Fake Girl [V x You]

ตอนที่ 5 : Fake 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    3 ธ.ค. 63

"คุณฮายันครับ.."เสียงเรียกชื่อของฉัน ทำให้ฉันต้องละสายตาตัวเองขึ้นจากมือถือในมือ มามองหน้าชายหนุ่มที่เป็นผู้เอ่ยเรียกฉันเมื่อครู่

เขาคนนี้มีหน้าตาที่หล่อเหลาอาการ ดวงหน้าหวาน ตาที่เรียวแต่ไม่เล็กมากนัก จมูกโด่งมีดั้ง รับกับริมฝีปากบางอมชมพู และยังมีแก้มนิดหน่อย จึงทำให้เขาดูน่ารักขึ้นไปอีก

 

"คุณ..ฮายันใช่ไหมครับ?"น้ำเสียงหวานใสคล้ายผู้หญิงของเขาเอ่ยถามฉัน

 

"ค่ะ ใช่แล้ว ฉันคือยุน ฮายัน ส่วนคุณก็คงเป็น..ลี แบคยอง(แบค-ยอง)สินะคะ"ฉันกล่าวกับอีกฝ่าย ทั้งยังยิ้มบางๆเป็นมารยาท

 

"ครับ สวัสดีนะครับคุณฮายัน"เขากล่าวทักทายฉัน และก็ยังยิ้มบางๆให้กับฉันเช่นเดียวกัน

 

"ค่ะ สวัสดีค่ะคุณแบคยอง"ฉันทักทายกลับ

 

"เอ่อ… แล้วเราไปเลือกซื้ออะไรกันก่อนดีครับคุณฮายัน?"เขาเอ่ยถาม

 

อ๊ะ ใช่แล้วล่ะ วันนี้เป็นวันที่ฉันต้องมาเลือกของที่ใช้ในพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวของฉัน ซึ่งก็คือเขานี่ไงล่ะ ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆฉัน แต่ว่านะ.. เขาพึ่งอยู่ม.ปลาย ส่วนฉันอยู่มหาลัยปี1 ทำไมถึงสูงขนาดนี้กันนะ?

 

"เอ่อ.. ฉันเองก็..ไม่รู้เหมือนกันน่ะค่ะ"ฉันตอบไปตามความจริง พลางก็ส่งยิ้มแห้งๆไปให้กับเขา

 

"อืม.. งั้นเราไปเลือกชุดกันก่อนดีไหมครับ?"เขาเสนอความคิดเห็น

 

"ค่ะ เอาอย่างนั้นก็ได้"ว่าจบ เราสองคนจึงเดินเข้าไปในตัวห้างทันที

 

 

ระหว่างทางเดินเข้าไปในตัวห้าง ฉันลอบสังเกตคนข้างกายของฉันเป็นระยะ เขาดูก็จะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ออกจะเป็นคนซื่อๆใสๆเสียด้วยซ้ำ เลยวางใจ และไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับนิสัยของเขา 

แต่ว่าสิ่งที่ฉันรู้สึกแปลกใจและสงสัยก็คือ หูฟังบลูทูธแบบไร้สาย หรือก็คือแอร์พอด ที่เขาสวมใส่มันอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่มาถึงที่นี่นั่นเอง

เขาสวมมันอยู่ข้างเดียว คือที่หูข้างขวา แต่ฉันเดินอยู่ข้างซ้ายของเขา ทำให้ไม่อาจจะรู้ได้ หากว่าเขากำลังคุยอยู่กับใครสักคน

แต่จะให้ถามไปตรงๆ มันก็ดูจะเสียมารยาทต่ออีกฝ่าย เลยทำได้แค่เก็บงำความสงสัยนั้นไว้ในใจ

 

 

"ร้านนี้ดีไหมครับคุณฮายัน?"คนข้างๆกายของฉันเอ่ยถามขึ้น พลางก็ชี้ไปยังร้านชุดวิวาห์แห่งหนึ่ง ซึ่งภายนอกและภายในของร้านถูกทาด้วยสีขาวดูสะอาดตา และยังตกแต่งด้วยของที่หรูหรามีราคาแพง ทำให้ดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก ต่างจากร้านอื่นๆที่เลือกทาสีที่มีสีสัน

 

"ค่ะ.. แต่ว่า.. ไหนๆเราก็จะแต่งงานกันแล้ว และฉันก็อายุมากกว่า งั้นเราลองเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกดีกว่าไหมคะ?"ฉันไม่ค่อยชินมากนัก หากจะให้เรียกฉันอยู่บ่อยๆ ว่าคุณฮายันอะไรแบบนี้ และไหนๆ อีกไม่นานเขาก็จะเป็นสามีฉันไม่ใช่หรือ? ถ้าจะมาเรียกกันตลอดว่าคุณฮายัน ฉันคงรู้สึกอึดอัดแย่

 

"อะ เอ่อ.. ครับ เอาอย่างนั้นก็ได้"ด้วยความที่ฉันเป็นคนช่างสังเกตในระดับนึง เลยได้เห็นสีหน้าตกใจของเขา ในตอนที่ฉันพูดถึงเรื่องแต่งงาน

 

"ค่ะ… งั้นคุณก็เรียกฉันว่าพี่ไปก่อนก็แล้วกันนะคะ ส่วนฉันจะเรียกคุณว่า..แบคยอง? ดีไหมคะ?"ฉันกล่าว

 

"ครับ เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ.. พี่ฮายัน.."เขาพูด แต่ทว่าสีหน้ายังคงมีเหงื่อไหลซึม

 

"เอ่อ.. นายโอเคนะ? สีหน้าของนายดูไม่ค่อยเลย…?"เขาดูเหมือนกำลังกลัวอะไรสักอย่าง ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

 

"คะ..ครับ ผมโอเคครับ..พี่.. ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก…"ทำไมคำพูดกับสีหน้าท่าทางของเขาถึงดูย้อนแย้งกันขนาดนี้นะ?

 

"แน่ใจนะ?"ฉันย้ำถาม เมื่อเห็นว่าเขาทำหน้าตาตื่นกลัวไม่พอ ยังหันซ้ายหันขวาอีก

 

"ครับพี่ เราเข้าไปกันเถอะ"เขารีบพูด ก่อนจะดันไหล่ของฉันให้เดินเข้าไปในร้าน

 

 

 

"ชุดนี้นายว่าดูเป็นไงบ้าง?"ฉันถามชายหนุ่มที่ยื่นอยู่ข้างๆกัน

 

"ผมว่า..มันก็ดูสวยดีนะครับ"เขาตอบ

 

"อืม.. ไม่ล่ะ ดูๆไปแล้ว มันดูเรียบง่ายเกินไปหน่อย"ฉันกล่าว ที่จริงแล้ว ชุดนี้มันไม่ได้เข้าตาฉันตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ที่จริง..ฉันแค่ต้องการจะทดสอบเขาก็เท่านั้น ว่าเขาเป็นคนที่มีความอดทนมากพอ ต่อเจ้าสาวของเขาหรือเปล่า เพราะผู้ชายในอุดมคติของฉันน่ะ จะต้องเป็นคนที่ใจเย็น และมีนิสัยหรือไลฟ์สไตล์ที่คล้ายๆกันกับฉัน

 

"แล้วชุดนี้ล่ะ?"ฉันแกล้งถามเขาอีกครั้ง

 

"ดูน่ารักดีนะครับ เหมาะกับพี่ดี"เขาตอบ ก่อนจะส่งยิ้มบางๆส่งมาให้

 

"อืม.. ไม่เอาอ่ะ หวานแหววเกินไปหน่อย"ฉันยังคงปฏิเสธ

 

แล้วหลังจากนั้นก็…

 

‘ไม่เอาอ่ะ’

 

‘ไม่ค่อยสวยเลย’

 

‘ไม่ชอบอ่ะ ดูจืดเกินไป’

 

‘ไม่เหมาะกับฉันเลยอ่ะ’

 

‘ฉันคงใส่ไม่ได้หรอก’

 

‘ไม่เอาอ่ะ ฉันไม่ชอบสีนี้’

 

‘เฮ้อ.. ท้อ..’ฉันกล่าวในใจกับตนเอง อย่างหมดอาลัยตายอยาก

 

‘ให้ตายสิ! หมอนี่อดทนเก่งชะมัด! แทนที่เขาจะแสดงสีหน้าท่าทางออกมาว่าเหนื่อยและรำคาญฉัน  เขาก็ไม่แสดงมันออกมาด้วยซ้ำ แถมยังยิ้มกว้างได้อยู่อีก ทั้งยังเป็นฉันเองต่างหากที่เหนื่อยแทนน่ะ’

 

"เฮ้อ นี่นายไม่เหนื่อยบ้างเลยเหรอ?"ฉันถาม ในขณะที่นั่งพักอยู่ที่โซฟาในร้าน 

 

‘เหมือนจะเห็นวิญญาณตัวเองลอยออกไปเลยแฮะ..’ฉันคิดกับตัวเองแบบขำๆ

 

"ไม่ครับพี่ ผมไม่เหนื่อยครับ แต่ว่าพี่นั่นแหละ ไหวหรือเปล่า? เดินไปเดินมาหลายรอบเลยนะครับ"เขากล่าวถาม

 

"เฮ้อ… ไหวสิ ขอพักสักแป๊บ เดี๋ยวก็หาย"ฉันกล่าวตอบเขา

 

‘ไหวอะไรกันล่ะ เท้าระบมไปหมดแล้ว เพราะวันนี้คุณนายโกอึนบอกให้ฉันใส่ส้นสูงมา ฉันเลยต้องทำหน้าที่ลูกที่ดี(ที่แม้จะเสแสร้งใส่มา) แต่ใครจะนึก..ว่าใส่แล้วจะทรมาณแบบนี้…’ แต่ว่าฉันก็ยังมีความอดทนมากพอ เลยไม่ได้บอกเขาไป 

‘สมน้ำหน้าตัวเองชะมัด.. จะแกล้งเขาแต่ดันเข้าตัวเองซะงั้น…’

 

"อ่า.. แต่ว่าเท้าพี่บวมและแดงไปหมดแล้วนะครับ"เขากล่าว ก่อนจะคุกเข่าลง ทำท่าจะเอื้อมมือมาถอดรองเท้าให้กับฉัน แต่ทว่าเสียงมือถือของเขาก็ดันดังขึ้นมาเสียก่อน

 

“อ่า.. ขอตัวสักครู่นะครับ”ฉันพยักหน้ารับ และมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยเดินไปจนลับสายตา

 

.

 

.

 

"ฮัลโหลครับพี่"ชายหนุ่มกดรับสาย ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

 

"เมื่อกี้นายจะทำอะไรน่ะ? พี่เห็นนะ"ปลายสายเอ่ยกับเขา น้ำเสียงก็ติดจะไม่พอใจเสียอย่างนั้น

 

"ครับ? ก็เห็นว่า..ว่าที่เจ้าสาวของพี่น่ะ เท้าระบมบวมเป่งเลยน่ะครับ ผมเลยอยากจะช่วยว่าที่พี่สะใภ้"ชายหนุ่มตอบอย่างหยอกเย้า

 

"หึ.. ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพี่ทำเอง"ปลายสายตอบกลับมา

 

"ไหนพี่บอกว่าแค่ให้ผมใส่หูฟังมา แล้วทำตามที่พี่บอก และพี่ก็จะตามเราอยู่ห่างๆแค่นั้นไงครับ? พี่จะปรากฏตัวให้เธอเห็นเหรอ? เดี๋ยวเธอก็จับได้หรอกว่าพี่แอบตามเราสองคนมา.."

 

"ไม่หรอก เธอยังไม่รู้ว่าพี่เป็นใคร มีความสัมพันธ์ยังไงกับตระกูลคิม เธอรู้แค่ว่า..พี่ชื่อวีเท่านั้น"

 

"ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่พี่เลยครับ แต่เดี๋ยวผมไปบอกเธอก่อน"ชายหนุ่มตอบ ก่อนจะกดวางสายไป

 

.

 

.

 

"พี่ครับ.. คือว่าผมมีเรื่องด่วนเข้ามาน่ะครับ ผมเลยต้อง..ขอตัวกลับก่อนน่ะ…"ฉันมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า และฟังสิ่งที่เขาพูดออกมา

 

"อืม ถ้านายมีธุระก็ไปทำเถอะ ไว้พรุ่งนี้เรามากันใหม่ก็ได้"ฉันตอบอย่างเข้าใจ

 

‘ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ เขามีงานที่ต้องทำนี่นา’

 

"ครับ ขอโทษจริงๆนะครับพี่ งั้น..ขอตัวก่อนนะครับ"เขากล่าว ก่อนจะเดินหันหลังแล้วเดินจากไป

 

 

‘เฮ้อ.. ให้ตายสิ… จะทำอะไรดีนะ ยังไม่อยากกลับเลย ไหนๆ..คุณนายโกอึนก็อุตส่าห์ให้บัตรเครดิตมาแล้ว… ถลุงไปสักหน่อยคงไม่เป็นอะไรสินะ…’ ฉันคิดอยู่คนเดียวพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นมาจากโซฟา แต่ทว่าก็ต้องกลับลงมานั่งอีกครั้ง เพราะความเจ็บที่แล่นเข้ามาภายใน

 

‘เจ็บเท้าชะมัด โอย.. บวมเป่งเลยแฮะ… โถ่.. ให้ตายสิ!’ ฉันได้แต่ร้องคร้ำครวญกับตนเองในใจ พลางก็ถอดรองเท้าออก เพื่อให้อาการเจ็บปวดลดลง แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยระคายลงนักเลย

 

 

"ไงครับคุณฮายัน… อ้าว? เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ?"ขณะที่ฉันกำลังก้มลงมองพินิจข้อเท้าของตัวเองอยู่นั้น ฉับพลันเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้น อีกทั้งฉันยังเห็นรองเท้าที่น่าจะเป็นของเจ้าของเสียงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

ฉันเงยหน้าขึ้นมามองผู้มาเยือนใหม่ ก็พบว่าเป็นคนที่ในใจเฝ้าภาวนาขอให้อย่าได้มาเจอกันบ่อยนักเลย ซึ่งสุดท้ายก็ดูเหมือนว่า คำขอของฉันคงจะไม่เป็นผลเท่าไหร่นัก

 

"คุณวี? มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ? จะแต่งกับสาวที่ไหนงั้นเหรอ? อ่า.. เธอคนนั้นคงจะโชคร้ายน่าดูเลยนะ…"ฉันไม่รอช้าหรือลังเลเลย ที่จะเอ่ยวาจาเฉือดเฉือนเขาก่อน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังยกยิ้มกรุ่มกริ่มอย่างมีเลศนัย หรือเพราะเขาเก็บอารมณ์เก่งกัน ฉันถึงไม่เคยดูออกว่าที่จริงแล้วเค้าคิดยังไงกันแน่…

 

"เรื่องนั้นช่างมันก่อนดีกว่าไหมครับ อย่าห่วงเรื่องของผมเลย ห่วงตัวคุณดีกว่า ว่าเดินไหวหรือเปล่าน่ะ"เขากล่าวกับฉัน

 

"หึ แน่นอนสิคะ ฉันเดินไหวอยู่แล้ว…"ฉันกล่าวอย่างถือตัว

 

"อย่าอวดเก่งสิ ผมรู้นะว่าคุณเดินไม่ไหวน่ะ"เขากล่าว พลางก็ถอนหายใจออกมา

 

"ไหวไม่ไหวก็เป็นเท้าของฉัน คุณไม่ต้องมาเดือดร้อนแทนหรอกนะคะ"ฉันยังคงไม่ลดละความอวดดี

 

"ไม่ได้เดือดร้อน แต่เป็นห่วงต่างหากล่ะครับ"อีกฝ่ายกล่าวออกมา ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน แล้วทำท่าเอื้อมมือมาจะจับเท้าฉัน ทว่าฉันก็ชักเท้าหนี หลบมือของเขาเสียก่อน

 

"อย่าดื้อสิครับ ให้ผมดูเท้าคุณหน่อย"เขากล่าว พลางก็ส่งสายตาดุๆมาให้

 

"คุณจะทำอะไรล่ะคะ? จะหักขอเท้าฉันหรอ?"ฉันดื้อดึงโต้เถียงเขาออกไป

 

"เฮ้อ… ให้ตายเถอะครับคุณฮายัน คุณนี่เหมือนเด็กๆไม่มีผิดเลย เรื่องวันก่อนไว้ทีหลังเถอะครับ ถึงคุณยังงอนผมอยู่ ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ตอนนี้เท้าคุณเจ็บอยู่นะ เรื่องนั้นไว้ค่อยง้อทีหลังเถอะครับ"

 

"ฉันไม่ได้งอนคุณสักหน่อย! แต่ฉันเกลียดขี้หน้าคุณต่างหาก! ฉันไม่ต้องการจะยุ่งกับคุณ ไอ้คนโรคจิต!!"ฉันเถียงเขาฉอดๆ ซึ่งไม่วายพาลด่าเขาเสียงดังไปด้วย

 

"เฮ้อ… ดื้อชะมัด…"เขาพึมพำกับตนเองเบาๆก่อนจะเหยียดตัวลุกขึ้น แต่แม้ว่าเขาจะพูดเบาๆฉันก็ยังได้ยินมันอยู่ดี เลยทำท่าจะอ้าปากเถียงเขา แต่ก็ต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้าง เมื่อเขาใช้แขนข้างนึงรวบขาของฉันเอาไว้ ก่อนจะอุ้มฉันขึ้นมาแนบอกในท่าเจ้าสาว ซึ่งนั้นทำให้คำโต้เถียงที่ฉันกำลังจะกล่าวออกมา ต้องกลืนหายลงไปในลำคอทันที

 

"นี่! คุณจะทำอะไรน่ะ! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!!"ฉันเมื่อตั้งสติได้ จึงดิ้นไม่ยอมหยุด อยู่ในอ้อมแขนของของเขา

 

"ไม่มีวันหรอกครับ จนกว่าคุณจะยอมไปดูอาการกับผมดีๆ"

 

"ไม่มีวันหรอกค่ะ จนกว่าคุณจะปล่อยฉันลง"ฉันย้อนคำพูดเขา

 

"ถ้าปล่อยคุณก็หนีน่ะสิ ต่อให้คุณเจ็บเท้า คุณก็จะยังวิ่งหนีผม ผมรู้นะ.. ฉะนั้นผมไม่ปล่อย และคุณก็หยุดดิ้นได้แล้วเถอะครับ"เขากล่าว

 

"ไม่! ปล่อย! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนะไอ้บ้า!!"ฉันยังคงดิ้นต่อไป และปากก็ยังไม่หยุดเถียงเขา

 

"นี่! ถ้าคุณยังไม่หยุดดิ้นแล้วเงียบนะ ผมจะจูบคุณกลางห้างนี่แหละ!"เขาขู่ฉัน เขาคงคิดว่าฉันจะกลัวสินะ…. หึ..

 

"………"เออ! กลัวเว้ย! คนอย่างเขาหน้าด้านจะตายไป! และฉันก็ไม่ยอมเสียตัว(?)ให้เขากลางห้างหรอก!!

 

"หึ.. แบบนี้ค่อยน่ารักขึ้นมาหน่อย"เขากล่าว พลางก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะอุ้มฉันไปยังชั้นล่างสุด ซึ่งเป็นลานจอดรถ

เขาวางฉันลงในรถอย่างเบาๆ ก่อนจะอ้อมมาอีกนั่งฝั่งนึง ซึ่งเป็นฝั่งของคนขับ และสตาร์ทรถขับออกไปทันที

 

 

 

"ทางนี้ไม่ใช่ทางไปโรงพยาบาลนี่.. คุณจะพาฉันไปไหนกันแน่?"ฉันเอ่ยถามออกมา เพราะเห็นว่าเขาขับรถไปทางอื่น ไม่ใช่ทางที่จะไปโรงพยาบาลเลยสักนิด

 

 

"ผมไม่ได้บอกคุณสักหน่อยนี่.. ว่าจะพาคุณไปโรงพยาบาล"น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอย่างมีเลศนัยกับฉัน ก่อนจะเร่งความเร็วของรถ เพื่อให้ถึงจุดหมายได้เร็วขึ้นอีก

 

‘ให้ตายสิ! เขากำลังพาฉันไปที่ไหนเนี่ย!!?’ ฉันได้แต่คิดหวั่นวิตกกับตนเองในใจ เพราะไม่อาจรู้ได้ ว่าจุดหมายปลายทางข้างหน้านี้..เป็นอะไรกันแน่….

 

.

 

.

 

.

 

เอ…เหตุการณ์แบบนี้รี้ดคุ้นๆกันบ้างไหมคะ? >^<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #7 Icekiki25 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 01:38

    รอตอนต่อไปนะ
    #7
    1
    • #7-1 imraeyeon(จากตอนที่ 5)
      5 ธันวาคม 2563 / 11:40
      ขอบคุณนะค้าา♥️♥️
      #7-1