หลงกิเลนจันทร์ [หยิน]

ตอนที่ 15 : บทที่ ๑๒ เส้นทางนักปราชญ์ (ฉบับร่าง 100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,469
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    24 มี.ค. 53

A/N 100%!!!!!! ร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง Q.Q เราขอโทษเราแต่งนิยายช้าไปแล้ว ฮือๆ

 

บทที่ ๑๒

เส้นทางนักปราชญ์

 

            ต้นฤดูใบไม้ผลิแห่งแดนสวรรค์ มวลสรรพชีวิตออกหากินเริงร่า กระรอกขนฟูสะบัดหางพวงโตอย่างมีความสุขพลางเพลิดเพลินกับรสชาติของลูกไม้หอมหวานในอุ้งเท้า กระรอกตัวน้อยได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบผ่านอากาศจึงเหลียวมองมา ไกลออกไปสุดสายตา บนฟากฟ้าปรากฏเงาร่างงามสง่าของโอรสกิเลนสวรรค์ควบขี่อาชาวิเศษเคียงคู่กันก่อนจะค่อยๆแยกย้ายไปคนละทิศ

 

            โอรสกิเลนออกเดินทางเพื่อตามหา ของขวัญ มากำนัลแด่องค์หญิงน้อยแล้ว

ในขณะที่บุตรชายออกเดินทางไปด้วยใจชื่นมื่น เหล่าบิดามารดาและราชันย์สวรรค์กลับกำลังหารือกันอย่างเคร่งเครียด ภายในตำหนักอันรโหฐานแห่งพระราชวังจันทราทอง เงาแห่งแสงตะเกียงที่วิบไหวฉายให้เห็นเงาร่างของผู้สูงศักดิ์ทั้งห้าแห่งแดนสวรรค์ประทับนั่งสนทนาอยู่

 

            เรียกประชุมราชันย์สวรรค์ในครานี้ ท่านหรงเต๋อคงมีเรื่องสำคัญจักหารือสินะ

ราชันย์หงส์หลวนจูเฉวกล่าว น้ำเสียงใสกระจ่างแฝงไปด้วยความเยือกเย็น เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนถูกรวบเป็นมวยไว้หลวมๆ ด้านบนประดับด้วยมงกุฏหงสาอันประดิษฐ์จากทองคำบริสุทธิ์งดงาม นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลหวานใสช่วยขับใบหน้าเนียนสีงาช้างให้ผุดผาด ริมฝีปากจิ้มลิ้มแดงอิ่มเอิบ

หากเป็นผู้ที่ไม่ทราบย่อมต้องไพล่นึกไปว่าหลวนจูเฉวคือดุรณีน้อยแรกแย้มอย่างไม่ต้องสงสัย

 

            หึหึ แล้วตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็กลับไม่มาตามที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิด

หยวนจุยซวนหวู่เอ่ยพลางส่ายหน้าอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก ราชันย์เต่าดำนั้นมีเส้นผมยาวสีน้ำทะเลที่ดูยุ่งเหยิงราวกับโดนคลื่นลมพัดอยู่ตลอดเวลา กิริยาก็ไม่ใคร่จะสำรวมนัก ทว่าท่าทางห้าวหาญกลับช่วยส่งเสริมใบหน้าคมคายและประกายตาสีน้ำเงินเข้มได้อย่างเหมาะเจาะ

จะมาหรือไม่มาก็ใช่ว่าจะสำคัญขอให้รักษาสัญญาเป็นพอใช่ไหมหรงเต๋อ?”

ว่าพลางหันหน้าไปทางราชันย์กิเลนที่นั่งเงียบอยู่ตั้งแต่ต้น เย่วหรงเต๋อรับคำด้วยการพยักหน้าน้อยๆ

 

            ท่านจูเฉว ท่านซวนหวู่ คาดว่าทุกท่านคงทราบเรื่องราชันย์เร้นกายคืนสู่บัลลังก์แล้วสินะ อันที่จริงข้าได้รับสารแจ้งเหตุจากหลิวอันจิ้งก่อนที่พิภพเทพจะประกาศอย่างเป็นทางการเสียอีก

ใบหน้าของเย่วหรงเต๋อเสี้ยวหนึ่งฉาบอยู่ในเงามืดยากจะเอ่ยอารมณ์

 

            ก่อนหน้าจะมาที่นี่ ข้าได้รับสารเยี่ยมเยือนจากท่านหย่งเล่อ ในนั้นมิได้พูดถึงพิภพกิเลนแม้แต่น้อยดังนั้นท่านหรงเต๋อโปรดเบาใจ

หลวนจูเฉวกล่าวอ่อนหวาน ควรทราบว่าราชวงศ์หงส์นั้นมีสัมพันธ์อันดีแก่พิภพเทพและตระกูลเฮ่อเหลียนมาช้านาน

 

            พวกเจ้ากังวลเรื่องคำทำนายข้ารู้ดี ที่เก็บตัวเข้าด่านกักตนก็เพื่อฝึกฝนฝีมือเผื่อมีเหตุไม่คาดฝันสินะ

หยวนจุยซวนหวู่กล่าวพลางยกจอกสุราขึ้นละเลียด สุราดอกเหมยของชูเจินอวี้เหวินนั้น ไม่ว่าเมื่อไรก็ยอดเยี่ยมเสมอ ทั้งสี กลิ่น และ รส ล้วนเป็นหนึ่งในแดนสวรรค์

 

            อา..เรื่องนั้นก็มีส่วน แต่สาเหตุหลักที่พวกข้าและท่านหรงเต๋อปิดด่านกักตัวนั้นยังมีเบื้องหลัง

ชูเจินอวี้เหวินกล่าวพลางรินสุรามธุรสในจอกใบน้อยให้เต็มอีกครา

 

ราชันย์เต่าดำยิ้มรับด้วยความยินดีก่อนถาม

มีเรื่องอะไรสำคัญถึงขนาดที่พวกเจ้าต้องเข้าด่านกักตัวเพื่อสะสมพลังฟ้าดินอีกหรือ

 

            พูดถึงเรื่องนั้นแล้วน่าโมโหนัก เจ้าเฒ่าหลงหวางไห่ได้ทีจึงเรียกร้องค่าตอบแทนอย่างหน้าไม่อาย!”

มู่ตานกุ้ยฮวากล่าวอย่างเหลืออดก่อนรับจอกสุรามาจากชูเจินอวี้เหวินบ้าง ใบหน้านวลแดงระเรื่อด้วยโทสะ

 

            ไม่เป็นไรหรอกมู่ตานเอ๋ย เราเป็นฝ่ายขอร้องให้ราชันย์มังกรช่วยปกปิดเรื่องคำทำนายไว้ เมื่อท่านหวางไห่ต้องการสิ่งตอบแทนเราก็สมควรมอบให้โดยไม่บิดพลิ้ว

เย่วหรงเต๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

 

            ตกลงเจ้าเฒ่านั่นต้องการอะไร ข้าชักสงสัย

หยวนจุยซวนหวู่เลิกคิ้วคล้ายจะถาม ในขณะที่หลวนจูเฉวเพียงแต่ยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดปากอย่างครุ่นคิด คิ้วเรียวสีน้ำตาลอมทองขมวดเข้าหากันน้อยๆ

ข้าได้ยินมาว่ารัชทายาทวังมังกร....

 

นางเอ่ยได้เพียงแค่นั้นเย่วหรงเต๋อก็พยักหน้าพลางยิ้มอ่อนโยน ราชันย์กิเลนคลี่ม้วนกระดาษอันประทับตราครั่งเป็นรูปสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์มังกรออก สารลงอาคมจากวังมังกรฉบับนี้มิใช่ธรรมดาเพราะเมื่อมันคลายออกเงาร่างโปร่งแสงขนาดเท่าตัวจริงของราชันย์มังกรเฒ่าก็ฉายขึ้นมาในอากาศ หลงหวางไห่แสยะยิ้มพลางเอื้อนเอ่ยถ้อยคำบางสิ่งก่อนจะลงท้ายว่า

....สี่ปีมานี้ข้าและรัชทายาทเฝ้ารอการมาเยือนของราชันย์กิเลนอย่างใจจดใจจ่อ ทราบว่าท่านสะสมพลังฟ้าดินจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว เช่นนั้นก็สมควรแก่เวลาเสียที

 

            จอกสุรากระเบื้องเนื้อดีถูกขว้างผ่านเงามายาของราชันย์มังกรไปด้วยแรงโทสะ เศษกระเบื้องแตกกระจาย มู่ตานกุ้ยฮวาเม้มริมฝีปากแน่นราวกับกำลังยับยั้งอารมณ์ทว่าประกายตาสีชมพูกลับวาวโรจน์ ชวนให้นึกถึงอดีตในสนามรบอันน่าพรั่นพรึงของเทพพิทักษ์สงครามแห่งราชวงศ์กิเลนนัก

 

ไม่เป็นไรมู่ตาน ไม่เป็นไร

เย่วหรงเต๋อโอบประคองนางกิเลนบุปผาจากด้านหลังพร้อมจุมพิตลงบนเรือนผมนุ่มคล้ายจะปลอบใจ เงาร่างของหลงหวางไห่ได้จางไปจนหมดสิ้นแล้วทว่าสีหน้าเคร่งเครียดของทุกคนภายในห้องยกเว้นราชันย์กิเลนกลับมิได้จางหายไป

 

เรื่องค่าตอบแทนอันน่าโมโหนี้จักถูกกล่าวถึงในกาลภายหลัง...

 

 

 

            เส้นทางนักปราชญ์

นานมาแล้วยังมีเส้นทางสายหนึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกแห่งดินแดนมนุษย์ เส้นทางนี้ถูกกล่าวขานว่าเป็นแหล่งชุมนุมของปัญญาชน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์สามัญ นักพรตผู้มีวิชาอาคม เทพเซียนสวรรค์ มารปีศาจ หรือกระทั่งเหล่าสัตว์เทพ หากเป็นผู้มีวิชาความรู้แล้วไซร้ย่อมไม่สามารถพลาดการชุมนุมครั้งใหญ่ของเหล่าผู้นำแห่งปัญญานี้ได้

 

            กิเลนแห่งแสงสว่างเย่วเทียนหมิงก็เป็นหนึ่งในผู้แสวงหาปัญญาเช่นกัน มีคำกล่าวไว้ หากไม่เข้าถ้ำเสือก็ย่อมจะไม่ได้ลูกเสือ หากคิดจะแสวงหายาอายุวัฒนะ เส้นทางนักปราชญ์ก็ดูจะเป็น ถ้ำเสือ ที่เหมาะสมที่สุดในการครั้งนี้

 

อากาศในแดนมนุษย์นั้นเข้มข้นกว่าอากาศบนแดนสวรรค์หลายเท่าตัว ทว่าบรรยากาศที่ปนเปื้อนไปด้วยไอทิพย์อันไม่บริสุทธิ์กลับพาให้รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวามากกว่า ถือเป็นความล้ำลึกอันหาได้ยากยิ่งบนแดนสวรรค์

เย่วเทียนหมิงสูดลมหายใจลึกเพลิดเพลินกับทิวทัศน์เบื้องหน้า ต้นหลิวสีเขียวสดเรียงรายตลอดสองข้างทาง กิ่งก้านบอบบางเอนไหวทอดตัวลงสู่พื้นราวกับม่านไม้อันวิจิตร กึ่งกลางคือทางเดินสายเล็กอันปูลาดไปด้วยหินแม่น้ำกลมเกลี้ยง เส้นทางอันสงบเงียบชวนให้จินตนาการถึงยามที่เหล่าบัณฑิตทั้งหลายพากันเดินเยื้องย่างพลางถกเถียงภูมิความรู้กันอย่างออกรส

 

กิเลนแห่งแสงเดินไปตามเส้นทางที่ทอดยาว ด้วยการนำทางของภูติแห่งแสงสว่างไม่นานก็มาหยุดยืนตรงหน้าทางแยกสามสาย

องค์ชายน้อยจากนี้ไปพวกเราไม่สามารถนำทางท่านได้แล้ว อาคมของมนุษย์ปิดกั้นพลังของเรา

 

            ไม่เป็นไรพวกเจ้าไปพักเถอะ

เย่วเทียนหมิงเพียงพยักหน้า ด้วยรู้ดีว่าการนำทางยาวนานตั้งแต่แดนสวรรค์มาจนถึงบัดนี้ทำให้เหล่าภูติเหน็ดเหนื่อยมากเพียงไร แต่ที่โอรสกิเลนผู้ชาญฉลาดไม่ทันได้คิดก็คือ เพียงแค่พระองค์แย้มยิ้มหัวใจของภูติดวงน้อยก็แทบจะละลายราวกับขี้ผึ้งลนไฟ ภูติแห่งแสงระบายสีแดงซ่านบนใบหน้าของตนก่อนจางหายไป

อา แดงไปทั้งตัวแบบนั้นสงสัยจะแพ้แสง...

กิเลนผู้ซื่อตรงคิดอย่างห่วงใย

 

แล้วจะไปทางไหนดีละเนี่ย

ใบหน้าอ่อนเยาว์เหลียวซ้ายแลขวาครู่หนึ่งก่อนจะใช้วิชา โยนก้อนหินถามทาง อย่างไม่ทุกข์ร้อน หินก้อนเล็กกลิ้งหลุนๆไปทางซ้ายกิเลนแห่งแสงก็เดินไปทางซ้ายพลางรำพึงกับตัวเองเบาๆ

ถือซะว่ามาเดินเล่นก็แล้วกัน

 

            เส้นทางด้านซ้ายเป็นทางตรงตลอดสาย ทางกรวดหินสีดำสลับขาวทอดยาวไปยังริมน้ำใส ลำธารสายเล็กแผ่กลิ่นไอสดชื่นชวนให้เดินเข้าหา เย่วเทียนหมิงค่อยๆช้อนฝ่ามือวักน้ำจากลำธาร ดื่มดำกับกลิ่นไอวารีพิสุทธิ์

เงียบสงบดีจริงๆ...

 

อ้า อ้า อ้าๆๆ ตูม!”

ไม่ทันขาดคำความสงบอันน่ารื่นรมย์ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกรีดร้องของอนงค์น้อยนางหนึ่ง ร่างบอบบางร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าแหวกผิวลำธารใสจนกระเพื่อมกระจายเป็นวงกว้าง สายน้ำบริสุทธิ์สาดกระเซ็นย้อมร่างโอรสกิเลนผู้สูงศักดิ์ให้เปียกปอนจนมีสภาพไม่ต่างอะไรกับลูกกิเลนตกน้ำ ทว่าเย่วเทียนหมิงกลับไม่ใส่ใจทั้งยังรีบรุดก้าวลงน้ำไปดูสาวน้อยที่ตกจากฟากฟ้าด้วยความห่วงใย

 

            แม่นางน้อยเป็นอย่างไรบ้าง?”

เทียนหมิงถามพลางยื่นวงแขนช้อนร่างเล็กๆให้ศีระษะพ้นจากผิวน้ำ คะเนจากสายตาเด็กน้อยนางนี้คงมีอายุไม่ต่างจากตนเท่าไรนัก

 

            แค่ก แค่ก...ว่านไม้ของข้า ว่านไม้ของข้าอยู่ที่ไหน....

เสียงใสกระจ่างเอ่ยติดขัด ดรุณีน้อยนางนี้มีนัยน์ตาสีแดงราวกับกระต่าย เส้นผมสีดำขลับสั้นเสมอติ่งหู ผมแสกกลางด้านหน้ายาวไล่ระดับลงมาอย่างอ่อนช้อย ชุดกระโปรงคอตั้งสีแดงบางแนบไปกับเรือนร่าง ชายกระโปรงยาวเหนือเข่าอยู่หลายคืบ ชวนให้เย่วเทียนหมิงสงสัยว่าถึงแม้อากาศต้นฤดูใบไม้ผลิจะอุ่นสบายแต่ก็ไม่น่าจะร้อนถึงขนาดต้องแต่งกายด้วยเครื่องนุ่งห่มน้อยชิ้นเช่นนี้

คิดพลางสายตาก็แลไปเห็นว่านไม้สีเขียวที่ลำต้นห่อเคลือบไปด้วยเมือกลื่นกำลังส่ายสะบัดไปมาอยู่ในน้ำราวกับงูมีชีวิต แม้แต่ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีเป็นนิจเช่นเย่วเทียนหมิงยังถึงกับถอยผงะด้วยความตกใจ

แม่นาง...นั่นคงเป็นสิ่งที่เจ้าตามหาอยู่กระมัง

ว่าพลางชี้นิ้วสั่นระริกไปยังวัตถุที่น่าสะพรึงกลัวนั้น

 

            อ้า~อยู่นี่เองว่านจ้าวอสรพิษของข้า ขอบคุณมากคุณชายถ้าไม่รีบจับละก็มันจะเลื้อยหนีมุดดินไปเสียก่อน

อนงค์น้อยว่าพลางโถมตัวเข้าตะครุบ ว่านอสรพิษดิ้นปัดป่ายไปมาอยู่พักหนึ่งจึงถูกนางใช้กำลังปลุกปล้ำให้สิ้นแรงลง หลังจากนางเก็บขนดว่านใส่กระเป๋าด้านข้างกระโปรงแล้วก็ยิ่งชวนให้โอรสกิเลนพิศวงว่าเสื้อผ้าตัวเล็กๆนั้นสามารถบรรจุว่านลงไปได้อย่างไร

 

            อาคมผนึกสัมภาระที่ข้าคิดขึ้นเอง สะดวกดีนะไม่ว่าอะไรก็ใส่ลงไปได้หมด

สาวน้อยตอบคล้ายจะเข้าใจความสงสัย

 

แล้วไม่ทราบแม่นางตกลงมาจากฟากฟ้าได้อย่างไร

เทียนหมิงถามพลางรู้สึกสนใจในสิ่งที่ไม่เคยร่ำเรียนบนแดนสวรรค์

 

            อ้อเพราะว่านจ้าวอสรพิษน่ะสิ มันชอบขึ้นอยู่ตามหน้าผาชันเท่านั้นข้าเลยต้องปีนขึ้นไปเก็บ พอดึงออกจากดินมันก็ดิ้นไม่หยุดเลยลื่นตกลงมาน่ะ

ว่าพลางนางก็ชี้นิ้วเรียวเล็กขึ้นไปด้านบน เมื่อมองตามไปก็ปรากฏกำแพงหินสูงชะลูดสุดสายตา หากเป็นมนุษย์ธรรมดาคงไม่มีทางตกลงมาแล้วหัวเราะร่าเช่นนี้

อ้ะ เสียมารยาทจริงเชียวข้านี่ ข้าคือเย่ยิง ข้ารับใช้แห่งแดนมนุษย์ แล้วเจ้าล่ะ?”

 

            ข้ามีนามว่าเย่วเทียนหมิง จากเผ่ากิเลนแห่งแดนสวรรค์

กิเลนแห่งแสงประสานมือคารวะ

ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงต้องเสี่ยงอันตรายปีนขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนหน้าผาชันเล่า?”

 หลังจากทำความเข้าใจแล้วเย่วเทียนหมิงจึงวางสิ่งมีชีวิตลึกลับไว้ในหมวด พืชสมุนไพร

 

            ก็เพราะนายท่านของข้าน่ะสิ มีบัญชาให้พวกเรารวบรวมส่วนผสมในตำรับยาอายุวัฒนะเพื่อเอาไปอวดโอ่ในงานชุมนุมบัณฑิตแห่งเส้นทางนักปราชญ์ ชอบบังคับขู่เข็ญทั้งยังกลั่นแกล้งสารพัด

แม้จะกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเย็นชาแต่คำว่า นายท่าน ของเย่ยิงนั้นก็ยังแฝงความเคารพเสียแปดส่วน

 

รอยยิ้มเปิดเผยประดับใบหน้าของเทียนหมิงตั้งแต่ได้ยินคำว่ายาอายุวัฒนะ

เช่นนั้นก็วิเศษข้าก็กำลังตามหายาอายุวัฒนะเช่นกัน ไม่ทราบจะขอร่วมทางเพื่อช่วยเหลือเย่ยิงได้หรือไม่

 

คุณชายเย่วมีน้ำใจจริงๆ เช่นนั้นแล้วขอรบกวนด้วย ป่านนี้เพื่อนของข้าคงกำลังลำบากใจอยู่เป็นแน่

เย่ยิงว่าพลางฉุดแขนเทียนหมิงออกวิ่งกลับไปตามทางที่เดินมา

 

ทำไมต้องรีบขนาดนี้ด้วย

เทียนหมิงถามพลางวิ่งพลาง ด้วยวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมของแม่นางน้อย ไม่นานโอรสกิเลนจึงถูกลากออกไปยังทางแยกด้านขวา

 

ต้องรีบหน่อยล่ะเจ้าตัวที่เพื่อนของข้ากำลังจับอยู่น่ะต้องจับเป็น แต่ข้ากลัวนางจะเอามันตายคามือไปเสียก่อน

เย่ยิงว่าพลางเร่งฝีเท้าขึ้นไปอีก เส้นทางด้านขวาแม้ปูลาดด้วยก้อนหินแต่กลับมีหญ้าเขียวต้นสั้นๆแซมอยู่ประปราย วิ่งด้วยความเร็วเหนือมนุษย์มาไม่นาน เย่วเทียนหมิงก็โผล่พ้นแนวป่าหลิวมายังทุ่งกว้าง ธารหญ้าสีเขียวสูงขนาดช่วงเอวพลิ้วไหวไปตามสายลม

 

เสียงการต่อสู้แว่วดังอยู่ไม่ห่าง เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงได้เห็นดุรณีน้อยอีกนางหนึ่งกำลังต่อสู้กับเกสรดอกไม้ลูกกลมๆอยู่ ก้อนขนปุกปุยขนาดเท่าผลแตงโมกระเด้งไปมาอย่างบ้าคลั่งอยู่กลางอากาศ

เด็กสาวนางนี้มีอายุใกล้เคียงกับเย่ยิง เส้นผมสีทองหยักสยายราวกับคลื่นน้ำพริ้วไปตามการเคลื่อนไหว เมื่อนางกระโดดไปทางซ้ายชายเสื้อคลุมขนสัตว์ยาวจรดพื้นก็สะบัดปลิวไปตามแรงลม เมื่อนางกระโดดไปทางขวาพลองลูกตุ้มในมือทั้งสองก็เงื้อขึ้นไล่ฟาดเกสรที่บินพัวพันอย่างน่าเวียนหัว

เย่วเทียนหมิงพิศมองเด็กสาวที่แต่งกายราวกับอยู่กลางหิมะหน้าหนาวสลับกับเย่ยิงด้วยความหนักใจ ด้วยไม่เคยรู้เลยว่าอากาศในแดนมนุษย์จะแปรปรวนเช่นนี้

(ทราบว่ากำลังเข้าใจผิด...)

 

เยี่ยนจี๋อย่าพึ่งทุบมันจนตายนะ ข้าพาคนมาช่วยเจ้าแล้ว

เย่ยิงร้องเสียงดังก่อนผลักเทียนหมิงเข้าไปตรงกลางลานต่อสู้ อนงค์น้อยนามเยี่ยนจี๋หันมาพินิจโอรสกิเลนทีหนึ่งก่อนฉีกยิ้มกว้าง ใบหน้าของนางแลดูน่ารักระคนเย้ายวนอยู่ในที นัยน์ตาสีท้องฟ้าคลอไปด้วยหยาดน้ำใส

อา~พระมาโปรดสัตว์ผู้ยากโดยแท้ คุณชายท่านช่วยข้าจับมันทีนะ

ว่าพลางดรุณีน้อยก็กระโดดไปยืนเคียงข้างเพื่อนของตน ชุดกระโปรงหน้าหนาวของนางมีละอองเกสรติดหนึบเต็มไปหมด

 

เย่วเทียนหมิงมองกลุ่มเกสรที่บินฉวัดเฉวียนอย่างชั่งใจ เหลียวมองรอบด้านจึงสังเกตว่าบริเวณนี้คือทุ่งดอกผูกงยิง[1] ดอกไม้อันมีเกสรเป็นเส้นสีขาวที่เรียงตัวกันเป็นรัศมีของทรงกลม เมื่อกลีบดอกสีเหลืองสดร่วงโรย เกสรสีขาวก็จะปลิวไปตามสายลมเพื่อนำพาเมล็ดไปแตกรากยังดินแดนอื่น

เทียนหมิงรู้สึกได้ว่าลูกบอลเจ้าปัญหากำลังเมินตนและคิดหาทางไล่ตามเยี่ยนจี๋ไป

 

คุณชายเจ้านี่มันเจ้าชู้น่ะ ชอบไล่ตามสาวๆที่สุดแถมยังทำเสื้อผ้าเลอะเทอะ

เย่ยิงตะโกนอยู่ด้านหลังพลางถอยห่างจากเยี่ยนจี๋เพราะไม่อยากให้ชุดของตนถูกตกแต่งด้วยละอองเกสรไปอีกคน

 

ผู้หญิงหนอผู้หญิง...

เย่วเทียนหมิงคิดพลางนึกถึงมารดาทั้งสองที่พิถีพิถันกับการแต่งกายเช่นกัน ไวเท่าความคิดโอรสกิเลนทะยานตะครุบตัวปัญหาในชั่วพริบตา ไม่หวาดเกรงว่าเสื้อผ้าจะเปรอะเปื้อน ดรุณีน้อยทั้งสองถึงกับปรบมือด้วยความชื่นชม

 

ลูกบอลเกสรในอ้อมแขนคลายตัวออกเผยให้เห็นตัวนิ่มอ้วนกลม ตัวนิ่มประหลาดแลบลิ้นเรียวยาวอย่างหงุดหงิดที่ถูกเด็กผู้ชายกอด เทียนหมิงจึงค่อยๆส่งมันลงไปในกระเป๋าวิเศษของเย่ยิงอย่างระอา

 

เจ้านี่น่ะชอบกินน้ำหวานของผูกงยิง สะสมปราณทิพย์แห่งธรรมชาติจนมีคุณสมบัติเดียวกับดอกผูกงยิง พูดง่ายๆก็คือลอยไปลอยมานั่นแหละ

เยี่ยนจี๋กล่าวพลางปัดเกสรออกจากตัว

 

ฝ่ายเย่ยิงกำลังกระโดดดีใจพลางกำมือทั้งสองขึ้นอย่างมาดมั่น

ทีนี้ก็กลับกันได้ล่ะ! ในเมื่อเราทำงานสำเร็จแล้วนายท่านก็หมดข้ออ้างที่จะแกล้งพวกเราเสียที

 

ว่าคุณชายท่านนี้คือ....

เยี่ยนจี๋ถามพลางเคาะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากเรียวบางสีดอกท้อ

 

ข้ามีนามว่าเย่วเทียนหมิง อยากจะขอร่วมทางไปงานชุมนุมนักปราชญ์ด้วยได้หรือไม่

 

อ้อคุณชายเย่วอยากไปงานชุมนุมของพวกคลั่งไคล้ความรู้นี่เอง งานนี้น่ะถ้าไม่มีบัตรเชิญก็เข้าไม่ได้หรอกนะ

เยี่ยนจี๋เอ่ยประโยคที่ทำให้เทียนหมิงถึงกับเหงื่อตก

แต่ท่านโชคดี~ถ้ามีพวกข้าอยู่ก็เหมือนมีป้ายผ่านทางตลอดงาน

สาวน้อยผมสีทองพูดพลางจูงมือเย่วเทียนหมิงวิ่งกลับสู่เส้นทางนักปราชญ์

 

ทั้งสามเดินก้าวผ่านเส้นทางสุดท้ายที่อยู่ตรงกลางด้วยกัน เมื่อเดินลึกเข้าไป ทางโรยกรวดหินระเกะระกะก็กลายเป็นทางเดินที่ปูลาดไปด้วยก้อนหินอย่างเป็นระเบียบ ม่านสีเขียวของต้นหลิวในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นม่านดอกไม้สีเหลืองสดใสที่ทอดตัวลงมาราวกับหยาดพิรุณ

 

ไม่นานเส้นทางนักปราชญ์ก็สิ้นสุดลงที่ลานหินกว้างรูปสี่เหลี่ยม บนลานคราคร่ำไปด้วยผู้ทรงความรู้หลายแขนงที่กำลังสนทนากันอย่างสนุกสนาน กลางลานปรากฏบัณฑิตมากมายจับกลุ่มรายล้อมบุคคลผู้หนึ่ง สีหน้าของปัญญาชนแต่ละท่านล้วนแล้วแต่อาบไล้ไปด้วยความชื่นชมหลงใหล เมื่อเย่ยิงและเยี่ยนจี๋เดินเข้าไปวงล้อมมหาชนก็แหวกออกเป็นทางให้โดยง่าย

 

กึ่งกลางแห่งความสนใจของทุกผู้คนก็คือบุรุษผู้งามสง่าเหนือสามพิภพ ควันสีขาวกลิ่นหอมหวนถูกพ่นออกจากกล้องยาสูบสีเงินทรงเรียวรี เมื่อม่านอันเย้ายวนจางลงจึงเผยให้เห็นนัยน์ตาน้ำงามทอดมองมาที่โอรสกิเลนอย่างพิจารณา ดวงตาสีหางนกยูงเหลือบเขียวสลับครามแวววาวลุ่มลึก เส้นผมที่ราวกับเส้นไหมสีเงินหม่นยาวระเรื่อยแผ่นอกหนา สาบเสื้อด้านหน้าที่เผยอออกเล็กน้อยชวนให้ทราบว่าผู้เป็นเจ้าของมิใช่ผู้มากพิธี

รอบกายบุรุษผู้โดดเด่นนั้นเต็มไปด้วยสาวงามที่คอยปรนนิบัติพัดวีไม่ห่าง

 

เย่ยิงและเยี่ยนจี๋เดินเข้าหาบุรุษผู้นั้นด้วยท่าทางอ่อนช้อย ทั้งสองนั่งลงอิงแอบกับเอกบุรุษทั้งซ้ายและขวาอย่างออดอ้อน เสียงไพเราะอันมีมนต์ขลังสองเสียงเอื้อนเอ่ย

 

คุณชายเย่วเทียนหมิงขอเชิญพบกับนายท่านของพวกข้า “มหาบัณฑิตเจ้าสำราญ ผู้เป็นประธานในงานชุมนุมนักปราชญ์ครั้งนี้

 

 

 

------------------------------------------------------

 

A/N ช้าเอยช้าอยู่.....ทำไมแต่งได้ช้าแบบนี้ บุรุษในตอนท้ายเรื่องจะเป็นใคร ใบ้ว่าเป็นคนที่ฟารากรี้ดค่ะ XD บัณฑิตเจ้าสำราญผู้รายล้อมไปด้วยสาวๆน่ารัก หุหุ

ยิ่งแต่งก็ยิ่งยาว ตัวละครก็เยอะเหลือเกิน Q.Q โอยเหนื่อย ใครที่คิดถึงเทียนอ๋าวรอแปบนึงนะคะอีกตอน สองตอนก็ออกล่ะ (แต่ละตอนทำไมมันเขียนยากแบบนี้ ToT)

พูดถึงชื่อตอนหน่อย เส้นทางนักปราชญ์(Philosopher Path) นี่มีอยู่จริงค่ะมาจากทางฝรั่งโซนยุโรป เป็นทางเดินที่พวกนักคิดเค้ามาเดินถกเถียงความรู้กัน ฟาราเลยเอามาใช้ซะเลย

ภาพประกอบตอนนี้คือดอกผูกงยิงหรือดอกแดนดิเลียนค่ะ เผื่อคนที่นึกภาพไม่ออกเห็นแล้วต้องร้อง อ๋อ~

 

 

 



[1]ดอกแดนดิเลียน (Dandelion)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,503 ความคิดเห็น

  1. #1439 dokiboom (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 กันยายน 2554 / 15:24
    สนุกมากคับ
    #1,439
    0
  2. #1019 anakejoe (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2553 / 15:49

    สนุกดีครับ จะติดตามต่อนะครับ

    THE TALE OF SHODOWN

    #1,019
    0
  3. #111 pKiS (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 09:36
    >[]
    บุรุษรูปงามและสง่าในเรื่องนี้มีท่วมท้นยิ่งนัก โฮะๆๆๆๆ


    สนุกมากเจ้าค่า อ้า คิดถึงเทียนอ๋าวที่ตามท่านพี่ชายต้อยๆๆเสียแล้ว
    #111
    0
  4. #109 ashnovel (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 20:55
    รอมานาน

    ทำไมตอนนี้รู้สึกเหมือนเห็นไอม่วงในตอนท้าย o.o
    #109
    0
  5. #108 artela-ran (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 มีนาคม 2553 / 13:09
    หน่อยแหน่ มังกรเฒ่าเจ้าเล่ห์ละโมบโลภมาก

    ทำงี้ได้ไง แทนที่จะคิดสะว่าเป็นของรับขวัญกิเลนน้อย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่

    เทียนอ๋าว จัดการเลย
    #108
    0
  6. #106 minnist (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 มีนาคม 2553 / 18:43
    แค่เนี้ย!!! =[]=

    ทำให้คนอ่านค้างนะคะไรเตอร์
    #106
    0