Elven Almanac ภาค ♰ แดงทมิฬ (Yaoi)

ตอนที่ 9 : บทที่ 2 สีเงิน (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    16 มี.ค. 62

อดีต ดินแดนต้องสาป

 

ฝนสีแดงตกไม่หยุด พละกำลังของเขาก็ไม่กลับคืนมาเสียที อาการป่วยไข้ที่เพิ่งเคยเป็นครั้งแรกช่างน่ารำคาญเสียจริง แต่สิ่งที่น่ารำคาญมากกว่าคือเอลฟ์ผมสีฟ้าปนแดงตนนี้...

 

“กินน้ำเสียหน่อยนะ” ฮาลูเอทป้อนน้ำให้เด็กหนุ่มดาร์กเอลฟ์ เขาแตะแก้มสีเงินอมเทา พวงแก้มนั้นมีสีแดงเรื่อจากพิษไข้ หน้าผากก็ร้อนจี๋ แต่ถึงนอนซมแบบนี้ก็ยังดื้อดึง ไม่ยอมให้เขาดูแล “อย่าคายออกมา” เขาดุ

เดลการานกัดฟันกรอด เขาไม่ชอบฮาลูเอท หรือพูดให้ถูก เขาไม่เคยชอบใครเลย ไม่ว่าจะเป็นเอลฟ์หรือดาร์กเอลฟ์ เขาชอบสังเกตพวกมันอยู่ไกลๆ เหมือนส่องสัตว์ แต่ไม่คิดเอาตัวเองไปใกล้ชิดกับสัตว์เหล่านั้น

ความรู้สึกรังเกียจเพราะถูกอีกฝ่ายสัมผัสแตะต้องแล่นไปทั่วร่างจนอยากอาเจียน

เขาไม่ได้ตั้งใจจะรู้สึกแบบนี้ แต่ห้ามความคิดไม่ได้ พิษไข้น่าจะป่วนสมองของเขามากจริงๆ

“ฝน...เมื่อไรจะหยุดตก” เดลการานถามเสียงแหบ

ฮาลูเอทหันมองนอกถ้ำที่พวกเขาใช้หลบฝน หยดโลหิตตกเบาบางลง แต่กลิ่นคาวเลือดกลับคละคลุ้ง เขาย่นหน้าผาก “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่ต้องห่วง ยังพอหาน้ำและอาหารได้”

“อาหารที่เจ้านำมามีแต่ของน่าอาเจียนทั้งนั้น” เขามองน้ำสะอาดที่ฮาลูเอทรองใส่ใบไม้ขนาดใหญ่ กับกระต่ายที่อีกฝ่ายล่ามาด้วยดวงตาสีเงิน ภาพที่ส่งเข้ามาในดวงตาของเขาก็มิได้น่ารังเกียจขยะแขยงแต่อย่างใด แต่ร่างกายกลับรู้สึกคลื่นไส้อย่างห้ามไม่อยู่ ในคอขมและเปรี้ยวด้วยน้ำดีที่ตีขึ้นมา

ป่านี้ ฝนนี้ มันคืออะไรกันแน่ เดลการานเค้นสมอง นึกถึงตำราที่ตนเคยอ่านเรื่องเวทมนตร์ทมิฬกับแผ่นดินที่ถูกสาป เขาอ่านมามากแต่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ในหนังสือสักเล่ม เมื่อคิดไม่ออกก็มองฮาลูเอท

ในตอนแรกที่มันเข้ามากอด เขาผลักมันออกอย่างไม่ต้องคิด แต่มันกลับโถมมากอดเขาไม่ปล่อย ทั้งร้องไห้และกล่าวบอกรัก แสดงความคิดถึงราวกับเขาเป็น บุตรของมันจริงๆ เดลการานเกือบฆ่ามันไปแล้ว หากไม่เอะใจว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ตนได้พบนับแต่เข้ามาในเขตสายฝนสีแดง

มันอาจเป็นเบาะแสเดียวของอาเพศนี้ ดังนั้นจนกว่าจะตัดสินใจได้ว่ามันไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เขาจึงยอมให้มันอยู่ข้างกาย แต่อะไรๆ ก็ดำเนินไปอย่างผิดคาด เขาหลงวนเวียนในป่าท่ามกลางสายฝนอีกเกือบสองวัน แล้วจู่ๆ ก็ล้มลง ตื่นมาอีกครั้งพบว่าตนเป็นไข้หนัก ได้อีกฝ่ายพามานอนในถ้ำ

“ลูกรัก เจ้าพอกินเนื้อได้ไหม จะต้มให้เปื่อยเลยนะ จะได้กินง่ายๆ” ฮาลูเอทถามอย่างเมตตา รอยยิ้มทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น

“ข้าไม่ใช่บุตรของเจ้า” เดลการานคิดว่าอีกฝ่ายคงสติเพี้ยนไปแล้ว มันเป็นเอลฟ์ เขาเป็นดาร์กเอลฟ์ จะมานับเป็นพ่อลูกกันได้อย่างไร อีกอย่าง...บิดามารดาของเขานั้น...พวกมัน...

ฮาลูเอทก้มลงจูบแก้มเด็กหนุ่ม ซุกไซ้พวงแก้มอย่างเอ็นดูแกมหมั่นเขี้ยว

เดลการานยิ่งรู้สึกอยากอาเจียนรุนแรงขึ้น แล้วก็ไม่พอใจ เขาไม่ได้ไม่พอใจฮาลูเอท กลับกัน เขาไม่พอใจความรู้สึกขยะแขยงที่พุ่งขึ้นมา เพราะความรู้สึกนี้คล้ายเป็นสิ่งที่ผู้อื่นสวมครอบให้ บังคับให้เขารู้สึกไปตามนั้น มิใช่ความรู้สึกที่ออกมาจากใจของเขาเอง

ถ้าเช่นนั้นเขาควรรู้สึกอย่างไรกับการกระทำอันเมตตาเอ็นดูของอีกฝ่ายเล่า

...คำตอบที่เดลการานได้พบหลังจากนี้ ยิ่งทำให้เขาพลุ่งพล่านใจ

---------------------------------

ปัจจุบัน วาเลมู—เมืองชั่วคราวของเผ่าหินและสถานที่ตั้งค่ายทหารทัพเดลการาน

เดลการานลืมตาตื่นจากการนอนหลับพักผ่อน ก่อนรู้สึกปวดต้นคอเล็กน้อยและหนาวไปทั้งร่างเพราะเหงื่อเย็นโซมกาย เขาลุกนั่งมองฝ่ามือของตนพลางครุ่นคิด อาการป่วยไข้ทางร่างกายหรือการรู้สึกไม่สบายแม้เพียงเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเขาที่มีพลังชีวิตไม่ธรรมดา เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หญิงรับใช้ที่เฝ้าหน้ากระโจมก็ยกอ่างน้ำเข้ามาให้ล้างหน้า

เดลการานลุกไปล้างหน้า แสงแดดรำไรทำให้เขาเห็นภาพสะท้อนของตัวเองบนผิวน้ำ เป็นใบหน้าที่เจริญอายุใกล้เคียงกับอายุจริงอย่างผิดวิสัยการเติบโตของดาร์กเอลฟ์ปกติ กับดวงตาสีเงินที่มีเส้นขีดดำแทรกเป็นรัศมีโดยรอบ เส้นขีดดำเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาตอนเขาอายุสิบกว่าขวบปี ช่วงแรกยังเป็นเพียงรอยตำหนิที่มองเห็นไม่ชัดและดูเป็นธรรมชาติ ต่อมาจึงค่อยๆ ขยายออกเหมือนรอยแตกร้าวในดวงตา แต่นอกจากขยายใหญ่ขึ้นอย่างเชื่องช้าจนแทบไม่เป็นที่สังเกต มันก็มิได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดหรือมีพละกำลังถดถอยลงแต่อย่างใด

เดลการานเคยได้รับคำตอบจากเหล่าแม่มดแล้วว่าเส้นขีดดำในดวงตาของตนหมายถึงอะไร และเขาก็เพียงยอมรับมัน

“ไซร์ขอรับ!” ทหารรับใช้ส่งเสียงเรียกอยู่หน้ากระโจม ดูเหมือนมันมีเรื่องด่วนมาแจ้ง เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้ามาก็คุกเข่าลงแล้วรายงานอย่างขึงขัง “เช้ามืดวันนี้ เหยี่ยวส่งสารบินกลับมา ผลการรบที่เขตวอร์กูรใต้ออกมาแล้วขอรับ!

“ไวขนาดนั้นเชียวหรือ” เดลการานเอ่ยขณะใช้ผ้าสะอาดซับหยดน้ำออกจากใบหน้า จากวาเลมูเดินเท้าถึงวอร์กูรใต้ใช้เวลาประมาณเจ็ดวัน แต่กองทัพของเขา หากเร่งเดินทางบนหลังม้าก็ร่นเวลาเหลือเพียงครึ่งเดียว ตั้งค่ายทหารและรอขบวนเสบียงอีกสองถึงสามวัน เสนาธิการของเขาคะเนไว้ว่านี่จะเป็นการรบพุ่งสองเดือนเป็นอย่างต่ำ ทว่านี่เพิ่งผ่านมาเพียงสิบวันเท่านั้น

“คือว่า...” ทหารรับใช้ถ่ายทอดเนื้อหาของสงครามอย่างครบถ้วน

“หืม” เดลการานส่งเสียงอย่างแปลกใจเมื่อฟังมาถึงจุดที่ทำให้กองทัพของเขาได้รับชัยชนะ “เป็นอย่างนั้นหรือ...มันทำอย่างนั้น...” เขาหัวเราะเสียงต่ำจนทำให้ทหารรับใช้ใจคอไม่ดี แต่เป็นโชคดีของมันที่เดลการานเพียงรับฟังรายงานต่อจนจบแล้วตบบ่ามัน

“เช่นนั้นก็คงต้องจัดงานฉลองให้ทหารที่กลับมาหน่อยแล้วกระมัง”

“ขอรับ...ไซร์” ทหารที่ได้รับความเมตตาทั้งพรั่นพรึงและเนื้อเต้น จากนั้นก็หนาวสันหลังเมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้บังคับบัญชา

---------------------------------

งานฉลองยามค่ำถูกจัดอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรตระการตา แต่บรรยากาศคึกคัก เหล้าและอาหารพร้อมสรรพ สิ่งที่ทหารต้องการหลังเสร็จศึกก็คือการได้รับประทานอย่างอิ่มหนำ ได้รับรางวัลจากผลงานที่กระทำ ได้พักผ่อนและเสพสุข

เดลการานนั่งอยู่กลางลานข้างกองไฟ ดื่มสุราขึ้นชื่อของเผ่าหินร่วมกับนายกองที่จงรักภักดี เขาให้ความสนิทสนมกับทหารของตนอย่างไม่ถือยศศักดิ์ ซึ่งการได้ใกล้ชิดกับเขาเช่นนี้จะเป็นเรื่องยากอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายร้อยปี และเขาขึ้นเป็นจอมทัพผู้ปกครองแผ่นดินทมิฬ

นายพลเบเลธจะกลายเป็นคนสนิทอยู่ข้างกายบิดา เมื่อเขานั่งอยู่เบื้องขวาของเดลการาน กระทั่งน้องชายลำดับยศสูงหน่อยก็ยังไม่กล้าเสนอหน้าเข้าไปแทรก

แต่นั่นเป็นเรื่องราวในอนาคต

เวลานี้เบเลธเป็นเพียงบุตรที่ถูกบิดาทดสอบไปพร้อมกับวิเซอร์ กาคิม การทดสอบนี้มีเนื้อหาว่า เมื่อเดลการานได้สร้างขุมกำลังอันเรียกว่า บุตรขึ้นมาแล้ว เขาจะสามารถนำบุตรและชนเผ่าดาร์กเอลฟ์ที่ตนเลือกสรรมาใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยมดีหรือไม่

วิเซอร์ กาคิมกับผู้ติดตามจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาก่อน ใบหน้าของบุตรเผ่าจระเข้ผยองแลประดับรอยยิ้มมุมปากดังเช่นปกติ มีเสียงซุบซิบเรื่องวิธีการสร้างผลงานของมันในสนามรบ ซึ่งก็ไม่ใช่ถ้อยคำชมเชยแต่อย่างใด ทว่าใครจะนินทาเจ้าตัวก็ไม่สะทกสะท้าน มันทำความเคารพบิดาแล้วนั่งลงเบื้องขวาของท่าน

จากนั้นทหารนายกองต่างๆ ที่ไปรบยังเขตวอร์กูรใต้ก็ตามเข้ามา ในจำนวนนี้มีราทัลรวมอยู่ด้วย ทั้งหมดหันไปทำความเคารพไซร์โดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนแยกย้ายไปนั่งดื่มและกินที่กองไฟรอบนอก สุดท้ายคือนักรบจากเผ่าเหยี่ยว นำโดยเบเลธและผู้ติดตาม

แม้เดลการานเพิ่งสร้างกองทัพได้เพียงยี่สิบปี แต่นักรบของเขาล้วนเป็นพวกเดนตาย ฝีมือเป็นของจริง พวกมันอาจไม่ชอบอุปนิสัยของวิเซอร์ กาคิม แต่ก็มิได้สนับสนุนเบเลธ หลายคนจึงดื่มและชวนเดลการานพูดคุยต่อโดยไม่สนใจบุตรจากเผ่าเหยี่ยว

เป็นนักรบที่กลับจากสมรภูมิต่างหากที่มีท่าทางพรั่นพรึงในตัวเบเลธ ราทัลเองก็มิได้รับจอกสุรามาดื่ม ไซร์บอกไว้ว่าจะมีรางวัลให้แก่ผู้ที่สังหารศัตรูได้มากที่สุด เขามองเบเลธสลับกับวิเซอร์ กาคิม สีหน้าของวิเซอร์ กาคิมไม่แสดงความเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ เหมือนมั่นใจว่าตนต้องได้รับรางวัล ส่วนเบเลธยืนนิ่งเหมือนรูปสลัก ใบหน้าดุ แต่สีหน้าเรียบเฉยเย็นชา ทั่วร่างเปี่ยมความมั่นใจในตัวเองเช่นกัน

ราทัลรอชมอย่างสนใจ ว่าบุตรคนใดของไซร์จะเป็นผู้ได้รับรางวัล

---------------------------------

A/N ใครจะได้รางวัล จะเป็นเบเลธหรือวิเซอร์ กาคิม หรือจะมีม้ามืด แล้วทำไมเดลการานฟังรายงานแล้วต้องยิ้มจนทหารหนาวสันหลังด้วย

อนึ่ง บทนี้เราชอบฮาลูเอทค่ะ ภาพคุณพ่อผู้อบอุ่นกับลูกชายต่างเผ่าลอยมาเลย /ซับน้ำตา พาร์ทอดีตจะมีแทรกอยู่ในเนื้อเรื่องอีก รอติดตามกันนะคะ!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #12 Pie2Na (@pie-handsome) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 21:49
    คู่พ่อนี่เตรียมผ้าซับน้ำตารอเลยค่ะ //จิ้นมากจริงๆ
    #12
    0
  2. #8 Slowdrive (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 22:19

    ความสัมพันธ์พ่อลูกช่างซับซ้อนทั้งเบเลธ วิเซอร์กับคุณพ่อเดลการานผู้ทรงเสน่ห์ แล้วฮาลูเอทด้วยไปไหนนะ

    #8
    0