#ออนอินสตาแกรม - markbam

ตอนที่ 2 : 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 503 ครั้ง
    22 พ.ค. 62



02

 

           

            หลังจากที่ออกจากห้องพักครูมา ตอนนี้ผมก็มาหยุดยืนอยู่หน้าลิฟต์ของตึกนี้ สายตาของผมมองไปยังภาพของคนข้างหลังที่มันกำลังสะท้อนกับกระจกประตูลิฟต์ มาร์คไม่ได้มองมาที่ผมหรือมีท่าทีจะพยายามพูดกับผมเลยสักนิด สายตาของเขามองไปรอบๆเหมือนกำลังเก็บข้อมูลของโรงเรียนเอาไว้

            ผมถอนหายใจออกมาหนักๆ สุดท้ายผมก็ต้องคอยดูแลเขาสินะ... แต่ก็แค่สองอาทิตย์ สองอาทิตย์ที่ผมต้องดูแลเขา ยังไงผมก็ต้องทน! ต้องทนได้สิ! ผมเป็นถึงหัวหน้าห้องเลยนะ!!

 

 

            “นายพูดไทยได้ใช่ไหม?” ผมถามออกไป มาร์คมองมาที่ผมเหมือนกำลังงงกับอะไรสักอย่าง

 

            “.....”

 

            “อะ...เออ... คะ... Can you speak Thai?” ประโยคภาษาอังกฤษที่ผมพูดออกไปด้วยสำเนียงที่โคตรต่ำต้อยนั่นยิ่งทำให้มาร์คขมวดคิ้วเข้าหากันเป็นปม

 

             “......” มาร์คนิ่ง และมองผมด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออก...

 

            “เจ๋งเลย ให้คนโง่อังกฤษ มาดูแลคนเมกา... แม่ง! ครูเขาไม่คิดจะดูเกรดอังกฤษกูสักหน่อยหรอวะ” ผมบ่นออกไปกับตัวเอง มือบางก็กุมขมับอย่างหงุดหงิด

 

            “.....”

            เงียบ ยังคงมีแต่ความเงียบ

 

            “แล้วนายอะ ถ้าพูดไทยไม่ได้จะมาเรียนที่ไทยเพื่อ?! เดี๋ยวก็ตามไม่ทันหรอก! บอกไว้ก่อนเลยนะว่าฉันไม่มานั่งสอนภาษาไทยให้นายหรอกนะ แล้วฉันก็ไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย!

 

          ‘ แล้วที่ผมพูดไปมันจะฟังออกไหมเนี่ย!

 

 

            ผมจะไม่สอนเรื่องภาษากับใครๆทั้งนั้น เพราะแค่ตัวเองคนเดียว ภาษาไทยที่ใช้อยู่ทุกนาทีบางทีก็ยังผิดๆถูกๆเลย ไหนจะภาษาอังกฤษที่ทำเอาผมแทบบ้าทุกครั้งเมื่อเกรดออก เลขสองที่ปรากฏขึ้นมาในแต่ละเทอมมันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ

 

          โอ้ย จะบ้าตาย

 

 

 

          “ฉันพูดไทยได้....”

 

            ผมหันขวับไปมองอีกคนทันที น้ำเสียงนิ่งๆที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

            ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ผมควรดีใจที่มันพูดไทยได้ หรือผมควรโมโหที่มันไม่ยอมพูดออกมาตั้งแต่แรกกันแน่

 

 

            “พูดไทยได้แล้วทำไมเพิ่งพูดวะ!!!” ผมโวยวายออกไป แต่อีกคนกลับแทบไม่ได้สนใจมันด้วยซ้ำ มาร์คมองมาที่ผมนิ่ง จากนั้นก็หันไปสนใจอย่างอื่นเช่นเคย

 

 

          แม่งเอ้ย!!! หงุดหงิด!!!

 

 

 

 

 

 

;;

 

            ช่วงเวลาผ่านไปจนมาถึงช่วงเวลาของพระอาทิตย์เริ่มบอกลาท้องฟ้า ผมตั้งหน้าตั้งตาเดินตรงไปข้างหน้าตามเส้นทางของตัวเองในขณะที่มือก็ล้วงไปในกระเป๋ากางเกงนักเรียนสีดำสนิท กระเป๋าเป๋ของโรงเรียนถูกสะพายไว้บนไหล่ข้างเดียวอย่างคูลๆ พยายามไม่สนใจไอ้คนที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างหลังที่กำลังเดินตามผมตั้งแต่ออกจากลิฟต์มา

 

 

          ‘ ไม่มีบ้านให้กลับรึไงฟ่ะ! ’

 

 

 

          ติ้ง!

 

 

            เสียงแจ้งเตือนของโทรศัพท์ผมดังขึ้น และอยู่ๆอารมณ์ที่มันขุ่นมัวของผม ก็ต้องจางหายไปในทันทีเพียงเพราะแค่คอมเม้นนี้คอมเม้นเดียว

 

 

          mtuan : สู้ๆนะครับ ถ้าเหนื่อยก็พักผ่อนเยอะๆ

 

 

          ประโยคสั้นๆที่ประกอบด้วยคำเพียงไม่กี่คำสามารถทำให้ผมยกยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดาย ผมก้มหน้าตั้งใจพิมพ์โทรศัพท์ของตัวเองเพื่อตอบคอมเม้นนั้นไป

 

 

          bambam1a : ขอบคุณนะครับ :-)

 

 

            เริ่มอยากเห็นหน้าคุณ mtuan แล้วสิ...

 

 

 

            “คุยกับแฟนหรอ?” เสียงของอีกคนที่ดังขึ้นข้างๆหูทำให้ผมหันไปมองอย่างรวดเร็ว แต่คงเพราะผมรีบมากไปหน่อย จนไม่ทันได้ดูว่ามาร์คมันกำลังยื่นหน้าเข้ามาใกล้หน้าผมมากเกินไป

 

 

            จมูกของผมหันไปโดนที่แก้มของอีกคนเล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้น... เล็กน้อยจริงๆนะ!

            มาร์คมองผมนิ่งๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผิดกับในใจของผมที่เอาแต่เต้นโครมครามไม่หยุด

 

 

            “ทะ...ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย!!!” ผมผลักอีกคนออกให้พ้นตัว มือบางจับเข้าที่หน้าอกของตัวเอง พยายามสงบสติอารมณ์ สูดหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกมาอย่างหนัก

 

          สงบไว้หัวใจที่มันกำลังเต้นแรง

 

 

            “ก็เห็นนายเอาแต่พิมพ์โทรศัพท์แล้วก็ยิ้ม ฉันก็นึกว่านายคุยกับแฟน”  

 

            “เสือก!!

 

 

          หงุดหงิดโว้ย!!

 

 

           

 

 

 

 

;

 

 

            นาฬิกาชี้บอกเวลาหนึ่งทุ่ม ในที่สุดช่วงเวลาของการเรียนวันนี้ก็จบและเสร็จสิ้นลงไปสักที การเรียนพิเศษวันนี้ถือว่าเป็นไปด้วยดี นั่นคงเพราะเมื่อคืนผมอ่านบทที่จะสอนวันนี้มาล่วงหน้าด้วยละมั้ง.. ผมเลยเข้าใจได้เร็วกว่าคนอื่น

 

            “แบมกลับเลยปะ?” 

            “อื่อ” ผมพยักหน้าตอบเพื่อนร่วมคลาสเรียนพิเศษไป ยูคยอมมันเป็นคนต่างชาติครับ เด็กเกาหลี  ที่มาเรียนที่ไทย และกำลังฝึกภาษาไทยอย่างจริงจัง... พร้อมกับสำเนียงแปลกๆของมัน

 

            นึกแล้วก็ตลกดี 

 

            วันแรกที่เรารู้จักกัน... 

 

 

          นาย! นั่นแก้วฉัน!’

          ‘oh! Sorry!’

          ‘ช่างเถอะๆ! ถ้าหิวน้ำก็กินไป

          ‘ขอโทษ อันนี้เผ็ด

          ‘อาๆ ไม่เป็นไร ทีหลังก็อย่าสั่งแล้วกัน ส้มตำมันเผ็ด แล้วนี่ใส่พริกมาซะเยอะเลย

          ‘อื่อๆ เผ็ดๆ

 

 

          ภาษาไทยแบบแปล่งๆพร้อมประโยคที่ดูไม่ค่อยจะเป็นประโยคถูกพ่นออกมาจากคนที่ไม่รู้จัก หน้าของเพื่อนคนนี้ที่เริ่มแดงจัดเพราะความเผ็ดของตำไทยสีแดงฉาด พริกที่เรียงรายรอบจานทำเอาผมทั้งขำทั้งสงสาร สุดท้ายเราก็ได้รู้จักกันเพราะชานมไข่มุกแก้วนั้นของผมที่อีกคนหยิบไปกินโดยไม่ขออนุญาต และส้มตำไทยใส่พริกที่มันซื้อมาลองเอง

 

 

            คนเราสามารถสนิทกันได้เพราะชานมกับส้มตำจริงๆหรอวะ...

 

            ไม่รู้อะ... แต่ผมก็สนิทไปแล้ว

 

 

            “รีบปะ? จะชวนไปกินส้มตำ”

            จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ภาษาไทยของมันเก่งขึ้นเยอะเลย ผมเงยหน้ามองคนที่อยู่ในชุดนักเรียนของโรงเรียนนานาชาติชื่อดัง ทรงผมที่ไม่ได้เซ็ทใดใด แต่กลับกลายเป็นทรงเท่ๆได้แบบนั้นมันทำเอาผมโคตรอิจฉา คนบ้าอะไร! โคตรหล่อเลยวะ

 

            “กินได้แล้วรึไง?”

            “ได้แล้ว เก่งแล้ว” มันตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มและนิ้วโป้งที่ชูขึ้นเพื่อชื่นชมตัวเอง

            “ก็ได้อยู่อะ แต่ไม่กลับดึกนะ”

            “ไม่เกินสามทุ่ม” คนบ้าอะไรทำตัวเหมือนเด็ก ยูคยอมมันโชว์นิ้วสามนิ้วของมันขึ้นมาแนบแก้ม เหมือนพยายามเน้นย้ำว่าไม่เกินสามทุ่มจริงๆนะ สุดท้ายผมก็ต้องยอมตามใจอีกคน เพราะยังไงเราก็ไม่ได้เจอกันบ่อยๆอยู่แล้ว

            “อื่อ”

 

 

            ผมเดินนำหน้ามันออกมาจากคลาสเรียน เราคุยกันเรื่องต่างๆนานามากมาย ถามเรื่องสารทุกข์สุขดิบทั่วไป อย่างเรียนเป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้เป็นยังไง งานเยอะไหม ยูคยอมเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมเป็นตัวแสดงฐานะทางการเงินของพ่อแม่นักเรียน ส่วนผมก็เรียนโรงเรียนเอกชนธรรมดาทั่วไปที่ค่าเทอมแพงกว่าโรงเรียนรัฐชั้นนำของประเทศนิดหน่อย

 

            งี้แหละ!

 

            คนมันพอมีพอกิน ;-;

 

 

          “นาย”

            ผมหันไปด้านหลังเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงกระตุกที่กระเป๋าเป้ของตัวเอง เสียงเรียกที่ไม่แน่ใจว่าเรียกผมรึป่าวทำให้ผมหันไปมอง

           

          หมอนี่ยังอยู่อีกหรอวะ!!

 

            เด็กผู้ชายที่ครูประจำชั้นฝากฝังผมให้ดูแลเมื่อก่อนเลิกเรียน ตอนนี้มันกำลังยืนมองผมด้วยสีหน้านิ่งเฉยเหมือนถ่ายบัตรประชาชน ดวงตาของผมเบิกกว้างเล็กน้อยเพราะความตกใจ

            นั่นแหละ! ตกใจเพราะคิดว่ามันกลับไปตั้งแต่ผมบอกว่าผมมีเรียนพิเศษแล้ว จำได้ว่าผมเดินเข้าที่เรียนพิเศษไปโดยบอกมาร์คไปว่าคนนอกเข้าไม่ได้ ไอ้เราก็นึกว่ามันจะกลับ แต่ที่ไหนได้! มันนั่งรอผมอยู่ด้านหน้าตั้งสองชั่วโมงครึ่ง!

 

            “ใครอะแบม?”

            ยูคยอมที่ยืนซ้อนหลังของผมอยู่ถามขึ้น อยากจะเอามือกุมขมับ... แม่จ๋า เวลาอิสระของหนูมันหายไปในพริบตาเมื่อมีหมอนี่!

 

            “แบม?”

            มาร์คคิ้วขมวดหันมามองหน้าผม เหมือนมันกำลังถามว่านั่นใช่ชื่อผมรึป่าว จะว่าไปผมยังไม่ได้แนะนำตัวให้มันรู้จักเลยนี่หน่า

 

            “ฉันชื่อแบมแบม ส่วนนี่ยูคยอม... ยูคยอม นี่มาร์คนะ หมอนี่เพิ่งย้ายมาจากเมกา และฉันต้องคอยดูแลแล้วก็ติวเรื่องเรียนให้” ผมหันไปพูดกับหมอนั่นในประโยคแรก และหันมาพูดกับเพื่อนสนิทต่างเชื้อชาติของตัวเองที่ยืนอยู่

 

 

          “มีคนชื่อแบมแบมอยู่บนโลกนี้ด้วยหรอ”

 

          อ่าว สัดนี่! วอนรองเท้าใหม่ที่เพิ่งซื้อเมื่อวานจากพี่ซะแล้ว!

 

 

          ผมหันมองมาร์คตาขวาง เออ! มีคนชื่อนี้ กูเนี่ยแหละแบมแบม กันต์พิมุกต์ภูวกุล! จำไว้!

            นั่นแหละ ผมตะโกนเสียงดัง(มาก)ภายในใจของตัวเอง (- -) ไม่อยากจะเถียง ไม่อยากโต้วาทีอะไร  กับหมอนี่แล้ว มันเหนื่อย

 

 

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ก็จริงนะ ตอนฉันรู้จักนายครั้งแรก ฉันก็คิดในใจเหมือนกัน”  

            “ยูค!!  

            “ยินดีที่ได้รู้จักนะมาร์ค ฉันยูคยอม” รอยยิ้มตาสระอิ เอกลักษณ์ประจำตัวที่แสดงถึงมิตรภาพของ   เพื่อนร่างสูงข้างๆผมแสดงออกมาให้กับเพื่อนใหม่ที่ผมเพิ่งแนะนำ

 

            “อืม”

            “ไม่ใช่คนไทยใช่ปะ? สำเนียงยังไม่ชัดเลย”

            “แล้วนายเก่งพอที่จะแยกแยะสำเนียงชัดไม่ชัดแล้วหรอยูคยอม” ผมหันไปถามยูคยอมที่ทำหน้าตามั่นอกมั่นใจในการวิเคราะห์สำเนียงภาษาไทยของคนอื่น ให้ตายเถอะ หมอนี่อยู่มากี่ปีกันถึงแยกสำเนียงชัดกับไม่ชัดออกเนี่ย

 

            “ตัดแค่เลือดในตัวออกไป ที่เหลือก็คนไทยร้อยเปอร์เซ็นแล้วครับ :)

            ฝ่ามือของผมตีเข้าไปที่หัวไหล่ของอีกคนอย่างหมั่นไส้ ยูคยอมหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจกับการกระทำของผม สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากส่ายหัวไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย ให้ตายเถอะ! ผมมีเพื่อนเป็นคนบ้าตอนไหนเนี่ย

 

            “พวกฉันจะไปกินส้มตำกัน จะไปด้วยกันป่าว?”

            “ยูค...”

 

          ชวนทำไม!!

 

 

            “ไป”

             ผมรีบหันขวับมามองคนที่ทำหน้าตาไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างมาร์คทันที ให้ตายเหอะ สนิทกับยูคมันรึไง พอเขาชวนถึงตอบตกลงง่ายๆแบบนั้นน่ะ ไอ้บ้านี่! สักวันจะหลอกไปขาย หน้าตาหล่อๆแบบนี้น่าจะได้หลายบาท

 

            “โอเค งั้นไปกันเถอะแบม”

 

            เห้อ... แล้วผมขัดอะไรมันได้บ้างวะ...

 

 

 

 

 

 

 

;;         

 

 

            ไม่นานเราทั้งคู่พร้อมทั้งแขกที่ผมไม่อยากให้มาอีกหนึ่งก็มาถึงร้านส้มตำเจ้าประจำที่ถูกแนะนำโดยผมเมื่อนานมาแล้ว ร้านนี้เป็นร้านส้มตำข้างทางธรรมดาๆนั่นแหละ ไม่มีแอร์ มีแต่เก้าอี้พลาสติกแบบคละสีน้ำเงินแดง พัดลมก็สภาพเหมือนผ่านการใช้งานมานับสิบกว่าปี... ไม่เคยล้างเลยมั้งดูจากประสบการณ์ที่แสดงออกมาผ่านฝุ่นที่เกาะหนาเตอะนั่น

            แต่ก็นะ เพราะความธรรมดาของร้านนั่นแหละ มันเลยพิเศษ เพราะรสชาติการตำส้มตำของป้าน้อยเจ้าของร้านแล้ว บอกเลยว่าเด็ด!

 

 

            “ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันเลยนร้า... งานหนักหรอลูก?” ทันทีที่นั่งจับจองโต๊ะได้ รอยยิ้มของเจ้าของร้านอย่างป้าน้อยและคำถามที่ถามปนความคิดถึงถูกส่งมาให้ผมกับยูคยอมแทบจะทันที

            ป้าน้อยน่ะโคตรใจดี ผมกับไอ้ยักษ์มากินบ่อยจนเขาจำได้ ช่วงแรกๆที่มากินที่นี่ยูคยอมยังทนความเผ็ดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ วันแรกที่ผมพามันมา มันก็กินตำไทยเหมือนกับวันแรกที่เราได้คุยกันนั่นแหละ แต่ตอนนั้นผมไม่ได้สั่งเผ็ดน้อยไง เลยสั่งมาในระดับความเผ็ดแบบปกติเลย แล้วเป็นไงล่ะ! สุดท้ายมันเผ็ดจนร้องไห้หน้าแดงตัวแดงไปหมด

            จนป้าน้อยที่ตอนแรกทำแค่นั่งดูอยู่ถึงกลับทนไม่ได้จนต้องสอนกินเผ็ดให้ จะว่าสอนได้ไหมนะ? แต่ทุกครั้งที่มาป้าน้อยจะมีระดับความเผ็ดให้กับยูคยอมเลือก และแต่ละครั้งป้าน้อยก็จะค่อยๆเริ่มความเผ็ดให้ร่างกายยูคยอมเริ่มชินและทนได้ แม่งโคตรเป็นลูกค้าวีไอพีเลย แถมยังสอนนั่นนี่อีก ว่ากินอะไรแก้เผ็ดได้บ้าง

 

            จนตอนนี้เพื่อนสนิทคนนี้กินเผ็ดได้แล้วครับ หึ! น่าภูมิใจจริงๆ ลูกศิษย์ป้าน้อย

 

 

            “นิดหน่อยครับ ช่วงนี้ที่โรงเรียนกำลังเตรียมงานกีฬาสีอะครับ ผมเลยต้องอยู่ช่วย” ยูคยอมตอบไปแบบนั้น ก็ใช่แหละ ช่วงนี้ผมกับยูคยอมก็ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ บางทีมันก็ทักมาบอกว่าฝากเก็บชีทแล้วก็จดโน้ตให้หน่อย งี้แหละ สภานักเรียน

            ผมบอกไปรึยังว่ามันเป็นสภานักเรียน? เจ๋งเนอะ ได้ทำงานของโรงเรียน เป็นตัวแทนและผู้นำนักเรียน ผมได้เป็นแค่หัวหน้าห้องเองอะ ไม่แน่ในอนาคตมันอาจไปลงสส. และอาจไปต่อที่นายกรัฐมนตรีก็ได้..

 

          ฝากกาเบอร์หนึ่ง คิมยูคยอม หน้าตาหล่อ หัวใจใหญ่ นโยบายคือกินกับนอนด้วยนะครับ!

 

           

            “เหนื่อยแย่เลย แล้วนี่วันนี้มีเพื่อนใหม่มาอีกแล้วหรอแบม”

            “อา...ครับ” ไม่รู้จะตอบอะไรเลย สุดท้ายผมก็พยักหน้ารับกลับไป

            “หล่อจัง เป็นคนที่ไหนเนี่ย ไม่ใช่คนไทยแน่เลยหล่อขนาดนี้ ชื่ออะไรจ๊ะ?” ป้าน้อยส่งยิ้มให้กับอีกคนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ

 

            เออ ข้อนี้ยอมรับเลยอะ มันหล่อจริงๆ! หล่อแบบว่า... แม่งเกิดมาเคยขี้เหร่ไหมวะ แล้วก็นะโลกนี้ไม่เคยยุติธรรมหรอก เพราะป้าน้อยน่ะชอบคนหล่อ พอเจอคนหล่อก็แถมนั่นนี่ให้ตลอด ตอนพายูคมาครั้งแรก ป้าน้อยก็ล่อแถมไก่ย่างให้ทั้งตัวเลย ส่วนผม... คิดเงินตามปกติครับ!

 

            พระเจ้าไม่ยุติธรรม!!! ผมไม่หล่อตรงไหน!

 

 

            “มาร์คครับ เป็นคนอเมริกา” มันตอบมาด้วยน้ำเสียงถ่อมตนพร้อมกับยกมือไหว้อย่างรู้ผู้จักผู้ใหญ่ ดีจัง! มารยาทดีจริงๆ สงสัยคงได้ไก่ฟรีมาอีกตัว...

 

            “หล่อจัง แบมนี่เลือกคบเพื่อนที่หน้าตารึป่าวเนี่ย”

            “ไม่ใช่สักหน่อยครับ”

            “พูดงี้แสดงว่าผมก็หล่อใช่ไหมป้า :)” ยูคยอมทำหน้าตายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชี้มาที่หน้าตัวเองอย่างภูมิอกภูมิใจในความเกิดมาหน้าตาดีของมัน ป้าน้อยใช้มือทั้งสองหยิกไปที่สองข้างแก้มของมันพร้อมส่ายไปมาด้วยความรักและเอ็นดู

 

            “หล่อสิ ยินยอมของป้าเนี่ยยย”

            “ยูคยอมต่างหาก (- -)” ผมหลุดขำออกมากับชื่อไทยของมันที่ป้าน้อยตั้งให้ ฮ่าฮ่าฮ่า ก็นะ สำหรับคนไทยอย่างเราๆ คำว่า ยู-คยอม มันเรียกยากจริงๆนะ และป้าน้อยก็คือคนไทยแท้ไง ไทยแท้ผสมอีสานร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายก็นั่นแหละ ได้ชื่อ ยินยอม มาจนได้ ฮ่าฮ่าฮ่า

 

            “ก็เรียกยากอะ แล้ววันนี้จะกินอะไร เพื่อนใหม่เรากินเผ็ดได้ไหมเนี่ย”

            “ไม่รู้ครับ ผมเลยชวนมาท้าดวล” ผมขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำนั้น อะไรของมันวะ ดวลอะไรทำไมผมไม่รู้เรื่อง ยูคยอมมันยักคิ้วมองมาที่ผมเหมือนกำลังส่งซิกอะไรบางอย่างให้ผมรู้... แต่คือผมไม่รู้ไง

 

            “...”

            “เอาน้ำตกหมู ตำไทยเผ็ดระดับสามเลยป้า แล้วก็ไก่ย่างด้วยครับ แล้วก็เอาข้าวเหนียวหนึ่งกระติ๊บ น้ำแข็งสาม แล้วก็โค้กลิตรหนึ่ง” รายชื่ออาหารที่มันกินประจำถูกร่ายเรียงยาวโดยคิมยูคยอม ผมหันไปมองมาร์คที่ไม่พูดอะไรสักครับ ทำเพียงแค่มองเมนูที่ตัวเองถือ กวาดสายตาไปจนทั่วใบ และวางลงอย่างไม่สนใจอะไรมากนัก

 

 

          จะกินได้ไหมเนี่ย... พ่อเมกันบอย

 

 

            “กินเยอะจริงๆ แล้วแบมเอาอะไรเพิ่มไหมลูก” ผมละสายตาจากมาร์ค และทิ้งความคิดนั้นออกไปจากหัวก่อนจะหันไปสนใจป้าน้อยที่มองมาทางผมเช่นกัน สุดท้ายเมนูเดิมๆที่ผมกินประจำก็หลุดออกไปจากปากของผมเอง

 

            “ขอส้มตำปูปลาร้าแล้วกันครับ ใส่พริกสองเม็ดนะ”

            “จำได้จ๊ะ ลูกค้าประจำ^^ แล้วพ่อรูปหล่อของป้าล่ะ?” ป้าน้อยหันไปถามมาร์คที่เหม่อมองเลยออกไปนอกร้าน แต่ยังไม่ทันที่เจ้าตัวที่โดนคำถามจะตอบอะไร ยูคยอมก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อน

           

            “นายกินกับพวกฉันนั่นแหละ ฉันสั่งเผื่อแล้ว”

            “อืม”

            ป้าน้อยพยักหน้ารับกับคำตอบก่อนจะบอกว่าอีกสิบห้านาทีอาหารจะมาเสริฟ โค้กลิตรหนึ่งขวดตามที่สั่ง กับน้ำแข็งสามแก้วถูกเสริฟโดยพนักงานหญิงของร้าน ผมยิ้มรับให้กับเธอก่อนที่จะจัดการเปิดฝาขวดและเทมันแจกทุกคน

 

 

            “ยูค เคลียร์ก่อน ไอ้ท้าดวลที่นายว่าคืออะไร?” ผมหรี่ตามองอีกคนอย่างเอาคำตอบ มันไม่ตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กลับมา

            “ก็แค่สอนเพื่อนใหม่ให้กินเผ็ดให้ได้ไง การกินเผ็ดไม่ได้มันทำให้ชาวต่างชาติอย่างเราๆพลาดของอร่อยไปเยอะเลยนะ อย่างต้มยำกุ้ง ผัดพริกแกง น้ำปลาพริก... นายรู้จักน้ำปลาพริกไหมมาร์ค?”

            ยูคยอมส่งเสียงเหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นใหม่ และใช่ ของเล่นใหม่ของยูคยอมในตอนนี้คือไอ้คนที่นั่งทำหน้าเหมือนถ่ายบัตรประชาชนอยู่ตรงหัวโต๊ะนี่แหละ อีกคนก็ตื่นเต้นเหมือนเพิ่งมาไทยครั้งแรก ส่วนอีกคนนิ่งเหมือนอยู่ไทยมาตั้งแต่เกิด... (- -)

 

            อยากเห็นรูปในพาสปอร์ตของมันจัง.. คนบ้าอะไร หน้านิ่งยังหล่อชิบหาย! บอกแล้วว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรมกับผม

 

 

            “รู้จัก” มาร์คพยักหน้ารับเพื่อยืนยันคำตอบ ผมมองเห็นยูคยอมมันทำหน้าจ๋อยอย่างอดขำไม่ได้ ก็นะ พยายามสร้างภาพทำตัวเป็นรุ่นพี่ไง อยู่มานานงี้ อยากแนะนำเด็กใหม่งี้ ฮ่าฮ่าฮ่า

 

            “โหย.. แล้วนายรู้จักน้ำพริกกะปิไหม?”

            “พูดเหมือนนายกินอะยูค” ผมที่กำลังดูดน้ำอยู่ถามกลับไป เมื่อก่อนผมชอบพามันไปกินนั่นกินนี่ พามันไปลองทุกอย่างแหละ มันก็กินได้ทุกอย่าง และสุดท้ายก็นั่นแหละกับน้ำพริกกะปิก็บ่นเหม็นๆเหมือนจะร้องไห้ สุดท้ายก็มีน้ำพริกกะปินี่แหละที่มันกินไม่ได้อะ

 

            “ก็ไม่กินไง เหม็นจะตาย ถามไปงั้นแหละ แล้วสรุปรู้จักไหม?” มันหันมาตอบผมในประโยคแรก จากนั้นก็หันไปถามอีกคนต่ออย่างสนอกสนใจ

 

            “....” และสุดท้ายก็ได้คำตอบเป็นการส่ายหน้ากลับมา

            “โหย! อย่างงี้ต้องลอง แบม! ต้องพาเด็กใหม่ไปลองน้ำพริกกะปิให้ได้เลยนะ! ของมันต้องลองอ่ะ!

            โอ๊ย จะบ้าตายกับเพื่อนตัวเอง ผมพยักหน้ารับมันแบบส่งๆกลับไป เสียงดี๊ด๊าของมันทำเอาผมถึงกับปาดเหงื่อ ให้ตายเถอะ มีความสุขเผื่อชาติหน้ารึไงเนี่ย ไอ้คิมยูคยอมเอ้ย

 

            แต่พอคิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกันนะมีเพื่อนแบบยูค ในเวลาที่เราหม่นหมองหรือไม่สดใส เพียงแค่เดินไปหามันก็รู้สึกได้ถึงสายรุ้งที่สาดเข้ามาในทันทีแล้ว ความสดใสที่มันมีให้กับคนรอบข้างนั่นมันทำเอาบางครั้งผมก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ มันยิ้มเก่ง มันบ้าๆบอๆ มันเป็นมิตร มันใจดี

            คนอะไรใจดีถึงขนาดที่ว่าครั้งแรกที่เจอขอทานแม่งควักแบงค์พันให้ไปเลยฟรีๆ ตอนนั้นผมถึงขั้นกุมขมับ ทั้งตกใจทั้งพูดไม่ออก พอถามว่าทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว มันก็ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มและท่าทางที่แสนภูมิใจของมันว่าทุกครั้งที่เจอ ผมอยากจะบ้าตาย! ถ้าแม่งเจอมิจฉาชีพขึ้นมาจะทำยังไงล่ะนั่น สุดท้ายก็ต้องมานั่งสอนกันยาวว่าอย่าให้เยอะขนาดนั้น ให้แค่พอดี ไม่ก็ถ้าสงสารมากๆก็ให้เป็นสิ่งของมันดีกว่า มันก็พยักหน้ารับกับคำสอนของผมนะ แต่ไม่รู้ว่ามันทำรึป่าว (- -)

 

 

            “อาหารได้แล้วค่ะ”

            ยูคยอมหันไปรับจานอาหารที่เริ่มทยอยมาเสริฟที่โต๊ะเรื่อยๆ มือของผมก็จัดการหยิบแก้วของทุกคนให้หลบมุมเพื่อจะได้วางอาหารที่มาเสริฟได้พอ จานและช้อนส้อมถูกแจกจ่ายโดยผม ผมส่งจานสีฟ้าของร้านกับช้อนส้อมสแตนเลสไปยังตรงหน้ามาร์ค มาร์คมองผมด้วยหน้าเดิมก่อนจะรับของจากผมไป

 

            ให้ตายเถอะ

            มองตาแล้วเขินว่ะ

            คนบ้าอะไรโคตรหล่ออะ

            แต่ว่านะ... ผู้ชายชมผู้ชายว่าหล่อมันไม่ผิดใช่ไหมวะ? ตอนไอ้ยูคดูนิตยสารแฟชั่นมันยังชมคนนู้นคนนี้ว่าหล่อได้เลยอะ .. งั้นก็คงไม่ผิดหรอก เนอะ! เหมือนกันแหละ

           

            หล่อแบบนี้คิดว่าคงอีกไม่กี่เดือนมันคงต้องโดนแมวมองมาทาบทามแน่ๆเลย

            ตื่นเต้นล่วงหน้าได้ไหม เผื่อได้เพื่อนเป็นคนดัง...

 

 

            “มาร์คกินนี่ๆ ตำไทยของโปรดเรา”

            “ยี๋! เรา... สุภาพไปไหนอะ” ผมเบ้ปากใส่คนที่กำลังตักตำไทยใส่จานของมาร์ค มันตอบกลับมาโดยการถลึงตาใส่ผมอย่างเอาเรื่อง

 

            “กับเพื่อนใหม่ก็ต้องสุภาพดิ ส่วนแบมอะ เพื่อนเก่าแล้ว”

            “อ๋อ งี้ฉันก็โดนทิ้งแล้วใช่ปะ?”

            “บ้าหรอ ใครจะไปทิ้งคนน่ารักที่พาฉันเที่ยวทั่วไทยอย่างนายได้ลงคอล่ะ แบมแบม~” แก้มทั้งสองข้างของผมถูกสัมผัสโดยมือของยูคยอม มันทำท่าทางน่ารักแบบที่มันคิดว่าน่ารักคนเดียวลงมาให้ผมเหมือนกับกำลังง้อ เชอะ! ไม่หายงอนหรอก ทำต่อไปเลย เอาให้อายคนทั้งร้านเอาสิ!

 

            “หยุดเลยยูค อายเขา!

            “อายทำไม โลกนี้มีแค่เรานะ” ว่าแล้วมันก็ทำต่อ

 

          โอ้ย! เกลียดมัน!

 

 

 

          “พวกนายเป็นแฟนกันหรอ?”

            “ห้ะ/ห้ะ” ผสานเสียงวงออร์เคสตรามาแล้วครับ ผมกันไปมองหน้ามาร์คอย่างตกใจกับคำถาม แน่นอนว่าไอ้คนที่นั่งตรงข้ามผมตอนนี้ก็ตกใจไม่แพ้กัน

 

          เดี๋ยวนะ คิดได้ไงวะ?!

 

 

            “ก็เหมือนแฟนกัน” มาร์คถามกลับมาหน้านิ่ง มือของมันมีแก้วน้ำพลาสติกที่มันถืออยู่ ก่อนที่ปากมันจะงับหลอดและดูดน้ำเข้าไป

            “ไม่ใช่! บ้าหรอ ฉันกับแบมอะนะ” ยูคยอมมันรีบชักมือของตัวเองออกจากหน้าของผม มันพูดออกมาเสียงดังจนโต๊ะข้างหลังผมตกใจ

 

            “ทำไม ฉันมันทำไม!

            “แบมมม ไม่ได้จะว่าอะไร แต่คือ... เพื่อนกันไงเพื่อนยาก”

            “ชิ!” น้อยใจอะ ผมไม่ดีตรงไหน ผมหล่อนะ... หล่อในแบบของผมอะ หล่อในโลกของตัวเองคนเดียวก็ได้

 

            “แต่ถ้าจะพูดถึงแฟนแบม ก็คงมีได้อยู่คนเดียวแหละม้าง ที่แบมมันจะชอบอะ” ยูคมันยักคิ้วให้ผมอย่างกวนประสาท มาร์คกับผมมองหน้ามันอย่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่มันพูด...

            “?” นี่ไม่เข้าใจจริงๆนะ

 

            “มาร์ค นายเคยเห็นแบมตอบข้อความใครพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ปะ?” ผมเข้าใจจุดประสงค์เรื่องที่มันจะพูดขึ้นมาทันทีเมื่อได้เห็นสายตาแบบนั้นของมัน ผมลุกขึ้นพยายามที่จะปิดปากมันไม่ให้เล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง แต่สุดท้ายมันก็ใช้นิ้วชี้หน้าผมให้นั่งลงที่เดิม

 

            ให้ตายเถอะ! นี่คนหรือจานดาวเทียมถ่ายทอดสดวะ มันรู้โลกรู้

 

 

            “ก่อนมาเรียนพิเศษ”

            “ใช่หรอ! แหม! เดี๋ยวนี้มาเรียนพิเศษก็ต้องรายงานเนอะคนเรา เมื่อก่อนไลน์ไปก็ไม่ค่อยจะตอบหรอก ต้องไลน์ล่วงหน้าสี่ห้าชั่วโมงนู้น” มันหรี่ตามองผม เกลียดรอยยิ้มแบบนั้นของมันจังโว้ย! ผมหยิบแก้วน้ำมาดูดแก้เขิน ก่อนจะทำตัวไม่ว่างโดยการตักนั่นตักนี่บนโต๊ะเข้าปาก

            “ก็ไม่ชอบเล่นโทรศัพท์”

            “แต่ชอบเล่นอินสตาแกรม?” มันถาม

            “อืม ก็ติด”

            “ติดอินสตาแกรมหรือติดคนในอินสตาแกรม เอาดีดี”

            “สัดนี่! กินเข้าไป!” ผมจัดการยัดข้าวเหนียวก้อนหนึ่งที่เพิ่งปั้นเสร็จเข้าปากมันไป ยูคยอมมันก็ส่งยิ้มมาให้พร้อมเคี้ยวข้าวเหนียวที่ผมป้อนด้วยความรักอย่างไม่รู้สึกผิด

 

            “...อร่อยเนอะ”

            “หึย! แล้วนายอะมองอะไร กินเข้าไปสิ!” ผมหันไปพูดกับมาร์คที่เอาแต่จ้องผมอยู่นั่น จ้องอะไรนักหนาเนี่ยไอ้หน้าบัตรประชาชนนี่

 

            ผมตัดความรำคาญโดยการตักน้ำตกหมูไปใส่ในจานของมาร์ค แล้วบอกว่าให้ลองกินดู อีกคนที่พยักหน้ารับก่อนจะตักมันเข้าปากไป

            และไม่ใช่แค่น้ำตกหมูที่มันกินได้นะ... คือทุกอย่างบนโต๊ะ แม้กระทั่งตำปูปลาร้าของผม มันก็กินได้ กินได้แบบไม่เผ็ด ไม่เหม็น ไม่บ่น กินได้เรื่อยๆจนผมกับยูคยอมนิ่งจนพูดอะไรไม่ออก นี่มันอีสานบ้านเฮาป่าววะ!

            เราสามคนนั่งคุยกันไปเรื่อยจนลืมดูเวลา คุยกันไปเรื่อยจริงๆ มีบ้างที่ยูคยอมนั่งถามเรื่องการเรียนของมาร์ค ความเป็นอยู่และนั่นนู้นนี่ จนผมได้รู้ว่ามาร์คอยู่คอนโดคนเดียวตามที่แม่ของมันซื้อให้ และคอนโดของมันก็อยู่เลยซอยบ้านผมไปแค่ซอยเดียวเท่านั้น พอรู้แบบนั้นยูคยอมก็จัดการยัดเยียดมาร์คให้กับผมทันที บอกว่าต้องไปส่งเพื่อนใหม่นะ เดี๋ยวหลงนั่นนี่

 

            โอ้ยยย ไม่มีใครหลงได้เท่าแกแล้วยูค มาบ้านผมที่รามอินทรา หลงยังไงให้หลงไปอยู่ฝั่งธนได้วะ!

 

 

 

            “ถ้างั้นแยกกันกลับเลยนะ ถึงแล้วทักมาบอกด้วย”

            ผมพยักหน้าเข้าใจให้กับยูคยอมที่บอกแบบนั้นกับผม ก่อนที่พวกเราจะแยกย้ายไปตามทางกลับบ้านของตัวเอง ผมเดินออกมาพร้อมกับมาร์คที่เดินตามหลังมาเงียบๆ

 

 

            “อร่อยไหม อาหารเย็นวันนี้” ผมถามคนข้างหลังโดยที่ไม่ได้หันไปมอง...

            “อร่อยดี...” เสียงทุ้มของมาร์คตอบกลับมา ผมเดินก้มหน้ามองถนนที่เดินผ่านไปในแต่ละก้าว เอาจริงก็แอบรู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆนะ เพราะผมไม่คิดว่ามาร์คจะนั่งรอผมเรียนพิเศษ สองชั่วโมงที่ผ่านไป ไม่รู้ว่ามันนั่งรอไปได้ยังไง แต่ก็นะ...

 

 

          ขอบคุณที่รอ...

          ขอบคุณที่เดินกลับเป็นเพื่อน...

 

 

            เอาจริงผมไม่เคยมีเพื่อนเดินกลับบ้านด้วยกันมาก่อน เพราะชีวิตผมพอเลิกเรียนก็ต้องไปเรียนพิเศษต่อ เพื่อนที่โรงเรียนก็อยู่กันคนละทางหมด กับยูคยอมเราก็ได้เจอกันแค่สามครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ได้เรียนพิเศษด้วยกันทุกวันหรอก การได้มีเพื่อนมานั่งรอเรียนพิเศษ ได้เดินกลับบ้านพร้อมกัน ได้กินข้าวด้วยกันแบบนี้

 

            มันก็ดีเหมือนกัน..

            รู้สึกเหมือนมีเพื่อนใหม่จริงๆแล้วแหะ

 

 

            “คงหิวมากเลยสิ นั่งรอฉันเรียนพิเศษจนฟ้ามืดเลย”

            “นิดหน่อย แต่ระหว่างรอก็กินแซนวิชไปแล้ว” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มาร์คเดินเข้ามาใกล้ผม จนตอนนี้เรากำลังเดินไปพร้อมๆกัน ผมก้มมองปลายเท้าของเราทั้งสองที่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

 

 

          ซ้าย

          ขวา

          ซ้าย

          ขวา

          หึ! ตลกดีแหะ เราเดินพร้อมกันเฉยเลย

 

 

            “ความจริงนายกลับคอนโดนายไปก่อนก็ได้นะ ไม่เห็นจำเป็นต้องรอ...” ผมบอกแบบนั้น สายตาผมหันไปมองอีกคนที่เดินอยู่ข้างกัน

            “....” มาร์คเงียบ และไม่ตอบอะไรกลับมา ผมเห็นเขาก้มหน้าลงเล็กน้อยเหมือนกำลังมีอะไรปิดบังผมอยู่

 

          อย่าบอกนะว่าที่รอผมคือตัวเองกลับบ้านไม่เป็นอะ

 

            “อย่าบอกนะ...”
            “ฉันลืมทางกลับคอนโด...”

            “ห้ะ...” จริงหรอวะ!

            “จำได้แค่ชื่อคอนโด ตอนแรกก็กะจะกลับก่อนตอนนายเข้าเรียนแล้ว แต่พอขึ้นแท็กซี่ บอกชื่อคอนโด เขาก็ถามว่าอยู่แถวไหน แต่ฉันลืม...” มาร์คตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เจือป่นไปด้วยความอาย

 

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ตลกอะ!” ผมใช้มือกุมหน้าท้องตัวเอง ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาอย่างไม่อายใคร ก็นะ ให้อายใครล่ะ นี่มันสามทุ่มกว่าแล้ว ผู้คนก็ไม่ได้เยอะเหมือนตอนเวลาเลิกงานแล้วนิ แต่ตอนนี้คงไม่มีใครอายไปกว่ามาร์คที่ลืมทางกลับคอนโดตัวเองแล้วแหละครับ ฮ่าฮ่าฮ่า

 

            “....” มาร์คหันมองผมตาขวาง ไม่สิ ไม่ใช่ตาขวาง แต่มันเป็นสายตาที่กำลังบอกผมว่า อย่าล้อ มากกว่า หึ! หนุ่มหล่อหน้าบัตรประชาชนคนนี้ก็มีเรื่องเปิ่นๆเหมือนกันแหะ

 

            “นายมาอยู่ไทยได้กี่วันแล้วเนี่ย ถึงจำที่ตั้งคอนโดตัวเองไม่ได้อะ” ผมถามกลับ ดีนะที่คอนโดของมาร์คอยู่ใกล้กับบ้านผม ผมเลยพอรู้จักและได้ยินชื่อคอนโดนี้มาบ้าง

            “....” นิ้วสองนิ้วของอีกคนชูขึ้นมาตรงหน้าผม

            “สองอาทิตย์หรอ?” ผมถามกลับ

            “สองวัน”

            “ห้ะ!” งั้นแสดงว่าคือเมื่อวานมันเพิ่งมาไทย และวันนี้มันมาเรียนเลยงั้นสิ เดี๋ยวนะ! ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่แปลกอะที่จะจำไม่ได้ ผมถอนหายใจออกมาอย่างหนัก เห้อ สงสัยคงต้องสอนอะไรอีกเยอะเลย สองอาทิตย์ที่ครูฝากฝังให้ผมสอนเขาเรื่องการเรียนนี่คงไม่ใช่แล้วแหละ คงต้องสอนเรื่องการใช้ชีวิต และการจำชื่อถนนด้วยละมั้ง

 

 

            “.....” มาร์คหันมามองหน้าผมที่เพิ่งจะถอนหายใจออกมานิ่ง

 

            อะไรกันเนี่ยไอ้บรรยากาศแบบนี้ ตอนนี้เราทั้งคู่ต่างหยุดยืนอยู่ตรงใต้หลอดไฟริมทางเดิน แสงสีส้มที่สาดเข้ามากระทบกับใบหน้าของอีกคนมันทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะพูดคำว่าหล่อออกมาในใจ วันนี้ผมชมคนๆนี้ว่าหล่อไปกี่ครั้งแล้วนะ

           

 

พรึบ!

 

            อยู่ๆมาร์คก็เอื้อมมือออกมาเหมือนจะมาจับที่หัวของผม แต่ผมกลับถอยหลังออกอย่างอัตโนมัติ นั่นแหละ เพราะสัญชาตญาณล้วนๆ มาร์คขมวดคิ้วเป็นป่มเล็กน้อยก่อนจะเก็บแขนของตัวเองกลับที่เดิม

 

            “แมลง”

            “....” ผมนิ่งกับคำที่มาร์คพูดออกมา... อา คงเห็นแมลงเม่าแน่ๆ ก็เรายืนอยู่ใต้หลอดไฟนิ

            “โทษที”

            “ป่าวๆ ไม่เป็นไร แค่ตกใจเฉยๆ” ผมรีบตอบกลับอีกคนไป ก็ไม่อยากให้รู้สึกผิด ปกติผมไม่ค่อยชินกับเวลาที่ใครมาโดนเนื้อโดนตัวอยู่แล้ว ยิ่งกับเพื่อนใหม่ที่ควบตำแหน่งคนที่เพิ่งรู้จักกันวันแรกอย่างมาร์ค ผมยิ่งไม่ชิน

            “อืม”

            “กลับกันเถอะ วันนี้กลับแท็กซี่เลยแล้วกัน ถ้ารอรถเมล์คงอีกนาน มืดแล้วด้วย”

            ผมรีบเดินออกไปริมฟุตบาท มือขวาของตัวเองกวักเรียกแท็กซี่ที่มีไฟสีเขียวคำว่า ว่าง ที่แสดงอยู่ด้านหน้ารถ ผมเปิดประตูเข้าไปบอกจุดหมายปลายทาง เมื่อเขาพยักหน้ารับผมก็กวักมือเรียกมาร์คให้เข้ามานั่งข้างๆที่เบาะหลัง

 

            แสงไฟตามทางถนนที่มืดมิดสาดส่องเข้ามาในตัวรถเป็นครั้งคราวเมื่อมันขับเคลื่อนผ่าน ผมใช้แขนท้าวคางของตัวเองพร้อมกับทอดสายตามองออกไปยังนอกหน้าต่าง ในหัวสมองก็คิดเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย รวมไปถึงคิดว่าเมื่อกลับไปบ้านจะต้องทำอะไรต่อดี อาจจะอ่านหนังสือ ทำการบ้าน หรืออื่นๆ ผมไม่ได้หันไปมองอีกคนที่นั่งข้างกันด้วยซ้ำว่าเขาทำอะไรอยู่

            แต่ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ช่างเถอะ

            ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอก

 

            เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมงกว่า รถแท็กซี่คันเหลืองก็มาจอดยังป้ายรถเมล์แถวบ้านผม ผมบอกให้เขามาจอดตรงนี้เองแหละ เพราะป้ายรถเมล์แห่งนี้คือจุดเดียวที่มันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างบ้านผมกับคอนโดของมาร์ค

 

          คนละครึ่งทาง...

 

 

            ผมหยิบเงินที่เท่ากับจำนวนตัวเลขที่แสดงบนหน้าจอมิเตอร์ออกมา แต่ยังไม่ทันที่จะได้จ่าย มาร์คก็ยื่นแบงค์สีม่วงออกมาให้กับคนขับซะก่อน

 

            “จ่ายให้” เขาพูดแบบนั้น

            เออ! ก็ดี ได้นั่งรถฟรีก็ดีเหมือนกัน ไม่เปลือง

             

            “พรุ่งนี้ถ้าไปโรงเรียนไม่ถูก ก็รอที่ป้ายรถเมล์ฝั่งนู้นนะ” ผมใช้นิ้วชี้ไปยังที่นั่งรอป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม มาร์คพยักหน้าเป็นการรับรู้ เราไม่ได้คุยอะไรกันไปมากกว่านั้น นอกจากต่างคนต่างบอกว่ากลับบ้านดีๆ และเราก็เดินแยกจากกันไป

 

            มาร์คเดินไปตามทางที่มีจุดหมายเป็นคอนโดของตัวเอง ส่วนผมก็หันหลังเพื่อเดินกลับบ้านที่รออยู่

 

            ด้ายซ้ายของป้ายรถเมล์

            เป็นบ้านผม...

 

            ส่วนด้านขวาของป้ายรถเมล์

            ก็คือคอนโดของมาร์ค

 

            ที่อยู่ของเราห่างกันไม่ถึงแปดร้อยเมตร

            และมีป้ายรถเมล์ตรงนี้

          เป็นจุดกึ่งกลาง...

 

 

 

แชะ!

 

 

            ภาพของแสงไฟหน้าบ้านของผมปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์อย่างอัตโนมัติเมื่อผมกดถ่าย แสงสีเหลืองนีออนที่ถูกสร้างขึ้น กับความมืดที่มาจากท้องฟ้า และแสงจันทร์ที่พระเจ้าออกแบบ ทุกอย่างดูเข้ากันอย่างที่ผมอธิบายไม่ถูก

            อินสตาแกรมของผมถูกเปิดขึ้นมาก่อนที่มือของตัวเองจะจัดการอัพรูปนั้นลงไปในโลกโซเชียล พร้อมกับแคปชั่นที่ว่า

 

 

          ฝันดีนะ :) ’

 

         

            ไม่รู้หรอกว่ากำลังบอกใครอยู่

            แต่แค่อยากให้รู้

 

 

            ว่า

          ฝันดีนะ :-)

 

 

 

Good night :)

             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

 

 

#ออนอินสตาแกรม

bambam1a x mtuan

ตอนใหม่มาแล้ว !! ทุกคนเราอาจจะแบ่งตอนแบบงงๆในช่วงแรกนะ

เพราะความจริงเรื่องนี้เราแต่งใน word ยาวเลย ไม่ได้แยกตอนเอาไว้

เพิ่งมาแยกแต่ละตอนตอนจะลงอะ เลยไม่รู้ว่าจะแบ่งตอนยังไง

ถ้าเราแบ่งงงๆขอโทษนร้า และขอบคุณที่ติดตามงับ!!


ไปเล่นแท็กในทวิตเตอร์กันได้นร้า #ออนอินสตาแกรม


 

           

 

twitter : iamvatha (ทวิตนิยาย)

itsokaymb (ทวิตหลัก)

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 503 ครั้ง

895 ความคิดเห็น

  1. #835 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 22:26
    น่ารักทั้งแก๊งเนอะ
    #835
    0
  2. #711 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 03:23
    ขยันกวนทีนซะด้วยนะ
    #711
    0
  3. #678 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 07:47
    จริงหรอมาร์คคคคคค ไม่ได้รอ แค่ลืมทางกลับบ้านจริงหรอออออออ
    #678
    0
  4. #433 PMarkNBam (@PMarkNBam) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 14:52
    มาร์ค ต้องรู้บ้างแหละว่าเป็นน้อง
    #433
    0
  5. #360 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 19:11

    น่ารักมีแต่คำว่าน่ารัก

    #360
    0
  6. #353 rirakkuma (@prae-ploy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 01:28
    ไรท์คะ เค้ามีข้อสงสัยนิดนึง คือยูคกับแบมอยู่กันคนละโรงเรียนใช่มั้ยคะ แต่งงตรงที่ว่ายูคเป็นสภาแล้วฝากแบมเก็บชีท จดโน๊ต คือคนละโรงเรียนไม่ใช่หรอคะ อันนี้เค้างงตรงนี้น้าา
    #353
    2
    • #353-1 imvatha (@imvatha) (จากตอนที่ 2)
      25 มิถุนายน 2562 / 01:39
      ยูคกับแบมเรียนพิเศษที่เดียวกันงับ บางครั้งเวลาที่ยูคมาเรียนพิเศษไม่ได้เพราะติดงานสภา(ช่วงที่มีกิจกรรมที่โรงเรียนหรืออื่นๆ) ยูคก็ฝากให้แบมเก็บชีทและจดโน๊ตที่เรียนพิเศษไว้ให้ครับ แต่เรียนกันคนละโรงเรียน
      #353-1
    • #353-2 rirakkuma (@prae-ploy) (จากตอนที่ 2)
      1 กรกฎาคม 2562 / 01:50
      อ่ออ เข้าใจแล้วขอบคุณค่ะะ
      #353-2
  7. #131 akw0922 (@akw0922) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 00:52
    เนื้อเรื่องน่ารักมากๆเลยชอบนะคะเป็นกำลังใจให้นะ
    #131
    0
  8. #94 khunsom08 (@khunsom08) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 00:18
    มาร์คอยากมาเจอแบมปะ
    #94
    0
  9. #24 NUNKORNKANOK (@NUNKORNKANOK) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 23:18
    นิยายน่ารักมากก ขอบคุณนะคะ
    #24
    0
  10. #4 EHMB98 (@kimoojikimooji) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 12:29
    กี้ด น่ารักมากค่ะ มาร์คจะเอะใจมั้ยน้า ชื่อแบมแบม 555555
    #4
    0
  11. #3 YINGOPS69 (@yingbie) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 15:13
    นิยายน่ารักดีค่ะ แต่อยากให้แก้คำว่า นร้า อารมณ์ค่อนข้างสะดุดนิดหน่อยค่ะ ฮื้อ
    #3
    0
  12. #2 KuenNun (@KuenNun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 13:31
    โอ้ยย ฟินมากก
    #2
    0