#ออนอินสตาแกรม - markbam

ตอนที่ 9 : 09

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4796
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 394 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62


 

09

 

 

 

            มื้อเช้าถือเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน เพราะสารอาหารที่ทานเข้าไปในตอนเช้าจะส่งผ่านระบบของร่างกาย กลั่นกรองและส่งต่อเพื่อไปเลี้ยงสมองให้ทำงานได้ดีตลอดทั้งวัน และแน่นอนว่าอาหารเช้าวันนี้ของผมคือ...

 

 

          ขนมจีบ

            ใช่ครับ อ่านไม่ผิด มันคือขนมจีบปูในเซเว่นที่มาร์คซื้อมาให้ผมก่อนที่เจ้าตัวจะไปหาครูที่ห้องพักครูตามคำสั่ง ผมจัดการยัดขนมจีบลูกที่เท่าไหร่ไม่รู้เข้าไปในปาก เคี้ยวมัน ในขณะที่สายตาก็เอาแต่มองถุงขนมจีบในมือพลางนึกถึงประโยคที่อีกคนพูดตอนเอามาให้

 

 

          อ่ะ ขนมจีบ

          หืม?

          มื้อเช้าถือเป็นมื้อสำคัญ เพราะงั้นวันแรกของการจีบแบมก็สำคัญเหมือนกัน

          ‘…..’

            ขนมจีบ... จะจีบแล้วนะ

 

           

            ให้ตายเถอะ!! ทำไมผมต้องมานั่งเขินเพราะขนมจีบปูนี่ด้วยว่ะ เกลียดอะ ตั้งรับไม่ทันเลย รับไม่ทันจริงๆ! เกลียดมาร์คอ่าาาา!!

 

 

          “ทั้งที่เกลียดก็ยังร๊ากกก ไม่เข้าจายยย ก็ยังคิดถึงเรื่อยปายยย!!

            “ไอ้ดีล!!!!!” โวยย จะบ้าตาย ผมหันไปมองค้อนไอ้ดีลที่ใส่หูฟังนั่งฟังเพลงตะโกนแหกปากออกมา  แล้วเพลงที่มันร้องก็ดันคล้องกับความคิดผมอีกนะ! เพื่อนเวรนี่!

 

            “อะไรเล่า! กูแค่ร้องเพลง เดี๋ยวนี้มึงอารมณ์ขึ้นบ่อยจังวะ” มันถอดหูฟังเดินลากเก้าอี้มานั่งหน้าโต๊ะผมเหมือนอย่างทุกครั้ง ไอ้ดีลหรี่ตามองหน้าผมเหมือนกำลังจับผิดอะไรสักอย่าง

            “ที่อารมณ์ขึ้นก็เพราะมึงทั้งนั้นอะ”

            “อะไร กูทำอะไร?”

            “มึงมันกวนตีน!” ผมว่า ไอ้ดีลทำท่าเบะปากไม่พอใจมองผม

            “หรอ... กินบ้างดิ” ถุงขนมจีบถูกอีกคนแย่งไปจากมือ ไอ้ดีลทำท่าจะจัดการกับขนมจีบที่ถูกไม้เสียบอยู่ ผมเห็นแบบนั้นจึงรีบคว้าถุงขนมจีบที่มาร์คซื้อให้กลับมาอย่างรวดเร็ว

            “ไม่ให้!!

            “อะไรวะ เดี๋ยวนี้แค่ขนมจีบก็งกหรอ”

            “ไม่ได้งก แต่ถุงนี้ไม่ได้...” ว่าแล้วขนมจีบปูลูกที่ถูกเสียบคาไม้อยู่ก็ถูกผมจัดการยัดมันเข้าปากไป แก้มอ้วนของตัวเองเคี้ยวตุ่ยๆพลางมองไปยังไอ้ดีลที่กำลังมองหน้าย่นกลับมา

            นี่ผมไม่ได้งกนะ กะแค่ขนมจีบเซเว่นถุงเดียว แถมไม้เดียวด้วย ทำไมผมจะแบ่งให้มันไม่ได้ ผมใจดีจะตาย แบ่งได้หมดแหละ แต่ต้องไม่ใช่ขนมจีบถุงนี้

 

            “เชอะ!... เออว่าจะถาม”

            “ว่า?”

            “เรื่องเข้าค่ายอะ มึงจะให้กูกับไอ้แม็กไปเหมือนเดิมใช่ปะ?”

            “อืม ทำไมอะ ไม่ว่างหรอ?” ผมมองตามันปริบๆ ไอ้ดีลส่ายหัวไปมาเบาๆ

            “ป่าว แล้วจดหมายขออนุญาตล่ะครับหัวหน้า มึงยังไม่ให้กูเลยครับ”

            “อ่าวหรอ ฮ่าฮ่าฮ่า แปปนะ” ผมหัวเราะออกมาให้กับความขี้ลืมของตัวเอง ก่อนจะจัดการเอี้ยวตัวไปหาจดหมายขออนุญาตที่เหลืออยู่สองฉบับในแฟ้มขึ้นมาให้อีกคน “อ่ะ…”

 

            ไอ้ดีลเปิดจดหมายพลางกรอกตาอ่านรายละเอียดด้านใน ส่วนผมก็รีบจัดการขนมจีบที่เหลืออยู่ลูกเดียวในถุงจดหมด ร่างกายลุกขึ้นยืนเต็มส่วนตัวเพื่อเดินไปทิ้งขยะที่อยู่หลังห้อง

 

            “ปีนี้เข้าที่ราชบุรีหรอวะ”

            “อื่อ มึงไปได้ปะละ” ผมว่า ในขณะที่ปากยังเคี้ยวขนมจีบอยู่เลย

             “ก็ไปได้ แล้วจะเอาใบนี่คืนวันไหน”

            “จันทร์หน้า” ดีลพยักหน้ารับ มันจะลุกขึ้นและบอกผมว่าเดี๋ยวมันเอาไปให้แม็กเอง ผมเองก็ไม่อะไร ส่วนเรื่องของมันสองคน

            หลังจากครั้งนั้นที่มันมาเล่าข้อสันนิษฐานของมันให้ผมฟัง มันก็ไม่มาเล่าอะไรอีกเลย ส่วนผมเองก็ไม่ได้ตามยุ่งเรื่องของมันหรอก ชีวิตตัวเองมีเรื่องให้ทำอีกตั้งเยอะแยะ ถ้ามันอยากเล่าเดี๋ยวมันก็เล่าเองแหละ จริงไหม

 

           

            ผมนั่งท้าวคางเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่าง ลมยามเช้ายังคงพัดผ่านมาโดนผิวหน้า มือของผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนที่ปลายนิ้วจะเลื่อนไปกดกล้องถ่ายรูปของมือถือ

 

           

แชะ!

 

 

          ภาพท้องฟ้าที่ถูกถ่ายปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ภายในภาพแอบติดบานหน้าต่างเล็กน้อย แต่ผมก็ไม่อะไรอยู่แล้ว แอพพลิเคชั่นในการแต่งรูปที่ใช้อยู่ประจำถูกเปิดขึ้น ฟิลเตอร์โปรดก็ถูกเลือกใช้เหมือนอย่างเดิม ปรับแสงขึ้นนิดหน่อย จากนั้นก็ค่อยคอนทราสต์ลงก็เป็นอันเสร็จ

            จะว่าไปช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้อัพรูปเลยแหะ ปกติแล้วเวลาเบื่อๆหรืออยู่คนเดียว ผมก็จะชอบถ่ายรูปเล่น มานั่งแต่งรูปลงนั่นนี่ตามปกติ แต่ที่ช่วงนี้ไม่ได้อัพรูปเลย นั่นคงเพราะ...

 

          ผมไม่ได้รู้สึกเบื่อเลยมั้ง...

 

           

            แอพพลิเคชั่นโปรดถูกเปิดขึ้นมาตามคำสั่งของนิ้วมือที่ตั้งใจจิ้มลงไป อินสตาแกรม ผมเลือกรูปภาพล่าสุดที่แต่งเอาไว้ พิมพ์แคปชั่นที่เพิ่งนึกออกลงไป จากนั้นก็อัปโหลดลงสู่โลกสาธารณะ...

 

 

            bambam1a : First Day

 

 

            First Day…

            วันแรก..

            วันแรกที่มาร์คจีบผมไง.. บางทีผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า อยู่ๆก็ยิ้มจนปากจะฉีก บางทีก็เขินจนแทบอยากจะมุดแทรกแผ่นดินหนี มาร์คคือผู้ชายคนแรกที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ได้

 

            ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มักจะสะดุดตาเวลาเจอผู้หญิงสวยๆและน่ารัก ไม่ปฏิเสธเลยว่าผมเคยวางแผนอนาคตครอบครัวไว้อย่างสวยหรู มีลูกที่น่ารักวิ่งเล่นอยู่ทั่วบ้าน มีภรรยาคอยดูแลในยามที่ผมกลับมาจากที่ทำงาน ผมก็เหมือนผู้ชายทุกคนที่คิดและวาดฝันครอบครัวไว้แบบนั้น แต่ถ้าถามว่าผมรังเกียจ หรือรู้สึกแปลกๆเวลามีผู้ชายมาจีบไหม ก็บอกเลยว่าไม่

 

            ตอนเข้ามอสี่ใหม่ๆที่ผมเจอพี่ฌอนครั้งแรก พี่เขาเข้ามาจีบผม ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่าสับสนมาก พี่เขาไม่ได้รุกหนักเข้ามาเหมือนอย่างช่วงหลังนี้ แต่เพราะความที่พี่เขาค่อยๆเข้ามา มันเลยทำให้ผมค่อยๆเริ่มคิดมาก และเริ่มสับสน สับสนว่าจริงๆแล้วผมชอบเพศอะไรกันแน่ ถ้าในตอนนั้นพี่เขาออกตัวว่าจะจีบผมเลย ผมคงบอกปฏิเสธไปแล้ว แต่กลับไม่ใช่ พี่ฌอนเขาค่อยๆเข้าหา ค่อยๆตีสนิท จนกระทั้งบางครั้งผมก็แอบรู้สึกดีด้วยซ้ำที่มีคนมาใส่ใจ ถามว่ารังเกียจไหม ตัวเองก็ไม่ได้รังเกียจกับการโดนผู้ชายจีบ เพราะงั้นผมเลยสับสนกับความคิด ความรู้สึกของตัวเอง สับสนขนาดที่ว่าวิ่งร้องไห้โทรหาให้เบสกลับมาบ้าน ผมเล่าทุกอย่างให้เบสฟังจนหมด และสิ่งที่ได้รับกลับมา คือเสียงหัวเราะ... ในขณะที่ผมเครียดแทบตายว่าตัวเองเป็นเพศอะไร เบสกลับหัวเราะและพูดออกมาว่า

 

 

          ไม่ว่าพี่จะชอบเพศไหน ความรักมันก็คือความรักนะ ถ้าเขาเป็นผู้หญิงแล้วพี่รักเขา มันก็เรียกว่าความรัก หรือถ้าเขาเป็นผู้ชาย แล้วพี่รักเขา แบบนั้นมันก็เรียกว่าความรักเหมือนกัน จริงๆพี่ไม่ควรสับสนเลยด้วยซ้ำ เพราะทั้งหมดที่พี่พูดมา พี่สับสนมาทั้งหมดนั่นอะ มันก็คือความรักทั้งนั้น ความรักคือสิ่งที่ควรใช้ใจ ไม่ใช่สมอง...

 

         

            ประโยคยาวเฟื้อยที่เบสพูดในวันนั้น น่าแปลกที่ผมยังจดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ผมไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่เคยเป็นแบบผมบ้าง สับสนกับความรู้สึก สับสนกับเพศ สบสันกับความคิด พวกเราถูกสอนมาเสมอว่าผู้หญิงต้องคู่กับผู้ชาย และผู้ชายก็ต้องคู่กับผู้หญิง โตขึ้นไป เรียนจบ แต่งงานกัน และมีลูกเพื่อสืบทอดตระกูล โลกใบเล็กๆที่เราอยู่ต่างสอนเราแบบนั้น แต่สิ่งที่เบสบอกกับผม... มันต่างออกไป เบสบอกว่าไม่ว่ามันจะเป็นยังไง ทุกๆอย่างมันก็คือความรัก จริงๆเราไม่ต้องคิดเยอะก็ได้

 

 

            เพราะความรัก ยังไงมันก็คือความรัก ไม่ต้องใช้สมองกับมันมากนัก แค่ใช้ความรู้สึกกับมันให้มากก็พอ...

           

 

            และจนสุดท้ายในตอนที่พี่ฌอนบอกชอบผม ผมถึงรู้ว่าผมไม่ได้รังเกียจผู้ชาย ผมไม่ได้เกลียดเพศทางเลือก แต่ที่ผมปฏิเสธ เพราะผมไม่ได้ชอบเขาจริงๆ ในที่สุดก็เริ่มใช้หัวใจมากกว่าสมอง ใช้ความรู้สึกแทนที่จะเป็นปัญญาความรู้...

 

            คิดแล้วก็สงสารพี่ฌอนเหมือนกันแหะ...

            หลังจากวันนั้นที่พี่เขาบอกว่าสอบติดแคนาดาแล้ว เขาก็ไม่มาตามตื้อผมอีกเลย หรือเพราะผมปฏิเสธเขาเป็นครั้งที่สองวะ เขาถึงไม่มา...

 

 

            “คิดอะไรอยู่” ผมหันขวับละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์เงยหน้าขึ้นมามองมาร์คที่เพิ่งเข้ามาในห้องเรียน

            “ละ...เล่นโทรศัพท์อยู่”

            “หรอ” มาร์คทิ้งตัวนั่งเก้าอี้ของโต๊ะเรียนเหมือนอย่างทุกวัน ในมือของเขามีกระดาษที่น่าจะเป็นกระดาษเขียนเรียงความวิชาภาษาไทยที่ครูให้ทำเมื่อสองสามวันก่อน

           

            “เป็นอะไร”

            “ได้ 0” เสียงเรียบตอบกลับผมมาอย่างเหนื่อยๆ มาร์คยื่นกระดาษเรียงความที่ครูส่งกลับคืนมาให้ ผมเห็นเลขศูนย์ตัวเบ้อเร่ออยู่ตรงหัวมุมกระดาษเพื่อแสดงการยืนยันว่า การเขียนเรียงความในครั้งนี้มาร์คได้ศูนย์คะแนนจริงๆ

 

            “ครูเขาว่าไง”

            “เขาบอกตอนแรกเหมือนจะรู้เรื่อง เริ่มต้นก็พอได้ แต่อยู่ๆก็ไม่รู้เรื่อง แล้วก็ไม่เข้าใจเลยเหมือนกำลังค่อยๆออกนอกอวกาศ” ผมขำออกมาเบาๆกับสิ่งที่มาร์คพูด ออกนอกอวกาศเลยหรอวะ ฮ่าฮ่าฮ่า

            จริงๆมาร์คเรียนเก่งนะ จากที่ผมสังเกตดูในห้องเรียน หรือการสอบย่อยในแต่ละครั้ง มาร์คเก่งแม้กระทั่งวิชาประวัติศาสตร์ไทย แต่ดูเหมือนวิชาที่มาร์คจะอ่อนที่สุด และมองจะมีปัญหามากที่สุด นั่นคือวิชาภาษาไทย ผมแม่งโคตรอยากให้ทุกคนเห็นตอนเวลามาร์คเรียนคาบภาษาไทยอะ พูดเลยว่าโคตรขำ คือนั่งคิ้วขมวดอยู่กับกระดานตลอดทั้งคาบ บางทีผมพูดอะไร ถามอะไรนะ ไม่ได้ยินหรอก มัวแต่จดจ่ออยู่ไง ฮ่าฮ่าฮ่า

 

            ผมก้มหน้าอ่านกระดาษในมือ ลายมือของมาร์คไม่ได้สวยนัก แต่ก็นับว่าเก่งมากสำหรับต่างชาติที่เพิ่งเคยเรียน ผมนั่งอ่านเรียงความของมาร์คไปเงียบๆ ในขณะที่มาร์คเองก็กำลังมองมาที่ผมอย่างคาดหวัง

 

            คาดหวังว่าผมจะไม่ออกนอกอวกาศไปอีกคน...

 

           

            “.....”

            “เป็นไง”

            “ก็...” จะว่ายังไงดีวะ รู้สึกเหมือนออกนอกอวกาศ...

            “.....”ผมมองหน้ามาร์คที่กำลังมองมาที่ผมอย่างคาดหวัง งื้อ ทำไมต้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้นด้วยอะ มาร์คเป็นคนตั้งใจเรียนครับ ทั้งเรียนเก่ง แล้วก็ตั้งใจเรียน เพราะงั้นเลยไม่แปลกที่เขาจะซีเรียสเรื่องการเขียนเรียงความในครั้งนี้

 

            “ตอนเริ่มมันก็โอเคอยู่ เอาจริงนายเขียนมันได้โอเคเลยแหละ”

            “....แล้ว...”

            “แต่ว่าพอเริ่มเขียนเข้าเนื้อเรื่องแล้วมัน...”

            “.....”

            “คือเหมือนนายเริ่มหลุดออกนอกโลกจริงแหละ” มาร์คถอนหายใจยาวออกมา เจ้าตัวทิ้งน้ำหนักลงไปบนพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า “แต่ฉันว่าที่นายหลุดออกนอกโลกไม่ใช่ว่านายเขียนหลุดประเด็นหรอกนะ เอาจริงก็มีแอบหลุดนิดหนึ่ง แต่นายยังเขียนคำสลับไปมาอยู่เลยมาร์ค”

            “...งั้นหรอ” มาร์คเด้งตัวขึ้นมาสนใจกระดาษในมือผมใหม่อีกครั้ง ผมวางกระดาษไว้บนโต๊ะพร้อมปลายนิ้วที่กำลังชี้คำผิดและประโยคที่ถูกเขียนสลับไปสลับมามั่วซั่ว ถามว่าอ่านไปแล้วเข้าใจผม ผมเข้าใจนะ แต่มันผิดหลักไวยากรณ์ของไทยไง มันก็เหมือนเวลามีคนมาพูดว่า ข้าวกินยัง แบบเนี่ย เราก็เข้าใจว่าเขาถามว่า กินข้าวยัง? เราเข้าใจ เราตอบได้ แต่มันผิดหลักไง

 

            “เยอะเลยแหละ เขียนผิดก็เยอะ”

            “.....ยากจัง” มาร์คพูดเสียงอู้อี้ทิ้งหัวหนักๆของเขามาวางไว้บนไหล่ผม ผมก้มมองอีกคนนิ่งๆอย่างไม่รู้จะพูดอะไร มือของตัวเองลูบหลังอีกคนเบาๆเหมือนกำลังให้กำลังใจ ผมไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตของมาร์คคนเดียวในต่างประเทศมันยากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นผม มันจะต้องยากมากแน่ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะต้องพยายามอยู่คนเดียวแบบนี้ เพราะงั้นผมเลยคิดว่ามาร์คน่ะ สุดยอดมากแล้วสำหรับผม

 

            “สู้ๆ วันนี้ที่เรียนพิเศษหยุด เดี๋ยวฉันสอน อีกอย่างพรุ่งนี้ก็วันเสาร์ ฉันไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว อยู่สอนนายได้สบายเลย”

            “จริงนะ” มาร์คเงยหน้ามามองผมตาเป็นประกาย ให้ตายเถอะ ทำไมต้องมองผมแบบนั้นด้วยนะ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึป่าว ตั้งแต่เมื่อวานที่เขาบอก... อืม... นั่นแหละ ผมก็รู้สึกว่ามาร์คเริ่มเปิดเผยความรู้สึกออกมามากขึ้น ยิ้มบ่อยขึ้นเวลาอยู่กับผม แล้วก็ชอบใช้สายตาที่ทำเอาผม.... ใจเต้นแรงตลอดเลย

           

            “อื้ม เพราะงั้นสู้ๆ อย่าเพิ่งท้อ...”

            “...ไม่ท้อ”

            “.......”

            “จะเป็นเขยไทย ก็ต้องเขียนเรียงความให้เป็น :)

           

           

            อะไรนะ มาร์คว่าอะไรนะ!

 

           

            “.....(-//////-)”

            “หึ!

            “ทีคำว่าเขยล่ะรู้จักนะ” ผมว่า

            “ก็แค่รู้จักแบบพื้นๆ แต่ยังไม่เข้าใจ...” มาร์คตอบกลับมา ผมช้อนตามองอีกคนที่กำลังยกยิ้มมุมปาก คิ้วของผมขมวดมองอีกคนไปตามความสงสัย

            “......”

 

            “นายช่วยทำให้ฉันเข้าใจหน่อยสิ ว่าการเป็นเขยไทย มันรู้สึกยังไง”

 

 

 

            ตู้ม!!!!

          The WINNER is… Mr. MARK!!

 

 

          “มาร์ค!!!!

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

           

            “ทุกคน เห็นไลน์ห้องกันแล้วใช่ไหมคะ?”

            ช่วงเวลาของการพักเที่ยงของวันหมดลงไปแล้ว ตอนนี้เป็นคาบวิชาของครูประจำชั้นห้องผมเอง และเพราะแบบนั้นครูห้องผมจึงใช้สิทธิ์ของเขาปรับเปลี่ยนให้คาบนี้เป็นคาบโฮมรูมแทน เพราะในตอนนี้ อยู่ๆก็มีงานกีฬาสีเข้ามาแทรกระหว่างเทอม ทำให้ห้องผมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคุยกัน

            ไลน์ห้องที่ครูว่า นั่นคือแชทที่พูดคุยเกี่ยวตารางการประกาศกำหนดงานแข่งกีฬาสี ที่จะมีขึ้นในอีกสองเดือน การจับกลุ่มของห้องเรียนต่างๆในการทำงานถูกประกาศออกมาผ่านทางเว็ปเพจของโรงเรียน เพราะงั้นไลน์ห้องก็เลยมีการคุยกันอย่างคึกคัก เพราะห้องหนึ่งสายวิทย์คณิตอย่างผมได้อยู่กลุ่ม A และถูกจับคู่ทำงานกับห้องหก สายศิลป์ภาษาฝรั่งเศส ห้องที่มีข่าวลือหนาหูว่าเป็นพวกคุณหนูหยิ่งยโส ผมไม่รู้ว่านั่นเรื่องจริงไหม แต่เท่าที่ผมมองเวลาประชุมสภา หัวหน้าห้องหกมักจะเสนอไอเดียที่ใช้งบประมาณสูงๆทั้งนั้น เขาบอกว่าขอแค่นักเรียนมีเงินจ่ายแค่นั้นก็พอแล้ว แต่อยากจะบอกว่า หึ! ผมไม่มีจ่ายไง จะบ้ารึป่าว

 

 

            “เห็นแล้วครับ/ค่ะ”

            “คาบนี้ครูอยากให้หัวหน้าห้องลองคุยกับเพื่อนๆดูนะว่าจะแบ่งงานกันยังไง ทั้งเรื่องเงินห้อง และหน้าที่ในการดูแลขบวนพาเหรด รู้ใช่ไหมว่ามอห้ามีหน้าที่รับผิดชอบพาเหรดน่ะ”

            “รู้ค่ะ/ครับ”

            “นั่นแหละ ครูจะนั่งฟัง ส่วนหัวหน้าก็ลองคุยลองจัดการกับเพื่อนดูนะคะ”

            ว่าจบครูสาวก็เดินไปนั่งที่ส่วนของโต๊ะครู งี้ตลอดแหละเวลาทำงาน ครูมักจะชอบให้พวกเราจัดการแบ่งหน้าที่กันเองมากกว่าแทนที่เขาจะมาจ้ำจี้จ้ำชัยให้ทำนั่นนี่ ผมว่าแบบนั้นมันก็ดีเพราะยิ่งผมได้ทำงานบ่อย ผมก็ยิ่งมีประสบการณ์ และยิ่งห้องเราให้ความร่วมมือกันด้วย งานมันเลยยิ่งง่าย และพวกเราก็สนิทกันเร็วเพราะทำงานด้วยกันบ่อย

            ผมเดินไปยังหน้าห้อง หยุดยืนอยู่ตรงหน้ากระดานพร้อมกับไมค์ลอยอีกหนึ่งตัวที่ครูยื่นมาให้ตอนสวนกัน สายตาของเพื่อนเริ่มจับจ้องมาตรงที่ผมก่อนที่ผมจะพูดขึ้น

 

           

            “งั้นเริ่มตั้งแต่เงินห้องเลยแล้วกันเนอะ” เพื่อนหลายคนในห้องก็พยักหน้าตอบรับกลับมา ควีนเดินเอาสมุดบัญชีการเก็บเงินมาให้ผมพร้อมกับอธิบายนั่นนี่อีกสองสามประโยคและเดินกลับไปนั่งที่เดิม

 

            “.....”

            “เงินห้องตอนนี้มีอยู่ 21,500 บาทพอดี เป็นเงินที่เก็บตั้งแต่เปิดเทอมและรวมกับเงินที่เหลือของเทอมที่แล้วด้วยนะ ตอนนี้มีคนจ่ายเงินไม่ครบอยู่ 3 คน คือบอล, เยลลี่ แล้วก็ไดโน.... ทำไมจ่ายไม่ครบอ่ะ”

            ผมเงยหน้ามองคนที่จ่ายเงินไม่ครบอยู่สามคนในห้อง บอลถูกเพื่อนตัวเองอย่างกายที่นั่งอยู่ข้างๆปลุกให้ตื่นขึ้นมา มันจ่ายเงินไม่ครบตั้งสี่อาทิตย์แหนะ นั่นเท่ากับว่าตอนนี้มันขาดอยู่สองร้อยบาท

 

            “อะ...เออ..”

            “......” ผมมองมันนิ่ง ส่วนมันเป็นก็เงียบเหมือนไม่รู้จะตอบอะไร

            “.......”

            “มึงจะให้ควีนทวง หรือให้กูทวง?” ผมไม่ได้โหดนะ แต่ผมก็ไม่ชอบเหมือนกันที่มันไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้ ถึงแม้เราจะยังไม่ได้ใช้เงินตอนนี้ก็เถอะ แต่ยังไงมันก็ต้องใช้ ขนาดสองร้อยมันไม่จ่าย แล้วถ้าปล่อยให้เงินมันเพิ่มเรื่อยๆ มันจะมีจ่ายหรอ

 

            “เออหน่า เดี๋ยวกูให้”

            “เมื่อไหร่?”

            “.....จันทร์หน้า”

            “จันทร์หน้านะ ควีนจดไว้ด้วย จันทร์หน้าบอลจ่ายครบ” ควีนพยักหน้ารับรัวๆ ส่วนไอ้บอลก็ทำท่าเหมือนหงุดหงิดน้อยๆแต่ก็ไม่ได้อะไรกับผมมาก มันฟุบหน้าลงกับโต๊ะอีกครั้งเพื่อนอนต่ออย่างไม่สนใจใคร

            ผมไม่ได้โหดนะเว้ย ย้ำอีกครั้ง แต่การคุมคนถ้าเราไม่น่าเชื่อถือหรือมั่นคงในกฎระเบียบพอ มันก็จะมีคนแบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะงั้นสิ่งที่ผมทำ คือกันไว้ดีกว่าแก้ ถามว่ามีเพื่อนไม่พอใจบ้างไหมที่ผมเป็นแบบนี้ มันก็มีแหละไม่ใช่ไม่มี คนเรามันมีความรู้สึกอะเนอะ แต่พอสุดท้าย เพื่อนมันก็เข้าใจอยู่ดี

 

           

            “แล้วเยลลี่ล่ะ?”

            “ขาดเท่าไหร่อะ?” เยลลี่ถามผม ผมก้มบวกลบจำนวนเงินที่เธอขาด ก่อนจะเงยหน้ามาบอก

            400 บาท... นี่ขาดการจ่ายมา 2 เดือนเลยหรอ” ผมหรี่ตามองอีกคน สองเดือนเลยนะเว้ย ทำไมไม่จ่าย! เอาจริงผมก็ผิดเองแหละที่ไม่ได้ตรวจเช็คบัญชีห้องเลย เพราะงั้นควีนก็เลยเหนื่อยคนเดียว

           

            “โอนได้ปะละ”

            “อืม ควีนให้พร้อมเพย์บัญชีห้องไปด้วยนะ” ผมว่า

            “แล้วคุณไดโน เมื่อไหร่คุณมึงจะจ่ายครับ” ผมถามมันอย่างกวนๆ ไอ้ได้โนคือเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ผมสนิทแบบบางๆ ฮ่าฮ่า งงอะดิ่ มันก็คือสนิทอะแหละ แต่สนิทเวลาทำงานด้วยกันไง ไม่ได้ไปไหนมาไหนหรือเที่ยวเล่นด้วยกันเท่าไหร่

 

            “วันจันทร์ได้ไหม วันนี้มันศุกร์แล้ว กูเงินหมด” มันว่าพร้อมยกกระเป๋าตังค์อันบางเฉียบมาอวด ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยๆก่อนจะหันไปมองควีนเหมือนให้จำไว้ด้วยว่าวันจันทร์ไดโนจะจ่ายค่าห้องครบ

 

            “ถ้างั้นก็ตามนั้น เอาเป็นว่าเรื่องเงินห้องก็คือเก็บแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาทิตย์ละ 50 บาทนะ แล้วถ้ายังไงเราจะมีการคุยกับห้อง 6 อีกทีเรื่องเงินและเรื่องหน้าที่ต่างๆ ส่วนตอนนี้ฉันอยากให้ทุกคนลองแบ่งหน้าที่กันแบบคร่าวๆก่อน โอเคไหม?”

            “อ่า”

            “งั้นเริ่มจากฝ่ายอาร์ตก่อนเลยแล้วกัน คนที่วาดรูปเก่งในห้องลองเสนอกันมาหน่อย...”

           

           

            ในที่สุดการเริ่มประชุมภายในห้องแบบจริงๆจังๆก็เริ่มขึ้น เสียงหัวเราะ เสียงฮือฮา เสียงคัดค้าน เสียงจริงจัง เสียงทุกเสียงเกิดขึ้นภายในห้องตลอดระยะเวลาการประชุม กว่าครึ่งชั่วโมงที่พวกเราทุกคนตกลงเรื่องหน้าที่กันเสร็จสิ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหน้าที่เฉพาะทางก็มักจะเป็นคนเดิมๆที่เคยรับงานมาแล้ว อย่างเช่นฝ่ายออกแบบขบวน ก็เป็นพวกไดโนสายอาร์ตกับเจ๊ทิวลิปสองคนที่จะต้องเป็นเฮดไปคุยกับฝ่ายอาร์ตห้องหกอีกรอบ เพราะตอนนี้พวกเรายังไม่รู้สีที่จะได้ เพราะงั้นการออกแบบขบวนจึงยังออกแบบอะไรไม่ได้มาก เพราะสีหลักยังไม่มา ส่วนเรื่องสีจะรู้เมื่อไหร่ก็ตอนที่พี่มอหกเริ่มประชุมกันนั่นแหละ กีฬาสีในแต่ละปี เฮดหลักก็คือพี่มอหกทั้งหมด และห้องผมก็ได้ทำร่วมกับพี่มอหกทับสามกับทับเจ็ด พอพี่มอหกเริ่มประชุมกัน ก็ต้องมีการนัดประชุมน้องทั้งหมดที่อยู่กลุ่ม Aอีกที จากนั้นก็จะโหวตเลือกประธานกลุ่ม A เพื่อไปเป็นประธานสี และถึงจะให้ประธานไปจับฉลากกับประธานกลุ่มอื่นเพื่อกำหนดสีที่ตัวเองได้

 

            ยุ่งเยอะ แต่ก็เป็นแบบนี้ทุกปีนั่นแหละ เป็นมอหกมันเหนื่อยจะตาย ว่าแล้วก็อยากอยู่มอห้าตลอดไปเลย...

 

 

            “หัวหน้าห้อง ดูด้วยนะคะว่าอยากให้ใครถือป้ายสี” เสียงของครูสาวที่นั่งกอดอกมองดูเหตุการณ์อยู่นานพูดขึ้น ผมพยักหน้าให้ครูเขาก่อนจะหันมามองเพื่อนๆที่บางคนเพิ่งละสายตาจากครูเหมือนกัน

           

            “กูเสนอมาร์ค” เสียงของแม็กตะโกนดังขึ้นพร้อมยกมือเสนอชื่อคนที่นั่งมึนงงอยู่ริมหน้าต่าง มาร์คหันมองไปที่แม็กอย่างงงๆ

            “อะ...เออ มาร์คเอาไหม?” ผมถาม เพราะยังไงเรื่องการถือป้ายสี เราก็ต้องไปคุยและโหวตร่วมกับห้องหกอีกทีอยู่ดี แถมคนถือป้ายก็ไม่จำกัดด้วยว่าจะต้องเป็นชายหรือหญิง ผมว่ามาร์คเองก็เหมาะ เพราะเขาหน้าตาดีอยู่พอสมควร

 

            ไม่งั้นผมคงไม่หลง... -//-

 

 

            “เราเสนอแบม” ผมหันขวับไปมองเยลลี่ที่ยกมือเสนอชื่อผม

            “ไอ้แบมก็ดีนะ มันก็หน้าตาดี” อ่าวไอ้ดีล ไหงโยนให้กูแบบนี้ล่ะ

            “คะ..คือทุกคน ลืมแล้วหรอว่าหัวหน้าห้องต้องถือป้ายในส่วนของขบวนโรงเรียนนะ” ผมยกมือโบกไปมาเชิงปฏิเสธ สิ่งที่ผมพูดคือเรื่องจริงนะ หัวหน้าห้องคือจะต้องอยู่ในส่วนของขบวนโรงเรียน ซึ่งจะเดินอยู่หน้าสุดของขบวนทั้งหมด

 

            “เออว่ะ งั้นกูเลือกมาร์ค” เปลี่ยนเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีอีกครับ

            สุดท้ายผมก็ต้องจัดโหวตให้เพื่อนทุกคนเรื่องเลือกคนถือป้ายสี ทั้งๆที่ชื่อที่ถูกเสนอก็มีเพียงชื่อเดียว นั่นคือมาร์ค เด็กใหม่ที่ย้ายมาจากเมกาคนนี้ แน่นอนว่าผลการโหวตก็พอเดาได้อยู่แล้วว่าเพื่อนทั้งห้องยอมรับให้มาร์คเป็นคนถือป้ายสีแทบทั้งห้อง แต่ถึงยังไงคนถือป้ายสีก็ต้องมีการโหวตร่วมกันกับห้องหกอีกทีอยู่ดี เพราะงั้นการประชุมในครั้งนี้เลยพอแค่นี้ก่อน แค่แบ่งฝ่ายนั่นนี่ให้ทุกคนมีหน้าที่กันก็พอแล้ว….

             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “ที่เมกามีกีฬาสีไหม?” ผมถามคนที่เดินอยู่ข้างๆ ตอนนี้เราทั้งคู่กำลังตรงไปห้องสมุดของโรงเรียนเพื่อไปนั่งติวหนังสือให้กับมาร์ค หลังจากที่ออดของโรงเรียนดังขึ้นบ่งบอกเวลาเลิกเรียนของนักเรียนทุกคนในโรงเรียน

 

            “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้ากีฬาของโรงเรียนก็มี เป็นกีฬาประจำปี”

            “อ๋อ... ถ้างั้นก็คงเหมือนกันแหละ”

            “อื้ม” ผมลอบมองอีกคนที่เอาแต่มองไปข้างหน้าตามทางเดินด้วยใบหน้าที่ผมไม่เคยเดาได้สักครั้งว่ากำลังคิดอะไรอยู่

            “มาร์ค ถ้านายไม่อยากถือป้ายสีก็บอกได้นะ เดี๋ยวฉันคุยกับเพื่อนให้ ยังไงก็มีคนที่เคยถือเมื่อปีที่แล้วของห้องเราอยู่” ผมว่าไปตามตรง ผมไม่อยากให้มาร์ครู้สึกเหมือนโดนบังคับ เพราะการถือป้ายสีในงานกีฬาสีนั่นเท่ากับว่ามาร์คจะต้องตื่นเช้าเพื่อมาแต่งหน้า สละเวลาว่างมาซ้อมเดินกับขบวนทั้งหมด และต้องแต่งชุดที่ถึงแม้จะสวย แต่มันก็ร้อนตลอดช่วงเช้าในวันงาน และถึงแม้ว่ายังไงเราก็ต้องไปโหวตกับห้องหกอีกทีก็เถอะ แต่ในใจผม มันมั่นใจมากๆ ว่ายังไงมาร์คก็ต้องได้

 

          ก็เล่นหล่อซะขนาดนี้

 

 

            “นายว่าฉันควรถือไหม?” มาร์คหันมองผมนิ่ง และผมเองก็มองเขาเช่นกัน ถ้าถามความเห็นผมนะหรอ... ในความคิดผม...

 

            “ควรดิ นายหล่อนะมาร์ค ฉันว่ายังไงนายก็ได้ถือ แถมถ้านายถือป้ายนะ นายก็สามารถเอาผลงานนี้ใส่พอร์ตตอนเข้ามหาลัยได้ด้วย” ผมพูดไปยิ้มไป ผมอยากให้มาร์คได้มีผลงานอะไรสักอย่างบ้าง เพราะยังไงตอนนี้เราก็อยู่มอห้ากันแล้ว ปีหน้าก็ขึ้นมอหก และมาร์คก็บอกว่าจะอยู่ไทยยาว เพราะงั้นก็ต้องเข้ามหาลัย ผมเลยอยากให้เขามีผลงานดีดีเด่นๆไว้อวดพวกอาจารย์ในมหาลัยตอนสัมภาษณ์บ้าง

 

            “แต่...”

            “...?” ผมมองสีหน้าเครียดของมาร์ค มาร์คนิ่งไปสักพัก ก่อนจะส่ายหัวไปมา

            “ช่างเถอะ” ว่าจบอีกคนก็เดินผ่านผมไปทันที ทำเอาผมงงเป็นไก่ตาแตก อะไรของเขาวะ ตอนแรกทำหน้าซะเครียด แล้วอยู่ๆมาบอกช่างเถอะ ผมโวยวายเรียกมาร์คที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกงนำหน้าไป เรียกทั้งๆที่อีกคนไม่มีท่าทีว่าอีกคนจะหยุดรอ

 

            ความเงียบในห้องสมุดทำให้ผมต้องหุบปากของตัวเองลง สายตาของผมมองหาที่นั่งว่างและไม่ค่อยมีคนมากนักเพื่อที่ผมจะได้ใช้เสียงได้สะดวกและไม่รบกวนคนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ มาร์คเดินตามผมมาเงียบๆด้วยใบหน้าที่ยังคงนิ่งเหมือนอย่างผม ผมได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่รู้จะพูดอะไร เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าคนนี้น่ะ งอนเก่งเป็นที่หนึ่ง และตอนนี้ก็เดาได้เลยว่าต้องงอนอะไรผมอยู่อีกแน่ๆ

 

            “นั่งนี่นะ” โต๊ะมุมห้องสมุดขนาดกลางถูกผมเดินไปจับจองโดยใช้กระเป๋าเป้วางลงไป มาร์คไม่ได้ว่าอะไรหรือออกความคิดเห็นอะไรออกมา เขาเพียงแค่เดินมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างผม

            การสอนวันแรกของผมเริ่มต้นด้วยวิชาภาษาไทย เพราะเรียงความที่มาร์คไปรับมาตอนเช้า มาร์คบอกผมว่าครูบอกให้แก้มาส่งในวันจันทร์ เพราะงั้นเอางานเร่งงานรีบก่อนแล้วกัน ผมอธิบายองค์ประกอบของเรียงความที่จะต้องมี บอกหลักไวยากรณ์ของภาษาไทยที่มาร์คใช้ผิด และมีการแก้คำผิดให้บ้างเล็กน้อย

            ตลอดการสอนมาร์คไม่ได้พูดอะไรกับผมมานัก นอกจากพยักหน้าเมื่อเข้าใจ และคิ้วขมวดเป็นปมเมื่อไม่เข้าใจ และพอมาร์คไม่เข้าใจ ผมก็ต้องอธิบายใหม่ทั้งหมด เป็นแบบนี้วนไปตลอดหนึ่งชั่วโมง และก็ถึงเวลาที่ผมต้องปล่อยให้มาร์คใช้สิ่งที่ผมสอน มานั่งแก้เรียงความของเขาเอง... นอกหน้าต่างในตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มบอกลาท้องฟ้าแล้ว แสงสีส้มเริ่มปรากฏให้เห็น

 

 

            หล่อ...

            ผมว่าผมเริ่มหลงคนๆนี้ขึ้นมาจริงๆแล้วแหละ แสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มกำลังทอดยาวเข้ามาตรงโต๊ะที่ผมนั่ง และแสงก็กำลังกระทบเข้ากับใบหน้าที่กำลังตั้งใจเขียนเรียงความอยู่ นั่นทำเอาผมเริ่มหน้าร้อนขึ้นมาน้อยๆ

            มาร์คคือผู้ชายคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ได้

            เป็นผู้ชายคนเดียวจริงๆ...

 

 

 

            “เสร็จแล้ว”

            “อะ..อ่า” ผมรับกระดาษเอสี่มาจากมืออีกคน มาร์คมองมาที่ผมนิ่งเพื่อรอให้ผมอ่านและตรวจสอบการเขียนของเขาให้อีกที ผมก้มหน้ามองตัวหนังสือที่ถูกเขียนด้วยปากกาสีน้ำเงิน แค่ก้มมอง แต่ไม่ได้อ่าน... เข้าใจไหมว่าตอนนี้ในสมองผมมันไม่มีกะจิตกะใจมานั่งตรวจเรียงความอะ ความเงียบของเราทั้งคู่ที่มันเริ่มเกิดขึ้นมันกำลังทำให้รอบตัวผมเกิดบรรยากาศที่ผมไม่ชอบ บรรยากาศที่มาร์คแม่งกำลังงอนผมอยู่อะ

           

            “....”

            “มาร์ค” สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เรียงความค่อยตรวจก็ได้เถอะ แต่ตอนนี้ขอเคลียร์กับเจ้าคนขี้งอนนี่ก่อน! มือผมวางกระดานเรียงความลงบนโต๊ะ สายตามองไปยังอีกคนที่กำลังมองมาเช่นกัน

            “.....”

            “งอนอะไร”

            “.....”

            “ถ้าไม่พูดฉันก็ไม่เข้าใจนายหรอกนะ”
            “....ป่าว”

            “ป่าว แปลว่างอน (-_-)”

            ผมมองหน้าอีกคนนิ่ง มาร์คคิ้วขมวดแก้มป่องมองมาที่ผม แม่งเอ้ย น่ารักอะ! แบบนี้ผมว่ามันไม่ใช่การงอนแล้วป่าววะ มันไม่ใช่อะ

 

 

            “.....”

            “มะ...มาร์ค” ผมเริ่มถอยตัวออกอัตโนมัติเมื่อมาร์คโน้มหน้าเข้ามาใกล้ ตอนนี้หน้าเรามันเกือบจะชนกันแล้วด้วยซ้ำ โชคดีนะที่นั่งในมุมอับอะ ไม่งั้นคนอื่นต้องมาเห็นและมองเราไม่ดีแน่ๆ

            มาร์คใช้สายตาที่ผมเคยหลงนั่นมองผมตั้งแต่ดวงตา ไล่มาจนถึงสันจมูก และหยุดอยู่ที่ริมฝีปาก ก่อนที่เขาจะละจากมันและกลับมาจ้องตาผมอีกครั้ง

 

 

ตึก ตึก ตึก

 

 

          อย่าเพิ่งใจเต้นแรงได้ไหมเล่า!

           

 

 

 

          “หึงมาร์คบ้างดิ”

 

 

 

          O//////O” อะไรนะ!!!

            “ต้องแต่งตัวหล่อๆ ไปเดินให้คนทั้งนอกทั้งในโรงเรียนชมแบบนั้น ไม่คิดจะหึงมาร์คหน่อยหรอ...”

            “.....มะ..มาร์ค”

 

            ผมรู้แล้ว ไอ้สายตาที่ใช้มองผมพร้อมแก้มป่องๆของมาร์คนั่นมันหมายความว่าไง.. มันหมายความว่ามาร์คไม่ได้งอน แต่มาร์คกำลังอ้อนผมอยู่ต่างหาก..

 

 

          อ้อนให้ผมหึงเขาเนี่ยยย!!!

 

 

          “หึงมาร์คดิ”

            “....(-/////-)”

            “หึงมาร์คนะ”

            “....(-/////-) มะ..มาร์ค”

            “อยากให้หึง....” เหมือนลูกหมาเข้าไปทุกทีแล้วนะ ผมไม่ไหวแล้วนะ แพ้อะ แพ้ไปหมดแล้ววว

            “อะ..เออ.. มะ...มาร์ค”

         

 

 

 

          “หึงมาร์คนะครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

#ออนอินสตาแกรม

Bambam1a X mtuan

หึงมาร์คหน่อยนะครับ อ๊ายยย! หึงมาร์คกันป่าว

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะงับ

กะผมอยากบอกว่าหากเมื่อใดที่ยอดเฟบครบ 1,000

ทางผมจะอัพตอนพิเศษเกี่ยวกับมาร์คให้นะ

และทุกคนจะได้เห็นความน่ารักของมาร์คมากกว่านี้

รับมือกันดีดีเน้อ

Thank U

 

Twitter : @itsokaymb (ทวิตเตอร์หลัก)

@iamvatha (ทวิตเตอร์นิยาย)



 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 394 ครั้ง

894 ความคิดเห็น

  1. #881 9Unknown9 (@9Unknown9) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 12:46
    โอ้ยยยยย พี่คะะะะะะ ่ส้ำพไพีฟด่หาเดนัดเรกเสำรพหาพหาเ
    #881
    0
  2. #842 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 21:18
    อยากโดนอ้อนอ่ะ
    #842
    0
  3. #732 Bamsoonjung (@sryko1a) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 02:39
    เจ้ามาร์คนี่เกินไปแล้ว เขิน
    #732
    0
  4. #725 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 00:21
    โถ นึกว่าเรื่องอะไร
    #725
    0
  5. #686 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 21:45
    เดี๋ยวก่อนนนนนน ทำไมถึงรู้สึกถึงความแบมมาร์คคคคค
    #686
    0
  6. #659 iatai (@iatai) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 01:46
    หึงมาร์คนะครับ

    ตายคะ มาร์คชนะ
    #659
    0
  7. #576 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 23:43

    ตายแทนแบมเลยอะเขิน

    #576
    0
  8. #559 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 23:07
    ตายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นี่ตายไปก่อนแบมแล้ว
    #559
    0
  9. #545 bb1a1n (@benzswbb) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 22:35
    อ้อนเกินไปแล้วววว ;////////;
    #545
    0
  10. #538 Icedly (@Icedly) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 12:03
    อ้ากกกกกกกกกกกกก ถ้าเป็นลูกแบมชั้นจะเอาอิพี่ไปซ่อนไว้ที่บ้านไม่ให้ไปไหนเลย55555
    #538
    0
  11. #491 Tuynuy23 (@Tuynuy23) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 11:18

    โอ่ยยยยยยยยยยยยยยย มาร์คคคคคค.....

    #491
    0
  12. #477 Kaning1345 (@Kaning1345) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 06:26
    อย่างงี้ก็ได้หรอ
    #477
    0
  13. #467 fe_rnly (@fe_rnly) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 09:06
    อ้ากกกกกกกกกกกกก+&฿#&((-฿${}[✓®©€={✓©%©°

    //ดีดดิ้น
    #467
    0
  14. #464 bamyg (@bamyg) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 14:13
    ไม่ๆไหวววว
    #464
    0
  15. #449 Parenagothong (@Parenagothong) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 21:13
    อ่านเเล้วเขินสุดดดด♡
    #449
    0
  16. #440 PMarkNBam (@PMarkNBam) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 16:09
    อย่าว่าแต่ลูกไม่ไหว คนอ่านก็ไม่ไหวววว
    #440
    0
  17. #368 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 21:54

    โธลูกอย่ากไห้นอ้งหึงเหรอลูก

    #368
    0
  18. #307 fiona2544 (@fiona2544) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 09:03
    อ้ากกกกกห
    #307
    0
  19. #139 mbaarmk04 (@narumonom) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 00:02
    ใจเหลวหมดแล้วแม่คุณ....
    #139
    0
  20. #136 yuuyii (@yuzii) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 18:43
    แงงงงง ม้าคคคคคค
    #136
    0
  21. #134 WifeMT (@WifeMT) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 06:32

    ไม่ไหวๆๆไๆๆๆๆๆๆ ใครไหวไปก่อนเลย ลุนเเลงมากพ่อ แบมมมมมหนูต้องสู้นะ อหหหหหห เขินเป็นบ้าาา หุบยิ้มไม่ได้เลยจริงงงงงง
    #134
    0
  22. #133 luxaky (@luxaky) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 05:33
    ทำไมร้ายขึ้นฮะ555
    #133
    0
  23. #130 EARNZIIEARN (@EARNZIIEARN) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 23:48
    รอออออ
    #130
    0
  24. #126 BSmtb42 (@bamvararuk) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 11:09
    ตายแล้วคับ พี่เมกันบอยมาแบบนี้ผมก็ตายดิครับ5555
    #126
    0
  25. #123 polijyuonhjf (@polijyuonhjf) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 06:49

    รอออออ
    #123
    0