีบลดมือลง แล้วจ้วงข้าวตรงหน้าอย่างอะเร็ดอร่อย ด้วยความตะกละ

‘ใจเย็นๆ เคนตะ ไม่มีใครแย่งข้าวผัดนายหรอก’ โทโมะพูดยิ้มๆ ก่อนจะส่งแก้วน้ำ ตามด้วยขวดน้ำให้เคนตะ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเคนตะ เริ่มสำลักค่อกแค่ก ด้วยสีหน้าแดงก่ำ

‘ค่อกๆๆ!! ฮะ เฮือก! ฮึก แค่กๆ!!’ เคนตะสำลักอย่างแรง แล้วเริ่มต้นร้องไห้

‘แงๆๆๆๆ!! หม่ามี้ ช่วยเคนตะ...ด้วย โท...มะ ค่อกๆ!’ เมื่อโทโมะเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้น จึงแย่งขวดน้ำในมือเคนตะ ที่ตนส่งไปให้เจ้าตัวเล็กเมื่อคู่ แล้วเปิดฝาขวดน้ำออก จึงส่งไปให้เคนตะ เคนตะรับมาไว้ในมืออย่างรวดเร็ว จากนั้นเคนตะจึงกรอกขวดน้ำเข้าปากอย่างเร็วและแรง

‘เฮ้อ... ใจเย็นๆสิเคนตะ เป็นไงล่ะ ตะกละดีนัก’ โทโมะยิ้ม แล้วเอามือลูบหัวเคนตะเบาๆ เคนตะซึ่งหายจากอาการสำลักลงบ้างแล้ว หันหน้าไปจ้องมองโทโมะ แล้วแยกเขี้ยวฟ่อๆ ก่อนจะเริ่มร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

‘โทโมะ แงๆๆๆ เคนตะกลัว! เคนตะกลัว! แงๆๆ!!’ โทโมะปาดนิ้วเรียวเล็กไปยังใบหน้าของเคนตะ แล้วจ้องมองลึกเข้าไปที่ดวงตาคู่โตของเคนตะ

‘เคนตะไม่ต้องกลัวนะ ไม่... ไม่ต้องกลัว’ โทโมะพูดกล่อมเบาๆ แล้วรีบฉกริมฝีปากบางแดงทาบเข้ากับริมฝีปากอิ่มแดงของเคนตะ เคนตะลืมตาโตด้วยความรู้สึกแปลกๆ... โทโมะผละออกจากเคนตะเบาๆ แล้วยิ้มกว้าง

‘อย่า กลัวนะเคนตะ ฉันจุ๊บเคนตะแล้ว เคนตะหายกลัวแล้วนะ’ โทโมะพูดแล้วสวมอ้อมกอดเข้าที่ตัวของเคนตะ

‘อะ... อื้อ ^///^’ เคนตะพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ แล้วหลับตาลงอย่างมีความสุข



................................


14 ปีแล้วสินะ โทโมะ… นายหายไปไหน นายหายไปไหนกัน? ทำไมนายถึงทิ้งให้ฉันนั่งเฝ้ารอนายอยู่อย่างนี้ ฉันไม่เคยลืมนายเลยนะ

หลัง จากวันนั้น วันที่ครอบครัวนายย้ายพานายไปที่อื่น นายก็ไม่กลับมาที่นี่อีกเลย ไม่ส่งจดหมาย ไม่อะไรมาสักอย่าง มีเพียงแค่สิ่งๆนี้… จานข้าวลายลิงน้อย กับ กระปุกออมสินหมูตัวใหญ่ แน่ละ ผมเฝ้าถนอมสองสิ่งนี้อย่างดีที่สุด แม้กระทั่งเรียนปีสอง และเริ่มฝึกงานที่นี่ ที่ที่เราเคยมาเที่ยวด้วยกันกับครอบครัว

‘ภูเก็ต…’

ภาพ ความทรงจำในอดีต ที่ผมกับโทโมะวิ่งเล่นกันบนหาดทรายสีขาว พร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของครอบครัวผม กับครอบครัวโทโมะ ที่เราพากันมาเที่ยวพักร้อน เนื่องจากโทโมะได้ใบประกาศนียบัตร เด็กที่มีมารยาทดีที่สุดในสายชั้น คุณพ่อของโทโมะ จึงชวนพวกเรา ที่เป็นเพื่อนบ้านที่รักกันฉันครอบครัวเดียวกัน มาร่วมฉลองกับความสุขของลูก ด้วยความต้องการของโทโมะ ที่อยากมาเที่ยวต่างจังหวัด แต่แทนที่โทโมะจะเป็นคนเลือกสถานที่พักผ่อนเอง เขากลับมาถามผมซะงั้น ว่าผมต้องการพักผ่อนที่ไหน

ภูเก็ต คำตอบสุดท้ายของผม

ผมฝัน ที่จะได้มาเที่ยวที่ภูเก็ตหลายต่อหลายครั้งในยามเด็ก เพราะผมได้เห็นภาพของทะเลสีน้ำเงินมรกต เกาะสวยๆ ผ่านสายตาจากจอโทรทัศน์ทีบ้านของผม เมื่อยามผมโตขึ้น พอได้เข้าเรียนคณะ xxx แล้วทางคณะบดีให้เลือกสถานที่สำหรับฝีกงาน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับอาชีพของผมในอนาคต สถานที่นี้ จึงเป็นคำตอบเดียวและคำตอบสุดท้ายของผมจริงๆ

การไปเที่ยวครั้งนั้น เป็นครั้งแรกที่ผมกับเขาได้ออกไปเที่ยวที่ต่างจังหวัดด้วยกัน แต่ผมก็ไม่นึกเลยด้วย ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างเรา

โทโมะ... 14 ปีที่ผ่านมา นายมีความสุขไหม? นายยังมีฉันในความทรงจำของนายหรือปล่าว?...

“เคนตะ!!” ท่อนแขนเล็กขาวจัดวางผาดมายังบ่าของผม ตามมาด้วยหัวของเจ้าตัวที่วางทับมายังหัวของผม แรงกดจากคางหมอนั่นทำให้ผมร้องโอดโอย

“เขื่อน เอาหัวของนายออกไปเดี๋ยวนี้นะ ฉันเจ็บ! ฉันบอกหลายรอบแล้วน๊า~ ว่าอย่าทำแบบนี้ นายก็รู้นี่นา ว่าหน้านายน่ะยาวแค่ไหน ดูสิ คางแหลมเปี๊ยบเลย!” ผมพูดแล้วใช้มือจับไปที่เรียวคางของเขื่อน เขื่อนดันมือผมออกแล้วทำหน้ามุ่ย

“เฮ้อ... นายรู้อะไรไหมเคนตะ ฉันล่ะเซ็งมากเลย ว่าทำไมอีตาจงบง จงเบ อะไรนั่น ต้องชอบมาหาฉันอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็เรียกใช้ให้ไปเอาน้ำให้บ้างล่ะ เรียกให้ไปรับออเดอร์กับเขา ที่สั่งไปแล้วก็ไม่กิน เฮ้อ ฉันว่าหมอนี่บ้าไปแล้วแน่ๆ อาหารโรงแรมเราก็ใช่ว่าจะถูกซะที่ไหน อ้อ เห็นว่าเป็นเพื่อนกับเจ้าของโรงแรมเราด้วยนี่ เฮอะ เลยจะวางมาดล่ะสิ” เขื่อนบ่นเป็นหางว่าว แล้วฟุบนั่งลงไปกับเตียง

“จงเบ? คุณพาร์ค จงเบ ที่เป็นหุ่นส่วนคนใหม่ของโรงแรมเราใช่ป่ะ เขาไม่ได้จ่ายตังค์เองหรอก เซ็นต์ลงโอนเข้าไปให้โรงแรมเองก็ได้แล้ว อ้อ... เห็นว่าเขาหล่อด้วยนี่ เป็นคนเกาหลีซะด้วย เขาอาจจะชอบนายก็ได้น๊าเขื่อน~” ผมเชียร์เพื่อนรักของผมด้วยรอยยิ้ม แล้วเขย่าแขนเขื่อนสองสามที ชั่ววินาทีหนึ่ง ผมเห็นเขื่อนหน้าแดงแปร๊ด ก่อนที่เขื่อนจะแยกเขี้ยวใส่ผม

“นาย เคนตะ!! นายนี่มัน... อ๊ะ อะไรเนี้ย จานข้าวลายหน้าลิงน้อย กับกระปุกหมูออมสิน? โตเป็นควายแล้วยังพกของแบบนี้อีกหรอจ้ะ อิอิ” เขื่อนพูดล้อและยิ้มกว้าง ก่อนจะทิ้งประโยคสุดแสบมาให้

“นายว่าฉัน ว่าเป็นควายหรอ -_-” ผมพูดแล้วยิ้มยะเยือก แล้วเริ่มปล่อยรังสีไอเย็นออกจากตัวช้าๆ ก่อนที่เขื่อนจะหุบยิ้มลง แล้วรีบโกยฝีเท้าออกนอกห้องพัก

“อีตาเขื่อนนนนน แกตายยยยยยยยยยย!!!!”






ผม! หลง! ทาง!

ช่วย ด้วยยยย!! ใครก็ได้ แงๆ ผมวิ่งไล่จับเขื่อนไปทั่วชั้นและทั่วโรงแรม จนมาสุดในชั้นสุดท้ายของโรงแรมนี้ ส่วนที่ผมไม่เคยเข้ามาถึง ก็โรงแรมนี้แคบซะที่ไหนล่ะ เฮ้อ... เขื่อนนี่ก็เหมือนกัน วิ่งไปไหนของเขานะ หายหัวไปเลยแหน่ะ แล้วลิฟท์มันอยู่ไหนเนื้ย ทำไมผมถึงลืมเส้นทางได้ง่ายแบบนี้นะ ว่าแล้วผมจึงตบหัวตัวเองสองสามทีเบาๆ (แบบว่ากลัวเจ็บง่ะ)

ผมเดินตามหาลิฟท์ไปเรื่อยๆ จนไปสุดอยู่ตรงประตูไม้สุดหรูบานใหญ่ ...นี่มันห้องอะไรหว่า แหม อุส่าห์หลงทางมาเที่ยว ( พยายามให้กำลังใจตัวเองที่ขี้หลง ) เราจะลองเข้าไปสำรวจก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยเนอะ

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว ผมจึงใช้มือดันประตูเข้าไป แล้วพบกับห้องสุดหรูขนาดใหญ่ ที่ถูกจัดเซ็ตเป็นห้องรับแขก ส่วนอีกมุมถูกเช็ตให้เป็นห้องครัวขนาดย่อมแต่ก็ยังคงความหรูหราของเครื่อง ใช้ไฟฟ้า และการออกแบบของห้องๆนี้ ว้าว... สวย สวยมากๆเลย

ผมเดิน เข้ามาในห้องช้าๆ โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูลงด้วย และเริ่มเดินลัดเลาะเข้ามาเรื่อยๆ หูย... เหมือนคอนโดระดับเจ็ดดาวเลยอ่ะ ไฮโซชะมัด...

“นายเป็นใคร มาในนี้ได้ไง” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลังของผม ทำให้ผมหยุดขาตัวเองที่กำลังเดินผลุกกึก แล้วก้มหน้านิ่งไม่ไหวติง แงๆ ผมแย่แล้ว ผมจะถูกลากเข้าตารางไหมเนื้ย เพราะดูท่าทาง พื้นที่ส่วนนี้ดูเป็นส่วนตัวมากๆเลย ผมจะทำไงดี แง๊ๆ

“ฉัน ถามว่านายเป็นใคร ไม่ได้ยินหรือไง หา?”เจ้าของเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พลางงส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ

“อ้อ... แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาได้แล้ว ฉันไม่ฆ่านายหรอก ถ้านายไม่ได้คิดจะมาขโมยขะ...”

“ฉันไม่ใช่ขโมย!!!” ผมรีบเงยหน้าขึ้น และสวนขึ้นมาอย่างดัง และแล้ว ใบหน้าของเจ้าของเสียงนั้น ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ...

ใบหน้าเรียวมีแก้มเล็กน้อย ริมฝีปากบางแดงเฉียบ จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาเรียวคม ทรงผมซอยเซ็ตสีน้ำตาลช็อกโกแล็ต ที่บัดนี้เปียกลู่ไปด้วยหยดน้ำแพรวพราว ร่างกายที่มีกล้ามหน้าท้องสุดเช็กซี่ ถูกปกปิดเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก เขาผู้นั่นยืนเอามือค้ำผนังไว้ แล้วจ้องมาที่ผมด้วยแววตาคมเฉียบ

อ๊อก ก... เคนตะไม่ไหวแล้ว หล่อ หล่อเกินไป หล่อเกินไปจริงๆ แล้วดูหุ่นนั่นสิ น่าจับปล้ำเป็นบ้า... เอ๊ย ไม่ๆๆ

“นาย กำลังคิดอะไรหื่นๆกับฉันใช่ไหม” สุดหล่อของผม(?) เอ่ยขึ้นหลังจากที่ผมจ้องหน้าเขาไปนานสองนาน ที่หน้าตาผมมันแสดงออกมากขนาดนั้นเลยหรอเนื้ย

“บ้าไปแล้วหรือไงฮะ! เชอะ! หุ่นมีแค่นี้เอง มาทำเป็นชง เป็นโชว์” ผมพูดขึ้นลอยๆ และแน่นอน คำโกหกคำโต หุ่นของนายคนนี้เซ็กซี่เอาการ ทั้งหุ่นและหน้าตาของเขา สามารถทำให้คุณหญิงแก่ๆลูกสามผัวสี่ ตบะแตกได้ง่ายๆเลยละ โอ๊ย... ไม่ไหวละ เลือกกำเดาของเคนตะจะไหลแล้ววววว....

“แค่นี้ งั้นหรอ?...” สุดหล่อเดินขยับเข้ามาช้าๆ ก่อนจะยิ้มให้กับผม รอยยิ้มนั้นทำให้ผมตะลึงไปชั่วครู่ และในสมอง ก็สั่งประมวลให้นึกถึงบุคคลในอดีตทันที

“โทโมะ...” ผมครางชื่อของคนที่อยู่ในหัวสมองหัวแผ่วเบา บุคคลที่ยืนสูงอยู่ตรงหน้าผม ที่เกือบจะโน้มหน้าลงมา ชะงักค้างกลางอากาศ

“อะไรนะ...” เขาพูดด้วยใบหน้างงงวย ผมจึงรีบมุดตัวหลบใบหน้าเขา แล้ววิ่งไปยังมุมห้องหรูทันที

“ปละ... ปล่าว นายจะทำอะไรฉันน่ะ” ผมพูดขึ้นอย่างแตกตื่น แล้วตั้งการ์ดขึ้นมา

“อย่าเข้ามานะ! ฉันเป็นมวยนะเฟ้ย!! ไอ้หน้าหล่อ ถ้าแน่จริงก็เข้ามาเด่ะๆๆ!!!” ผมตะโกนขึ้นเสียงดัง แล้วแยกเขี้ยวใส่ผู้ชายตรงหน้าผม ให้อีกฝ่ายได้หวาดกลัว

“นายยังเหมือนเดิมเลยนะ... เคนตะ”

“ฮะ?” ผมตอบรับคำถามอัตโนมัติ เมื่อเขาพึมพำออกมาเบา เมื่อกี้เหมือนจะเรียกชื่อผมเลยนะ แต่แหม ใครจะไปได้ยินฟะ... แต่ผมก็ได้คำตอบแค่การส่ายหัวเบาๆ จากเขาคนนี้

ทำไมนะ... ผู้ชายคนนี้ ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนรักในอดีตของผม.. ที่ผมมีความรู้สึกมากกว่าเพื่อนให้เขา เขาสองคน ช่างเหมือนกันมากเหลือเกิน ทั้งหน้าตา และความรู้สึก...

“นาย คงจำฉันไม่ได้...” เขาพูดออกมาแล้วยิ้มเบาๆ ก่อนจะเริ่มเดินเข้ามาใกล้ผมอีกครั้ง ทำให้ผมยิ่งต้องกำหมัดแน่นเข้าไปอีก

“น๊ายยยย!! จะทำอะไรช้านนนน!!!!!” ผมตะโกนขึ้นอีกครั้ง เมื่อเขาจับตัวผมอุ้ม แล้วพาเดินไปยังห้องๆหนึ่ง กลิ่นสบู่แบบสปอร์ตๆ ลอยเข้ามาในจมูกผม ฮ้า... สดชื่นจัง ไม่สิ ผมต้องไม่เคลิ้ม ผมจึงเริ่มออกแรงดิ้นอักครั้ง พร้อมกับตะกุยไหล่เขาแรงๆ

“ปล่อยนะโว้ย!! ถ้าไม่ปล่อย ฉันตะโกนเรียกคนข้างนอกมาช่วยจริงๆด้วย!” ผมขู่ฝ่อๆ แล้วพยายามดิ้นสุดแรง เพื่อให้ไอ้บ้านี่ปล่อยผม แต่ไม่รู้เขาทนทานมาจากไหน ไม่สะเทือนอะไรเขาเลยสักนิด นี่ผมจะแย่แล้วใช่ไหม??

“ปล่อยนะๆๆ!!! ...ปล่อยผมเถอะ ฮึก...” ผมหยุดความที่คิดที่จะประทุษร้ายเขาทั้งหมด แล้วซุกใบหน้าของผมเข้ากับไหล่กว้างของเขาอย่างหมดแรง ไหล่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นที่มาจากผู้ชายที่ผมยังไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ คนนี้ ทำให้ผมรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

“หม่ามี้... ป๊ะป๋า... โท... โทโมะ ฮึก นาย นายอยู่ไหน ทำไมไม่มาช่วยฉันเลย ฮึก...” ผมคร่ำครวญถึงบุคคลที่ผมคิดถึงที่สุด สามคนในชีวิตของผม นายบัดซบ ( เปลื่ยนสรรพนามไปเรื่อย ) นั่นจึงก้มหน้าลงมาใกล้ๆกับหน้าผม จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน แต่น่าแปลก... ผมควรจะต้องผลักเขาออกไปไม่ใช่หรอ แต่ทำไมร่างกายผมกลับไม่สามารถขยับเขยิ้อนได้เลย

ราวกับตกอยู่ในห้วง แห่งความอบอุ่น...

“เคนตะ ฉันอยู่นี่ ฉัน... ฉันคิดถึงนาย” เขาพูดแล้วก้มตัวลงมาประคองกอดที่ร่างเล็กของผม เอ๊ะ เมื่อกี้เขาเรียกชื่อผมงั้นหรอ... หูผมแว่วหรือปล่าว แต่นี่ก็ครั้งที่สามแล้วนะ แล้วทำไมเขาถึงรู้จักชื่อผมล่ะ?? ผมปล่อยให้เขาสวมกอดอยู่นาน จึงผลักตัวเขาออกไปเต็มแรง

“นาย ทำไมนายรู้จักชื่อฉันหา” ผมจ้องหน้าผู้ชายร่างสูง ที่หล่อบัดซบตรงหน้า แล้วพยายามใช้สีหน้าและแววตา คาดคั้นคำตอบจากเขาอย่างแรง แต่คำตอบที่ได้จากเขาคือ ริมฝีปากบางสีแดงสด กดเข้าที่ริมฝีปากอิ่มของผมอย่างรุนแรง และเร้าร้อน ตาของผมเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะยิ่งช็อคเข้าไปใหญ่ เมื่อเขาเริ่มสอดอะไรนุ่มๆ หยุ่นๆ เข้ามาในโพรงปากของผม

“อื้อ อะ... อื้อๆ” ผมทุบกำปั้นเข้าที่ไหล่เขาแรงๆหลายครั้ง จนผมรู้สึกเริ่มหมดแรงและอ่อนแรง ผมจึงหยุดทุบกำปั้นใส่ไหล่แกร่งของเขา และเริ่มอ่อนโอนตามเขาในที่สุด เขาไล้ลิ้นตามแนวฟันของผม และกดพันลิ้นซ้ำๆ จากจูบที่ร้อนแรง กลายเป็นจูบที่อ่อนหวาน นุ่มละมุน...

อ่อนหวาน... อ่อนหวานเหลือเกิน

ไม่สิ ผมไม่ควรจะเคลิ้ม ผมต้องผลักเขาออก

“ปึง!!” ผมออกแรงสุดที่ชีวิต ผลักบ่ากว้างของเขา จนหลังหนาของเขากระแทกเข้าที่ชั้นวางหนังสือไม้สุดหรูอย่างแรง หนังสือที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ตกกระจายลงมาเต็มพื้นพรมสีแดงเลือดหมู ผมจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา และแน่นอน เขาก็จ้องผอมกลับเช่นกัน จ้องผมกลับด้วยแววตาที่ผมอ่านไม่ออก

“นาย จำไว้เลยนะ ฉันไม่ใช่คนใจง่าย นึกอยากจะจูบก็จูบ นึกอยากจะกอดก็กอด หน้าตาอย่างนายน่ะหาคนที่ดีกว่าฉันได้อีกตั้งเยอะ นายก็หาไปสิ แต่จำไว้อีกอย่างนะ ถึงฉันจะแย่ขนาดไหน ฉันก็ไม่ได้เป็นคนใจง่าย แบบผู้ชายขายตัว จำไว้!!” ผมตะคอกแล้วชี้หน้ากราดใส่เขา และหันหลังกลับเพื่อจะเดินไปที่ประตู แต่จู่ๆ ก็ถูกแขนแกร่ง รวบเข้าสู่อ้อมกอดของคนร่างสูง ที่อยู่ด้านหลังอย่างแรง จนผมเซพิงหน้าอกและซิกซ์แพ็คของเขาดังปึ้ก

“เคนตะ อย่า อย่าจากฉันไปเลย ฉันรอนายเป็นสิบๆปี รอที่จะได้เจอนายในวันนี้ แต่นายจะหนีฉันไปหรอ ได้โปรด อย่าจากฉันไปเลย” เสียงทุ้มต่ำที่อู้อี้อยู่บริเวณซอกคอของผม ทำให้ผมมีสีหน้าร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้ ผมเอียงคอหลบใบหน้าของเขา แล้วจึงพูดออกมาเบาๆ

“นายเป็นใครกันแน่... ทำไมนายถึงพูดจาแบบนี้ออกมา นายเป็นใครทำไมรอฉันมาสิบกว่าปี นาย...”

“ฉัน เป็นใคร เคนตะอย่าสนใจฉันเลย ฉันแค่อยากขอให้เคนตะรู้ว่า ฉันรักเคนตะนะ... รัก... รักที่สุด” เมื่อเขาพูดจบแล้ว เขาก็เอียงคอเข้ามาจูบผมอีกครั้ง ผมที่ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่รอรับรสจูบจากบุคคลแปลกหน้าผู้นี้ และเริ่มเป็นฝ่ายรุกเขาตอบบ้าง

อะไรนะ ที่ทำให้ผมยอมเขาขนาดนี้ เพราะอะไรกัน...

เขาถอนจูบจากริมฝีปากเขา แล้วหอบหายใจช้าๆ ก่อนที่จะดันร่างกายผมลงเตียงสีขาวสะอาดตาเบาๆ แล้วโถมร่างแกร่งของเขา ตามเข้ามา ผมที่ราวกับต้องมนต์ จ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลของเขา แล้วเลื่อนมือขึ้นไปลูบไล้สีผมเดียวกับสีตาของเขาเบาๆ ทำไมนะ... ผู้ชายคนนี้ ทั้งๆที่เจอกันเพียงครั้งแรก แต่ผมกลับรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเขามากๆ มากเสียจนน่าใจหาย

ตอน นี้ในหัวสมองเต็มไปด้วยคำว่า ทำไม มีเพียงแค่คำๆนี้จริงๆ

เขาจูบไล้ ตั้งแต่ใบหูของผม ตามมาด้วย เปลือกตา ปลายจมูก และริมฝีปาก เราสองคนจูบกันเนิ่นนาน จนผมเริ่มรู้สึกตัวว่าเขากำลังปลดกระดุมเสื้อของผมเป็นเม็ดที่สาม แล้วไล้ริมฝีปากบางของเขา ลงมาที่ซอกคอผม ผมเอียงลำคอของตัวเอง เพื่อปรับองศาให้เขาซึมซับความหอมหวานจากตัวผมให้ง่ายยิ่งขึ้น

ใบ หน้าหวานแดงก่ำ ด้วยฤทธิ์ของกิเลสตัณหา จากกายและใจปนกันของเขา ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเป็นฝ่ายชิมรสชาติความหอมหวานจากตัวเขาบ้าง ผมพลิกตัวขึ้นไปคร่อมเขาอย่างรวดเร็ว และเริ่มปรนนิบัติเขา อย่างที่เขาทำกับผมตอนแรก อย่างช้าๆ

ผมไล้ริมฝีปากของผมไปทั่วร่าง กายของเขา เมื่อผมแก้อาภรณ์ของเขาออกจนหมด และดูด ขบ เม้ม จนเกิดรอยแดงทั่วตัว เมื่อใบหน้าของเราวกกลับขึ้นมาเจอกันอีกครั้ง เราสองคนยิ้มให้แก่กัน และเริ่มที่จะทำกิจกรรม การเป็นของกันและกันอย่างอ่อนโยน...


ราตรีนี้ จะมีเพียงแค่เรา... สองคน






“เคนตะ เคนตะๆๆๆ ตื่นได้แล้ว! นายมานอนอะไรตรงนี้เนื้ย เคนตะ!!” เสียงตะโกนของใครบางคนดังขึ้นข้างๆตัวผม แรงเขย่าหยิกๆ ที่เกิดจากต้นแขนของผม ทำให้ผมร้องโอดโอยเบาๆ ผมเริ่มลืมตาอย่างช้าๆ แสงแดดที่ลอดมายังผ้าม่านที่เทาเพียงเล็กน้อย ทำให้ผมหรี่ตาลงชั่วครู่ แล้วเริ่มลืมตาโพลงอีกครั้ง...

ทำไม ทำไมผ้าม่านถึงได้เก่า และแอบมีสีน้ำตาลตรงปลายๆ แบบนี้ล่ะ แล้วนี้อะไร ทำไมเตียงของผม ที่มีคราบสีเหลืองอ่อนๆ และคราบไรฝุ่นเกาะเต็มไปหมด สภาพห้องก็ดูเก่าทรุดโทรม ราวกับไม่เคยมีใครใช้ห้องนี้มานานแรมปี แล้วสภาพห้องสุดไฮโซเมื่อคืนหายไปไหนหมด??

ผมหันหัวซ้ายขวา ก่อนที่จะวกใบหน้าขึ้นไปหาบุคคลสองคนที่เข้ามาปลุกผมใหม่อีกครั้ง

“เขื่อน นายเห็น... ผู้ชายคนที่เป็นเจ้าของห้องนี้ไหม นายเห็นเขารึปล่าว??” ผมพุดแล้วใช้มือเขย่าตัวเขื่อนแรงๆ เขื่อนซึ่งได้ยินอย่างนั้น จึงหน้าซีดลง แล้วเสหน้าหนีไปทางจงเบ... บุคคลอีกคนที่เข้ามาปลุกผม ที่กำลังยืนแน่นิ่งราวกับตกใจก็ไม่ปาน

“คือ เคนตะ... นายรู้อะไรไหม เจ้าของห้องนี้ เป็นเพื่อนของฉัน และเขาก็เป็นเจ้าของโรงแรมนี้ด้วยแหละ...” จงเบจ้องหน้าผมด้วยแววตาเรียบเฉย แต่แอบแฝงด้วยสีน้ำรื้นๆที่ขอบตา รวมทั้งเขื่อน ที่นั่งแน่นิ่งอยู่บนเตียงนอนที่ผมกำลังนอนอยู่อย่างสงบ เอ๊ะ... เป็นอะไรกันเนื้ย

“แล้วเจ้านั่น มันก็ตายไปแล้วเมื่อสองปีก่อน ตอนที่มันพึ่งกลับจากอเมริกา พอมันลงเครื่องปุ๊บ มันก็รีบขับรถกุลีกุจอ จากสมุทปราการ เข้ากรุงเทพฯ จนมันประสพอุบัติเหตุรถชนนั่นแหละ ชีวิตของมันเลย... จบลง” ผมนั่งฟังเรื่องราวจากปากของจงเบ พลางมองหน้าจงเบยิ้มๆ เมื่อคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง แต่ผมก็ต้องเปลื่ยนใจอีกครั้ง เมื่อหันหน้าไปยังชั้นวางของ ที่เมื่อวานถูกจัดเรื่องไว้เป็นชั้นวางหนังสือ แต่วันนี้เป็นเพียงกรอบรูป ที่บรรจุรูปอัดของผู้ชายที่ผมได้พบเจอเขาเมื่อวาน ผมจึงลุกออกจากเตียง และเดินเข้าไปดูรูปๆนั้นใกล้ๆ


‘วิศว ไทยานนท์
ชาตะ 7 มิถุนายน 2533
มรณะ xx เมษายน 255x’


ผมเพ่งเลงไปที่ชื่อของ ผู้ที่เสียชีวิตในรูปนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วพอมองกลับไปที่รูป ผู้ชายที่เขาเรียกชื่อผม บอกรักผม และมีความสุขกับผมในเมื่อคืนวานนี้...นี่คือ เพื่อนรักของผมในตอนโต ที่ผมได้แต่เฝ้ารอเขานี่สินะ...

เพื่อนรัก ที่ผมแอบรักเขามากกว่าเพื่อนมา สิบสี่ปีเต็ม บัดนี้กลับมายืนสงบอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยม ที่จัดทำไว้เฉพาะสำหรับคนตาย...

คน ตาย คนตายเนื้ยนะ โทโมะน่ะหรอ..........

“ทะ... โทโมะ...”

“นาย รู้จักโทโมะมันด้วยหรอ?” จงเบถามแล้วเดินเข้ามาดูที่รูป ตามมาด้วยเขื่อนที่เดินเข้ามาสมทบ

“มันน่ะ ตายเพราะอยากเจอคนที่มันรอมาเป็นสิบๆปี ตอนฉันไปเรียนอยู่ที่เมกาฯ กับมัน มันก็ได้แต่พูดถึงคนๆนึง พูดอยู่ทุกวันนั่นแหละ บางวันมันก็นั่งน้ำตาซึม มันชอบพูดพึมพำเบาๆว่า เคนตะจะจำโทโมะได้ไหมนะ ถามตัวเองแบบนี้ประจำ ดูท่ามันคงจะรักคนๆนั้นมาก ไม่อย่างนั้น... มันคงไม่มาตายแบบนี้หรอก” ตอนนี้ไม่มีเสียงอะไรสามารถเข้าหูผมได้อีกแล้ว ไม่มี... ไม่มี... ผมมองลงไปยังพื้น แล้วพบว่าเมื่อวานที่เป็นหนังสือหลายๆเล่ม ตกลงมากระจัดกระจายเต็มพื้น บัดนี้กลับกลายเป็นเศษซากของดอกไม้แห้ง ที่ตกลงมาเกลื่อนพรมสีแดงเลือดหมู

อะไรกัน? นี่เราไม่ได้เจอกันเป็นสิบๆปี แล้วสุดท้ายก็ได้มาเจอตอนที่เขาตายแล้วนี่น่ะหรอ มันคุ้มแล้วหรอ มันเป็นเพียงแค่ความฝันใช่ไหม ความฝัน ที่พอผมหลับแล้ว พอผมตื่นขึ้นมาอีกวัน ก็พบว่าโทโมะ กำลังยืนทำข้าวผัดให้ผมทานใช่ไหม... ใช่ไหม...

ผมหยิบรูปของผู้ชายคนที่ผมรักมากที่สุดเข้ามาสวมกอดแน่น ก้มหน้าลงต่ำ แล้วระบายความอัดอั้นในใจออกมาในที่สุด...

“โทโมะ ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!”






ท่ามกลาง เสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนาของชายหนุ่มร่างเล็ก ก็มีภาพควันจางๆ จางมุมผนังของห้อง ที่กำลังยืนมองชายหนุ่มที่เขาแอบรักมาร่วม สิบสี่ปี อย่างโศกเศร้า...

‘เคนตะ เราจะอยู่ด้วยกัน... ตลอดไป’



......................................



ชาย หนุ่มร่างกายสูง รูปร่างมีกล้ามเนื้ออ่อนๆ แต่และแลดูแข็งแกร่ง ถูกคลุมทับด้วยแจ็คแก็ตหนังสีดำราคาแพง เขาวิ่งลากกระเป๋าใบโต สีดำขลับ ลากลงมาจากห้องพักรับรองผู้โดยสารทางเครื่องบิน ในท่ากาศยานแห่งหนึ่ง ซึ่งที่ทำงานของพ่อผู้บังเกิดเกล้าของเขา ออกมาด้วยความรวดเร็ว ชายท่าทางสูงอายุแต่ยังแข็งแรงอีกคน ที่กำลังวิ่งออกมาต้อนรับ เพื่อรอลูกชายคนเดียวของเขากลับบ้าน กลับชะงักฝีเท้าลง และเริ่มส่งเสียงเรียกร้องไปหาลูกชายของตน ที่บัดนี้กึ่งวิ่ง กึ่งลากกระเป๋าลากใบโต ออกจากประตูสนามบินเรียบร้อยแล้ว...

ร่างสูง เบียดอัดลงมาที่ Benz สีขาวคันโต และรีบเสียบกุญแจสำรองอีกอัน ที่เขาให้พ่อของตนส่งไปให้ ตอนเรียนอยู่อเมริกา เพื่อที่จะได้สะดวกยามกลับเมืองไทย เขาสตาร์ทรถออกไปอย่างเร็ว เพื่อที่จะไปหาคนที่เขาแอบรักมาร่วมสิบกว่าปี

โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า การขับรถครั้งนี้ จะได้กลายเป็นการขับรถครั้งสุดท้ายในชีวิตเขา

รถ คันหรู ขับเบียดชิดเลนขวาด้วยความรวดเร็ว บนถนนทางด่วน พลางคิดถึงใบหน้าบุคคลที่เป็นเพื่อนสนิทของเขาในวัยเด็ก ที่พลัดพลาดออกจากกัน เพราะเขาต้องย้ายตามแม่ไปอยู่และเรียนต่อที่อเมริกา เขาขอพ่อของเขา ซื้อที่ดินขนาดใหญ่ และสร้างโรงแรมริมชายหาด ที่จ.ภูเก็ตขึ้นมา และชั้นบนสุด เขาก็สร้างเป็นพื้นที่ส่วนตัว ทำเป็นบ้านให้กับคนพิเศษของเขา เพื่อเป็นของขวัญยามที่ได้เจอหน้าหนุ่มน้อยผู้นั้น เขาเป็นคนออกแบบลักษณะของโรงแรมเองทั้งหมด รวมถึงห้องชั้นบนสุดนั้นด้วย จนยามเมื่อเขาจบไฮสคูล เขาจึงย้ายมาต่อปริญญาตรีที่ประเทศไทย เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับคนๆนั้น

คนที่เขาเฝ้ารอคอยมานาน...

135 กิโลฯ/ช.ม แผงหน้าปัดคอนโทรลสีดำ ที่เข็มบอกไมล์ชี้ไปที่ระยะความเร็วของรถ แต่เขากลับไม่สนใจ และมีท่าที่ว่าจะเร่งความเร็วขึ้นอีกเรื่อยๆ...

เสียง บีบแตรดังขึ้นเป็นระยะๆ เมื่อเกือบถูกรถสีขาวคันหรู ปาดซ้ายปาดขวา แต่ตัวเจ้าของรถก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับปาดทะแยงขึ้นลงอย่างสนุกสนาน เพื่อกวนอารมณ์ผู้ขับรถคันอื่นเล่นๆ

แต่ทันใดนั้นจู่ๆ จะมีรถกระบะพุ่งจากเลนนอกเข้ามา ขวางอยู่หน้ารถของชายหนุ่มร่างสูง เขาเหยียบเบรก จนเกิดเสียงของยางล้อเสียดสีไปกับพื้นถนน แต่สายไปเสียแล้ว... รถเบ้นซ์คันงาม ชนเข้ากลางคันลำของรถกระบะเข้าอย่างจัง ก่อให้รถคันหลังๆที่ตามมา พุ่งชนอัดเข้ามาราวกับโดมิโน...

ชายหนุ่ม ร่างสูง เสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ

ข่าวของการเกิดอุบัตเหตุครั้งใหญ่ บวกกับการตายของเขา เป็นข่าวที่ดังมากในเมื่อสองปีก่อน แต่ชายหนุ่ม ที่ร่างสูงเฝ้ารอคอย กลับไม่รู้เรื่องราวอะไร เพราะเจ้าตัวเอาแต่เก็บตัว อ่านหนังสือเพื่อเตรียมเอนทรานซ์ ฝ่ายพ่อกับแม่ของชายหนุ่มไม่อยากให้ลูกเกิดอาการครียดระหว่างสอบ จึงไม่บอกเรื่องการตายของเพื่อนเขาเลย

อัฐฐิของเขา ส่วนหนึ่งถูกลอยอังคารในเกาะที่เขาสร้างโรงแรมที่จังหวัดภูเก็ต อีกส่วนหายลึกลับไปอย่างไม่มีใครรู้ ราวกับเจ้าตัวไม่ต้องการให้ใครรู้อย่างไรอย่างนั้น เว้นเสียแต่ คนๆเดียว... เคนตะ คนที่เขารักมากที่สุดในชีวิต...





‘เคนตะ ฉันมีอะไรจะให้นายดูล่ะ’ เด็กน้อยยื่นกำปั้นของตัวเอง ไปไว้ตรงหน้าของเด็กชายที่ตัวเล็กกว่าอีกคน แล้วคลายมือออกเบาๆ เจ้าหิงห้อยน้อย กับกลีบดอกคาร์เนชั่นบางๆ ก็โผล่ออกมาสู่สายตาของเด็กทั้งสอง

‘ว้าววว! โทโมะ สวยจังเลย นายไปเอามาจากไหนน่ะ!! ^^’ เด็กชายถามพลางยิ้มกว้าง แล้วพยายามเอามือเข้าไปตะครุบเอาเจ้าหิงห้อย ที่กำลังบินส่องแสงไปมาเหนือที่หัวของเด็กน้อย เคนตะพยายามกระโดดเอาเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ถึงสักที โทโมะเห็นดังนั้น จึงตะครุบเข้าที่ตัวเจ้าหิงห้อยเบาๆ แล้วส่งไปให้เคนตะดู

‘ว้าว.... สวยจังเลย’ เคนตะหันหน้าขึ้นมาส่งรอยยิ้มให้โทโมะ โทโมะเห็นดังนั้นจึงยิ้มตอบ พร้อมกับคลายมือออกจากกัน เขาทั้งสองคนมองเจ้าหิงห้อยตัวน้อย ที่บินห่างออกไปจนลับตา

‘เคนตะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะอยู่ด้วยกัน... ตลอดไป’






the end.

ผลงานทั้งหมด ของ lnGln9tklsxz'

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 ธันวาคม 2553 / 14:42
    อ่านกี่ทีก็ ฮึกๆๆๆๆ T^T
    #7
    0
  2. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 / 15:18
    ม่ายน้าเพื่อนนายอย่าจากเคนจังไปแบบนี้สี่
    #6
    0
  3. #5 รักK-otic โคตรๆ^^
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 / 21:56
    สรุปเฮียตายแล้ว ฮือT^Tทำไมเป็นงี้ล่ะ
    #5
    0
  4. #4 นักอ่านเงา
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 / 19:01
    ทำไมเศร้างี้อ่า สงสารเคนตะอ่ะโทโมะไม่น่ารีบด่วนจากเคนตะไปเลย แล้วยังงี้เคนตะจะอยู่กับใครล่ะ TOT
    #4
    0
  5. วันที่ 5 กรกฎาคม 2553 / 22:31
    ตัวเอง
    เค้าไม่อยากอ่าน !
    มันทำให้เค้าร้องไห้รอบที่ล้านแปด =_______=
    #3
    0
  6. #2 ไอเลิฟ โมะเคน
    วันที่ 28 มิถุนายน 2553 / 09:10
    เศร้ามากๆเลยง่ะ ฮืออออ ToT

    สู้ๆนะไรท์เตอร์

    จุ๊บๆๆๆ



    เลิฟโมะเคนนน กรี๊ดกร๊าาาดด
    #2
    0
  7. #1 รักเคนจัง
    วันที่ 28 มิถุนายน 2553 / 05:42
    โฮๆ ซึ้ง+เศร้าT^T มากมายอ่ะ ไรท์แต่งเก่งมากอ่ะ อินจนร้องไห้เลย แง๊ๆToT แต่งอีกนะ เรื่องหน้าขอให้แฮปปี้เอนดิ้งเถอะ เพี้ยงๆ รออ่านเรื่องต่อไปอยู่เน้อ ^^
    #1
    0