Elven Almanac ภาค ♰ แดงทมิฬ (Yaoi)

ตอนที่ 15 : บทที่ 4 ตื่นรู้ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 158
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    26 มี.ค. 62

บทที่ 4 ตื่นรู้

 

สองเดือนหลังเบเลธ อัซรานแห่งเผ่าเหยี่ยวเข้าร่วมกองทัพของบิดา เกิดสถานการณ์ออร์คภูเขายกทัพมาประชิดเมืองวาเลมูเพื่อท้ารบตัวต่อตัวกับเดลการาน ทูตนำสารอ้างถึงความขี้ขลาดในการใช้ยาพิษที่เขตวอร์กูรใต้ หากเป็นนักรบที่มีเกียรติก็จงออกมาจากหลังกำแพงเมืองเสีย

ตอนได้ฟังข้อความ เดลการานหัวเราะลั่นจนทูตเผ่าออร์คตัวหดเกร็งด้วยความหวาดเกรง เหงื่อเย็นเฉียบท่วมใบหน้ากับแผ่นหลังของมัน ทูตอีกสองคนที่เหลือก็มีท่าทางกระสับกระส่ายไม่แพ้กัน วิเซอร์ กาคิมชี้หน้าด่าเบเลธว่านำความอับอายมาสู่บิดา พี่ชายคนโตที่ถูกต่อว่าเพียงยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ปกติวิเซอร์ กาคิมเป็นฝ่ายหาเรื่องก่อนเสมอ และเบเลธไม่เคยตอบโต้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“เพราะเจ้า ทำให้เราถูกตราหน้าว่าขี้ขลาด สองเดือนมานี้ก็ไม่มีผลงานอะไรเป็นพิเศษ นักรบเผ่าเหยี่ยวมีฝีมือดังที่โอ้อวดกันจริงหรือ หรือแค่สร้างเรื่องมายกยอปอปั้นตัวเองเท่านั้น” วิเซอร์ กาคิมสะใจเป็นที่สุด การตำหนิผู้อื่นอยู่ฝ่ายเดียวไม่ทำให้มันลดฝีปากร้อนแรงลง ยิ่งบิดาไม่ห้ามก็ยิ่งได้ใจ

ฝ่ายเบเลธไม่ทุกข์ร้อน บิดาเคยบอกว่าสิ่งที่เขาทำลงไปในการรบครั้งนั้นมีประโยชน์ หรือหากบิดาเปลี่ยนใจอยากลงโทษ บุตรผู้นี้ย่อมน้อมรับคำสั่ง ความคิดเห็นของน้องชายไม่น่าสนใจสำหรับเขา

ไม่สิ ถ้าให้ออกความเห็น เขาคิดว่าน้องชายคนรองพูดมากเกินไปกระมัง

“เรามีบุตรที่พูดมากเกินไปจริงๆ” บิดาช่วยกล่าวยืนยันความเห็นของเบเลธ ว่าทั้งสองมีใจตรงกันในเรื่องนี้ “แต่อีกคนก็พูดน้อยเกินไป” เดลการานเอ่ยช้าๆ แล้วหันไปหาคณะทูตเผ่าออร์ค “น่าขายหน้าแล้ว”

ผู้นำคณะทูตไม่ตอบอะไร เพราะสารที่นำมาส่งก็ได้ส่งไปแล้ว มันไม่ได้วางแผนจะทิ้งศีรษะไว้ที่นี่ หรือกลับออกไปในสภาพหัวกับตัวแยกขาดจากกัน

“บิดา เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือท่าน ใครก่อเรื่องไว้ก็ให้มันออกไปรับ” วิเซอร์ กาคิมเสนอ มันหวังให้พี่ชายออกไปสู้ตัวต่อตัวกับนักรบที่เก่งที่สุดของเผ่าออร์คและพ่ายแพ้ ถ้าให้ดีก็ตายไปเสีย

“งั้นหรือ” สีเงินในดวงตาของเดลการานวาววับราวกับแร่เงินหลอมละลาย มุมปากยกขึ้นคล้ายยิ้ม “ใครคิดว่าควรลงโทษเหยี่ยวบ้าง” เขาถามนายทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

เงียบ ไม่มีใครออกความเห็น แม้วิเซอร์ กาคิมจะมีพรรคพวกจากเผ่าจระเข้ที่พร้อมสนับสนุนเขา แต่เขายกมือสั่งให้พวกมันนิ่งเสีย เพราะนี่มิใช่การตัดสินที่เผ่าจระเข้ควรออกหน้าก่อน และตัวเขาคนเดียวก็แทนจระเข้ทั้งเผ่าอยู่แล้ว วิเซอร์ กาคิมมีปมจากงานเลี้ยงฉลอง เขาดูแคลนทหารเผ่าอื่นได้ แต่จะให้พวกมันดูแคลนเขาไม่ได้ เขาส่งสายตาอำมหิตไปกดดันพวกมันให้เลือกข้างตน แต่ก็ไม่มีผู้ใดตอบสนองชัดเจน มีแต่ละล้าละลัง แสดงให้เห็นว่าน้ำหนักความสำคัญของเผ่าเหยี่ยวกับเผ่าจระเข้ในค่ายทหารนี้ยังสูสีกัน

“แล้วใครคิดว่าไม่ควรลงโทษเหยี่ยวบ้าง” เดลการานถามต่อ

ครั้งนี้กลับมีคนเดินออกมาทันที ทำให้แม่มดลิลิเบธที่นั่งด้านล่างเยื้องลงมาทางซ้ายของเดลการานมองตามด้วยสายตาตริตรอง นั่นคือทหารดาร์กเอลฟ์ผมสีเงินที่มาพร้อมกับนักรบที่นางต่อแขนให้ในกระโจมหมอ

ราทัลหยุดยืนข้างเบเลธ เขากอดอกอย่างขึงขัง ท่าทางไม่ลังเลเลยสักนิด ด้วยหน่วยของเขาไม่มีความสัมพันธ์อันดีใดๆ กับเผ่าจระเข้ ทั้งเป็นการตอบแทนเบเลธที่เคยช่วยชีวิตตนในสนามรบ เช่นนั้นก็ให้การสนับสนุนเผ่าเหยี่ยวซึ่งๆ หน้าไปเลยดีกว่า จะว่าเขามุทะลุบ้าบิ่นก็ได้ แต่การได้เห็นสีหน้าโกรธจัดของวิเซอร์ กาคิมนั้นถือว่าคุ้ม

อีกอย่าง...ราทัลมีความรู้สึกที่ดีต่อเบเลธ

นักรบเผ่าเหยี่ยวมิได้ออกหน้าปกป้องนายของตนด้วยเหตุผลแตกต่างจากเผ่าจระเข้ พวกมันรู้ว่าท่านเบเลธมีแนวโน้มจะทำตามคำสั่งของบิดาโดยไม่โต้แย้ง และหากต้องออกไปสู้รบจริง นักรบอันดับหนึ่งของเผ่าเหยี่ยวไม่มีวันแพ้ใคร มีแต่จะสร้างชื่อเสียงและยกฐานะของเผ่าเหยี่ยวในค่ายทหารนี้ให้เหนือกว่าเผ่าจระเข้

อย่างน้อยก็ยังดีกว่าให้ท่านเบเลธดื่มยาพิษเหมือนคราวงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ คำสั่งนั้นของไซร์น่าคับแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง!

เดลการานมองเบเลธกับราทัล เห็นบุตรชายคนโตได้สร้างความสัมพันธ์กับทหารของเขา และคล้ายช่วยบังราทัลจากสายตาของวิเซอร์ กาคิม จากนั้นมองไปยังทหารตนอื่นๆ ค้นความรู้สึกของพวกมันจากภาษากาย นี่คือการเปลี่ยนแปลงภายในค่ายทหารหลังเหยี่ยวมาถึง เขารับรู้ แต่ใช่ว่าจะรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

“ถ้าอย่างนั้น ก็ตัดสินใจได้แล้ว” ผู้เป็นใหญ่ในกองทัพกล่าวกับคณะทูตเพื่อให้พวกมันนำคำตอบไปแจ้งแก่กองทัพออร์คที่รออยู่นอกเมืองวาเลมู

---------------------------------

สถานที่สำหรับการดวลตัวต่อตัวคือทุ่งหินห่างจากเมืองวาเลมูใช้เวลาขี่ม้าหนึ่งชั่วโมงเต็ม ดวงอาทิตย์ฉายแสงร้อนจัดจ้าจนเหงื่อไหลย้อยลงมาตามข้างแก้ม พื้นดินแห้งแตกมีก้อนหินหลายขนาดผสมปนเปกันเหมือนกองกระดูก เสียงฝีเท้าม้าย่ำโครมครามกับฝุ่นลอยตลบมาจากสองฟากฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือกองทัพดาร์กเอลฟ์ อีกฝั่งคือกองทัพออร์ค ทั้งสองฝ่ายมาร่วมกันเป็นพยานในการต่อสู้ครั้งสำคัญนี้

บนทุ่งอันแห้งแล้งไม่มีต้นไม้อยู่เลย มีเพียงพุ่มไม้บางชนิดและหญ้าขึ้นหร็อมแหร็ม เดลการานหนีบหมวกเกราะไว้ข้างลำตัว เขายังไม่สวมมันเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนมาอยู่ที่นี่แล้ว ผมสีเงินตัดสั้นเหมือนดาร์กเอลฟ์ไร้ศักดิ์ไม่ทำให้ความน่าเกรงขามและความโหดเหี้ยมอันไม่มุ่งเน้นไปที่ใดเป็นพิเศษของเขาลดน้อยลง เขาบังคับม้าด้วยมือข้างเดียวขี่ลงจากเนินไปยังพื้นที่แอ่งกระทะด้านล่าง เกือกม้าบดเข้ากับหินเศษเล็กเศษน้อย ฝั่งตรงข้ามคือออร์คนักรบถือขวานเล่มโต ดวงตาใต้หมวกเกราะเป็นซี่กรงส่องแสงสีแดงวาวเรือง มันขี่กระทิงตัวมหึมาเป็นสัตว์พาหนะ

เดลการานตอบรับการท้ารบตัวต่อตัว เบเลธได้เป็นผู้เฝ้าดู

วอร์กูรไม่โปรดเจ้า พวกดาร์กเอลฟ์ขี้ขลาด กระหายเลือด” ออร์คนักรบสนทนา วอร์กูรในที่นี้หมายถึงแม่มดที่พวกมันบูชา ไม่มีใครทราบนามของแม่มดตนนี้ เล่าลือกันว่านางสืบเชื้อสายสูงศักดิ์จากราชวงศ์โบราณ เหล่าออร์คจึงเรียกขานนามพระนางตามชื่อเทือกเขาอันเป็นบ้านเกิดของพวกตน

“เรากำลังคิดอยู่ว่า...” เดลการานสวมหมวกเกราะสีเงิน “ถ้านางเป็นเมียเราเมื่อไร นางอาจโปรดเราขึ้นมาบ้าง”

“บังอาจ!” ยอดนักรบจากเผ่าออร์คคำราม มันขับกระทิงพุ่งมาพร้อมเงื้อขวาน แรงลมจากขวานทำให้เศษหินบนพื้นปลิวว่อน “ข้าจะฟาดความยโสโอหังของเจ้าให้หลุดไปพร้อมศีรษะ!

ออร์คภูเขานับถือแม่มดวอร์กูรดั่งเทพี คำกล่าวอันไม่เคารพต่อพระนางก็เหมือนการถ่มน้ำลายรดหน้ากัน

เดลการานเห็นแล้วว่าออร์คตนนี้ว่องไวผิดกับรูปร่าง เขาชักม้าหลบ ตวัดดาบสวน “เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับแม่มดบ้าง คิดว่านางสนใจหรือว่าใครจะเป็นใหญ่เหนือเทือกเขาเล็กๆ อย่างวอร์กูร”

ขวานตวัดกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เล็งที่ม้าของเดลการาน แต่เลือดกระฉูดออกมาจากท่อนแขนของออร์ค ปลายดาบแทงข้อศอกมันตรงช่องว่างระหว่างเกราะพอดี

“แม่มดบางตนต้องการอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น บางตนอาจไม่ต้องการอะไรเลย แล้ววอร์กูรของเจ้าพอใจกับแค่ให้เผ่าพันธุ์ชั้นรองอย่างออร์คภูเขามาบูชานางหรือ”

เดลการานดึงดาบออกพลางปัดป้องการโจมตี ไม่มีการสนทนาต่อจากนั้น การฟาดฟันด้วยฝีปากไม่ใช่สิ่งที่ออร์คถนัด พวกมันไม่ช่างเจรจาเป็นทุนเดิม หรืออย่างน้อยนักรบตนนี้ก็ไม่ช่างเจรจา

ออร์คใส่เกราะหนาทนทาน เดลการานจึงเหมือนฟันใส่ก้อนหิน ขณะเดียวกันใบขวานก็ไม่สามารถต้องตัวเขา มันถูกดาบรับเอาไว้ได้หมด ออร์คคำรามขัดใจ เส้นเลือดปูดโปนอยู่รอบดวงตา มันฟาดขวานดุดันขึ้น เดลการานตั้งรับทันทว่าแรงปะทะนั้นรุนแรงหนักหน่วงจนม้าขาหัก ม้าล้มลงทันที มันสะบัดหัวร้องฮี้! ฟองน้ำลายเต็มปาก

เดลการานได้ยินเสียงรบกวนในหู ศีรษะถูกกระแทก ร่างหล่นจากหลังม้า เขาหมุนตัวเอาดาบปักพื้นเพื่อหยุดการไถล มีรสดินแห้งผากอยู่ในปากจากฝุ่นที่ฟุ้งตลบ

เขาหัวเราะ ถ่มเลือด แล้วคำรามออกมา!

คู่ต่อสู้ทำให้สีเงินลงมายืนที่พื้น เบเลธซึ่งอยู่บนหลังม้าเหนือเนินมองการต่อสู้ตั้งแต่ต้นโดยไม่วางตา เขายังเรียกบิดาว่าสีเงินอยู่ สีเงินรับขวานที่ฟาดตามมา สองมือใช้ดาบยันไม่ให้คมขวานผ่ากลางใบหน้า ขวานเล่มใหญ่กดท่านลงไปทั้งตัว พื้นดินใต้ร่างร้าวเป็นวงตามแรงกระแทก พื้นนั้นเหมือนกำแพงช่วยยันร่าง

ยังไม่ใจเต้นเลย... เบเลธคิด มือแตะอก มารดารักสีเงินตรงไหนนะ บิดาสร้างความรู้สึกหลากหลายให้แก่เขา แต่ความรู้สึกเหล่านั้นคล้ายเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่แต่ไกล ยังมิได้เข้ามามีอิทธิพลแผดเผาหัวใจให้รุ่มร้อน

แล้วหากสีเงินพ่ายแพ้ตรงนี้เล่า? เบเลธมองภาพบิดากำลังเพลี่ยงพล้ำด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาสังเกตอีกฝ่ายตลอดการต่อสู้ สิ่งที่กระตุ้นความใคร่รู้ก็คือ...ทำไมบิดาจึงหัวเราะ

เดลการานยันขวานขึ้นทีละนิด กล้ามเนื้อต้นแขนทำงานสุดแรงจนเส้นเลือดปูดโปน มัดกล้ามใต้ผิวหนังสั่นระริก แต่เขากลับหัวเราะอย่างสนุกสนาน ขณะออร์คซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบถลึงตาเคร่งเครียด แขนข้างที่โดนแทงก่อนหน้านี้ของมันมีเลือดไหล เนื้อปวดแสบ แต่นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัวให้มันไม่สามารถเอาชนะการประลองกำลังกับอีกฝ่าย

ออร์คนักรบถูกยันออกพร้อมกระทิงที่ขี่อยู่ พริบตาต่อมาตรงข้อมือของมันร้อนวูบ ก้มมองอีกทีจึงพบว่ามือข้างนั้นถูกฟันหาย หมวกเกราะของดาร์กเอลฟ์ที่กำลังลุกขึ้นมาหลุดไปแล้ว เจ้าตัวจึงโดนเลือดสาดใส่หน้า เกราะสีเงินชโลมเลือดไปแถบหนึ่ง

มันรู้สึกถึงไอสังหารที่ทำให้สำลักความขนลุกขนชัน ออร์คบังคับกระทิงวิ่งกลับไป มันควงขวานด้วยมือข้างที่เหลืออยู่ขณะวกกลับมา ตั้งใจจะเด็ดหัวไอ้ดาร์กเอลฟ์น่าชัง!

“นานๆ เอาจริงบ้างก็ดี” เดลการานพึมพำ

เบเลธได้เห็นสีเงินยืนนิ่งและตั้งดาบรับศัตรูบนหลังกระทิง กระทิงตัวนั้นรูปร่างใหญ่โตล่ำสัน หน้าผากเป็นโหนกหนาเหมือนหินก้อนโต หากถูกชนย่อมไม่พ้นกระดูกแตกเครื่องในแหลกเหลว เขาคู่คมซึ่งลับสำหรับออกศึกดูมีอานุภาพไม่แพ้กัน แต่ที่มุ่งหมายเอาชีวิตมากที่สุดคือขวานศึกซึ่งเงื้อมาแต่ไกล

เมื่อทั้งหมดทะยานเข้ามา เดลการานผ่าร่างศัตรูและสัตว์พาหนะเป็นสองซีกด้วยแรงมหาศาล

เบเลธมองค้าง ตาเบิกกว้างแบบเด็กที่กำลังเรียนรู้

ทหารที่มาร่วมเป็นพยานทั้งฝั่งดาร์กเอลฟ์และฝั่งออร์คตกตะลึง พลังอะไรกันนี่ เกินขอบเขตที่ดาร์กเอลฟ์ตนใดพึงทำได้ ไม่นับว่ายังไม่ได้ใช้เวทมนตร์เสริมความแกร่งของกล้ามเนื้อหรืออาวุธเลยสักบท

“ฮ่าๆๆ!!!” เดลการานหัวเราะเสียงดังลั่นขณะเลือดศัตรูชโลมร่างเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ความยินดีที่ได้ฆ่าฟันถูกแสดงออกมาโดยไม่เก็บงำ เสมือนสิ่งนี้คือธาตุแท้อันบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปนของเขา ทั่วร่างถูกย้อมด้วยสีแดงกอปรกับอาการกระหายการฆ่าฟันทำให้เขาเหมือนสัตว์นรกตนหนึ่ง ดวงตาสีเงินริ้วดำส่องประกายกระตุกขวัญ ริ้วในดวงตาคล้ายขยายใหญ่ขึ้น ดุจปีศาจร้ายที่อยู่ภายในต้องการฉีกม่านตาที่กักขังพวกมันแหวกออกมา

เสียงหัวเราะต่อเนื่องยาวนานทำลายขวัญกำลังใจและหัวใจอันกล้าหาญของนักรบศัตรู

“จัดการที่เหลือเสีย” เดลการานสั่งเบเลธขณะเดินสวนกองทัพของตน กองทัพดาร์กเอลฟ์ลงจากเนินมุ่งไปหาออร์ค ขณะที่ด้านหลังทัพออร์คมีทัพของวิเซอร์ กาคิมเข้าตีกระหนาบ ทั้งหมดเป็นคำสั่งของเดลการานเพื่อกวาดล้างกองทัพออร์คที่กล้ายกมาขู่พวกเขาให้สิ้นซาก สำหรับเดลการาน เรื่องนี้ไม่มีทางจบแค่การสู้ตัวต่อตัวตั้งแต่แรก

เดินหมากสงครามตานี้ เขารู้ว่าตนชนะแล้ว

อืม...อืม เบเลธใช้ความคิดอย่างหนักขณะกำขวานฟาดฟันศัตรู เมื่อคมขวานของเขากวาด ชิ้นส่วนจากร่างกายของออร์ครอบด้านลอยขึ้น พอควบม้าผ่านก็มีศีรษะกลิ้งกับพื้นเป็นแนว ปกติเขารบเหมือนกินอาหาร อาบน้ำ เสพเมถุน ไม่ตื่นเต้น ไม่หวาดกลัว ราวกับการรบเป็นเพียงกิจวัตรประจำวันอีกเรื่องหนึ่ง

ทว่าวันนี้เขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง และคิดว่าจะทดลองใช้ในสนามรบครั้งต่อไป

สีเงินสนุก...ข้าก็อาจเรียนรู้ความสนุกได้ด้วยวิธีเดียวกัน

จากนั้นทุ่งหินอันอ้างว้างว่างเปล่า พื้นดินแข็งกระด้างและแห้งแล้ง ก็กลายเป็นแดนมิคสัญญี

---------------------------------

A/N ตอนนี้ยาวหน่อย เราตัดแบ่งไม่ถูกเลยลงเต็มๆ ค่ะ จริงๆ แล้วนอกจากได้อ่านความในใจเบเลธเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ยังเป็นการปูทางไปสู่ฉากหน้า ซึ่งเราจะแง้มให้อ่านนิดๆ นะคะ (รับรองว่าเด็ด!)

“สีเงิน” เบเลธเรียก แล้วปรับคำพูด “บิดา”

เดลการานมาล้างร่างกายโชกเลือด เขาปลดเกราะทิ้งทีละชิ้น เมื่อถอดเสื้อตัวในกับกางเกงก็เดินลงน้ำ ร่างเปลือยกำยำหันหลังให้กับบุตรชาย ความงามและแน่นขนัดของกล้ามเนื้อแผ่นหลังบ่งบอกความยาวนานในการฝึกร่างกาย

“ทำไมท่านจึงหัวเราะ” เบเลธถาม

บิดาหันมาหาบุตรคนโต เห็นแผ่นอกกำยำ หน้าท้องมีกล้ามขึ้นเป็นลูก และความเป็นชายขนาดเขื่องซึ่งคล้ายกึ่งตื่นตัวจากการฆ่าฟัน

บุรุษดาร์กเอลฟ์ผู้นี้ช่างแข็งแกร่งน่ามองไปทุกสัดส่วน

(ที่เหลือรอตอนต่อไปนะคะ!)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #20 Slowdrive (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 20:03

    รอเลย มาไวไวนะ

    #20
    0
  2. #19 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 08:44

    ตั้งตารอตอนต่อไปเลยเจ้าค่่่าาาา
    #19
    0
  3. #18 Lentear (@Lentear) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 09:48
    อั๊ยยะ!! เอาแล่วๆๆๆ
    #18
    0