I KNOW THE COLORS OF LOVE

ตอนที่ 6 : TAWNY BROWN PANTONE #A9836A

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    25 ธ.ค. 61

TAWNY BROWN PANTONE RGB 169 131 106 artist :









จวงจื้อฝันว่าเป็นผีเสื้อ

ยามเมื่อลืมตา ไม่แน่ใจว่า ผีเสื้อนั้นคือความฝันของจวงจื้อ หรือที่แท้ จวงจื้อคือความฝันของผีเสื้อ

 

T

 

องซองอูลืมตา

รู้สึกเหมือนนอนหลับและฝันยาวนาน

ทว่าจดจำอะไรไม่ได้เลย

ชายหนุ่มมองเพดาน ไม่รู้สึกง่วงเท่าไหร่นัก ท่ามกลางความมืดสายตาเริ่มปรับช้าๆ ทำให้มองเห็นแสงเรื่อเรืองของดาวประดิษฐ์สีเขียวจาง เขาหลับตาลงอีกครั้ง... ก่อนที่จะลืมขึ้นใหม่ เอียงใบหน้ามองดูนาฬิกาที่โต๊ะข้างเตียง พบว่าห่างจากเวลาที่ต้องตื่นไม่มาก จึงถอนหายใจ ตัดสินใจที่จะขยับตัว

สิ่งแรกที่ทำหลังลุกจากเตียงคือการเปิดม่านที่ประตูระเบียง มือเรียวขาวสีน้ำนมแหวกผ่านผ้าม่านหนายาวจดพื้น

ข้างนอกนั่น ฟ้ายังเป็นสีเทา ปุยหิมะปรกโปรยลงมา แต่ก็ยังมีแสงอ่อนจางเล็ดลอดผ่านรอยแยกของผืนผ้า กระทบกับเครื่องหน้าคมสันราวกับรูปปั้นอันงดงาม

แชะ

และที่อีกฟากของกระจกใส เด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว

“มูเอลอ่า? คนเพิ่งตื่นเลื่อนบานกระจก เหยียบย่างเท้าเปล่าเปลือยลงบนพื้นเย็บเฉียบ               ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักกับสถานการณ์ที่ถูกถ่ายรูปอย่างไม่ทันตั้งตัว เสียงยามที่เรียกออกมา นอกจากแฝงคำถามแล้วยังมีความขุ่นเคืองใจ

นิดเดียวเองน่า ผมว่าสวยดี

หนุ่มน้อยเจ้าของชื่อไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดเลยสักนิด ริมฝีปากเรียวบางเผยอรอยยิ้ม ก่อนที่จะขยับยกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถือโทรศัพท์ สูดควันจากมวนบุรี่สีขาวคาดทอง

องซองอูเองก็ไม่ได้โกรธจริงจัง ในตอนที่อีกฝ่ายยืนซองบุหรี่มาให้ แสดงสีหน้าแววตาว่าแทนคำขอโทษ เขาก็หยิบมาใส่ปาก โน้มตัวเข้าไปต่อไฟจากมวนที่จุดแล้วของอีกคน

“วันนี้ทำไมนายตื่นเช้า” ถามเจ้าของห้องข้างๆ ที่ใช้ระเบียงร่วมกัน

คิมซามูเอลหัวเราะอีกแล้ว ลมหายใจที่กลายเป็นควันขาวระลอกไหวในอากาศจากการหัวเราะนั้น

ตื่นเต้นสิ ผมไม่รู้ว่าเรื่องใหม่ที่หัวหน้าคณะได้สิทธิ์ทำการแสดงมา ตัวเองจะได้บทอะไร

ตอนอายุเท่านายฉันยังเป็นแค่เด็กถือไฟอยู่เลย ได้มีโอกาสกังวลเรื่องบทที่ไหนกัน

ซองอูอดไม่ได้ที่จะเหน็บ ทว่าซามูเอลผู้ถูกว่ากลับหัวเราะ สูดควันเฮือกยาว ปลายบุหรี่กลายเป็นสีเรื่อเรือง แดงจ้าเป็นพิเศษในวันที่บรรยากาศขาวจัดด้วยหิมะ ก่อนจะพรูควันออกมา

ช่วยไม่ได้ พี่ไม่ได้หล่อเท่าผม

ปากดีนัก

พี่ไม่รู้หรอกว่าปากดีจริงๆ เป็นยังไง ถ้ายังไม่ได้ลอง

องซองอูหัวเราะหึ พ่นควันบุหรี่ใส่ใบหน้าอ่อนเยาว์ของหนุ่มน้อยวัยสิบเจ็ดทำให้อีกฝ่ายต้องย่นคิ้ว

ยังเร็วเกินไปไอ้หนู

คิมซามูเอลยกมือเรียวบางขึ้นไล่ควันให้พ้นจากหน้า หายใจหายคอได้แล้วค่อยเอ่ยขึ้นมา

จะเร็วจะช้า ยังไงก็ไม่ทันบางคนอยู่ดี”

กับประโยคนี้ สีหน้าชืดชาไร้อารมณ์ของชายหนุ่มจึงค่อยปรากฏความรู้สึกขึ้นมาบ้าง เหมือนจะเป็นความไม่ชอบใจเล็กน้อย เขาเพิ่งอ้าปาก ตั้งใจจะเถียงสักคำสองคำ เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้นมาจากทางห้องของตัวเอง

ซองอูขึงตาคาดโทษทิ้งไว้ แต่ก็หมุนตัวไปอย่างเสียมิได้

และสิ่งที่รอเขาอยู่นอกประตู ก็เป็นพนักงานจิปาถะของคณะละครที่ยืนอยู่พร้อมกับทิวลิปขาวช่อหนึ่ง

หญิงสาวเพิ่งจะอ้าปากซองอูก็ยกมือห้ามไว้ รับช่อทิวลิปมาแล้วก็บอกให้อีกฝ่ายไปทำงานของตัวเองต่อ ดวงตาไม่แม้แต่จะมองหาการ์ดข้อความที่อาจจะมีอยู่ในช่อดอกไม้ เพราะเขารู้ดีว่ามันไม่เคยมี

ตอนที่เขาวางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะแล้วกลับมาที่ระเบียง ดวงตาเรียวยาวที่หรี่แคบอย่างล้อเลียนของเด็กหนุ่มรุ่นน้อง ก็ทำให้คนหงุดหงิดจนอยากจะปาข้าวของใส่ หรืออยากจะตีสักที แต่มันก็เพียงเท่านั้นล่ะ

คิมซามูเอลไม่เหมือนคนอื่น มองทิวลิปช่อนั้นแล้วก็เพียงหยอกเย้าอย่างไม่จริงจัง แต่จินตนาการของหลายคน... กลับคิดไปไกลกว่าเพียงช่อดอกไม้มากมาย

 

 

“คัมพาเนลลา ให้คิมซามูเอล”

“บทโจวานนี่ ...จะแสดงโดยองซองอู...”

ไม่ได้เหนือจากความคาดหมายของใครต่อใคร ช่วงสายของวันนั้น หัวหน้าคณะผู้ควบตำแหน่งผู้กำกับใหญ่แจกบทตัวละครเรื่องใหม่ รถไฟสายทางช้างเผือก และแน่นอนเป็นอย่างยิ่ง บทตัวละครเอกหนึ่งในสองของเรื่อง ได้มอบให้กับองซองอู

แต่ก็เพราะเป็นไปตามความคาดหมาย เสียงกระซิบบางอย่างจึงแว่วอยู่ในหมู่คน

“อีกแล้ว...”

“อีกแล้ว เป็นหมอนั่นอีกแล้ว”

“ทั้งที่มีดีแค่ใบหน้ากับร่างกายนั่น...”

“ก็เพราะแบบนั้นไง หมอนั่นถึงต้อง...”

แววตาขององซองอูไม่แม้กระทั่งจะสั่นไหว ยามที่เสียงกระซิบเหยียดหยันที่ดังขึ้นจากข้างหลัง เขายังคงยืนนิ่ง เงยหน้าอย่างสง่าผ่าเผยมองตรงขึ้นไปบนเวที ตลอดมาตั้งแต่แรกจนตอนนี้ สิ่งที่นักแสดงหนุ่มสนใจและใส่ใจ ก็ยังคงมีเพียงตำแหน่งที่แสงไฟสาดส่องบนนั้น

แต่แล้วช่อทิวลิปช่อหนึ่งก็ได้ยื่นมาตรงหน้า สีของมันขาวสะอาดเหมือนหิมะแรก

องซองอูกะพริบตา เพิ่งรู้ตัวว่าในโรงละครปราศจากคนอื่น ไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว

ท่ามกลางความมึนงง กึ่งรู้ตัวกึ่งไม่ใช่ เขาก็คงยังรับทิวลิปช่อนั้นมา

“เมื่อเช้า คุณส่งให้ผมแล้วช่อนึง”

เขาเอ่ย แผ่วเพียงกระซิบ ไม่แม้แต่จะมองช่อดอกไม้ในอ้อมอก ดวงตาจับจ้องอยู่กับใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน สบดวงตาเรียวยาวใต้ปลายผมสีดำสนิท ทอประกายอ่อนโยนลึกซึ้ง ที่มักจะทำให้หัวใจคนเต้นไม่เป็นจังหวะเสมอ

“อันนั้นเป็นของขวัญสำหรับวันแรกที่หิมะตก”

“อ้อ?”

“ส่วนนี่ เป็นของขวัญแสดงความยินดีกับบทโจวานนี่ไง”

อีกฝ่ายเอ่ยแจกแจงเสียงนุ่มนวล องซองอูครุ่นคิดตามแล้วก็พยักหน้าลงอย่างพอยอมรับได้ เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่ ฮวังมินฮยอน มักจะให้ความสำคัญกับวันที่มีหิมะแรกของปีเสมอ

เขาได้รับดอกทิวลิปในวันแรกของปีที่มีหิมะมาหกปีแล้ว...จากเจ้าของโรงละครที่ทำสัญญากับคณะละครที่ตัวสังกัด

ช่อดอกไม้ที่ไม่ควรได้รับ จากบุคคลที่ทำให้เกิดข้อครหา

แต่องซองอูก็ไม่สามารถบังคับตัวเอง ให้ปฏิเสธมันได้เลย

“คุณ...”

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยใคร่รู้สงสัย ว่าเพราะเหตุใดตัวเองถึงได้รับเจ้าดอกไม้เหล่านี้

คนอื่นมองว่ามันคือความเสน่หา

ทว่าองซองอูเป็นนักแสดง อารมณ์สีหน้าอันใดล้วนรู้จัก ความรู้สึกที่มองเห็นในดวงตาของคนตรงหน้า...

แม้อ่อนโยนลึกซึ้ง

แต่แววตาที่ฮวังมินฮยอนใช้มองเขา มันไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าลุ่มรักหลงใหลสุดจะประมาณได้แม้เพียงสักนิด

 

T

 

องซองอูลืมตา

รู้สึกเหมือนนอนหลับและฝันยาวนาน

ทว่าจดจำอะไรไม่ได้เลย

ชายหนุ่มมองเพดาน สิ่งที่มองเห็นคือผ้าผืนยาว สีขาวซีดเซียวในความสลัว หลังคาของกระโจมผ้าที่ตัวเองมองมาหลายปี

ทว่าในวันนี้ เย็นนี้ ก็จะไม่ได้มองเห็นมันอีกต่อไปแล้ว...

“ท่านแม่ทัพอง ตื่นหรือยังขอรับ”

จากภายนอก เสียงทุ้มต่ำร้องขาน เป็นเสียงรองแม่ทัพซ้ายของเขา องซองอูหลับตาลงก่อนที่จะลืมขึ้นใหม่ ขับไล่ความรู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าของยามเช้าให้หายไป ขานตอบเสียงเรียกง่ายๆ แล้วก็สั่งการลงไป

“ให้ทหารเก็บกระโจมแล้วกินข้าวให้เต็มที่ เตรียมตัวเคลื่อนทัพก่อนถึงยามโอจอน วันนี้ เราจะเดินทางรวดเดียวถึงเมืองหลวง”

“หลายปีแล้วที่ไม่ได้กลับ ไม่รู้ว่าเมืองหลวงจะเปลี่ยนไปอย่างไร”

เอ่ยพลางใช้มือเรียวยาวสีงาช้างทั้งที่รอนแรมในสนามรบมาหลายปีรวบเรือนผมดกดำสีน้ำหมึกรวบไปด้านหลัง เผยเครื่องหน้าเข้มคมราวกับรูปสลักให้เห็น กระจ่างตาในความสลัวของกระโจมผ้า รองแม่ทัพซ้ายที่เหม่อมองภาพนั้นแทบเลอะเลือนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถ้อยคำ

“ถึงจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด แต่แน่นอนว่าเรื่องที่ท่านแม่ทัพเป็นคุณชายที่รูปงามที่สุดของโกคูรยอ จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอนขอรับ”

องซองอูอมยิ้มขำให้กับคำป้อยอของรองแม่ทัพคนสนิท หลังจากรวบผมเรียบร้อยก็เดินออกไปรับของเช้าด้วยกัน

ในตอนที่เขาเลิกกระโจมออกมา อากาศข้างนอกหนาวยิ่ง แต่หิมะยังไม่ตก นึกถึงปีที่แล้วและปีก่อนหน้าที่ยังคงรบอยู่ที่ชายแดน แต่ปีนี้กลับเมืองหลวงพร้อมด้วยชัยชนะยิ่งใหญ่ รอยยิ้มของแม่ทัพหนุ่มอดไม่ได้ที่จะกว้างขึ้นกว่าเดิม

 อาหารมื้อสุดท้ายในกองทัพหรูหรายิ่ง เย็นนี้พวกเขาจะได้ตั้งค่ายที่นอกกำแพงเมืองหลวง เพื่อที่จะได้เดินทางให้เร็วขึ้น ท่านแม่ทัพสั่งว่าเสบียงที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้เอาออกมาใช้ไม่ต้องเสียดาย ทั้งยังแจกจ่ายออกไปให้หมูบ้านใกล้เคียงที่ผ่านมาในรายทาง

เหล่าทหารฆ่าวัวและแพะ ก่อกองไฟ กลิ่นไขมันวัวยามที่ตกลงกระทบฟืนกำจายไปในอากาศ ทำให้บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองยิ่งเข้มข้น แม้จะงดเว้นสุราเพราะยังต้องเดินทาง แต่รสชาติของการได้กินเนื้อเต็มคำ ก็ทำให้นึกถึงวันที่พวกเขาพิชิตชัยชนะเหนือพวกแพกเจ กองทัพโกคูรยอร่วมฉลองสามวันสามคืน ไม่แบ่งแยกแม่ทัพทหารราบ ล้วนดื่มเหล้าต่างอาบน้ำ ก่อนที่จะออกเดินทางกลับมา...

 

 

“หยุดทัพ...”

ในฐานะแม่ทัพใหญ่ องซองอูที่ขี่ม้านำอยู่ด้านหน้าขบวนชักบังเหียน มองดูกำแพงสูงตระหง่านของเมืองหลวงที่อาบย้อมด้วยแสงสีส้มแดงยามอาทิตย์ตก

ก่อนหน้านี้ไม่รู้สึก ทว่าพริบตานี้เองที่ความโหยหาชนิดหนึ่งแผ่ขยายขึ้นปกคลุมหัวใจ

เขารอนแรมสู้รบตั้งแต่อายุสิบหก มีช่วงเวลาที่ยากลำบากท่ามกลางฝนตกและอากาศหนาว น้อยครั้งที่จะได้กลับมายังเมืองหลวง แต่จะอย่างไรที่แห่งนี้ก็ยังคงเป็นบ้านเกิดที่ผูกพันอยู่นั่นเอง

“ตั้งค่ายที่หลังเนินนี้ รองแม่ทัพซ้ายขวาและสามสิบสองนายกองตามข้าเข้าเมือง เพื่อถวายพระพรฮวังเจ”

ท่านแม่ทัพว่าด้วยเสียงตื่นเต้นยินดี รอยยิ้มยังคงฉายฉานอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาแสงสีส้มอ่อนจัดฉายกระทบเครื่องหน้า ทำให้มองเห็นรอยแต้มราวกับหยดหมึกเล็กๆ ที่บนแก้มซ้าย จุดสามจุดที่วางตัวอยู่ราวกับดวงดาวดูเด่นชัดขึ้นมา

“พวกเจ้าที่เหลือเตรียมพร้อม การฉลองคืนนี้ย่อมไม่ขาดสาวงามและเหล้าเลิศรส”

เสียงขานรับพร้อมเพรียงของเหล่าทหารหาญลั่นดัง สั่นไหวไปจนถึงกำแพงเมืองที่ห่างออกไป

 

 

ที่บนกำแพงเมืองสูงใหญ่ ฮวังเจแห่งโกคูรยอได้ประทับยืนอยู่ตรงนั้น รอรับการกลับมาของแม่ทัพผู้นำชัย

“ฮวังเจ...” ขุนนางผู้เฒ่าผู้รับใช้แผ่นดินมาตั้งแต่รัชกาลก่อนฟังเสียงตะโกนโห่ร้อง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลใจ

“แม่ทัพเรืองอำนาจมากเกินไป ก่อกบฏชิงบัลลังก์...” นี่เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ตลอดมาในหน้าประวัติศาสตร์

“เงียบเสีย เราไว้ใจแม่ทัพอง เขาโตมาด้วยกันกับเรา”

“แต่ว่า...”

ขุนนางผู้เฒ่ายังพยายามเอ่ย ทว่าผู้เป็นใหญ่ในฉลองประองค์สีแดงลายมังกรก็ทำเพียงโบกพระหัตถ์ให้เงียบเสียง หลุบดวงเนตรลงมอง สนทนากับกองพลทหารที่ขี่ม้าเข้ามาใกล้ยังประตูเมือง

“ยินดีต้อนรับกลับมา”

สุรเสียงมั่นคงตรัสออก แม่ทัพนายกองทั้งหลายรีบขยับลงจากหลังม้า คุกเข่าค้อมกายแด่เจ้าแผ่นดิน น้อมรับเกียรติที่ฮวังเจราชทานให้ ด้วยการเสด็จมาต้อนรับพวกเขาด้วยองค์เองที่หน้าประตูเมือง

“ขุนพลทั้งหลายลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องมากพิธีไป ค่ำนี้ เราเชิญทุกท่านเป็นแขกของเรา ในงานเลี้ยงต้อนรับฉลองชัย”

องซองอูขานรับพระมหากรุณาธิคุณเสียงหนักแน่น พลางเงยหน้าขึ้น ความสูงของกำแพงมากเกินไปทำให้มองเห็นอีกฝ่ายได้ไม่ชัดเจน ทว่าฟังจากน้ำเสียงแล้ว อดีตรัชทายาทผู้เป็นเพื่อนเล่นกันในวันวาน ...ฮวังมินฮยอนดูท่าทางจะสบายดี

 

 

พระตำหนักคังนยองวันนี้จุดโคมไสวดุจกลางวัน ตัวเอกของงานเลี้ยงยังคงเป็นหัวหน้าทหารทั้งสามสิบกว่าคน

หลังจากฮวังเจทรงพระราชทานรางวัลมากมายแก่บรรดาขุนศึก ขุนนางในราชสำนักก็แวะเวียนเข้ามาชนจอกทักทาย แม่ทัพหนุ่มจะคอแข็งมากเพียงใดก็ไม่อาจดื่มกับคนหลายสิบโดยไม่เมามาย

ฮวังเจทอดพระเนตรใบหน้าแดงก่ำขององซองอู ตรัสหยอกเย้ากับข้าราชบริพารทั้งหลายว่าอย่าได้ร่วมมือรังแกแม่ทัพของพระองค์มากเกินไป ขุนนางทั้งหมดรับคำเจือหัวเราะ ทว่าในตอนที่ฮวังเจเสด็จลงจากบัลลังก์ ตรงเข้าไปประคองท่านแม่ทัพใหญ่ที่เมามายจนนั่งไม่ตรง กระแสแปลกประหลาดอย่างหนึ่งก็คลี่คลุมลงมากลางงาน

“...มินฮยอน?” นามแท้ของพระจักรพรรดิไม่ได้ถูกเรียกหามานานแล้ว ยามเมื่อได้ยินจากปากคนที่ยังเคลิ้มอยู่ภายใต้ฤทธิ์เมรัย แม้เบาเพียงแค่ได้ยินระหว่างกัน น้ำหนักของถ้อยคำก็ยังจารลึกลงในใจ

พระหัตถ์ขาวกระจ่างของเจ้าแผ่นดินตบลงบนแผ่นหลังขององซองอู เรียกสัมปชัญญะของชายหนุ่มให้กลับมา

แม่ทัพหนุ่มตระหนักได้ในที่สุดว่าผู้ที่กำลังประคองตนอยู่นี้ไม่ใช่สหายเมื่อยามเยาว์ ทว่าเป็นฮวังเจผู้เป็นเจ้าชีวิต ผู้ที่อยู่สูงถึงขอบฟ้า พลันสร่างเมาราวกับถูกน้ำสาด แม้ใบหน้าคมจัดจะยังเรื่อแดง ทว่าสติก็ไม่พร่าเลือนควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนก่อนหน้าแล้ว

“ดื่มสุราแต่เพียงเท่านี้เถอะ”

ฮวังเจรับสั่งเหมือนไม่ได้ยินการเรียกจาบจ้วงก่อนหน้า เมื่อรู้สึกว่าท่านแม่ทัพนั่งนิ่งดีแล้วค่อยละพระหัตถ์ออกจากแผ่นหลังซึ่งผอมบางกว่าที่คิดอย่างอ้อยอิ่ง

“กระหม่อมเสียกริยาแล้ว”

“ไม่เป็นไร”

หลังจากที่องค์เหนือหัวทรงผละจาก ขุนนางทั้งหลายที่ตระหนักถึงความโปรดปรานที่มอบให้ท่านแม่ทัพก็กรูเข้ามาแทนที่ ในมือถือจอกกระเบื้อง ขอร่วมดื่มแสดงความยินดีอีกครั้ง องซองอูใช้รับสั่งของเหนือหัวเป็นเกราะกำบัง ดื่มชาแทนเหล้ารับมือความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะผูกมิตรได้ง่ายดายกว่าเดิม

ในยามที่ถูกผู้คนรุมล้อม ดวงตาเรียวยาวของแม่ทัพหนุ่มได้มองตามแผ่นหลังขององค์เหนือหัวไป ทว่ากลับหยุดลงตรงที่นั่งข้างราชบัลลังก์ เด็กหนุ่มที่เขาไม่คุ้นหน้านั่งอยู่ตรงนั้น ตำแหน่งที่นั่งสูงศักดิ์และอาภรณ์บนร่างที่มีการตัดเย็บแปลกตาอย่างต่างเผ่า

อีกฝ่ายคล้ายรู้ตัวว่าถูกจ้อง พลันเบือนหน้ามา ในความไสวของแสงเทียนทำให้มองเห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายเป็นสีเขียวคราม...ราวกับทะเลสาบในฤดูร้อนไร้ระลอกสั่นไหว

ชั่วขณะนั้นเอง ที่องซองอูถูกความงดงามแปลกตาเช่นนั้นดึงดูดความสนใจ การเลื่อนไหลของเวลารอบคล้ายจะช้าลง สีสันทั้งมวลซีดจางลดระดับความสำคัญ

ฮวังเจแห่งโกคูรยอยามเมื่อประทับนั่งคืนบัลลังก์ ก็มองเห็นชัดเจนถึงวี่แววตะลึงตะลานของแม่ทัพใหญ่

เนตรดำขลับหรี่เล็กลง ความอ่อนโยนชืดจาง...ทอประกายเยียบเย็นยิ่งกว่าหิมะ

ลมหายใจทอดยาวของผู้สูงศักดิ์พรูออกมาเป็นควันขาว บดบังเสี้ยวหน้างดงามสมบูรณ์แบบอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะล่องลอยสู่ท้องฟ้าเบื้องบน...จางหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่เลย

 

 

T

 

 




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #13 FtaONg (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 10:11

    เพิ่งมาตั้งใจอ่านงานน้อง แบบน้องเคสสสส มันดีมากๆๆๆๆๆ จนอยากอ่านต่อไป ความฝันหรือความจริง ฮวังเจพระองค์นั้นกับเจ้าของโรงละครนั้นคือคนเดียวกันแต่ละชาติภพใช่ไหม อุแงงงงชอบที่น้องเคสเอาสำนวน ความฝันของผีเสื้อมาเล่นอะ ชอบๆๆๆๆๆๆ

    #13
    0
  2. #11 shipper (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 14:30

    อันนี้เเนวย้อนมาในอดีต พวกระลึกชาติได้ไหมอ่ะ ต้องรออ่านเเบบเรื่องยาว คือรู้เเค่ว่าเเบ่งเป็นสองพาร์ทที่เล่าในอดีตเเละช่วงปัจจุบัน ไม่รู้ว่าซองอูจะฝันหรือยังไง รอติดตตามอ่านต่อนะคะ

    #11
    0