Elven Almanac ภาค ♰ แดงทมิฬ (Yaoi)

ตอนที่ 17 : บทที่ 4 ตื่นรู้ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 94
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 ก.ค. 62

ดาร์กเอลฟ์มีดวงตาที่มองเห็นได้ดีในเวลากลางคืนไม่แพ้เวลากลางวัน นั่นเป็นพรจากเทพีจันทร์เซฮาไนน์ผู้เปรียบเสมือนพระเชษฐภคินีของดาร์กเอลฟ์ทั้งปวง สำหรับเผ่าพันธุ์อื่น การรบกับดาร์กเอลฟ์ในยามราตรีย่อมหมายถึงการฆ่าตัวตายทางอ้อม

เมื่อมีเดลการานนั่งบัญชาการรบอยู่บนหลังม้า ทหารในกองทัพยิ่งแย่งกันทำความดีความชอบ แม้จันทราลอยสูงอยู่กลางฟ้าก็ยังต่อสู้ไล่ล่ากองทัพออร์คซึ่งถูกปิดล้อมอยู่ในทุ่งหินที่กลายเป็นทุ่งสังหาร

กลางสนามรบ แสงจันทร์สีเงินยวงอาบไล้ชุดเกราะของผู้ที่ช่วงชิงชีวิตกันและกัน วิเซอร์ กาคิมโดดเด่นด้วยวิธีการต่อสู้อันดุร้ายทารุณ ออกจะเกินจำเป็นไปสักหน่อยกับกองทัพฝ่ายตรงข้ามที่กำลังแตกระส่ำระสาย แต่ก็ได้ใจนักรบฝ่ายเดียวกันพร้อมสร้างความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงว่าพลังเช่นนี้แหละจึงสมกับเป็นสายเลือดของไซร์

วิเซอร์ กาคิมมาจากเผ่าจระเข้ นิทานปรัมปราเล่าว่าดาร์กเอลฟ์เผ่านี้สืบสายเลือดมาจากจระเข้ที่สมรสกับสตรีดาร์กเอลฟ์ คนในเผ่าจึงใช้ชีวิตร่วมกับฝูงจระเข้ดุร้ายเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

เมื่อจระเข้งับเหยื่อได้ เช่นตรงต้นแขน มันจะม้วนตัวแล้วฉีกแขนข้างนั้นของเหยื่อออกไปเลย เมื่อวิเซอร์ กาคิมปิดล้อมออร์คกลุ่มหนึ่งได้ มันสั่งให้ทหารม้าถือหอกล้อมรอบศัตรูเป็นวงกลม คาเวิน นักรบคนสนิทจากเผ่าจระเข้ขี่ม้านำหน้า ร่วมกับนักรบจากเผ่าเดียวกันค่อยๆ บังคับม้าเดินหน้ากระชับวงล้อม ใช้ปลายอาวุธดันออร์คเข้าไปรวมกัน ลูกธนูถูกยิงจากด้านหลังแนวทหารม้า ไม่จำเป็นต้องเล็งเพราะยิงเข้าสู่ใจกลางวงล้อมเหมือนห่าฝน ออร์คที่คิดฝ่าออกมาไม่ถูกม้าเตะจนคอหักก็ถูกหอกแทงจนไส้ทะลัก วงล้อมพร้อมปลายหอกเหล็กยังบดขยี้ศัตรูเข้าไปเรื่อยๆ จนไม่มีพื้นที่ให้ยืน พวกมันเหยียบกันเอง ล้มลุกคลุกคลานหน้าจมดิน ต้องเอาศพเพื่อนร่วมรบมากำบังลูกธนูพลางเตะผลักกันออกไปทางคมหอกเพราะขาดอากาศหายใจ

เสียงออร์คที่พยายามปีนป่ายเหมือนเสียงหมู ทำให้วิเซอร์ กาคิมหัวเราะ สุดท้าย มันสั่งให้ใช้ลูกธนูชุบน้ำมัน จุดไฟ แล้วยิงเข้าไปกลางวงล้อม...ความโหดเหี้ยมเช่นนี้...กระทั่งทหารฝ่ายเดียวกันยังรู้สึกขนลุกขนพอง

ฝ่ายเบเลธที่อยู่ในสนามรบอีกฟากกลับต่อสู้ได้เรียบง่ายกว่ากันมาก เหวี่ยงอาวุธ—ฆ่า ฟาดฟันอาวุธ—สังหาร แม้ทำให้ศัตรูล้มตายเป็นจำนวนมาก...กลับมองไม่เห็นความกระตือรือร้นในการรบเท่าใดนัก

ข้อเปรียบเทียบระหว่างบุตรชายคนรองกับบุตรชายคนโต ล้วนอยู่ในสายตาของผู้เป็นบิดา

————————————————-

การรบที่ทุ่งหินใช้เวลาร่วมสองวัน ทัพออร์คแตกพ่ายกระจัดกระจาย บางส่วนถูกปล่อยให้รอดกลับไปเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสนามรบ

ผลการรบครั้งนี้ย่อมทำให้พวกมันหวาดเกรงมิกล้ายกทัพมาข่มขู่อีก

เดลการานกลับถึงค่ายทหารเมืองวาเลมูช่วงบ่ายวันที่สาม สิ่งแรกที่ทำคือตรงเข้าไปอาบน้ำชำระคราบไคลจากเลือดและฝุ่นดินที่น้ำตกด้านหลังกระโจมของตน

เขาเลือกจุดตั้งกระโจมใกล้กับผาน้ำตกตามธรรมชาติอันร่มรื่น ผาหินสีเทาสูงใหญ่ปกคลุมด้วยมอสส์ชุ่มชื้นกับเฟินป่า สายน้ำไหลผ่านชั้นหินสีเทาเข้มเรียบลื่น ผิวหินมันวาวดูเย็นฉ่ำ สายน้ำตกสีขาวแผ่ออกไหลต่อเนื่อง ดูพองฟูเหมือนกลุ่มเส้นด้ายเล็กบางในเครื่องทอผ้าของมารดานที

เดลการานให้ทหารคนสนิทช่วยถอดชุดเกราะแล้วเดินไปริมน้ำตก เขาถอดเสื้อตัวในกับกางเกงออกทีละชิ้น เผยรูปร่างลํ่าสันสมบูรณ์ที่น่าสัมผัสไปทุกสัดส่วน เขาก้าวเท้าลงพื้นน้ำสีฟ้าอมเขียวด้วยอารมณ์อยากแช่พักผ่อน มือใหญ่รองน้ำตกมาลูบต้นคอ ความร้อนบนผิวหนังถูกบรรเทาด้วยความเย็นสดชื่น เดลการานครางพอใจสั้นๆ ก่อนขยับกายผลุบหายเข้าไปใต้สายน้ำ

ระหว่างผู้เป็นบิดากำลังชำระล้างร่างกาย บุตรชายคนโตก็มาเยือน

เบเลธเห็นร่างเปลือยกำยำหันหลังอยู่ ความงามและแน่นขนัดของกล้ามเนื้อแผ่นหลังบ่งบอกความยาวนานในการฝึกร่างกาย เอวคอดรับกับสะโพกตึงแน่น แม้ร่างกายส่วนที่ต่ำลงไปซ่อนอยู่ในน้ำ แต่ด้วยความใสสะอาดของแอ่งน้ำตกทำให้มองเห็นต้นขาอันเปี่ยมด้วยพละกำลังรางๆ

น่ามอง เบเลธคิดว่าตนมีความชื่นชมอันบริสุทธิ์ใจ

ผู้เป็นบุตรมองภาพนั้นเงียบๆ จนบิดาขยับตัวให้น้ำตกไหลผ่านใบหน้า สายน้ำตกกระทบหน้าผากกว้างกับเรียวคิ้วเข้มสีเงินจนแตกเป็นละอองฝอย เลือดที่เปื้อนใบหน้าเป็นปื้นสีแดงคล้ำค่อยๆ ถูกล้างออก บิดาต้องออกแรงถูเพราะเลือดนั้นแห้งกรังเกาะติดอยู่บนผิว

ระหว่างมอง เบเลธยังเห็นบิดาเม้มปาก ไม่ยอมดื่มน้ำจากน้ำตก แต่ท่านคงกระหายอยู่บ้าง เพราะลูกกระเดือกบริเวณลำคอขยับขึ้นลง
ผู้เป็นบุตรจึงหยิบถุงหนังใส่น้ำที่พกห้อยเอวขึ้นมา

สกปรกไม่ใช่หรือ” เดลการานบอก เขารับรู้แต่แรกว่าบุตรชายเดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของตน

เบเลธมองมือตนเอง พบว่ามีคราบเลือดสกปรกจริงดังว่า ที่จริงทั่วร่างเขาถูกชโลมด้วยโลหิตไม่ต่างจากบิดาหรือนักรบตนอื่นๆ
เบเลธน้อมศีรษะทำความเคารพแล้วหายออกไปจากบริเวณนั้น

เดลการานรู้สึกคอแห้งด้วยอยากดื่มน้ำดังที่เบเลธคิด เขากำลังจะเรียกหาทหารตนสนิท บุตรชายคนโตก็กลับเข้ามาพอดี

น้ำขอรับ” เบเลธที่ทำความสะอาดสองมือแล้วคุกเข่าบนริมฝั่ง มือถือจอกใส่น้ำเย็นยื่นให้บิดา

เดลการานยอมรับการปรนนิบัติ เขาดื่มน้ำที่เบเลธป้อนให้

เบเลธมองแพขนตาสีเงินที่หลุบลง แนวสันจมูกโด่งไล่ลงไปยังแอ่งเล็กเหนือริมฝีปาก ปลายคางถึงลำคอซึ่งขยับขึ้นลง ท่าทางการดื่มเช่นนี้ชวนให้นึกถึงเสือดำที่เคยเลี้ยงไว้ ว่ามันชอบเลียกินน้ำที่กอบอยู่ในมือของเขา

ชั่วขณะหนึ่งเบเลธนึกอยากใช้หลังนิ้วลากไปตามสันจมูกของคนตรงหน้า...พลางนึกเสียดายที่ไม่สามารถขอให้บิดาดื่มน้ำจากมือของตนได้

วางแผนอะไรอยู่หรือ เหยี่ยว”

ขอรับ?” เบเลธหลุดจากภวังค์

เดลการานใช้หลังมือแตะจอกว่างเปล่าเป็นสัญญาณว่าเขาดื่มเสร็จแล้ว “ตัวเจ้า มีแผนการอันใดจึงมาเข้าร่วมกองทัพของเรา”

ข้าไม่มีแผนการอันใดขอรับ ข้ายินดีรับใช้ตามที่ท่านประสงค์”

เพราะ?”

เพราะเป็นท่าน”

มารดาเจ้าสั่งให้พูดเช่นนี้หรือ”

มารดาสั่งให้มาหาท่าน แต่ข้าอยู่ที่นี่ด้วยความตั้งใจของตนเองขอรับ”

ไม่เคยนึกสงสัยหรือว่าทำไมต้องรับใช้เรา”

ไม่ขอรับ” เบเลธไม่เคยนึกหาเหตุผลมากไปกว่าเขาพอใจที่ได้อยู่ที่นี่...ได้ศึกษาบิดาในแง่มุมต่างๆ ความคิดอ่านและการกระทำของบิดาทำให้เขานึกประหลาดใจได้เสมอ เริ่มแรกมันเป็นเพียงความสนใจใคร่รู้...จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงความสนใจใคร่รู้...ทว่าทวีความล้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ

แน่ใจหรือ”

ขอรับ”

เบเลธจ้องมองบิดาเงียบๆ ออกจะเสียมารยาทอยู่ไม่น้อย ร่างสูงใหญ่ปักหลักไม่ไปไหน เหมือนต่อให้บิดาหันกลับไปชำระล้างร่างกายต่อ ก็จะขอรออยู่ตรงนี้

มีอะไรอยากพูดก็จงพูดมา” เดลการานถามเหมือนรู้ใจ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าบุตรชายคนโตเป็นประเภทดื้อเงียบ เก็บงำอากัปกิริยา ต่างจากบุตรชายคนรองที่อยากได้อะไรก็แสดงออกชัดเจน—ออกจะชัดเจนเกินไปด้วยซ้ำ

คำถามนี้ตรงกับใจเบเลธพอดี เขามีเรื่องอยากรู้ จึงรีบมาหาบิดา กระทั่งตามเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ฟังคำทัดทานจากองครักษ์ที่อยู่ด้านนอก

...อันที่จริงพวกมันพยายามห้ามอย่างแข็งกร้าวแล้ว แต่เบเลธเองก็มีบางอย่างที่น่ายำเกรง และระยะหลังมานี้เดลการานยอมให้บุตรชายคนโตทำตามใจชอบอยู่บ้าง

สีเงิน” เบเลธเผลอเรียก เมื่อรู้สึกตัวจึงปรับคำพูด “บิดา...ข้าอยากทราบว่าเหตุใดท่านจึงหัวเราะในสนามรบ”

แค่นั้นเองหรือ” เดลการานเกือบหัวเราะ แต่เขาทำเพียงยิ้มเยาะอย่างอดไม่ได้ “เรื่องแค่นี้จำเป็นต้องมาถามด้วย”

เบเลธพยักหน้า “ข้าอยากแน่ใจว่าท่านสนุกหรือขอรับ” คำถามนี้คล้ายต้องการยืนยันความคิดของตน

ถ้าไม่สนุกจะหัวเราะหรือ”

เพราะการฆ่าฟันทำให้ท่านมีความสุข?”

เดลการานหยุดคิดเล็กน้อย เขาไม่เคยต้องอธิบายตัวเองกับใครมาก่อน ว่าเหตุใดจึงเลือกทำอย่างนั้นอย่างนี้ หนึ่งคือไม่มีใครเคยกล้าถาม สองคือเขาไม่คิดว่าเป็นธุระที่ผู้อื่นต้องมาใส่ใจ แต่ผู้ที่ถามอยู่นี้คือบุตรชายของเขาเอง...เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขตนแรก—สมบัติที่สร้างมากับมือชิ้นแรก—การมีบุตรมาใส่ใจความคิดของเขาเป็นเรื่องแปลกใหม่ไม่น้อย

เดลการานตั้งใจตอบ

เคยคิดบ้างไหมว่าความสุขคืออะไร”

ไม่ขอรับ” เบเลธตอบทันที “ข้าไม่เก่งเรื่องปรัชญานัก”

ช่างเป็นสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกเหมือนก้อนหิน เดลการานนิยามเบเลธแล้วกล่าวต่อ

“เราครุ่นคิดถึงเรื่องความสุขอยู่บ้าง อ่านหนังสือมากี่เล่มหรือสนทนากับผู้มีความรู้มากี่ตน คำตอบล้วนแตกต่างกันไป แต่…” เขายกนิ้วและยกยิ้มมุมปาก ในดวงตาสีเงินริ้วดำเต็มด้วยความรู้สึกเหนือกว่าอันกดดันหนักหน่วง และสิ่งที่ใกล้เคียงกับความฝันจุดร่วมของสิ่งที่เรียกว่าความสุขนั้นเรียบง่าย เพียงแค่เป็นสิ่งที่ทำให้ยิ้มหรือหัวเราะได้ ก็เรียกว่าเป็น ‘สิ่งที่นำความสุขมาให้’ ได้แล้ว ทว่าไม่มีใครตระหนักถึงอันตรายของความสุขว่ามาในรูปแบบใดได้บ้าง แล้วโลกก็ไม่สนใจหรอกว่าใครจะช่วงชิงเอาจากใคร โลกแค่ดำเนินต่อไป ดังนั้น ใช่ เราพึงใจสังหารศัตรู บดขยี้พวกมัน ให้ศพกองสูงเท่าภูเขา เผาจนควันไฟจากซากร่างเหล่านั้นกลายเป็นเสาพวยพุ่งขึ้นฟ้า กลืนเป็นเนื้อเดียวกับนภาเบื้องบน ดังนั้นเราจึงหัวเราะได้ แล้วเจ้าล่ะ อะไรทำให้เจ้าหัวเราะได้บ้าง

เบเลธจับหน้าอกตัวเอง รับรู้ว่ามีหัวใจเต้นอยู่ใต้ฝ่ามือ แต่หัวใจดวงที่ว่าไม่เคยนำพาความรู้สึกใดๆ มาสู่เขา...มีเพียงยามมองบิดา ที่หัวใจเหมือนเต้นในจังหวะแปลกไป

เขาหรี่ตา ยังไม่ค้นหาต่อว่าความรู้สึกนี้คืออะไร

ข้าไม่เคยรู้สึกสนุกสนานดังเช่นท่านขอรับ”

เดลการานมองเบเลธตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สำหรับผู้อื่น นี่อาจเป็นสายตาอันน่าอึดอัด ทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง แต่กับเบเลธ เขาเพียงน้อมศีรษะ ยอมให้อีกฝ่ายใช้หลังมือแตะแก้ม หลับตารับสัมผัสอย่างว่าง่าย ราวกับสัตว์ร้ายที่ทำตัวสงบเสงี่ยม

ข้าสงสัย...ว่าจะมีความสุขเหมือนอย่างท่านได้หรือไม่” ผู้เป็นบุตรถาม

เป็นคำถามที่น่าสนใจ” เดลการานใช้หลังมือเคาะอกเบเลธ “แต่ก่อนนั้นควรพูดถึงความตั้งใจของเจ้าก่อนหรือไม่”

อย่างไรหรือขอรับ”

เจ้าดูไม่ค่อยตั้งใจนักในสนามรบ เราไม่ต้องการนักรบที่สู้ไม่เต็มกำลัง”

เพราะข้าคิดว่าต้องเริ่มจาก ‘ไม่เอาจริงเอาจัง’ แบบท่านบ้าง การยอมให้ศัตรูได้เปรียบน่าจะทำให้ตื่นเต้นขึ้นในสนามรบใช่ไหมขอรับเบเลธพูดข้อสันนิษฐานของตัวเอง

เดลการานถอนหายใจแล้วเดินกลับไปที่น้ำตก รู้สึกคร้านจะพูดขึ้นมา เบเลธชอบต่อปากต่อคำ อันนี้เขารู้มาแต่แรกแล้ว อย่างตอนที่บอกให้มันกินยาพิษ เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียเกียรติเพราะมันใช้ยาพิษกับศัตรู สำหรับเขาชนะก็คือชนะ ไม่คิดให้มากความ แต่ที่นึกขัดใจคือเรื่องที่มันชอบท้าทายกันมากกว่า ทว่าหลังจากรู้จักมันมาสักพัก ก็พอเข้าใจว่าบุตรชายตนนี้มิได้คิดท้าทายหรือปีนเกลียว...มันแค่ไม่รู้จักความควรไม่ควร…

กล่าวคือ มันเชื่อฟัง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อฟัง

เมื่อเป็นอย่างนี้ เขาจะกล่าวโทษมันก็ทำได้ไม่เต็มปาก จะชื่นชมมันก็ไม่รู้สึกอย่างนั้น...ช่างชวนให้หงุดหงิดดีจริงๆ

เบเลธมองตามบิดา นึกเสียดายที่เดินออกไปไกลแล้ว อีกฝ่ายยืดตัวเต็มความสูง ใช้มือขัดถูแผ่นอกหนั่นแน่นสีเทาสว่าง แต่ยังไม่แตะต้องหน้าท้องอันมีกล้ามขึ้นเป็นลูก และไม่สนใจปิดบังความเป็นชายขนาดเขื่องซึ่งคล้ายกึ่งตื่นตัว

ร่างสูงใหญ่คล้ายปั้นจากแร่เงิน คราบเลือดจากผิวกายละลายเปื้อนแอ่งน้ำตก...ไม่รู้ทำไม...ยิ่งมองก็ยิ่งละสายตาได้ยาก

ท่านเป็นประเภทให้ค่าชั่วเวลาเล็กน้อย มากกว่าความตั้งใจอันยาวนานหรือขอรับ”

เบเลธ...ตาก็มอง...ปากก็ยังหาเรื่อง

เหยี่ยว ถ้าทำตัวน่ารำคาญ มารดาเจ้าจะได้หัวของเจ้าคืน

เดลการานไม่สบอารมณ์ ชั่วเวลาเล็กน้อยอะไรกัน ความตั้งใจอันยาวนานอะไรกัน ฟังไม่รู้เรื่อง

เขาล้างเส้นผมสีเงินซึ่งสั้นลงอย่างน่าใจหาย

สีเงินชอบขู่ เบเลธทดในใจ

อุปนิสัยที่ทำให้นักรบเผ่าเหยี่ยวหวาดเกรงเบเลธ และทำให้เลติเซียโปรดปรานบุตรชายคนโตก็คือความเด็ดขาด ดาร์กเอลฟ์ผิวสีทองแดงตนนี้ไม่เคยให้โอกาสผู้อื่นด้วยการตักเตือนล่วงหน้า แต่บิดาของเขาทำ...และทำได้ดีมากเสียด้วย แม้เบเลธจะแสดงออกอย่างไม่รู้สึกรู้สา แต่หากเป็นผู้อื่นคงรีบคุกเข่าสาบานว่าจะไม่ทำให้อีกฝ่ายผิดหวังเป็นอันขาด

หลังจากนี้ เบเลธยังคงเขียนจดหมายหามารดาอย่างต่อเนื่อง เนื้อความมีแต่เรื่องชื่นชมเดลการาน ดังที่จดหมายบางส่วนจะเขียนว่า

ท่านแม่ขอรับ สีเงิน (ขีดทิ้ง) บิดาใจดีเหมือนเดิมขอรับ…ท่านบอกท่านเตือนก่อนเสมอ แล้วก็ทำดังที่ว่า ข้าไม่เคยกังขาว่าท่านจะไม่ทำ ข้าสงสัยว่าบิดาเคยเตือนท่านแม่บ้างหรือไม่ แล้วท่านฟังที่บิดาพูดหรือเปล่า ผลลัพธ์ของการเชื่อหรือไม่เชื่อในคำเตือนนั้นเป็นอย่างไร ข้าตื่นเต้นที่จะได้ค้นหา...’

ลงท้ายว่า ‘...รสชาติเลือดของเผ่าออร์คเหมือนดื่มโคลน’

อย่าให้ข้าเห็นเจ้าสู้ไม่เต็มที่อีกในการรบครั้งต่อไป” เดลการานกำชับ ผลการรบที่ทุ่งหิน แม้ฝั่งเขาได้ชัยชนะท่วมท้น ทหารดาร์กเอลฟ์มุ่งหวังมีชัยเหนือออร์คในเร็ววัน แต่ตัวผู้นำทัพอย่างเขากลับมิได้แสดงความยินดีเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าอุปสรรคแท้จริงคือแม่มดที่ถูกขนานนามว่า ‘วอร์กูร’

เบเลธน้อมศีรษะ เรียนรู้จากบิดา

————————————————-

A/N สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้จะลงตัวอย่างจนจบบทที่ 4 โดยมีขายเป็นแบบรูปเล่มกระดาษ และ E-book
รูปเล่มกระดาษมีจำนวน 240 หน้า (A5) ราคา 300 บาท แถมที่คั่นหนังสือ 1 อันลายตัวละคร (เดลการาน)

วาดโดยคุณ Enfer De Hell นักวาดคนโปรดของเราค่ะ

ปกหนังสือ



ที่คั่นหนังสือ



รูปเล่มกระดาษจะเปิดขายทาง >> เว็บ ILLREI BOOK SHOP << ประมาณวันที่ 10 ก.ค. 62
ในราคาพิเศษ 270 บาท / ปกแจ็กเก็ต 69 บาท (ขายราคาพิเศษประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นเป็นราคาปกติ)

ส่วน E-Book จะวางขายใน MEB ไล่ๆ กันค่ะ

ป.ล. วันนี้เราลงจนจบบทที่ 4 กดอ่านตอนต่อไปได้เลยค่ะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น