Elven Almanac ภาค ♰ แดงทมิฬ (Yaoi)

ตอนที่ 14 : บทที่ 3 เสียงเพรียกหา (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    23 มี.ค. 62

นับแต่ยังเยาว์ เบเลธ อัซรานแห่งเผ่าเหยี่ยวเป็นเด็กที่แปลก เขาไม่เคยตั้งคำถามกับมารดาว่าบิดาอยู่ที่ไหนหรือแสดงความต้องการจะพบหน้า เหมือนว่าเรื่องบิดาไม่เคยอยู่ในความคิดคำนึง ทว่าผู้เฒ่าผู้แก่ในเผ่าเหยี่ยวที่เป็นอาจารย์สอนวิชาลงความเห็นว่า เบเลธเป็นสัตว์ประหลาดที่เก่งกาจจนน่าหวาดเกรง ทั้งกระหายจะเรียนรู้โลกใบนี้ ดั่งลูกเหยี่ยวรอเวลาสยายปีกบิน การนิ่งเฉยและการฝึกฝนตัวเองของเขาคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันข้างหน้า สิ่งที่สามารถหล่อเลี้ยงและตอบสนองต่อความกระหายของเขาได้ ต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาหรือเผ่าเหยี่ยว ซึ่งมองไปทั่วแผ่นดินทมิฬแล้ว ผู้ที่มีคุณสมบัติพอ คงมีเพียงบิดาของเขา

และแล้วเวลานี้ ตอนนี้ เบเลธก็ได้พบเดลการาน ทว่าตัวเขายังไม่พบคำตอบที่ค้นหา

เขายังอยู่ระหว่างตัดสินใจว่า บิดามีค่าควรแก่การศึกษาเรียนรู้ด้วยจริงหรือ

ด้านหลังค่ายทหารเมืองวาเลมูเป็นเนินสูง หญ้าขึ้นปกคลุมจนรกทึบ มีดงไม้และหน้าผาทางด้านซ้าย กับขุนเขาเป็นสีดำทะมึนทางด้านขวา ท้องฟ้าเปิดโล่งกว้างเหมาะแก่การนำเหยี่ยวมาฝึกบิน เบเลธค้นพบสถานที่นี้และรู้สึกถูกใจอยู่มาก นอกจากแมกไม้อันเงียบสงบแล้วก็ไม่มีอะไรอื่นอีก ทหารเผ่าอื่นคงเห็นว่าที่นี่รกร้างเกินไป ไม่มีสิ่งบันเทิงใจใดให้มาเตร็ดเตร่

เบเลธนำเหยี่ยวตัวเก่งของเขามาที่เนิน พลางนึกถึงลักษณะกองทัพของบิดา นักรบฝีมือดีถูกรวบรวมมาจากหลายเผ่าที่ไม่น่ามารวมตัวกันได้ ดูตัวอย่างจากเผ่าเหยี่ยวของเขากับเผ่าจระเข้ของน้องชายคนรอง นอกจากเหยี่ยวกับจระเข้ นักรบในค่ายนี้ส่วนมากมาจากเผ่าหิน ที่เหลือบ้างก็มาจากเผ่าที่บิดาของเขาสมรสกับสตรีคนสำคัญ บ้างก็มาเพราะได้ยินกิตติศัพท์ความแข็งแกร่งหาใครเปรียบ ลักษณะกองทัพเช่นนี้เคยปรากฏในประวัติศาสตร์สร้างชาติแดนทมิฬแค่ภายใต้การนำของเผ่าจันทร์สกุลเซฮาไนน์—สกุลอันเสมือนราชวงศ์แห่งดาร์กเอลฟ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของดาร์กเอลฟ์ทั้งปวง ทว่าบิดาที่เป็นดาร์กเอลฟ์ไร้เผ่ากลับทำได้

เบเลธควรภูมิใจที่มีบิดาเช่นนี้หรือไม่ เขาคิดว่าควร แต่ความจริงแล้วเรื่องนั้นหาได้สลักสำคัญนัก ไม่ใช่เขาไม่ยอมรับในความสามารถของบิดา ทว่าสิ่งที่ดึงดูดใจเขาได้มากกว่ากลับเป็นตัวบิดาเอง ทั้งใบหน้า เส้นผม แววตา คำพูด การกระทำ และความคิด ล้วนแล้วแต่น่าค้นหา...น่าสนใจ

หลังเอาหมวกหนังครอบตาออกแล้วปล่อยให้เหยี่ยวบินออกกำลัง เบเลธจึงเห็นว่าใต้ต้นไม้เหนือเนินมีคนอยู่มาก่อน คนผู้นั้นมีผมสีเงินตัดสั้น นอนเอนกายอย่างสบาย เอามือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ

เบเลธเข้าไปทำความเคารพ อีกฝ่ายผมสั้นดูแปลกตาทีเดียว

“บิดา”

“พาเหยี่ยวมาบินหรือ” เดลการานถามขณะพลิกหน้ากระดาษ สถานที่นี้เป็นจุดประจำสำหรับอ่านหนังสืออย่างสงบของเขา

“ขอรับ” เบเลธมองหนังสือที่วางด้านหน้าบิดา เห็นท่านสวมเสื้อผ้าเนื้อบาง เสื้อท่อนบนแหวกอก อาวุธก็มีเพียงมีดสั้นติดกาย “องครักษ์ไปไหนหรือขอรับ ข้ามารบกวนหรือไม่”

“ไม่เป็นไร ให้มันบินไปเถิด ส่วนเจ้า ถ้าไม่ทำเสียงดังก็อยู่ได้” เดลการานพลิกหน้ากระดาษต่ออย่างไม่ถือสา ขนตาของเขายาวน่ามองเมื่อหลุบตาลง แสงแดดรำไรส่องผ่านใบไม้มาต้องผิวสีเทาอมเงิน ใบไม้ที่งอกดกหนาทำให้ด้านใต้ร่มครึ้มเย็นสบาย ที่จริงเรื่องเขามาอ่านหนังสือที่นี่เป็นประจำนั้นรู้กันทั่ว จึงไม่มีใครกล้ามาแถวนี้ ทหารรับใช้คนสนิทก็รออยู่ด้านล่าง

“อ่านอะไรอยู่หรือขอรับ” เบเลธคุกเข่าลงข้างบิดาพลางถามด้วยความสนใจ

“เรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่อยากเห็นว่าผู้อื่นเขียนถึงอย่างไร”

“คือเรื่องเกี่ยวกับ?”

“แม่มด”

“มีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับแม่มดหรือขอรับ”

เดลการานหยุดอ่านเมื่อเห็นอีกฝ่ายถามไม่หยุด เขาตอบคำมันก็ถามคำ ช่างเรียนรู้หรืออย่างไร แต่ก็โตแล้วหนา “อยากรู้หรือ”

“ขอรับ” เบเลธตอบอย่างไม่ลังเล เจ้าตัวรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเป็นมัดๆ แต่หากให้ความสนใจกับสิ่งใดมากๆ เวลามองสิ่งนั้นเขาจะมีดวงตาคล้ายเด็กแรกเกิด

...หรืออาจเป็นสัตว์ร้ายแรกเกิด

นิสัยประหลาด เดลการานเกลี่ยนิ้วกับหน้ากระดาษยามใช้ความคิด

อืม ชอบเกลี่ยกระดาษแบบนี้หรือ กระทั่งกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ของบิดา เบเลธก็มองตามและวิเคราะห์อย่างสนใจ

“รู้ไหมว่าแม่มดมีอิทธิต่อความรู้สึกนึกคิดของเจ้าได้” เดลการานกล่าว

“ทราบมาบ้างขอรับ เวทมนตร์ที่พวกนางถนัดใช้มีแขนงหนึ่งเกี่ยวกับการบังคับควบคุมจิตใจ”

“ถูกอยู่บ้าง แต่เวทมนตร์บังคับควบคุมจิตใจเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของพลังที่กว้างใหญ่กว่านั้น”

“อย่างไรหรือขอรับ” เบเลธกระตือรือร้นขึ้น เขาขยับเข้ามาใกล้บิดา แต่ยังคุกเข่าอย่างสำรวม

เดลการานทำท่าคิดนิดหนึ่ง ก่อนเล่า “สมัยยังเยาว์ ข้าเคยหลงเข้าไปในดินแดนต้องสาป ที่นั่นมีอีกชื่อเรียกว่า ป่าแม่มดเพราะเป็นสถานที่ที่แม่มดทมิฬอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ ตอนนั้นความทรงจำของผู้อื่นได้ปรากฏขึ้นมาให้ข้าเห็นอย่างประหลาด เป็นภาพเหตุการณ์อันชัดเจนบ้างไม่ชัดเจนบ้าง ความทรงจำของข้าก็ปรากฏให้ผู้อื่นเห็นเช่นกัน ป่านั้นเป็นสถานที่ที่พลังเวทมนตร์เข้มข้นผสานรวมกับความตายจำนวนมหาศาล จึงได้เกิดเป็นดินแดนแห่งเสียงเพรียกหาขึ้นมา

“ดินแดนแห่งเสียงเพรียกหาก็คือสถานที่ที่ความทรงจำของโลกไหลมารวมกัน เป็นจิตซึ่งสะสมมาแต่อดีตกาล ทั้งของผู้มีชีวิตและผู้วายสังขาร จิตของทุกสิ่งที่มีจิตใจได้เชื่อมรวมกัน ความทรงจำของเจ้าจะมิใช่ของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ความนึกคิดใดๆ ไม่อาจถูกปิดบังได้ในสถานที่นั้น เปรียบประดุจดังบ่อน้ำแห่งความทรงจำอันไร้ขอบเขตที่ใครๆ ก็สามารถดื่มกิน แม่มดเรียนรู้จะนำ เสียงเพรียกหาหรือก็คือความนึกคิด ความปรารถนา ความลับ และความทรงจำที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้อื่นมาใช้ประโยชน์ให้ตนมีอำนาจเหนือมันผู้นั้น”

ผู้เป็นบุตรมองทั่วใบหน้าบิดา ทั้งดวงตาสีเงินและริมฝีปากที่กำลังบอกเล่า รู้สึกชอบน้ำเสียงของท่าน

“ท่านมีเสียงที่ไพเราะขอรับ”

เดลการานมองจ้อง คิ้วขมวดเข้าหากัน

“ข้าคิดว่านั่นอาจเป็น เสียงเพรียกหา ของข้าขอรับ” เบเลธกล่าวต่อเพื่อบอกว่าตนตั้งใจฟัง “ในเมื่อมีจิตสำนึกของส่วนรวมที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ เช่นนั้นแล้ว เราย่อมมีความทรงจำจากชาติก่อนได้หรือไม่ขอรับ ประสบการณ์จากอดีตชาติถูกถ่ายทอดมาและควบคุมพฤติกรรมบางอย่างในชาติภพนี้ เหมือนที่ลูกสัตว์รู้จักแม่ของตนตั้งแต่ยังไม่ลืมตา หากเสียงเพรียกหาคือความปรารถนา ข้าคิดมาตลอดตั้งแต่เจอกันว่าท่านมีบางสิ่งที่ข้าค้นหา เสียงของท่าน...สิ่งที่ประกอบเป็นตัวท่าน กำลังนำทางข้าไปหามัน”

ไม่บ่อยนักที่เบเลธ อัซรานจะกล่าวแสดงความในใจยาวๆ เช่นนี้

“แล้วเจ้ามุ่งหมายอยากได้สิ่งใดเล่า เหยี่ยว” ผู้เป็นบิดาปิดหนังสือ ด้วยตัวเขาหมดอารมณ์จะอ่านเสียแล้ว

เบเลธหลุบตาลงอย่างนึกเสียดายที่บิดากลับไประมัดระวังตัว รักษาระยะห่างจากตน ท่าทางนี้ยิ่งดูเหมือนความขี้รำคาญของสัตว์ตระกูลแมวตามที่เขาเขียนในจดหมายถึงมารดา

“กำลังตามหาอยู่ขอรับ ข้าหวังว่าจะได้พบคำตอบในเร็ววัน”

---------------------------------

A/N จบบทที่ 3 แล้ว อ่านยาวๆ กันเลยค่ะ เริ่มตั้งแต่จุดประสงค์ที่เดลการานเรียกลิลิเบธมา เนื้อเรื่องช่วงนี้เราวางไว้ว่าเดลการานกำลังเริ่มสร้างกองทัพ ยังขาดโน่นนี่ ไม่ลงตัว ก็มีการเกณฑ์คนมีความสามารถมาช่วย (แต่การเรียกแม่มดมาใช้งานย่อมอันตรายเหมือนกัน)

ในตอนหลังมีแนวคิดทางจิตวิทยามาเกี่ยวข้อง เราใช้แนวคิด จิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) ของคาร์ล ยุงมาดัดแปลง อธิบายสิ่งที่เดลการานสมัยเด็กประสบในดินแดนต้องสาป ซึ่งเรารู้สึกชอบอยู่นะคะ

ป.ล. อ่านคอมเมนต์ของทุกท่านในตอนที่แล้วแล้วยิ้มเลย ขอบคุณมากๆ นะคะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #17 Pie2Na (@pie-handsome) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 11:28
    เบเลธน่ารักกกก ตามอ่านอยู่ตลอดนะคะ ลุ้นทั้งเรื่องอดีตและปัจจุบัน ><
    #17
    1
    • #17-1 I L L R E I (@illreris) (จากตอนที่ 14)
      24 มีนาคม 2562 / 02:37
      ขอบคุณมากจ๊ะ เบเลธสมัยนี้น่ารักดีเนอะ ;w;
      #17-1
  2. #16 JTM-june-48 (@JTM-june-48) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 09:06

    จิ้นหนักมากกก ขอให้2พ่อลูกเกิดมาคู่กันนน (ลูกกินพ่อ)
    #16
    1
    • #16-1 I L L R E I (@illreris) (จากตอนที่ 14)
      24 มีนาคม 2562 / 02:37
      อะ เขิน หวายยยย >///<
      #16-1