Fake Girl [V x You]

ตอนที่ 1 : Fake 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 97
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    20 พ.ย. 63

 

“แกมันยัยแมวขโมย!!”

 

เสียงตวาดดังลั่นไปทั่วบริเวณดาดฟ้าที่แต่ก่อนเคยเงียบสงบไร้ซึ่งผู้คน แต่ทว่าบัดนี้ได้มีกลุ่มหญิงสาวจำนวนหนึ่ง ยืนขวางประตูทางเข้าออกเอาไว้ ราวกับเป็นเจ้าของที่แห่งนี้

พวกเธอทั้งหมดล้วนแต่ใส่เสื้อผ้าหรูหราราคาแพง ใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางค์ชั้นนำที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ทว่ามันดูจัดจ้านจนเกินควร นั่นจึงทำให้พวกเธอดูราวกับเป็นเหล่านางร้ายที่ออกมาจากในละครหรือในภาพยนตร์ก็ไม่ปาน

 

"ฉะ..ฉันเหรอ? ฉันเปล่านะ"และอีกฝั่งนึง ก็ยังมีหญิงสาวร่างเล็กอยู่คนหนึ่ง เธอดูจะเริ่มหวาดกลัวเหตุการณ์ตรงหน้าขึ้นมา เพราะแค่ลำพัง หญิงสาวบอบบางอย่างเธอ คงสู้เหล่านางมารร้ายนี้ไม่ไหว

เธอนั้นมีขนาดตัวที่เล็กและบาง เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป ใบหน้านั้นไม่มีเครื่องสำอางค์มาแต่งเติม แต่ทว่าเธอกลับมีความสวยโดดเด่นที่สุดในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ

 

"เหอะ! เปล่างั้นเหรอ? ถ้าเปล่าแล้วพี่แดอุนเค้าจะบอกเลิกฉัน และไปขอแกเป็นแฟนทำไม!!!"หญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าแก๊งค์นางมารร้ายนี้ตะโกนออกมาด้วยความโมโห

 

 

‘เหอะ ไม่มีปัญญาซื้อใจผู้ชาย แล้วมาโทษคนอื่น น่าสมเพช..’

 

 

"ฉะ..ฉันไม่รู้.. และฉันก็ไม่ได้เป็นแฟนกับพี่เค้าด้วย  ที่จริง..พี่เค้ามาบอกฉัน ว่าเค้าแค่อยากลองใจเธอ.."ร่างเล็กตอบด้วยความสั่นสะท้าน กลัวว่าอีกฝ่ายจะลงมือทำร้ายตน

 

"จะ..จริงเหรอ?"หัวหน้าแก๊งค์เมื่อครู่ชะงักไปพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

 

"อื้ม จริงสิ พี่เค้าบอกฉันมาอย่างนี้จริงๆ เค้าแค่อยากรู้ ว่าเธอรักเค้ามากขนาดไหน เลยตัดสินใจทำอย่างนี้"

 

"ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้…. พี่แดอุน… ฉะ ฉันต้องไปหาเขา.."หัวหน้าแก๊งค์นางมารร้ายนี้ พึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหันหลังและวิ่งกลับลงไปยังชั้นล่างอย่างรวดเร็ว ซึ่งเหล่าคนที่เหลือ เมื่อเห็นว่าหัวหน้าของตนวิ่งหนีหายไป ก็ไม่รอช้าวิ่งตามหลังไปทันที

 

 

ร่างบางที่เมื่อครู่มีท่าทีหวั่นกลัว เมื่อเห็นเหล่าหญิงสาวพวกนั้นพากันจากไป ใบหน้าที่เคยฉายแววตกใจก็แปรเปลี่ยนมาเป็นเย็นชาและเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว ทิ้งคราบหญิงสาวผู้บอบบางน่าปลอบโยนเมื่อครู่ไปทันที

 

"หึ น่าสมเพช.."เสียงหวานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงเล็กน้อย และยังเค้นยิ้มมุมปาก สายตาเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด

 

มือบางล้วงเข้าไปในกระโปรง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมา พิมพ์ข้อความไปถึงต้นเหตุของเรื่องเมื่อครู่

 

 

‘พี่คะ เราอย่าเจอกันอีกเลย หนูไม่ได้ชอบพี่’

 

ก่อนจะกดส่งไปเป็นที่เรียบร้อย และนำมือถือใส่ไว้ในกระโปรงของเธอตามเดิม

เท้าเล็กๆกำลังจะก้าวเดินไปถึงประตู เพื่อเดินลงไปยังชั้นล่าง ทว่ากลับมีเสียงทุ้มเอ่ยดักเธอเอาไว้เสียก่อน

 

"เก่งดีนี่"เสียงทุ้มปริศนาดังขึ้น ทำให้ขาทั้งสองของเธอต้องหยุดชะงัก และหันมามองยังต้นเสียง

ปรากฏเป็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่ง เขาคนนั้นมีใบหน้าหล่อเหลาดูดีมีเอกลักษณ์ เรือนผมสีแดงนั่น ทำให้เขาดูโดดเด่นและสง่าผ่าเผยเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่า เขาเป็นชายหนุ่มที่ดูดีมากจริงๆ

 

 

"แสดงละครน่ะ เก่งดีนะ.. สนใจออดิชั่นไหม?"วาจาเฉือดเฉือนปั่นประสาทนั่น ถูกเอ่ยออกมาจากปากของเขา

หญิงสาวที่ตอนนี้มีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นออกมาจากปากของเขา ก็เงียบไปสักพักหนึ่ง สีหน้าไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น ก่อนใบหน้าสวยนั่น จะแปรเปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้มกว้างออกมาให้กับผู้เอ่ย และก็กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงหวานใส

 

"จริงเหรอ? ขอบใจนะ แต่ไม่ดีกว่า ฉันยังไม่อยากดังตอนนี้สักเท่าไหร่"ว่าเสร็จร่างบางก็เดินจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนหน้าแข็งค้างอยู่อย่างนั้น

 

 

 

"หึ เป็นผู้หญิงที่น่าสนใจจริงๆ"เจ้าของเรือนผมสีแดงเข้มเอ่ย ปากหยักหนาได้รูปของเขากำลังยิ้มมุมปากให้กับร่างบางที่พึ่งเดินจากไปเมื่อครู่ ก่อนที่สักพัก สีหน้าของเขาจะแปรเปลี่ยนมาเรียบเฉยไร้อารมณ์

 

.

 

.

 

 

"กลับมาแล้วเหรอ? ยัยกาฝาก"เสียงเรียกเอ่ยทักขึ้น ในขณะที่หญิงสาวกำลังก้าวเดินเข้ามาภายในคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งนี้

เสียงนั่น คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร ยุน อึนมี พี่น้องร่วมนามสกุลของเธอ

 

"อื้ม พี่กลับมาแล้ว"เธอฉีกยิ้มกว้างให้กับคนอายุน้อยกว่าที่กำลังนั่งไขว่ขาอยู่บนโซฟาตัวใหญ่

 

"เหอะ! ฉันไม่นับคนอย่างเธอเป็นพี่หรอก ยัยกาฝากตระกูล!!"อีกฝ่ายตอบกลับเธอมาแบบนี้ แต่แทนที่หญิงสาวจะโกรธที่อีกฝ่ายไม่เคารพ กลับยังคงยืนเฉยอยู่อย่างนั้น ซ้ำยังคงยิ้มกว้างอยู่ตามเดิม

 

"พี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะจ๊ะ"หญิงสาวไม่อยู่ยืนต่อ เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็แค่หาเรื่องทำให้เธอโมโห เพราะอยากให้เธอถูกลงโทษ แต่มันเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว มีเหตุผลอะไรที่หญิงสาวต้องคล้อยตามกัน?

แม้เหล่าแม่บ้านในคฤหาสน์จะพากันสงสัย ว่าคุณหนูไม่เบื่อบ้างหรืออย่างไร? แต่ก็ได้แต่เก็บงำความสงสัยนั้นไว้ในใจ เพราะรู้ดีว่าคุณหนูเล็กยุนอึนมีนั้น อารมณ์ร้ายเพียงใด

 

 

 

 

 

แม้คนภายนอกจะเห็นว่าฉันเดินเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ แต่กลับเป็นที่รู้ดีกันภายใน ว่านั่นเป็นแค่เปลือกนอก ที่ที่ฉันได้อาศัยอยู่จริงๆ คือบ้านหลังเล็กที่อยู่ด้านหลังคฤหาสน์นี่ต่างหาก

ภายนอกบ้านหลังนี้นั้นดูสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา ตัวบ้านที่ถูกทาด้วยสีขาวครีมก็ดูหม่นหมองลงไปเพราะเวลาที่ผ่านมานานและไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าไหร่นัก

ฉันเปิดประตูเข้าไปภายในบ้านเล็กๆหลังนี้ แม้ภายนอกจะดูโทรมไปเสียหน่อย ทว่าภายในกลับดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกว่าเจ้าของห้องใส่ใจในเรื่องเหล่านี้มากแค่ไหน

ภายในตัวบ้านนั้นไม่ได้แคบมาก แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากเช่นกัน ฉันวางกระเป๋าผ้าของตนไว้บนเก้าอี้ไม้ที่มีเพียงแค่ตัวเดียวภายในบ้าน

ก่อนจะกวาดตามองสำรวจไปรอบบ้านๆ ว่ามีสิ่งแปลกปลอมหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีอะไรผิดปกติ จึงล้มตัวลงนอนบนฟูกแข็งๆที่ใช้นอนมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะใช้สายตาว่างเปล่า มองไปยังเพดานข้างบน

 

‘อีกแค่3ปีสินะ…’

 

ฉันนึกขึ้นได้ ถึงเวลาของตัวเองที่เหลืออีกเพียง3ปี

3ปี… อีกแค่3ปีเท่านั้น ชีวิตของฉันก็จะเป็นอิสระ…

อดทนอีกหน่อยเท่านั้น ชีวิตอิสระที่ฉันฝันหา ฉันก็จะได้มันมา

 

เรื่องทุกอย่าง ล้วมมีต้นสายปลายเหตุ… และสาเหตุที่ฉันต้องการอิสระ ก็เพราะครอบครัว… ไม่สิ…  เพราะครอบครัวกำมะลอนี่อย่างไรเล่า

ฉันมีความต้องการที่จะไปจากที่นี่ จากครอบครัวกำมะลอนี้ จากสถานที่แห่งนี้ ที่มันเป็นดั่งนรกสำหรับฉัน 

ฉันกล้าพูดได้อย่างเต็มปาก ว่าฉันเกลียดครอบครัวปลอมๆนี่ มันไม่ใช่ครอบครัวเสียด้วยซ้ำ พวกเขาไม่เคยเห็นฉันเป็นครอบครัวจริงๆ พวกมันทำเหมือนกับฉันเป็นแค่คนรับใช้ มีไว้ให้รองมือรองเท้า

 

ตั้งแต่ที่ฉันจำความได้ ฉันก็อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้เสียแล้ว แต่ก่อนฉันไม่ได้เป็นคนแบบนี้ ฉันเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสาและใส่ซื่อเท่านั้น

ทว่าเพราะความไร้เดียงสาเหล่านี้ มันจึงนำพาบาดแผลลึกมาสู่ตัวฉัน…

 

เมื่อตอนที่ฉันอายุ7ขวบ ฉันได้สูญเสียบุคคลคนเดียวที่อยู่ข้างฉันมาตลอดไป

ป้ามุนอา

เธอคือคนคนเดียวอยู่ข้างฉันและเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่ยังเด็ก เธอปลูกฝังให้ฉันเป็นคนอ่อนโยนและอดทน

ทว่าเธอก็ดันมาจากฉันไป ทิ้งไว้เพียงบ้านหลังนี้และชื่อของฉัน

เพราะตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีใครสักคนเลยที่เรียกชื่อของฉัน เพราะว่าฉันไม่มีชื่อ และไม่มีครอบครัว พวกเขาเลยพากันเรียกฉันว่า‘ยัยกาฝาก’ แต่มีเพียงป้ามุนอาเท่านั้น ที่เรียกฉันว่าเด็กน้อย

 

‘ฮายัน.. ป้าตั้งให้หนูชื่อว่าฮายัน เพราะฮายัน แปลว่าขาวบริสุทธิ์ ป้าว่าหนูเหมาะกับชื่อนี้นะ เด็กน้อย…’

ฉันยังคงจดจำถ้อยคำเหล่านั้นได้ดี ทั้งน้ำเสียง ท่าทาง และคำพูดของเธอ ยังคงตราตรึงอยู่ในใจฉัน

 

พอหลังจากที่ป้ามุนอาจากไป พวกคนในบ้านหลังใหญ่ก็ได้พาฉันไปจดทะเบียนให้ฉันใช้นามสกุลเดียวกัน

ซึ่งตัวฉันในตอนนั้นยังไร้เดียงสานัก นึกว่าพวกเขาอยากให้ฉันมาเป็นครอบครัวเดียวกัน และตัวฉันตอนนั้นก็ยังเป็นเด็ก จะโหยหาครอบครัวก็ไม่แปลกอะไร

แต่พอหลังจากที่เวลาผ่านไป ฉันก็ได้รู้ว่า… นั้นเป็นเพียงแค่คำหลอกลวง เพราะคำว่าครอบครัวสำหรับพวกเขา คือครอบครัวที่ไม่มีฉันอยู่ในนั้น

ฉันถูกใช้งานอย่างหนักเยี่ยงคนใช้ แต่พวกเขาก็เป่าหูบอกฉันว่า‘เป็นพี่ที่ดีต้องอดทน’ และเพราะว่าฉันนั้นไว้ใจรอบครัวกำมะลอนี้มากนัก เลยยอมที่จะอดทน แม้ในตอนที่พวกเขาทุบตีฉัน

 

พวกเขาส่งฉันเข้าเรียนในชั้นมัธยมปีที่1 ทั้งๆที่ในตอนเด็ก ฉันไม่เคยที่จะได้รับการศึกษาเลยเสียด้วยซ้ำ นั่นจึงทำให้ฉันต้องถูกคนในโรงเรียนหัวเราะเยาะไปถึง2ปีเต็ม ก่อนจะก้าวข้ามขั้นเป็นนักเรียนดีเด่นในเวลาต่อมา

และในตอนนั้นเอง ฉันก็ได้รู้ความจริงบางอย่าง… ความจริงที่ว่า พวกคนเหล่านั้นไม่เคยที่จะรักฉันและเห็นฉันเป็นครอบครัวเลยสักครั้ง….

 

‘คุณพ่อ! คุณแม่! หนูไม่ยอมนะ! ทำไมยัยกาฝากโง่นั่น! ถึงได้ดีกว่าหนู! ทั้งๆที่ที่ผ่านมามันก็โง่คิดว่าเรารักมันเหมือนครอบครัวมาโดยตลอด!!’ เสียงของผู้เป็นน้องสาวที่ฉันยอมให้เธอมาโดยตลอด ตะโกนดังโหวกเหวกโวยวายให้กับผู้เป็นพ่อแม่

ในตอนนั้นฉันจึงได้รู้ความจริงเรื่องนี้ และก็อีกเรื่องหนึ่งด้วย…

‘นั่นสิคะคุณ เราก็อุตส่าห์กำจัดยัยแก่นั่นไปแล้ว เพื่อไม่ให้มันโตไปแล้วฉลาดได้ดี จะได้ไม่ต้องเป็นขวากหนามของเรา แล้วทำไมตอนนี้กลายเป็นแบบนี้! ถ้าขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป แล้วเกิดมันรู้เรื่องนั้นขึ้นมา… เราไม่ซวยกันหมดเหรอ!!? //-เงียบนะ!!!’ เสียงคุณผู้หญิงอึน โกอึนพูดขึ้น ก่อนที่ผู้เป็นใหญ่ของบ้านยุน วังซองจะกล่าวเสียงดังหยุดสิ่งที่เธอจะพูดออกมา

และนั่น.. มันก็มากพอที่จะทำให้ฉันได้รู้อะไรๆหลายๆอย่าง และหัวใจของฉันก็เริ่มรู้สึกด้านชาต่อคนพวกนี้ขึ้นมา

แต่ทว่าเรื่องทุกอย่างยังไม่จบสิ้น

ในช่วงนั้นนั่นเองที่ฉันอายุ15ปี ฉันได้คบหากับหนุ่มคนหนึ่งในตอนนั้น ฉันรักเขามาก และก็ไว้ใจเขามากเช่นกัน แต่ทว่าเขากลับไม่ได้รักฉันอย่างจริงใจ เลยเปลี่ยนไปคบกับน้องสาวสุดที่รักของฉันแทน

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้กลับมาขอฉันคืนดี ตอนแรกฉันเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจ แต่สุดท้ายก็ยอมใจอ่อนกลับไปคบกับเขาอีกครั้ง และก็เป็นเช่นเดิม..เขาก็ยังไม่ได้จริงใจกับฉัน แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่า คือเขากลับไปคบเพื่อนสนิทที่ฉันไว้ใจแทน

 

และมันก็ทำให้ฉันได้รู้…ว่าความไว้ใจที่ฉันได้มอบให้กับทุกคนมันไม่เคยมีความหมาย… ไม่ว่าจะครอบครัว คนรัก และก็เพื่อน…. พวกเขาไม่คู่ควรกับความไว้ใจของฉัน

 

ฉันตัดสินใจบอกกับครอบครัวกำมะลอ ถึงความต้องการของฉัน ที่ต้องการออกไปจากตระกูลแห่งนี้ แต่พวกเขากลับไม่ยินยอม และยื่นข้อเสนอมาให้

หากฉันอยู่ที่นี่ต่อไปจนจบปริญญา พวกเขาจึงจะยอมปล่อยฉันไปให้เป็นอิสระ แต่ในระหว่างที่ฉันอยู่ ฉันจะต้องทำตัวให้ดีและต้องเชื่อฟังพวกเขาเท่านั้น เพราะถ้าฉันไม่ทำอย่างที่พวกเขาว่า ข้อเสนอนี้ ถือว่าเป็นโมฆะ และฉันไม่มีทางเลือก  เลยยอมตอบตกลงไปในที่สุด

 

และฉันก็เริ่มการใช้ชีวิตโดยการสวมหน้ากากมาตลอดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา…

เพราะในเมื่อคนอื่นไม่เคยจริงใจกับฉัน และมีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องจริงใจกับคนเหล่านั้นกัน?

ในเมื่อคนอื่นไม่เคยเห็นค่าความจริงใจที่ฉันมอบให้ และมีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องเห็นค่าของคนเหล่านั้นกัน?

ในเมื่อคนอื่นต่างก็หลอกลวงฉัน และมีเหตุผลอะไรที่ฉันจะไม่หลอกลวงพวกเขากลับ?

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมันล้วนแล้วแต่สร้างบาดแผลลึกให้กับฉัน และฉันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องทนให้พวกเขากรีดแผลฉันต่อไป? ไม่สู้ใส่หน้ากากแล้วปกป้องตัวเองให้พ้นจากความหลอกลวงนั่นไม่ดีกว่าหรือ? ด้วยการหลอกลวงกลับนั่นไงล่ะ….

 

ป้ามุนอาคะ ฮายันของป้าไม่ได้ขาวบริสุทธิ์อีกต่อไป… บางที..ชื่อนี้มันอาจจะไม่เหมาะกับหนูตั้งแต่แรกแล้วก็ได้…

แต่เพราะป้าตั้งชื่อนี้ให้กับหนู หนูเลยอยากที่จะใช้ชื่อนี้ต่อไป แม้ความขาวบริสุทธิ์นี้จะไม่หลงเหลืออยู่ภายในอีกต่อไปแล้ว….

 

 

 

‘เขาว่ากันว่า เวลาจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวด แต่ทว่า..มันไม่สามารถช่วยลบเลือนแผลเป็นที่ลึกนี้ได้…’

 

.

 

.

 

.

 

 

อันนี้เป็นผังตัวละครในส่วนของนางเอกเรานะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น