Elven Almanac ภาค ♰ แดงทมิฬ (Yaoi)

ตอนที่ 2 : บทนำ (1) แดงทมิฬ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    7 มี.ค. 62

บทนำ (1) แดงทมิฬ

 

นี่คือเรื่องราวของปีศาจร้ายตนหนึ่ง ที่สร้างปีศาจร้ายอีกตนขึ้นมา

หรือไม่ก็เป็นเรื่องราวของปีศาจร้ายสองตน ที่ได้มาพบกัน

ทั้งสองเป็นบิดาและบุตร


‘เนิ่นนานมาแล้ว...’

ทุกตำนานมักเริ่มต้นด้วยประโยคนี้

ตำนานเรื่องนี้ก็เช่นกัน ต่างเพียง นี่ไม่ใช่ตำนานที่จบไปแล้ว แต่เป็นตำนานที่เกิดขึ้นเมื่อแปดร้อยปีก่อนและยังคงเล่าขานตราบจนปัจจุบัน

ตำนานของพายุโลหิตและเปลวเพลิงผลาญแผ่นดิน

กล่าวถึงอดีตอันแทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ของบิดาแห่งเปลวไฟและเถ้าถ่าน—ดาร์กเอลฟ์ผู้ได้รับสมญานาม ‘จอมทัพทมิฬ’

 

เนิ่นนานมาแล้ว สายฟ้าฟาดผ่ากลางมหาสมุทร คลื่นทะเลม้วนขึ้น ลมพายุพัดกระหน่ำ ประกอบกันดุจเคียวเกี่ยววิญญาณของบิดาแห่งความตาย ยังมีตระกร้าสานใบเล็กลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือผืนน้ำท่ามกลางคลื่นลมนั้น

ในตระกร้าสานคือทารกเพศชาย เป็นทารกดาร์กเอลฟ์ผมสีเงิน ทารกแผดเสียงร้องไห้แข่งกับเสียงฝน ไม่รู้เหตุใด ตระกร้าสานใบนั้นจึงไม่คว่ำจมทะเลไปเสียที ราวกับมารดาสมุทรทั้งชิงชังและอยากปกปักษ์ ส่วนบิดานภาก็แสดงท่าทีคลุมเครือดั่งกลุ่มเมฆครึ้มเหนือพื้นทะเล

 

สิ่งที่เขานอนอยู่ลอยมาติดฝั่ง

เขาได้กลิ่นดิน เขารู้จักกลิ่นดินและกลิ่นพืชพรรณ มันเป็นกลิ่นแบบเดียวกับที่เขาได้สูดยามออกจากครรภ์มารดา

เขาหิวและเจ็บคอ ความหิวทวีขึ้นเรื่อยๆ ในลำคอแห้งผากไม่เหลือเสียงร้อง เขาพลิกตัวหล่นจากสิ่งที่รองรับร่างกาย คลานโดยยังลืมตาไม่ขึ้น

เขาตัวเล็กจ้อย ร่างกายนุ่มนิ่ม แต่เขามีกำลัง

ต้องหาของกิน...

 

ทารกดาร์กเอลฟ์คลานออกจากเปลตระกร้าสานเข้าไปในป่า มันฆ่าสัตว์เล็กแล้วดื่มกินเลือดสัตว์แทนน้ำนมมารดา เลือดสัตว์รสชาติคาวไม่ถูกปาก แต่ช่วยต่อชีวิตได้ เมื่ออิ่มก็เข้าไปหลบในรังของสัตว์ตัวนั้น มันตัวเล็กนิดเดียว ทว่ามีกลิ่นอายน่าหวาดหวั่น คืนนั้นฝนตกหนักอีกครั้งเหมือนกับหลายวันที่ผ่านมา ทว่าสายฝนครั้งนี้อาจเกิดจากความเมตตาของบิดามารดาองค์ใดสักองค์หนึ่ง เพราะกลิ่นอายของทารกดาร์กเอลฟ์ไม่ถูกชะล้าง มันกำจายไปกับกลิ่นฝน ทำให้สัตว์ดุร้ายไม่กล้าออกหากิน

 

เขาเติบโต มีกำลังมากขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น เขารู้ว่าหาอาหารและน้ำได้จากที่ไหนภายในป่า เขามีสติปัญญา เขาเห็นเงาของตัวเองในแม่น้ำ รู้ว่าตนมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นใดในป่าแห่งนี้

กระทั่งวันหนึ่ง เขาลองไปไกลขึ้น เดินทางผ่านป่ายังทิศที่ไม่เคยไป และได้เจอสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายตน มันตัวโตกว่า มีใบหูเรียวยาว ปลายหูแหลมมนเหมือนกัน แต่สีผิวไม่เหมือน ผิวของมันเป็นสีขาวกระจ่าง ต่างกับผิวสีเข้มของเขา เจ้าสิ่งมีชีวิตตนนี้เปล่งเสียงที่เขาไม่เข้าใจ ทว่าเป็นเสียงอันมีจังหวะแบบแผน ไม่ใช่เสียงร้องหรือเสียงขู่คำรามแบบสัตว์ป่า

มันยื่นมือมาทางเขา ท่าทางงุนงง

เขาฆ่ามัน

...เหมือนกับที่ฆ่าสัตว์ตัวอื่นๆ ในป่า

เพียงแต่ครั้งนี้

เขาไม่ได้กิน

 

ทารกกลายเป็นเด็กชาย เด็กชายได้พบกับเอลฟ์ตนหนึ่งโดยบังเอิญ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเขา

เริ่มแรก เด็กชายสังหารเอลฟ์ตนนั้นโดยมิได้คิดอะไรมากไปกว่าการฆ่าสัตว์ป่าอีกตัวหนึ่ง ทว่าเขากลับสนใจร่างไร้ชีวิตของมัน เขาลองจับเปลือกที่มันใช้ห่อหุ้มร่างกายกับเปลือกซึ่งใช้หุ้มเท้า ซึ่งต่อมาเด็กชายจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เรียกว่า ‘เสื้อผ้า’ กับ ‘รองเท้า’

เขาตามรอยเท้าเอลฟ์ตนนั้นกลับไปจนพบกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งเต็มด้วยชั้นไม้บรรจุหนังสือ ในห้องด้านหลังมีอาหารแห้ง น้ำสะอาด และข้าวของเครื่องใช้สำหรับการดำรงชีวิตในป่า

หนังสือ กระตุ้นความสนใจของเด็กชายได้มากที่สุด เขาเลือกหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง สำรวจลักษณะภายนอกว่าเจ้าสิ่งนี้คือวัตถุแผ่นบาง อาจทำจากใยเปลือกไม้ มีจำนวนหลายแผ่น เย็บติดกันตรงสัน และมีปกหนังหุ้ม จากนั้นจึงเปิดดูด้านใน พบว่าแต่ละแผ่นมีลวดลายสีดำขนาดเล็กรูปร่างต่างกันเรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ บางแผ่นมีภาพต้นไม้หรือสัตว์ที่เขาเคยเห็นในป่า เขาหยิบหนังสือออกมาดูอีกหลายเล่ม สิ่งที่อยู่ด้านในแตกต่างกันไป แต่ก็น่าตื่นตาตื่นใจ น่าพิศวงชวนให้ทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น แม้เขาไม่ทราบกระทั่งชื่อเรียกของมัน

เขาพักที่กระท่อมหลังนั้นด้วยไม่อาจตัดใจละทิ้งหนังสือเหล่านั้น นั่นจึงเป็นคืนแรกที่เขาหลับพักผ่อนในสถานที่ที่มีหลังคาและกำแพงป้องกันลมหนาว วันถัดมาเขาออกเดินทางไกลขึ้นเป็นสามเท่าห้าเท่า กระทั่งพบหมู่บ้านของสิ่งมีชีวิตสีผิวคล้ายตน สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเปล่งเสียงอันมีจังหวะแบบแผนใส่กัน เด็กชายจำได้ว่าสำเนียงนี้ค่อยคล้ายกับเสียงที่ตนเคยได้ยินยามอยู่ในครรภ์มารดา

ที่นั่นเขาเรียนรู้ ‘ภาษาพูด’ จากการเฝ้าสังเกตและฟัง เขาเทียวไปเทียวมาระหว่างป่ากับหมู่บ้านโดยใช้กระท่อมเป็นรังนอน เพียงไม่กี่ครั้งที่เขาศึกษาเรื่อง ตัวอักษรเด็กชายก็สามารถอ่านหนังสือในกระท่อมออกทีละเล่ม

เล่มที่เขาอ่านเป็นประจำคือ ‘บทกวี’

 

ผ่านมาครึ่งปี พระจันทร์เต็มดวงครบหกครั้ง เขารู้แล้วว่าตนเป็น ดาร์กเอลฟ์ จุดเด่นของดาร์กเอลฟ์คือมีผิวสีเทา ใบหูแหลมยาว ดวงตามองเห็นได้ดีในความมืด ส่วนสิ่งมีชีวิตอันมีรูปร่างลักษณะคล้ายกัน มีใบหูแหลมยาวเหมือนกัน แต่สีผิวขาวน้ำนมคือ เอลฟ์

เขาสวมใส่เสื้อผ้า รู้จักวิธีปรุงอาหารก่อนกิน เรียนวิชาอาวุธ และรู้ว่าอะไรคือ ‘การเสพสม’

ระหว่างใคร่ครวญถึงการเสพสม เขาแตะหน้าอกตน ขณะอีกมือเลื่อนเกาะกุมความเป็นชาย

ใต้แผ่นอกคือหัวใจ ในฝ่ามือคือเครื่องเพศ

กวีจารว่า สองสิ่งนี้คือเครื่องมือที่บิดานภาใช้สร้างเอลฟ์และดาร์กเอลฟ์

เช่นนั้นตัวเขาจะสร้างสิ่งใดได้บ้าง

อย่างไรก็ดี ตอนนี้เขายังเยาว์ สภาพร่างกายไม่เหมาะแก่การสืบทอดทายาท

ต้องรอให้โตกว่านี้

 

วันหนึ่งมีดาร์กเอลฟ์ชายวัยฉกรรจ์มาล้อมกระท่อม พวกมันถือคบเพลิง อาวุธครบมือ มันว่าเด็กชายฆ่าอาจารย์ชาวเอลฟ์ของมันแล้วปล่อยร่างให้สัตว์ป่ากิน

เด็กชายฆ่าดาร์กเอลฟ์ที่ตั้งใจมาฆ่าตน เขาไม่ปรานีแม้พวกมันอ้อนวอนขอชีวิต ไม่ปล่อยให้รอดไปสักตน

ท่ามกลางแอ่งเลือดเจิ่งนองและเปลวไฟที่ลุกไหม้บนพื้นดิน เด็กชายสูดกลิ่นคาวโลหิตพลางมองฝ่ามือชุ่มของเหลวสีแดงคล้ำ ความตระหนักรู้ในตนเองสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาในกายเขา ทำให้ผิวกายซาบซ่านและบังเกิดความยินดีอันเยือกเย็น

เราควรมีนาม เขาแสยะยิ้ม

และนามสำหรับเขาผู้เติบโตท่ามกลางการแย่งชิงชีวิต ดื่มกินโลหิตของผู้อื่น จักมีอันใดเหมาะสมไปกว่าถ้อยคำที่พบในบทกวีแด่บิดาแห่งความตาย

นับแต่วันนี้นามของเขาคือ ‘เดลการาน’

อันแปลว่าแดงทมิฬ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น