มหาศึกพลังแห่งธาตุ

ตอนที่ 8 : ตอนพิเศษที่ 4 (จบช่วงที่ 1) : ศึกเดือดไนตรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 พ.ย. 57

ตอนพิเศษก่อนเปิดเนื้อเรื่องหลัก

(เพื่อรอรับสมัครต่างๆ แล้วเสร็จ แล้วที่เนื้อหาออกจะสั้นๆ เพราะอยากให้อ่านเล่นๆ ก่อนเนื้อเรื่องหลักครับ)

 

 

ตอนพิเศษที่ 4 (จบตอนพิเศษช่วงที่ 1) : ศึกเดือดไนตรา


“ในที่สุดก็เข้ามาได้สักทีสินะ ไม่เสียแรงที่ส่งเธอมา มินาล่า”  ชายผู้มีใบหน้าขาวซีดกล่าวกับหญิงสาวในชุดเกราะขลิบทอง


         ชายผู้มีใบหน้าขาวซีดไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาได้แต่ยืนจ้องมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรัก และคิดถึงอย่างที่สุด พร้อมกันนั้นก็ใช้มือลูบไล้ไปบนใบหน้าอันนิ่มนวลของเธอ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือบรรจงปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของหญิงสาว ซึ่งเธอปล่อยให้มันไหลออกมา หลังจากได้เห็นใบหน้าชายอันเป็นที่รักของเธออีกครั้ง และในท้ายที่สุดเธอก็โผกระโจนเข้ากอดชายตรงหน้าไว้แน่น


“ฉันคิดถึงเธอเหลือเกินนะ แต่ยังไงตอนนี้ก็ทำงานกันก่อน เวลามีไม่มากแล้ว ตอนนี้เจ้าดิสแมท จอมอสูรค้างคาวได้เริ่มแผนการแล้ว ยังไงเราจะทำให้แผนการที่วางไว้พังไม่ได้”  ชายใบหน้าขาวซีดกล่าวกับหญิงสาวขณะกำลังกอดเธอไว้แน่นเช่นกัน


“ค่ะท่านคิง ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะคะ”  หญิงสาวเอ่ยขึ้นตอบรับ


“เธอก็เหมือนกันนะมินาล่า เสร็จงานนี้แล้ว เธออยากไปไหนก็ไปกัน เราจะไม่พรากจากกันอีกแล้ว ยังไงก็เจอกันที่จุดนัดพบนะ ฉันไปก่อน”  คิง หรือชายใบหน้าขาวซีดกล่าว พลางบรรจงจูบลงบนหน้าผากของหญิงสาว และหายตัวไปทันทีราวกับสายลม

 




         บริเวณด้านหน้าตัวเมืองของนครแห่งแสง กำลังเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายขั้นรุนแรง เมื่อเกิดการปะทะเดือดระหว่างกองกำลังทางทหารของเมือง กับบรรดาชาวเมืองผู้คลุ้มคลั่งนับร้อยนับพัน แต่โชคยังดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งกองกำลังทางทหารก็ตั้งแถวกันอย่างแข็งขัน และปะทะกับฝูงชนด้วยโล่กำบัง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมืองถึงแก่ชีวิต


         ทางด้านหลังของกลุ่มทหารที่ปะทะกับฝูงคน มีพระราชาที่พึ่งมาถึง เขากำลังประเมินสถานการณ์โดยรอบ โดยมีเหล่าแม่ทัพทั้งสามฝ่ายคอยให้คำแนะนำอยู่ด้านข้าง ขาดก็เพียงแม่ทัพคนหนึ่งที่หายไปเท่านั้น


         ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าเต็มไปด้วยความเสียหาย อาคารบางส่วนกำลังพังทลาย อาคารบางหลังกำลังเกิดเพลิงลุกไหม้ ส่งผลให้ฝุ่น และควันตลบคละคลุ้งไปทั่วแผ่นฟ้าเหนือตัวเมือง พระราชาที่มองภาพเหตุการณ์อยู่จึงทำได้เพียงรู้สึกเศร้าสลด พร้อมกับพยายามหาทางหยุดเหตุร้ายนี้


“รายงานสถานการณ์ครับ เมื่อประมาณสามสิบนาทีก่อนหน้านี้ จากที่ทหารยามได้เล่ารายละเอียดให้ฟังได้ใจความว่า หลังจากที่ได้ยินเสียงประหลาดบางอย่าง จู่ๆ ชาวบ้านที่กำลังซื้อขายของกันอยู่ที่ตลาดต่างก็พากันพังข้าวของ เผาทำลาย หรือแม้แต่ก่อความเสียหายตามจุดต่างๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุ ส่วนทหารที่เข้าห้ามปรามก็ถูกทำร้าย และเกือบจะโดนหมายเอาชีวิต จนถึงตอนนี้ชาวบ้านที่คลุ้มคลั่งก็มีแต่ทวีขึ้นครับ”  แม่ทัพนายหนึ่งเอ่ยรายงานต่อองค์ราชา


“ส่วนตอนนี้มีข่าวดีมาบ้างครับ มีผู้ใช้พลังธาตุสองท่านได้มาช่วยเหลือให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้บ้างครับ ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก คาดว่าในอีกครึ่งชั่วโมงคงควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ครับ”  แม่ทัพอีกคนเอ่ยรายงาน


“ก็ดี งั้นเจ้านำกำลังบางส่วนไปช่วยผู้ใช้พลังธาตุทั้งสอง ส่วนเจ้านำทหารไปรักษาตามจุดสุ่มเสี่ยง และบริเวณจุดเข้าออกเมืองให้เข้มงวดขึ้นไปอีก”  พระราชาสั่งการต่อแม่ทัพทั้งสองที่พึ่งรายงานสถานการณ์ โดยแบ่งหน้าที่ให้ไปทำ


“ท่านพ่อครับ ทำไมทหารถึงไม่ติดเชื้อพฤติกรรมคลุ้มคลั่งอะไรบางอย่างนั่นไปด้วยล่ะ”  แม่ทัพอีกคนที่เหลืออยู่ หรือลูกชายของพระราชาเอ่ยถามด้วยความสงสัย


“มันอาจจะมาจากชุดเกราะของทุกคน ไม่สิ! มันมาจากชุดเกราะนั่นแหละ เพราะหลังจากสร้างเสร็จก็จะมีการใช้เวทมนตร์เพื่อโอนถ่ายพลังบางส่วนจากอัญมณีแห่งแสงมาไว้ที่ตัวเกราะด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งคุ้มกาย หรือคุ้มภัยต่อตัวทหารทุกนายนั่นเองไงล่ะ”  พระราชาไขข้อสงสัยของลูกชาย


“แต่ผมก็ยังสงสัยอีกอยู่ดี ถ้าพลังจากอัญมณีในชุดเกราะของทหารกันคำสาป หรือเชื้อร้ายอะไรนั่นได้ แต่ทำไมแสงที่เปล่งออกมาจากตัวอัญมณีโดยตรงถึงไม่คุ้มกันชาวเมืองล่ะครับ”  แม่ทัพคนเดิมยังคงสงสัยต่อเนื่อง


“เฮ้อ! ไอ้ลูกชายคนนี้ ขี้สงสัยเสียจริง แต่ในข้อนี้พ่อก็สงสัยเหมือนกัน แต่เอาเถอะพลังบางอย่างมันอาจใช้ได้ดีกับบางอย่าง มันอาจจะมีขีดจำกัดบางอย่างก็เป็นได้”  พ่อที่เป็นพระราชาเอ่ยตอบลูกชายซึ่งเป็นแม่ทัพ


“ก็จริงของท่านพ่อ แล้วว่าแต่เวลานี้มินาล่าไปไหน ในยามคับขันแบบนี้ เธอซึ่งเป็นหนึ่งในแม่ทัพทั้งสี่ควรจะอยู่ใกล้ๆ ท่านพ่อสิ”  ลูกชายพระราชาในคาบแม่ทัพคนสำคัญเอ่ย


“ไม่ต้องห่วงไปหรอก พ่อใช้ให้นางไปทำธุระบางอย่าง ... เออ ... ว่าแต่นางควรจะมาได้แล้วนะ ... นั่นไง พูดถึงก็มาเลย”  พระราชาตอบคำถาม


         มินาล่าแม่ทัพอีกคนกำลังเดินมาพร้อมกับกองกำลังบางส่วน ซึ่งตรงมายังที่ที่พระราชายืนอยู่ แต่เสียหน้าท่าทางของเธอกลับเปลี่ยนไป แม้กระทั่งทหารที่ติดตามเธอมาก็ด้วย มันดูเหมือนกับว่าไม่เป็นมิตรอีกต่อไป จนทำให้แม่ทัพที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับพระราชา ต้องกระชับดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวมาไว้ใกล้ตัวเพื่อเตรีมพร้อมทันที


         พระราชาที่ยืนมองแม่ทัพหญิงก็รู้สึกหวั่นใจเช่นกันหลังได้เห็นท่าทีเช่นนั้น แต่ยังไม่ทันที่พระราชาจะได้ถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น มินาล่าพร้อมด้วยกองกำลังกลับชักดาบออกจากฝัก และวิ่งตรงเข้ามาปะทะในทันทีอย่างไม่ทันตั้งตัว


เพร่ง!


         เสียงเหล็กปะทะกันจนมีประกายไฟแลบขึ้นมา แม่ทัพที่ยืนติดกับพระราชาชักดาษขึ้นป้องกันคมดามของมินาล่าไว้ทัน ก่อนที่จะเข้าถึงตัวพระราชา ส่วนทางด้านกองกำลังที่ติดตามเธอมาก็ถูกขัดขวางด้วยกองกำลังของแม่ทัพคนนี้เช่นกัน


“นี่เธอ เป็นบ้าอะไรไปเนี่ย!  แม่ทัพคนดังกล่าวเอ่ยถามมินาล่า ในขณะที่ยังออกแรงต้านคมดาษของเธอ


         มินาล่าไม่ได้กล่าวตอบกลับ หากแต่เธอผละออกจากการสู้แรงของแม่ทัพชาย แล้วถอยห่างออกมา พร้อมกันนั้นก็เข้าปะทะอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

 




         บริเวณใจกลางตัวเมืองด้านหน้าปราสาทอันมียอดปราสาทสูงเทียมฟ้า ชายใบหน้าขาวซีดกำลังยืนเช็ดเลือดที่มุมปาก หลังจากที่เขาได้ลิ้มรสเลือดสดๆ ของมนุษย์ ซึ่งเขาไม่ได้ดื่มด่ำกับความหอมหวานของมันมาเป็นเวลานาน และเมื่อได้ดื่มเลือดเข้าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เริ่มขึ้นกับตัวเขา จากผิวที่ขาวซีดก็เริ่มดูมีความขาวสว่างขึ้นทันตา นัยน์ตาสีแดงสดก็กลายกลับไปเป็นสีดำสนิท ใบหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไปเป็นใบหน้าเดียวกันกับชายคนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น นั่นไม่แปลกที่เขาจะทำเช่นนั้นได้ ด้วยความสามารถที่มีเพิ่มเติมเข้ามาหลังจากถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้าเมื่อเขาดูดเลือดคนๆ นั้นจนตายแล้ว พร้อมกันนั้นร่างกายของเขาก็จะดูมีพละกำลังมากขึ้นไปอีกด้วย


         เขาจัดการกับสี่ศพทหารยามที่เฝ้าอยู่ประตูด้านหน้าตัวปราสาท แล้วจัดแจงเปลี่ยนชุดให้เป็นทหารยามคนที่เขาเปลี่ยนหน้าเป็นคนๆ นั้นด้วย


         ภายในตัวปราสาทเงียบสงัด ซึ่งเป็นเพราะกองกำลังต่างๆ ได้กระจายกันไปตามจุดอันตรายต่างๆ ในตัวเมืองมากกว่าจะอยู่ที่ตรงนี้ หลังมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ส่วนพวกขุนนางประจำเมืองต่างก็พากันไปยังที่เกิดเหตุที่กำลังวุ่นวายอยู่


         เขาแสยะยิ้มทันทีหลังจากเดินเข้ามาในตัวปราสาทได้อย่างสบายใจ อย่างไรก็ตามแม้จะอยู่ในยามปกติ ผู้คนคงไม่อาจจะสงสัยในตัวเขาอย่างแน่นอนภายใต้รูปลักษณ์แบบนี้ เขารีบตรงดิ่งไปยังบันไดวนเพื่อไปถึงห้องถึงห้องแห่งนั้น ห้องที่อยู่ใต้ที่แท่นที่วางอัญมณีแห่งแสง อัญมณีที่คุ้มภัยเมืองนี้จนถึงบัดนี้ และวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่มันจะส่องแสงเจิดจรัสบนยอดปราสาท


         เขาเปิดประตูไม้อย่างช้าๆ เพื่อเข้าไปด้านในห้อง ภายในเป็นห้องขนาดเล็กที่มีสี่บุคคลในชุดสีขาวสว่างที่กำลังนั่งสมาธิ เพื่อใช้พลังในการควบคุม และดูแลพลังที่ออกมาของอัญมณีแห่งแสงซึ่งอยู่เหนือห้องนี้


         เขาสอดส่ายสายตาเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่จะมาขัดขวางแผนการเขาได้อีก ซึ่งก็คือแผนการในการทำลายอัญมณีแห่งแสงลง และตอนนี้ก็รอให้มินาล่าจัดการในส่วนของเธอให้เสร็จเท่านั้น แล้วเขาถึงจะสามารถเข้าถึงตัวบุคคลทั้งสี่ที่นั่งอยู่ในห้องนี้ได้ รวมไปถึงการทำลายอัญมณีด้วย

 




         ภายนอกตัวเมืองกับลมหนาวที่ยังคงพัดอย่างต่อเนื่องทั่วไป กับแสงแดดยามสายที่ยังคงสว่างจ้าในวันที่ฟ้าสดใสปลอดโปร่ง กับสายตาของจอมอสูรค้างคาวที่ยังคงจับจ้องความวุ่นวายในตัวเมืองอย่างไม่ลดละ และภาพเบื้องหลังของเขาที่ตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยการเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ


“กำลังรบมาถึงแล้วครับท่านดิสแมท”  ปีศาจค้างคาวอีกตัวที่ขนาดรูปร่างเล็กกว่าจอมอสูรเอ่ยขึ้น หลังจากมันบินออกมาจากการเคลื่อนไหวด้านหลังจอมอสูร ซึ่งจอมอสูรไม่ได้แม้แต่หันไปมองผู้พูด


         ภาพเบื้องหลังปีศาจค้างคาวทั้งสองเต็มไปด้วยเหล่าสัตว์อสูรนับพันนับหมื่นตัว ซึ่งต่างก็กำลังโห่ร้องตะโกนกันอย่างคึกคะนองเพื่อปลุกใจก่อนออกรบ ภายในกองทัพสัตว์อสูรนับหมื่นที่ถูกเกณฑ์มาเพื่อสู้รบ ต่างก็มาจากหลายเผ่าหลายพันธุ์ของสัตว์อสูร บ้างก็บินได้ บ้างก็มีตัวคล้ายๆ สัตว์เลื่อยคลาน บ้างก็เดินสี่เท้า บ้างก็สองเท้าเหมือนมนุษย์ แต่โดยรวมทั้งหมดทั้งมวลก็มีพละกำลังมากกว่ามนุษย์อยู่ดี


“ท่านดิสแมทครับ เราจะไว้ใจหมอนั่นได้เหรอครับ”  อสูรค้างคาวเอ่ยขึ้นถามจอมอสูรของมันอีกครั้ง


“ฉันไม่เคยไว้ใจพวกมนุษย์ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถึงตอนนี้มันจะเป็นแวมไพร์แล้วก็เถอะ อย่างน้อยๆ มันก็มีข้อดีแล้วกัน อีกอย่างถ้ามันไม่ทำตามแผนที่วางไว้ ข้าก็เตรียมแผนสำรองไว้แล้วล่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้เจ้าไปเตรียมทัพให้พร้อม หลังจากแสงคุ้มภัยของเมืองดับลงก็เข้าโจมตีทันที”  จอมอสูรตอบคำถาม และส่งการลูกน้องของมัน


         หลังจากอสูรค้างคางผู้เป็นเสมือนนายกองได้รับคำสั่งจากจอมทัพ หรือจอมอสูรผู้ยิ่งใหญ่ มันก็บินวกกลับเพื่อไปสั่งการกองทัพตามคำสั่งของผู้เป็นนายมัน กองทัพอสูรเงียบลงทันตาหลังได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมรบ สัตว์อสูรทุกตัวต่างมีสมาธิจับจ้องไปด้านในตัวเมืองซึ่งเห็นอยู่ไกลๆ และสถานที่ดังกล่าวจะเป็นสมรภูมิอันดุเดือดในอีกไม่ช้า

 




         เสียงระฆังดังขึ้นก้องกังวานทั่วทั้งเมือง ซึ่งไม่ใช่เสียงระฆังบอกเวลาที่มาจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในตัวเมือง แต่เป็นเสียงระฆังอีกเสียงที่มาจากจุดที่สูงที่สุดของเมือง และก็เป็นที่ที่เดียวกันกับที่อยู่ของอัญมณีแห่งแสง เสียงระฆังดังกล่าวเป็นเสียงที่บอกให้รู้ว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับอัญมณีแห่งแสงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


         เสียงระฆังที่ดังขึ้นเป็นจุดสนใจของผู้คนทั่วทั้งเมือง แม้กระทั่งเหล่าชาวเมืองที่คลุ้มคลั่งที่ไม่เคยสนใจอะไรอื่นนอกจากการพังทำลายข้าวของตลอดจนการต่อสู้ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นว่าทุกคนมีท่าทีที่สงบลง และหายจากอาการบ้าคลั่งนั้น อาจจะเนื่องด้วยเสียงระฆังดังกล่าวเป็นตัวลบล้างเสียงที่ถูกปล่อยออกมาจากจอมอสูรก็เป็นได้


         เมื่อชาวเมืองหายจากอาการคลุ้มคลั่งแปลกๆ นั่นแล้ว ทหารบางส่วนจึงถูกแบ่งกองกำลังไปที่ตัวปราสาท เพื่อไปตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไม่ทันที่ทหารเหล่านั้นจะก้าวเดิน ความหนาวเหน็บที่ไม่เคยปรากฏในตัวเมืองก็เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับแสงสีทองเรืองรองของอัญมณีแห่งแสงได้สลายหายไป


         ห่างกันเพียงการหายใจสี่ถึงห้าครั้ง เสียงดังทุ้มต่ำก็ดังระรัวติดกันมาจากด้านหน้าตัวเมือง ซึ่งเป็นเสียงกองเตือนภัยที่ถูกตีหากเกิดเหตุร้าย หรือมีศัตรูเข้าจู่โจมเมือง พร้อมกันนั้นเสียงอีกเสียงที่ดังกว่าก็ถูกส่งผ่านมาตามอากาศ เป็นเสียงที่เหมือนกับผู้คนนับพันกำลังตะโกนโห่ร้อง ซึ่งมันดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเวลาที่ผ่านไป และในไม่ช้าภาพที่ปรากฏต่อสายตาผู้คนในเมืองก็ทำเอาตื่นตระหนกทันที


         ภาพของสัตว์อสูรนับหมื่นที่ต่างวิ่งกรูกันมาอย่างฮึกเหิม เพื่อจู่โจมและ ฆ่าใครก็ตามที่ของทางมัน ทันทีที่เหล่าแม่ทัพฝ่ายมนุษย์เห็นภาพนั้นก็สั่งการให้ทหารเตรียมตัวเพื่อพร้อมรบทันที โดยไม่มีความเกรงกลัวใดๆ หรือตกประหม่าต่อภาพที่เห็นอยู่เลยแม้แต่น้อย ส่วนชาวเมืองก็ถูกต้อนให้ไปหลบภัยด้านในตัวเมืองทันที พร้อมกันนั้นตัวเมืองด้านต่างๆ ที่ไม่มีศัตรูต่างก็นำกำลังเพื่อมาสมทบกับด้านหน้าเมืองอีกแรง


“ฉันยังไม่มีเมียเลยวุ้ย ทำไงดีวะไน”  จอห์นเอ่ยขึ้นกับเพื่อของเขา ขณะที่กำลังวิ่งไปสมทบกับทหารที่ด้านหน้าตัวเมือง


“แกจะบอกว่า ยังไม่อยากตายใช่มั้ยล่ะ ฉันก็เหมือนกันแหล่ะน่า แต่ก็อย่างที่บอกล่ะนะ ดูศัตรูสิดูแล้วไม่น่ารอดนะเรา”  ไนตอบคำถามเพื่อนของเขา ขณะกำลังวิ่งเคียงครู่ไปกับเพื่อนของเขา


“เป็นไงเป็นกันวะ”  จอห์นให้กำลังใจตัวเองหลังจากวิ่งมาหยุดยืนด้านหน้ากองกำลังทหารซึ่งจัดขบวนเตรียมรับ โดยถือโล่เหล็กของพวกเขาขึ้นกำบังกาย


         ไนยกมือขึ้นจับที่ไหล่ขวาของจอห์น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับจอห์นเสมอ พร้อมกับมองไปด้านหน้าที่มีภาพของเหล่าสัตว์อสูรนับหมื่น ซึ่งก็กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ตัวเมืองมากขึ้นไปอีก ถัดมาอีกไม่นานนักสองแม่ทัพก็มายืนสมทบที่ข้างๆ ตัวของผู้ใช้พลังธาตุทั้งสอง พร้อมก้มหัวแสดงความเคารพเล็กน้อย


“เป็นเกียรติมากครับที่ได้ร่วมรบกับท่านทั้งสอง”  แม่ทัพนายหนึ่งกล่าวต่อผู้ใช้พลังธาตุทั้งสอง


         ไน และจอห์นยิ้มรับคำกล่าวของแม่ทัพ แล้วทั้งสองก็หันกลับไปสนใจศัตรูที่อยู่ด้านหน้า แม่ทัพทั้งสองต่างก็ชักดาบออกจากฝัก และกำมันแน่นในมือพร้อมสู้ศึก


         การต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจนี้จะจบลงแบบใดไม่มีใครรู้ รู้เพียงว่าตอนนี้ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลัง ถึงแม้ว่าเรื่องที่พวกเขาเป็นกังวลจะยังมีอีกมากมาย ทั้งเรื่องแสงของอัญมณีที่หายไป ทั้งเรื่องของพระราชา และเจ้าชายที่กำลังต่อสู้อยู่กับกองกำลังคนทรยศโดยไม่รู้ชะตากรรม หรือแม้กระทั่งเรื่องของเพื่อนที่ส่งสารข้อความขอความช่วยเหลือมาหา แล้วตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นในตอนนี้เรื่องใหญ่ที่สุดที่พวกเขาทุกคนต้องจับจ้องคือข้าศึกที่อยู่ด้านหน้าพวกเขาเท่านั้น โดยต้องตัดความกังวลทั้งหมดทั้งมวลออกไป แล้วมีสมาธิกับศัตรูที่ไม่รู้เลยว่าพละกำลังจะมากมายมหาศาลเพียงใด และพวกเขาจำเป็นต้องยืนหยัดต่อสู้ให้ถึงที่สุดเท่านั้น

126 ความคิดเห็น

  1. #76 Base-Senior (@base-senior) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 14:48
    มาอัพเร็วๆนะครับ
    #76
    0
  2. #71 ~[E]TERNAL~ (@prisontales) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2557 / 08:17
    โอ้ ยังไม่คุยก็จะจ้วงกันแล้ว =w=;
    รออีก 50% งิ
    #71
    0