หลงกิเลนจันทร์ [หยิน]

ตอนที่ 13 : บทที่ ๑๐ ราชันย์เร้นกาย (ฉบับร่าง 100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,570
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    15 มี.ค. 53

A/N 100% ตัวละครหลักตบเท้ากันออกมาเพียบค่ะ ไว้จะไปอัพเดทหน้าโปรไฟล์นะ

 

บทที่ ๑๐

ราชันย์เร้นกาย

 

            แสงอาทิตย์ใกล้ลาลับ หิมะใสโปรยปรายราวกับสายฝนพรำ ลานกว้างทรงกลมถูกปกคลุมปูลาดไปด้วยหิมะขาวสะอาด รอบนอกคือป่าเหมยหนาทึบ กิ่งก้านสีน้ำตาลของต้นเหมยไร้ใบต่างแข่งกันชูช่อสีชมพูโอบรับสายฝนสีขาว

 

กลางลานปรากฏโต๊ะหินเนื้อละเอียดรูปทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่เข้าชุดกันกับเก้าอี้หินไร้พนัก บนโต๊ะมีเพียงชุดน้ำชากระเบื้องดินเผา ถ้วยน้ำชาที่บรรจุน้ำชาสีอำพันเต็มเปี่ยมยามนี้เย็นเยียบทั้งยังถูกวางตั้งทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว เมื่อมองโดยรวมแล้วก็อาจสรุปได้ว่า สถานที่นี้คือที่พักผ่อนหย่อนใจของปุถุชนธรรมดาผู้ยึดมั่นในความสมถะอย่างแท้จริง

 

บนพื้นพรมหิมะที่เรียบสนิทกลับปรากฏรอยเท้างดงามเดินก้าวผ่านไปด้วยระยะห่างที่เป็นระเบียบเสมอกัน รอยเท้ากดลึกนั้นทอดยาวจากโต๊ะหินไปสู่เส้นทางหิมะสายหนึ่ง ปลายทางคือหน้าผาสูงชัน แลเห็นเบื้องล่างเป็นทะเลน้ำแข็งสีครามอันเวิ้งว้างกว้างไกลจนสุดสายตา

 

บุรุษผู้หนึ่งยืนหันหลังอยู่อย่างสงบนิ่งบนเชิงผา เส้นผมสีดำอมประกายน้ำเงินเหยียดตรงพริ้วไหวไปตามสายลม ชายผู้นี้คลุมกายด้วยชุดคลุมผ้าฝ้ายบางเบา สองมือไพล่หลังผ่อนคลาย สองตาจับจ้องทิวทัศน์ของทะเลเหมันต์เบื้องหน้าเรียบเรื่อย ราวกับจะปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างไม่ใส่ใจกระนั้น

 

ทว่าห้วงเวลากลับไม่ยอมปล่อยให้บุรุษปริศนาใช้มันอย่างไร้ค่าเลื่อนลอย เมื่อแสงสุดท้ายเปล่งประกาย ท้องฟ้าก็พลันถูกดวงอาทิตย์ละลายฉาบไล้ไปด้วยรัศมีสีม่วงครามปะปนประกายสีน้ำเงินสดเข้ม บนพื้นหิมะขาวปรากฏเงาร่างสีดำสามสายทอดยาวทาบทอจนแปดเปื้อน

 

ข้ากำลังรอพวกเจ้าอยู่พอดีเชียว ขอบใจมากที่มาทันที

บุรุษนิรนามเอ่ย รับรู้ถึงกลิ่นไอของผู้มาเยือนโดยไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมอง

 

            เกอเกอเรียกหาพวกข้าพร้อมหน้ากันในวันนี้ ไม่ทราบมีเรื่องน่าสนุกอันใดให้รับใช้หรือ?”

ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่มบุคคลผู้มาใหม่เอ่ยนอบน้อม ในขณะที่ผู้ติดตามชายหญิงทั้งสองคนคุกเข่าลงด้วยความเคารพ

 

พิศดูบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นน้องแล้วก็น่าประหลาดใจ เพราะบุคคลผู้นี้สวมใส่เครื่องทรงอย่างกษัตริย์แลดูหรูหราผิดกับพี่ชายผู้สมถะ ตั้งแต่เสื้อคลุมขนสัตว์สีดำสนิทล้ำค่า มงกุฏทองคำประดับไพลินน้ำงาม เสื้อผ้าไหมตัวในสีขาวเรียบลื่น ตลอดจนสายคาดเอวสีงาช้างเดินดิ้นทองคำลวดลายริ้วเมฆากลางเวหาอันงดงาม

 

ข้าจะกลับไป...

บุรุษผู้เป็นพี่ชายตอบเสียงทุ้มกังวานพลางหันหน้ามาสบตา นัยน์ตาสีดำอมน้ำเงินส่องประกายแน่วแน่สงบนิ่ง ริมฝีปากหยักยิ้มราวกับเทพเซียนเหนือโลกีย์

 

ได้ยินเพียงเท่านี้บุรุษผู้น้องถึงกับดวงตาเปล่งประกาย ใบหน้าเผยรอยยิ้มกว้างขวางอย่างยินดีเป็นที่สุด

ไม่ทราบว่าเทพเซียนตนใดดลใจให้เกอเกอตอบรับความปรารถนาของพวกข้าที่เฝ้ารอคอยมานานนับพันปี?”

 

หึหึ พูดแล้วก็น่าขำ กิเลนจันทร์...ทารกอายุไม่กี่ขวบปีกล่าวไว้ว่า 'ข้ายังไม่เคยรู้จักความรักที่แท้จริง' ในเมื่อถูกท้าทายว่ายังไม่สามารถเข้าใจความหมายของชีวิตเช่นนี้แล้ว ข้าจึงสมควรหวนกลับสู่ชีวิตที่ข้าละทิ้งมาเพื่อพิสูจน์ข้อกังขาให้ชัดแจ้ง

พี่ชายว่าพลางเดินเข้าหาน้องชายพร้อมหยุดยืนประจันหน้า ภาพพี่น้องผู้องอาจส่งยิ้มให้แก่กันนั้นดูราวกับการพบกันของเทพเซียนผู้สูงส่ง ผู้ร่วมสายเลือดทั้งสองมีเครื่องหน้าคล้ายกันอยู่หลายส่วน นับแต่เส้นผมสีดำสนิทเป็นประกาย คิ้วมังกรเรียวยาวชี้ขึ้นบ่งบอกลักษณะสูงส่งกล้าหาญ นัยน์ตาเปี่ยมสเน่ห์ล้ำลึก จมูกคมสันได้รูป และเรียวปากที่หยักยิ้มน้อยๆอยู่เสมอ กอปรเป็นใบหน้าอันเย่อหยิ่งของจอมราชันย์เหนือปวงชน
            ต่างกันเพียงแค่ พี่ชายนั้นมีนัยน์ตาสีดำอมประกายน้ำเงินสดใสราวกับท้องฟ้าสีครามยามราตรี ประกายสีอันสว่างไสวนั้นติดตรึงตราใจทุกผู้คน

ในขณะที่น้องชายผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าส่วนหนึ่งกลับมีนัยน์ตาสีดำอมประกายม่วงครามเข้มหม่น ดุจดั่งห้วงทะเลยามราตรีอันล้ำลึกขุ่นข้นจนมืดมนไร้ก้นบึ้ง

 

ผู้ติดตามที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังเผลอส่งรอยยิ้มพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

 

ชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ทางด้านซ้ายมีผมตัดสั้นระต้นคอสีขาวอมเทา นัยน์ตาที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอราวกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์หรี่ลงเป็นเส้นโค้ง บนศรีษะประดับมงกุฏอย่างบัณฑิต ร่างกำยำสมส่วนแต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาว พัดที่อยู่ในมือและท่าร่างอันสำรวมบ่งบอกถึงลักษณะของผู้ทรงปัญญา

 

ส่วนหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ทางด้านขวานั้นมีใบหน้างดงามเย็นชา แววตาสีอำพันแลดูแกร่งกร้าวทว่าพราวระยับราวกับแสงดาว สตรีสาวแต่งกายด้วยชุดเข้ารูปรัดกุม ไหล่ข้างหนึ่งห่มคลุมหนังเสือลายพาดกลอนสีทองสลับดำ เส้นผมสีดำถูกปล่อยยาวสยาย ด้านบนศรีษะปรากฏใบหูอย่างเสืออันมีปลายแหลมอ่อนนุ่ม ใต้เอวมีพวงหางพยัคฆ์ยาวฟูสะบัดไปมา ท่าร่างดูเข้มแข็งรัดกุมบ่งบอกถึงลักษณะของผู้ฝึกยุทธ์

 

เหล่าผู้ติดตามเพียงเงยหน้าจับจ้องนายเหนือชีวิตทั้งสองด้วยประกายตาคาดหวัง

 

บุรุษผู้พี่วางฝ่ามือลงบนไหล่ทั้งสองข้างของน้องชายเบาๆพร้อมเอ่ยหนักแน่น

กลับไปครั้งนี้ข้าจักครอบครองฟ้าดินอีกสักหน จากนั้นจึงค่อยรวบรวมสามพิภพให้เป็นหนึ่ง ไม่ทราบว่าพวกเจ้าจะช่วยเป็นกำลังให้ข้าได้หรือไม่?”

 

น้องชายเพียงประสานมือคุกเข่าคารวะอย่างยินดีก่อนตอบด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม

อา...นี่นับเป็นความปรารถนาครั้งแรกของเกอเกออันหาโอกาสพบพานได้ยากยิ่ง เช่นนั้นแล้วตัวข้าผู้เป็นน้องจะไม่ตอบสนองจนสุดกำลังได้อย่างไร

 

ดี! พวกเจ้าผู้เป็นเทพพิทักษ์แห่งเราจงถ่ายทอดคำสั่งออกไป ตัวข้า เฮ่อเหลียนหย่งเล่อ  แห่งราชสกุลเฮ่อเหลียน จักตัดขาดจากการเร้นกายเพื่อกลับไปบงการฟ้าดินอีกครั้ง!”

 

เทพพิทักษ์ขอน้อมรับบัญชา จักรพรรดิเทพเฮ่อเหลียนหย่งเล่อจักกลับคืนสู่บังลังก์อีกครั้ง!”

 เทพพิทักษ์ทั้งสามที่คุกเข่าอยู่ตอบรับประสานเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน

 

ต้นปีที่แปดนับตั้งแต่กิเลนจันทร์มาเยือนดินแดนสวรรค์ หิมะเหมันต์พัดลอยตามสายลมที่กรีดร้องหวีดหวิว ทะเลน้ำแข็งหนาวเหน็บร่วมเป็นพยาน

ราชันย์เร้นกาย

จักรพรรดิเทพเฮ่อเหลียนหย่งเล่อผู้เคยลั่นวาจาสะบั้นขาดจากวังวนแห่งโลกได้หวนคืนกลับสู่พิภพเทพ เปิดฉากตำนานแสนเศร้าของสงครามอันชั่วร้ายและโหดเหี้ยมแห่งสามพิภพหนึ่งเขตแดนสวรรค์!

 

 

 

รา • ชันย์ • เร้น • กาย

โอ น้อมเคารพราชันย์ผู้ครั้งหนึ่งเคยครองฟ้า

โอ ราชันย์ผู้อยู่เหนือผืนน้ำและแผ่นดิน

จักรพรรดิผู้ยิ่งยงหนึ่งเดียวแห่งพิภพเทพ

นามนั้นคือ เฮ่อเหลียน•หย่งเล่อ ผู้เกรียงไกร

 

เสียงบุรุษแหบทุ้มแอบแฝงไปด้วยความเย้ายวนระคนเย่อหยิ่งแว่วลอยมาตามสายลม เนื้อหาอันถูกขับขานเรียกความสนใจจากบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวเข้มได้ชะงัดนัก ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะหนาหนักที่ปิดบังโฉมหน้าสง่างามไว้นั้นคือเทพพิทักษ์เงาผู้ซื่อสัตย์แห่งราชวงศ์กิเลนสวรรค์ เทพพิทักษ์หลิวอันจิ้งผู้ได้รับมอบหมายให้ไล่ตามเศษชิ้นส่วนแห่งกระจกเสี้ยวจันทร์ตามบัญชาแห่งราชันย์กิเลนเย่วหรงเต๋อนั่นเอง

แปดปีผันผ่านรวดเร็วราววายุพัด หลิวอันจิ้งผู้ระเหเร่ร่อนห่างไกลจากบ้านเกิดมายังดินแดนต่างถิ่น แปดปีที่ทำได้เพียงรับฟังข่าวสารที่เล่าลือมาจากดินแดนสวรรค์ ชวนให้หวนระลึกถึงอาณาจักรจันทราทองอันเป็นที่รักยิ่งนัก

 

หลิวอันจิ้งรินน้ำชาลงบนจอกใบน้อยช้าๆ ควันไอสีขาวพวยพุ่งตัดผ่านอากาศเย็นยะเยือกยามเหมันต์ ภายในโรงน้ำชาสองชั้นที่สร้างจากไม้แลดูเรียบง่าย กิเลนหนุ่มนั่งพักผ่อนอยู่ริมระเบียงด้านบน ลานกว้างด้านล่างเปิดโล่งจนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้ทั่วบริเวณ ห่างออกไปไม่ไกลนักด้านหน้าโรงน้ำชาปรากฏโรงละครหุ่นขนาดย่อม ละครโรงเล็กนั้นใหญ่เพียงแค่สามารถบรรจุผู้ใหญ่ไว้ด้านหลังได้เพียงหนึ่งคน

บนลานที่ฉาบเคลือบไปด้วยเกล็ดหิมะบางเบาเหล่าเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบปีพากันแออัดอยู่หน้าโรงละครจำลองเนืองแน่น นัยน์ตาใสแจ๋วไร้เดียงสาต่อโลกจับจ้องตัวละครหุ่นไม่วางตา

 

รา • ชันย์ • เร้น • กาย

 

เสียงบุรุษคนเดิมดังขึ้นจากโรงละครนั้น พร้อมกับตัวละครหุ่นผ้าปักที่กระโดดโลดแล่นขึ้นมา หุ่นตัวนั้นถูกตัดเย็บอย่างประณีตเป็นรูปชายหนุ่มผมยาวตรงในชุดคลุมผ้าป่านสีดำ

 

นามนั้นคือ เฮ่อเหลียน•หย่งเล่อ

 

นักเชิดหุ่นร้องต่ออย่างมีจังหวะจะโคน

หากไม่รู้ก็จงทราบไว้ เฮ่อเหลียน นั้นคือราชตระกูลผู้เป็นเจ้าของฟ้าดินมายาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ผู้นำแห่งเฮ่อเหลียน เจ้าแห่งพิภพเทพเพียงหนึ่งเดียว จักรพรรดิหย่งเล่อ

 

ท่านอา เหตุใดจักรพรรดิเทพของท่านจึงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดาๆเหมือนพวกเราเล่า?”

เด็กน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งถามขึ้น

 

เพราะจักรพรรดิคือผู้เร้นกาย มาสิเจ้าหนูน้อยข้าจะเล่าให้ฟัง...

นักเชิดหุ่นว่าพลางวาดข่ายมนต์ลงบนตัวตุ๊กตา ตุ๊กตาผ้าธรรมดากลับมีชีวิตเคลื่อนไหวตามใจตนเอง มันหยุดยืนด้วยท่วงท่าสง่างามก่อนร้อง

ก่อนนี้เฮ่อเหลียนหย่งเล่อคือผู้บงการฟ้าดิน รูปโฉมงดงาม พรั่งพร้อมด้วยปัญญา กองทัพอันเกรียงไกรของข้าพิชิตเขตแดนพิภพเทพทั้งล้านแปดมณฑณ

ภาพฉากในโรงละครเปลี่ยนไปเป็นห้วงทะเลสีดำทมึนกำลังโอบล้อมกองทัพที่มีทหารตัวเล็กๆขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารยืนแออัดกันเต็มไปหมด

เมื่อเฮ่อเหลียนหย่งเล่อบัญชาทะเลลึกก็พลันแยกออก คลื่นจะซัดสาดก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาต

ห้วงน้ำแยกออกด้วยสายฟ้าเส้นยักษ์ที่ฟาดผ่าน แล้วทะเลบ้าคลั่งก็กลับเงียบสงบลง เด็กๆที่ชมละครอยู่พากันตื่นตะลึง รอบบริเวณเริ่มมีผู้คนเข้ามามุงดูหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทว่าหลิวอันจิ้งยังคงจิบชานั่งฟังต่อไปเรื่อยๆ

 

ในสนามรบ เฮ่อเหลียนหย่งเล่อจะทอดลูกเต๋าตัดสินชะตาชีวิตคน

ตุ๊กตาผ้าโยนลูกเต๋าออกมาสามลูก ได้ยินเสียงฝูงชนจำลองในโรงละครร้องครางด้วยความหวาดกลัว

 

จักรพรรดิเทพไร้ผู้ต่อต้าน เทพพิทักษ์ข้างกายร่วมสร้างตำนาน เทพพิทักษ์เงา เฮ่อเหลียน•หย่งไท่ ผู้กำเนิดมาภายใต้ดวงดาวแห่งราชันย์ อัจฉริยะแห่งสกุลเฮ่อเหลียนที่แสนปียากจะพานพบ

เต๋าลูกแรกกลายเป็นตุ๊กตาชายหนุ่มแต่งกายด้วยเครื่องทรงอย่างราชันย์แลดูสูงค่า

 

เทพพิทักษ์สงคราม เหลาหู่โฮ่วเหริน นางพยัคฆ์ร้ายผู้พิชิตทั่วหล้า

เต๋าลูกที่สองเปลี่ยนเป็นตุ๊กตารูปหญิงสาวท่าทางทะมัดทะแมงในชุดคลุมหนังเสือลายพาดกลอน

 

เทพพิทักษ์ปัญญา ไป๋อี้จื่อ ฉายาบัณฑิตร้อยเล่ห์

เต๋าลูกสุดท้ายกลายเป็นตุ๊กตาบัณฑิตชุดขาว ในมือถือพัดอันเล็กๆ สีหน้ายิ้มแย้มจนดูน่าขนลุก

 

หลิวอันจิ้งถึงกับหัวเราะพรืด หากพวกเทพผู้เย่อหยิ่งมาเห็นตุ๊กตาแทนตนในสภาพเช่นนี้คงน่าสนุกไม่น้อย

 

 มนุษย์ตัวจ้อยเช่นพวกเจ้าคงไม่อาจเข้าใจ เฮ่อเหลียนหย่งเล่อพรั่งพร้อมไปด้วยทุกสิ่งจนไม่คิดปรารถนาสิ่งใด ในที่สุดจักรพรรดิจึ่งมีบัญชา ละทิ้งลาภยศทั้งปวงเข้าเร้นกายสู่ชีวิตปุถุชน

ที่เจ้าตุ๊กตากล่าวมา ทั้งหมดเป็นเรื่องที่หลิวอันจิ้งทราบดีอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่เคยพบหน้าจักรพรรดิเทพและเทพพิทักษ์ทั้งสามแต่ก็เคยได้ยินเสียงเล่าลือมานานหลายพันปี

 

ขณะที่หลิวอันจิ้งคิดจะเลิกสนใจละครโรงเล็ก ตุ๊กตาไป๋อี้จื่อในชุดขาวก็ร้องขึ้นมา

พิภพเทพขาดจักรพรรดิ ผู้มักมากน้อยใหญ่จึงพากันกำเริบเสิบสาน

มันทำหน้าเศร้าอย่างสุดบรรยายแต่ก็ยังดูเจ้าเล่ห์ในสายตาของหลิวอันจิ้งอยู่ดี

แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวลบัดนี้ราชันย์เร้นกายมีบัญชา เฮ่อเหลียนหย่งเล่อจะกลับคืนสู่ตำแหน่งอีกครั้ง!”

ตุ๊กตาไป๋อี้จื่อพลางคลี่พัดในมือพร้อมหัวเราะร่า ดอกไม้ไฟจำลองหลายร้อยดอกถูกจุดขึ้นในท้องฟ้ายามราตรีของโรงละครพร้อมๆกับม่านเวทีที่ปิดฉากลง

 

หลิวอันจิ้งถึงกับบีบจอกน้ำชาในมือจนแตกอย่างลืมตัว

จักรพรรดิเทพผู้เร้นกายจักกลับคืนสู่บัลลังก์!?’

ในใจคิดประหวัดไปถึงคำทำนายอันน่าพรั่นพรึงแห่งเทพพยากรณ์

...จักก่อการทำลายที่ล่มสลายสวรรค์... เปลี่ยนผู้สมถะซ่อนตนให้ละโมบลุ่มหลง…”

 

หลิวอันจิ้งเหลียวมองไปทางโรงละครอย่างสังหรณ์ใจ ฉับพลันก็เหมือนมีสายลมบังเอิญอันรุนแรงสายหนึ่งพัดผ่านผ้าคลุมบนศีรษะให้ร่วงหล่น สายลมนั้นยังพัดพาให้ร่างเล็กๆร่างหนึ่งในชุดคลุมสีทองเหลียวกลับมามอง

อย่างไม่อาจคาดเดา สายตาของเทพพิทักษ์เงาผู้สูงส่งสบเข้ากับสายตาของร่างที่อยู่เบื้องล่าง ผ้าคลุมศีรษะของอีกฝ่ายถูกพัดออก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนโยนประสานเข้ากับนัยน์ตาสีอำพันเย็นชาของสตรีนางหนึ่ง ราวกับมีอาคมที่มองไม่เห็นสาปให้ห้วงเวลาของคนทั้งสองหยุดลง เหลือเพียงแรงดึงดูดในแววตาที่ส่องประกายระยับเท่านั้น

 

เมื่อหลิวอันจิ้งรู้สึกตัวอีกครั้งสตรีนางนั้นและโรงละครหุ่นลึกลับก็ได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 

 

ด้านนอกตัวเมือง เสียงเกราะเคาะยามบอกเวลาแว่วสะท้อนในราตรีกาลมืดมิด สตรีผู้มีนัยน์ตาสีอำพันยืนอยู่หน้าโรงละครหุ่นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

นี่มิใช่เวลามาเที่ยวเล่น รีบเดินทางกลับไปแจ้งข่าวกันเถิด

นางเอ่ยไร้อารมณ์ทว่ารังสีสังหารคุกรุ่น

 

โรงละครหุ่นก็พลันมีเสียงฟู่วเบาๆ ก่อนสลายกลายเป็นกลุ่มควันเหลือเพียงยันต์อาคมแผ่นหนึ่งร่วงลงสู่พื้นดิน

เข้มงวดไปแล้วๆ โฮ่วเหริน ข้ากลัวแล้วๆ ฮะฮะ

ชายผู้อยู่ด้านหลังโรงละครคลี่พัดสีขาวของตนพัดโบกไปมาอย่างชอบอกชอบใจ

ข้าเพียงอยากเล่านิทานให้ผู้คนได้ฟังเท่านั้น เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ไม่สมควรตระหนี่เก็บไว้กับตนใช่หรือไม่

 

ไป๋อี้จื่อ ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ ผู้กระด้างกระเดื่องต่อท่านหย่งเล่อยังมีอยู่มากเราจึงต้องคัดกรองข่าวสารนี้ให้ตกถึงมือผู้รับอย่างดีที่สุด

สตรีสาวตอบเย็นชา

 

เจ้าจะเกรงสิ่งใดกัน คิดมากไปเสียแล้ว การกำจัดหลืบไรนั้นง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ เรื่องท่านหย่งเล่อจะคืนบังลังก์สิสมควรแพร่กระจายออกไปเพื่อทำลายขวัญกำลังใจพวกมันมากกว่า

บัณฑิตในชุดขาวตอบ

 

สตรีสาวเงียบไปอึดใจก่อนเอ่ย

ที่เจ้าพูดมาก็จริงอยู่ แต่อย่าหวังเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเถลไถล

 

หึหึ ข้าว่าเจ้าเก็บหูเก็บหางแล้วก็ดูน่ารักไม่ใช่น้อย เสียอย่างเดียวนิสัยเย็นชานี่สิทำเอาหมดอารมณ์

บัณฑิตหนุ่มตอบยิ้มแย้ม พิศมองเหลาหู่โฮ่วเหรินยามมิได้อยู่ในร่างพยัคฆ์จำแลงก็ให้ดูเหมือนหญิงสาวธรรมดาเป็นที่สุด

 

“....................สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงัน

 

เอาเถอะกลับกันเสียทีก็ดี ข้าก็ชักเริ่มเบื่อความสงบสุขแสนนานนี่เต็มที สงครามรวบรวมแผ่นดินครั้งนี้ คงจะมีคู่มือให้สนุกไม่น้อย

ไป๋อี้จื่อผู้ชื่นชอบในกลศึกและสงครามเป็นที่สุดเอ่ยเรื่องการฆ่าฟันรื่นเริง ถึงแม้จะเป็นชาวพิภพเทพโดยกำเนิดผิดกับเหลาหู่โฮ่วเหรินที่มาจากชนเผ่าเทพพยัคฆ์แห่งแดนสวรรค์ ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนั้น ไป๋อี้จื่อกลับเจ้าเล่ห์ร้ายกาจทั้งยังโหดเหี้ยมใจดำยิ่งกว่า

 

ไม่ทันที่เหลาหู่โฮ่วเหรินจะสนทนาอันใด ไป๋อี้จื่อก็วาดยันต์สะบัดข่ายมนต์ย้ายพิภพลงบนพื้นดิน แสงอักขระสีเทาเรื่อเรืองก่อนสว่างวาบเผยให้เห็นกองทหารในชุดนักรบสีขาวบริสุทธิ์หลายร้อยนาย

 

หนึ่งบุรุษชุดขาว หนึ่งหญิงสาวผู้มีประกายสีทองคำ เดินลับหายเข้าไปในกองทัพนักรบเทพ เชื่อแน่ได้เลยว่าการกลับมาของจักรพรรดิเทพเฮ่อเหลียนหย่งเล่อครานี้ แผ่นดินแห่งปวงเทพจะลุกเป็นไฟ!

 

 

-------------------------------------------------------------

 

A/N แฮ่กๆ ตอนนี้เขียนนานมาก ยากมาก อยากจะร้องไห้ ToT ฟังเพลงประกอบกันนะคะ เพลงนี้แหละเป็นแรงบันดาลใจที่ให้กำเนิด ท่านราชันย์เร้นกาย XD Viva La Vida ของ Coldplay ค่ะ เพลงของพระราชาที่ครั้งหนึ่งยิ่งใหญ่เกรียงไกรแต่ตอนหลังกลายมาเป็นคนธรรมดา ชวนให้จินตนาการเหลือเกินว่าคนเป็นราชาที่มีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเค้าจะเป็นคนยังไงเนอะ

ตัวละครเทพพิทักษ์ของจักรพรรดิพิภพเทพสามคนนี่ก็ชอบมาก มีท่านหย่งไท่ (แม่ยก ZZ วิ่งไปกรี้ดหลายรอบและ) ถ้าจำกันได้เค้าก็คือคนปลดปล่อยปีศาจพ่ายรัก (จำได้ไหมเอ่ย)

อีกสองคนก็มีสาวน้อยหูแมว (ฮา ตามสัญญาว่าเรามีครบทุกสาย) กับบัณฑิตหนุ่มจอมโฉด *0* (แอบหลงรักนะเนี่ย)

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,503 ความคิดเห็น

  1. #1437 dokiboom (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กันยายน 2554 / 02:58
    งานเข้าแล้วงานเข้า
    #1,437
    0
  2. #1352 memory (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 / 19:31
    อยากกดlikeให้คห.263จิงจิ๊งงงงง~>_
    #1,352
    0
  3. #1290 yuletied (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มกราคม 2554 / 22:27
    งานเข้าเเล้วไง!=[]=;;
    #1,290
    0
  4. #1022 ฝนตก (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2553 / 23:12
    สรุปว่าราชันย์เร้นกายที่กลับมาก็เพราะคำพี่ชายเหรอคะเนี่ย

    อย่าบอกนะว่าวงครามเกิดเพราะคำพูดแค่รี้ ฮา

    แต่ยังไงก็วางแผนจนล่อมาเจออยู่แล้วนี่เนอะ
    #1,022
    0
  5. #757 entask (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 / 11:46
    เริ่มเข้มข้นขึ้นแล้วสินะ  จะชิงไหว ชิงพริบ 
    การวางแผน กำลังยุทธอีก กิเลนน้อยจะทันไหมน๊า
    เก่งกันทั้งสองฝ่ายแบบนี้น่าสนุกหน่อย
    แต่จะหนักคุณฟาราแล้วล่ะ น่าติดตามค่ะ
    #757
    0
  6. #648 eieeei (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2553 / 22:10
     กำ คำทำนายจะเปนจริงแร้วสินะ
    #648
    0
  7. #622 rosme (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2553 / 19:04
    ตายแล้ววววว ดันเจอใครไม่เจอ ดันไปเจอตัวร้ายตัวพ่อเข้าให้

    แล้วเกือบไปแล้วมั้ยล่ะ เกือนโดนทำมิดีมิร้ายแล้วนะค้า ลูกหมิงงงง

    ดีนะ ลูกเทียนเอ๋อมาช่วยไว้ได้ทัน เนื้อเรื่องสนุกสนานมากเลยค่า

    จะมีนางเอกก้อได้นะคะ แต่ต้องไม่ใช่คู่ของกิเลนน้อยนะ

    สองคนนั้นเป็นของฉ้านนนนนน / ผวั๊ะ / โดนสหบาทแฟนคลับ

    เออ ไปอ่านต่อดีกว่า -.-
    #622
    0
  8. #491 kujaku01 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2553 / 13:24
    หวังว่าราชาราชินีกิเลนคงจะไม่ตายหรอกนะ ถ้าหมิงรู้ว่าคำพูดตัวเองก่อให้เกิดผลเช่นนี้ จะคิดอย่างไรหนอ
    #491
    0
  9. #263 !!ตัวเล็ก!! (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 เมษายน 2553 / 18:34
    โอ้ว ... อานุภาพของการตามหารักแท้ ... ช่างล้ำลึกนะ
    #263
    0
  10. #91 apfelwein (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 มีนาคม 2553 / 21:04
    อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆจังเลย
    #91
    0
  11. #85 Panda~!!!! (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มีนาคม 2553 / 20:21
    อ๋า~!ฟาราซัง เพลงนี้แพนด้าจังเคยฟังค่า~



    ที่ท่อนแปลประมาณเคยครองแม้แผ่นฟ้าคลื่นซัดซายามข้าสั่งนั่นใช่ไหมคะ~



    อ่านตอนนี้ชักชอบท่านไป๋ จริงๆแล้วจากใจชอบชายหนุ่มโบกพัดมาตั้งนานแล้วฮ่ะ



    ไป๋จากไป๋อี้จื่อนี่ใช่ไป๋ที่แปลว่าขาวหรือเปล่าเจ้าคะ~



    แอบคิดนิดนึงท่านไป๋อี้จื่อถ้าไป๋มาจาก ไป๋ที่แปลว่าขาว กับนางพยัคฆ์หู่โฮวเหรินนี่



    ถ้าเอาชื่อต้นสองคนนี้มารวมกันก็จะเป็น ไป๋หู่~ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!



    เป็นชื่อท่านเสือขาวแห่งทิศตะวันตกสุดที่รักแพนด้าพอดีเลยฮ่ะ~!



    ในบรรดาเทพอสูรประจำทิศแล้วแพนด้าโปรดท่านผู้นี้ที่สุด~



    (โบกธงแม่ยกท่านไป๋) ตกลงใจแล้วฮ่ะ แต่งงานกันเถอะค่ะท่านไป๋อี้จื่อ!!(me//โดนกระโดดถีบ)



    อ๋ายยย ลูกถีบแห่งรักกแพนด้าปลื้มม(บ้าแล้วฉัน) ไปก่อนดีกว่าฮ่ะเดี๋ยวจะรั่วไปกว่านี้~
    #85
    0
  12. #84 ashnovel (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มีนาคม 2553 / 20:00
    ภาษาดีมากเลยครับ
    ^ ^
    #84
    0
  13. #83 artela-ran (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มีนาคม 2553 / 11:39
    เริ่มแล้ว สินะ
    จะมีใครคิดบ้างมั้ยเนี่ยว่าที่มาสงคราม เกิดจาการตามหารักแท้
    รอและรอ
    #83
    0
  14. #77 enjoy-everning (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 มีนาคม 2553 / 16:07
    ค้างมากค่ะ
    ชอบนะโดยเฉพาะอ๋าวตัวน้อยๆ
    กรีดยกขันหมากมาขอเลยได้ป่ะ อิอิ
    เค้าจองแล้วน้า 55+
    #77
    0