(end.)♬♩สุดจะทน #คนอย่างเอ็ม

ตอนที่ 16 : ไรม์ที่ 15 | Love Shot มั้ยล่ะจ๊ะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,713
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,275 ครั้ง
    16 มิ.ย. 62

ไรม์ที่ 15

Love Shot มั้ยล่ะจ๊ะ





“คลิปย้อนหลังคัมแบ็คสเตจเมื่อคืนมาแล้วมึ้งงงงง”


“ไหนๆๆๆ ขึ้นจอใหญ่เลยค้า”


“โห่ไรวะ พวกกูกำลังจะดูตัวอย่างหนังใหม่พี่พจน์กันเว้ยยย”


“ไว้ก่อนอีสัส กูมาก่อน พวกมึงรอทีหลังไป๊!”


“ของมึงก็ดูทีหลังได้อีเวร!”


“ไม่ได้ พวกชั้นต้องรีบปั้มยอดวิวค่ะ!!


ผมกับไอ้เทพหรี่ตาเข้าหากันเลยครับ เกิดความสับสนงงงวยว่าเพื่อนๆ ในเอกกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่ ดูระริกระรี้เป็นพิเศษเชียวเช้านี้


“พวกมันคุยไรกันวะสัสเอ็ม”


“ถามกูจะแล้วกูจะถามใคร นั่งอยู่กะมึงเนี่ย” แต่ตะกี้ได้ยินแวบๆ ว่ามีพี่พจน์มีหนังใหม่งั้นเรอะ เฮ้ย แบบนี้มันก็ต้องดูก่อนหน่อยปะว้า ศาสดาแห่งวงการหนังไทยเลยนะเว้ย


สำหรับเพื่อนๆ เอกผม เราจะเป็นอย่างนี้กันประจำครับ คือตราบใดที่อาจารย์ยังไม่เข้าสอน โปรเจ็กเตอร์และไมค์โครโฟนหน้าห้องจะถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง พวกเรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้เต็มที่ ไม่ว่าจะหยิบไมค์มาแหกปากร้องเพลง เล่นตลกคาเฟ่ เปิดเอ็มวีศิลปินเต้นคัฟเวอร์ ดูซีรีส์ บางครั้งอาจารย์เข้าเลทจนดูบอลย้อนหลังจบได้เป็นแมทช์ๆ ขนาดนาคีตอนจบยังฉายย้อยหลังบนหน้าจอนี้มาแล้วบอกเลย แหม่ แต่พอถึงเวลาอาจารย์สั่งให้พรีเซ็นต์เจี๋ยมเจี้ยมกันทุกตัว 


เฮ้ย ดูเหมือนฝ่ายสาวๆ จะชนะครับ ตอนนี้พวกเธอบุกเข้าไปครองหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วเรียบร้อย


“วี๊ดดดดดดด” เสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมๆ กับวีดีโอหนึ่งที่ถูกเปิดจากยูทู้ป ผมละสายตาจากชีทวิชาเรียนเพื่อมองไปยังหน้าห้องอีกครั้ง และเมื่อเห็นภาพผู้ชายสิบสองคนยืนเรียงหน้ากระดานบนเวทีก็ถึงบางอ้อ


จะใครซะอีกล้าวววว ก็หนุ่มๆ วงลิงสิบสองตัว Twevle Little Monkey ไงล่ะ!


เมื่อวานเป็นวันคัมแบ็คของวงนี้ครับ ได้ข่าวว่าฮือฮามาก ขึ้นเทรนทวิตเตอร์อันดับหนึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่คิดจะลงเลย ส่วนตัวผมยังไม่มีโอกาสได้ดูนะ มัวแต่เพ้อๆ นิดหน่อย อาการคล้ายกับกำลัง... คิดถึงใครสักคน


โอเคๆ ผมจะไม่หาเหตุผลอะไรมาแก้ตัวหรอกครับ คราวก่อนสารภาพกับเจ้าตัวเขาไปแล้วนี่ แหม่ จำได้น่า


บีทฟังก์ๆ เวียดๆ (weird) เอกลักษณ์ตามสไตล์เพลงแนว House ช่างเชิญชวนให้ขาแข้งมันขยับตามเหลือเกิน โห... นี่ผมไม่ได้เสพงานไอดอลมานานแค่ไหนแล้วนะ ไม่คิดเลยว่าแนวเพลงจะพัฒนาไปไกลขนาดนี้ ก็ถือว่าน่าชื่นชม แต่ก่อนนี่ยังใสกุ๊งๆ กิ๊งๆ ประสานเสียงกันไปมาอยู่เลย


ส่วนทางด้านเนื้อเพลงไม่มีอะไรแปลกใหม่ครับ เล่าถึงชายหนุ่มที่ต้องการจะแย่งคนรักเก่ากลับคืนมา เพราะแฟนใหม่ของสาวเจ้าช่างกาก ห่วย และไม่เหมาะกับเธอเอาซะเลย เฮ้อ แมสหลาย แมสจนครูสลาต้องยกนิ้ว


แต่เอาเข้าจริง ไม่ใช่แค่กับวงการไอดอลนะ เพลงสมัยนี้เนื้อหามันก็วนอยู่แต่กับเรื่องเดิมๆ นี่แหละ โลกเรามีอายุเป็นพันๆ ล้านปี มันไม่มีอะไรใหม่อีกต่อไปแล้วครับ ทางเดียวที่จะทำได้คือการหยิบเรฟเฟอเร้นส์มาใช้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เพื่อพัฒนางานของตัวเองให้ยกระดับไปอีกขั้น และในวันข้างหน้ามันก็จะกลายเป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจให้กับมนุษย์เจเนอเรชั่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ


น่อววว เป็นทางการปะละ สมแล้วที่อากี๋ไว้ใจให้ผมเป็นโปรดิวเซอร์


เอ๊า รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นฝ่ายจ้องหน้าจอโปรเจ็กเตอร์แทบไม่วางตา เพลินดีเหมือนกันนะเนี่ย แท่งไฟสั่งได้ที่ไหนหว่า เดี๋ยวรูดเลยสิบแท่ง


ว่าแต่ ท่อนของไอ้ฟิวส์จะมาหรือยังวะ


ไม่ทันขาดคำ เหล่าหนุ่มๆ สิบเอ็ดคนก็แหวกออกเป็นสองฝั่งคล้ายกับคลื่นแยกตัว และตอนนั้นเองที่ไอ้คนที่ผมกำลังนึกถึงอยู่กระโดดออกมาวาดลวดลาย


“มาแล้วมึ้งงงง หน่องฟี้วววววว”


เมนแร็ปประจำวงเปิดตัวมาด้วยการคลุมฮู้ดปิดหน้าปิดตา เดินลากขาโชว์สเต็ปเซ็กซี่ขยี้ใจตามจังหวะเพลง แต่พอบีทดร็อปดังตุ๋มๆๆ บิ้วอารมณ์ มันก็ดึงฮู้ดออกพรึ่บ โยนไมค์สลับไปที่มืออีกข้าง โชว์ใบหน้าเกรี้ยวกราด แค่นหัวเราะพร้อมดึงมุมปากแสยะยิ้ม ประหนึ่งแอ็คติ้งให้คนในกล้องได้รู้ว่ากูกำลังไม่พอใจผัวใหม่มึงอยู่นะเฟ้ย


และมันก็... โฮฮฮฮฮฮ เท่จัด หล่อควายลาก!!!


ดะ...ได้ไงวะ! กล้องรายการนี้แม่งมหัศจรรย์ขนาดไหน ถึงถ่ายมนุษย์ที่ตัวจริงดูดีอยู่แล้วให้มีรังสีออร่าอย่างกับเทพบุตรดูที่ยากจะแตะต้องเช่นนี้! อันตัวผมชีวิตนี้มีบุญแค่เล่นสดในผับ คลิปแฟนแคมหลุดมาทีนี่หน้าม่วงอมชมพูสุขภาพดีกันไป อิจฉาจังโว้ยย


เฮ้ย มันแร็ปแล้วครับ! แถมเร็วและรัวๆๆๆ เลยด้วย!!


“ไม่ใช่ใครที่ดี ไม่มีใครที่ทำได้ ไม่มีอะไรที่สมใจ ไม่ใครแทนที่ฉัน วันนั้นอาจเลวร้าย วันนี้ฉันคือคนใหม่ แฟนเก่าที่เจ็บเจียนตาย กระวนกระวายตีโพยพาย ไม่พอใจหากใครแตะต้องตัวเธอ ไม่ผิดที่รักใหม่ แต่ไม่ใช่ใครต้องเป็นฉัน It’s me only one feelflow on the run to ไถ่เธอคืนมา Ah!”


หืม...


แต่งเองใช่มั้ยวะ มีความรู้สึกเหมือนท่อนนี้ไอ้ฟิวส์มันเขียนเองยังไงชอบกล ผมมองออกน่ะครับ แบบเหมือนอาจารย์ที่รู้แกวว่าลายเซ็นการทำงานของลูกศิษย์เป็นยังไง ประมาณนั้นมั้ง...


รับเกรดเอไปเลยครับนายปฏิพาน ครูภูมิใจในตัวเธอ


“ยิ้มเลยดิมึง” จู่ๆ ไอ้เทพก็พูดโพล่ง


ผมขยับท่านั่ง “ยิ้มห่าอะไร เหงือกกูแห้ง”


“ควายเอ๊ย” ไอ้เทพทำเป็นเอานิ้วจิ้มซี่โครงผมซ้ำๆ ดีนะที่ไม่ได้บ้าจี้ก็เลยไม่ได้หลุดหัวเราะตามเกมของมัน จากนั้นไอ้เทพมันก็กลับมาเท้าคางเหม่อมองไปยังคลิปตรงหน้าต่อ “ไอ้ฟิวส์มันดูมีความสุขดีเนอะ”


“มึงว่างั้นเหรอวะ”


“มึงเห็นรอยยิ้มบนหน้ามันปะ นั่นแหละรอยยิ้มของคนมีความสุข”


ใช่เหรอว้า… ยิ้มแบบนั้นอะนะ?


“แม่งยิ้มแบบนั้นให้กูบ่อยจะตาย...”


“เหรอ” ไอ้เทพเลิกคิ้วใส่ “งั้นแปลว่ามันคงมีความสุขตอนอยู่กับมึงล่ะมั้ง”


“บ้า” ผมสวนทันที พูดอะไรของมันเนี่ยยย “กูเห็นหน้าแบบนี้จนเอียนแล้วมั้ง ไม่ใช่ความส่งความสุขอะไรหรอกน่า”


“มึงเห็นคนเดียวหรือเปล่า”


“…”


“ตอนที่มันคุยกับกูคราวนั้นก็ไม่ได้ทำหน้าแบบนี้นะ”


“ก็นั่นมันเพิ่งได้คุยกับมึงครั้งแรกไง”


“หูย แก้ตัวให้เขาใหญ่เลยว่ะ”


“โว้ยยย ไม่คุยกับมึงแล้วสัส"


ไอ้เทพยังคงวุ่นวายกับผมไม่เลิกครับ คราวนี้มันเอาศอกกระทุ้งซี่โครงผมเข้าอีก “เป็นไรมึงเนี่ย ช่วงนี้ค่อนข้างเซ้นสิทีฟเหลือเกินนะมึง”


“ยังไงวะ”


“ไม่รู้ว่า เหมือนหลังๆ มึงดูเฉาๆ เหมือนชีวิตขาดอะไรไป”


“เห็นกูเป็นผักตบหรือไง -_-”


“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงอะ เอาดีๆ ถามเพราะเป็นห่วง”


ประโยคคำถามนั้นค่อนข้างทัชใจอยู่บ้าง มันทำให้ผมนิ่งไป ใช้สมองประมวลอะไรหลายๆ อย่างอยู่นาน จนในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยถามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้


“มึงเคยรู้สึกแปลกๆ เวลาใครหายไปปะ”


“อะ เล่ามา น่าสนใจ”


“คืออออ ประมาณว่ามึงเห็นหน้าเขามาตลอด แต่อยู่ๆ วันหนึ่งเขาก็หายไป แบบไปทำอะไรที่สำคัญน่ะ แล้วทีนี้ท้องมันรู้สึกหวิวๆ หัวมันฟุ้งๆ แบบ... เอ้อออ คิดถึงเฉยเลยว่ะ เมื่อไหร่จะกลับมาเจอกันอีก”


“ว้าว” อยู่ๆ ไอ้เพื่อนรักก็ทำตาโต โอเวอร์แอ็คติ้งเกินเหตุจนผมกลัวแทบอยากกำพระ “ดีใจด้วยเพื่อน”


“ฮะ?”


“มึงมีความรักแล้ว”


“…"

“กูดีใจด้วยจริงๆ ในที่สุดก็ได้เจอคนที่สำคัญกับมึงซะที”


ปุๆ แม้ไอ้เทพจะดึงผมไปกอดและตบหลัง แต่ทางด้านผมนั้นได้แต่ทำหน้าเอ๋อเหมือนวิญญาณหลุดออกไปจากร่างแล้ว


เดี๋ยวดิ มีความรักเนี่ยนะ ใช่อ่อวะะะะ แค่คิดถึงเอง แค่คิดถึงอะนึกออกปะ ยังไม่ได้ถึงขั้นนั้นสักหน่อย กลับมาเคลียร์กันตรงนี้ก่อนนน


ผมมองผ่านไหล่ไอ้เทพเพื่อกลับไปดูคลิปที่กำลังฉายบนจอโปรเจ็กเตอร์ มันเป็นจังหวะที่วงฝูงลิงกำลังเต้นโซโล่และกล้องจับภาพไปที่ไอ้เด็กสินกำพอดี... มันกำลังยิ้มเต็มแก้มเมื่อได้ยินเหล่าแฟนคลับยิงอังคอร์ระรัวอย่างบ้าคลั่ง และอยู่ๆ คำพูดที่มันเคยกล่าวไว้ก็ถูกเล่นซ้ำในหัว



“ผมถือโอกาสนี้แบ่งแยกความสัมพันธ์ไปด้วยในตัว สนิทกันเมื่อไหร่ ผมอันล็อกรอยยิ้มให้เมื่อนั้น”



เหี้ย ลืมนึกเรื่องนี้ไปเลย...


เฮ้ย กูเป็นคนสำคัญของมึงเฉยเลยเหรอวะ ไอ้คุณฟีลโฟลว์


แต่ถ้ากูสำคัญขนาดนั้น... เมื่อไหร่จะกลับมาหากันว้า 


จะได้รู้สักทีว่าใจกำลังคิดอย่างที่ไอ้เทพมันกล่าวหาหรือเปล่า...



     วันเวลาผันผ่าน ผมก็ยังรอคอยที่จะแต่งเพลงอยู่เสมอ


แต่ในเมื่อคุณฟีลโฟลว์เจ้านายผมเขามัวแต่ยุ่งกับการเดินสายคัมแบ็ค นั่นเท่ากับว่าผมกลายเป็นคนว่างงานไปโดยปริยาย และด้วยความว่างนี่แหละครับ ทำให้ผมได้มีเวลาทบทวนกับตัวเองว่า เวรละ กูยังมีงานของตัวเองที่ต้องทำอยู่เหมือนกันนี่หว่า


ผมเปิดสมุดเขียนเพลง พลิกหน้ากระดาษไปมาเพื่อหาสิ่งที่ต้องการ และสุดท้ายก็เจอจนได้



เพลงรัก 101 By Myes.

‘เพียงแค่เธอได้เป็นตัวเอง’



เขินเลยว่ะ ได้ตั้งหนึ่งบรรทัดแหนะ เคยเขียนไว้เท่าไหนก็มีอยู่แม่งเท่านั้นเลยนะห่าเอ๊ย ไอ้กระแป๋งเอ็ม


เฮ้อ มัวแต่ช่วยไอ้ฟิวส์ งานตัวเองไม่คืนหน้าเลยครับ ใช้ไม่ได้ๆ


Rrrrrrrrr.


ผมคว้าโทรศัพท์ที่กำลังสั่นขึ้นมา พอเห็นชื่อนี่ถึงกับต้องเช็ดเหงื่อ ชิบหายละ เหมือนฟ้ามีตา


“ว่าไงครับพี่ทศ”


[สวัสดีคุณเอ็มเยส แร็ปเปอร์เบอร์หนึ่งของค่าย]


“เฮ่ยย พี่ก็พูดเกินไป ปากหวานแบบนี้มีอะไรหรือเปล่าเอ่ย]


[งานกูล่ะ] แล้วพี่เจ้าของค่ายก็ยิงเข้าเรื่องแบบไม่รีรอ นั่นไง กูว่าแล้วเชียวววว [นับจากที่คุยกันครั้งล่าสุด พี่ยังไม่ได้ความคืบหน้าเพลงรักของเอ็มเลยนะ]


“เสร็จแล้วครับพี่ทศ”


[บ๊ะ! พูดเป็นเล่น]


“จริงดิคร้าบพี่ โด่ อยากฟังมั้ยล่ะ”


[อะ บรรเลงมา]


“ใครกันที่ทำให้ชั้นรัก ใครกันที่มายืนในความฝัน คนที่ชั้นคิดถึงอยู่ทุกวัน ก็ใครคนนั้นชั้นเรียกว่าเธอ”


[ไพเราะเสนาะหูมากๆ] พี่ทศถึงกับเอ่ยปากชม [ไอ้ควาย! นี่มันเพลงกามิกาเซ่!!]


“พี่อย่าดูหมิ่นกามิดิวะ”


[เอาดีๆ เอ็ม อย่าตลกแดก]


สุดท้ายก็หนีไม่พ้น สงสัยต้องเอาความจริงมาพูดกัน “ยังไม่เสร็จเลยพี่”


[นั่นไง]


“แต่จะรีบทำให้เสร็จแน่ๆ ครับรับรอง!”


[โอเค งั้นพี่จะไม่เร่ง แค่อยากรู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่] ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ผมรู้สึกได้ว่าพี่ทศมันกำลังนอย แอบได้ยินเสียงถอนหายใจด้วย [เอ็ม ตอนนี้เพลงมึงก็กำลังขึ้นที่หนึ่งนะ ควรเร่งมือได้แล้ว จะได้ต่อยอดกระแสให้มันพุ่ง ดังพลุแตกมึงเข้าใจคำนี้ใช่มั้ย]


“เข้าใจพี่ จะพยายามเร่งเลยครับ”


[จริงๆ กูพอจะเดาได้อยู่แล้วล่ะว่ามึงคงยังทำไม่เสร็จหรอก กูเลยขอใช้โอกาสนี้เสนอแผนให้มึงเลยนะ]


“ครับ พี่ว่ามาได้เลย”


[กลับมารับงานมั้ยเอ็ม] เจ้าของค่ายเอ่ยถาม [ไหนๆ มึงก็ยังไม่มีผลงานออกใหม่ ลองเดินสายพบปะประชาชนบ้าง หน้ามึงจะได้ไม่หายไปจากวงการจนคนลืม กูเข้าใจว่าปีสี่มันไม่ค่อยมีเวลา แต่อยากให้มึงลองเอาตารางชีวิตมาให้พวกกูดูก่่อน วันไหนว่างตรงกับงานที่น่าสนใจจะได้รับไว้ ได้กลับมาจับไมค์อาจจะกระตุ้นให้มึงมีแรงบันดาลใจเขียนเพลงใหม่ก็ได้นะเว้ย]


พูดตรงๆ ว่าข้อเสนอของพี่เทพค่อนข้างน่าสนใจครับ แต่ก่อนพอมีเวลาว่างจากการเรียนผมก็จะเข้าชมรม และก็เจียดเวลามาแต่งเพลงให้ไอ้ฟิวส์ แต่อย่างที่บอก ในเมื่อตอนนี้อีกฝ่ายเขาไม่ว่าง กลับกลายเป็นว่าเป็นผมเองที่ว่างเรื่อยเปื่อยไปหมด พาลให้ค่อนข้างจะเซ็งๆ บางทีการได้เจอแสงสีในผับจะช่วยให้ผมหายฟุ้งซ่านได้ละมั้ง


แต่พี่เทพเข้าใจผิดไปจุดนึงนะ แรงบันดาลใจสำหรับเขียนเพลงรักมันไม่ใช่การเจอผู้คนหรอก แต่เป็นการเจอใครบางคนต่างหาก


เฮ้อ เบื่อโว้ยยย


“ครับ ได้เลยพี่ทศ ผมจะลองกลับมารับงานดู”


[งั้นโอเคตามนี้นะ มึงลองส่งตารางมาละกัน]


“แต่ผมอาจจะขอไม่รับบ่อยนะครับ บางทีอยากพักอ่านหนังสือหรืออยู่กับเพื่อนเหมือนกัน ปีสี่แล้ว อยากทำเกรดดีๆ เหมือนกันฮะ”


[กูเข้าใจเรื่องนั้นดีมึง...] แล้วพี่ทศก็เงียบไปอึดใจ พร้อมๆ กับมีเสียงพลิกหน้ากระดาษอะไรสักอย่างแทรกเข้ามาในสายด้วย [เออ แต่จริงๆ มีงานนึงน่าสนใจว่ะ มึงอยากไปมะ ร้องเพลง ทานข้าว]


“เอาอีกละ” คราวก่อนก็ทำนองนี้ สรุปโผล่ออกจากกล่องมาเจอไอ้ฟิวส์เฉย เซอร์ไพร์สกันไปดิ


[คราวนี้กูของจริงสัส เป็นงานเลี้ยงภายในบริษัท เขาขอศิลปินจากเราไป รีเควสมึงมาเป็นชื่อแรกด้วย กูยังไม่ตอบไป ถ้ามึงโอเคกูจะได้คอนเฟิร์มชื่อมึงเลย]


ผมก้มมองสมุดเขียนเพลงในมือตัวเองอีกครั้ง เฮ้อ ก็หวังว่าการได้พบเจอผู้คนจะทำให้หัวผมแล่นจนเขียนประโยคต่อไปลงในเพลงได้ละกันนะ จะได้ไม่เสียเวลาไปฟรีๆ 


“คอนเฟิร์มไปเลยครับพี่”


ผมนี่หักนิ้วกร๊อบแกร๊บรอเลยครับ ถึงเวลากลับมาจับไมค์แล้ว!



     [เอาล่ะค่ะ ทีวีจอแบนไปแล้ว ไมโคเวฟไปแล้ว ตู้เย็นไปแล้ว สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปแล้ว เหลืออะไรคะทุกโค้นนนน]


“ทอง!!!”


[ใช่แล้วค่า ในที่สุดก็มาถึงรางวัลใหญ่ของเรา ทองแท้จากเยาวราชหนักห้าบาท!!]


“เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ”


กูมาอยู่ในงานแบบนี้ได้ยังไงวะเนี่ย แงแง


[โอกาสต่อไปขอเชิญศิลปินรับเชิญของเรา คุณเอ็มเยส ขึ้นมาจับรายชื่อผู้โชคดีได้เลยค่า]


พอประกาศชื่อ ผมก็เดินยิ้มแป้นออกไปรับแสงสปอร์ตไลท์บนเวที พนักงานหนุ่มสาวเห็นผมปรากฏตัวก็พากันโห่ร้องดีใจต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่ละคนสภาพเละเทะมาก เชื่อแล้วจ้าว่าทำงานหนักกันจริงๆ เรื้อนให้เจ้าของบริษัทมันอายจนต้องกุมขมับหนีเลยนะพี่ๆ ถือว่าเป็นการปลดปล่อยหลังจากเขากดขี่เรามาทั้งปี อย่าไปยอมโว้ยยย 


[ขอเชิญน้องเอ็มเยสตรงนี้ด้วยค่า] พี่พริตตี้ขาวสาวหมวยว้าวผายมือเชิญชวน ผมเอาแต่ผงกหัวขณะที่เดินไปยังจุดที่เธอระบุ พี่พนักงานหน้าเวทีหลายคนตะเกียกตะกายเข้ามาไขว่คว้าแขนผมไว้ บางคนนี่ออกแรงดึงซะแรงอย่างไม่กลัวว่าผมจะล้มลงไปทับพวกเขา โอยยย เบาๆ จ้าเบาๆ อย่ารุนแรงกันน้า 


[ได้รับเสียงตอบรับจากพี่ๆ ขนาดนี้รู้สึกยังไงบ้างคะน้อง]


พอไมค์ยื่นมา ผมก็รับมันไว้ แต่กว่าจะพูดได้เล่นเอาแย่ เพราะพี่ข้างล่างเอาแต่ดังกางเกงผมกันใหญ่ ไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ แต่รู้สึกว่ามีบางมือพยายามจะยื่นเข้ามาสัมผัสในจุดที่ไม่เหมาะไม่ควร โอเค ผมชักเริ่มจะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่พยายามท่องนะโม พุธโธ จะคิดคิดซะว่างานคืองานแล้วกัน


[ดีใจที่ได้เจอพี่ๆ ทุกคนนะครับ]


“เฮฮฮฮฮฮฮ” โห เสียงดังฟังชัดมาก โดยเฉพาะกลุ่มหน้าเวที แต่ประเด็นคือพี่ต้องปล่อยมือจากกางเกงผมซะทีนะเว้ยย


แล้วพิธีกรก็รับไมค์ไปพูดต่อ [เดี๋ยวน้องเอ็มจะเป็นคนล้วงเข้าไปในโถรายชื่อนะคะ เอาล่ะค่ะ ถึงเวลาลุ้นกันว่าใครจะได้รางวัลใหญ่ไป ...น้องเอ็มจับได้เลยค่าา]


ผมทอดมองไปยังสิ่งของที่ตั้งไว้อยู่ตรงหน้า มันคือโหลแก้วใสที่มองเห็นทะลุเข้าไปเจอกระดาษมากมายที่เขียนชื่อพนักงานไว้ทั้งบริษัท ตื่นเต้นว่ะ ใครจะได้ทองไปเดี๋ยวเรามาลุ้นกัน ชะตากรรมอยู่ในมือผมแล้ว


ทั้งควานทั้งล้วงอยู่นาน ในที่สุดก็มีกระดาษติดมือผมขึ้นมาหนึ่งแผ่น ผมยื่นมันให้พี่พริตตี้ เธอรับมันไว้และรีบอ่านเสียงดังฟังชัด ด้วยสำเนียงที่รู้เลยว่า แหน่ะ เคยรับงานมอเตอร์โชว์มาอะดี้


[เอาละค้าาาาา ผู้ที่ได้รับรางวัลใหญ่เป็นสร้อยทองคำแท้ขนาดห้าบาทได้แก่... คุณสว่าง แสงเทียม แผนก A.E. ค่าาาา]


“กรี๊ดดดด มึงอะอีวาบ”


“ออกไปเลยค่าาา ไปๆๆๆๆ”


“อิจฉาโว้ยยยย”


โอ้ว ดูเหมือนว่าคนได้รับรางวัลจะอยู่ในกลุ่มที่เอาแต่ดึงขากางเกงผมตะกี้นี้ครับ สิ้นเสียงกรี๊ดไม่นานนักก็มีพี่ผู้ชายร่างถ้วมในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็คสไตล์พนักงานออฟฟิศจ๋าเดินเป๋ขึ้นเวทีมา สภาพนี้แค่มองด้วยตาก็ฟันธงได้ว่าเมาแอ๋แน่นอน ตายห่าละ ในมือยังถือแก้วอยู่เลย จะรอดมั้ยวะนั่นนน


[คุณสว่างใช่มั้ยคะ]


[ใช่คร้าบบบ] แย่งไมค์เขามาพูดแบบนี้... เฮ้ย นี่มันวิถีคนเรื้อนชัดๆ [สว่าง แสงเทียม ชื่อเล่นวาบคร้าบ]


      คนอะไรชื่อสว่างวาบวะ -_-


[ชื่อเล่นกับชื่อจริงไปด้วยกันดีนะคะ เอาาาาล่ะ! ขอเชิญน้องเอ็มมอบรางวัลเลยค่า]


ผมสะอื้นกับลูกเล่นการพูดการจาของพี่พิธีกรจังเลยว่ะ โคตรโปร


สร้อยคอทองคำถูกยื่นให้ผมถือ เห็นแล้วมันคันไม้คันมืออยากเก็บใส่กระเป๋าตัวเองซะเหลือเกิน แต่เสียดายที่ผมเป็นคนดีมีจริยธรรมมากกว่านั้น ก็เลยต้องมอบมันให้ผู้โชคดีต่อไป


“ถ่ายรูป!! ถ่ายรูปก่อนนน”


หมับ! โหหห คว้าคอผมซะแรงเลยนะพี่ อะๆ มาถ่ายๆ


ผู้รับหน้าที่ตากล้องคงหนีไม่พ้นสาวๆ ในกลุ่มเดียวกับพี่แกซึ่งอยู่หน้าเวที พอผมกับพี่วาบแอ็คท่า พวกเธอก็คว้ามือถือขึ้นมากดรัวๆ


แต่ในขณะนั้นเอง... จุ๊บ


“เฮ้ย!!!!”  ผมถึงกับกระโดดออกมาจากแขนพี่แก แขนนี่ง้างรอในท่าเสยคางเตรียมจู่โจมโดนอัตโนมัติ เหี้ยย มาหอมแก้มกันแบบนี้ได้ไงวะ! “ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะครับ!”


“น่าาาา พวกพี่เครียดมาทั้งปี ได้ปลดปล่อยทั้งที ขอนิดขอหน่อยอย่างโกรธกันสิน้อง”


เฮ้ยยยยย ไอ้เรื่องเครียดเรื่องปลดปล่อยอะเข้าใจ แต่คือกูไม่ได้เครียดอะไรกับพวกมึงด้วยไง แล้วยังไงวะ คือต้องมาลงที่ผมงั้นเรอะ ไม่ใช่ที่ระบายความเครียดของใครนะเว้ย


เหี้ยเอ๊ย โกรธมากครับ แต่อีกใจก็ไม่อยากถือสา จะพยายามคิดว่าคนมันเมาแล้วกันครับ


หางตาผมเห็นชายสองคนวิ่งขึ้นมาบนเวที เป็นพี่ทศเจ้าของค่าย กับไอ้เทพที่ผมชวนมาเป็นเพื่อนนั่นเอง ทั้งสองดูไม่ค่อยสบายใจ คงกลัวว่าผมจะโดนทำร้าย แต่สุดท้ายผมก็ได้แต่โบกมือไล่กลับเข้าไปหลังเวที ส่งสัญญาณว่าตรงนี้ยังสงบสุขดี ปลอดภัยหายห่วง กูควบคุมได้!


แล้วผมก็กลับไปถ่ายรูปกับคุณพี่สว่างวาบอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมยืนกุมไข่ห่างจากแกประมาณหนึ่งไม้บรรทัดเห็นจะได้ โชคดีที่ไม่มีการจู่โจมชวนหฤหรรษ์เหมือนตอนแรกก็เลยจบลงด้วยดี ยืนปรบมือมองแกเดินตุปัดตุเป๋ลงจากเวทีไป


[เอาล่ะค่าาา]


พี่เขาเป็นอะไรกับเอาล่ะค่าาาว้า -_-


[แจกรางวัลครบแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาแดนซ์แล้วค่าาาา แน่นอนว่าคืนนี้เราจะได้สนุกกับศิลปินรับเชิญอย่างน้องเอ็มเยสของเรานั่นเอง ก่อนอื่นต้องขอบคุณผู้สนับสนุนใจที่ทำให้เกิดงานนี้ขึ้น ขอเสียงปรบมือให้กับเสี่ยชัยภพบอสที่รักของทุกคนหน่อยค่าาาา]


“ขอบคุณณณณณคร้าบบ/ค่าาา เฮฮฮฮฮฮ”


ผมมองตามนิ้วที่พี่พิธีกรชี้ แล้วก็เห็นว่ามีใครบางคนนั่งอยู่บนพื้นที่ยกสูงไกลออกไป ดูแยกตัวแบบอภิมหาวีไอพี มีการ์ดนับสิบยืนรุมล้อม สวมเสื้อลายปริ้นเวอร์ซาเช่สมกับลุคนี่เสี่ย ทองมากมายหลายเส้นบนคอวิบวับรับแสงสปอร์ตไลท์ จนผมต้องผิวปากยอมใจในความรวยของแก แหนะ รางวัลตะกี้แบ่งมาจากบนคอหรือเปล่าเอ่ยยย อู้ฟู่แบบนี้ไม่น่าจะแจกแค่เส้นเดียวนะคะเสี่ยขา


[ถ้าอย่างนั้นก็ขอส่งต่อเวทีให้กับน้องเอ็มเยสเลยนะคะ แฮฟฟันค่ะทุกคนโค้นนน]


“กรี๊๊ดดดดดดด / ฮูววววววว”


ฮึ่ยยย คิดถึงบรรยากาศแบบนี้ชิบหาย เดี๋ยวได้รู้เลยว่าฉายาเอ็มเยสผับแตกได้มายังไง ตาซ้ายมันกระตุกมาสักพักละ ดูท่าคืนนี้จะมันส์น่าดูเลยทีเดียว


ผมกระชับไมค์ในมือ และเมื่อ Backing Track เริ่มเล่น ผมก็จัดการวาดลวยลายไม่เสียชาติชายแร็ปเปอร์


[ขอเสียงหนุ่มสาวชาวออฟฟิศหน่อย วู้ววว!!]




//





[ใครที่กำลัง x Up กับชีวิต พูดออกมาเลยครับว่า ช่างแม่ง!]


“ช่างแม่ง!!”


[ใครที่โดนแฟนทิ้ง อกหักรักคุด ไม่ต้องเสียใจไป แค่ชูนิ้วกลางขึ้นมาและตะโกนออกมาว่า ช่างแม่ง!!]


“ช่างแม่งงงง!!”


[ใครที่จากบ้านมาไกล ใครที่ทำงานแทบตายเพื่อแลกเงิน หรือใครที่กำลังทำตามความฝัน แต่ยังไม่ถึงฝั่งฝันสักที ก็อย่าเพิ่งเหนื่อยไปนะครับ ขอให้ทุกคนรู้ไว้ว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้จากใจเรา ถ้าเราทำเต็มที่ มันก็ไม่มีอะไรให้มานั่งเสียใจภายหลังอีก... พูดพร้อมกัน ช่างแม่ง!]


“ช่างแม่งงง!! วู้ววววว”


[เพลงสุดท้ายมอบแด่ผู้มีความฝันทุกคนครับ มันเป็นเพลงที่ทำให้ฝันของผมเป็นจริงเช่นกัน และเรียกว่าเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล มันได้ที่หนึ่งเพราะพวกคุณทุกคน... XV dream. ครับ]


ฮู้ว เหงื่อท่วมเลยว่ะ ตอนแรกนึกว่าจะแป้ก แต่เล่นๆ ไปก็สนุกใช้ได้นะครับ หลังจากพี่แสงของ้าวแกลงจากเวทีไป ก็ไม่มีใครขึ้นมารบกวนการแสดงของผมอีก ต้องขอบคุณพี่ทศกับไอ้เทพที่ช่วยกันระแวดระวังอย่างดี รวมถึงพีี่ๆ การ์ดตัวโตที่แทบจะยืนบังผมบิด ซึ่งยืนกุมไข่ทำหน้าเหี้ยม ท่าทีหวาดระแวงคนลอบทำร้ายตลอดเวลาทำผมใจชื้นขึ้นเยอะเลยทีเดียว


นี่นับเป็นการกลับมารับงานหลังจากเพลง XV dream ขึ้นที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงตกใจอยู่บ้างเมื่อได้รับเสียงกรี๊ดกระหึ่มเมื่อดนตรีเริ่มบรรเลงช่วงอินโทร แสงแฟลชจากมือถือนับร้อยส่องสว่างกระจ่างใสคล้ายหมู่ดาว พี่ๆ หนุ่มสาวชาวออฟฟิศต่างยิ้มแย้มอย่างมีความสุขที่ได้เฉลิมฉลอง และในเมื่อคนดูแฮปปี้ขนาดนี้ ศิลปินอย่างผมจะไม่แฮปปี้ได้ยังไงล่ะครับ


เพลงนี้มีจังหวะค่อนข้างช้า ผมเลยต้องเสียบไมค์ไว้กับขาตั้งเพื่อจะร้อง และเมื่อบีทค่อยๆ ผ่อนลงเตรียมให้ผมแร็ปท่านแรก อยู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือน... ถูกดึง


“เฮ้ย!!!!”​ ร้องลั่นแบบไม่ทันตั้งตัว ร่างกายแทบจะเซหงายหลัง ใครมันบังอาจมาเกี่ยวคอกูวะ!


เป็นชายคนหนึ่งที่มีสภาพเมามายตาแดงก่ำที่กำคอเสื้อผมไว้ พี่เขาใส่ชุดสีดำมองเผินๆ ให้อารมณ์ประมาณเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่อะไรสักอย่าง คนแปลกหน้ากำลังฉีกยิ้มมาให้ แต่ในอารมณ์ไหนผมก็ไม่สามารถเดาได้จริงๆ แต่พูดตรงๆ ว่าตอนนี้ผมค่อนข้างตกใจ ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าหน้าตัวเองต้องกำลังเหวอเด๋อด๋าอยู่แน่นอน


“ดื่มหน่อยน้อง” เหี้ยย กลิ่นละมุดโคตรหึ่ง


ผมผลักแก้วเหล้าในมืออีกข้างของพี่แก “โว้ว! พี่ครับ ผมร้องเพลงอยู่นะ”


ดนตรียังคงเล่นต่อไป แต่ทว่าไม่มีเสียงของนักร้องเพราะถูกขัดจังหวะเข้าแบบนี้ซะก่อน


“อึกเดียวก็ได้เว้ย ลูกพี่กูเขาสั่งมา”


ไม่ต้องเดาให้ยาก มันกำลังหมายถึงเสี่ยชัยภพอะไรนั่นน่ะเอง มีการชี้ไปยังพื้นที่ยกสูงตรงนั้นด้วย “บอกเขาได้มั้ยครับว่าผมขอร้องให้จบก่อน เพลงสุดท้ายแล้ว”

“เรื่องมาก! กูบอกให้แดก!!”

“เฮ้ยพี่ มันไม่ได้ดิวะ”


“มึงคิดว่าตัวเองเป็นใคร”


โว้ยยยย อะไรของแม่งเนี่ย “พี่ผมไม่กินจริงๆ ไว้ก่อน โอ๊ยยยย


เวรละ แม่งกระชากผมแรงกว่าครั้งแรกอีก!!


“จะแดกดีๆ มั้ยสัส”


“พี่ใจเย็นก่อนนนน” ไม่ได้การละครับ ดูท่าว่าผมจะต้องหาทางหนีทีไล่ และเหมือนว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นปุบปับมากจนพี่ทศกับไอ้เทพรวมถึงพี่การ์ดไม่ทันได้มอง


ผมตัดสินใจวิ่งหนี แต่สุดท้ายไอ้สัสนี่เขาก็ลากคอเสื้อผมอีกครั้ง คราวนี้แม่งล็อคคอผมไว้ในแขนโสโครกของมันด้วย มันแรงจนแทบหายใจไม่ออก เวรเอ๊ยยย บะ... แบบนี้มันไม่ใช่แล้ว!!


“ไอ้เทพพพ ไอ้สัสเทพช่วยกูด้วย!! อั่ก!” แม่งเอาแก้วเหล้ากระแทกปากผม!


“จะทำเป็นเรื่องใหญ่ทำเหี้ยอะไร แค่แดกๆ เข้าไปสัส เขาขอแค่นี้”


“อึกก แค่กๆๆๆ”


โอย ผม... ผมอยากตาย


ผมผลักแก้วในมือมันกระเด็นลงพื้น จังหวะนั้นผมหลุดจากการจับกุมเลยได้โอกาสวิ่งหนีอีกรอบ แต่ทว่า...


ผัวะ!!


รองเท้าคอมแบทของมันเตะสกัดเข้าอย่างแรงที่ขาทั้งสองข้าง พาลให้ผมล้มทั้งยืน หน้ากระแทกพื้นเวทีจนเจ็บจี๊ด บริเวณจมูกเริ่มค่อยๆ ชา เสียงรอบข้างอื้ออึง


และภาพทุกอย่างพล่ามัวไปหมดเลย...


“เฮ้ยไอ้เอ็ม!” เสียงนี้... ไอ้เทพใช่มั้ยวะ


“พวกมึงไปช่วยน้องกู!!” ส่วนนี่น่าจะเป็นพี่ทศ โห น้ำเสียงแกโคตรฟังแล้วชื่นใจ


แต่ในขณะที่ผมกำลังพาร่างอันอ่อนแรงพลิกตัวขึ้นนอนหงาย กลับได้เห็นว่าชายชุดดำเข้ามายืนคร่อมร่างอย่างโคตรหยามเกียรติ มือของมันล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากขอบกางเกง... บางอย่าง...ที่เห็นแล้วต้องพลันขนลุกเกรียว


ซึ่งมันคือ ปืน


อะ...อะไรกันวะเนี่ย


ปัง!!!



ฟิวส์ ณ ท่าพระ *ปัจจุบันฟีลโฟลว์*





ผมนุ่งผ้าขนหนู ยืนหลับตายืดเส้นยืดสายอยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์ของตัวเอง มีเวลาพักเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแต่ผมเลือกที่จะอาบน้ำมากกว่าการออกไปหาอะไรกินเหมือนสมาชิกคนอื่นๆ สเตจในวันพรุ่งนี้จะมีการเปลี่ยนท่าโซโล่พวกเราจึงต้องซ้อมหนักเป็นพิเศษ แต่น่าแปลกที่ผมไม่หงุดหงิดหรือเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย การได้ความรักจากแฟนๆ ช่วงคัมแบ็คมันสุดยอดมากจริงๆ เป็นความรู้สึกพิเศษที่ชวนให้อิ่มอกอิ่มใจ อยากจะสู้เพื่อพวกเขาต่อจนกว่าจะหมดแรงกันไปข้าง


“เหนื่อยเหรอวะน้องฟิวส์”


เสียงหนึ่งเอ่ยถาม เฮ้ย นี่ผมไม่รู้ตัวเลยเหรอวะว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องนี้อีก


ผมมองไปตามเสียง เจอเข้ากับผู้ชายวัยกลางคนที่นอนเหยียดอยู่บนโซฟา แม้จะเริ่มมีอายุแต่หน้าตาและรูปร่างยังคงดูดี  เรียกว่าค่อนข้างหล่อเข้มได้เลย แต่งตัวแนวข้าราชการครึ่งท่อน เหลือบยิ้มมาให้ผมอย่างเอ็นดู เขาเห็นผมมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กฝึกโง่ๆ ตามท่าเต้นไม่ทัน


“เปล่าครับน้าเติร์ด แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”


“เห็นหลับตาอยู่ซะนาน นึกว่ามีอะไรหนักอกหนักใจ”


“น้ามารับพี่ฟีฟ่าเหรอครับ” ผมเอ่ยถามกลับไป ซึ่งจริงๆ ผมรู้คำตอบอยู่แล้วล่ะ ปกติถ้าว่างและสะดวกน้าเขาจะมานั่งรอรับแฟนกลับบ้านอยู่บ่อยๆ ทุกคนในวงเห็นกันจนชินแล้ว


“เออสิ นานๆ จะได้ออกจากกรมฯ มานอนที่บ้านกรุงเทพสักที อยากใช้เวลากับน้องมันนานๆ”


ผมถึงกับหลุดยิ้มออกมาอย่างชื่นชมในความรักของแก ถึงจะเริ่มแก่ตัวแต่น้าเติร์ดแกทุ่มเททุกอย่างเพื่อแฟนเด็กจริงๆ


ขณะนั้นเองที่ประตูห้องล็อกเกอร์ถูกเปิดออก เฮ้ย เนื้อคู่ของแท้ เพิ่งพูดถึงไปเองไปหยกๆ เจ้าตัวก็โผ่ลมาซะงั้น


“เสร็จแล้วเหรอหนู”


“ยังครับน้า รอก่อนนะ” พี่ฟีฟ่าบอกคนบนโซฟา ดูท่าเวลานี้ลีดเดอร์จะไม่ได้สนใจคนรักของตัวเองเท่าไหร่ กลับกลายเป็นผมต่างหากที่พี่มันเดินเข้ามาหา เล่นเอาต้องขมวดคิ้วเป็นเชิงถามด้วยความสงสัย รู้สึกหวิวใจว่ามันจะมีเรื่องอะไรสักอย่างแน่ๆ “ฟิวส์รีบแต่งตัวแล้วมาหาพี่ที่ห้องซ้อมหน่อย”


“มีอะไรหรือเปล่าครับพี่ฟีฟ่า”


และสายตาแบบ ‘หัวหน้าวง’ ก็ปรากฏขึ้นพร้อมคำพูดสั้นๆ “แต่งตัว แล้วรีบมา”


ผมจึงต้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ห้านาทีหลังจากนั้นผมก็ถึงห้องกระจกที่เราไว้ใช้ซ้อมเต้นประจำ เห็นสมาชิกในวงกำลังนั่งล้อมวงกัน ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดดูไม่สบายอกสบายใจแปลกๆ ผมสังเกตเห็นว่าตรงหน้าพี่ฟีฟ่ามีแล็ปท็อปเครื่องนึงเปิดทวิตเตอร์ไว้ และกำลังถูกไถไปมาเหมือนกับว่าหัวหน้าวงของเรากำลังติดตามข่าวสารอะไรบางอย่างอยู่


“ไอ้ฟิวส์มาแล้วพี่” เป็นซามูแอล สมาชิกลูกครึ่งหัวทองที่เห็นผมคนแรก แถมมันยังกวักมือเรียกให้เข้าไปนั่งอีกด้วย


“มีอะไรวะมึง”


มันไม่ตอบ แต่มองไปทางพี่ฟีฟ่าแทน ซึ่งเป็นจังหวะที่ฝ่ายนั้นพูดออกมาพอดี “ตอนนี้เกิดเรื่องกับน้องเอ็มนิดหน่อย”


“อะไรนะครับ!” ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผมถึงพูดเสียงดังขนาดนี้ “เกิดเรื่อง? เกิดเรื่องอะไร!?”


จั่นเจา นักร้องหลักอีกคนของวงเป็นคนตอบคำถามนั้น “เอ็มเยสถูกทำร้ายบนเวทีคอนเสิร์ต”


“ฮะ? ทำร้ายแบบไหนวะ” แล้วผมก็นึกขึ้นมาได้ “จริงๆ พี่เอ็มเขาไม่รับงานไม่ใช่เหรอ จะไปเล่นคอนเสิร์ตได้ยังไง”


“ก็เหมือนว่าพี่เขาจะกลับมารับแล้วนะ"

เฮ้ย จะรับทำบ้าอะไร ทำไมวะ หรือว่าว่างมาก? อีกแป็บเดียวก็จะกลับไปทำเพลงด้วยแล้วไง เห็นบอกว่าจะรอไม่ใช่เหรอ อดทนอีกนิดไม่ได้เลยเหรอ


แล้วผมจะกระวนกระวายใจขนาดนี้ทำไมวะเนี่ย


“เอ็มโดนอะไรครับ”


“มีคนพกปืนบุกขึ้นไปบนเวที แล้วบังคับจะให้น้องเอ็มดื่มเหล้า” พี่ฟีฟ่าเขยิบเข้ามาหาผมพร้อมกับแล็ปท็อปบนตัก 


“…”


“แต่น้องไม่ได้โดนยิงหรอก มีเพื่อนเข้าไปช่วยก่อน” เหมือนพี่เขาเห็นผมนิ่งไปเลยต้องรีบอธิบายออกมา


ขอบคุณครับ ขอบคุณพระเจ้า หรืออะไรก็ตาม ขอบคุณจริงๆ ที่มันจบลงอย่างนั้น


บอกตรงๆ ว่าตอนได้ยินคำว่าปืน ผมแม่งใจหายโคตรๆ เลย


“อืม มีการทำข่าวแล้วนะ”​ พี่ฟีฟ่าเงยขึ้นมาจากหน้าจอ “เอาไปดูมั้ย”


แน่นอนว่าผมต้องดูอยู่แล้ว พอรับเครื่องมาจากหัวหน้าวง ผมก็รีบกดเข้าไปดูคลิปสั้นๆ ที่ถูกตัดมาลงทวิตเตอร์ มันคือสกู๊ปข่าวของช่องใหญ่ เป็นการสัมภาษณ์คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตากับคนที่ถูกนักข่าวจ่อไมค์ถามมาก ก่อนสุดท้ายจะจำได้ว่าเขาคือเพื่อนพี่เอ็ม ซึ่งคิดว่าคงสนิทกันเลยมากทีเดียว


[ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อยได้มั้ยคะคุณเทพ]


คนถูกถามเม้มปาก สีหน้าดูหงอยกว่าที่เคยเห็น ...โคตรสะเทือนใจ [คือตอนนั้นเอ็มมันกำลังจะเล่นเพลงสุดท้ายแล้วครับ แต่อยู่ๆ ก็มีชายชุดดำแต่งกายเหมือนบอดี้การ์ดบุกขึ้นมาบนเวที แต่ไม่ใช่บอดี้การ์ดจากฝั่งค่ายของเอ็มนะครับ เวลานั้นผมเห็นว่าใกล้จะจบโชว์แล้วเลยรีบไปชงน้ำหวานแบบที่มันชอบ เตรียมไว้ให้เพื่อนมันกินตอนลงจากเวที แต่สักพักผมได้ยินเสียงตะโกนออกไมค์เรียกชื่อผมให้ไปช่วย ตอนแรกคิดว่าตัวเองหูแว่ว แต่ประจวบเหมาะกับตอนนั้นคนในงานเริ่มส่งเสียงฮือฮา ผมเลยรู้สึกว่า เฮ้ย มันต้องเกิดเรื่องอะไรแน่ๆ เลยวิ่งกลับไปข้างเวที เท่านั้นแหละครับผมเห็นฝ่ายนั้นกำลังยืนคร่อมร่างเพื่อนผมอยู่ พอเพ่งมองดู เฮ้ย แม่งถือปืนด้วยว่ะ พอเห็นอย่างนั้นผมกับพี่ทศเจ้าของค่ายก็รีบพรวดพราดขึ้นเวทีเลยครับ แต่ผมไวกว่ารีบพุ่งเข้าใส่ฝ่ายนั้นจนล้ม แล้วปืนก็ลั่น...]


“…”


[ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าเขากำลังจะยิงอยู่แล้วแต่ผมสกัดได้ทัน หรือว่าเป็นเพราะผมพุ่งเข้าใส่นิ้วเขาเลยลั่นไกไปแบบนั้น แต่สุดท้ายกระสุนมันยิงขึ้นเพดานอะครับ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ]


[แล้วตอนนี้คุณเอ็มเยสเป็นอย่างไรบ้างคะ]


แววตาคนถูกถามโคตรเศร้าสร้อย ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ ว่าพี่เขาน้ำตาคลอ [ปลอดภัยครับ แต่จิตใจแย่... แย่มากๆ]


เชื่อมั้ยครับ พอได้ยินคำนั้น ผมกลับรู้สึกแย่ตามไปด้วย 


แล้วภาพก็ตัดมายังผู้ประกาศในห้องส่ง [ตอนนี้ในโลกโซเชี่ยลกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก หลายคนเรียกร้องให้ทางต้นสังกัดทุกบริษัททบทวนถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของศิลปิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้อีก และยังมีส่วนหนึ่งค่ะที่ออกมาโพสต์เรื่องมารยาทในการรับชมคอนเสิร์ต และเคารพความเป็นส่วนตัวของศิลปินขณะกำลังแสดง ...เราจะติดตามข่าวนี้กันอย่างใกล้ชิดแน่นอนค่ะ]


แม้คลิปจะจบลงไปแล้ว แต่มือทั้งสองของผมยังคงกำแน่นค้างไว้เป็นนาที


สัส ไม่ได้รู้สึกโกรธขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้ววะ


จนกระทั่งหัวหน้าวงที่น่านับถือของเราพูดขึ้นมา “ไปหาเขามั้ย”


“…”


“ไปเหอะ พี่ว่าฟิวส์ควรไป”


“แต่ว่า... ผมจะหนีซ้อมแล้วทิ้งทุกคนไว้ไม่ได้หรอกครับ เราทำงานกันเป็นทีม”


“น้องเอ็มมันแต่งเพลงกับฟิวส์ไม่ใช่เหรอ นั่นเท่ากับว่าน้องมันทำงานให้บริษัทเราเหมือนกันนะ พี่ว่าผู้ใหญ่น่าจะเข้าใจ”


“ผม... ผมไม่แน่ใจ”


“แล้วฟิวส์อยากไปหรือเปล่าล่ะ”


อยากไปหรือเปล่า...


ถ้าถามมาแบบนั้น ผมมีแค่คำตอบเดียวจริงๆ “อยากไปครับ... อยากไปฉิบหายเลยพี่”


“งั้นไปเถอะ” พี่ฟีฟ่าระบายยิ้ม พี่เขาแม่งดีกับผมเสมอเลย เป็นลีดเดอร์ที่เดอะเบสจริงๆ “ถ้ามีคนมาถาม จะบอกเขาไปว่าพี่อนุญาตเอง ไม่ต้องห่วง”


“ขอบคุณครับ” ผมยกมือไหว้ รีบลุกพรวดอย่างไม่รีรอ วิ่งไปคว้าหมวกกับมาส์กที่วางทิ้งไว้ขึ้นมา แต่สุดท้ายกลับโดนรั้งไว้อีก


“เดี๋ยว”


“ครับ?” ผมหมุนตัวกลับไป เห็นลีดเดอร์วิ่งออกจากวงพุ่งมาทางผมพอดี


ไม่ทันได้ตั้งตัว พี่แกก็ริบของทั้งสองอย่างไปจากมือผมดื้อๆ “ไปแบบนี้ ไม่ต้องใส่อะไรทั้งนั้น”


“…”


“น่ี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลบซ่อนเลย ไปให้กำลังใจเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ ฟิวส์ว่าไม่ดีกว่าเหรอ?”


ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี ก็เลยเอาแต่ยิ้ม... ท้ายที่สุดก็ถูกคนแก่แต่ตัวเตี้ยกว่าตีแก้มเข้าให้จนได้


“จะยิ้มอีกนานมั้ยวะ ไปเร็ว! ยังไงรีบอัปเดตมาด้วยล่ะคุณคู่จิ้นฟีลโฟลว์”


ผมยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้ออกแนวกรุ้มกริ่ม แบบที่ผมชอบกวนตีนแกบ่อยๆ “ครับที่รัก เดี๋ยวเค้ามาซ้อมต่อนะ”


ลาก่อนคู่จิ้น ขอไปดูอาการคู่จริงแป๊บ


อืม แล้วผมกับเอ็มเป็นคู่จริงหรือยังนะ?



//



     [ไงมึง รู้เรื่องแล้วใช่มั้ย]


“ครับเฮียดี... เฮียรู้มั้ยว่าตอนนี้พี่เอ็มอยู่ที่ไหน ผมไปที่จุดเกิดเหตุเห็นเขาบอกว่าทีมงานออกมาเป็นชั่วโมงแล้ว”


[อืม อยู่กันที่ Music Cream พวกกูก็เพิ่งมาถึงเลยเนี่ย]


“อ้อ” มิวสิกครีม ค่ายเพลงของเอ็ม เอาเข้าจริงก็ไม่ไกลจากจุดที่ผมอยู่ตอนนี้เท่าไหร่ เหยียบมิดก็น่าจะใช้เวลาไม่นาน “ขอบคุณครับ ผมกำลังไป”


[มึง]


“ครับ”


[รีบมา]


“…”


[มึงเข้าใจใช่มั้ย รีบมา]


เสียงเฮียดีโคตรหวิว อย่างกับกระซิบ “ครับ ผมจะรีบสุดความสามารถ”


ทันทีที่วางสาย ผมก็โยนโทรศัพท์ทิ้งไปยังเบาะข้างคนขับ ตอนนี้ผมไม่สนอะไรแล้ว ใจคิดแต่ว่าต้องรีบไปยังจุดหมายให้เร็วที่สุด และเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น รถของผมก็จอดแน่นิ่งยังตึกแถวเก่าที่ถูกปรับแต่งให้กลายเป็นค่ายเพลงเล็กๆ แม้บริเวณนี้จะค่อนข้างเปลี่ยวและมืด แต่ตึกมิวสิกครีมเป็นตึกเดียวที่ยังเปิดไฟสว่างโร่ เพราะยังมีคนอยู่ในนั้น


ผมผลักประตูเข้าไปอย่างง่ายดาย ดูท่าชั้นหนึ่งจะไม่มีคน ผมเลยวิ่งขึ้นไปยังชั้นบน แล้วก็ได้เห็นว่ามีห้องหนึ่งถูกเปิดไฟทิ้งไว้ มีเสียงพูดคุยกันจอแจเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน


ผมพุ่งเข้าไปอย่างไม่รีรอ แล้วทุกคนที่กำลังคุยกันอยู่ก็พลันเงียบ ผมเห็นเบิ้ลเป็นคนแรก สาบานเลยว่าไม่เคยเห็นคนสดใสอย่างมันตกอยู่ในภาวะเคร่งเครียดแบบนี้มาก่อน มันเลยพาลให้ผมใจหวิว และเมื่อทอดมองผ่านต่อไปยังพี่นีร เฮียดี ทั้งหมดก็แหวกทางให้ผมเห็นพี่เจ้าของค่ายที่บัดนี้มีท่าทีอ่อนล้า แล้วก็ตามด้วยพี่เทพ ที่กำลังยืนบังใครสักคนอยู่ และเมื่ออีกฝ่ายรู้ตัว พี่เขาก็ถอยออกมายืนชิดกำแพง


เอ็มอยู่ตรงนั้น นั่งเหม่อลอยมองไฟบนเพดาน แม้มือจะถือถุงน้ำแข็งประคบจมูกตัวเอง แต่เหมือนกับว่าเจ้าตัวไม่มีสติเหลืออยู่แล้ว... 


แรงบันดาลใจของผมนั่งห่อเหี่ยวเดียวดายอยู่บนเก้าอี้ ขายาวๆ ทั้งสองพาดไปบนโต๊ะที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นโต๊ะที่ใช้เวลาประชุม ผมไม่ชอบเลย ทำไมพี่มันดูหมดอาลัยตายอยากขนาดนี้ มันจะพาให้ผมแย่ไปด้วย


ไม่ชอบเลย ไม่ชอบเลยจริงๆ


อยากทำอะไรก็ได้ให้เขากลับมาร่าเริงอีกครั้ง แค่ได้เห็นรอยยิ้มเดียวก็ยังดี


ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้วะ นึกว่าไม่มีการเจ็บตัวซะอีก 


ในที่สุดเจ้าของนัยตาเลื่อนลอยก็เห็นผมจนได้ พี่เอ็มดูตกใจอยู่บ้างแต่ไม่มีแรงจะแสดงออก ปากชมพูเม้มเน้นพร้อมกับหลุบตาต่ำ คล้ายกับว่ากำลังรู้สึกผิด


และเมื่อมือที่ถือน้ำแข็งประคบถูกลดลง...


ผมก็สติแตกเมื่อเห็นรอยม่วงช้ำและคราบเลือดเกรอะกรังทั่วบริเวณจมูก


นี่มันเกิดเรื่องเหี้ยอะไรกันขึ้นเนี่ย


“คุณจะฟ้องมันมั้ย” ผมหันไปถามพี่เจ้าของค่าย


“…”


“ผมถามว่าคุณจะฟ้องไอ้เหี้ยนั่นมั้ย!!”


“ฟิวส์!”


ผมไม่สนเสียงห้ามของเฮียดี จริงๆ ก็ไม่คิดจะสนอะไรอีกแล้วทั้งนั้น สิ่งเดียวที่ผมสนใจคือคนที่นั่งเหมือนร่างไร้วิญญาณตรงนั้นต่างหาก!


“เพราะถ้าคุณไม่ฟ้อง ผมจะฟ้องเอง” ผมพูดเสียงแหบ คงเป็นเพราะตะโกนเมื่อกี้แน่ๆ “เอ็มทำงานให้กับค่ายผมเหมือนกัน ผมจะให้เขาช่วย”


“เราแจ้งความไปแล้ว”


“แค่แจ้งความ?”


“คุณคิดว่าเรื่องมันง่ายเหรอครับ ผมก็ทำเต็มที่แล้ว”


“แต่คุณเป็นเจ้าของค่าย! คุณควรปกป้องศิลปินของคุณ! ที่จริงเรื่องแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำนะครับ”


“คุณคิดว่าผมไม่รู้สึกผิดเลยเหรอ ผมก็แย่เหมือนกันนะครับที่เห็นน้องตัวเองเป็นแบบนี้ แต่นี่มันเหตุสุดวิสัย วินาทีนั้นมันจะคิดอะไรได้ จะให้เอาตัวไปบังกระสุดแทนหรือไงล่ะ!”


“ฟิวส์ ใจเย็นเว้ย เอ็มมันปลอดภัยแล้ว” เป็นพี่เทพที่เข้ามาตบไหล่ผม ดึงอารมณ์ที่พุ่งสูงให้ลดลงมาได้ พอได้สติผมก็รู้สึกผิดขึ้นมาเหมือนกัน


“ขอโทษครับ ผม... ผมแม่งหงุดหงิดที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”


“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจคุณ” เจ้าของค่ายใจดีมากที่ไม่ถือโทษโกรธเคือง “แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าทางเราก็ทำเต็มที่แล้วจริงๆ”


“แล้วคนทำล่ะครับ”


“ตัวคนถือปืนน่าจะโดนเอาผิด แต่ไอ้เสี่ยตัวบงการคงรอด มันเป็นผู้มีอิทธิพล”


ผู้มีอิทธิพล...เฮอะ ผมแม่งโคตรเกลียดคำนี้เลย คนพวกนี้ไม่เคยทำอะไรที่มันดีสักอย่าง


“ถ้าพี่มีอะไรให้ผมช่วยพี่บอกได้เลยครับ ผมเต็มใจ ให้ทางผมช่วยฟ้องก็ได้ มันทำได้ เอ็มก็ทำงานกับผมเหมือนกัน”


“ไว้พี่ขอหารือกับคนอื่นก่อน ขอบใจมาก”


“ผมขอโทษจริงๆ นะพี่ ที่ตะคอกใส่พี่เมื่อกี้นี้”


“เฮ้ยพี่เข้าใจ” เจ้าของค่ายยิ้มออกมา “เข้าใจเลยจริงๆ ทุกคนเป็นห่วงเอ็ม พี่รู้ และมันก็ทำให้พี่ฉุกคิดขึ้นมาได้ด้วยว่าคราวหน้าต้องไม่ละหลวมแบบนี้อีก แต่อย่างที่พี่บอก พวกเราทำเต็มที่แล้วจริงๆ...”


“เสร็จเรื่องกันหรือยังครับ”


“…” ทุกคนในห้องหันไปแทบจะพร้อมกัน เมื่อคนในมุมมืดส่งเสียงออกมา มันเป็นประโยคที่โคตรเศร้า หงอยเหงา ไม่มีความสุข ฟังแล้วระคายหูเหลือเกิน


เอ็มขยี้ตาแดงก่ำพร้อมทั้งกระแอมไอ ก่อนจะโยนน้ำแข็งประคบลงบนโต๊ะ และหันไปคว้ากระเป๋าเป้ใบเก่งของตัวเองขึ้นมาสะพาย


“ไอ้ฟิวส์”


ผมมองหน้าคนที่เดินเข้ามาหา ผมอยากคว้าตัวเขามากอดให้แน่นที่สุดเท่าที่จะไหว แต่ก็นึกเกรงใจเพราะสภาวะอารมณ์ที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญอยู่


จริงนะ


เอ็ม ผมแม่งโคตรอยากกอดพี่เลยว่ะ


“ว่าไงครับ”


ดวงตาเลื่อนลอยเหลือบขึ้นมามอง ก่อนจะส่งเสียง “กลับบ้านกัน”


มันทั้งแผ่วเบา เว้าวอน ชวนให้กระวนกระวายใจ


แต่มันก็เป็นคำพูดที่ทำให้ผมเลิกสนใจคนทั้งโลกได้เลย


“ครับ กลับบ้านกัน”



//



     “ผมใช้กางเกงตัวไหนของพี่ได้บ้าง”


คนหัวเปียกสภาพเปลือยท่อนบนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของผมเข้า ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าของพี่เอ็มครับ ควานหาชุดเหมาะๆ อยู่นานเลยทีเดียวแต่สุดท้ายก็ล้มเหลว


พี่เอ็มที่นั่งอยู่บนเตียงจ้องมอง ใบหน้าฉายแววความสับสน “อ้าว มึงจะนอนนี่เหรอ”


ผมยกยิ้มให้อีกฝ่าย หวังไว้นิดๆ ว่าพี่เอ็มจะยิ้มตอบ แต่ไม่เลย... ใบหน้านั้นยังแน่นิ่งไม่ต่างจากเดิม นับตั้งแต่ที่เราออกมาจากตึกมิวสิกครีม


“แล้วนอนได้มั้ยล่ะครับ”


เหมือนพี่เอ็มจะลังเลอยู่บ้าง สังเกตได้จากการสั่นไหวของดวงตาคู่นั้น “เอาดิ นอนก็นอน”


เฮ้ย แจ็คพ็อตว่ะ


“เอาแค่กางเกงเหรอ ใส่เสื้อนอนด้วยดิ”


“ทีพี่ยังไม่ใส่” โชว์หัวนมสีชมพูหราขนาดนั้น ไม่มีสิทธิ์ว่าคนอื่นนะเอ็ม


“กูสะดวกแบบนี้”


“อืม ผมก็สะดวกแบบนี้... ไม่หาแล้ว ผมขอใส่กางเกงวอร์มตัวนี้นอนนะ” ดูท่าจะยากครับ ไซส์ตัวพี่เขาเล็กเหลือเกิน ผมใส่ไม่ได้สักกะตัว คนบ้าอะไรเอวกระจิ๊ดริด


“ไม่อาบน้ำเหรอ”


“อาบก่อนออกมาจากค่ายแล้ว”​ พูดจบผมก็ถอดเสื้อพาดไว้บนเก้าอี้ แล้วก็รีบทิ้งตัวลงบนเตียงทันที หนุนแขนตัวเองอยู่นานจนรู้สึกได้ว่ากำลังถูกสายตาคู่หนึ่งจับจ้อง “นอนเถอะ”


“อืม นอนดิ ฝันดีเว้ย”


“…”


“ไงก็... ขอบคุณนะที่มา”


จะพูดให้มันเศร้าทำไมวะ


“เอ็ม”


“หืม”


“กอดมั้ย” ผมตัดสินใจถามออกไป


ไม่ได้หวังอะไรหรอก แค่อยากถาม เผื่อเวลานี้พี่มันอาจจะต้องการสักคน


“หันหลังหน่อยดิวะ”


แม้จะไม่เข้าใจ ออกจะสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่คิดจะแย้ง ถ้าอีกฝ่ายต้องการแบบนั้น ผมก็ยินดีทำตามโดยไม่ขัดขืน


ทันทีที่ผมพลิกตัว คนด้านหลังก็เข้ามาจู่โจมอย่างรวดเร็ว ปลายจมูกจมอยู่บนแผ่นหลังและรู้สึกได้ว่ามันค่อนข้างชื้น แม้ไม่มีเสียงสะอื้น แต่ผมเดาได้ว่างานนี้ต้องมีน้ำตา พี่เอ็มงอตัวคว้าแขนผมไว้แน่นคล้ายกับจะดึงไป ท่อนขาเรียวยาวที่โผล่พ้นออกมาจากกางเกงขาสั้นรัดเกี่ยวอยู่ใกล้กับเอว


เรื่องนี้มันคงแย่สำหรับพี่มากๆ สินะ


แม่ง ยิ่งคิดยิ่งโมโหฉิบหาย


“มึงไปไหนมาวะสัส”


“…”


“เป็นเพราะมึงทำให้กูเหงาแท้ๆ สุดท้ายเจอของเด็ดเลยเห็นมั้ยเนี่ย ฮึกก


“งั้นไม่ต้องรับงานแล้วได้มั้ย ผมมีเงิน ผมเลี้ยงพี่ได้นะ”


“มึงตลกเหรอ!!”


“ก็ผมไม่อยากให้พี่เป็นแบบนี้”


“…”


“มันทำให้ผมรู้สึกแย่ตามไปด้วย”


“มึงไม่ต้องมาเศร้าเลยไอ้ห่า กูนี่ที่ต้องเศร้า” อั่กกก ฉิบหายละโดนกัดหลัง เล่นบ้าอะไรวะเนี่ยเอ็ม ไม่คิดจะหือกับเอ็มเยสอีกแล้ว “แต่มันก็เป็นเพราะกูฟุ้งซ่านเองนั่นแหละ คนเรามันมีการมีงานต้องทำกันทั้งนั้น กูจะมาคาดหวังอะไร”


อืม แต่พี่คาดหวังกับผมได้นะ... ได้จริงๆ


“เกิดมาเป็นยี่สิบปียังไม่เคยโดนปืนจ่อหัว ทำไมกูจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยวะ หน้าพ่อหน้าแม่นี่ลอยมาเลย หน้าพวกเฮียดีไอ้เทพอะไรก็มาหมด ...หน้ามึงด้วย”


“เหรอ หล่อมั้ย”


“หน้าเหมือนอูฐไอ้สัส แงแง” เสียงแงแงอะไรของเขาวะ ขำ “มึงอย่าขัดกูดิ๊ มันไม่ตลกนะ”


“งั้นพูดต่อเลยครับ”


“กูแม่งเป็นคนที่มีใจรักกับการเป็นศิลปินจริงๆ นะเว้ย เจอแฟนคลับเจอคนเที่ยวเมาๆ เรื้อนๆ มาชั่วอายุในวงการ แต่ไม่เคยเจออะไรเหี้ยแบบนี้เลย เขาไม่เห็นกูเป็นคนเหรอวะ หรือเขาไม่คิดว่ากูมีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน ถ้าเขาเผลอลั่นไกแล้วกูตายจริงๆ เขาจะได้อะไรจากการที่กูหายไปจากโลกนี้อะ พ่อแม่กูจะรู้สึกยังไง เพื่อนกูอีก แล้วถ้าไอ้เทพที่วิ่งเข้ามาช่วยเป็นฝ่ายโดนยิงแทนแล้วเป็นอะไรขึ้นมา กูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน กูจะบอกคนที่บ้านมันยังไงเว่าลูกเขาต้องมาตายเพราะกู ...ถ้าเรื่องมันไม่ได้จบสวยแบบนี้ ...กูคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่ามันจะเจ็บขนาดไหน”


“…”


“มึงก็เหมือนกัน”


หืม...


“ถ้ากูตาย กูก็จะไม่ได้กลับไปแต่งเพลงกับมึงอีก ฮึกก” เสียงสะอื้นรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม มันพาลให้ตัวผมสั่นไปด้วยเลยทีเดียว “กูไม่โอเค ฮึกก แม่งเอ๊ย กูไม่โอเคเลยจริงๆ”


ผมปล่อยให้อีกฝ่ายร้องไห้อยู่นานโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้เวลามันไหลไปช้าๆ จนรู้สึกว่าอีกฝ่ายเริ่มสงบนิ่งขึ้นแล้วจึงไปพลิกตัวไปมอง ตอนแรกผมนึกว่าพี่มันหลับไปแล้ว แต่จริงๆ ยังตื่นอยู่ กำลังจ้องมองมาด้วยดวงตาแดงก่ำใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำหูน้ำตา พี่เอ็มคงขายหน้า เลยยกมือทั้งสองขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง


“กูเด็กปะวะ เหี้ยเนอะ ขี้แยสัสอะ”


“พี่เด็กกับผมได้นะ” 


“…”


“ไม่ต้องแข็งแกร่งกับผมก็ได้ ถือว่าละเว้นไว้สักคน” ผมบอก “แล้วพี่จะร้องไห้ หัวเราะ ไล่เตะผมยังไงก็ตามใจเลย ผมเต็มใจ”


“มึงบ้าปะ ใครจะไล่เตะมึง”


“ก็สมมุติไง” เข้าใจอะไรยากจริงๆ พี่คนนี้


“กูว่าหลังมึงคงเปียก”


“แฉะเลย” ผมหัวเราะเชิญชวนให้เขายิ้มอีกรอบ แต่มันก็ไม่ได้ผลอยู่ดี “ไม่เอาแบบนี้ดิ ยิ้มหน่อย”


“ขอเวลาก่อน”


“เอ็ม ทุกอย่างมันจบลงแล้ว และมันจบลงด้วยดีด้วย ไม่ต้องไปนึกถึงสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นหรอก มันจะทำให้เราแย่เปล่าๆ พี่ยังอยู่ ทุกคนยังอยู่ และผมเชื่อว่าตอนนี้แฟนเพลงของพี่ก็พร้อมจะให้กำลังใจ ทุกคนรักพี่”


“เหรอวะ”


“แต่ผมรักพี่มากที่สุด”


“…”


“ผมเป็นห่วงพี่มาก ถึงบอกว่าไม่อยากให้พี่แย่ มันจะพาลให้ผมแย่ไปด้วย และแย่ในที่นี้คือแย่จริงๆ คิดว่าการที่ผมได้เห็นคนร้องไห้มันโอเคเหรอ”


“กูก็ไม่อยากร้องปะวะ”


“ผมก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้พี่หยุดร้อง แต่อยากให้รู้ไว้ว่ายังมีอีกคนที่ร่วมรู้สึกไปกับพี่อยู่ตรงนี้ เพราะงั้นเลิกคิดมาก ผมจะได้สบายใจ”


เอ็มเยสยู่ปาก แววตาของเขาบ่งบอกว่ากำลังรู้สึกผิด หากแต่ก็ยังเลือกที่จะกวนตีน “เหอะ โคตรขิง”


“เอ็ม นี่พี่...”


“ดูแลกูได้จริงๆ ใช่มั้ย” คำพูดนั้นสวนขึ้นมาก่อนที่ผมจะดุได้จบ


หืม... ผมได้ยินถูกหรือเปล่า


“มึงเคยบอกใช่ปะว่าบางคนโอเคกับการถูกดูแลมากกว่า... เออ กูชอบว่ะ” ผมรู้สึกว่าอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม “กูชอบมึง”

!!!


ห่าเอ๊ย


“อื้มมม”


ผมคงเสียสติไปแล้ว พอได้ยินแบบนั้น แขนผมก็คว้าคนที่อยู่ตรงหน้าเข้ามาในอ้อมกอด บรรจงจูบลงไปที่ริมฝีปากสีชมพูสดตัดกับผิวขาวอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่ใช่จูบแบบครั้งก่อน แต่เป็นการจูบด้วยความรู้สึกผสมกับความปรารถนา เป็นจูบที่แชร์ทุกอย่างร่วมกัน


พี่เอ็มออกแรงขัดขืนในตอนแรก แต่สุดท้ายมือทั้งสองก็ตกลงไป มันถูกวางไว้บนต้นแขนของผมและออกแรงบีบแน่น ร่างกายที่บดเบียดแนบชิดของเราทำให้ผมรู้ว่าอีกฝ่ายผิวเนียนขนาดไหน มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเปลือยเปล่า


และผมก็แย่มาก ที่เผลอล้วงเข้าไปในกางเกงขาสั้นของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว


“อ่ะ…” คนผิวขาวแอ่นสะโพกเบียดเข้ามาเมื่อถูกสัมผัส มันอาจเป็นปฏิกริยาตอบสนองที่แสนธรรมดา แต่สำหรับผม ภาพของคนที่ชอบบิดเร่าด้วยน้ำมือของเรา มันดันกระตุ้นอะไรบางอย่างภายในให้รุ่มร้อนลุกโชนขึ้นมา


“พี่เอ็ม” ผมขอพัก รู้สึกเหนื่อยอ่อนเลยต้องถอนจูบ “วันนี้ผมจบแค่จูบกับพี่ไม่ได้จริงๆ”


บ้าเอ๊ย สายตาพี่เอ็มแม่ง... โว้ย!


“ไปกับผมมั้ยครับ ไม่ต้องถึงขนาดนั้น แต่แค่ไปกับผม... ไปพร้อมกัน” ผมประคองหน้าอีกฝ่าย พี่เอ็มดูตั้งใจเป็นพิเศษ เหมือนกำกับตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ “แล้วลืมเรื่องวันนี้ไปซะ ตื่นมาพี่ก็ยังจะเจอหน้าผมอยู่ ตกลงนะ”


“จริงนะ” เสียงนั้นสั่นเครือ มีประกายของความหวัง “ตื่นมากูจะเจอมึงจริงๆ ใช่มั้ย”


“ครับ ผมจะอยู่ตรงนี้”


แล้วอีกฝ่ายก็พยักหน้า พยักมันช้าๆ ซ้ำๆ คล้ายกับเด็กที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ 


ผมว่าพี่เอ็มกำลังหลุด ไม่ใช่หลุดสติลอยเหมือนตอนแรก แต่เป็นการจมไปสู่อารมณ์ขั้นแรกที่เกิดขึ้นเมื่อเราทั้งสองสัมผัสกัน


และเมื่อผมลองแตะเบาๆ ลงบนจุดนั้น มันก็ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมคิดเป็นความจริง


พี่เอ็มรอผมอยู่ก่อนแล้ว


ผมหายใจหอบไม่แพ้อีกฝ่าย แต่ก็ยังมีสติให้ยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของคนที่ผมชอบ คุณแรงบันดาลใจเผยอปาก ปล่อยให้นิ้วสากๆ ไม่คู่ควรกับความนิ่มนวลที่เขามีอย่างเต็มใจ 


แม้จะมีร่องรอยความบอบช้ำจากการโดนทำร้ายมาในวันนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่ามันเป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน ผู้ชายผิวขาวจัด รับกับแสงของโคมไฟที่เปิดไว้จากหัวเตียง...


ผมสีชมพู


ปากสีชมพู


หน้าอก... สีชมพู


ผมไม่อยากคิดเลย ว่าจะมีส่วนไหนที่เป็นสีชมพูได้อีกบ้าง


“ขอบคุณครับ”


และผมอยากจะเพิ่มเติมสีชมพูช้ำให้กับร่างกายนี้ ด้วยริมฝีปากของตัวเอง


“หืม ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”


ผมแม่ง โคตรรักสีชมพู


“ขอบคุณที่ไม่สูบบุหรี่”


“อะไรว้า?”


ขอบคุณที่คุณเป็นสีชมพู.

ผมไม่คิดจะเฉลย แต่เลือกที่จะคว้าพี่เอ็มเข้ามาจูบอีกอีกครั้ง และเมื่อแขนของผมลูบเข้าไปสัมผัสยังจุดสำคัญของอีกฝ่าย ทุกอย่างก็ถูกปล่อยไปตามอารมณ์ของเราสองคน



 โปรดติดตามตอนต่อไป...




 theneoclassic's talks :


ตอนที่ 15 มาแล้วคร้าบบบ


- อิสสะเลิฟช็อตปะละ บ้าเอ๊ย เกือบตายแล้วเอ็ม T_T

- เหมือนจะยาว แต่จริงๆ เหตุการณ์สั้นนิดเดียว หนึ่งวันเอง

- นี่ชอบบรรยายฟิวส์มาก มีความเป็นเด็กที่เป็นผู้ใหญ่ (งงมะ) คุมโทนขรึมๆ จริงจังแต่ยังมีจุดเล็กๆ ที่เอาแต่ใจอยู่บ้าง

- คุณรักสีชมพูเหมือนฟิวส์หรือเปล่า

- เฮ้ย แล้วจะมีตรงไหนของร่างกายเอ็มที่สีชมพูอีกนะ -_-a

- บทนี้เขียนตอนเดอะทอยมีข่าวพอดี เอามาเป็นแรงบันดาลใจของตอนนี้นะครับ

- รักศิลปิน เคารพศิลปินกันน้า

- ขอกำลังใจหน่อยยยย


- เหมือนเดิม ขอคอมเม้นต์ หัวใจ แชร์ ติดแฮ็ชแท็ค #คนอย่างเอ็ม อะไรก็ได้เพื่อเป็นกำลังใจกันน้า

- เจอกันใหม่ตอนหน้านะฮะ ฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะครับโผมมมม


เจอกันตอนหน้าฮะ! ^^






กดหัวใจบอกใบ้กันว่ารัก

แต่คอมเม้นต์ว่ารักคือการให้กำลังใจนะครับ (ง่อวววว)


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ swag gif

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.275K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,233 ความคิดเห็น

  1. #2205 i.jaotip (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 17:17
    ชื่อตอนอย่างปัง อ่านไปปุ้บ เออปังจริงๆ ปังเสียงปืนเนี่ย555555 น้องงงงงงงงง
    #2,205
    0
  2. #2180 Krystal wing (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 13:46
    Nananananananana Nananananana It's the love shot
    #2,180
    0
  3. #2112 Ginn28 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 23:22
    แงงง นุ้งเอ็มมม สงสารนว้องงง
    แต่ตอนหลังนี่เขินมากแม่
    #2,112
    0
  4. #2092 maybee23 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 17:48
    เลิฟช็อตมากแม่ ตกใจมากเวอร์
    #2,092
    0
  5. #2089 Jaeyongie (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 00:31
    กิ้ดดดดดดดดดดดดดด เลือดนุพุ่ง น้องฟิวส์สสสส์ ทำอะไร พิเอมของชั้นนนนน
    #2,089
    0
  6. #2057 Chanompak (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 12:28
    อมก เเลงม๊ากเด้อ
    #2,057
    0
  7. #2049 Slyvester (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 04:47
    โอ๋ๆๆ น้องเอ็ม ฟาดเคราะห์นะลูก

    ขวัญเอ้ยขวัญมา
    #2,049
    0
  8. #1983 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 13:32
    โอ๋นะลูกโอ๋ๆนะ
    #1,983
    0
  9. #1953 WuPheem (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 03:40
    ไปกระทืบ-เ-้ยนั่น!!!!บังอาจมาทำพี่เอ็ม
    #1,953
    0
  10. #1915 sher_n (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 18:15
    สงสารเอ็มมมม จิตตกไปเลย โดนคุกคามขนาดนั้น
    #1,915
    0
  11. #1852 ซีเอชโอเอ็มพียู..yy.. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 19:06
    ชมพู๊วววววว
    #1,852
    0
  12. #1850 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 15:57
    ช่องทางน้องก็น่าจะชมพูแหละ(ทำไมหื่นงี้นะ)
    #1,850
    0
  13. #1819 Jibangrin (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 02:31

    หวานจ้นนนนนนน //แงงงๆ กอดพี่
    #1,819
    0
  14. #1762 โหล โหล โหล (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 08:56

    สีชมพูไปหมดดด
    #1,762
    0
  15. #1730 sealers (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 00:04
    สงสารเอ็มมากจริงๆ เป็นแค่คนอายุพึ่ง20นิดๆกำลังสนุกกับชีวิตแต่ต้องมาเจอกับนาทีชีวิตอ่ะ แย่มากๆ แต่ได้น้องฟิวส์ปลอบใจเนอะ ฮือ เข้าใจเลยเวลาที่อยากให้อีกคนอยู่ด้วยแต่ไม่อยากรบกวน สงสารเอ็ม ปล.เราก็ชอบสีนมพู อิๆ อยากเห็นพี่เอ็มตัวชมพู น้องเรียกว่าแม็ก ฮื้อออออ
    #1,730
    0
  16. #1705 ying-b (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 12:50

    จากนี้ไปน้องฟิวส์จะมองทุกอย่างในโลกนี้ด้วยฟิลเตอร์สีชมพู เรามั่นใจ!
    #1,705
    0
  17. #1696 ychibi (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 23:55
    ปลอบเอ็ม สงสารง่า แงงง แต่คงดีขึ้นละหล่ะ คิคิ
    #1,696
    0
  18. #1637 WangXianYAOI (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 14:09
    จ้าาาาา พ่นเลือดออกมาเป็นสีชมพูเหมือนกันจ้าาาา
    #1,637
    0
  19. #1629 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 01:07
    ให้มันเป็นสีชมพูวววววว
    #1,629
    0
  20. #1616 KeyNC (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 20:52
    ความปลอดภัยของศิลปินไม่ใช่เรื่องตลกจริงๆ ส่วนท้ายๆตอยก็หวานเหลือเกินนนนนนน
    #1,616
    0
  21. #1592 giftfully (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 23:00
    ยัยหนู แงงงงงงงงงงง
    #1,592
    0
  22. #1572 Secret :) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 17:17
    Weird นี้ไม่ได้ออกเสียงคล้ายๆwearหรอ...
    #1,572
    0
  23. #1514 peace_in_apple (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 20:19
    ลืมไปเลย เราพึ่งมารู้ตอนหลังๆนี่แหละว่าเอ็มหัวชมพู รู้สึกแปลกๆ มันไม่ถูกบอกกล่าวตั้งแต่แรก เลยเอ๊ะมายังไง
    #1,514
    0
  24. #1478 khmp_ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 01:13
    แง้ดีใจที่พี่เอ็มปลอดภัย ตอนนี้สีจมปูวว
    #1,478
    0
  25. #1450 IninNutCham (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 18:49

    อุแงๆๆ ทำไมมันคนละฟิลเลยอ่ะ สีชมพูมาเลยจ้าาาา
    #1,450
    0