Fake Girl [V x You]

ตอนที่ 2 : Fake 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    20 พ.ย. 63

ก๊อกๆๆ

 

"เข้ามา"เสียงจากด้านในดังขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าฉันสามารถที่จะเดินเข้าไปด้านในได้ตามคำสั่งของเขา

 

ฉันเปิดประตูเข้าไปด้านในห้องห้องหนึ่ง ซึ่งชายวัยกลางคนกำลังนั่งอยู่ด้านใน พร้อมด้วยครอบครัวที่เขาแสนจะรักนักหนาก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

 

 

"ฮายัน.. ลูกมาแล้วสินะ…"ชายวัยกลางคนที่ฉันเอ่ยถึงไปเมื่อสักครู่ ตอนนี้เขากำลังยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นฉันเดินเข้ามา พร้อมทั้งคำเรียกขานที่ดูสนิทสนม ทั้งๆที่ปกติเขาไม่ค่อยที่จะเรียกมันนัก เพราะถ้าเขาเรียก นั่นหมายความว่าเขากำลังจะบอกให้ฉันทำตามความต้องการของเขา

ฉันทำทีเป็นฉีกยิ้มให้กับทุกคน ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงดีใจและสดใส เสมือนว่ามีความสุขที่ได้เจอพวกเขา ทั้งๆที่ในใจนึกขยาดเต็มทน

 

"สวัสดีค่ะคุณพ่อ สวัสดีค่ะคุณแม่ สวัสดีนะคะพี่ซองจุน และก็น้องอึนมี"ฉันเรียกขานทุกๆคนในที่นี้ด้วยความร่าเริง แม้จะกระดากปากมาก เพราะเวลาเรียกชื่อพวกคนน่าขยะแขยงพวกนี้ ฉันรู้สึกรังเกียจเป็นอย่างมาก

 

"อืมๆ นั่งลงก่อนเถอะลูก"ชายผู้เป็นนายใหญ่ของบ้าน เริ่มต้น‘เสแสร้ง’เหมือนกับฉัน เสมือนว่าเขากำลังทำหน้าที่พ่อที่ดีที่สนิทสนมกับลูกๆ โดยการเชิญให้นั่งข้างๆเขา

ฉันนึกรังเกียจในใจ ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มกว้างกว่าเดิมและตรงเข้าไปนั่งข้างๆเขา ตามที่เขาต้องการ

 

‘คงต้องอาบน้ำถูสบู่เยอะๆแล้วล่ะ’

 

"คุณพ่อมีอะไรเหรอคะ? ถึงได้เรียกหนูมา"ฉันเอ่ยถามพร้อมกับทำหน้าตาไร้เดียงสา

 

"อืม.. เปล่าหรอกลูก พวกเราแค่ไม่ได้เจอกันพร้อมหน้าแบบนี้นานแล้วน่ะสิ"ผู้เป็นใหญ่ของบ้าน ยุน วังซองกล่าวเหมือนกับว่าไม่มีอะไร แต่กลับทำสีหน้าลำบากใจเพื่อทำให้เธอรู้สึกย้อนแย้งและเอ่ยถาม

 

‘เหอะ จะพูดก็พูด ทำไมต้องอ้อมค้อมให้น่ารำคาญกัน…’

 

"คุณพ่อคะ…มีเรื่องอะไรน่ะ ก็บอกหนูมาเถอะค่ะ"ในเมื่ออยากให้ฉันเล่นด้วย ฉันก็ยินดีไม่ขอปฏิเสธแล้วกัน

 

"คือว่าพ่อ-//ไม่มีอะไรหรอกจ่ะลูก ก็แค่เรื่องงานน่ะ"ชายวัยกลางคนทำท่าจะเปิดปากเล่าออกมา ทว่าคุณผู้หญิงของบ้านอึน โกอึนก็เอ่ยดักเอาไว้เสียก่อน

 

‘เฮ้อ ลูกไม้ตื่นๆนี้ใช้มากี่ปีแล้ว? บอกให้ฉันรีบกลับมาจากมหาลัยเพื่อให้ฉันทำตามความต้องการ แต่ก็มาอ้อมค้อมนั่นนี่ น่ารำคาญชะมัด’

 

"คุณพ่อคะ คุณแม่คะ บอกหนูมาเถอะค่ะ อะไรที่หนูช่วยได้ หนูก็ยินดีจะช่วยค่ะ"ฉันเอ่ย ยอมตบละครฉากนี้ให้พวกมันหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวจะปั้นหน้าสูญเปล่า เวลามองดูแล้วมันน่าสมเพชน่ะ

 

"เฮ้อ..ลูกนี่เป็นคนดีจริงๆ คือว่า…ที่จริงตอนนี้น่ะ บริษัทของพ่อกำลังจะรวมบริษัทกับตระกูลคิมน่ะสิ แต่ว่าเราจำเป็นต้องมีตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน พ่อและลุงคิมเลยตกลงกันว่า จะให้ลูกๆของเรามาแต่งงานกัน…"เขาหยุดกล่าว พลางก็ลอบดูปฏิกิริยาของฉัน ก่อนจะแสร้งทำหน้าตาเป็นกังวลใจและกล่าวต่อ

 

"แต่ว่า..ถ้าเราส่งพี่ใหญ่ซองจุนไป ทางนั้นเขาไม่มีลูกสาวเลยน่ะสิ แต่ครั้นจะส่งอึนมีไปอีก ลูกก็รู้ว่าน้องมีคนที่รักอยู่แล้ว พ่อคง…ต้องส่งลูกสาวคนกลางของพ่อไป.. ขอโทษนะ พ่ออับจนหนทางแล้วจริงๆ"ชายวัยกลางคนกล่าว อีกทั้งยังแสร้งทำหน้าอมทุกข์ ทำให้เขาดูเป็นชายชราไปในทันที

 

‘หึ อยากให้ฉันไปแทนแต่แรกงั้นสิ… งั้นก็ไม่ต้องอ้อมนั่นอ้อมนี่ให้น่ารำคาญเลยนี่นา’

 

"แต่ว่าคนที่น้องอึนมีชอบก็คือคิม แทฮยองลูกชายคนโตของคุณลุงคิมนี่คะ"ฉันแสร้งถามลองเชิง เพราะถ้าจะให้ทำตัวไร้เดียงสาจนเกินไปก็ไม่ใช่ เพราะฉันคืออดีตนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งเชียวนะ จะให้ทำตัวใสซื่อไร้เดียงสาเกินไปแบบนี้ อาจจะทำให้พวกมันสงสัยว่าตำแหน่งนี้ฉันได้มาได้อย่างไร

 

"ก็คุณลุงคิมเขาน่ะสิ บอกว่าต่อให้เขาไม่ถามเขาก็รู้ว่าลูกชายคนโตของเขาไม่มีทางยอมแน่ๆ เลยให้ลูกชายบุญธรรมของท่านมาเป็นตัวแทนเชื่อมความสัมพันธ์แทน"คุณยุน วังซองพูดอธิบาย

 

"ลูกชายบุญธรรมเหรอคะ?"คุณลุงคิมมีลูกชายบุญธรรมด้วยอย่างนั้นเหรอ? ฉันพึ่งรู้นะเนี่ย

 

"ใช่แล้วลูก คุณลุงคิมเขามีลูกเลี้ยงอยู่คนนึง ชื่อลี แบคยอง เด็กคนนี้ที่จริงมีฐานะเป็นหลานของคุณนายคิม ชื่อลี แทยอน แต่ว่าน้องชายของคุณลีแทยอนซึ่งก็คือพ่อของเด็กคนนี้เสียชีวิตทั้งครอบครัวน่ะ ท่านก็เลยรับมาเป็นลูกให้เป็นคนในตระกูลคิม"เขาอธิบาย

 

‘เหอะ ที่แท้ สาเหตุที่อยากให้ฉันแต่งงานแทน ก็เพราะต้องการจะจับทายาทตระกูลคิมที่เป็นตัวจริงสินะ เลยให้ฉันแต่งงานกับคนที่เป็นลูกเลี้ยงแทน ซึ่งเป็นการฮุบบริษัทของตระกูลคิมเอาไว้ แบบนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งทายาทตระกูลคิมและบริษัทตระกูลคิม หึ ยังน่ารังเกียจเหมือนเดิมเลยนะ..ตระกูลยุนเนี่ย’

 

"แต่หนูไม่ได้รักผู้ชายคนนั้นนี่คะ อีกอย่าง..คุณพ่อก็สัญญาไว้แล้ว..ว่าพอหนูเรียนจบจะปล่อยหนูไป"ฉันพูดไปตามความจริง

 

"อะ..เอ่อ… งั้นเอาอย่างนี้ดีไหม? ถ้าลูกยอมแต่งงาน..แล้วมีทายาทเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทมั่นคงยิ่งขึ้น แล้วก็หย่ากัน แต่หลังจากที่ลูกหย่า พ่อจะปล่อยหนูไปทันทีเลยดีไหม?"เขายื่นข้อเสนอ  

ในสมองฉันประมวลผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว ถ้าฉันแต่งงานแล้วรีบมีลูกให้ ก็น่าจะประมาณ..1-2ปีไม่เกินจากนี้แน่ แล้วจากนั้นก็รีบหย่ากัน และฉันก็จะเป็นอิสระ!

ส่วนเรื่องย้ายออกไปแล้วกลัวว่าไม่มีเงินตั้งตัวเหมือนเมื่อก่อนล่ะก็ ฉันก็ค่อยฮุบสินเจ้าสาวเอาไว้ หรือไม่ก็ขูดรีดจากสามีทางอ้อมไป เพียงเท่านี้…เพียงเท่านี้! ฉันก็จะเป็นอิสระ!

 

 

"เอ่อ…ก็ได้ค่ะ… หนู…จะยอมแต่งงาน ตามที่คุณพ่อต้องการ"ฉันแสร้งเอ่ยเศร้าๆเล็กน้อย ทว่าที่จริงตอนนี้ในสมองนั้นกระโดดโลดเต้นจนแทบบ้าอยู่แล้ว

 

"ฮะ..ฮายัน.. ลูกคิดดีแล้วใช่ไหม? พ่อไม่อยากให้ลูกไปเลย…"ชายวัยกลางคนยังคงตีหน้าเล่นละครต่อ แต่ช่างไม่เนียนเอาเสียเลย นัยน์ตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับขนาดนั้นน่ะ ช่างอ่อนหัดเสียจริง

 

"ค่ะ หนูคิดดีแล้ว และนี่ก็คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่หนูจะเพื่อครอบครัว(น่ารังเกียจ)นี้ได้ค่ะ"ฉันแสร้งเอ่ยอย่างสลด

 

"โถ่ ลูกแม่…หนูเป็นคนดีของแม่จริงๆ"คุณนายหญิงของบ้านอึน โกอึนพูด พลางก็ทำท่าซับน้ำตาไปด้วย 

‘หึ เก็บน้ำตาไว้เถอะ เพราะหลังจากที่ฉันตั้งตัวได้ยิ่งใหญ่เมื่อไหร่ ฉันจะกลับมาเหยียบตระกูลเน่าเฟะนี้ให้จมดินแน่’

 

"งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ เรื่องงานแต่งนี้คุณพ่อก็บอกคุณลุงคิมไปเถอะค่ะ ว่าจะเป็นหนูเอง… และทุกคนก็ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ"ฉันทำท่าเหมือนฝืนยิ้มออกไปให้ทุกคน ก่อนจะลุกขึ้นและเดินจากไป

 

ออกมาได้สักพัก ฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะของชายวัยกลางคนเมื่อครู่ดังลั่นไปทั่วห้อง

‘หึ คงจะอดกลั้นมานาน’

ฉันเลิกสนใจและเดินออกไปทันที

 

.

 

.

 

ช่วงเที่ยงของวันถัดมา ฉันกำลังนั่งอยูมองท้องฟ้าอยู่บนดาดฟ้าคนเดียว เพราะว่าฉันไม่มีเพื่อนเลยสักคน เนื่องจากฉันไม่ไว้ใจใครอีกต่อไปแล้ว เลยทำให้พวกคนที่พยายามเข้าหาฉัน ต่างก็ต้องยอมแพ้ เพราะไม่สามารถตีสนิทกับฉันได้ แม้ภายนอกฉันจะยังคงดูใสซื่อบริสุทธิ์เข้าหาง่ายอยู่ก็ตาม

 

 

"เอ่อ.. นี่ ยุน ฮายัน…"เสียงเรียกจากด้านหลัง ทำให้ฉันต้องหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นพวกแก๊งค์มารร้าย ที่เคยหาเรื่องฉันเมื่อวันก่อนนั่นเอง

 

"มะ..มีอะไรเหรอ?'ฉันเริ่มแสดงละครทันที ด้วยการทำท่าทีหวาดหวั่นให้กับคนพวกนั้น

 

"นี่ ไม่ต้องกลัวนะ พวกฉันแค่จะมาขอบคุณและก็…ขอโทษเธอน่ะ.."หัวหน้าแก๊งค์เอ่ย

 

"ระ..เรื่องอะไรงั้นเหรอ?"ฉันแสร้งมีท่าทีเลิกกลัวไปเล็กน้อย ภายนอกของฉันที่แสดงออก คือมีท่าทีคลายความหวาดกลัวลงแค่สายตาก็ยังคงที่ระแวงอยู่

 

"ก็เรื่องพี่แดอุนไงล่ะ วันนั้นที่รู้ ฉันก็รีบไปหาพี่เขาและถามตรงๆ ปรากฏว่าสิ่งที่เธอบอกเป็นเรื่องจริง นั่นจึงทำให้เราได้กลับมาคบกัน"เธอคนนั้นเอ่ยด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด

 

‘ผู้ชายเลว ส่วนผู้หญิงก็โง่…’

 

"ดังนั้นฉันก็อยากจะขอบคุณเธอที่ทำให้ฉันได้รู้ความจริง และก็อยากจะขอโทษที่วันนั้นฉันทำตัวไม่ดีใส่เธอ"เธอคนนั้นกล่าว

 

‘แต่อย่างน้อยก็ยังมีจิตสำนึกล่ะนะ…’

 

"อื้ม..ไม่เป็นไรจ่ะ เราให้อภัย"ฉันตีหน้ายิ้มกว้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส

 

"ขอบคุณนะที่ให้อภัย งั้น..เราขอตัวก่อนนะ…"เธอกล่าว ก่อนที่จะพาเหล่าแก๊งค์ปากแดงนี้จากไป

 

เมื่อเห็นว่าพวกเธอไปพ้นแล้ว จากหน้าที่ยิ้มกว้างเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบดังเดิมทันที

 

"เหอะ ผู้ชายก็เลว ส่วนผู้หญิงก็โง่ไปหน่อย…"ฉันเอ่ยคนเดียว พลางสายตาก็จ้องมองไปยังท้องฟ้าที่มีเมฆล่องลอยตามเดิม

 

 

"หึ คุณยุน ฮายันเนี่ย ฉลาดจริงๆเลยนะ"เสียงทุ้มด้านหลังฉันเอ่ยขึ้น ทำให้ฉันต้องละสายตากลับไปมองผู้มาเยือนใหม่… ไม่สิ.. เขาก็อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกแล้วเพียงแต่ฉันไม่รู้ก็เท่านั้น

 

"ตายจริง! คุณวีนี่ก็..ชมกันเกินไปแล้วนะคะ"ฉันเปลี่ยนสีหน้าเป็นแย้มยิ้มอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นหน้าเขาเต็มๆอีกครั้ง แม้ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เพราะฉันไม่จำเป็นต้องแสดงละครนี้ให้แนบเนียนกับเขานัก ในเมื่ออย่างไรเขาก็รู้ความลับข้อนี้ของฉันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ..

 

"แหม คุณฮายันรู้จักผมด้วยสินะครับ รู้สึกเป็นเกียรติจัง"เขากล่าว พลางก็แย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ หึ ถามว่าใครในมหาลัยแห่งนี้ไม่รู้จักเขาบ้าง ไม่มีหรอก ขนาดคนที่ไม่สนใจอะไรอย่างฉันยังรู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่รู้จักแค่นามแฝงนี้ของเขาเท่านั้น ไม่ได้รู้จักชื่อจริงๆแต่อย่างใด

เพราะเขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงของมหาลัยนี้เลยล่ะ เรือนผมสีแดงอันโดดเด่นนั่น ใบหน้าหล่อเหลามีเอกลักษณ์นั่น และรูปร่างสูงโปร่ง และเรือนร่างที่ดูแข็งแรง เขาต่างก็เป็นคนที่หญิงสาวทั้งหลายต่างก็หมายปองกันทั้งนั้น

แต่ที่ฉันจดจำเขาได้ ไม่ใช่เพราะเคยเจอหรือจำรูปลักษณ์ของเขาได้แต่อย่างใด ฉันรู้เพียงแค่ว่า คนที่ชื่อวีคนนั้น มีสีผมสีแดงก็เท่านั้น ส่วนที่ทำให้มั่นใจว่าเขาคือวี ก็เพราะว่าเขาดูดียังไงล่ะ

 

"ฮ่ะๆ เป็นเกียรติอะไรกันคะ ฉันสิที่ต้องเกลียด(เกียรติ)คุณ"ฉันต่อว่าเขาด้วยรอยยิ้มและความสดใสของตัวเอง

 

"หึๆ คุณฮายันเนี่ย ยังแสดงละครเก่งเหมือนเดิมเลยนะครับ"เขากล่าว พลางก็ค่อยๆก้าวเดินเข้ามาหาฉันเรื่อยๆ ทว่าเขาคงต้องผิดหวัง หากคิดว่าฉันจะถอยหลังหนี ซึ่งมันตรงกันข้าม ฉันกลับเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเขาเช่นเดียวกัน

 

"จริงเหรอคะ? แต่ก็คงไม่เท่าคุณหรอกมั้ง"ฉันยิ้มแย้มตอบกลับ ซึ่งตอนนี้เราสองคนก็ได้มายืนประจันหน้ากัน อีกฝ่ายนึงเลิกคิ้วแปลกใจ แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปาก

 

"อ่า.. มาชมผมแบบนี้ผมก็เขินแย่สิ"เขากล่าวด้วยความยียวนกวนประสาท

 

‘ฉันไปชมเขาตอนไหนกัน! นี่ฉันด่าเขานะ ไม่ได้ชมเขาสักหน่อย!’

เพราะถ้อยคำของเขา ทำให้ฉันรู้สึกว่าคิ้วของตัวเองกระตุก และเริ่มรู้สึกคันยุบยิบในใจ

 

"ที่แท้คุณก็เขินเป็นด้วยสินะคะ นึกว่าใบหน้าคุณจะทนแดดทนร้อนเสียอีก"ฉันด่าเขาว่าหน้าหนาทางอ้อม

แต่เขาดูเหมือนจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ซ้ำพอได้ยินยังยิ้มกว้างกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ซึ่งมันทำให้ฉันเกือบคิดว่าเขาไม่เป็นอะไรกับคำพูดของฉันแล้วจริงๆ

ทว่าเขากลับใช้โอกาสที่ฉันเผลอ จับแขนฉันและดึงเข้าหาผนังด้าน ก่อนจะตรึงฉันไว้ตรงกลางโดยไม่ยอมให้ฉันหนีไปไหนสักทาง

 

"ปากคอคุณเนี่ยร้ายจริงๆเลยนะ"เขากล่าว พลางก็เริ่มโน้มหน้าเขามาใกล้ฉันเรื่อยๆ ทำให้ฉันต้องกลั้นหายใจเอาไว้

 

"แต่ถ้าผมปิดปากของคุณด้วยปากของผมแล้ว มันจะยังเหมือนเดิมหรือเปล่านะ?"อีกฝ่ายยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างผู้ที่เหนือกว่า

 

"ไอ้.โรค.จิต."ฉันฝืนยิ้มออกมาด้วยความหงุดหงิดที่ไม่สามารถสู้แรงเขาได้เลย

 

"ว้าว.. คุณนี่..น่าสนใจจริงๆ"อีกฝ่ายมีสีหน้าตกตะลึง แต่สักพักก็กลับมายิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ดังเดิม

 

"ถอยไปได้แล้วไอ้หื่นกาม ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน"ฉันกัดฟันพูด เพราะต้องการระงับอารมณ์ครุกกรุ่นที่มีอยู่เต็มอก

 

"แหมๆ ใจเย็นๆสิครับ ผมถอยไปแน่ แต่หลังจาก…"เขาเว้นจังหวะในการพูด

 

"หลังจากอะไร?"มาแล้ว มันเริ่มแล้ว ความอดทนฉันกำลังจะหมดลงกับไอ่คนกวนประสาทอย่างเขา

 

"หลังจากที่ผมได้…. จุ๊บ!… ปัง!"เขาเว้นช่วงจังหวะไว้ ก่อนที่ก้มลงหอมเข้าที่แก้มของฉันอย่างเต็มปอด ซึ่งยืนยันได้จากเสียงจุ๊บ!นั่น! ส่วนเสียงปัง!คือเสียงของประตูที่ปิดลงอย่างรวดเร็วเพราะความเร่งรีบ เนื่องจากเขามาขโมยหอมแก้มฉันตอนที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว และหลังจากนั้นก็รีบวิ่งลงไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ฉันไม่มีโอกาสได้ด่าหรือต่อยเขาหน้าเลยด้วยซ้ำ

 

 

“อะ..ไอ้..ไอ้โรคจิต! ไอ้บ้าหื่นกาม! ไอ้โจรขโมยแก้ม!!”

 

เสียงหญิงสาวตะโกนด่าไล่หลังชายหนุ่มไป เสียงของเธอนั้นดังไปทั่วบริเวณดาดฟ้านั่น ตามอารมณ์ที่โมโหอย่างเดือดดาลของผู้เป็นเจ้าของเสียงมัน

ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มผู้ถูกเอ่ยถึงนั้นได้ยินมันอย่างชัดเจน เขาอมยิ้มอย่างมีความสุข ต่างกับอีกคนที่โมโหอย่างเอาเป็นเอาตาย

.

 

.

 

.

 

 

นี่คือแผนผังตัวละครสำคัญในเรื่องนะคะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #1 Lettuces (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 23:59
    โจรขะมยแจ้มมมมม
    #1
    1
    • #1-1 IRY.(จากตอนที่ 2)
      20 พฤศจิกายน 2563 / 00:13
      นุ้งวีของเรากลายเป็นโจรขโมยแก้มไปแล้ววว
      #1-1