#ออนอินสตาแกรม - markbam

ตอนที่ 18 : 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 293 ครั้ง
    7 ก.ค. 62

 


17

 

 


            เช้าที่แสนสดใสของวันใหม่กำลังเริ่มขึ้น จริงๆมันควรจะสดใสกว่านี้ถ้าผมไม่โดนปลุกให้ตื่นตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า ความงัวเงียจากการนอนหลับที่ไม่เพียงพอมันทำให้ผมมายืนสัปหงกก้มๆเงยๆล้างหน้าแปรงฟันตอนเช้ามืดแบบนี้ ง่วงก็ง่วง อยากนอนต่อก็อยาก แต่ไอ้เสียงนกหวีดที่ถูกเป่าตอนหกโมงตรงนั้นมันทำให้ผมหงุดหงิด ไหนจะเสียงประกาศจากครูฝึกที่คอยตะโกนออกลำโพงอีกว่าถ้าใครเสร็จแล้วให้ออกมาด้านนอกบ้านพักนั่น เล่นเอาหูผมจะแตกตั้งแต่เช้า

 

 

            ตอนนี้ผม มาร์ค ดีล และแม็กออกมานั่งสัปหงกกันอยู่ตรงม้าหินอ่อนด้านหน้าร้านค้าของค่าย เอาจริงคนที่นั่งสัปหงกก็มีแค่ผมกับดีลสองคนเท่านั้นแหละ วันนี้อากาศตอนเช้าที่ราชบุรีมันแอบเย็นหน่อยๆด้วย ผมเลยหยิบเสื้อยีนส์ที่ใส่ตอนมาออกมาใส่เอาไว้ มือทั้งสองซุกเข้าในกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้างเพื่อหาความอุ่น ความจริงอากาศแบบนี้ผมควรได้นอนต่ออะ มันน่านอนมากๆเลย

 

            “ไม่ไหวแล้วว่ะมึง” ดีลพูดเสียงอู้อี้อยู่ข้างหูผม มันวางหัวหนักๆของมันมาพิงบนหัวไหล่ผมอย่างงัวเงีย ส่วนผมเองก็เอียงคอไปซบกับหัวแข็งๆของมันอีกที บอกเลยว่าตอนนี้ผมยังไม่หายง่วงเลยครับ

            “พรุ่งนี้ได้กลับแล้ว คิดในแง่ดี หาวววว” ผมอ้าปากหาวออกมาอย่างง่วงนอน มือของผมยกโกโก้ร้อนที่ทางค่ายมีบริการให้ทุกคนสามารถเดินไปชงเองได้บริการอยู่ด้านหน้าลานรวมพลขึ้นดื่ม อากาศเย็นๆบวกกับโกโก้อุ่นๆมันเป็นอะไรที่เข้ากันอย่างถึงที่สุดบอกเลย

 

            “มอนิ่งทุกคน เป็นไงบ้างเมื่อคืน” ผมหันมองเสียงผู้หญิงที่เอ่ยทักพวกเรา ควีนเดินมานั่งที่เก้าอี้ว่างข้างผม เธออยู่ในชุดคล้ายๆผมก็คือเสื้อยืด กางเกงวอร์มและเสื้อคลุมตัวยาวที่ควีนซุกมือลงกระเป๋าทั้งสองข้าง

            “หนาวมาก ตอนกลางคืนอะ” ดีลบ่น

            “เออใช่ ของเราก็หนาว ดีว่าเอาหมอนผ้าห่มมาด้วย เลยพอช่วยได้หน่อย” ควีนพยักหน้าเห็นด้วย

            “เมื่อคืนหนาวหรอวะ? กูไม่เห็นหนาว” ผมว่า ก็จริงๆอะ เมื่อคืนผมว่ามันก็ไม่ได้หนาวเท่าไหร่นะ ออกจะสบายด้วยซ้ำ เป็นความเย็นที่พอเจอผ้าห่มแล้วอุ่นกำลังสบาย

            “มึงจะหนาวอะไร เมื่อคืนกูเห็นมึงห่มผ้าห่มตั้งสองผืน”

            “...? กูหรอ?” ผมใช้นิ้วชี้มาที่ตัวเองอย่างงงๆ คือผมจะห่มผ้าสองผืนได้ยังไงอะ ในเมื่อผมไม่ได้เอาผ้าห่มตัวเองมา ที่ห่มเมื่อคืนก็ใช้ผ้าห่มที่ค่ายมีให้แค่ผืนเดียวเองนะ

            “เออดิ”

            “คงมีใครห่มให้มึงล่ะมั้ง” ผมหันไปมองแม็กที่นั่งถัดจากดีล มันพูดข้อสันนิษฐานของตัวเองออกมาก่อนที่มันจะยกโกโก้ร้อนแก้วของมันเองขึ้นดื่มอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ผมหรี่ตามองหน้าแม็กอย่างหาคำตอบและในหัวก็พลางคิดถึงข้อสันนิษฐานที่มันพูด..

            ถ้าจะบอกว่ามีคนห่มผ้าให้ผมงั้นหรอ..? คนที่นอนข้างผมมันก็มีไอ้ดีลป่าววะ แต่คงไม่ใช่มันหรอก เพราะเมื่อกี้มันยังพูดเหมือนหมั้นไส้ผมอยู่เลยที่นอนห่มผ้าสองผืน แต่ถ้าไม่ใช่ไอ้ดีล ถ้างั้นก็คงเป็น....

 

           

           

 

ปรี๊ดดด!!

 

            ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามอะไรมาร์คเพื่อแก้ข้อสงสัย เสียงนกหวีดเพื่อเรียกรวมพลก็ดังขึ้น ทุกคนต่างรีบเก็บข้าวของและทิ้งแก้วกระดาษที่ใช้เมื่อกี้ลงถังขยะ ก่อนจะรีบวิ่งไปยังลานรวมพลทันที

            เช้าวันนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากครูฝึกจะให้พวกเราได้ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายกันเล็กๆน้อยๆ วันนี้ครูกรบอกว่าจะมีการเข้าฐานกิจกรรมใหญ่กัน ซึ่งหลังจากที่กินข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ให้พวกผมเข้าที่พักมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่มันทะมัดทะแมงพร้อมที่จะไปเผชิญโลกกว้างให้เรียบร้อย รองเท้าผ้าใบคอนเวิร์ดคู่เก่าที่ผมเตรียมมาเพื่อเข้าฐานใหญ่ถูกหยิบออกมาจากถุงรองเท้าในกระเป๋าตัวเอง ซึ่งก่อนมาค่ายพี่ฌอนได้บอกในที่ประชุมแล้วว่าให้เตรียมรองเท้าผ้าใบที่พร้อมทิ้งมาใส่ด้วย เพราะมันจะมีฐานที่ต้องลงโคลน ที่เมื่อลงไปแล้วผ้าใบที่ใส่จะไม่มีวันกลับมาสดใสได้อีกแน่นอน เพราะงั้นรองเท้าที่อยู่ในห้องเก็บของที่บ้านผมจึงถูกหยิบออกมาใส่อีกครั้งในวันนี้

           

 

            อยากขอบคุณรองเท้าคู่เก่าคู่นี้จริงๆที่เสียสละพลีชีพมาลงโคลนแทนรองเท้าคู่อื่นในตู้รองเท้าของผม

            สัญญาเลยว่าถ้ากลับบ้านไป จะนำไปทิ้งในถังขยะที่หรูที่สุด

 

 

 

 

 

 

            ทันทีที่ทุกคนเปลี่ยนชุดพร้อมเข้าฐานเสร็จ ทุกคนก็มานั่งรวมพลกันที่ลานเหมือนอย่างเดิม ตอนนี้ผมอยู่ในชุดที่ตัวเองเตรียมมาเพื่อเข้าฐานโดยเฉพาะ กางเกงยีนส์ตัวเก่าที่ผมไม่ค่อยได้ใส่มันถูกผมหยิบมาใส่ในวันนี้ เสื้อยืดสีดำสนิทที่ได้มาตอนเข้าค่ายหัวหน้าห้องตอนมาสี่ก็ถูกผมหยิบมาใส่เช่นกัน ผมนั่งขัดสมาธิมองตรงไปยังครูกรที่ยืนถือไมค์อยู่ตรงหน้า

 

            “ทุกคนเตรียมพร้อมกับการลงฐานแล้วนะครับ!

            “ครับ/ค่ะ!!!

            “หลังจากนี้จะเป็นการเข้าฐานใหญ่ เราจะให้ทุกคนแบ่งเป็นชายหญิงนะครับ ให้ผู้ชายเดินนำ และผู้หญิงตามหลังนะครับ”

            “ครับ/ค่ะ!!!

            “ในนี้มีใครไม่สบาย หรือมีผู้หญิงคนไหนมีประจำเดือนหรืออะไรไหมครับ?” ผมนั่งหันซ้ายหันขวามองคนอื่นที่เริ่มยกมือและบอกเหตุผลกันสี่ห้าคน ผมเห็นผู้หญิงบางคนก็เริ่มยกมือบอกว่าตัวเองมีประจำเดือนกัน รวมทั้งควีนที่นั่งอยู่หน้าแถวที่ผมนั่งก็ยกมือขึ้นเช่นกัน ถ้าเป็นแบบนั้นแสดงว่าควีนก็คงไม่ต้องเข้าฐานสินะ

 

 

            “ที่เหลือพร้อมเข้าฐานกันหมดทุกคนนะครับ”

            “ครับ/ค่ะ!!!

            “ถ้างั้นทุกคนแบ่งแยกชายหญิงครับ ผู้ชายเดินตามครูทีไป ส่วนผู้หญิงให้เดินตามครูฉายไปนะครับ ทุกคน ลุก!!!” เสียงนกหวีดจากครูกรทำให้พวกผมทุกคนลุกแบ่งแยกชายหญิงในทันที เพื่อนส่วนที่ไม่ได้เข้าร่วมฐานถูกแยกไปเป็นฝ่ายพยาบาลคอยดูแลเพื่อนคนอื่นๆในตอนที่ไม่ไหว ผมเดินไปต่อท้ายหลังไอ้ดีล ส่วนมาร์คก็เดินมาต่อหลังผมอีกทีหนึ่ง

 

            การเข้าฐานแรกเริ่มต้นด้วยอะไรง่ายๆที่ไม่เลอะเปรอะเปื้อนมากนัก อย่างการโหนเชือกเพื่อข้ามแอ่งน้ำโคลนที่อยู่ตรงกลางไป.. คือที่ผมบอกว่าไม่เลอะมากก็คือถ้ารอดก็ไม่เลอะไง และผมเชื่อว่าผมต้องรอด ผมยืนมองไอ้ดีลโหนเชือกข้ามไปได้อย่างหวุดหวิด มือของผมจับเชือกในมือแน่น พี่ทหารที่ดูแลเอาแต่บอกให้ผมใจเย็นๆ ไม่ต้องตื่นเต้น ยังไงก็ข้ามได้อยู่แล้ว โอ้โห อยากบอกว่าพี่ก็พูดได้สิ พี่ไม่ใช่คนโหนนี่ พี่เขคิดว่าพวกผมเกิดในป่าเป็นทายาททาซานกันรึไงวะ

 

           

            “แบมเร็ว! ฐานต่อไปสนุก!” เสียงไอ้ดีลตะโกนข้ามฝากมาบอกให้ผมรีบโหนไปหามันสักที

            “ใจเย็นๆ จับเชือกสูงๆ แล้วก็จับให้แน่น พอเท้าเหยียบพื้นอีกฝั่ง นายก็ปล่อยเชือกแล้วทรงตัว ไม่ยากหรอก” มาร์คที่ยืนต่อหลังผมอยู่พูดขึ้น

            “เออ ไอ้นี่เก่งนิ เราอ่ะทำตามที่เพื่อนบอกเลย ไม่ตก เชื่อพี่” พี่ทหารบอกผม รอยยิ้มของมาร์คที่กำลังมองมาเหมือนให้กำลังใจนั่น มันไม่ได้ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาสักนิด (T^T) ผมหัวเราะแห้งก่อนจะหันมาโฟกัสกับเชือกตรงหน้าที่จับอยู่อีกครั้ง จมูกสูดหายใจเข้าลึก ก่อนที่จะตัดสินใจทิ้งน้ำหนักลงไปที่เชือกและโหนมันเพื่อข้ามแอ่งน้ำโคลนนี้ไป

 

 

            เอาว่ะ! ต้องรอด! ถ้าไม่รอดก็แค่อาย

 

 

 

            และ

 

 

 

            เยส! รอดแล้ว!

            ผมยกยิ้มขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่าเท้าตัวเองข้ามเหยียบดินอีกฝั่งเรียบร้อย ผมหันไปมองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม มาร์คยกยิ้มขึ้นส่งมาให้ผม แถมยังแอบเห็นมือข้างที่ไม่ได้จับเชือกอยู่กำลังแอบยกนิ้วโป้งส่งมาให้ผมแบบไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนักอีกด้วย ผมหัวเราะออกมาเบาๆกับท่าทางแบบนั้น ก่อนจะหันหน้าวิ่งไปด่านต่อไปต่อ

 

            การเข้าฐานครั้งใหญ่ในครั้งนี้มันก็ไม่ได้น่าเบื่อหรือน่ากลัวอย่างที่คิด การที่ตัวเองได้วิ่งคลุกดินคลุกโคลนโดยไม่ห่วงเรื่องความสะอาด มันทำให้ผมคิดถึงตัวเองตอนเด็กที่เวลาจะเล่นอะไรสักที ก็เล่นแบบทุ่มสุดตัวจนเนื้อตัวมอมแมมกลับบ้านอยู่ตลอด ตอนนี้ผมกำลังสนุก สนุกที่ได้เล่นนั่นนี่กับเพื่อน ถามว่าลำบากไหมที่ต้องเผชิญโคลนและฐานต่างๆ ก็บอกเลยว่าลำบากแหละ แต่สนุกไง สนุกมากเลยด้วย

 

 

            “ฐานต่อไป เป็นฐานลวดหนามนะครับ” ผมยืนมองครูฝึกประจำฐานอธิบายฐานต่อไปที่ผมจะเข้า มันเป็นฐานลวดหนามที่เราจะต้องรอดผ่านไปให้ได้ โดยการนอนหงายและให้ใช้ข้อศอกดันตัวเองไปข้างหน้าเรื่อยๆเพื่อรอดผ่านไป เอาจริงฐานนี้มองจะสะอาดที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับฐานอื่นๆ เพราะพื้นของฐานนี้มีแค่ดินและฝุ่นเท่านั้น แต่มันกลับไม่ใช่ เพราะฐานที่ผมเข้าก่อนหน้านี้มันเป็นน้ำโคลนไง เพราะงั้นตัวผมในตอนนี้จึงเปียกและชื้น แถมเต็มไปด้วยโคลนที่เกาะอยู่ตามตัวเต็มไปหมด บอกเลยว่าถ้าผมได้ลงไปเจอดินกับฝุ่นของฐานนี้ละก็ เหลือแค่ให้ผมลงกระทะ ผมก็จะกลายเป็นกุ้งชุบแป้งทอดโดยสมบูรณ์แล้วครับ

           

 

            “สนุกขนาดนั้นเลยหรอ” ผมหันมามองมาร์คที่กำลังยืนฟังครูอธิบายข้างๆ

            “สนุก” ผมยิ้ม

            “ดีแล้ว”

            :)” ใบหน้ายกยิ้มให้อีกคน ก่อนจะสะบัดผมหน้าม้าที่ยาวปิดตาไปกว่าครึ่งให้หลบพ้นไม่ให้บังวิสัยทัศน์ออก

            “กลับไปต้องตัดผมจริงๆแล้วนะ ไม่รำคาญรึไง”

            “ไม่ค่อยเท่าไหร่”

            “มัดผมไหม จะได้ไม่ลำบาก” มาร์คว่า ผมพยักหน้าสองสามเป็นการเห็นด้วย ก่อนจะหันมองซ้ายขวาหาทีมพยาบาลสักคนเพื่อขอยางมามัด

 

            “ควีน! มียางมัดผมไหม?” ควีนหันมองผมอย่างงงๆ ในมือของเธอมีกล่องพยายามที่ได้มาจากครูฝึกถืออยู่ ควีนเดินเข้ามาใกล้ผมก่อนที่เธอจะดึงยางที่ข้อมือออก

            “มีแต่ยางนี่อะ ได้ไหม?” ผมพยักหน้ารัวๆ

            “มัดผมหน้าขึ้นให้หน่อย มันยาวบังตาอะ” ผมว่า ควีนชะงักไปแปปหนึ่งก่อนจะหันไปส่งกล่องพยาบาลให้เพื่อนอีกคนที่เดินตามมาเอาไปถือ จริงๆผมก็ไม่อยากรบกวนเธอให้มัดให้หรอก แต่มือผมมันเลอะนิ ทำไงได้ ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ควีน เพื่อให้อีกคนจับผมหน้าม้าขึ้น และค่อยๆมัดรวบให้มันกลายเป็นทรงแอปเปิ้ลเรียบร้อย

 

 

            “เสร็จแล้ว”

            “ขอบคุณนะ” ผมยิ้ม

            “เอาทิชชู่ไหม? แก้มแอบเลอะนะ”  ควีนว่า ผมเลยพยักหน้ารับ ควีนเดินกลับไปหยิบทิชชู่จากเพื่อนมาก้อนหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาใกล้ผม และเอื้อมมือมาเช็ดที่แก้มผมเบาๆ ผมมองการกระทำเหล่านั้นนิ่งอย่างไม่ได้พูดอะไร ควีนตั้งใจเช็ดมากๆ สัมผัสอ่อนโยนอย่างผู้หญิงถูกส่งมาให้ผมช้าๆ ก่อนที่ไม่นานมือนั้นจะละออกไปจากไปหน้า

 

            “ขะ..ขอบคุณนะ” ผมว่า

            “ไม่เป็นไร :)

 

 

 

            ผมละความสนใจจากเธอไปก่อนจะหันไปสนใจฐานตรงหน้าต่อเหมือนเดิม ตอนนี้ครูฝึกประจำฐานเริ่มปล่อยนักเรียนแถวหน้าเริ่มทำฐานนี้กันแล้ว โดยให้ทำฐานครั้งละสามคน และผมก็กำลังยืนต่อคิวเพื่อเข้าฐานเช่นกัน สายตามองไปยังเพื่อนที่กำลังค่อยๆสไลด์ตัวกันช้าๆอย่างนึกสนุก

 

            “เป็นไรป่าว?” ผมหันไปหามาร์คที่อยู่ๆก็เอื้อมมาจับมือผมเอาไว้ มาร์คมองมาที่ผมเหมือนมีอะไรจะพูดสักอย่าง ผมขมวดคิ้วมองอีกคนอย่างเป็นห่วง เพราะกลัวว่าอีกคนจะรู้สึกไม่ดีหรือเป็นอะไรรึป่าว ในใจก็นึกอยากจะใช้มือตัวเองไปทาบที่หน้าผากอีกคนเพื่อวัดอุณหภูมิในร่างกายหรอกนะ แต่มือผมเลอะนิ สุดท้ายก็ทำได้แค่จับมือนั้นตอบ

 

            “ป่าว”

            “ถ้ารู้สึกไม่ดีก็บอกครูเขาได้นะ ไม่ต้องเข้าฐานแล้วก็ได้”

            “ป่าว”

            “มาร์ค...”

            “แค่อยากจับมือเฉยๆ”

            “.....”

            “ตาแบมแล้ว”

            ผมหันไปมองด้านหน้า ละความสนใจจากมาร์คไปและค่อยๆนอนหลายหน้าขึ้นมองท้องฟ้า และเริ่มทำฐานนี้บ้าง ผมค่อยๆสไลด์ตัวมาจนถึงเกือบครึ่งทาง ตอนเป็นคนยืนมองดูเพื่อนทำฐาน ผมว่าฐานมันก็ไม่ได้ยาวขนาดนี้ป่าววะ แต่ทำไมพอได้มาทำฐานเองแล้วแม่งทางโคตรไกลเลย ไกลจนคิดว่ามันไกลเกินแล้วอะ ผมกัดฟันสู้จนสไลด์ตัวมาจนถึงทางออก และเริ่มวิ่งไปทำฐานถัดไปต่อ

 

 

 

            ตลอดช่วงบ่ายเป็นการเข้าฐานแบบเต็มๆ ผมเหนื่อย ทุกคนเหนื่อย ความสนุกในตอนแรกที่ได้เข้าฐาน มันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเหนื่อยล้าเมื่อการเข้าฐานจบลง ผมทิ้งตัวนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนสนามหญ้ากว้างเพื่อรอเพื่อนคนอื่นให้เข้าฐานกันให้เสร็จ เสียงหอบหายใจเหนื่อยถูกพ่นออกมาจากเพื่อนบางคนที่นั่งอยู่ข้างกัน ผมยกแก้วน้ำที่ได้มาจากทีมพยาบาลขึ้นดื่มเพื่อดับกระหายก่อนจะยื่นมันคืนให้กับคนที่มาเก็บแก้วเมื่อมันหมด

 

 

            “เหนื่อยว่ะ” ไอ้แม็กที่นั่งข้างผมหันมาพูด ตอนนี้ผมเหลืออยู่กับไอ้แม็กแค่สองคน เพราะฐานสุดท้ายมันเป็นการวิ่งที่ต้องใช้ความเร็ว เพราะงั้นผมเลยพลัดหลงกับทั้งไอ้ดีลและมาร์คจนได้มานั่งข้างไอ้แม็กแบบนี้

            “อืม เหนื่อย อยากอาบน้ำแล้วเนี่ย”

            “ละไอ้ดีลไปไหน? นึกว่าอยู่กับมึง” มันมองซ้ายมองขวาเพื่อหาแฟนตัวเอง

            “มึงอะทิ้งมันไปอยู่กับเพื่อนห้องสอง มันเลยทิ้งมึงบ้างไง”

            “ปากดีจัด”

            “แบร่ :P

            “แล้วนี่คิดว่าน่ารักรึไงถึงทำผมทรงแอปเปิ้ลเนี่ย” มันด่าผม ไอ้แม็กเอื้อมมือมาจับหมับเข้าที่จุกบนหัวผมก่อนจะส่ายไปมาอย่างหมั้นไส้ เหอะ! นี่ถ้ามันไม่เช็ดมือแล้วผมคงลุกตะโกนด่ามันยับอะที่ทำผมของผมเลอะโคลน แต่มันเช็ดมือด้วยทิชชู่เปียกที่ควีนเอามาให้แล้วไง ผมเลยไม่อะไรนอกจากมองค้อนมันไปหนึ่งที

 

            “ไม่น่ารักเหมือนกู ก็อย่ามาทำตัวอิจฉากันนะครับ” ผมว่า

            “ส้นตีน ฮ่าฮ่าฮ่า”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

 

            เสียงพูดคุยดังขึ้นไปทั่วบ้านพักฝ่ายชายหลังแรก แสงแดดของวันตกพ้นดินไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนหลังอาหารมื้อเย็นจบ ผมนั่งเช็ดผมที่เปียกชื้นให้แห้งสนิทอยู่บนเบาะนอนของตัวเอง ตอนนี้เป็นเวลาพักที่ยาวนานที่สุดของเหล่านักเรียนค่ายทุกคน เพื่อจะได้ให้ทุกคนเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมสุดท้ายของวัน นั่นคือกิจกรรมรอบกองไฟ

           

           

            “มึง ชุดกูไม่เท่”

            “มึงเป็นคนแคระ มาเท่อะไรวะ” ผมเงยหน้าตอบคนที่ยืนหน้าบึงในชุดเอี๊ยมสีส้มสว่าง ไอ้ดีลทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะนอนของมันเองเสียงดังเหมือนกำลังไม่พอใจกับชุดที่ตัวเองใส่อยู่ ก็นะ มันเป็นคนแคระอะ ชุดมันก็ต้องประมาณนี้ป่าววะถึงจะเหมาะ แต่ว่านะ ใครให้มันเสนอตัวเองผู้สูงเกือบร้อยแปดสิบมาเป็นคนแคระวะ... ผมถามหน่อย

 

            “สม อยากเสนอตัว” ไอ้แม็กว่า      

            “อย่ามา กูรู้ว่ามึงมองกูน่ารัก”

            “มโนว่ะ ส้มสว่างยังกับไฟจราจรแบบนั้นเนี่ยนะน่ารัก”

            “กูแฟนมึงนะแม็ก! กูต้องน่ารักในสายตามึงดิ!

            “กูบอกแล้วว่าให้อ่านนิยายน้อยๆหน่อย คือมึงเป็นแฟนไง ไม่ใช่คิตตี้ที่จะทำอะไรแล้วน่ารักไปซะทุกอย่าง”

            “แม็ก!!

            ผมนั่งขำมองพวกมันสองคนเถียงกัน ทั้งแม็กและดีลต่างเป็นคู่กัดกันมาตั้งแต่มอสี่แล้ว ใครแม่งจะคิดว่าสักวันมันสองคนจะมาคบกันแบบนี้วะ พอคิดย้อนไปเรื่องเก่าๆที่มันชอบทะเลาะกันแล้วผมก็หลุดขำออกมาอย่างอดไม่ได้

 

 

            เออ คิดซะว่าคู่มันน่ารักไปอีกแบบละกัน

            กัดกันทุกวัน จนมารักกันซะได้

            น่ารักดี ฮ่าฮ่าฮ่า

 

 

 

            “น้องแบม”

            “ครับพี่ทัพ” ผมละสายตาจากเพื่อนสนิทตรงหน้า หันไปมองคนที่อยู่ในชุดเอี๊ยมแบบเดียวกับไอ้ดีลแต่เป็นสีเขียว ในมือของพี่เขาถือกระดาษอยู่แผ่นหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นบทที่พี่เขาต้องพูดในเรื่อง นี่ก็อีกคน สูงร้อยแปดสิบกว่าดันได้มาเป็นคนแคระ บ้าไปแล้ววว

            “น้องควีนชวนไปซ้อมพากย์บทแหนะ ออกไปหาหน่อย” ผมพยักหน้ารับ พี่ทัพยิ้มให้ก่อนจะหันหลังเดินออกไปด้านนอก

            ผมหันมาค้นกระดาษในกระเป๋าที่จำได้ว่าพับเก็บไว้ออกมา บทพากย์ของผมที่จะต้องพูดเล่าเป็นเนื้อเรื่องสลับกับควีนถูกผมหยิบขึ้นมา ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปหาอีกคน

 

 

            “อ่าวแบม แล้วไอ้มาร์คอะ?” ผมหันหลังมามองดีลที่ชี้ไปยังคนที่นอนอยู่ข้างเบาะผม

            “ปล่อยให้นอนไปก่อน คงเหนื่อยๆแหละ ถ้ามึงออกมาแล้วก็ปลุกด้วยแล้วกัน เดี๋ยวกูไปซ้อมบทก่อน”

           

            วันนี้มาร์คมองเหนื่อยมากจริงๆ ตั้งแต่ที่เขาปล่อยให้เข้ามาอาบน้ำอาบท่า มาร์คก็รีบไปอาบน้ำแล้วรีบมานอนตั้งแต่ผมยังอาบไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ ตอนกินข้าวเย็นก็มองจะกินน้อยลงจนผมต้องเอื้อมไปตักมากินแทน เพราะกลัวพี่ทหารจะว่าที่อีกคนกินไม่หมดแบบนั้น ไม่รู้ด้วยว่าไม่สบายรึป่าว แต่ดูท่าแล้วคงจะไม่รอดแน่ๆ พอจะเอื้อมมือไปทาบที่หน้าผากก็กลัวว่าอีกคนจะสะดุ้งตื่นซะก่อน สุดท้ายก็เลยได้แต่ปล่อยให้นอนไปก่อนแบบนั้น

 

           

 

           

 

            “ไง มาแล้ว” ผมทิ้งตัวนั่งอยู่บนท่อนไม้หน้าชิงช้าที่ควีนนั่งอยู่ ควีนมองหน้าผมก่อนที่เธอจะยกยิ้มส่งมาให้

            “จำบทได้บ้างยัง?”

            “นิดหน่อย เออนี่เอายางมาคืนด้วย” ผมดึงยางสีดำที่ข้อมือตัวเองออกและส่งให้ควีน เธอรับไปก่อนจะสวมมันกลับเข้าที่ข้อมือตัวเองเหมือนเดิม

            “ซ้อมเลยไหม?” ผมพยักหน้าก่อนจะยกกระดาษขึ้นมาอ่านด้วยเสียงเรียบ

           

 

 

            ผมกับควีนเราซ้อมกันอยู่สักพัก พูดวนในส่วนของบทที่ผมไม่คล่อง หรือในส่วนที่ควีนพูดติดขัด การพากย์ของเราทั้งคู่เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆจนเราต่างคนต่างพอใจในส่วนของตัวเอง

           

 

 

            “ขอบคุณที่กลับมา ข้ารักเจ้า” ผมพากย์เสียงของเจ้าชายในส่วนของตัวเอง มันเป็นบทพูดของเจ้าชายครั้งสุดท้าย หลังจากที่สโนไวท์ฟื้นขึ้นจากการกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ

            “ขอบคุณที่รักข้า ขอบคุณ....”

            “ทั้งคู่โอบกอดกันอย่างโหยหา โลกใบกว้างของเจ้าชาย ถูกอีกคนเข้าเติมเต็มมันอย่างสมบูรณ์ เขารักผู้หญิงคนนี้ และพร้อมที่จะมอบทั้งหัวใจและทั้งชีวิตให้กับเธอ... ตลอดไป” ผมปรับเสียงเป็นเสียงเรียบปกติเพื่อบรรยายสถานการณ์เรื่องในตอนจบ

 

 

            “โอเคแล้วแหละ”

            “อื่อ” ผมยิ้ม มือตัวเองก็พับบทเก็บยัดเข้ากระเป๋ากางเกงที่ใส่อยู่

            “เข้าฐานสนุกไหม เราเห็นแบมเต็มที่มากเลย” ผมเงยหน้ามองคนที่แกว่งชิงช้าไปมาเบาๆ

            “สนุก ควีนน่าจะเข้า ครั้งหนึ่งในชีวิต”

            “มีประจำเดือนนิ ให้ทำไงได้”

            “อ่า... แล้วอารมณ์จะแปรเปลี่ยนไหมเนี่ย”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า บ้าหรอ”

            “เขาว่าผู้หญิงตอนมีประจำเดือนอารมณ์จะแปรปรวนนะ”

            “แค่บางครั้งเท่านั้นแหละ ไว้ถ้านายมีแฟนก็จะรู้”

            “หึ.. งั้นหรอ” ผมว่าผมคงไม่น่าจะมีแฟนเป็นผู้หญิงหรอกมั้ง ดูจากรูปการแล้ว

            “เข้าลานรวมพลกันไหม? เดี๋ยวเขาก็น่าจะเรียกแล้วนะ” ควีนชี้ไปยังลานรวมพล ผมพยักหน้าตอบก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินตามเธอไป

 

            ผมเดินถอดรองเท้าตรงด้านหน้าก่อนจะเดินขึ้นมาบนลาน สายตาทอดมองไปยังกลุ่มของตัวเองที่นั่งรวมกันอยู่เป็นแถวในท่าสบายเพื่อรอการเรียกรวม ผมเดินเข้าไปนั่งต่อหลังมาร์คที่กำลังนั่งท้าวคางหลับตานิ่ง

 

           

            “ไหวไหม? ไม่สบายรึป่าว” ผมเอ่ยกระซิบเสียงเบาข้างหูอีกคน มาร์คค่อยๆลืมตาขึ้นมองผม

            “มานั่งข้างหน้า” ผมลุกขึ้นยืนตามคำสั่งของอีกคน มาร์คถอยหลังลงไปให้ผมมานั่งหน้าเขา ผมทาบมือไปที่หน้าผากมาร์คสัมผัสถึงอุณหภูมิที่ร้อนกว่าปกติ ก่อนจะละมือออก

            “ตัวร้อนหน่อยๆนะ กินยาไหม?”

            “ไม่”

            “ไม่กินก็ไม่หาย”

            “ค่อยกินก่อนนอน”

            “เพราะเมื่อคืนนายเอาผ้าห่มให้ฉันนั่นแหละ วันนี้เลยเป็นแบบนี้ ไหนจะต้องเข้าฐานอีกต่างหาก เห้อ” ผมบ่นอีกคนที่นั่งหลับตาพริ้ม ไม่รู้หรอกว่าได้ฟังผมบ่นอยู่รึป่าว มือของผมเอื้อมไปปัดผมหน้าม้าของมาร์คให้เป็นทรง มาร์คเงยหน้าลืมตาขึ้นมาก่อนจะจับผมให้หันหน้ากลับไปที่เดิม สัมผัสหนักจากคนข้างหลังที่กำลังพิงศีรษะของตัวเองมาบนหลังของผมทำให้ผมถอนหายใจออกมาอย่างเป็นห่วง ปกติแล้วมาร์คไม่ค่อยจะเผยมุมอ่อนแอแบบนี้ออกมาหรอก เพราะงั้นพอได้เจอมุมนี้เข้าจังๆแล้วมันก็อดเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้

 

           

           

 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงการแสดงรอบกองไฟ กิจกรรมคืนที่สองก่อนกลับโรงเรียนมันสนุกมากจริงๆ บรรดาครูฝึกร่วมเอ็นเตอร์เทรนพวกเราแบบเต็มที่สุดๆ ผมนั่งขำกับโชว์ต่างๆ กิจกรรมต่างๆที่ครูฝึกจัดเตรียมไว้ให้ การแสดงละครของแต่ละกลุ่มก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะกลุ่มของผมที่ถูกครูกรแซวว่าคนแคระสูงร้อยแปดสิบกว่ามันมีที่ไหน พวกผมก็ได้แต่นั่งขำกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนในที่สุดเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงตอนจบของกิจกรรม

 

 

            “สนุกมากเลยครับ ทุกคนเก่งมากๆ” ครูกรว่าพร้อมกับปรบมือมาให้ ก่อนที่เสียงปรบมือของนักเรียนที่กลับมานั่งเข้าแถวเหมือนอย่างเดิมดังขึ้น ผมไม่ได้ปรบมือแบบเพื่อนคนอื่นหรอก เพราะตอนนี้ผมเอามือไขว่หลังไปจับมือกับอีกคนที่นั่งไม่สบายอยู่ นิ้วโป้งของผมถูไปมาที่มือหนานั่นเหมือนกำลังบอกว่าไม่เป็นไร

           

 

            ไม่อยากให้มาร์คไม่สบายแบบนี้เลยจริงๆ เพราะอีกคนเอาแต่นั่งเหม่อลอยไปเรื่อย สายตาแทบไม่ได้โฟกัสกับอะไรเลยสักอย่าง คนเก่งที่ชอบแกล้งผม ตอนนี้กลายเป็นเด็กน้อยสามขวบไปแล้ว

           

 

            “คืนนี้ใครอยากเต้นอยากร้องอยากสนุกต่อก็อยู่รอกันที่นี่ก่อนนะครับ คืนสุดท้ายแล้วผมอยากให้ทุกคนเก็บความสนุกจากค่ายนี้ไปให้เต็มที่ แต่ถ้าใครเหนื่อยก็สามารถเข้าไปนอนก่อนได้เลยนะครับ คืนนี้เราจะไม่เข้มงวดกันแล้ว และขอให้ทุกคนเตรียมเก็บของ สัมภาระให้เรียบร้อยเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านกันนะครับ”

 

            “ค่ะ/ครับ!!

            “ถ้างั้นตอนนี้แยกย้ายกันพักได้ครับ ใครที่อยู่รอปาร์ตี้สุดท้ายก็อย่าเพิ่งนอนกันนะ”

            “ค่ะ/ครับ!!

            “ใครที่ไปนอนก่อนก็ คืนนี้ฝันดีครับ”

 

            ผมหันหน้าไปหาอีกคนที่นั่งข้างหลังทันทีเมื่อกิจกรรมทุกอย่างจบลง เอาจริงปาร์ตี้ก่อนนอนผมก็อยากร่วมนะ แต่อีกใจก็คิดว่าคงปล่อยให้มาร์คอยู่คนเดียวไม่ได้เหมือนกัน มือผมเอื้อมไปจับที่ข้างแก้มของอีกคน มาร์คหลับตารับสัมผัสนั้น ก่อนที่ผมจะพาให้อีกคนลุกเดินไปหาทีมพยาบาลที่มากับทางโรงเรียน

 

            ยาพาราและยาลดไข้ถูกวางบนมือชายหนุ่มข้างผมโดยพี่ทหารที่นั่งอยู่ มือแก้วน้ำที่ผมส่งให้ก่อนที่เขาจะอัดยาสามเม็ดลงกระเพาะไปพร้อมๆกัน

 

 

            “พรุ่งนี้อย่าลืมพาเขาไปหาหมอนะ ท่าทางจะเป็นหนัก”

            “ครับ”

            “แล้วเราอยู่ปาร์ตี้ไหมเนี่ย”

            “คงไม่ครับ ผมคงอยู่เป็นเพื่อนเขาในหอพักดีกว่า”

            “ดีแล้ว อย่าลืมห่มผ้าล่ะ คืนนี้อากาศคงหนาวอีก”

            “ครับ ขอบคุณนะครับ”

            ผมโค้งขอบคุณพี่ทหารก่อนจะพามาร์คเข้าที่พัก ระหว่างทางก็เจอไอ้ดีลกับไอ้แม็กชวนเข้าปาร์ตี้ก่อนนอนด้วยกัน แต่ผมก็ทำได้แต่บอกปฏิเสธไป เพราะมาร์คไม่สบายอยู่

            ผมพาอีกคนเดินเข้ามาที่เบาะนอนของตัวเอง จัดหมอนและกระเป๋าวางให้เรียบร้อยก่อนจะปล่อยให้อีกคนทิ้งตัวนอนลงอย่างเหนื่อยอ่อน มาร์คหายใจแรงกว่าปกติเล็กน้อย ปกติที่แทบจะไม่พูดอยู่แล้ว พอไม่สบายก็ยิ่งไม่พูดหนักเข้าไปอีก พอถามอะไรก็แค่พยักหน้าตอบเท่านั้น เห็นแล้วมันสงสารชะมัด

 

 

            “นอนนะ” ผมเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มของมาร์คมาห่มให้อีกคน ก่อนที่จะหันไปหยิบผ้าห่มของตัวเองมาห่มให้อีกผืน

            “คืนนี้หนาว” มาร์คว่า เหมือนเขากำลังบอกว่าเขาไม่รับผ้าห่มของผม เพราะคืนนี้มันหนาว ไม่อย่างนั้นผมจะไม่มีผ้าห่มใช้

            “ไม่เป็นไร”

            “ไม่เอา” ผมได้แต่ถอนหายใจเอาผ้าห่มของตัวเองออก ก่อนจะเอื้อมไปหยิบเสื้อยีนส์ที่วางอยู่บนกระเป๋ามาคลุมให้อีกคนแทน

            “งั้นเอาเสื้อคลุม ห้ามว่า ห้ามบ่น ห้ามเอาออก รู้ไหม”

            “.....อืม”

            “นอนได้แล้ว”

            “.....”

            “เดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อน” ผมว่า มาร์คยกมือขึ้นมาเหมือนกำลังจะขอจับมือ ผมยิ้มและเอื้อมมือไปจับมืออีกคนไว้ ผมนั่งมองมาร์คหลับนิ่ง ใบหน้ามาร์คดูซีดกว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นหน้าเป็นห่วงอะไร ยังไงก็กินยาแล้วไป แถมก็ได้นอนเร็วด้วย พรุ่งนี้ผมก็หวังว่าอีกคนจะหายกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม หรือถ้าไม่ ก็ขอให้มาร์คดีขึ้นกว่าเดิมก็ยังดี...

 

 

            “แบม”

            “หืม?” อยู่ๆมาร์คก็ลืมตามองผมหลังจากที่เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้อีกคน มือก็ยังคงจับมาร์คเอาไว้แน่นไม่ปล่อย

            “....”

            “ไม่สบายตัวตรงไหนรึป่าว”

            “เล่านิทานให้ฟังหน่อย”

            “หา?”

            “นอนไม่หลับ”

            “อายุสิบเจ็ดแล้วนะมาร์ค ยังอยากฟังนิทานก่อนนอนอีกหรอ”

            “สิบเจ็ดขวบ”

            “...(-_-)” ผมถอนหายใจมองอีกคน ผมว่าผมต้องเขียนฮาวทูรับมือกับมาร์คเล่มใหม่แล้วแหละ เล่มใหม่ที่มีชื่อว่า ฮาวทู รับมือกับมาร์คโหมดไม่สบาย

 

            “แบม...” อีกคนเรียกผมเสียงอ่อย ผมมองหน้ามาร์คที่ส่งตาอ้อนมาให้

            “เล่าไม่เป็นหรอกนะ แต่จะพยายาม” ผมว่า

            “.....” มาร์คยกยิ้มขึ้นบางๆก่อนที่เขาจะหลับตานอนรอพักนิทานจากผม

            “กาลครั้งหนึ่งในโลกอนาคต มีเด็กชายคนหนึ่งอยู่ในบ้านที่มีครอบครับที่เคร่งเรื่องการเรียน แต่เด็กชายคนนั้นกลับเรียนไม่ได้เรื่องเลยสักนิด กี่ครั้งๆที่คะแนนสอบออกมา เขาก็มักจะโดนคุณแม่บ่นด่าเป็นประจำ แต่ถึงแม้จะโดนบ่นโดนว่า เด็กชายก็ยังกลับมามีความสุขได้ทุกครั้งเพราะเพื่อนร่วมห้องของเขาเอง”

            “......”

            “เพื่อนร่วมห้องของเขาเป็นหุ่นยนต์ตัวสีฟ้า”

            “โดเรม่อนหรอ...” ยังไม่ทันที่ผมจะเล่าจบ อีกคนก็เอ่ยขึ้นถามผม

            “เห้ย! รู้ได้ไงอะ!

            “ตงิดใจตั้งแต่เรียนไม่เก่งละ”

            “โห งั้นเล่าเรื่องใหม่” ผมว่า

            “หึ...”

            “ฟังนะ... กาลครั้งหนึ่งที่เกิดมาเมื่อไหร่ไม่รู้ มีโจรสลัดคนหนึ่งท่องเรือในทะเลต่างๆ เขามีแขนที่ยืดยาวกว่า

            “ลูฟี่”

            “ยังไม่จบเลย!!

            “นิทานของนายเป็นแบบนี้หรอ หืม?” มาร์คลืมตามองผมที่นั่งเบะปากจับมือเขาอยู่ เขาเอียงตัวนอนตะแคงข้างหันมาทางผม

            “ก็นึกไม่ออกนิ นายอะนอนไปได้แล้วแล้ว ไม่สบายอยู่นะ”

            “อยากได้ยินเสียง...” เขาว่า

            “พรุ่งนี้จะแหกปากโวยวายให้ฟัง แต่ตอนนี้นายตัวร้อนมากเลยนะ เพราะงั้นนอนฟังก่อนเถอะ”

            “.....”

            “ถ้านายยอมนอนหลับดีดี ฉันจะมีเซอร์ไพรให้นายหนึ่งอย่าง เอาไหม?” พอเห็นอีกคนไม่นอน ผมเลยยื่นข้อเสนอข้อหนึ่งไปให้ มาร์คคิ้วขมวดมองผมอย่างสงสัย

            “อะไร”

            “ก็ถ้าไม่นอน ก็จะไม่รู้ไงว่าเซอร์ไพรของฉันมันคืออะไร เอาไง จะนอนไม่นอน”

            “...อืม”

            “นอนได้แล้วครับ” ผมกระฉับผ้าห่มขึ้นห่มให้มาร์คมิดคอ

            “.......”

            “นอนนะครับคนเก่งของปะป๊า” ผมยิ้มร่า มืออีกข้างที่ว่างก็เอื้อมไปลูบหัวอีกคนทำเหมือนมาร์คเป็นเด็กๆ มาร์คลืมตามองผมที่ยิ้มอย่างสนุก ก่อนที่เขาจะร้องหึออกมาเบาๆ

 

 

            “ครับ”

 

 

            “.....”

 

 

          “ผมเป็นคนของปะป๊า :)

 

           

 

 



 

 

 

 

 

 


 

 

;;

#ออนอินสตาแกรม

bambam1a X mtuan

ขอโทษที่หายไปหลายวันเลย เรามาลงให้แล้วนะ

ตอนนี้ไม่ได้เช็คหรือทบทวนอะไรมาก เพราะรีบลงหลังจากที่หายไปนาน

ถ้าเจอคำผิดหรือประโยคไม่เข้าใจสามารถแจ้งได้ในทวิตเลยนะ

คือบางทีเวลารีบๆจะพิมพ์ประโยคสลับไปมา ขอโทษครับ

และขอบคุณทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้นะครับ ตอนนี้อันดับที่ดีที่สุดของเรื่องมาอยู่ที่อันดับ 3 แล้ว


 

Thank U

 

Twitter : @itsokaymb (ทวิตเตอร์หลัก)

@iamvatha (ทวิตเตอร์นิยาย)

 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 293 ครั้ง

895 ความคิดเห็น

  1. #852 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 07:48
    อ้อนกว่าเดิมอีก ตายๆๆๆๆๆ ใจแม่
    #852
    0
  2. #801 Believeinlucky (@believeinlucky) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 21:40
    อ่านแล้วคิดถึงสมัยเรียนที่ต้องไปเข้าค่ายเลยค่ะ แง๊ มันแฮปปี้มากเลยนะ แม้จะเหนื่อยจริงๆก็เถอะ 55555
    //แอบสงสารคนป่วย
    ตอนแรกนึกว่านอยเรื่องควีนมัดผมให้แบม
    ที่แท้ก็ป่วยนี่เองงงง แงแง ใจบางง
    สงสารน้องงงง ~~~~
    #801
    0
  3. #741 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 20:58
    เดี๋ยวได้กลับบ้านแล้ว
    #741
    0
  4. #588 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 21:13

    น่ารักขี้ออ่นหนอ่ยๆ

    #588
    0
  5. #586 bb1a1n (@benzswbb) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 20:52
    น้องมาร์คสามขวบ =///= อ้อนเก่งเนอะะะะ
    #586
    0
  6. #568 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 11:30
    พี่มาร์คเปิดโหมดใหม่อีกโหมดแล้ว

    แบมต้องมีฮาวทูเพิ่มขึ้นอีกเล่มจริงๆ
    #568
    0
  7. #520 สะใภ้มกโพ. (@bamsuayyyyyyy) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 05:44
    งื้อออๆๆๆ น่ารักๆๆๆ!
    #520
    0
  8. #517 KCHPU (@PMarkNBam) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 23:32
    ของมะม้าไม่ได้เหรอน้องแบม5555 แม่ล้อเล้นลูก น่ารักจังทั้งสองคน
    #517
    0
  9. #505 view2544 (@chalika2544) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 19:42
    ต้องมะม้าสิ​ แบม​ อิอิ
    #505
    0
  10. #501 0988871336 (@0988871336) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 10:54
    น่าร้ากกกกกก
    #501
    0
  11. #498 Tam egbs (@tamthanaporn2542) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 04:41
    อ่านไปยิ้มไป
    #498
    0
  12. #497 bamyg (@bamyg) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 03:39
    บะลั่กๆๆๆบุ๋งๆๆๆ
    #497
    0
  13. #487 khunsom08 (@khunsom08) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 06:03
    น่ารัก ป่วยละงอแงหรอมัคคึ
    #487
    0
  14. #486 polijyuonhjf (@polijyuonhjf) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 23:17
    งุ้นๆ “ครับผมเป็นเด็กของปะป๋า”^///^ รอออออออออออ
    #486
    0
  15. #485 PMJXX (@PMJXX) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 21:29
    แง่ ชอบมั้กๆๆเลยฮะ รีบๆมาอัพนะฮะ
    #485
    0
  16. #484 มิรา (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 21:16

    น่ารักมากๆ

    #484
    0
  17. #483 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 19:19
    คนเก่งนะคะ มาร์คป่วยแล้วอ้อนอะ
    #483
    0
  18. #482 BSmtb42 (@bamvararuk) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 18:52
    แบมน็อคเอ้า55555
    #482
    0
  19. #481 ppinkkyum (@ppinkkyum) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 16:33
    น่ารักมากๆๆๆๆๆเลยค่ะ อ่านเเล้วเขินนน
    #481
    0
  20. #480 AhGaSa (@AhGaSa) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 13:32
    งื้ออเขินเเทนเเบมอ่ะ เขินตายไปเลยยย
    #480
    0
  21. #479 WWaraporn (@WWaraporn) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 11:03

    อ้อนเก่ง
    #479
    0
  22. #478 Rose_Kanokporn (@Rose_Kanokporn) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 07:49

    ปะป๊า อ่า น่ารัก
    #478
    0
  23. #476 mybamboo07 (@49097) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 05:17
    ปะป๊าาาาาาา
    #476
    0
  24. #475 BQ princess (@haribell-03) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 04:36
    อ้อนเก่งงงงง น่ารักกกก
    #475
    0
  25. #474 kaespicy (@kaespicy) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 02:15

    ป่วยแล้วอ้อนหนักเชียวมาร์ค
    #474
    0