#ออนอินสตาแกรม - markbam

ตอนที่ 10 : 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4450
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 386 ครั้ง
    9 มิ.ย. 62

 

10

           

 

            “หึงมาร์คนะครับ”

            มาร์คมองมาที่ผมพร้อมแก้มที่ดูเหมือนจะป่องกว่าปกติศูนย์จุดหนึ่งเซนฯ มาร์คใช้มือของตัวเองยันไว้กับเก้าอี้ที่ผมนั่งเหมือนกำลังล๊อคผมไม่ให้หนีเขาไปไหน ในขณะที่ผมเองก็ทำได้แต่นั่งตัวเกร็งพิงพนักเก้าอี้จนสุด แถมคอก็ย่นเข้ามาเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างใบหน้าของเราทั้งคู่ มาร์คเอาแต่โน้มหน้ามามองผม ในขณะที่ผมเอาแต่เลิกลักทำตัวไม่ถูก

 

            “อะ...เออ...”

            “.....หึ.” มาร์คยกยิ้มมุมปากเหมือนกำลังสนุกกับการได้แกล้งผม ใบหน้าหล่อๆนั่นเอาแต่มองมาผมไม่ขยับไปไหน

 

 

          ไม่ดิว่ะ! ต้องไม่เป็นแบบนี้ ผมจะแพ้ไม่ได้!!

 

 

          ผมสูดหายใจเข้าลึก ในหัวตอนนี้คือคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องไม่แพ้! และไม่รู้อะไรดลใจให้ผมใช้มือของตัวเองจับไปที่แก้มของมาร์คข้างหนึ่ง มาร์คมองจะตกใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อผมจับแก้มเขาแบบนี้ พอเห็นอีกคนชะงักไปผมนี่ก็ได้ใจไง มุมปากของตัวเองยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้มาร์คชะงักมากไปกว่าเดิม

 

 

          “แล้วมาร์คจะนอกใจแบมรึไง?...หืม”

          !!!

         

 

 

          The Winner is…. Kunpimook!!!

 

             

             

            ผมยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจเมื่อเห็นมาร์คชะงักไป ใบหูของคนตรงหน้าเริ่มแดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ฮ่าฮ่า ผมชนะ!! ผมดันให้อีกคนผละออกห่างจากตัวผม มาร์คเองก็ไม่ได้ขัดขืนหรืออะไร เขาทำเพียงมองหน้าผมด้วยหูแดงๆนั่น แล้วก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะไปเลย ผมแอบเห็นมาร์คใช้มือขวาจับไปที่หน้าอกของตัวเอง เสียงหายใจถี่รัวที่ดังเล็ดลอดออกมาทำเอาผมถึงกับขำออกมาเบาๆ

 

 

            แม่ง! โคตรน่ารัก

            เวลามาร์คเขิน มันโคตรน่ารัก!

           

 

            ถ้ามาร์คบอกว่าจะจีบผมละก็...

            ผมก็จะจีบมาร์คเหมือนกัน เอาสิ! ลองดูว่าใครจะทนไหว ผมไม่แพ้หรอกนะ... ถึงแม้เวลามาร์คอ้อนมันจะโคตรแพ้เลยก็เถอะ (-////-)

 

 

            ผมทิ้งให้อีกคนฟุบหน้าสงบจิตสงบใจไปสักพักเพื่อที่ผมจะได้นั่งตรวจเรียงความที่อีกคนเขียนมา ผมก้มหน้าก้มตาอ่านไปเรื่อยๆ พอเจอคำผิดก็จัดการใช้ดินสอในกระเป๋าดินสอของตัวเองมาขีดเขียนแก้ให้ พอเจอประโยคที่มันสลับไปมาจนไม่เข้าใจก็ขีดเส้นให้เพื่อให้อีกคนไปแก้มาใหม่

            รอบนี้มาร์คมองเขียนดีกว่ารอบแรกอย่างเห็นได้ชัด พอเริ่มอ่านไม่เรื่อยๆก็ไม่หลุดออกนอกอวกาศไปเหมือนอย่างตอนแรกแล้ว

 

 

            “แบม..” ผมละสายตาจากกระดาษในมือมามองอีกคนที่ลืมตาหันมามองผมทั้งๆที่ยังคงฟุบหน้าลงกับโต๊ะเหมือนเดิม

            “หืม?”

            “หน้าม้ายาวแล้วนะ” อา... อีกคนแล้วที่พูดแบบนี้ ตอนแรกเบสกับควีนก็บอกผมเหมือนกัน แต่ผมยังไม่ได้ไปตัดเลย กะว่าจะไปตัดตอนวันหยุดนี้แหละ ผมใช้มือของตัวเองปัดหน้าม้าให้เข้าที่เข้าทางเพื่อที่มันจะได้ไม่บังตา

            “อื้ม ว่าจะตัดอยู่ รำคาญเหมือนกันเวลาเขียนหรืออ่านหนังสือ” ผมว่า มาร์คยันตัวขึ้นมานั่งเหมือนอย่างเดิม เขาหยิบกระเป๋าดินสอของผมไปค้นเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่าง

 

            “......”

            “......”

            ที่หนีบกระดาษตัวสีดำขนาดเล็กถูกมาร์คหยิบขึ้นมา เจ้าตัวจัดการปัดผมหน้าม้าของผมขึ้น ก่อนที่จะเอาที่หนีบกระดาษมาคีบผมเอาไว้เพื่อไม่ให้ผมตกลงมาบังตา

 

            “....จะได้ไม่รำคาญ”

            “...-////- อะ...อื้ม” มาร์คยิ้มออกมาบางๆก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะเหมือนเดิม เขาหันหน้ามาทางผมที่นั่งอยู่ และหลับตาลง ทิ้งให้ผมเขินเป็นคนบ้าอยู่คนเดียว

            เสียงลมหายใจของอีกคนมันกำลังเริ่มดังเข้ามาในใจผม คล้ายๆกับว่าลมหายใจนั้นมันคือความรู้สึกบางอย่างที่มันกำลังเริ่มเด่นชัดเข้ามาในใจผมเหมือนกัน มาร์คไม่ได้หายใจแรง แต่แค่รอบตัวเรามันเงียบเกินไปก็เท่านั้น ปอยผมหน้าของมาร์คไหลลงมาปิดตาจนไม่เป็นทรง สันจมูกที่เด่นออกมานั่น มองกี่ครั้งผมก็ยังอิจฉาความหล่อนั่นอยู่เหมือนเดิม

           

 

            กว่าหลายสิบนาทีที่ผมเลิกสนใจกระดาษเรียงความ และหันมานั่งท้าวคางมองหน้าคนที่ฟุบหน้าอยู่แทน จะบอกว่าผมกำลังหลงได้ไหมนะ หลงใบหน้าหล่อๆนี่ หล่อน้ำเสียงทุ้มๆที่ได้ยิน หลงความซื่อๆยามที่มาร์คพูดอะไรออกมาตรงๆจนบางทีผมก็ไม่ทันได้ตั้งตัว ทั้งหมดนี้ มันเรียกว่าหลงได้รึป่าว...

 

 

          หรือมันเรียกว่าชอบไปแล้วกันแน่...

           

 

           

            “แอบมองแบบนี้ ฉันคิดค่ามองนะ” เสียงทุ้มของคนที่นอนอยู่ดังขึ้นมา ปากมาร์คขยับพูดในขณะที่ตาเพิ่งจะลืมมองผมหลังจบประโยค

            “มะ..มาร์ค”

            “ทำไมชอบเรียกชื่อฉันแล้วไม่พูด”

            “.....-////- ก็..“

            “พรุ่งนี้ติวที่ไหน” ผมหันมองอีกคนที่อยู่ๆก็เปลี่ยนประเด็นคุยฉับพลัน ในหัวสมองพลางคิดทบกวนกับคำถามที่ได้รับ ติวที่ไหนงั้นหรอ ใช่สิ พรุ่งนี้วันเสาร์เพราะงั้นโรงเรียนจะหยุด มีเวลาติวให้มาร์คตลอดทั้งวัน แต่ถ้าให้มาร์คไปติวที่บ้านผม ผมต้องบ้าแน่ๆ ก็อีกคนน่ะได้ใจหวังจะขึ้นห้องนอนของผมอยู่ เพราะงั้น...

           

            “โรงเรียนแล้วกัน”

            “ห้ะ..” มาร์คร้องห้ะออกมาเบาๆ ผมพยักหน้ารัวๆยืนยันคำตอบที่ตอบกลับไป

            “ทำไมอะ โรงเรียนนี่แหละดีสุดแล้ว โรงเรียนฉันห้องสมุดเปิดเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว เพราะงั้นก็มาติวที่ห้องสมุดโรงเรียน สัก 10 โมงก็ได้”

            “.....”

            “เป็นไร หน้างออีกละ”

            “พรุ่งนี้ห้องสมุดปิด”

            “ไม่ปิดเถอะ นายรู้ได้ไง”

            “เดี๋ยวก็ปิด...” คนหน้างอตอบกลับมา

            “แล้วมันจะปิดได้ไงเล่า!

            “....เก้าอี้ห้องสมุดไม่สบาย นั่งแล้วปวดหลัง” ว่าแล้วมาร์คก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว มืออีกคนจับไปที่เอวของตัวเองพร้อมกับบิดตัวไปมา ผมนั่งมองคิ้วขมวดอย่างไม่เข้าใจ

            “นั่งมาตั้งชั่วโมงกว่าไม่เห็นบ่น แต่เพิ่งมาบ่นเอาตอนนี้เนี่ยนะ?”

            “อดทนอยู่...”

            “งั้นก็อดทนไป.. เพราะพรุ่งนี้ห้องสมุดเปิด มันไม่มีที่ไหนดีเท่าห้องสมุดแล้วมาร์ค”

            ผมยังยืนยันคำตอบเดิม ผมไม่รู้ว่ามาร์คจะให้ผมไปติวให้ที่ไหนกันแน่ แต่ใจผมน่ะอยากติวที่นี่ เพราะห้องสมุดคือแหล่งรวมหนังสือ มันจะช่วยให้มาร์คหาหนังสืออ่านได้ง่าย และข้อไหนบทไหนที่อีกคนไม่เข้าใจ ผมก็ยังเดินหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในหนังสือเล่มอื่นในหมวดเดียวกันได้อีกด้วย

 

            “.....”

            “ไม่หน้างอดิ ติวที่ห้องสมุดดีแล้ว”

          “ห้องมาร์คก็ดีนะ...ไม่สนหรอ”

 

 

          O/////O

            อ๋อ! ที่อ้างนั่นนี่ โกหกว่าห้องสมุดจะปิด โกหกว่าปวดหลัง เพราะอยากให้ผมไปติวที่ห้องใช่ไหมเนี่ย!!

 

 

            “ไม่สนเว้ย!! ติวที่ห้องสมุดนี่แหละ ดีล!!” ผมจัดการยืนยันคำตอบเสร็จสรรพ แม้ในใจมันจะแอบเขินๆอยู่บ้าง แต่ก็ตั้งใจแล้วว่าจะไม่ใจอ่อนให้กับคนหล่อหน้าบัตรประชาชนนี่เด็ดขาด ผมลุกขึ้นเก็บของลงกระเป๋าเพื่อหวังจะกลับบ้าน ที่หนีบกระดาษที่ติวอยู่ที่หัวถูกผมค่อยๆดึงมันออกอย่างระวัง เพราะถ้าขืนเดินออกไปทั้งๆที่ติดอยู่แบบนี้ มีหวังคนมองกันตลอดทางแน่ๆ

 

            “แบมโคตรใจร้าย” เสียงบ่นอู้อี้ของอีกคนทำให้ผมหันไปมอง

            “เดี๋ยวก็ไม่ติวให้ซะหรอก..!

            “...(-_-)...”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

 

            “แบม แม่ขึ้นห้องแล้วนะ” ผมหันไปมองแม่ที่นั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องรับแขก พยักหน้าสองสามทีรับคำบอกกล่าวที่แม่เอ่ยมา ตอนนี้ชั้นล่างของบ้านก็เหลือผมที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทานข้าวในห้องอาหารอยู่คนเดียวแล้ว ตรงหน้าของผมมีสมุดเล่มเล็กขนาดบีห้าอยู่ ส่วนมือก็มีปากกาที่ผมใช้ประจำอยู่เช่นกัน ถ้าถามว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ละก็..

            ผมกำลังจดบันทึกอยู่ครับ..

 

 

          บันทึก... ‘How to รับมือกับคนที่ชื่อมาร์ค

 

 

            แค่ชื่อบันทึกก็สามารถอธิบายได้แทบหมดแล้วว่าผมจดอะไรลงไปบ้าง.. (-////-) บอกเลยว่าตั้งแต่ที่มาร์คออกตัวว่าจะจีบ ชีวิตผมมันอยู่ยากมากขึ้นจริงๆ จิตใจปั่นป่วนแปรปรวนเหมือนคนที่กำลังโดนโรคร้ายถามหา... โรคหัวใจอะแหละ

            ในบันทึกนี้ผมเพิ่งจดอะไรไม่ได้มาก จดก็แค่พวกนิสัยงงๆที่อีกคนชอบทำและแสดงออกมาโดยที่เขาคงรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง อย่างเช่น

 

 

          มาร์คเวลาเขิน มักจะหูแดงข้อนี้เชื่อว่าทุกคนคงรู้ มาร์คไม่ได้หน้าแดงครับเวลาเขิน ผมไม่ค่อยเห็นอีกคนหน้าแดงเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นหูนี่คือแดงแบบแดงเป็นมะเขือเทศเลย ฮ่าฮ่า คิดถึงหน้าแล้วมันก็น่ารักชะมัด

           

            ข้อต่อมา... มาร์คเป็นคนขี้อ้อน ผมไม่รู้ว่าข้อนี้มันเรื่องจริงรึป่าว แต่ผมรู้สึกได้นะว่ามาร์คขี้อ้อน อ้อนแบบงงๆ อ้อนแบบชอบอ้างนั่นนี่ไปเรื่อย อย่างเช่น อ้อนให้ผมหึง คิดดูดิ! มีใครเขาอ้อนให้หึงกันบ้างอะ ไหนจะอ้อนขอไปบ้าน อ้อนให้ติวหนังสือที่คอนโดโดยการอ้างว่าเก้าอี้ห้องสมุดนั่งไม่สบาย (-_-) เพราะงั้น จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมบอกเลยว่ามาร์คน่ะ ขี้อ้อน!

 

          มาร์คงอนเก่งเป็นที่หนึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าคงมองกันออก มาร์คน่ะงอนเก่ง แค่งอนแต่ไม่โกรธ งอนง่าย แต่หายเร็ว งอนเก่งแบบที่ว่า บางทีผู้หญิงยังงอนน้อยกว่าอีกมั้งเนี่ย

 

          มาร์คเวลาอ้อน จะแก้มป่องขึ้นอันนี้เป็นอีกข้อ ที่ผมรู้สึกว่ามันโคตรน่ารัก มาร์คขี้อ้อนใช่ไหมครับ แต่เวลาเขาอ้อนอะ เราจะสังเกตได้จากแก้มนั่นที่มันป่องขึ้นมาเหมือนกำลังอมลมอยู่ ฮ่าฮ่าฮ่า คิดภาพดิ น่ารักเนอะ!

           

          มาร์คดูแลเก่งถึงมาร์คจะชอบมีนิสัยเด็กๆอย่างอ้อน หรืองอนเก่ง แต่มาร์คคือคนหนึ่งที่ดูแลคนเก่งมากๆ มาร์คชอบสังเกตเวลาผมชอบกินหรือไม่ชอบกินอะไร จนบางทีผมยังงงเลยว่ามาร์ครู้ได้ยังไง หรือบางทีที่ผมเหนื่อยมากๆ ผมจะเป็นพวกหงุดหงิดง่ายเวลาเหนื่อยมากๆ หรือร้อนจนเหงื่อออก แต่มาร์คก็สังเกตมันได้ และไม่พยายามวอแว (หรือผมคิดไปเอง?) แต่ก็นั่นแหละ ผมชอบนะ ผมรู้สึกว่ามาร์คเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมากๆคนหนึ่งเลย

           

          มาร์ค เป็นคนที่ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์อันนี้ผมเติมเอง ผมรู้สึกแบบนั้นเวลาทำงานกลุ่มในห้อง มาร์คแทบจะไม่ใช้อารมณ์เลยด้วยซ้ำเวลาทำงาน เขาใช้เหตุผลมาบอกเล่าให้เพื่อนฟังยามที่เพื่อนไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพยายามพูด ลองคิดดูนะ ภาพที่เวลาคุณกำลังพูดอะไรแล้วเพื่อนคุณไม่เข้าใจมันสักทีอะ คุณหงุดหงิดไหม เป็นผมนะ สามรอบก็พอแล้ว แต่มาร์คไม่ เขาจะพูดจนกว่าเพื่อนจะเข้าใจ อธิบายจนกว่าคนฟังจะเก็ท และการพูดอธิบายของเขามันนิ่มนวล แทบจะไม่ใช้อารมณ์เลยสักนิด เพื่อนไม่เข้าใจก็พร้อมจะอธิบายใหม่อีกครั้ง และอีกครั้ง แม่งเอ้ย! หล่อแล้วยังนิสัยดีอีก อิจฉา! 

 

 

            แต่ว่านะ ผมว่าบางทีมาร์คก็ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในบางสถานการณ์นะ...

            อย่างตอนที่... เบสมาส่งผมที่โรงเรียน...

 

           

            นึกแล้วแม่งก็... (-////-)

 

 

            ไอ้บ้านั่น ใครสั่งให้มาขโมยจูบหนุ่มรามอินทราอย่างผมวะ!

 

 

 

           

ติ้ง!

 

            ผมละสายตาจะสมุดโน้ตมาสนใจที่โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัว ข้อความจากคนที่ผมกำลังนึกถึงปรากฏแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์

 

          mark: สรุปติวที่ไหน

 

         

            อะไรของเขาเนี่ย ผมว่าผมบอกชัดแล้วนะว่าติวที่ไหนอะ...

            ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบข้อความของคนที่เอาแต่ถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่อยู่โรงเรียน

 

 

          me: ห้องสมุดโรงเรียน 10 โมงเจอกัน!

          mark: เอาจริงดิ?

 

           

            ผมขอเพิ่มอีกข้อในฮาวทูรับมือมาร์คได้ไหมว่ามาร์คน่ะ... วอแวเก่งมาก! (-_-)

 

 

 

Rrrrr

 

            นั่นไง! ยังไม่ทันขาดคำเลย เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นในทันที คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าใครโทรมา แน่นอนว่าคงไม่พ้นคนที่เพิ่งส่งข้อความตอบกลับผมมาไม่ถึงสองนาทีที่ผ่านมานั่นแหละ

 

 

            “....ฮัลโหล”

            [ ห้องสมุดปิดนะ ]

            “ไม่ปิด บอกว่าไม่ปิดก็ไม่ปิดสิ”

            [ แต่พรุ่งนี้มันอาจจะปิดก็ได้นิ ]

 

 

            เพิ่มให้อีกข้อได้ไหม... มาร์คน่ะ เถียงเก่งมากๆ!

 

 

            “ก็ได้ๆ ถ้านายว่างั้นนะ งั้นถ้าพรุ่งนี้ห้องสมุดปิด ฉันจะไปติวที่คอนโดนาย โอเคไหม?” สุดท้ายผมก็ยอมแพ้กับความวอแวและความเถียงเก่งของอีกคน เชื่อเถอะว่าห้องสมุดมันไม่ปิดหรอก ผมเป็นนักเรียนที่นี่มาตั้งกี่ปีทำไมจะไม่รู้

 

            [ จริง? ] เสียงของมาร์คเอ่ยออกมาเหมือนพยายามถามเน้นย้ำอีกครั้ง ผมถอนหายใจเบาๆออกมาในขณะที่ปากของตัวเองก็ยิ้มออกมาให้กับความเอาแต่ใจแบบเด็กๆของอีกคนด้วย...

 

            “อื่อ จริงๆ” ผมตอบ

            [ …..แล้วนี่ทำไรอยู่ ]

            “นั่งเล่นอะ”

            [ ยังไม่นอน? ]

            “อื่อ”

 

            เสียงของมาร์คเริ่มดังออกมาเรื่อยๆ ส่วนผมเองก็นั่งตอบคำถามของอีกคนไปยิ้มไป มาร์คถามนั่นถามนี่ผมไปเรื่อย อย่างเช่น เบื่อไหม เหงาไหม กินข้าวรึยัง แล้วกินกับอะไร คำถามต่างๆนานาที่เราต่างคนต่างถามมันคือคำถามธรรมดาเบสิคทั่วไปแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงยิ้มออกมาได้เรื่อยๆ รอยยิ้มจางๆที่มันค่อยๆเข้ามาเติมเต็มในใจ...

 

 

          บางทีความธรรมดาที่อีกคนให้มา มันอาจเป็นความธรรมดาที่พิเศษที่สุดสำหรับผมแล้วก็ได้...

 

 

          ไม่รู้เวลาผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว ร่างของผมจากที่ตอนแรกนั่งอยู่ในห้องอาหาร ก็เคลื่อนย้ายมานอนอยู่บนเตียงของตัวเองในห้องนอน เสียงมาร์คยังคงดังมาเรื่อยๆจากปลายสาย และเสียงผมก็ดังออกมาเรื่อยๆเหมือนกัน มาร์คไม่ใช่คนพูดมาก แต่กลับเป็นผมเองซะมากกว่าที่พูดมาก ทั้งๆที่อีกคนชวนคุยก่อนแท้ๆ

 

            [ ไปนอนไหม จะตีหนึ่งแล้วนะ ] เสียงทุ้มและแผ่วเบาเอ่ยออกมา ผมยกโทรศัพท์ออกจากหู ดูเวลาที่มันขึ้นอยู่บนหัวโทรศัพท์ว่ามันกำลังจะตีหนึ่งแล้วจริงๆ ระยะเวลาที่ผมคุยกับอีกคนทำเอาผมตกใจออกมาเล็กน้อย

 

          3:34:53 นาที

            โห... ผมคุยกับมาร์คมาสามชั่วโมงกว่าเลยหรอ

 

 

            “อา... คุยจนเครื่องร้อนเลย”

            [ สนุกดี ]

            “นายแม่งเอาแต่ฟังอะ ไหนตอนแรกจะชวนคุย” ผมหน้างอพูดออกไป จริงๆนะ ตอนแรกมาร์คชวนผมคุยก่อนอะ ไหงตอนจบกลายเป็นผมที่เอาแต่เล่านั่นนี่ให้อีกคนฟังอะ!

           

            [ ก็ชวนแล้วไง แต่นายแย่งพูดหมด ]

            “ก็นายไม่พูด(-_-)”

            [ หึ... คุยกันตั้ง 3 ชั่วโมงกว่าแหนะ ]

            “นั่นดิ ไม่ได้คุยโทรศัพท์แบบนี้มาตั้งนาน”

            [ เหมือนกัน..... ]

            “…..”

            [ ไม่ดิ... นายเป็นคนแรกต่างหาก ]

            “…..”

            [ คนแรกที่ฉันคุยโทรศัพท์ด้วยนานขนาดนี้ ]

            “ระ..หรอ.”

 

 

          [ นายเป็นคนแรกของฉันนะ... แบมแบม ]

 

 

            (-///-)

            ใครเขาจะอยากเป็นคนแรกของนายกันวะ... มาร์ค

 

 

            “จะ..จะนอนแล้ว! นายก็ไปนอนได้แล้วรู้ไหม”

            [ ครับ:) ]

 

            แพ้อีกแล้ว กี่ครั้งๆก็แพ้คำว่า ครับ ของมาร์คตลอดเลย ให้ตายสิ!

 

            “บัยบาย...”

            [ บายครับ... ]

 

 

            ผมชิงตัดสายอีกคนไปก่อน แขนที่ถือโทรศัพท์ไว้ทิ้งน้ำหนักลงไปบนเตียง ใบหน้าฟุบลงกับหมอนเพื่อซ่อนแก้มที่มันกำลังเริ่มแดงออกมาเรื่อยๆ

            เสียงบอกลาของมาร์คมันยังดังอยู่ในหูอยู่เลย เสียงที่ทั้งทุ้มและนุ่มนั่น มาร์คเคยรู้บ้างไหมว่าตัวเองมีเสน่ห์ขนาดไหน เสน่ห์ในตัวแบบที่ไม่ต้องสร้างมัน เหมือนที่แม่ผมเคยบอก มาร์คน่ะ... ทำผมหลงเขาเพิ่มขึ้นทุกวันเลย...

 

 

ติ้ง!

 

            เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นอีกรอบ ผมกดเปิดข้อความจากมาร์คที่ส่งมาเป็นข้อความเสียง ในใจมันก็เอาแต่ลุ้นว่ามาร์คจะส่งอะไรมาให้ผมฟัง มือของตัวเองกดเปิดเสียงนั่น พร้อมกับใบหน้าที่แดงขึ้นมาอีกรอบ

 

 

          ฝันดีนะครับ แบมแบม

 

         

          บ้าเอ้ย!! ไม่ฝันดีอะไรทั้งนั้นแหละ!!! ไอ้บ้า!!

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

 

           

            ผมเคยบอกรึยังนะ ว่าเราไม่ควรไปสัญญากับใครแบบสุ่มสี่สุ่มห้า และยิ่งเป็นสัญญาที่เราไม่คิดให้รอบคอบแล้วด้วย เพราะไม่อย่างนั้นมันจะนำพาความซวยมาให้อย่างไม่ทันตั้งตัว เช่นตอนนี้เป็นต้น...

 

 

          ปิดปรับปรุง

 

           

            ตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่ถูกพิมพ์ลงบนกระดาษเอสี่ด้วยหมึกสีดำจนเต็มแผ่นถูกแปะตรงหน้าประตู นั่นทำเอาผมแทบล้มทั้งยืน

            ผมอ้าปากค้างอย่างไม่รู้จะพูดอะไร พอหันไปมองคนข้างๆก็เห็นว่ามาร์คกำลังยกยิ้มส่งมาให้ผมที่กำลังหน้าบึ้งๆมองอีกคนอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก

 

 

            “ก็บอกแล้วว่าปิด :)

            “....ปิดได้ไงวะ” ผมบ่นพึมพาออกมากับตัวเอง เสียงหัวเราะเบาๆของอีกคนทำให้ผมกันไม่มองตาขวาง

            “ตามสัญญานะ...” แขนของผมถูกอีกคนถึงให้เดินตามไป มาร์คจับที่ข้อมือผมเดินลงบันไดมาจนถึงชั้นล่าง ผมได้แต่ทำหน้าหงึใส่อย่างไม่พอใจ

 

 

          ไม่พอใจที่ห้องสมุดปิดเนี่ย!!!

 

 

          “.....”

            “ปลาทู” มาร์คเอ่ยขึ้น ผมหันมองอีกคนอย่างงงๆ มาร์คยิ้มจางๆส่งมาให้ ปลายคางผมถูกดันขึ้นด้วยปลายนิ้วชี้ของอีกคน

            “อะไร...”

            “หน้างอเป็นปลาทูแล้ว..”

            “หงึ!...”

            “จะซื้ออะไรก่อนไหม... ห้องฉันไม่มีขนมนะ” มาร์คถาม ผมมองหน้าอีกคนก่อนจะพยักหน้าสองสามที

            “ไปซื้ออะไรก่อนก็ได้” ผมว่า

            ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงกว่าๆแล้ว และอีกไม่นานก็กำลังจะถึงเวลาข้าวเที่ยง เพราะงั้นไปหาซื้ออะไรไปกินที่ห้องมาร์คก่อนก็ได้...

 

 

            แต่ว่านะ...

            พอพูดถึงห้องมาร์คแล้วมัน... เขินๆยังไงไม่รู้แหะ

 

 

 

            สุดท้ายผมกับมาร์คก็มาหยุดอยู่ที่โซนอาหารในห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ มาร์คเสนอไอเดียว่าให้ซื้อวัตถุดิบไปทำอาหารกินที่ห้องแทน ดีกว่าซื้อแบบสำเร็จรูปแล้วไปเก็บเอาไว้ ผมเองก็ทำได้แค่พยักหน้าเห็นด้วยตามๆไป ทำไงได้ล่ะ ผมมันแขกนิ ไม่ใช่ผู้พักอาศัย ไปห้องเขาครั้งแรกด้วย แทบไม่กล้าออกความคิดเห็นอะไรเลยอะ แต่ซื้อวัตถุดิบไปทำเองก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้ลองกินฝีมือมาร์คด้วย... ไหนดูสิ ว่าจะอร่อยสักแค่ไหนเชียว

 

 

            “กินผักหมดทุกอย่างไหม?” มาร์คหันมาถามผม ในขณะที่มือเขายังคงถือกะหล่ำปลีหัวใหญ่อยู่

            “อื่อ”

            ผมเพิ่งรู้นะว่ามาร์คเลือกวัตถุดิบเป็นเหมือนกัน ตั้งแต่เดินเข้ามา มาร์คไม่ได้หยิบใส่ๆรถเข็นอย่างเดียว แต่มาร์คตั้งใจดูแล้วดูว่าวัตถุดิบที่เขาต้องการในแต่ละประเภทมันดีที่สุดแล้วรึยัง ส่วนผมก็ทำหน้าที่ได้แค่เข็นรถเข็นตามเขาไป ก็ทำไงได้อะ คนมันทำอาหารไม่เป็นนิ เวลาไปช่วยแม่จ่ายตลาดก็ทำได้แค่เดินถือตะกร้าตามแม่ไปแบบนี้เหมือนกัน บ้านผมคนที่มองจะสนุกกับการจับจ่ายใช้สอยของพวกนี้ไปกับแม่ก็คงจะมีแค่เบสคนเดียวเท่านั้นแหละ รายนั้นนะเดินตามแม่ต้อยๆตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นคนซื้อของเก่งไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

            ผมมองตามมาร์คที่กำลังเดินเอากะหล่ำปลีไปชั่งเพื่อประเมินราคาของสินค้า สายตาผมหันไปสะดุดเข้ากับแตงโมลูกโตที่ถูกวางรวมกันอยู่ ล้อรถเข็นเริ่มเคลื่อนไปตามทิศทางที่ผมบังคับเพื่อไปหาเป้าหมาย

 

          น่ากินชะมัด...

           

            อยากกินอะ อยากกินมาก แต่ลูกใหญ่ชะมัด กินไม่หมดภายในวันเดียวแน่ๆ... แล้วถ้าไม่หมด ผมก็ต้องทิ้งไว้ห้องมาร์คงี้หรอ..?

 

            “อยากกินหรอ”

            “อื่อ” ผมหันไปมองคนที่เดินมายืนซ้อนด้านหลัง มาร์คขยับเดินมาเลือกแตงโมลูกโตด้านหน้า ผมมองการกระทำนั้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆของตัวเอง อีกข้อของมาร์คที่ผมสังเกตเห็นน่ะ คือมาร์คตามใจเก่ง กี่ครั้งๆที่ผมอยากได้อะไร อยากกินอะไร มาร์คก็มักจะตามใจผมเสมอๆเลย

 

            “.....”

            “เลือกเป็นหรอ” ผมถาม

            “อืม”

            “เก่งจัง คนที่อยู่คนเดียวนี่ต้องเก่งแบบนี้กันทุกคนเลยรึป่าว?” จริงๆนะ เบสก็เลือกของเก่ง ซื้อของเก่งตั้งแต่เด็ก เหมือนรู้อนาคตว่าตัวเองจะต้องไปอยู่คนเดียวในโรงเรียนประจำงั้นแหละ

            “ไปรู้จักใครที่อยู่คนเดียวอีกรึไง” เสียงทุ้มถามกลับ ผมหันไปมองมาร์คนิ่ง

            “เบสก็อยู่คนเดียว...”

            “.....” ฉึก!

            อา... ไม่น่าบอกเลยแหะ ผมค่อยๆเข็นรถถอยออกมาให้ห่างจากมาร์คก้าวหนึ่ง มาร์คมองที่ผมนิ่ง นี่เขาคงไม่คิดจะเอาแตงโมลูกโตๆนั่นมาทุ่มใส่ผมถูกไหม...

 

            “จะ...จะซื้อแตงโมหรอ?” เปลี่ยนเรื่องคุยสิครับ รออะไร ผมยังไม่อยากเข้าโรงบาลเพราะโดนแตงโมทุ่มใส่หัวหรอกนะ

            “แบมอยากกิน” มาร์คว่า

            “มันลูกใหญ่กลัวกินไม่หมด ไม่ต้องซื้อหรอก”

            “ไม่หมดก็เก็บ...” มาร์คตอบกลับมา แตงโมลูกใหญ่ที่ผ่านการเลือกโดยอีกคนถูกยกใส่มาในรถเข็นตรงหน้าผม มาร์คเงยหน้ามามองหน้าผมที่กำลังมองเขาในทุกการกระทำ

 

            “......”

          “แล้วก็ค่อยมากินต่อที่ห้องมาร์ค....”

 

 

            ....(-////-)....

            แพ้อีกแล้วแหะ แพ้รอยยิ้มนั่นอีกแล้ว หน้าของมาร์คห่างกับผมแค่คืบเดียวเอง คืบเดียวจริงๆ ผิวเนียนๆนั่นแทบจะทำผมบ้าอยู่แล้ว! ไหนจะประโยคที่อีกคนเอ่ยออกมาอีก...

           

 

 

 

            ผ่านมาชั่วโมงกว่าที่ผมกับมาร์คช่วยกันถือวัตถุดิบและของที่ซื้อจากห้าง เรานั่งแท็กซี่มาจนถึงหน้าคอนโดของมาร์ค ประตูลิฟต์ขนาดใหญ่ค่อยๆเปิดออกเมื่อมันมาถึงชั้นแรก มาร์คเดินเข้าไปกดให้ประตูลิฟต์เปิดค้างไว้เพื่อรอให้ผมเดินเข้าไป คีย์การ์ดห้องในมือมาร์คถูกแตะลงที่สแกนก่อนที่อีกคนจะจดเลขชั้นสามสิบห้า ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นชั้นของห้องมาร์คแน่ๆ

            ผมเพิ่งรู้ว่ามาร์คอยู่ในคอนโดที่สูงเสียดฟ้าที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อปลายปีทีแล้ว ตอนที่ก่อสร้างแม่ผมยังคุยกับผมอยู่เลยว่าคอนโดที่เปิดใหม่นี้จะต้องแพงมากแน่ๆ และมันก็แพงจริงๆ โดยคอนโดนี้มีราคาตารางเมตรละสองแสนห้าหมื่นบาท แล้วคิดดูนะ ยิ่งชั้นสูง ราคาก็ยิ่งแพงเข้าไปอีก แล้วมาร์คอยู่ชั้นสามสิบห้าอะ! ไหนจะค่าส่วนกลาง ค่าน้ำค่าไฟ ค่านู้นค่านี่ ... คิดคำนวณในสมองแล้วถึงกับสะอึก ยอมแล้วครับ ยอมหมดทุกอย่างเลย

 

 

            คนดี คนหล่อ คนรวย คนเรียนเก่งมีอยู่บนโลกนี้จริงๆ

            เพอร์เฟคขนาดนี้ ผมนี่แทบจะคุกเข่าขอแต่งงานมันกลางลิฟต์เลยอะ

 

 

 

ติ้ง!

 

           

            ประตูลิฟต์ค่อยๆเปิดออก เผยให้เห็นโถงทางเดินที่กว้างใหญ่ มันถูกปูด้วยหินอ่อนสีขาวตลอดทาง ผมเดินตามมาร์คตัวต้อยๆจนมาถึงหน้าห้องๆหนึ่ง ... ผมว่าผมเริ่มรู้สึกแล้วแหละ ว่าผมไม่ควรมาที่นี่ ก็นะ ที่นี่มันมีแต่พวกคนรวยเต็มไปหมดเลย

 

            “เข้ามาสิ” ผมหันไปมองมาร์คที่เรียกผมที่กำลังยืนเหม่อมองนั่นนี่รอบตัวคอนโด ผมเดินตามมาร์คเข้าไปในห้องที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ผมถอดรองเท้าที่ใส่อยู่ออกตามเจ้าของห้อง รองเท้าผ้าใบราคาแพงที่กว่าผมจะตัดใจซื้อได้ก็แทบตายนั่นกลายเป็นเศษเงินไปเลย เมื่อได้เห็นตู้รองเท้าของมาร์ค

 

 

          ผมถอนมันวางตรงนี้ได้ใช่ไหม... กลัวตู้รองเท้าเลอะจัง..

 

           

 

            “นายรวยกว่าที่ฉันคิดอีกนะมาร์ค...” ผมพูดเสียงแผ่ว ปลายเท้าเดินเข้ามาจุดศูนย์กลางของห้อง นั่นคือห้องนั่งเล่น

            รอบตัวห้องถูกแต่งให้อยู่ในสไตล์โมเดิร์นโทนสีขาวดำ ในส่วนของพื้นที่ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกนี่ ถูกปูด้วยลายหินอ่อนสีขาว ตัดกับพื้นในส่วนของครัวที่เป็นกระเบื้องสีขาวพื้น ผมเดินไปวางของทั้งหมดลงบนเคาน์เตอร์บาร์ตามเจ้าของห้อง เชื่อเลยว่าเวลาปกติ มาร์คจะต้องนั่งกินข้าวตรงนี้แน่ๆเลย เพราะมันมีเก้าอี้สไตล์โมเดิร์นที่เข้ากับห้องนี้วางอยู่ตัวหนึ่ง

 

            “ก็ไม่ได้รวย” ไม่ได้รวยบ้าอะไรวะ ห้องหรูหราขนาดนี้ คือแทบไม่กล้าเดินเลย กลัวกระเบื้องแตกแล้วไม่มีปัญญาชดใช้คืน

           

            “นี่ขนาดไม่ได้รวยนะ...” ขอเบะปากมองบนหนึ่งที

            “คอนโดนี้เป็นของอาฉันนะ เลยได้อยู่ฟรีหมดเลย ถ้าไม่งั้นก็คงไม่มีเงินจ่ายรายเดือนเหมือนกัน”... ผมหันมองขวับไปยังมาร์ค ประโยคซื่อๆนั่นทำเอาผมแทบกุมขมับและล้มทั้งยืน

 

 

          ไม่ได้รวยงั้นหรอ...

            ไม่มีเงินซื้อห้องนี้ แต่ดันมีญาติเป็นเจ้าของคอนโดนี้เนี่ยนะ!!! นี่น่ะหรอ ที่ว่าไม่รวยอะ!!!

           

 

            “ขอบคุณนะที่คบฉันเป็นเพื่อน (T^T)” ว่าแล้วน้ำตาก็แทบจะไหลพราก พ่อคุณทูนหัว มาร์คไม่น่ามาคบคนแบบผมเลย ให้ตายเถอะ! จ่ายเมล์แดงด้วยแบงค์พันว่าอวดรวยแล้ว พกเงินห้าพันไปโรงเรียนว่าอวดรวยกว่า แต่ไม่อยากจะบอกเลยว่า การมีญาติเป็นเจ้าของคอนโดขนาดใหญ่สูงเสียดฟ้าแบบนี้ แม่งโคตรรวยเลย!

 

            “... จริงๆก็ไม่อยากเป็นเพื่อนหรอก” มาร์คว่า รอยยิ้มที่มีเขี้ยวโผล่ออกมาเล็กๆถูกส่งให้ผม

            “.....”

          “อยากเป็นแฟนมากกว่า”

 

 

            ไม่ต้องเป็นแฟนแล้ว! รวยขนาดนี้ มาแต่งงานกันเลยเถอะ แล้วค่อยจีบทีหลังก็ได้!

            ก็อยากจะบอกแบบนั้นอยู่ แต่เป็นผู้ชายมันต้องรักนวลสงวนตัวนะ >< แต่เนี่ย! พอเห็นห้องแล้วก็อยากเห็นบ้าน แค่คอนโดยังขนาดนี้ ไม่อยากจะนึกถึงบ้านที่เมกาของมาร์คเลยว่าจะขนาดไหน ให้ตายสิ

 

 

            …(-////-)...ชินแล้ว!” ผมก้มหน้าก้มตาพูดอู้อี้ในลำคอ... อยากจะบอกว่าชินแล้วเถอะ ชินแล้วจริงๆนะ

            “หืม?”

            “ไม่เขินหรอก ชินแล้ว...” ผมเงยหน้ามองคนที่กำลังมองผมคิ้วขมวด

            “งั้นหรอ...”

            “......”

 

            อยู่ๆมือหนานั่นจับมาที่ท้ายทอยของผมอย่างไม่ทันตั้งตัว ไอเย็นจากมือของมาร์คทำเอาผมสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าหล่อค่อยๆก้มเข้ามาหาผมมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่รู้ว่าใจของมาร์คนั้นจะทำอะไรกันแน่ และทั้งๆที่ไม่รู้แท้ๆ  แต่ผมก็เลือกที่จะหลับตาลงเมื่อใบหน้าหล่อมาร์คเข้ามาใกล้ผมจนรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจ

 

           

            “หึ...”

 

 

จุ๊บ!

 

            O/////O

 

            “ไหนบอกชินอะ....?” ผมเบิกตากว้างทันทีหลังจบประโยคนั่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของมาร์คมันกำลังถูกส่งมาให้ผมที่ยืนอยู่ตรงหน้า มือของตัวเองยกขึ้นมาปิดหน้าผากที่ถูกสัมผัสด้วยริมฝีปากนุ่มอย่างรวดเร็ว

 

 

          ผมโดนมาร์คจุ๊บหน้าผาก!!

 

         

            “นะ...นาย...!!” เขินก็เขิน จะด่าก็นึกคำพูดไม่ออก สมองมันโล่งไปหมดแล้ว แล้วไหนจะการกระทำน่าอายของผมนั่นอีก ไม่ไหวแล้วนะ!!

           

            “ไม่จูบปากหรอก...”

            “...O/////O

 

            “เพราะแค่หน้าผาก เด็กน้อยก็เล่นหลับตาปี๋ ตัวแดงเป็นเชอรี่แล้ว”

            “นี่นาย...”

 

 

          เกลียดรอยยิ้ม เกลียดรอยยิ้มนั้นที่สุดเลยย!!! มาร์คบ้าเอ้ย!!

 

 

 

 

            “อยากกินเชอรี่จัง.. เนอะ! :)

          ไอ้มาร์คบ้า!! บ้า บ้า บ้า บ้าบอที่สุดในโลกเลยเว้ยยยย!!!

 

 

           

 

 

 

 

 

;;

#ออนอินสตาแกรม

bambam1a X mtuan

พี่มาร์คบอกแบมตัวแดงเหมือนเชอรี่ แล้วพี่มาร์คบอกอยากกินเชอรี่

เอ๊ะ! ยังไงนะ?

Thank U

 

Twitter : @itsokaymb (ทวิตเตอร์หลัก)

@iamvatha (ทวิตเตอร์นิยาย)

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 386 ครั้ง

894 ความคิดเห็น

  1. #727 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 00:35
    เอาใหญ่เลยนะ
    #727
    0
  2. #687 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 22:58
    ความลับเยอะนะเราาาาาา มาร์คต้วนนนนนน
    #687
    0
  3. #577 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 00:06

    น่ารักอะ

    #577
    0
  4. #570 Auyadi (@Auyadi) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 23:32
    ไม่ไหวแล้ว มาร์คคคคค
    #570
    0
  5. #560 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 23:35
    ว๊อยยยยยยยย

    ทางนี่ก็เขินตัวแตกไปเหมือนกันเด้อ
    #560
    0
  6. #546 bb1a1n (@benzswbb) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 05:58
    นายมันร้ายอะมาร์ค !!! -////-
    #546
    0
  7. #441 PMarkNBam (@PMarkNBam) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 16:16
    ไม่ไหว ไม่ไหว ใจนี่ไม่ไหวแล้วว
    #441
    0
  8. #356 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 07:06
    มาร์คแบบรุกหนักไม่ไหวแล้ววว งื้อออออออ
    #356
    0
  9. #204 DgKookkik (@DgKookkik) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 21:47
    โอ่ยยยยยย ทำไมมาร์คถึงกลายเป็นคนแบบนี้ -//////-
    #204
    0
  10. #197 babybird94 (@donutksfc) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 03:43
    ยอมมาร์คเรื่องนี้มาก เชินน
    #197
    0
  11. #163 park_janjin (@park_janjin) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 14:35
    มาร์ควินนนนนนไปนะยกนี้
    #163
    0
  12. #162 sainomsaikhai (@sainomsaikhai) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 01:00
    จีบเก่งทั้งคู่ ใครเเพ้ก่อนเปนแฟนน
    #162
    0
  13. #161 MM_MB (@maemetggt) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 20:14
    แม่คะ เค้าจีบกันหนักมากเลยคร้าาา!!!
    #161
    0
  14. #160 mmxiii (@Myfeww) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 16:16
    เขินมากแม่
    #160
    0
  15. #158 My MT (@smile-waranya) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 08:01

    เขินมากกกกก งืออออ
    #158
    0
  16. #157 vandabam (@vandabam) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 06:44
    บ้าบอ อ่านไปยิ้มไป เขินแทนแบมแล้วนะ มาร์คนายรุกหนักมากกกกก ><
    #157
    0
  17. #155 เล้ง195 (@kankamon2906kk) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 23:40
    เขินไม่ไหวแล้วแม่!!!!
    #155
    0
  18. #154 panyaphon_mtbb (@panyaphon_mtbb) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 23:21

    บอกเลย มะหวาย~~ กับตอนนี้จริงๆ ยอมเลย นั่งกุมหัวใจแล้วอ่านอย่างฟินๆ
    #154
    0
  19. #153 khunsom08 (@khunsom08) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 23:05
    เขินอ่ะ
    #153
    0
  20. #151 Muaylek_MB9397 (@Muaylek_MB9397) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 19:42
    ทำไมเขินอ่ะ จีบกัลขนาดนี้เรยหรอ >\\\\\<
    #151
    0
  21. #150 K_NW22 (@kotchapun) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 19:32
    โอ้ยย หล่อ รวย เก่งง มีทุกอย่างแล้ว ขาดอย่างเดียวที่ยังไม่ได้คือซื้อประเทศเนี่ยย แบมไม่รอดละล่ะ555
    #150
    0
  22. #149 Any (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 19:29

    โอ๊ยยย รับไม่ไหวจิงๆๆยอมแล้วจร้าา

    #149
    0
  23. #148 kaespicy (@kaespicy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 19:16
    ทำไมชั้นเขินนนนน
    #148
    0
  24. #147 JssLin (@JssLin) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 18:19
    สงสัยมาร์คจะเป็นเจ้าของโรงเรียน สั่งปิดปรับปรุงห้องสมุดได้งี้
    #147
    0
  25. #146 IMBB947g (@IMBB947g) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 17:59
    ร้ายมากพ่อ!!
    #146
    0