คัดลอกลิงก์เเล้ว

มืออาชีพ (ฤดูร้อน2015)

โดย fiancé

สวัสดีค่ะทุกคน เราชื่อฟิวซ์ เพิ่งลองเขียนเรื่องสั้นแข่งขันกับเขาเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ (อีโมตื่นเต้นดีใจ) ขอคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยน้าค้า~~~

ยอดวิวรวม

81

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


81

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 เม.ย. 58 / 23:58 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
 
 
 
สวัสดีค่ะทุกคน
 
เราชื่อฟิวซ์
 
เพิ่งลองเขียนเรื่องสั้นแข่งขันกับเขาเป็นครั้งแรก
ตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ (อีโมตื่นเต้นดีใจ)

ขอคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยน้าค้า~~~

 

 
 

 
 
 
ขอบคุณ Theme สวยๆ จาก

themy butter
 

 

 
© themy butter

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 30 เม.ย. 58 / 23:58

บันทึกเป็น Favorite


  
มืออาชีพ

 

ฉันนั่งตรงกันข้ามกับเขาบนโต๊ะอาหารสุดหรู เปลวเทียนต้องลมส่ายไหวไปมาทำให้เงาของฉันและเขาวูบวาบเป็นรูปร่างแปลกๆ อาหารจานหลักถูกเสิร์ฟมาเมื่อสิบนาทีก่อน แต่ทั้งฉันและเขาไม่คิดจะแตะมัน อันที่จริง เราเอาแต่นั่งจ้องหน้ากันมาตั้งแต่ที่ของทานเล่นถูกเสิร์ฟแล้วด้วยซ้ำ ฉันพยายามมองเข้าไปในดวงตาเป็นประกายคู่นั้นเพื่อหาความหมายบางอย่างแต่ก็ไม่พบอะไร

มันทำให้ฉันได้แต่ถอนหายใจ เพราะฉันรู้แล้วว่า วันเวลาที่ผ่านมาคงเป็นแค่ฝันไปเท่านั้นเอง

...

“บอสคะ” ฉันยืนค้ำหัวเจ้านายและพูดด้วยเสียงดังลั่น “หนูจะไม่ทนทำงานอีกแล้วค่ะ หนูอยากไปพักร้อน”

เจ้านายของฉันไม่ได้ตอบอะไร เขาเอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตามองดูเอกสาร จนฉันตัดสินใจทุบโต๊ะดังปังนั่นล่ะ บอสคนขยันของฉันถึงได้เงยหน้าขึ้นมาทำตาขวางใส่แล้วบอกว่า “อย่าทำลายข้าวของสิ มันแพงนะ”

“ไม่มีอะไรแพงเท่ามนุษย์หรอกนะคะ” ฉันยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองแบบนั้น “ดังนั้น หนูจะไปพักร้อนค่ะ”

เจ้านายมองฉันแล้วมองไปที่กองเอกสาร แล้วมองกลับมาที่ฉันอีกทีหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “เพราะมนุษย์มันแพงมาก ดังนั้นเราจึงต้องใช้งานให้คุ้ม และนั่นแปลว่าเธอจะไม่ได้พักร้อน ตกลงไหม”

“ไม่ตกลงค่ะ” ฉันเสียงแข็งพลางคิดในใจว่าฉันคิดอะไรอยู่เมื่อห้าปีที่แล้วถึงตัดสินใจมาทำงานกับเจ้านายแบบนี้ “ไม่ว่าบอสจะว่ายังไง หนูก็จะไปพักร้อนอยู่ดี”

เจ้านายของฉันเบ้ปาก “เห็นได้ชัดเจนว่าการพูดทัดทานของผมไม่มีประโยชน์อะไร แล้วคุณจะไปนานเท่าไหร่ล่ะ”

“ขอสักหนึ่งเดือนค่ะ” ฉันตอบตามที่คิดเอาไว้ “หนูว่าหนูจะไปทะเล ร่างกายหนูต้องการโซเดียมและแสงแดด”

“ทำงานแบบทากอย่างคุณน่ะ เจอของแบบนั้นเข้าไปจะไม่ตายเอาพอดีหรือ” เจ้านายถามพลางขมวดคิ้ว นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นเจ้านาย ฉันซัดเข้าที่หน้าทันทีที่ถามจบไปแล้ว “เอาเถอะ เรื่องของคุณ หนึ่งเดือนนะ ครบหนึ่งเดือนแล้วก็อย่าเถลไถลเพิ่มล่ะ”

...

ฉันขับรถไปตามถนนหลวงเส้นหลักที่การจราจรพอจะคืบคลานไปได้เรื่อยๆ ตั้งแต่เช้า แต่เพราะการจราจรที่ติดขัดในช่วงเทศกาล ทำให้ฉันยังไปไม่ถึงแม้แต่ครึ่งทางในช่วงเวลาเที่ยง ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ฉันก็ตัดสินใจจอดพักรถและตัวเองในปั๊มน้ำมันข้างทางแห่งหนึ่ง

ฉันพบเขาครั้งแรกในร้านอาหารประจำปั๊มที่มีแต่คนเต็มไปหมด และฉันบังเอิญได้โต๊ะขนาดสองที่นั่งพอดี ขณะที่กำลังจะลงมือทานข้าวแกงที่ซื้อมา เขาก็เดินเข้ามาถามว่าที่นั่งตรงข้ามฉันยังว่างอยู่หรือเปล่า ฉันพยักหน้าและเขาก็นั่งลงก่อนจะเริ่มกินข้าว พวกเราพูดคุยกันสองสามคำเกี่ยวกับเรื่องการจราจรติดขัดและเป้าหมายของการเดินทาง ก่อนจะต้องแปลกใจว่าพวกเรามีเป้าหมายที่เดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็มาพักร้อนด้วยเหมือนกัน ตอนแรกฉันคิดว่ามันเป็นแค่มุกจีบสาว แต่ดูจากกระเป๋าแบ็คแพ็คของเขาแล้ว ฉันว่ามันน่าจะจริงมากทีเดียว

“ขนมาเยอะจังเลยนะคะ” ฉันทักเขาไปแบบนั้น ก่อนที่เราจะนั่งคุยกันว่าพกอะไรมาบ้าง เราสองคนนั่งคุยกันเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสัพเพเหระ...จนไปหยุดที่หัวข้อหนึ่ง

เขาเปิดประเด็นขึ้นมา

“ผมว่าคนเราเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วที่ล้มเหลวในชีวิตเพราะไม่มีความเป็นมืออาชีพ”

ฉันเลิกคิ้ว “คนเรานี่ต้องการความเป็นมืออาชีพด้วยเหรอคะ”

“ในโลกที่ทุกคนแหลมคมใส่กันแบบนี้ ก็ช่วยไม่ได้ล่ะครับ” เขาหัวเราะน้อยๆ “นินทากันในที่ทำงานเพราะขาดความเป็นพนักงานมืออาชีพ เลิกกันร้องไห้ฟูมฟายเพราะเขาไม่ได้เป็นคนรักมืออาชีพ”

“แปลว่ามืออาชีพจะไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยเหรอคะ”

“ครับ มืออาชีพจริงๆ จะไม่มี” เขาตอบด้วยสายตาแน่วแน่ “พวกเขาจะไม่เอาอารมณ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานที่เขาทำ ดังนั้นจึงไม่มีการนินทา พวกเขาเข้าใจว่าหน้าที่คือสิ่งที่มาแล้วก็ไปเมื่อสถานะจบลง เมื่อเลิกกันจึงไม่ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะสถานะของคนรักได้จากไปแล้ว”

“แห้งแล้งจังนะคะ” ฉันแย้ง “คนเรายังไม่อุดมคติขนาดนั้นน่ะ ทำไม่ได้หรอก”

“ก็นั่นน่ะสิ” อีกฝ่ายถอนหายใจ “มันอุดมคติเกินไป ผมเองตอนนี้ยังนึกนินทาเจ้านายอยู่ในใจเลย”

“แต่คุณมาพักร้อนนี่คะ ไม่ได้ทำงานแล้วจะนินทาใครก็ได้นี่นา”

แล้วเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

...

หลังคุยกันติดลมยาวพวกเราก็ตัดสินใจแลกไอดีไลน์กันและแยกย้ายไปเดินทางต่อ

เพราะเสียเวลาไปสองชั่วโมงเต็มที่ปั๊มน้ำมัน ฉันเลยไปถึงที่โรงแรมตอนสามทุ่มกว่าๆ หลังเช็กอินและขนของเข้าห้องแล้ว ฉันก็อาบน้ำและนอนหลับไปอย่างว่องไว

...

“มีอะไรจะพูดอีกไหม” ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตัดสินใจถามอีกฝ่ายเพื่อทำลายความเงียบ

เขาพยักหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาและเริ่มพูด

“คุณคือผู้หญิงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในชีวิตนี้” เขาวรรคนิดหน่อย “ช่วงเวลาที่เราใช้ด้วยกันคือช่วงเวลาที่ผมรู้สึกอยากให้มันไม่จบลงเลยแม้สักครั้ง”

“แล้วยังไงต่อ” ฉันถามเขาต่อด้วยเสียงกระด้างชา

“แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า เรื่องทั้งหมดจะออกมาในรูปแบบนี้” เขาพูดเสียงสั่น มือกำกันแน่น “ผมรู้สึกตัดสินใจลำบาก แต่ผมก็ต้องเลือก”

“และคุณก็ไม่เลือกฉัน”

เขาพยักหน้าลงช้าๆ

และนั่นเองที่ทำให้ฉันรู้ว่าเขากำลังลังเล

...

เราเจอกันอีกครั้งในห้องอาหารของโรงแรมตอนเช้า เขาเดินเข้ามาในขณะที่ฉันกำลังรอขนมปังปิ้งออกจากเครื่อง เรายิ้มให้กันเป็นการทักทายก่อนที่เขาจะเดินมานั่งที่โต๊ะของฉันหลังจากตักอาหารเสร็จ

แล้วเขาก็ชวนฉันคุย

“วันนี้มีแผนจะทำอะไรครับ”

ฉันกลอกตา “ทำไมหรือคะ”

“ผมมีที่เที่ยวสวยๆ มาแนะนำ เผื่อคุณอยากไป”

แล้วจากนั้นก็เป็นมหกรรมร่ายยาวรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวจากทั้งฉันและเขาตามประสาคนที่ต้องการแสงแดดและโซเดียม พวกเรานั่งกันอยู่ครึ่งค่อนวันก่อนจะแยกย้ายอีกครั้ง

“รับไลน์ผมด้วยนะ ผมแอดไปคุณไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” เขาทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม “ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ”

 พอเห็นว่าเขากำลังเดินจากไป ฉันก็รู้สึกได้ว่าความสนุกในการเที่ยวของฉันลดลง

...

ฉันฝืนใจทำทุกอย่างคนเดียวตามแผนการเที่ยวที่ได้วางไว้อยู่ประมาณสามสี่วัน ผลก็คือวันที่ห้าฉันรู้สึกเฉาเสียจนไม่อยากจะลุกไปไหนทั้งนั้น ตอนแรกฉันคิดว่าคงเป็นเพราะอาการเหนื่อยล้าจากการเที่ยวมาตลอดสามสี่วันที่ผ่านมา แต่ถึงจะนอนนานแค่ไหน ฉันก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้น

จนกระทั่งโทรศัพท์ส่งเสียงเตือนว่าแบตเตอรี่อ่อนนั่นล่ะ ฉันถึงนึกได้ว่าลืมแอดไลน์ของเขาไปเสียสนิท ฉันลุกออกจากเตียงอย่างเกียจคร้านไปเปิดกระเป๋าและหยิบที่ขาร์จไฟออกมาเสียบให้มัน ก่อนจะเข้าไปรับไลน์ของอีกฝ่าย

ประโยคแรกที่เขาส่งมาหลังจากที่ฉันรับแอดคือ “โห กว่าจะรับ ช้าเป็นทากเลยนะเนี่ย”

“รับช้าดีกว่าไม่รับน่า” ฉันพิมพ์ตอบกลับไป แม้จะแอบเคืองนิดหน่อยที่ถูกหาว่าเป็นทากก็ตาม ก่อนที่เขาจะพิมพ์ตอบกลับมาทันทีเช่นกัน

“แล้วไปเที่ยวไหนมาบ้างแล้วเนี่ย ผมไปมาเยอะแยะเลย”

เยอะแยะไม่เยอะแยะเปล่า อีกฝ่ายอัพรูปขึ้นมาอีกประมาณสามสิบรูปเห็นจะได้ ทำเอาฉันต้องพิมพ์บ่นใส่ไปว่าอย่ายัดรูปมาทีเดียวพร้อมกันเยอะๆ เพราะจะดูไม่ทัน

แล้วฉันก็ยัดรูปที่ฉันไปเที่ยวแกล้งเขาคืนอีกสามสิบรูป

เขาหัวเราะกลับมาก่อนที่จะเริ่มขอให้ฉันเล่าว่ารูปไหนมาจากที่ไหนบ้าง ฉันนั่งพิมพ์กับเขาจนเมื่อยมือจนต้องไปยกเอาโน้ตบุ๊กขึ้นมาเปิดเครื่องแล้วนั่งพิมพ์กับเขาเป็นกิจลักษณะ

พอฉันรู้ตัวอีกทีก็ค่ำแล้ว เพราะไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน ท้องเลยร้องดังราวกับว่าต้องการอาหารใจจะขาด ฉันเลยตัดสินใจไลน์ถามเขาไปว่า “กินข้าวที่ไหนดี”

เขาตอบกลับมาสั้นๆ

“มากินกับผมสิ”

...

ฉันรู้ว่าการออกไปไหนกับผู้ชายสองต่อสองตอนดึกๆ ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แต่อาจเป็นเพราะความเชื่อใจหรือความมั่นใจของฉันเองกระมังที่ดลบันดาลให้ฉันออกไปเที่ยวกับเขา

อีกฝ่ายรอฉันอยู่ที่เลาจน์ด้วยชุดลำลอง เรายิ้มให้กัน ก่อนที่เขาจะพาเดินร้านขายอาหารข้างทางใกล้ๆ กับชายหาดในยามกลางคืน เรากินข้าวต้มร้อนๆ กับยำทะเล และปิดท้ายด้วยการยืนดูพระจันทร์เต็มดวงด้วยกันอยู่ตรงริมทะเล

แล้ววันที่เหลือในการพักร้อนของฉันและเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในคืนสุดท้ายของการพักร้อน ภายใต้แสงจันทร์ ฉันกอดกับเขาแนบแน่น

เป็นการพักร้อนที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิต

...

ฉันมองแฟ้มที่วางข้างโต๊ะอาหารทีละหน้าๆ อีกครั้ง ภายในเป็นข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับฉัน ส่วนสูง น้ำหนัก อายุ งานที่ทำ กิจวัตรที่ฉันทำประจำ ก่อนจะมองหน้าเขาอีกครั้ง

ด้วยฐานะการงานของฉัน ฉันเองก็ตระหนักในใจว่าวันนี้อาจมาถึงสักวัน แต่ฉันไม่คิดเลยว่า มันจะเป็นวันนี้

และที่สำคัญที่สุด คือมันมากับเขาคนนี้

“เก็บรายละเอียดได้เยอะดีจังนะ” ฉันก้มหน้ามองแฟ้มแล้วชมเขาด้วยเสียงที่พยายามฝืนเปล่งออกจากลำคอ “ท่าทางจะทำมานานแล้วสิ”

“เปล่า” เขาตอบ “คุณเป็นงานแรกหลังจากที่ผมพักร้อนเสร็จ และผมไม่คิดมาก่อนว่าจะเป็นคุณ”

ฉันตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง และพบว่าเขาพยักเพยิดให้ฉันดูใต้โต๊ะ เมื่อก้มลงไปก็เห็นปืนพกกระบอกหนึ่งกำลังจ่อมาทางฉัน เขายิ้มให้อีกครั้งหนึ่งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ออกไปข้างนอกกับผมเถอะนะที่รัก ในร้านนี้มันเสียงดังเกินไป”

ฉันยิ้มเศร้า แต่ก็ทำได้เพียงเดินตามคนที่ถือปืนสั่งเท่านั้นเอง

ฉันเดินออกไปจากร้านช้าๆ โดยมีเขาจี้ปากกระบอกปืนที่หลังอย่างกระชั้นชิด ในหัวเต็มไปด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันไป แต่โดยมากแล้วเหมือนจะเป็นด้านลบที่ทำให้ฉันหัวใจสลายเสียมากกว่า

หลังจากพักร้อนจบลง เรายังคุยไลน์กันต่อ และในที่สุด เขาก็นัดฉันมากินข้าวที่นี่ เมื่อมาถึงร้านอาหาร เขาก็ยื่นแฟ้มที่มีข้อมูลของฉันเต็มไปหมดให้ฉันดู ก่อนจะพูดออกมาว่า

“ผมขอโทษ แต่ผมต้องฆ่าคุณ มันเป็นงาน และผมเป็นมืออาชีพ”

มืออาชีพพาฉันมายังส่วนมืดของลานจอดรถร้านอาหาร เขาไม่แม้แต่จะให้ฉันหันหน้าเข้าหาเขา ฉันสังเกตรอบๆ บริเวณอย่างถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจยกขาเตะตวัดหลัง เขาร้องสะดุ้ง ฉันจึงศอกใส่ด้านหลังต่อ สัมผัสได้ว่าเขาเอาแขนของตัวเองขึ้นรับ ฉันอาศัยจังหวะนั้นเบี่ยงตัวออกจากเขาและหันมาประจันหน้ากับอีกฝ่าย

หน้าของเขาซีดเผือด คงนึกไม่ถึงว่าฉันจะสามารถตอบโต้เขาได้ ฉันไม่รอให้อีกฝ่ายได้จังหวะคิดจึงชิงเตะสูงไปก่อน เขาหลบและทำท่าจับขาของฉัน เราสู้กันพัลวันอยู่หลายท่า แต่ในที่สุด ฉันก็จับเขากดลงกับพื้นได้

“คุณ...” เขาถามด้วยเสียงสั่น ร่างกายของเขาพยายามขยับเพื่อขัดขืนอยู่ตลอดเวลา “คุณเป็นใครกันแน่”

“คุณเป็นตั้งมือสังหาร” ฉันยิ้ม “คุณคิดว่าเหยื่อของคุณเป็นคนธรรมดาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

...

“อ้ะ นี่งาน”

บอสของฉันโยนแฟ้มให้หลังจากที่ฉันกลับมารายงานตัวหลังพักร้อน ฉันรับไปเปิดดู ก่อนจะพบว่าหน้าของเขาพร้อมข้อมูลรออยู่แล้วเรียบร้อย

“เหยื่อของเธอก็เป็นแบบเธอ” บอสบรีฟงาน “มือสังหาร ผู้จ้างบอกว่าเขารู้บางอย่างที่ไม่ควรรู้ และเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องหาทางกำจัดเขาซะ”

ฉันนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างในช่วงเวลาพักร้อนที่ผ่านมา ก่อนจะที่สมองจะลบมันออกไปอย่างรวดเร็ว ฉันมีข้อได้เปรียบตรงที่ว่าเขาไม่รู้ว่าฉันเป็นมือสังหาร หากมีข้อให้น่าลงมือฆ่า ก็อาจเป็นเพราะฉันเป็นทายาทของตระกูลดังเสียมากกว่า

“ค่ะ เจ้านาย รอดูได้เลย”

...

“อันที่จริง” ฉันค่อยๆ พูดเมื่อเห็นว่าควบคุมทุกอย่างอยู่มือแล้ว “ฉันคิดว่าจะให้โอกาสคุณถ้าคุณจะลังเลใจมากกว่านี้สักนิด แต่คุณก็ไม่ได้ทำแบบนี้ ฉันนับถือในความเป็นมืออาชีพของคุณนะ แต่ขอโทษเถอะ”

ฉันจัดการทำให้เขานิ่งสนิท ร่างกายของเขาไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป

“บังเอิญว่าฉันก็มืออาชีพเหมือนกัน”

 
 
 
 


คุยกับคนอ่าน:

ฟิวซ์เองนะคะ ฟิวซ์เพิ่งเขียนเรื่องสั้นลงเด็กดีเป็นครั้งแรก ขอความกรุณาด้วยนะคะ
 
 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ fiancé จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 / 23:48
    ถ้าเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกจริง  ถือว่าไม่เลวครับ  ไม่รู้ว่าผม
    เป็นผู้อ่านที่แย่เองรึเปล่าถึงต้องย้อนไปย้อนมาเพื่ออ่าน
    เรื่องนี้ให้เข้าใจและตามทันได้  ถ้าไม่อ่านย้อนผมจะเรียบเรียง
    เรื่องราวไม่ได้  ซึ่งผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรกันแน่
    เรื่องนี้มีองค์ประกอบของเรื่องสั้นอยู่ครบ  แต่ยังขาดการ
    เน้นหนักให้โดดเด่นและพีคในแต่ละจุดอย่างที่ควรจะเป็น
    ในจุดที่มีลูกเล่นยังดูเหมือนไปไม่สุดกับจุดนั้น  ผมเชื่อว่า
    ในปีหน้าถ้าผู้แต่งร่วมสนุกอีกครั้ง  ในระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านไป
    หลังจากได้ฝึกฝนมาเพิ่มเติม  จะต้องทำได้ดีกว่านี้แน่นอน
    ครับผม


    จะรอชมการพัฒนานะครับ(ถ้าปีหน้าร่วมสนุกนะ) ^^
    #6
    0
  2. วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 18:15
    เอาคำวิจารณ์มาส่งครับ

    เป็นเรื่องสั้นหักมุมนิดๆ กับคนที่มีอาชีพเดียวกันแต่กลับมาเจอกันโดยเหมือนตอนแรกจะออกไปในทางหวานซึ้ง แต่ไปๆมาๆกลับต้องปะฉะดะกันเสียได้ อารมณ์ของนักฆ่าพักร้อนที่ฝ่ายหนึ่งได้งานติดมือมาก่อนหยุด ส่วนอีกฝ่ายมาได้งานหลังหยุดพักร้อนไปแล้ว

     

                ในเรื่องของการใช้ภาษานั้นก็เก็บงานได้ดีครับ ไม่พบคำผิดเลย จะมีก็ในส่วนของประโยคที่อ่านแล้วรู้สึกขัดๆเช่น “ฉันนั่งตรงกันข้ามกับเขาบนโต๊ะอาหาร” ซึ่งน่าจะเป็น ที่โต๊ะอาหาร มากกว่านะครับ

    หรืออีกฉากก็คือ “คุณเป็นตั้งมือสังหาร” ตรงนี้ก็น่าจะเป็น “คุณเป็นถึงมือสังหาร(มากประสบการณ์)” น่าจะดูเข้ากันกว่า แล้วก็ต่อทำนอง “สืบมาได้ละเอียดขนาดนั้น แต่กลับคิดว่าเหยื่อเป็นเพียงแค่คนธรรมเองเหรอ... น่าผิดหวังจังนะคะ”

                อีกประโยคที่น่าสงสัยคือนางเอกถามว่า “ทำมานานแล้วใช่ไหม” แต่ฝ่ายชายตอบว่า “เปล่า คุณเป็นงานแรกหลักจากที่ผมพักร้อนเสร็จ” ผมว่าตอบไม่ตรงคำถามนะ เพราะรูปประโยคสื่อว่านางเอกชมว่าทำงานได้รัดกุมดี คงฆ่าคนมาเยอะแล้วใช่ไหม แต่ฝ่ายชายกลับตอบว่าคุณเป็นคนแรกหลังพักร้อนนี้ ควรจะตอบเป็นจำนวนก่อน ไม่งั้นก็ไม่ตอบเลยเช่น “ก็พอตัว...” หรือ “การอวดเก่งมันไม่ใช่วิสัยมืออาชีพหรอกนะ”

     

                ในส่วนของพล็อตนั้น ตอนแรกก็แอบเผื่อใจว่าอาจมาในรูป Mr. & Mrs. Smith ที่เก๋าเจอเก๋า แต่พออ่านไปแล้วกลับรู้สึกว่าฝ่ายชายที่อ้างว่ามืออาชีพจะไม่ใช่อาชีพจริงแล้วล่ะครับ เพราะอย่างที่ว่ามาในบทข้างต้นคือสืบข้อมูลมาขนาดนั้นยังไม่รู้อีกว่าฝ่ายหญิงก็เป็นนักฆ่ามีฝีมือ พอโดนอัดกลับยังจะสงสัยได้อีกว่าคุณเป็นใคร

                ที่จริงแล้วบทฝ่ายชายไม่ใช่ปัญหาเพราะตอนหักมุมจบแสดงให้เห็นแล้วว่าฝ่ายหญิงเหนือกว่า แต่ผมว่าน่าจะใช้จุดนี้ในการเพิ่มความอิมแพคของเรื่องได้มากกว่าที่เป็นอยู่นะครับ ที่จบเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ผมรู้สึกว่าบางไปหรือห้วนไปนิด ไหนๆก็ไหนๆแล้วน่าเล่นกับอารมณ์หรือทำให้แสบสันต์กว่านี้ตอนจบน่ะครับ เพราะดูๆจากฉากท้ายแล้วเหมือนนางเอกก็จะพอรู้สึกชอบคอฝ่ายชายอยู่บ้างไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง

    ก็เลยคิดว่า น่าจะแทรกบทอ้อนวอนตอนก่อนถูกฆ่า ทำตัวเป็นสาวน้อยคนหนึ่งเลย เผื่อว่าอีกฝ่ายจะใจอ่อนหรือตายใจ แต่พออีกฝ่ายไม่เล่นด้วยยืนยันว่าจะเป็นมืออาชีพต่อหน้าที่ เธอก็ใช้โอกาสนั้นสวนคืน เปลี่ยนบทจากสาวน้อยมาเป็นสาวมั่นในทันตาเห็น จัดการในพริบตา แล้วเข้าบทพูดที่ว่าเป็นถึงมืออาชีพข้างต้น... เพื่อเย้ยหรือยันว่าเป็นมืออาชีพไม่จริง ขนาดสืบไม่สุดว่านางเอกเป็นใคร

    #5
    2
    • 8 มิถุนายน 2558 / 18:16

      แล้วมันก็จะเป็นการสะท้อนด้วยว่านางเอกก็เป็นมืออาชีพครับที่แยกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออก คือเวลางานก็จริงจัง เวลาเล่นก็ลัลล้า เวลาเหนื่อยหลังเสร็จงานแล้วก็มีงอแงกับนายบ้าง แต่ถ้าเจอนักฆ่านอกเวลางานก็แล้วแต่จะพิจารณา

      จากนั้นพอถึงบทส่งท้ายผมว่านางเอกน่าจะทิ้งความเป็นมืออาชีพหรือคำพูดเด็ดๆเข้าไว้นะครับ แล้วก็ปรามาสอีกฝ่ายสักหน่อยก็ดี ใช้บทส่งท้ายนั้นมาเสริมฉากในอดีตเลยก็ได้ครับ ประมาณว่า

      อันที่จริง ฉันก็คิดจะให้โอกาสคุณอยู่ ถ้าเกิดคุณลังเลใจเพราะหลงในตัวฉันน่ะนะ
      แต่ในเมื่อคุณเลือกที่จะมั่นคงในอาชีพแล้ว ฉันเองก็คงต้องมั่นคงในอาชีพบ้าง...

      คุณอาจจะดูมีความเป็นมืออาชีพอยู่หรอก แต่น่าเสียดายนะที่ฉันก็เป็นมืออาชีพเหมือนกัน
      และเป็นได้ดีมากยิ่งกว่าคุณเสียอีก

      อะไรประมาณนี้ได้ครับ ไหนๆก็เหนือแล้วก็ข่มกันให้ขาดไปเลย น่าจะทำให้ประทับใจในตัวนางเอกแล้วผลักดันให้บทมีพลังไปด้วยกันเลยครับ


      K.W.E.
      วิจารณ์ เมื่อ 7 พ.ค. 58
      #5-1
    • 8 มิถุนายน 2558 / 18:16
      เนื่องจากต้องลงคำวิจารณ์ทั้งหมด 44 เรื่อง ผมอาจไม่ได้แวะเวียนมาหน้านิยายเรื่องสั้นบ่อยๆ
      หากสงสัยหรือมีประเด็นประการใด หรืออยากพูดคุยทักทายแลกเปลี่ยนความเห็นใดๆ สามารถติดต่อผ่านทางกระทู้หลักได้เลยนะครับ

      http://www.dek-d.com/board/view/3516168/

      พอดีตั้งตอบกระทู้นั้นไว้ เวลามีอัพเดทจะรู้ตัวทันทีน่ะครับ
      #5-2
  3. วันที่ 14 พฤษภาคม 2558 / 19:08
    โห เขียนเรื่องสั้นลงเด็กดีครั้งแรกเหรอคะ สุดยอดไปเลย เราชอบเรื่องนี้นะ หักมุมดีค่ะแต่เป็นการหักเบาๆ แบบนักอ่านไม่เจ็บตัว(ฮา) สนุกมากเลยค่ะ ขอให้ได้รางวัลนะคะ
    #4
    0
  4. วันที่ 7 พฤษภาคม 2558 / 17:59
    ลงชื่ออ่านและให้คะแนนครับ ส่วนบทวิจารณ์จะตามมาอีกทีนะครับ
    #3
    0
  5. วันที่ 6 พฤษภาคม 2558 / 21:49
    หักเหลี่ยมเฉือนคมได้ดี แต่ยังไม่ดี // เอ๊ะ ยังไง

    ยอมรับว่าไม่ทันนึกเรื่องมือสังหารอะไรเลย เพราะไม่มีการเกริ่นใดๆ ไว้ก่อน
    แม้ผมจะเข้าใจว่า "ตัวอักษรเอียง" คือฉากที่ตัวเองหญิงกับมือสังหารกำลังจะไฝว้กัน
    ทว่านั้นก็ไม่ได้ให้เรื่องลื่นไหล การบอกเป็นช่วงๆ อ่านจบย้อนกลับไปเริ่มถึงเข้าใจ แต่มันไม่ค่อยปะติดปะต่อ
    เทคนิคดีนะครับ แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร เหมือนยังขาดๆ เกินๆ

    อีกทั้งจู่ๆ ก็ห่ำหั่นกัน เรื่องผู้ชายเป็นมือสังหารอาจจะรับและเข้าใจได้
    แต่พอพลิกกลับมาตัวเอกหญิงก็เป็นเช่นกัน จึงเกิดการลักลั่น ทำไมให้มือ(อาชีพ)ใหม่เก็บมือ(อาชีพ)เก๋า
    เรียกว่าส่งไปตายชัดๆ จะบอกว่าเพื่อให้ไม่ระวังตัว ก็ไม่ใช่ เพราะทางฝ่ายหญิงก็รู้ตัวตนมือสังหารหนุ่มก่อน
    อีกอย่าง มือสังหารหนุ่มกลับเป็นเป้าหมายอีกด้วย เพราะรู้ความลับบลาๆ แต่ก็ยังออกมาทำงานเสี่ยงที่ต้องเป็นเป้า

    โดยรวม อ่านเพลินหักมุมได้สนุก แต่ไม่ลงตัวเรื่องความสมเหตุสมผล

    ขอให้เรื่องนี้ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายนะครับผม
    #2
    0
  6. #1 เก้า นพรัตน์
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 / 12:37
    สำหรับเรื่องนี้ ผมคิดว่าเนื้อหามันดูเรียบไปสักหน่อย อาจเป็นเพราะตอนท้ายๆแอบหักมุมตรงที่ไม่ค่อยได้เอ่ยมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง?



    ก็ดีครับ หักมุมได้เจ็บ ไม่ได้หมายถึงตัวเอกนะ หมายถึงมืออาชีพ? (ในที่นี้พูดถึงตอนที่ผชมาตีสนิทกับผญ ไม่คิดหรอกว่ามันตีสนิทไปทำไม ฮ่าๆๆ)



    ผมรู้สึกขัดใจที่สุดตรงที่สรรพนามแทนตัวเองของผญกับหัวหน้า ถ้าคุยกับผู้ใหญ่ใช้หนูก็พอไหว แต่กับเจ้านายน่าจะถือตัวสักนิด "ฉัน" "ดิฉัน" ก็ยังดี





    อันนี้แค่นิดหน่อยที่เรารู้สึกติดใจ //ความจริงเยอะกว่านี้





    แต่ถือว่าโอเค



    ขอให้โชคดี
    #1
    0