#ออนอินสตาแกรม - markbam

ตอนที่ 20 : 19

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3459
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 336 ครั้ง
    22 ก.ค. 62

 

19

 


 

 

            “ไม่ปวดหัวใช่ไหม?” ผมถามย้ำคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลบาร์ด้วยน้ำเสียงบ่งบอกถึงความเป็นห่วง

            “ไม่ปวดครับ” คนที่อยู่ในชุดนักเรียนพร้อมไปโรงเรียนตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูดมันคือเรื่องจริง ผมถอนหายใจออกมาอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ มือของตัวเองหยิบผ้าปิดปากสีขาวสะอาดขึ้นมาเกี่ยวที่หูข้างซ้ายของอีกคนก่อนจะดึงไปเกี่ยวที่หูข้างขวา จับมันขยับนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้าตอบ

            วันนี้จะเป็นวันแรกที่มาร์คจะกลับไปเรียนอีกครั้งหลังจากที่หยุดเรียนไปสองวันเต็มๆ ทั้งๆที่ใจผมอยากจะให้เขาหยุดเพิ่ม ถึงแม้ก่อนหน้านี้มาร์คดีขึ้นมากก็จริง แต่ก็มีบางครั้งที่เขามาบ่นกับผมว่าปวดหัว จนผมนึกอยากจะให้เขาหยุดพักจนหายดีให้สนิทซะก่อนแล้วค่อยไปเรียน

 

 

            “ไหวแน่ๆใช่ไหม”

            “ไหว”

            “หยุดพักอีกสักวันก็ได้นะมาร์ค นายแค่อาการดีขึ้น แต่ยังไม่หายดีนะ”

            “มาร์คหายแล้วครับ เชื่อมาร์คสิ” ดวงตาผมที่โผล่พ้นออกมาเหนือผ้าปิดปากนั่น แสดงให้ผมรู้สึกว่าภายใต้ผ้าปิดปากนั่น เขากำลังยิ้มอยู่

            ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเริ่มเอาอาการอ้อนของอีกคนนี้มาเป็นตัววัดไข้หนักเบา จะว่าแปลกก็แปลก แต่ผมว่ามันก็ใช้ได้อยู่นะ ถ้าอ้อนมากแสดงว่ายังมีไข้อยู่ ถ้าอ้อนน้อยแสดงว่าใกล้หายแล้ว ถ้านานๆอ้อนทีแสดงว่าหายดีมาก! แต่เนี่ย ยังชอบอ้อนเขาอยู่เลย แล้วยังจะขอไปเรียนอีก แล้วถ้าเกิดว่าไปอ้อนผมที่โรงเรียน แล้วผมเกิดใจเต้นแรงโครมครามห้ามไม่อยู่ขึ้นมาจะทำยังไงวะ!

 

           

            “ถ้าไม่ไหวรีบบอกเลยนะ”

            “อื้ม”

            “สัญญาก่อน” ผมยกนิ้วก้อยชูขึ้นตรงหน้า มาร์คมองมันนิ่งก่อนจะยกนิ้วก้อยของตัวเองขึ้นมาเกี่ยวกับผมไว้

            “สัญญาครับ”

            “เห้อ... นายนะมาร์ค ชอบทำให้เป็นห่วง”

            “ขอโทษนะที่ทำให้ลำบาก” มาร์คว่า ผมยิ้มบางพลางส่ายหน้าไปมา

            “ไม่ได้ลำบากสักหน่อย”

            “......”   

            “อะไร”

            “.....เหมือนทดลองใช้ชีวิตคู่ด้วยกันเลยเนอะ :)

            “.....จะ..จะบ้าหรอ!” ผมเบิกตาโตตะโกนโวยวายใส่มาร์คทันที เสียงหัวเราะหึๆในลำคอส่งเสียงออกมาให้ได้ยินจากอีกคน ให้ตายเถอะ! ทดลองใช้ชีวิตอะไรกันล่ะ ก็แค่ดูแลเองนะ! ><

 

            “ขอบคุณนะ ที่ดูแลมาร์ค”

            “อะ..อื่อ ยังไงฉันก็ต้องดูแลนายอยู่แล้วไม่ใช่หรอ เอาไว้ถ้าถึงตอนที่ฉันไม่สบายนายก็มาดูแลฉันตอบแทนแล้วกัน” ผมยิ้ม แต่ว่านะ ถ้าดูแลผมมันก็คงจะยากหน่อยแหละ เพราะผมตอนมันสบายนะ โวยวายเก่งเป็นที่หนึ่ง

            “......”

            “.......เงียบทำไมอะ?” ผมชะงักถามคนที่อยู่ๆก็มองผมนิ่ง ดวงตาคมสบตาเข้ากับผมไม่กระพริบ

          “สัญญาว่าจะดูแลกันไปจนถึงยามแก่เฒ่าเลย”

            “...O////O

            :)

            “พูดงี้แสดงว่าหายดีแล้วสินะ งั้นถอดแมสออก!” ผมเตรียมกระชากผ้าปิดปากที่ปิดปากอีกคนอยู่เต็มที่ มาร์คทำหน้าตกใจมาจับที่ข้อมือของผมไว้เหมือนไม่ให้ผมดึงมันออก

            “โอ้ย! เจ็บคออะ แค่กๆ ปวดหัวด้วยเนี่ย แบมจับดิ” โอ้โหพอ ฮอลลี่วู๊ดยังอาย ออสก้าปีนี้จะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากของเขาคนนี้ครับ

            มาร์คจับมือผมไปอังไว้ที่หน้าผากเขา ก่อนจะทำเป็นไอคอกไอแค่กออกมาเหมือนกำลังขอร้องอ้อนวอนให้ผมเห็นใจคนป่วย เนี่ย!พอสนิทกันหน่อยก็เป็นแบบเนี่ย! แสดงละครเก่ง อ้อนเก่ง แถมสกิลขี้อ้อนมันก็มองเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆด้วย ไม่รู้ว่าไปหัดไปพัฒนามาจากไหน แถมพูดมากอีกต่างหาก แถมยังชอบทำให้ผมใจเต้นแรงพร่ำเพรื่อด้วย

 

           

            “เจ็บคอมากเลยรึไง” ผมแกล้งถาม มาร์คพยักหน้าหงึกๆกลับมาเหมือนลูกหมาน้อยโกลเด้น

            “เจ็บมาเลย แบมลองฟังเสียงมาร์คดีดีดิ”

            “ไหน...”

            “ใกล้ๆ” ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ตามที่อีกคนบอก จริงๆก็รู้แหละว่ามาร์คแกล้ง เพราะงั้นเลยยอมเล่นด้วยก็ได้ กลัวเหงา แถมผมก็อยากรู้ด้วยไงว่าใจอีกคนอยากจะแกล้งอะไรผมต่อ

 

           

 

จุ๊บ

 

 

 

          และก็ได้รู้...

 

 

 

            “มาร์ค!!” ผมฟาดมือตัวเองตีไปที่หัวไหล่คนตรงหน้าเต็มแรง มาร์คหัวเราะออกมาเมื่อเห็นผมหูแดงแก้มแดงไปหมดเพราะการกระทำเมื่อกี้

 

 

            “น่ารักจัง :)

            ผมเบิกตาโตเมื่อได้ยินประโยคที่อีกพูดออกมาเหมือนว่ามันเป็นประโยคธรรมดา ดวงตาคมแบ่งประกายออกมาบ่งบอกว่าเขากำลังมีความสุข ผมใช้มือปิดปากตัวเองก้มมองพื้นเย็นของห้องเพื่อซ่อนความเขินอาย ไม่รู้หรอกว่ามันซ่อนได้ไหม และก็ไม่รู้ด้วยว่าจะทำยังไงกับใจที่มันเต้นแรงกับประโยคนี้ของอีกคนดี (-/////-)

 

 

 

            “พะ...พอแล้ว”

            “พออะไร?”

            “.....-/////-” เลิกทำให้ใจเต้นแรงได้แล้ว จะไม่ไหวแล้วนะ มาร์คโอบตัวผมที่ยืนอยู่ไปกอดรั้งเอาไว้หลวมๆ ตัวผมยืนอยู่ระหว่างขาคนที่นั่งเก้าอี้สตูลบาร์ อ้อมกอดหลวมๆที่อีกคนมอบให้มันกำลังทำให้ใจผมมันเต้นหนักกว่าเดิมซะอีก

 

            “ตอนนี้กี่เปอร์เซ็นแล้วหรอ?”

            “หืม?” ผมหรี่ตามองอีกคนอย่างสงสัย มาร์คเงยหน้าสบตากับผมนิ่งก่อนที่เสียงนุ่มทุ้มจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ผมต้องพยายามเก็บอาการเขินอีกรอบ

          “ชอบมาร์คกี่เปอร์เซ็นแล้วครับ?”

 

 

 

            โวย! อะไรเนี่ย!! อยู่ๆก็ถามเนี่ยนะ!!! นายบ้าไปแล้วหรอมาร์ค!!!

            ผมหลุบตาลงต่ำ พยายามไม่มองหรือสบตาอีกคนที่กำลังพยายามสบตากับผม อ้อมกอดที่เคยหลวมก่อนหน้านี้ บัดนี้มันถูกเจ้าของอ้อมกอดกระชับให้มันแน่นขึ้น ผมเม้มริมฝีปากแน่น

 

 

 

            “.....”

            “หืม?”

            “มะ...ไม่รู้”

            “สักนิดก็ไม่รู้หรอ” ตาคมพยายามสบตากับผมให้ได้ ผมเองก็มองซ้ายมองขวาพยายามหลบสายตาอีกคนที่พยายามจ้องมอง มาร์คน่ะขี้แกล้ง ขนาดไม่สบายยังขี้แกล้งเลย

 

            “สะ...สิบเปอร์เซ็นต์”

            “โหย สิบเองหรอ มาร์คทำตั้งเยอะนะ” คนตรงหน้าทำหน้างอขึ้นมาทันทีเมื่อประโยคที่ผมตอบกลับไป เหมือนว่ามันจะไม่ถูกใจอีกคน

            “เยอะแล้วเนี่ย มันหักลบไปตอนที่ฉันต้องมาดูแลนายตอนไม่สบาย” ผมตอบไปพลางขำๆ

            “ถ้าไม่สบายก็ต้องเพิ่มเปอร์เซ็นต์ให้สิ”

            “เพิ่มทำไม นายไม่สบาย ฉันต้องดูแล ฉันต้องลดเปอร์เซ็นลงสิถึงจะถูก”
            “คลินิกทำฟันยังให้ลูกโปร่งเด็กหลังทำฟันเสร็จเลยนะ เนี่ย
! มาร์คหายแล้ว แบมก็ต้องให้ของขวัญมาร์คบ้างสิ ของขวัญที่อดทนจนหายไง” ผมส่ายหน้าไปมากับเหตุผลที่อีกคนพยายามยกมาอ้าง

            “นายเป็นเด็กรึไงมาร์ค กี่ขวบแล้วหืม?”

            “สิบเจ็ดขวบ...” โอ้โห กล้าตอบมาได้หน้าตาเฉย บอกเลยว่ามาร์คโหมดนี้ ผมจะไม่ให้ใครเห็นเด็ดขาด จะเก็บไว้ดูคนเดียว หวงมาก

 

            “สิบเจ็ดขวบหรอครับ งั้นลดลงเหลือเจ็ดเปอร์เซ็นต์พอเนอะ” ผมยิ้มร่า มาร์คทำหน้าเหวอเมื่อได้ยินแบบนั้น

            “แบม! ทำไมมันลดลงอะ”

            “ก็ยังเด็กอยู่เลย เจ็ดเปอร์เซ็นต์พอแล้ว กำลังพอดีกับวัยน่ารักๆเด็กน้อยแบบมาร์ค” ผมยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อแกล้งอีกคนได้สำเร็จ ก็นั่นแหละ นานๆจะแกล้งสำเร็จไง ขอภูมิใจนิดหนึ่งแล้วกัน

 

            “เด็กหรอครับ.. หึ” เขาว่าพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ผมชะงักไปทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ผมพยายามดันไหล่อีกคนออกเมื่ออยู่ๆก็รู้สึกถึงแรงรัดที่มันเพิ่มขึ้น ท้ายทอยของผมถูกจับให้ก้มลงมาก่อนที่ผมจะต้องเบิกตากว้างเมื่อมืออีกข้างของมาร์คกระชากที่ปิดปากของเขาออกอย่างรวดเร็ว

 

            “อื่อออ!!” ริมฝีปากของผมถูกปิดด้วยปากอีกคนอย่างรวดเร็ว แรงบดขยี้ของมาร์คมันทำเอาผมมือไม้อ่อนไปหมด ลิ้นอุ่นของเขาค่อยๆแทรกเข้ามาภายในโพรงปากของผม กวาดหาความหวานอย่างที่ใจตัวเองต้องการโดยไม่ขออนุญาต

            จูบแรกของวันที่มาร์คมอบให้มันค่อยๆผละออกจากตัวผมช้าๆอย่างอ้อยอิง ทั้งที่สมองมันบอกว่าดีแล้วที่มันจบ แต่ในใจมันกลับร้องตะโกนว่าอยากได้อีก ผมมันเด็กไม่ดีเลยจริงๆ ใบหน้าแดงระเรื่อของตัวเองที่ฉายออกมา มันทำให้มาร์คค่อยคลี่ยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ ก่อนที่จะกระซิบลงที่ข้างใบหูของผมอย่างแผ่วเบา

 

 

            “โดนแบบนี้แล้วรู้สึกว่าเด็กคนนี้โตพอรึยัง หืม?” เขาว่า ก่อนจะดันหน้าผากของผมให้พิงกับหน้าผากของเขา รอยยิ้มที่มุมปากผมยังคงเห็นมันได้อย่างชัดเจน และมากกว่ารอยยิ้มที่ชัดเจน นั่นคือความรู้สึกที่ผมมี...

            “ชอบขโมย”

            “มาร์คขโมยอะไร?”

            “.......จูบ”

            “หึ แล้วชอบไหม” เขาว่า

            “หักเหลือสามเปอร์เซ็นต์” ผมว่าเสียงเข้ม ก่อนจะผละตัวออกจากอีกคนโดยที่อ้อมกอดกว้างนั้นยังคงอยู่

            “ทำไมมันลดอะ!!!

            “นายขโมยจูบฉันไงมาร์ค”

            “แบมก็ชอบไม่ใช่หรอ...”

            “ชะ..ชอบบ้าอะไรเล่า!!” ผมโวยวายใส่อีกคนไป ให้ตายเถอะ ไม่ได้ชอบสักหน่อย!!! ก็แค่... ก็แค่..โวย!!! ไม่รู้เว้ย!!

 

 

            “หึ ไม่ชอบหรอครับ?”

            “...มะ...ไม่รู้!” ผมกอดอกหันหน้าไปทางอื่น เสียงหัวเราะเบาๆนั่นมันกำลังทำให้ผมหว้าวุ่นใจอยู่ไม่น้อย

           

 

          “แต่มาร์คชอบจูบกับแบมนะ”

 

         

            O/////O

           

            “ครั้งนี้ขโมยจูบ แต่ครั้งหน้ามาร์คอาจจะขโมยหัวใจแบมก็ได้”

 

            “มาร์ค!! หักเหลือสองเปอร์เซ็นต์แล้ว!!!

 

            “หึ... ก็ได้ครับ”

 

            “?”

 

            “เพราะถึงยังไง มาร์คก็จะจีบไปเรื่อยๆจนกว่าจะร้อยนั่นแหละ”

 

 

            “....-/////-

 

 

          “แล้วค่อยขอเป็นแฟนในวันแต่งงานก็ได้”

 

 

            “มาร์ค!!!

 

           

 

 

 

          ใครมันจะไปแต่งงานกับนายวะ บ้าเอ้ย!

          มีใครที่ไหนเขาขอเป็นแฟนในวันแต่งงานกันบ้างเนี่ย!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

 

 

            “พวกห้องหกมันเล่นใหญ่แบบนี้ตลอดเลยหรอวะ”

            “ก็ปกติของห้องหกปะ”

            ผมตอบไอ้ดีลที่นั่งอยู่บนโต๊ะกลางห้องตัวใหญ่ ส่ายตาไอ้ดีลมองไปรอบห้องประชุมขนาดกลางที่ถูกจองโดยพวกห้องหก ห้องที่พวกผมจะต้องทำงานกีฬาสีด้วยกัน ซึ่งจากจองครั้งนี้คือการจองเพื่อใช้ประชุมพูดคุยเกี่ยวกับงานกีฬาสีที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากที่วันนี้ควีนมาบอกผมว่าเมื่อวานพวกห้องหกขอนัดประชุมเรื่องขบวนงานกีฬาสี แต่เพราะหัวหน้าห้องอย่างผมไม่อยู่ ควีนเลยบอกว่าเลยขอเลื่อนมาคุยกันวันนี้แทนในช่วงพักกลางวัน ซึ่งผมก็โอเค และทั้งห้องก็โอเค เพราะงั้นก่อนจะไปพักกินข้าว พวกผมเลยตัดสินใจมารวมตัวกันในห้องประชุมขนาดกลางที่ห้องหกจองไว้

           

 

            “แค่คุยกันนิดๆหน่อยๆถึงขั้นต้องจองห้องประชุมนักเรียนเลยหรอวะ คุยกันที่ห้องประจำชั้นก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย”

            “เล่นใหญ่เข้าไว้แหละพวกห้องนี้”

           

 

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

            พวกผมหันไปทางประตูทางเข้าห้องประชุม นักเรียนวัยเดียวกันแต่ต่างห้องเริ่มเดินเข้ามาภายในตัวห้องประชุมแห่งนี้เรื่อยๆ เพื่อนห้องผมเริ่มขยับขยายย้ายที่แบ่งปันให้เพื่อนอีกห้องได้นั่งโต๊ะกันบ้าง มาร์คลุกสละเก้าอี้นุ่มให้ผมนั่งเมื่อเห็นว่าเก้าอี้ให้ห้องเริ่มไม่พอ แต่เพราะผมเป็นหัวหน้าห้องยังไงก็ต้องออกไปคุยรายละเอียดการประชุมด้านหน้าอยู่แล้ว เพราะงั้นผมเลยให้มาร์คนั่งลงไปเหมือนเดิม ไม่นานเสียงพูดคุยดังทั่วห้องจากเพื่อนใหม่ก็เริ่มเงียบลงเมื่อทุกอย่างลงตัว

 

 

            “หายหวัดแล้วหรอ เมื่อวานควีนบอกนายหยุดเรียนเพราะไม่สบาย” ผมมองหน้าคนที่ยืนประชันหน้าคนที่มีตำแหน่งหัวหน้าห้องแบบผมนิ่ง ฉลามคือหัวหน้าห้องหกที่ผมรู้จักมันมาตั้งแต่มอสี่ แต่ความสนิทอยู่ในขั้นที่เรียกว่าติดลบ เพราะทุกครั้งที่มีการประชุมหัวหน้าห้อง ผมก็มักจะคอยขัดความคิดมันตลอดด้วยเหตุผลที่ว่ามันใช้เงินเก่งเกินไป ผมเคยบอกแล้วว่าพวกห้องหกคือห้องที่เหมือนรวมพวกคนรวยในโรงเรียนไว้ด้วยกัน ห้องนี้มีแต่คนที่ชอบใช้เงินแก้ปัญหา รวมทั้งฉลามเองก็เหมือนกัน แม้มันจะฉลาดเป็นกรด แต่ความที่มันรวยและชอบใช้เงินแก้ปัญหา มันเลยทำให้หลายห้องไม่ค่อยชอบและอยากทำงานร่วมกับห้องนี้สักเท่าไหร่

 

            นี่ยังอยากรู้อยู่เลยว่าทำไมห้องผมถึงต้องรับชะตากรรมมาทำงานร่วมกับห้องนี้ด้วยก็ไม่รู้

 

 

            “อืม แต่จะเรียกให้ถูกก็คือจริงๆก็หยุดเพราะไปดูแลคนไม่สบายมากกว่า เพราะงั้นก็ต้องขอโทษด้วยที่เมื่อวานไม่ได้มา เลยต้องมาประชุมวันนี้”

            “ไม่เป็นไร ฉันก็นัดกระชั้นชิดเกินไป งั้นเริ่มประชุมกันเลยไหม”

            “ไม่แนะนำตัวกันก่อนรึไง?” ผมว่า

            “....?” ชายตรงหน้าคิ้วขมวดมองผมเหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแนะนำตัว มองหน้าฉลามนิ่งก่อนจะเดินนำไปยืนอยู่ตรงหน้าห้องประชุม สายตาของเพื่อนทั้งสองห้องมองมาที่ผมและฉลามเป็นจุดเดียว ก่อนที่ผมจะเริ่มกล่าวแนะนำตัวเป็นคนแรก

 

 

            “หวัดดี เราชื่อแบมแบมนะ หัวหน้าห้องหนึ่ง” พอพูดจบผมก็หันมองหน้าฉลามที่ยืนกอดอกใช้ตาคมดุมองมาที่ผม ผมผายมือให้อีกคนเหมือนกำลังบอกว่าตานายแล้ว แต่ฉลามกับส่ายหน้าไปมาเหมือนขัดใจก่อนจะเอ่ยพูดกับผมเสียงเรียบ

 

            “แค่นี้ยังเสียเวลาไม่พออีกหรอ ยังต้องแนะนำตัวให้มันเสียเวลากว่านี้อีกหรอ” ผมคิ้วขมวดมองฉลาม ก็จริงที่ห้องหกมาช้าและสายกว่าเวลานัดไปสักพักแล้ว แต่การแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องเสียเวลา

 

            “ทุกคนควรรู้จักนายก่อนเริ่มทำงาน ไม่ใช่แค่ฉัน”

            “......”

            “......”

            “ฉลาม หัวหน้าห้องหก” ผมร้องหึออกมาในลำคอเมื่ออีกคนยอมทำตามในสิ่งที่บอก

            และเมื่อพวกผมแนะนำตัวกันเสร็จ การประชุมต่างๆก็เริ่มขึ้น โดยที่มีข้าว เลขาของห้องหกเขียนวาระการประชุมมาอย่างเรียบร้อย ผมเองก็เห็นด้วยกับเรื่องที่หกห้องบอก และฝ่ายออกแบบของทั้งสองห้องก็เริ่มตกลงกันและสามารถเข้ากันได้เป็นอย่างดี เว้นแต่เรื่อง...

 

 

            “งบประมาณจำเป็นต้องเยอะขนาดนี้เลยหรอ” ผมมองหน้าควีนที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนผมฝากให้อีกคนดูเรื่องงบประมาณที่อีกฝ่ายคำนวณมา

            “เท่าไหร่?” ผมยื่นมือรับสมุดการเงินของห้องหกมาดูจากมือควีน ตัวเลขกลมๆที่บ่งบอกงประมาณหกหลักในการทำกระบวนกีฬาสีทำเอาผมเบิกตาโต หันไปมองหัวหน้าห้องอีกฝ่ายที่ทำหน้างงเหมือนกำลังไม่เข้าใจว่าพวกผมงงอะไรกัน “อันนี้งบประมาณรวมทั้งสี หรือเฉพาะขบวนฉลาม?”

 

            “ขบวน”

            “แสนสองเนี่ยนะ!!” เสียงพูดของผมทำเอาสมาชิกห้องผมเริ่มพูดคุยกันเสียงดังเหมือนไม่พอใจ ตัวเลขแสนสองที่อีกห้องเขียนมา นั่นคือการคำนวณงบแค่ห้องเดียว นั่นหมายความว่า อีกห้องต้องการงบประมาณในการทำขบวนคือสองแสนสี่ ซึ่งสำหรับผม มันคืองบประมาณที่ฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับเด็กมอปลายไม่มีรายได้อย่างพวกผม

 

            “ตกใจอะไร นี่พยายามประหยัดสุดๆแล้วนะ” ผมหันไปมองหน้าผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายการเงินของห้องหกอย่างเลดี้ เธอนั่งไขว่ห้างคิ้วขมวดมองพลางใช้มือควงปากกาน้ำเงินไปมา

            “ไม่ตกใจได้ไง นั่นหมายความว่างบประมาณที่ห้องเธอต้องการเท่ากับสองแสนสี่เลยนะ”

            “อืม น้อยไปหรอ หรือไง”

            “มากไปต่างหากฉลาม! พวกเราเป็นแค่เด็กมอปลายนะ รายได้ก็ไม่มี ต้องเก็บอาทิตย์ละเท่าไหร่ถึงจะครบทันก่อนจัดงานห้ะ”

            “เรียนเอกชนได้ นั่นก็ถือว่าไม่ได้จนแล้วนะ จะทำตัวจนกันไปทำไม หรือว่าจนกันจริงๆหืม? ถึงไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายอะ” ไอดีเด็กห้องหกเธอพูดขึ้นพร้อมน้ำเสียงไม่พอใจ ผมมองหน้าเธอตอบก่อนจะวางสมุดคืนให้ควีนและยืนกอดอกประชันหน้ากับไอดี

 

            “เธอทำงานอะไร?” ผมถามเสียงเรียบ อารมณ์ของผมในตอนนี้มันเริ่มพุ่งขึ้นมาเล็กๆเมื่อเจอกับสีหน้าที่ดูถูกดูแคลนพวกผม ไอดีก็ถือว่าเป็นผู้หญิงสวยนะ หน้าตาดูแพงบ่งบอกถึงฐานะทางบ้าน แต่การกระทำที่ชอบดูถูกคนอื่นของเธอมันช่าง... เหอะ! ผมเกลียดคนแบบนี้ว่ะ

            “ฉันไม่ต้องทำงานก็มีจะกิน นายจะถามทำไม”

            “หรอ งั้นถ้ายังไม่มีปัญญาหางานหาเงินมาใช้เอง เกาะพ่อเกาะแม่กินไปวันๆก็อย่าออกความคิดเห็นเลยนะ ขอร้อง เพราะคำพูดทุกคำที่เธอพูดออกมา มันกำลังบ่งบอกว่าที่บ้านสอนเธอมายังไง”

            “นี่!!!

            “พอหน่าไอดี”

            “แต่ฉลาม!

            “ฉันบอกให้พอ...”

            “หึย!

            ผมมองคนที่ยกมือกันไอดีไม่ให้มาถึงตัวผมอย่างฉลาม ไอดีถอนหายใจฟึดฟัดมองหน้าฉลามที่ห้ามเธอนิ่ง ก่อนจะยอมถอยกลับไปนั่งที่เดิม

 

            “ขอโทษด้วยที่ห้องฉันทำให้นายโกรธ”

            “อืม”

            “แต่ก็อย่างที่ไอดีบอก พวกนายไม่ได้จน จะเดือดร้อนอะไร” ผมหันมองหน้าฉลามขวับ ตอนแรกก็คือว่าอีกคนจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด แต่กลับไม่ใช่เลยสักนิด พวกคนรวยนี่มันเก่งแต่เรื่องใช้เงินรึไงวะ

 

            “ขอพูดในฐานที่อยู่ฝ่ายออกแบบนะ” ผมหันไปมองอาร์ตที่ยกมือยืนขึ้น “คือรูปแบบขบวนที่กูกับโน่ห้องมึงออกแบบกันไว้ แล้วก็พวกรายละเอียดที่พวกเราทั้งสองห้องคุยกันและตกลงกันเมื่อกี้ว่าจะเอาแบบไหน กูว่างบมันไม่น่าถึงแสนด้วยซ้ำ นั่นเท่ากับว่าห้องหนึ่งหารกันตกแล้วไม่เกินห้องละห้าหมื่น ซึ่งนั่นกูว่าเต็มแมกสุดๆแล้ว เผลอๆหนึ่งแสนกูว่าเหลืออีกต่างหาก งบประมาณที่ฝ่ายการเงินห้องหกเสมอมา กูว่าเยอะเกินไป”

 

            ผมยกยิ้มให้อาร์ตอย่างพอใจกับสิ่งที่มันพูดออกมา ถ้าฝ่ายออกแบบเขายืนยันมาขนาดนี้แล้ว ผมว่าความคิดฉลามก็น่าจะมีเปลี่ยนแปลงกันบ้างแหละ ผมหันมองคนที่ทำหน้าครุ่นคิดอะไรสักอย่างนิ่ง ก่อนที่ฉลามจะเงยหน้าหันมาสบสายตากับผมและถอนหายใจ

 

 

            “อืม ถ้างั้นก็ตามนั้น”

            “ฉลาม/ฉลาม!!

            “เงียบเลดี้ ไอดี” ผมยกยิ้มอย่างพอใจส่งยิ้มเหยียดเยาะเย้ยให้ไอดีกับเลดี้ที่ดิ้นพล่านเหมือนโดนน้ำร้อนลวก เหอะ รู้สึกชนะเลยเนี่ย

 

            “ถ้างั้นก็ห้องละห้าหมื่น รวมกันเป็นหนึ่งแสนนะ”

            “อืม แต่ฉันขออย่างหนึ่ง”

            “อะไร?”

            “ขอเก็บเพิ่มอีกหนึ่งหมื่น เป็นหกหมื่นต่อห้อง” ผมมองฉลามที่เสนอข้อคิดออกมาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะพยักหน้ายอมรับเมื่ออีกคนอธิบายความต้องการนั้นออกมาชัดเจน “เผื่อเหลือเผื่อขาด ฉันไม่อยากมีปัญหาแล้วต้องมาคอยตามเก็บทีหลัง”

 

            “อืม ถ้างั้นก็ได้” เผื่อๆไว้หน่อยก็ดี

            “เลดี้จดด้วย” ผมยิ้มอย่างพอใจเมื่อฉลามสั่งฝ่ายการเงินห้องเขาแบบนั้น “แล้วเรื่องคนถือป้ายสี”

            “อ๋อ เรื่องนั้นห้องฉันหาคนมาแล้ว เผื่อห้องนายยังไม่ได้เลือกคนอะ”

            “ห้องฉันเลือกแล้ว” ผมหันไปมองไอดีอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแปดหลอดแทรกเข้ามากลางบทสนทนา

            “หรอ แล้วห้องนายเลือกใครฉลาม?” ผมหรอใส่ไอดีด้วยน้ำเสียงส่งๆก่อนจะปรับโทนเสียงเป็นปกติหันมาถามฉลามแทน ให้ตายเถอะ หมั่นไส้แม่ไอดีนี่ชะมัด อะไรนักหนาก็ไม่รู้

 

            “ฉัน”

            “ห้ะ?”

            “ฉันถูกเลือก” ผมมองหน้าฉลามอย่างงงๆ

            “นายเป็นหัวหน้าห้อง ต้องไปอยู่กับส่วนหัวขบวนไม่ใช่หรอ”

            “อืม ก็ใช่ แต่เพื่อนยัดเหยียดเลยยอม แล้วก็กะว่าจะมาดูหน้าคนถือป้ายที่ห้องนายเลือกก่อนว่าเป็นไง ถ้าไม่ไหวฉันก็จะถือป้าย แต่ถ้าโอเคฉันจะได้เสียสละให้”

            “ไม่เอาดิฉลาม นายต้องถือป้ายสีเรานะ!

            “ไอดี มีมารยาทหน่อย ฉันคุยงานอยู่!” ผมอึ้งเล็กๆเมื่ออยู่ๆฉลามก็หันไปตะหวาดไอดีที่นั่งโวยวายอยู่เสียงดุ แขนของผมจับเข้าที่แขนอีกคนเหมือนกำลังบอกว่าให้ใจเย็นๆ เพราะนี่ไม่ใช่ที่ส่วนตัว ไอดีมองหน้าฉลามนิ่งก่อนจะกระทืบเท้าฟึดฟัดหยิบกระเป๋าสะพายข้างแบรนด์ดังเดินออกไปนอกห้องประชุมอย่างไม่พอใจ

            ความดังภายในห้องประชุมเงียบลงไปถนัดตาเมื่อทุกคนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แพร่ออกมาจากรอบตัวฉลาม ฉลามถอนหายใจหนักก่อนจะหันหน้ามามองผมนิ่ง

 

           

            “ปล่อยไปแบบนั้น เพื่อนนายจะโกรธเอานะ”

            “ช่างเถอะค่อยเคลียร์ เรามาคุยกันต่อเถอะจะได้จบๆ”

            “อื้ม”

            “นายบอกว่าห้องนายเลือกคนถือป้ายมาแล้ว ฉันขอดูหน้าหน่อยได้ไหม” ผมพยักหน้ารัวๆก่อนจะหันไปเรียกมาร์คให้เดินมายืนข้างๆ อีกคนถอดผ้าปิดปากที่ผมให้ใส่ไว้ออก สายตาคมทั้งสองสบตาเข้าหากันนิ่งก่อนที่จะเป็นฉลามที่ยกยิ้มมุมปากและพยักหน้าสองสามที

 

            “เป็นไง”

            “หึ หล่อดี งั้นฉันให้นายถือป้ายเลยแล้วกัน”

            “ไม่ต้องพูดเหมือนตัวเองเสียสละก็ได้ เพราะฉันก็ถูกเลือกมา ไม่ได้อยากเป็นอะไรขนาดนั้นเหมือนกัน”

            ผมหันมองหน้าผู้ชายสองคนที่ยืนสบตาประชันความดุใส่กันอย่างเกร็งๆ มือผมเอื้อมไปขับที่ข้อมมือของมาร์คเหมือนกำลังบอกให้เขาใจเย็นๆ

 

 

            “ถ้าไม่อยากงั้นก็ปฏิเสธสิ จะมาเป็นทำไม” ผมฟังคำพูดท้าทายของฉลามอย่างไม่พอใจ คือไม่รู้ว่าสองคนนี้มันโกรธกันมาตั้งแต่ชาติปางไหน ทำไมเคมีความขุ่นเขืองมันพุ่งสูงปี๊ดขนาดนี้วะ

            “หึ ก็อยากปฏิเสธหรอกนะ แต่คนพิเศษสำหรับฉันอยากให้เป็น เลยยอม”

 

 

          ฉ่าาาาา -////-

            ถึงกลับหน้าร้อนขึ้นมาเฉยเลยเมื่ออยู่ๆคำว่าคนพิเศษมันหลุดออกมาจากปากของมาร์ค คือก็พอจำได้แหละว่าตัวเองอยากให้มาร์คลองเป็นดู คือตอนนั้นคิดว่ามันจะได้เป็นผลงานของอีกคนไง แต่ใครจะคิดว่ามาร์คจะยอมทำเพราะผมอยากให้ทำอะ

 

 

            “อะ...เออ พอไหม จ้องกันอีกนิดนี่ถ้าเป็นปลากัดนี่ท้องไปแล้วนะ” ผมพยายามพูดติดตลกห้ามทั้งคู่ให้ออกห่างกัน มาร์คดึงมือผมให้ถอยออกมาพร้อมกับตัวเขา เสียงหัวเราะเบาๆของฉลามทำให้ผมหันไปมองอีกคนพลางยิ้มแหย

            “งั้นก็ฝากเรื่องป้ายสีด้วยนะนาย...”

            “มาร์ค”

            “อืม ฝากด้วยนะมาร์ค....”

 

 

          โอ้โห เป็นการแนะนำตัวที่เย็นชาสุดๆ...

 

 

            และแล้วการประชุมทั้งหมดก็จบลงอย่างเรียบร้อย ไลน์ห้องสองห้องถูกสร้างขึ้นโดยไอ้ดีลที่อาสาเปิดกลุ่มให้เพื่อใช้คุยกันเรื่องรายละเอียดต่างๆกันก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปพักเที่ยงหาอะไรกินกันให้ทันก่อนเข้าเรียนคาบถัดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “เป็นไร อารมณ์ไม่ดีอะไรมา” ผมถามคนที่เดินนำพลางดึงข้อมือผมให้เดินตามด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ

            “ป่าว” เสียงแข็งตอบกลับมาในขณะที่ใบหน้าหล่อที่ผมชอบไม่หันมามองผมเลยด้วยซ้ำ เท้าของผมพยายามก้าวตามอีกคนให้ทัน จนเราทั้งคู่มาหยุดยืนอยู่หลังตึกเรียนที่เป็นตึกเดียวกับห้องประชุมที่ขึ้นไปเมื่อกี้

            อยู่ๆมาร์คก็ทิ้งหน้าผากลงมาบนไหล่ของผม มือของเราทั้งสองยังคงจับกันแน่น

 

 

            “เป็นอะไร ปวดหัวรึป่าว” ผมถามด้วยความเป็นห่วง ผ้าปิดปากที่ผมให้ใส่ก็ไม่รู้ว่าอีกคนไปถอดโยนทิ้งไว้ที่ไหนแล้ว ใบหน้าหล่อส่ายไปมาทั้งๆที่ยังก้มหน้าอยู่แบบนั้นเป็นการปฏิเสธ

            “.....”

            “โมโหอะไรรึป่าว ทำไมไปพูดแบบนั้นกับฉลาม” ผมถามอีกคนที่ก้มหน้าทิ้งลงบนหัวไหล่ผม

            “แบมเข้าข้างมันหรอ” มาร์คเงยหน้ามาสบตากับผม สายตาดุๆที่ส่งมาทำเอาผมเอ่ยตอบเสียงสั่น

            “ปะ ป่าว แค่ถาม”

            “แบมว่ามาร์คหรอ”

            “บอกว่าป่าวไง ก็แค่สงสัย เป็นอะไรของนายเนี่ย” ผมเริ่มไม่เข้าใจจริงๆแล้วนะ สิ่งที่มาร์คกำลังแสดงออกแบบนี้ จะบอกว่าหึงเขาหรอ แล้วหึงอะไรล่ะ หึงผมกับฉลามอะนะ หึงทั้งๆที่ผมกับฉลามกัดกันแบบนั้นอะนะ มันไม่มีอะไรเลยนะเว้ย สายตาที่บ่งบอกว่าอีกคนชอบผมก็ไม่มี มีแต่สายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อคิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่นทั้งนั้นอะ มาร์คจะมาบอกว่าหึงผมกับฉลามมันไม่ได้!

 

           

            “ไม่รู้” มาร์คทำหน้าหงึก่อนจะทิ้งใบหน้ามาวางบนหัวไหล่ผมอีกครั้ง นิ้วโป้งของผมข้างที่จับอยู่กับมือของมาร์คถูไปมาที่ฝ่ามืออีกคนช้าๆ

            “หึงฉันกับฉลามรึไง”

            “ป่าว.....”

            “.....มาร์ค”
            “ช่างเถอะ มาร์คงี่เง่าเองอะ” เขาว่า มาร์คเงยหน้ามามองผมนิ่งก่อนจะหันหนีและถอนหายใจพยายามจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง มือข้างที่ว่างอยู่ก็ยกขึ้นเสยผมตัวเองขึ้นอย่างลวกๆก่อนจะหันหน้ามามองผมอีกครั้ง

            ผมยกยิ้มออกมาเล็กๆเมื่อเห็นว่าอีกคนพยายามใจเย็นกับผมมากขนาดไหน ผมพอรู้แหละว่าไอ้อารมณ์ขี้อ้อนของมาร์คนั่นมันแสดงออกเฉพาะแค่กับผมคนเดียว ส่วนเรื่องความใจเย็น มาร์คก็ใจเย็นพอสมควรแหละ แต่ถึงจะเป็นคนใจเย็นก็ใช่ว่าจะใจร้อนไม่เป็น ผมเคยบอกแล้วว่ามาร์คน่ะชอบใจร้อนและขี้หงุดหงิดเมื่อเขามีอาการหึงหวงผม เพราะงั้นตอนนี้อาการต่างๆที่เขาแสดงออกมามันก็พอจะเดาได้ ว่าเขาหึงผม และพยายามใจเย็นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ผมจะไม่รู้ก็เถอะว่าอีกคนมันเอาประเด็นอะไรมาหึงผมก็ตาม

 

           

            “ไม่งี่เง่าสักหน่อย :)” สำหรับผม อาการหึงมันไม่ใช่อาการงี่เง่าเลยสักนิด จริงๆนะ มันน่ารักจะตาย

            “งี่เง่าดิ มาร์คหึงอะไรไม่เข้าเรื่องเองอะ”

            “แล้วหึงเรื่องอะไร มันมีอะไรให้น่าหึงรึไง หืม?” ผมว่าพลางยกยิ้มถาม มาร์คปล่อยมือของที่จับผมอยู่เปลี่ยนเป็นโอบเอวผมเอาไว้หลวมๆ แผ่นหลังกว้างของมาร์คเอนพิงไปที่ผนังกำแพงของตึก และใช้สายตาคมจ้องมองรอยยิ้มของผมนิ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

 

            “เคยได้ยินไหม ว่าคนประเภทเดียวกัน มันมองกันออก” ผมคิ้วขมวดมองมาร์คที่กอดผมอย่างไม่เข้าใจ

            “จะบอกว่าฉลามชอบฉัน?”

            “ป่าว ไม่ใช่”

            “เอ้า แล้ว?”

            “คนนั้นไม่น่าไว้ใจ”
            “ไม่น่าไว้ใจยังไง?”

            “ก็....”

            “ก็...?”

            “เยอะ”

            “อะไรเยอะ”

            “นี่มาร์คต้องพูดทุกอย่างเลยหรอแบม” ผมมองหน้าคนที่คิ้วขมวดมองผม เห็นแล้วก็ขำ เหมือนพยายามจะอธิบายนะ แต่ถ้าพูดอะไรออกไปมันก็เข้าตัวเองไง เพราะตอนแรกมาร์คเป็นคนบอกเองว่าคนเหมือนกัน มันมองกันออก งั้นแสดงว่าถ้ามาร์คพูดอะไรออกมาก็แปลว่ามาร์คก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันไง เพราะงั้นตอนนี้อีกคนเลยมองระวังคำพูดตัวเองแบบสุดๆ

 

            “เอ้า ก็บอกมาสิ นายไม่บอกฉันจะรู้ไหม”

            “เยอะอะ”

            “อะไรเยอะ?”

            “ก...ก็เด็กเยอะอะ!

            “? จะบอกว่าเจ้าชู้?”

            “อืม”
            “แล้ว?”

            “มองเพลย์บอยด้วย ไม่น่าไว้ใจ เจ้าเล่ห์ แล้วอีกอย่างก็มองจะวันไนท์สแตนเก่งด้วยเหมือนกัน” ผมมองหน้าคนที่พอพูดได้ก็พูดออกมาซะจนหมด มาร์คกระชับกอดผมให้แน่นขึ้นก่อนจะเอ่ยบอกผมเสียงแผ่ว “แบมห้ามยุ่งนะ”

 

            “งั้นก็แปลว่ามาร์คก็มีเด็กเยอะ แถมเพลย์บอย ไม่น่าไว้ใจ เจ้าเล่ห์ แล้วอีกอย่างวันไนท์สแตนเก่งด้วยเหมือนกันใช่ไหม?” ผมว่า มาร์คเบิกตากว้างเมื่อผมพูดตบประโยค

            “ไม่ดิ ไม่ใช่!

            “เอ้า ก็มาร์คบอกเองว่าคนประเภทเดียวกันมันมองกันออก”
            “เออ ยอมรับก็ได้ว่าตัวเองเพลย์บอย ส่วนเรื่องวันไนท์สแตนมาร์คก็เคยบอกแบมไปแล้วนิ แต่นั่นมันเมื่อก่อนไง ตอนนี้ไม่มีแล้ว”

            “เชื่อได้แค่ไหนเถอะ...”

            “ให้จดทะเบียนสมรสยืนยันกันเลยไหมล่ะ จะได้รู้ว่ามาร์คมีแบมคนเดียว”

            “เดี๋ยวๆ ไม่ใช่ละมาร์ค!” ผมเบิกตาโตยกมือห้ามอีกคนที่เอ่ยพูดแบบทีเล่นทีจริงออกมา มาร์คยกยิ้มขึ้น เขายกมือปัดไรผมที่ตกมาปิดหน้าออกผมออกอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยออกมาให้ผมเชื่อใจ

 

            “รับได้ไหมที่มาร์คเคยเป็นวันไนท์สแตน”

            สายตาจริงจังถูกส่งมาให้ผม มันเป็นสายตาที่แอบมีอารมณ์ที่จริงจังและหวาดกลัวอยู่ในนั้น มาร์คถามเหมือนกำลังให้ผมกลับมาคิดทบทวนอีกครั้งว่าผมจะรับอดีตของเขาได้ไหม ผมรู้ว่าตอนนี้เขาก็กลัวว่าผมจะทิ้งเขาไป แต่ผมน่ะ มันพวกอยู่กับปัจจุบัน เพราะงั้นผมไม่แคร์อยู่แล้ว

            ผมยกยิ้มก่อนจะขยับหน้าเข้าไปใกล้อีกคนและทิ้งน้ำหนักริมฝีปากตัวเองไว้บนปากอีกคนก่อนจะผละออกอย่างรวดเร็ว

 

 

            “...แล้วแบบนี้คิดว่ารับได้ไหม? :)

            “ขออีกครั้งได้ไหม ยังไม่แน่ใจเลย” มาร์คยกยิ้มก่อนจะพยายามรั้งท้ายทอยของผมให้เข้าไปใกล้เขาอีกครั้ง ผมเห็นแบบนั้นจึงพยายามดันอีกคนให้ออกห่างตัวก่อนจะส่งสายตาขวางไปให้คนที่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

            “เจ้าเล่ห์!

            “หึ... อย่าไปยุ่งกับมันนะ มาร์คหวง ไม่ชอบมันเลยจริงๆ” ผมใช้นิ้วจิ้มไปที่ระหว่างคิ้วของมาร์คที่มันกำลังขมวดอยู่ให้คลายออก นึกแล้วก็ขำ เหมือนเด็กหวงของเล่นงั้นแหละ

            “ไม่ชอบอะไรเขาขนาดนั้น เพิ่งเจอกันครั้งแรกไม่ใช่รึไง?”

            “อืม แต่ไม่ชอบ รู้สึกเหมือนเห็นตัวเอง”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า หวงอะไรไม่เข้าเรื่อง ฉันไม่ได้ไปไหนสักหน่อย เนี่ยตอนนี้ฉันก็ยืนอยู่ตรงหน้านายเนี่ย ไม่ได้ไปกับฉลามนิ กับฉลามก็แค่คุยกันเรื่องงาน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเลย”

            “แต่แบมกับหมอนั่นรู้จักกัน”

            “ก็เป็นหัวหน้าห้อง ก็ต้องรู้จักสิ”

            “นั่นแหละ หวงว่ะ”

            “หวงอะไร จะบอกว่ากลัวว่าพอฉลามนิสัยเหมือนตัวเองแล้วจะคิดว่าฉลามจะมาชอบแบมรึไง?”

 

            “......” มาร์คเงียบ

 

            “มาร์ค... อย่าบอกนะ...”


            “อืม คิดแบบนั้นแหละ”

 

            “ห้ะ เอาจริงดิ!” ผมอ้าปากค้างมองหน้ามาร์คที่ส่งสายตาจริงจังมาเหมือนกำลังยืนยันว่าตัวเองหวงจริงๆ โห พูดไม่ออกเลยอะ หึงคนมาจีบไม่พอ ยังหึงคนที่นิสัยเหมือนตัวเองอีก ไม่รู้จะพูดอะไรเลยอะ

 

 

            “ก็แบมน่ารักอะ จะมีคนชอบก็ไม่แปลกป่าววะ”

            “....-/////-

 

 

          “แต่งงานกันเถอะ อยากให้ทุกคนรู้แย่แล้วว่าแบมเป็นของมาร์ค”

 

 

            “จะ... จะบ้าหรอ!!!” ผมฟาดมือไปที่หน้าอกอีกคนอย่างเขินอาย ไม่รู้ว่ามาร์คคิดอะไรอยู่ แต่การที่เวลาหึงผมแล้วจะชวนจดทะเบียนสมรส ชวนแต่งงานแบบนี้มันก็ไม่ใช่นะเว้ย แฟนยังไม่ได้เป็นเลยนะ!

 

            “ถ้าไม่แต่งก็ช่วยน่ารักน้อยกว่านี้หน่อยได้ไหม”

            “ไม่ได้”

            “แบมมม”

            “ทำไม...”

            “ใจร้ายว่ะ มาทำให้รักแล้วไม่พอ ยังมาทำให้หึงอีก” เสียงพึมพำของมาร์คทำเอาผมตาโต มือผมฟาดไปที่แขนอีกคนอีกครั้งอย่างหมั่นไส้

 

 

            “พูดมากเดี๋ยวก็ไม่รักซะหรอก”

            ผมขู่ใส่อีกคนเพื่ออยากเอาชนะ แต่สุดท้ายก็รู้แล้วว่าไม่ควรพูดประโยคนั้นออกไปเมื่ออยู่ๆมาร์คก็หันขวับมามองผมพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

 

            “แสดงว่าตอนนี้รักมาร์คแล้วหรอ?” มาร์คกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกว่าเติม สายตาที่เขามองมามันทำเอาผมเม้มกัดริมฝีปากตัวเองแน่น

 

            “บะ...บ้า มะ..ไม่รัก”

            “ไม่รักอะไร ก็เมื่อกี้แบมบอกเอง”

            “บอกตอนไหน ไม่ได้พูดอะไรเลยเถอะ” ผมพยายามผลักอีกคนออก ดึงดันตัวเองให้หลุดพ้นจากอ้อมแขนของมาร์ค

 

            “พูด แบมบอกว่าเดี๋ยวก็ไม่รักมาร์คซะหรอก แสดงว่าตอนนี้แบมรักมาร์ค” โอย บางทีผมก็ไม่อยากให้อีกคนฉลาดแบบนี้ไหมอะ

 

            “ไม่ได้พูดเถอะ!” ผมพยายามดันตัวเองออกจนในที่สุดก็สำเร็จ ผมหลุดพ้นจากอ้อมแขนอีกคนก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง มือข้างขวายกขึ้นมาปิดแก้มตัวเองก่อนจะรีบเดินออกไปจากตรงนั้น

 

 

          ออกไปให้พ้นสถานที่ที่ทำให้ใจเต้นแรง

 

 

 

 

          “ปากก็ไม่ได้แข็งนะ แต่ทำไมปฏิเสธเก่งนักก็ไม่รู้”

 

 


            “มาร์ค!!!” ผมหันไปมองขวางใส่คนด้านหลัง ก่อนจะก้มหยิบก้อนหินก้อนเล็กๆแถวนั้นขึ้นมาปาใส่อีกคนอย่างหมั่นไส้

 

 


            “โอ้ย!!!

 

 


            “ไปไกลๆเลยคนบ้า!!!!

 

 

 

 

 

 

          ไอ้มาร์คบ้า!!

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

;;

#ออนอินสตาแกรม

Bambam1a X mtuan

หายไปนานมากขอโทษนะคร้าบ เราแจ้งในทวิตแล้วว่าติดธุระ และจะมาลงให้วันที่ 18

และก็ตามสัญญา มาแล้วนร้า ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันนะครับ

 

Thank U

 

Twitter : @itsokaymb (ทวิตเตอร์หลัก)

@iamvatha (ทวิตเตอร์นิยาย)

 


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 336 ครั้ง

894 ความคิดเห็น

  1. #854 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 08:02
    แต่งงานเถอะค่ะถ้าจะหวงขนาดนี้
    #854
    0
  2. #691 Ploylymtbb (@Ploylymtbb) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 03:41
    น่ารักกกกกกก&#8203;เขิน&#8203; -&#8203;////-
    #691
    0
  3. #637 วาสนา พวงทอง (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 21:09

    น่ารักแพ้เธอทุกทาง

    #637
    0
  4. #632 mybamboo07 (@49097) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 18:43
    คิดถึงอ่ะ รอนะคะ
    #632
    0
  5. #631 좨 슨니 (@sukai_3103jy) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 08:45
    น่ารักกกกก งื้อออออออ
    #631
    0
  6. #630 stsuay (@satanggk) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 01:04
    เราเพิ่งมาเจอเรื่องนี้เป็นเขิน ดีงามมากๆๆๆตั้งเเต่ตอนเเรกเลย เเง้้
    #630
    0
  7. #628 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 22:10
    มาร์คก็ชวนแต่งงานเก่ง รู้แล้วว่ารักมากค่ะลูกกกกก แบมก็ทำใจหน่อยนะ คนขี้หวงก็งี้แหละ
    #628
    0
  8. #626 bb1a1n (@benzswbb) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 20:49
    เอาน่าาาา ก็ฟังๆหูไว้หูนั่นแหละะะ แบมมม มาร์คก็หวงก็หึงของเขานั่นแหละะะ...แต่..ขอแต่งงานเดี๋ยวเด้ออออ 555555555555555
    #626
    0
  9. #625 jastfriend (@jastfriend) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 16:58
    แพ้เแล้วจ๊ะพี่จ๋าา
    #625
    0
  10. #624 jastfriend (@jastfriend) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 16:58
    มาร์คน่ารักอ่าาา
    #624
    0
  11. #623 ThitiyaDongdaeng (@ThitiyaDongdaeng) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 10:23
    เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะคะ
    #623
    0
  12. #622 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 03:29
    อ้อนเก่งเหลือเกิน
    #622
    0
  13. #621 polijyuonhjf (@polijyuonhjf) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 00:41
    อ้อนเก่งนะจ๊ะพี่มาร์ค รอออออ
    #621
    0
  14. #620 KCHPU (@PMarkNBam) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 20:48
    แพ้มาก แพ้มาร์คแบบนี้มาก
    #620
    0
  15. #619 BomSucha (@BomSucha) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 17:47
    มาร์คอ้อนน่ารักมาก แบมก็น่ารักคืออิจฉา
    #619
    0
  16. #618 Ptttttch (@Ptttttch) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 16:08

    เขินมากกก

    #618
    0
  17. #617 Auyadi (@Auyadi) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 14:33
    หื อ อ เขิลหนักมากกกก มาร์คทำแบบนี้ไม่ดีต่อใจเราเลยยยยยย ????&#128538;
    #617
    0
  18. #616 Tam egbs (@tamthanaporn2542) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 12:39
    ฮือเขินนนน
    #616
    0
  19. #615 mooksumit (@mooksumit) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 11:22
    น่ารักกกกก หึงเก่งงงง
    #615
    0
  20. #614 fonwit27 (@fonwit27) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 10:24
    น่ารักกกกกก...อ่านไปยิ้มไป...ปวดแก้มหมดแล้ว
    #614
    0
  21. #613 WWaraporn (@WWaraporn) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 10:21

    มาร์คหวงเก่งนะเราอ่ะ

    #613
    0
  22. #612 สะใภ้มกโพ. (@bamsuayyyyyyy) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 07:36
    ฮื่อๆๆ แก้มจะแตกแน้ววว._.
    #612
    0
  23. #611 DOUBLEOBB (@DOUBLEOBB) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 07:05
    อ่านไปใจเต้นไป รู้สึกเหมือนหัวใจจะวาย
    #611
    0
  24. #610 มิรา (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 07:04

    น่ารักมาก

    #610
    0
  25. #609 mybamboo07 (@49097) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 06:27
    ฮื่อออ

    ทำไมมันฟรุ้งฟริ้งจังเลยยย555
    #609
    0