#ออนอินสตาแกรม - markbam

ตอนที่ 13 : 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4446
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 369 ครั้ง
    20 มิ.ย. 62

 

12

 

 

 

            “อิ่มอะ กินให้หน่อย?”

            “.....”

            ไม้ลูกชิ้นที่เหลือลูกชิ้นหมูอยู่ลูกหนึ่งในมือถูกยื่นไปให้อีกคนที่นั่งข้างๆ มาร์คไม่ตอบอะไรนอกจากเอี้ยวตัวมางับลูกชิ้นจากไม้ไปก่อนจะเคี้ยวมันนิ่งๆโดยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ผมนำไม้ลูกชิ้นที่ถูกกินหมดมาใส่ไว้ในถุงเหมือนเดิม ก่อนจะยกแก้วโกโก้ปั่นที่มาร์คไปต่อแถวซื้อมาให้กินเข้าไปอึกๆ

 

           

            “เดี๋ยวนี้บรรยากาศรอบตัวมึงสองคนแปลกๆนะ” ผมเงยหน้ามองคนที่หรี่ตาจ้องจับผิดผมอย่างเอาเป็นเอาตาย ในมือมันถือแก้วน้ำแดงยกขึ้นไปจ่ออยู่ที่ปาก

            ไอ้ดีลมันนั่งจับผิดผมตั้งแต่พักเที่ยงแล้วครับ ตั้งแต่ที่ผมชวนมันกับไอ้แม็กมากินข้าวด้วยกันนั่นแหละ เพราะตอนบ่ายผมได้รับแจ้งมาว่าคนที่ไปเข้าค่ายห้าคนของแต่ละห้อง จะต้องไปเข้าประชุมเรื่องเข้าค่ายที่จะมาถึงในวันศุกร์นี้ เพราะงั้นผมเลยชวนไอ้ดีลกับไอ้แม็กมากินข้าวด้วยกันซะเลย จะได้ไปห้องประชุมพร้อมกัน... อ๋อ! ผมก็ชวนควีนมาด้วยเหมือนกันนะ

 

            “แปลกอะไร?”

            “ไม่รู้ กูว่าแปลก” ดีลว่า ผมถอนหายใจส่ายหัวกับอาการจับผิดของมัน ให้ตายเถอะ ผมกับมาร์คก็เป็นแบบนี้ปกติป่าววะ

            “ก็ปกติป่าว ก็แบมสนิทกับมาร์ค” ผมหันไปมองควีนที่นั่งข้างๆ ก็อยากที่ควีนพูดอะแหละ ผมสนิทกับมาร์ค สนิทมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน... ถึงแม้ความสนิทจะไม่ได้พัฒนาไปเชิงเพื่อนก็เถอะ (-_-)

            “อื้ม ปกติ” ผมเสริมพร้อมพยักหน้ารัวๆ สายตาแอบเหลือบไปเห็นไอ้แม็กมองมาที่ผม รอยยิ้มของมันส่งมาแบบเล่นหูเล่นตาเหมือนกำลังถามว่า งั้นหรอๆ ผมรู้แหละว่ามันรู้มากกว่านั้น สิ่งที่มันรู้ไม่ใช่ว่าผมบอกมันหรืออะไรนะ แต่หมอนี่มันรู้เอง รู้เองเหมือนเรื่องที่มันมาบอกผมว่ามาร์คแอบชอบผมนั่นแหละ.. ใครจะคิดว่ามันเรื่องจริงละว่ะ

 

            “เออ เมื่อเช้ากูได้ยินพวกแม่บ้านภารโรงเขาบ่นกันเรื่องเมื่อวันเสาร์”

            “แฮ่กๆ” ผมหันไปมองมาร์คที่อยู่ๆก็สำลักน้ำออกมาเมื่อไอ้ดีลพูดจบ ผมหรี่ตามองอีกคนอย่างจับผิด มาร์คหันมามองหน้าผมนิ่งก่อนจะหลบตาผมไปและนั่งกินน้ำต่อเฉยๆ

 

            “แล้วเขาบ่นกันเรื่องอะไรอะ?” ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มถาม ควีนนั่งตักไอติมที่เธอกินหมดไปเกินครึ่งเข้าปาก

            “ก็ครูบรรณารักษ์น่ะสิ เมื่อวันเสาร์ไม่รู้ใครไปติดป้ายหน้าห้องสมุดว่าปิดปรับปรุง” ทันทีที่ดีลมันพูดประโยคนั้นออกมาเท่านั้นแหละครับ หูผมนี่กระดิกเลย สายตาขวางของผมหันไปมองมาร์คที่ทำตัวเหมือนไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “มาร์ค...” ผมกัดฟันถามเรียกอีกคน เพียงแค่มองก็รู้เลยว่าใครเป็นคนทีเอาป้ายไปติด ถ้าไม่ใช่คนที่นั่งข้างผมนิ่งและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่ตอนนี้

 

            แล้วทีนี่ใช่มะ ครูเขาก็เลยโมโหนึกว่าป้าแม่บ้านปิด เลยไปบ่นๆว่าปิดทำไมคนอื่นเข้าใจผิดงี้ แต่ป้าเขาไม่ได้ทำไง ก็เลยไปนั่งบ่นๆกันอะ” ทันทีที่ดีลว่าจบ ผมก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มันเป็นการถอนหายใจที่ผมไม่ได้เหนื่อยนะ แต่กำลังระงับความโกรธที่มาร์คเล่นอะไรไม่รู้เรื่องต่างหาก

 

            เดี๋ยวไปซื้อขนมก่อนนะ มาร์ค... ไปเป็นเพื่อนหน่อย” ผมบอกคนในกลุ่มแบบนั้นก่อนที่จะลุกขึ้นจับข้อมือของมาร์คให้เดินตามมา

 

            ให้ตายเถอะ! นี่สรุปแล้วเมื่อวันเสาร์ผมโดนหลอกถูกไหม ผมโดนหลอกว่าห้องสมุดปิดปรับปรุง ผมโดนหลอกให้ไปคอนโดมาร์ค แถมวันนั้นก็ยัง.... เออ! ช่างแม่งเหอะ! สรุปแล้วผมก็โดนหลอกนั่นแหละ!

 

 

            “ไม่ซื้อขนมแล้วหรอ...” มาร์คชี้ไปทางร้านมินิมาร์ทของโรงอาหาร ผมยืนกอดอกมองคนที่กำลังสบตาของผมอยู่ เหอะ! นี่ผมจะทำยังไงกับมาร์คดีเนี่ย

            “ช่างขนมมันเถอะ.. วันเสาร์นายเป็นคนเอาป้ายนั่นไปติดใช่ไหม?”

            “อะไร คนอื่นอาจจะทำก็ได้”

            “แล้วใครมันจะเล่นพิเรนทร์แบบนั้น?”

            “ก็อาจจะเป็นลูกนักการภารโรงของใครสักคน”

            “แหม แถไปได้นะมาร์ค”

            “.......ก็ได้ ฉันทำเอง”

            “นั่นไง! นายนี่มัน!!” มาร์คถอนหายใจออกมาก่อนจะพ่นคำตอบที่ทำเอาผมถลึงตาใส่

            “นายเชื่อเอง ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย นายแค่อ่านป้าย แล้วก็คิดไปเองทั้งนั้นอะ”

            “นี่นายว่าฉันเชื่อคนง่ายหรอ!

            “กุญแจหน้าประตูก็ไม่ได้ล๊อค” เสียงทุ้มของคนที่ยืนกอดอกเอ่ยออกมา ผมนิ่งไปทันที ใช่ วันนั้นถ้าสังเกตดีดีละก็ จะเห็นว่าประตูห้องสมุดไม่มีกุญแจคล้องอยู่เลย

            “......”

            “นายคิดไปเองนะแบม...” มาร์คใช้มือจับเข้าที่ท้ายทอยผม เขายกยิ้มขึ้นอย่างคนชนะ

            “ฉัน...” นั่นสินะ มาร์คไม่ได้หลอกผม เขาก็แค่วางแผนให้ผมเดินไปตามทางที่เขาวางไว้ ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าห้องสมุดปิดจริงๆ เพียงแค่เห็นป้ายที่เขียนว่าปิดปรับปรุง ผมก็คิดไปเองต่างๆนานา ถึงจะถามตัวเองในใจว่ามันปิดได้ยังไง แต่ก็ไม่ได้หาคำตอบ...

 

            ผมมันก็แค่คนไทยคนหนึ่ง คนไทยที่เพียงแค่เห็นขวดน้ำแดงวางไว้ใต้ต้นไม้สักต้น เพียงแค่ไม่กี่วันผ่านไป ไม่นานต้นไม้ต้นนั้นก็ต้องเป็นไปด้วยขวดน้ำแดง ทั้งๆที่ขวดน้ำแดงขวดแรกอาจจะมีคนมาวางทิ้งไว้เฉยๆก็ไทย... อา... นั่นสินะ ผมเดินไปตามเกมของมาร์คหมดเลย

 

 

          เดินไปจนถึงคอนโดเขาเลย...

            ถึงว่า!! วันนั้นเขาถึงบอกว่าตอนเช้ามีธุระค่อยไปเจอกันที่โรงเรียนเลย ธุระที่ว่านั่นเพราะแบบนี้เองสินะ! ไอ้คนเจ้าเล่ห์!

 

 

            “ถ้ารู้ว่าเชื่อคนง่ายแบบนี้ เอาไว้ครั้งหน้าจะหลอกไว้ รัก นะ” ผมเงยหน้ามองอีกคนอย่างงงๆ มาร์คใช้นิ้วโป้งข้างที่จับที่ท้ายทอยของผมลูบไปมานิ่งพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

            “รัก? หมายถึงรักที่แปลว่า Love อะหรอ?” ผมถาม คือเอาจริงผมไม่เข้าใจคำว่ารักของมาร์คอะ คือหมายถึงความรู้สึกรักหรอ แล้วทำไมต้องหลอกไปอะ?

            “อืม เลิฟนั่นแหละ แต่มันไม่ใช่เลิฟธรรมดา” มาร์คว่า เขาดึงผมให้เข้าไปใกล้ตัว ใบหน้าหล่อโน้มลงมากระซิบลงเบาๆที่ข้างหูเหมือนว่านี่คือความลับระหว่างเราสองคน

 

            “.......”

 

            “แต่มันคือ Make Love..”

 

            “......?”

 

 

 

 

          “ไว้เราไปทำ Make Love กัน...”

 

         

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

 

 

            ผมนั่งเท้าคางมองหน้ามาร์คที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างๆ ตอนนี้พวกผมห้าคนเดินขึ้นมานั่งรอในห้องประชุมที่เขานัดเรียบร้อยแล้ว มันเป็นห้องที่ถูกจัดขึ้นเฉพาะการประชุมนี้เท่านั้น โต๊ะสีขาวถูกยกมาตั้งเรียงกันให้เป็นแถวมีระเบียบ โดยมีการจัดการให้นั่งตามระดับชั้น โดยแถวแรกถึงแถวสามคือน้องมอสี่ แถวที่สี่ถึงแถวที่หกคือมอห้า ซึ่งห้องผมนั่งแถวที่สี่เพราะห้องผมคือมอห้าทับหนึ่ง เอาง่ายๆก็คือนั่งเรียงตามห้องอะแหละ ส่วนพี่มอหกก็นั่งแถวที่เจ็ดจนถึงแถวที่เก้า รวมทั้งหมดสามสิบหกห้อง ระดับชั้นละสิบสองห้อง แถวละสี่ห้อง ห้องละห้าคน รวมการประชุมครั้งนี้มาทั้งหมดร้อยแปดสิบคน... โคตรเยอะ! นี่ยังไม่รวมพี่ในสภานักเรียนที่ต้องไปเข้าค่ายด้วยอีกนะเนี่ย

 

           

            “มองอะไร” มาร์คหันมาสบตาผม มือของเขายังคงถือโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น ผมส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบว่าไม่มีอะไร มาร์คนิ่งก่อนจะก้มลงเล่นโทรศัพท์ต่อ...

            แม้มาร์คจะทำเป็นไม่สนใจผม แต่การกระทำมันกลับตรงกันข้าม มาร์คเคลื่อนแขนของเขามาโอบวางอยู่บนพนักเก้าอี้ผมด้านหลัง หากใครมองตรงมาที่ผมในตอนนี้มันคงเหมือนว่าผมกำลังโดนมาร์คโอบไหล่อยู่แน่ๆ มือซ้ายของเขาวางไว้ที่ผม ส่วนมือขวาก็ไถ่โทรศัพท์ไปเรื่อยๆเพื่อฆ่าเวลารอการประชุม

 

           

            “มองอยู่นั่นแหละ กลัวมันหายหรอ” ผมหันไปมองต้นเสียงที่กระซิบเบาๆข้างหูผม แม็กมองผมกับมาร์คสลับกันเพื่อกำลังบอกว่าที่มันพูดหมายถึงผมกับมาร์ค

            “ป่าว”

            “แล้วอะไร มองหน้ามันแล้วก็คิ้วขมวด มันถามก็บอกว่าป่าว ตอแหลว่ะ”

            “สัดแม็ก!

            “หึ สงสัยอะไรปรึกษากูได้นะ กูคือผู้รู้” ผมมองคนที่ยิ้มอยู่นิ่ง จริงๆผมยังสงสัยอยู่กับคำที่มาร์คพูด เมคเลิฟที่อีกคนบอก ผมไม่เข้าใจ คือที่เข้าใจก็คือไปสร้างรัก... งี้หรอ? มันแปลกไปหน่อยไหมอะ

            “.... รู้จริงนะ”

            “?... อืม”

            ผมครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ตัดสินใจถามมันให้รู้แล้วรู้รอด ผมโน้มหน้าตัวเองเข้าไปใกล้คนที่นั่งข้างๆหวังจะกระซิบคำๆนั้นให้อีกคนฟัง ความจริงมันไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้แหละ แต่ในเมื่อผมยังไม่รู้ความหมายของคำนั้นอะ ผมก็ไม่ไว้ใจว่าคำนั้นมันปลอดภัยขนาดพูดในที่สาธารณะได้รึป่าว

 

 

            “คือว่ามาร์คอะพูดกับกูว่า.....”

            “ว่า?”

            “มันจะชวนกูไปทำเมคเลิฟ...” ผมค่อยๆพูดจนจบประโยค ไอ้แม็กหันมามองหน้าผมอย่างรวดเร็ว มันอ้าปากค้างไปจนผมเริ่มใจเต้นแรง “มะ...มันคืออะไรอะ ไอ้เมคเลิฟที่ว่า...” ผมถาม

 

            “มันพูดกับมึงยังงั้นจริงหรอ?”

            “อื่อ แต่กูไม่เข้าใจ มันก็เลยบอกว่าเดี๋ยวไว้ไปทำกัน”

            “.......หึ! ร้ายนี่หว่า” แม็กพูดกับตัวเองเบาๆ แต่ถึงจะเบาเท่าไหร่ ผมก็ได้ยินอยู่ดี คิ้วของผมขมวดเป็นปมขึ้นมาเมื่อเห็นรอยยิ้มร้ายของแม็กที่กำลังมองไปยังคนข้างผมที่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ไม่สนโลก

           

            “.....?”

            “จริงๆกูไม่ค่อยอยากบอกนะ อยากให้มึงไปถามมาร์คมันเองมากกว่า”

            “.... ใจร้ายจังวะ ไหนบอกจะบอกอะ หรือจริงๆมึงไม่รู้?”

            “งั้นกูใบ้ให้นิดนึงแล้วกัน”

            “.....?” แม็กยิ้มร้าย ผมมองมันอย่างงงๆ ก่อนที่เสียงทุ้มของมันจะเอ่ยออกมาในระดับเสียงปกติ ระดับเสียงที่มาร์คได้ยินจนหันมอง

 

 

          “แบม คืนนี้ไปเมคเลิฟกับกูกันนะ”

            “ฮะ..เฮ้ย!

          ทันทีที่แม็กพูดจบ แรงกระชับจากแขนของคนที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้ก็ดึงผมให้เข้าไปใกล้เจ้าของอย่างรวดเร็ว ผมร้องออกมาเพราะความไม่ได้ตั้งตัว มาร์คมองที่แม็กสายตาดุ ส่วนไอ้แม็กก็หัวเราะร่าในขณะที่มาร์คแม่งน่ากลัวชิบหาย (T^T)

 

 

            “ทำอะไร” เสียงเรียบนิ่งของมาร์คเอ่ยถาม... นั่นไม่ใช่คำถามสำหรับผม แต่เป็นคำถามสำหรับแม็ก

            “ป๊าว... ก็ไอ้แบมมันสงสัยว่าเมคเลิฟคืออะไร กูเลยกะว่าจะสอน” มันยิ้มเยาะ แขนหนาโอบผมให้เข้าไปใกล้มากกว่าเดิม มาร์คก้มมองผมที่ตอนนี้ไหล่ผมมันจมอกมาร์คไปแล้ว

          “ไม่ต้อง.. คนของกู กูสอนเอง”

           

           

          คนของกู

          คนของกู

            งื้ออออ แบมห้ามหน้าแดงนะ!!

            แล้วผมไปเป็นคนของมาร์คตอนไหนวะ!!!

 

 

            “ไอ้แบมนี่คนของมึงตอนไหนวะมาร์ค?” แม็กถามยั่ว ผมมองหน้าแม็ก ขยับปากบอกให้มันเลิกยั่วโมโหมาร์คได้แล้ว เพราะยิ่งแม็กยั่ว ผมนี่แหละจะจมอกมาร์คตาย!

            “เสือก!” ตาดุของมาร์คมองไปที่อีกคนอย่างไม่สบอารมณ์ ผมนิ่งตัวเกร็งค่อยๆเงยหน้ามองอีกคน มาร์คละสายตาหันมามองผมนิ่ง นิ่งจนตัวเกร็งไปหมดแล้วครับ...

 

            “......” อยากจะพูดอะไรสักอย่างนะ แต่ปากมันแข็งไปหมดเลย.. มาร์คดุอะ ดุมากๆเลย

            “ลุก!

            “......” เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายครับ ผมลุกทันทีเมื่อได้ยินคำสั่ง และมาร์คเองก็ลุกจากเก้าอี้ของตัวเองเหมือนกัน ไหล่ผมถูกอีกคนดันให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมของมาร์ค ส่วนมาร์คก็ย้ายตัวเองมานั่งคั่นผมกับแม็กแทน... ทั้งคู่มองกันอย่างไม่วางตา และเป็นแม็กที่อยู่ๆก็ขำออกมาเบาๆก่อนจะหันไปกอดคอและสนใจดีลที่กำลังนั่งเม้ามอยอยู่กับควีนแทน

 

           

            มาร์คหันมามองผมด้วยสายตาดุๆนั่น ความรู้สึกตอนนี้บอกเลยว่าผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกผู้ปกครองดุเพราะไปทำแจกันในบ้านแตกยังไงยังงั้น.. แต่ผมก็คงยังพอมีโชคอยู่บ้าง เพราะยังไม่ทันที่มาร์คจะพูดอะไร บนเวทีตรงหน้าก็มีครูใหญ่ของโรงเรียนขึ้นมาพูดทักทายนักเรียนทุกคนแล้ว

 

 

            “มีคดีติดตัวอยู่นะ” เสียงกระซิบของมาร์คทำผมเย็นสันหลังวาบ สายตาคมมองผมเชิงดุก่อนจะหันไปสนใจคนที่กำลังยืนพูดอยู่เวทีต่อ... ง่ะ! นี่ผมมีหนึ่งคดีแล้วถูกไหมเนี่ย ผมยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ

 

 

            บนเวทีถูกพูดกล่าวทักทายกันยืดยาวกว่าสิบนาที แค่สิบนาทีมันก็เกินพอแล้วสำหรับนักเรียนอย่างผมที่ต้องมานั่งฟังผู้อำนวยการพูดนั่นนี่ ส่วนใหญ่แล้วก็พูดอวยนักเรียนของเรา โรงเรียนของเรา ผลงานของโรงเรียนเราทั้งนั้นแหละ น่าเบื่อจะตาย

 

 

            “พูดซะยาวเลย งั้นผอ.ขอส่งต่อกิจกรรมนี้ให้ประธานนักเรียนของเราต่อแล้วกันนะ” จบสักที เสียงปรบมือของนักเรียนร้อยกว่าคนดังขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ไม่รู้ว่าปรบมือยินดีที่ได้ฟัง หรือปรบมือเพื่อยินดีที่มันจบสักทีก็ไม่รู้

            บนเวทีว่างอยู่สักพัก ก่อนที่นักเรียนชั้นมอหกที่ควบตำแหน่งประธานนักเรียนจะขึ้นพูด พี่ฌอนถือไมค์สายยาวไว้กับมือ เขากล่าวทักทายนักเรียนที่อยู่ข้างล่างอย่างเป็นมิตร ผมนั่งมองหน้าพี่เขานิ่งอย่างตั้งใจฟัง เอาจริงๆนะ ผมน่ะ ถ้าถามว่าชอบอะไรในตัวพี่ฌอนมากที่สุด ก็คงเป็นการทำงานของพี่เขานั่นแหละ จุดนี้ผมชอบจริงๆ ชอบถึงขนาดที่ว่าผมอยากเป็นคนที่เก่งแบบพี่เขาบ้าง... พอนึกถึงปีหน้าที่พี่มอหกจบไปแล้วก็เหงาๆเหมือนกัน ผมคงไม่ได้เจอพี่ที่ตัวเองสนิทหลายคนเลย ทั้งพี่ที่รู้จักในสภา และพี่ที่เจอกันตอนประชุมหัวหน้าห้อง

 

           

            “อ๊ะ...” อยู่ๆคางของผมก็ถูกจับให้หันไปหาคนที่กำลังจับคางของผมอยู่ ผมสบตาเข้ากับดวงตาคมของมาร์คอย่างงงๆ

            “......” เขามองมาที่ผมนิ่ง

            “อะ..อะไร”

            “มองหน้ามาร์ค”

            “...?”

            “อย่าจ้องพี่คนนั้นนาน”

            “.....”

            “คดีที่ 2

 

           

            ห้ะ! เดี๋ยวนะ นี่ผมทำอะไรผิดอะ คือมีคนพูดก็ต้องมีคนฟังสิ ผมแค่ตั้งใจฟังพี่ฌอนเขาพูดเองอะ เออ! ยอมรับว่าแอบชมไปนิดหน่อยในใจ แต่ก็แค่ชมอะ แบบว่าผมมองเขาเป็นไอดอลอะ! ผมผิดอะไรวะ!

 

 

            “ชอบดุ!” ผมหันหน้าให้หลุดออกจากมือของมาร์ค ก่อนจะนั่งกอดอกเบะปากอย่างไม่พอใจ อะไรก็ไม่รู้ ผ่านมาไม่ถึงห้านาที ผมมีคดีที่สองติดตัวแล้วอะ

            “ก็บอกแล้วว่ามาร์คดุ”

            “.....”

            “แบมไม่ไหวหรอก” ว่าเสียงเรียบเสร็จก็หันกลับไปเหมือนเดิม ทิ้งให้ผมนั่งหน้าร้อนอยู่คนเดียว ให้ตายเถอะ จะปฏิเสธก็ไม่ได้อีก เพราะผมก็ไม่ไหวจริงๆนั่นแหละ

 

           

            ผมนั่งฟังพี่ฌอนพูดนั่นนี่เกี่ยวกับค่ายที่จะถึง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมครั้งนี้ถึงประชุมนานกว่าปีก่อนๆ แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงผมก็คือผู้มีประสบการณ์ ผมไม่อะไรอยู่แล้ว เหลือแต่ก็มาร์คนั่นแหละที่เพิ่งเคยไปครั้งแรก ไม่ต่างอะไรกับน้องมอสี่ที่นั่งข้างหน้าเลย ผมหันมองมาร์คที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเอาแขนมีพักไว้อยู่บนพนักเก้าอี้ของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ คนข้างๆผมเอาแต่จ้องมองไปตรงหน้าเวที ไม่เล่นโทรศัพท์ ไม่พูดหรือคุย มาร์คเป็นคนมีมารยาทคนหนึ่ง ซึ่งผมเคยบอกไปแล้วในจุดนี้ และตอนนี้เขาก็ตั้งใจฟังเอามากๆเช่นกัน

 

           

            “ทั้งหมดคือสิ่งที่เราจะต้องเตรียมนะครับ แล้วก็เพื่อไม่ให้เสียเวลาเมื่อไปถึงค่าย พี่เลยอยากจะจับกลุ่มให้พวกเราก่อนตอนนี้เลย ถ้างั้นพี่ขอหัวหน้าห้องของทุกห้องขึ้นมาบนเวทีหน่อยครับ” พี่ฌอนว่า ผมลุกขึ้นยืนในทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกตำแหน่งของตัวเอง มาร์คหันมองผมที่ลุกขึ้นเดินไปข้างหน้านิ่งๆ

            บนเวทีเริ่มมีหัวหน้าห้องจากทุกห้องขึ้นมายืน เสียงจากพี่สภานักเรียนที่เป็นสต๊าฟเริ่มบอกให้เราจัดแถว โดยให้พวกผมยืนเรียงกันตามห้อง แบ่งเป็นสามแถวตามระดับชั้นมอสี่ห้าและหก

 

 

            “เราจะแบ่งกลุ่มออกเป็น 12 กลุ่มนะครับ กลุ่มละ 15 คน ซึ่งเท่ากับว่ากลุ่มหนึ่งจะประกอบไปด้วย 3 ห้อง และเพื่อให้พี่ดูแลน้องได้อย่างทั่วถึง แต่ละกลุ่มจะต้องประกอบไปด้วยชั้นมอ 4 มอ 5 และมอ 6 อย่างละห้องนะครับ”

            “......” ผมยืนฟังเงียบ นักเรียนหลายคนเองก็พยักหน้าเข้าใจกฎ สรุปว่าผมจะต้องหามอสี่หนึ่งห้อง และมอหกอีกหนึ่งห้อง เพื่อมาอยู่กลุ่มผมสินะ

 

 

            “แต่วันไปค่าย พวกพี่สภานักเรียนจะไปด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละกลุ่มจะมีพี่สภานักเรียนกลุ่มละคนนะครับ”

            “ครับ/ค่ะ!

            “ถ้างั้นจับฉลากห้องก่อนนะ แล้วก็เพื่อความเท่าเทียบนะ พี่จะให้น้องมอสี่จับเลือกพี่มอห้า และพี่มอห้าจับเลือกพี่มอหกนะครับ แล้วค่อยให้พี่มอหกมาจับพี่สภา โอเคไหม?”

            “ครับ/ค่ะ!

            กล่องกระดาษสี่เหลี่ยมถูกพี่สภานักเรียนถือไปให้น้องมอสี่ที่ยืนด้านหน้าผมล้วง บางคนพอได้กระดาษแล้วก็รีบเปิดและหันมามองหาห้องของรุ่นพี่ที่ตัวเองได้ ผมไม่ได้สนใจอะไรมากกับเสียงฮือฮาที่เกิดขึ้นภายในที่นี้ เพราะรุ่นพี่สภานักเรียนอีกคนก็ถืออีกกล่องหนึ่งยื่นมาให้ผมล้วงเหมือนกัน... คงต้องขอบคุณตัวเองรึป่าวที่อยู่ห้องหนึ่ง เพราะงั้นเลยได้ล้วงคนแรกเลย

 

           

            เลขที่ออก.....

 

 

          ม. 6/3

 

 

            อ่าว... ห้องรุ่นพี่ที่ผมอยู่ด้วยในกีฬาสีนี่หว่า.. ผมพับกระดาษเก็บในมือก่อนจะหันไปมองรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังคนที่สาม

            รุ่นพี่ผู้ชายตัวสูงที่กำลังก้มหน้าคลี่กระดาษในมือนั่นคือเป้าหมายของผม หัวหน้าห้องชั้นมอหกทับสาม หน้าม้าที่ยาวจนปิดตาไปครึ่งนั่นทำเอาผมรู้สึกรำคาญแทน เพราะแค่ผมปิดมาถึงคิ้วยังรำคาญเลย พี่เขาพอเปิดอ่านชื่อพี่สภาที่จับได้เสร็จก็ขยำมันทันที แต่ไม่นานพี่เขาก็เหมือนคิดได้แหละว่าต้องเอาไปเปิดให้พี่ฌอนที่ประกาศออกไมค์ดูต่อ พี่เขาเลยคลี่กระดาษให้เรียบและพับมันเหมือนเดิม มือขวาของเขาเสยผมหน้าที่ปิดดวงตานั่นขึ้นเผยให้เห็นตาสองชั้นกลมมนที่มีสเน่ห์ของอีกคนอย่างชัดเจนก่อนที่หน้าม้าจะตกลงมาบังตาเล็กน้อย ให้ตายเถอะ คนอะไรอะ ตามีเสน่ห์จัง ไม่รู้ว่าผมจ้องพี่เขานานแค่ไหน แต่ก็จ้องมองจนกระทั่งพี่เขารู้ตัวว่ามีคนมองอยู่ เขาละสายตาจากทุกสิ่งหันมามองผมที่กำลังมองเขา ก่อนที่เขาจะส่งรอยยิ้มหวานมาให้

 

 

            ให้ตายเถอะ! ผมไม่ได้ชอบผู้ชายนะ! ผมชอบมาร์คคนเดียวต่างหาก!! ผมสูดหายใจเข้าลึกถี่และรัว ทันทีที่ตัวเองรีบหันหน้าหนีอีกคนมา ผมก็ชะโงกหน้าไปยังแถวที่ตัวเองนั่ง...

 

 

            นั่นไง...

 

 

            มาร์คกำลังนั่งกอดอกมองตรงมา...

 

 

          คดีที่สาม

          ริมฝีปากที่ค่อยๆขยับขึ้นลงจนเป็นคำนั่นทำเอาผมกุมขมับ คือแม่งมาร์คเห็นผมได้ไงวะ คือน้องมอสี่ก็ยืนอยู่แถวหน้าไหมอะ แล้วอะไรคือการที่ผมโดนคดีที่สามอะ คือผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

 

 

            “พี่มอ 5/1 ครับ ไม่ออกมาหรอครับ?” ผมสะดุ้งตัวโยนเมื่อได้ยินเสียงเรียก

            “อะ...เออ ครับๆ” ผมยกมือรีบเดินออกไปด้านหน้า

            “สวัสดีครับ ผมเมฆครับ มอ 4/7” ผมโค้งรับไหว้รุ่นน้องผู้ชายที่ตัวพอๆกับผม

            “พี่ชื่อแบมแบม มอ 5/1” ผมว่า พี่ฌอนแบมือเหมือนกำลังขอกระดาษจากผม ผมยื่นกระดาษไปให้คนตรงหน้า เสียงประกาศจากไมค์ของพี่ฌอนเรียกให้รุ่นพี่ชั้นมอหกที่ส่งยิ้มให้ผมอยู่ก่อนหน้านี้เดินมาข้างหน้า

 

            “สวัสดีครับ พี่ชื่อภูผา มอ 6/3 ครับ” ทันทีที่เสียงแนะนำตัวเอ่ยจบ เสียงฮือฮาของทั้งหญิงและชายก็ดังขึ้น ผมหันมองไปหน้าเวทีอย่างงงๆ รุ่นน้องผู้หญิงบางคนที่สนิทกันเริ่มกระซิบกระซาบมองไปยังพี่ภูผาคนนั้นพร้อมรอยยิ้มเขินอาย... อา.. พี่ภูผาคนนี้คงเป็นคนดังที่ผมไม่รู้จักอีกคนแล้วสินะ (-_-)

 

 

            “ผามึงได้คนในสภาคนไหน?” พี่ฌอนถามคนรุ่นเดียวกันอย่างชิวๆ แม้จะอยู่คนละห้องแต่ก็มองจะสนิทกันมากเป็นพิเศษ

            “ได้มึง” เสียงทุ้มและนุ่มของพี่เขาตอบกลับมา ผมหันไปจ้องพี่ภูผานิ่ง เอาจริงก็แอบรู้สึกร้อนๆหน้าเหมือนกันนะเนี่ย พี่เขาหล่อ ยอมรับเลย ไม่สิ คือแบบ... ผมแพ้คนที่รอยยิ้มอะครับ เข้าใจผมไหม!

           

            “เอาดีดี” พี่ฌอนแบมือขอกระดาษมาจากคนข้างๆผม เขายื่นไปให้ก่อนที่พี่ฌอนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยและหันมามองผม ผมส่งยิ้มบางๆให้เขาเป็นมารยาท ส่วนพี่ฌอนเองก็ยิ้มแบบฝืนๆมาให้ ก็รู้แหละว่าการตัดใจมันยาก แต่พี่ต้องทำให้ได้นะพี่ฌอน!

 

            “กลุ่มนี้เป็นกลุ่ม C นะครับ มีน้องมอ 4/7 มอ 5/1 มอ 6/3 และพี่คือพี่สภาที่อยู่ในกลุ่มนี้ พี่ชื่อฌอนนะครับ เป็นประธานสภานักเรียน”

            นั่นแหละ ว่าด้วยพี่สภานักเรียน เสียงฮือฮาย่อมดังกว่าใครเสมอ ผมเคยบอกแล้วเรื่องความฮอตของพี่ฌอน ทุกคนชอบเขาครับ หล่อ เรียนเก่ง บ้านรวย หน้าตาดี ทุกคนชอบ แต่ไม่ใช่ผม ผมมองเขาเป็นแค่พี่ชาย... รู้สึกหล่อเลือกได้

 

            ผมเดินลงจากเวทีเมื่อกลุ่มของผมเสร็จสิ้น การประกาศยังคงดำเนินต่อไปโดยพี่ฌอนคนเดิม รุ่นน้องที่ผมเดินตามหยุดเดินกะทันหัน ถ้าจำไม่ผิดก็คงชื่อเมฆสินะ ผมหยุดเดินตามและพี่ภูผาก็หยุดเดินเช่นกัน ข้างเวทีคือที่พักชั่วคราวของเราสามคน

 

            “คือผมชื่อเมฆนะครับ ขอแนะนำตัวอีกที” น้องต้องหน้ายกมือไหว้ผมและพี่ภูผาอย่างมีมารยาท

            “พี่ชื่อแบมแบมนะ”

            “ภูผาครับ” ก็นั่นแหละ นอกจากจะยิ้มละลายแล้ว เสียงยังนุ่มทุ้ม แถมใจดีอีกต่างหาก

            “คือผมขอไลน์ของพวกพี่ไว้หน่อยได้ไหมครับ เอาไว้คุยเรื่องการแสดงของกลุ่มเรา” เมฆยื่นโทรศัพท์มาให้ เป้าหมายแรกของน้องเขาคือผม ส่วนการแสดงที่น้องพูดถึงนั่นก็คือการแสดงรอบกองไฟที่แต่ละกลุ่มจะต้องแสดงในคืนที่สองของการเข้าค่ายนั่นแหละ เรื่องนี้พี่ฌอนประกาศแล้วตอนเริ่มประชุม ผมจัดการพิมพ์ไลน์ไอดีของผมลงไป ปุ่มเพิ่มเพื่อนถูกกดลงก่อนจะยื่นโทรศัพท์เครื่องนั้นให้กับพี่ภูผา...

            พี่เขายิ้มให้และรับมัน ไม่นานเขาก็ส่งคืนให้เมฆและต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับที่นั่งของตัวเองไป

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 

 

 

 

            “แหม เกิดเป็นแบมนี่โชคดีเนอะ ผู้หญิงในโรงเรียนเขาอิจฉากันจะตายแล้ว” เสียงของไอ้ดีลดังขึ้นทันทีเมื่อผมทิ้งตัวนั่งลงกับที่ มันยื่นหน้ามาชิดอกไอ้แม็กเพื่อที่จะคุยกับผม

            “อิจฉาอะไรล่ะ บ้าบอ”

            “กูเห็นนะว่าพี่ภูผายิ้มให้มึงตอนมึงหันไปมอง” ผมนิ่ง มาร์คหันมองผมอย่างไม่พูดอะไร ก็รู้แหละว่ามีคดีติดตัว และสิ่งที่ไอ้ดีลพูดนั่นก็คงเป็นคดีที่สามของผม

            “พี่เขาก็แค่เป็นมิตร”

            “อืมๆ อันนั้นไม่ปฏิเสธ แต่มึงมันน่าอิจฉาจริงๆนะ ขนาดกูยังอิจฉาแทนน้องมอสี่ที่นั่งกรี๊ดกร๊าดพี่เขาเลย”

            “อะไรมันจะขนาดนั้นวะ”

            “มึงอะไม่รู้อะไร ปีที่แล้วมึงเป็นหัวหน้าห้อง มัวแต่ทำงานให้สภาอยู่นั่น วันกีฬาสีก็วิ่งวุ่นรอบงานจนไม่ได้พัก”

            “แล้ว?” ผมว่า

            “ก็พี่ภูผาเนี่ย ปีที่แล้วเขาเป็นดัมเมเยอร์ไม้หนึ่ง เดินนำขบวนกีฬาสี” ผมนิ่ง สิ่งที่ได้ยินนั่นผมเชื่อสนิท ก็คนหล่อขนาดนั้นนิ ได้เป็นดัมฯก็ไม่แปลกป่าว แต่ที่แปลกก็คือ...

            “ปกติดัมฯไม้หนึ่งไม่ใช่ประธานนักเรียนหรอวะ” ผมถาม ปกติแล้วดัมเมเยอร์ไม้หนึ่งจะต้องเป็นประธานนักเรียนเสมอ ไม่ว่าประธานจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม

            “ไม่ ปีที่แล้วไม่ใช่ ก่อนวันเดินสามสี่วันพี่ตินตกบันได เลยไม่ได้เป็นดัมฯ พี่เขาก็เลยให้พี่ภูผาเดินแทน เพราะพี่เขารู้จักกันอยู่แล้ว” ผมร้องอ๋อ พี่ตินที่ไอ้ดีลพูดก็คือพี่ประธานเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้ก็คงอยู่ปีหนึ่งที่ไหนสักแห่งของโลกแหละครับ ที่บอกว่าของโลกก็เพราะ พี่เขาแม่งฉลาดไง ชิงทุนไปเรียนนั่นนี่เป็นว่าเล่น ศิลป์รักของครูในหมวดภาษาเขาแหละ

 

 

            “ละไง ได้เจอพี่ภูผานั่นใกล้ๆ โดนตกยัง” ไอ้แม็กถาม ผมมองหน้ามันนิ่งก่อนจะคิดถึงรอยยิ้มของพี่เขา

            “เหมือนจะโดนตกแล้วเลยว่ะ”

 

 

 

 

ปึก!!

 

           

            ผมสะดุ้งเฮือกเมื่ออยู่ๆคนที่นั่งระหว่างผมกับแม็กก็เตะโต๊ะขึ้นมาเสียงดัง ลืม... ลืมสนิทเลยว่ามาร์คนั่งข้างๆ แม่งเอ้ย! ผมโดนกี่คดีแล้ววะ!!

 

 

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ระวังนะ พ่อมึงดุ” แม็กว่า ผมมองค้อนใส่มันในขณะที่มันไม่ได้สนใจอะไรและผลักไอ้ดีลให้กลับไปนั่งดีดีเหมือนเดิม

            ผมหันมองหน้ามาร์คที่ทำหน้านิ่งเป็นรูปปั้นไม่สนโลก มาร์คนิ่งจริงๆนะ นิ่งมากๆเลย ไม่มองหน้าผมด้วย (T^T) ผมเอื้อมมือไปโบกไม้โบกมือต่อหน้าอีกคน

 

 

            “นิ่งๆ ไว้ค่อยเคลียร์” เสียงเรียบเอ่ยออกมาในขณะที่ตาคมยังไม่ละจากเวที ผมได้แต่ถอนหายใจ เชื่อฟังคนที่ดุกว่า(?)

           

            การประชุมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ลากยาวจนถึงเวลาเลิกเรียนพอดี โชคดีที่ทางสภานักเรียนขอเวลาเรียนจากครูแต่ละคนไว้ให้แล้ว เพราะงั้นผมเลยไม่โดนด่าหรือว่า เพียงแค่ต้องทำงานที่ถูกสั่งในคาบเอาไปส่งให้ทันเท่านั้น ผมโบกไม้โบกมือลาแม็ก ดีลและควีนไป ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุม

 

 

           

            “มะ...มาร์ค” ผมเอ่ยเรียกคนที่เดินนำเสียงแผ่ว สองมือเดินล้วงกระเป๋าเหมือนป้องกันไม่ให้ผมเดินไปจับมือเขาเอาไว้ มาร์คหยุดเดิน ก่อนจะหันมาสบตากับผมตัวตรง

            “......” เขานิ่ง อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนทางเดินไปป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนมันไกลกว่าทุกวันขึ้นมาซะอย่างนั้น

            “มีกี่คดีแล้วหรอ...” ถามไปงั้นแหละ รู้แล้วว่าสาม แต่แค่กำลังหาเรื่องคุยไง ตัวสั่นไปหมดแล้วเนี่ย

            “ไม่ได้นับ”

            “มะ...ไม่ใช่ 3 หรอ”

            “มากกว่านั้น” ผมเบิกตาโต อะไรวะ แล้วมันเพิ่มอะไรเข้ามาอีกเนี่ย!

            “คะ..คือ...”

            “ไว้ค่อยเคลียร์” มาร์คว่า ก่อนจะเดินมาจับมือผมให้เดินตามเขาไปติดๆ

 

 

            แล้วเคลียร์ที่ว่านี่มันอะไรอะ เคลียร์ยังไง! เคลียร์ที่ไหนวะ! ผมชักกลัวแล้วนะ ผมมองแผ่นหลังของคนที่ผมไม่เคยจะเดาอะไรของเขาออก อย่างน้อยผมควรกลับบ้านไหม กลับบ้านไปแม่ก็อยู่ เนอะๆ ใช่ ต้องกลับบ้าน

 

 

 

            “มาร์ค” ผมรั้งแขนอีกคนไว้ มาร์คหันมองผม

            “.....”

            “วันนี้ไปกินข้าวบ้านฉันนะ” ผมยิ้มตาปริบๆส่งกลับไป เชื่อสิ! มีแม่อยู่ทุกอย่างจะต้องปลอดภัย

            “ไม่...”

            “......ห้ะ”

            “วันนี้นายต้องกินข้าวที่ห้องฉัน”

            “....?”

          “อยากรู้ไม่ใช่หรอว่าเมคเลิฟคืออะไร”

            “.....”

 

 

 

 

 

 

 

 

          “จะสอนให้ไง..”

            O/////O

 

 

 

 

 

 

 

 







 

;;

#ออนอินสตาแกรม

bambam1a X mtuan

สวัสดีคร้าบ กลับมาแล้ว ครั้งนี้ทิ้งนานไปหน่อย ขอสารภาพเลยว่าติดเกม ฮ่าฮ่าฮ่า

ตอนนี้เฉลยเรื่องห้องสมุดปิดปรับปรุงด้วยนะ พี่มาร์คของเราไม่ใช่ลูกผอ.แต่อย่างใด

 เป็นแค่นักเรียนมือบอนธรรมดาๆครัช และขออธิบายตอนพิเศษที่เพิ่งลงนิดนึง

เราขอยืนยันว่าพี่มาร์คไม่เคยมีแฟนจริงๆนะ จริงๆๆๆ เรื่องอดีตมันยังไงกันแน่ก็ต้องรอติดตามไปเรื่อยๆเนอะ

และตอนนี้ก็เป็นตอนที่น้องแบมของเรามีคดีติดตัวเยอะมาก ทุกคนรู้ไหมว่าแบมมีกี่คดีแล้ว

ส่วน Make Love ใครรู้ว่ามันคืออะไรก็จุ๊ๆไว้ อย่าบอกแบมนะ

ส่วนใครที่ยังไม่รู้ก็แนะนำ google เลยครัช (ระวังหน้าแดงตอนค้นหานะครับ)

ส่วนใครที่ยังไม่รู้ และไม่อยากรู้ก่อน ก็รอพี่มาร์คมาสอนตอนหน้าเนอะๆ

 

ยืนยันอีกครั้งว่านิยายเรื่องนี้อะใสใส ไม่บาปหนา เจรงเจรงงงงงง //ยิ้มอ่อน

Thank U

 

Twitter : @itsokaymb (ทวิตเตอร์หลัก)

@iamvatha (ทวิตเตอร์นิยาย)

 

 

           

           

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 369 ครั้ง

895 ความคิดเห็น

  1. #888 9Unknown9 (@9Unknown9) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 01:04
    อิพี่ร้ายมาก น้องแบมลูกแม่ไม่รอดแล้ววววว;—;
    #888
    0
  2. #847 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 07:19
    ตายๆๆๆๆๆ ลูกแม่
    #847
    0
  3. #736 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 13:08
    มาร์คนี่โคตรร้ายกาจอะ อย่ามาหลอกแบมก้พอ
    #736
    0
  4. #580 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 01:13

    แบมเอ๋ยลูก

    #580
    0
  5. #561 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 03:33
    อิพี่มาร์คคือดุกลบเกลื่อนป่าวเนี่ย
    #561
    0
  6. #550 bb1a1n (@benzswbb) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 11:15
    หวงด้วย หึงด้วย ดุด้วย ....สู้ๆเด้ออออ
    #550
    0
  7. #528 Like-minded (@Like-minded) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 19:25
    เขินโอ้ยเขินนนนนนนนน
    #528
    0
  8. #493 Tuynuy23 (@Tuynuy23) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 13:34

    ใจเย๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน พี่มาร์ค

    #493
    0
  9. #443 PMarkNBam (@PMarkNBam) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 16:59
    สงสารลูกกกกก 555555
    #443
    0
  10. #374 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 12:02
    แบมแบบลูกกกก

    หลายคดีเหลือเกิน มาร์คเขาดุจริง
    #374
    0
  11. #316 BaMark_ (@BaMark_) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 10:39
    มีความสอนเมคเลิฟฟฟ พี่อย่าดุน้องมากนะ ><
    #316
    0
  12. #286 bbananabh (@bbananabh) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 05:26
    เค้าจะสอนเมคเลิฟกันอะแม่
    #286
    0
  13. #285 Ptttttch (@Ptttttch) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 22:05

    น้องงงงงงง คดีหนูเยอะพี่ช่วยไม่ได้5555

    #285
    0
  14. #283 SucheewaP (@SucheewaP) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 15:33
    เอามืออุดปากแล้วแม่ กรี้ดดดดดดดดดด
    #283
    0
  15. #282 MimimCartoon (@MimimCartoon) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 14:21
    ใจอ่อนยวบเลยจ้า
    #282
    0
  16. #281 sainomsaikhai (@sainomsaikhai) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 06:38
    หึงจนหน้ามืดไปเลยจ้าาา
    #281
    0
  17. #280 mtaew98 (@mtaew98) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 05:08
    อ่ยยยย น่ารักมากกกกกกก
    #280
    0
  18. #279 JudyMindy (@JudyMindy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 01:51
    น่ารักดดดก
    #279
    0
  19. #278 Auan-Parada (@Auan-Parada) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 23:05
    มาร์คเธอมันร้ายยยยยยย
    #278
    0
  20. วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 21:54

    ไรท์คร้าาาาา ทามมายทามอย่างเน้ๆๆๆ น้องแบมหนีไปลู๊กกก
    #277
    0
  21. #276 เล้ง195 (@kankamon2906kk) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 21:52
    ร้าย!! มาร์คนายมันร้ายมาก!! อย่าทำลูกเรานะ!!!
    #276
    0
  22. #275 Mon0402 (@mbtamon11) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 21:16
    มาทิ้งระเบิดไว้แล้วก็หายปัย คุณมันจัยร้ายยย///ฮื้อออออออออออออแง้งวงงงงงงอุแง้งงงงง
    #275
    0
  23. #273 vandabam (@vandabam) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:57
    อ่านจบตอนพร้อมอุทานว่า ห้ะ!!! 555
    #273
    0
  24. #272 DOWNee40 (@DOWNee40) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:55
    ย้ากก มาร์คคนบ้าาาา
    #272
    0
  25. #271 Ananya_mon (@Ananya_mon) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:42
    มาร์คจยย.นะ เบาๆนะคริๆๆๆ
    #271
    0